โครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม เรื่อง ถ่านจากชานอ้อย โดย 1. นางสาวปนัดดา ม่วงจาบ 2. นางสาวทิวาพร ประจำเมือง 3. นางสาวลักษมี วงศ์สุวรรณ ครูที่ปรึกษา 1. นางรุ่งนภา แย้มอุทัย 2. นางสาวดวงกมล ทรัพย์วิริยะกุล สกร.อำเภอสองพี่น้อง รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม ประเภท นวัตกรรมจากขยะ สำหรับนักศึกษา กศน. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ณ อุทยาวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ชื่อโครงงาน ถ่านจากชานอ้อย คณะผู้จัดทำ นางสาวปนัดดา ม่วงจาบ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย นางสาวทิวาพร ประจำเมือง ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย นางสาวลักษมี วงศ์สุวรรณ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ครูที่ปรึกษา นางรุ่งนภา แย้มอุทัย ครู สกร.อำเภอสองพี่น้อง นางสาวดวงกมล ทรัพย์วิริยะกุล ครู กศน.ตำบลทุ่งคอก ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ โครงงานเรื่อง ถ่านจากชานอ้อย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการทำถ่านจากชานอ้อย ศึกษา ประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อยเปรียบเทียบกับถ่านทั่วไปในท้องตลาด และเพื่อลดปริมาณวัสดุเหลือทิ้ง ทางการเกษตรภายในชุมชน เป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรประเภทชานอ้อยมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างคุ้มค่า เพราะชานอ้อยที่เป็นขยะที่เหลือจากการทำไร่อ้อยในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง มีปริมาณมาก และต้อง กำจัดให้หมดไปในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวอ้อย ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะทำลายด้วยวิธีการเผา ส่งผลให้เกิดมลภาวะ ทางอากาศ ฝุ่นละออง เขม่าหรือหิมะดำ ปลิวขึ้นบนอากาศ และตกลงพื้นผิวอาคารบ้านเรือนทั่วบริเวณใกล้เคียง สร้างความเดือดร้อน ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจของคนในชุมชน และพื้นที่บริเวณใกล้เคียง จากการศึกษา พบว่าถ่านจากชานอ้อย แบบที่ 3 อัตราส่วน 8:2 (ผงถ่านจากชานอ้อย 800กรัม : ผงถ่านจากกะลามะพร้าว 200กรัม) ส่วนผสมเข้ากันดี ลักษณะของการยึดเกาะของเนื้อถ่านเป็นเนื้อเดียวกัน มีน้ำหนักเบาและตากแห้งเร็ว เมื่อนำ ถ่านจากชานอ้อยและถ่านทั่วไปตามท้องตลาดมาจุดไฟ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เท่ากัน ปรากฏว่า ถ่านจากท้องตลาด มีเปลวไฟ มีควันและมีสะเก็ดไฟออกมาจากเตา ส่วนถ่านจากชานอ้อย มีควันในปริมาณน้อย ไม่มีเปลวไฟ และไม่มี ประกายไฟแตกปะทุ จากนั้นเปรียบเทียบระยะเวลาการให้พลังงานความร้อนด้วยการต้มน้ำ พบว่า ถ่านจากชานอ้อย ให้พลังงานความร้อนได้นานกว่าถ่านทั่วไปตามท้องตลาด โดยเฉลี่ยประมาณ 60 นาที สรุปได้ว่า ถ่านจากชานอ้อย อัตราส่วน 8:2 มีประสิทธิภาพเหมาะกับการใช้งาน มีรูปทรง ขนาด และสะดวกเหมาะกับการใช้งาน คงสภาพ ไม่แตกหักง่าย มีความปลอดภัยในการนำถ่านไปใช้ เนื่องจากเป็นวัสดุจากธรรมชาติ สามารถจุดติดไฟได้ง่าย ไม่มี การแตกปะทุของประกายไฟ มีควันไฟปริมาณน้อย ให้ความร้อนสม่ำเสมอ และสามารถให้ความร้อนได้เป็นระยะ เวลานาน มีประสิทธิภาพดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับถ่านทั่วไปตามท้องตลาด นอกจากนี้การนำชานอ้อยมาทำเป็น ถ่านจากชานอ้อยนั้น สามารถลดปริมาณชานอ้อยที่เป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรภายในชุมชนได้ โดยชานอ้อย 100 กิโลกรัม สามารถผลิตเป็นถ่านจากชานอ้อยได้ ประมาณ 22 กิโลกรัม จากการศึกษาข้างต้น สามารถ สร้างนวัตกรรมจากขยะ คือ ถ่านจากชานอ้อยที่มีคุณภาพได้ และสามารถลดปริมาณวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ประเภทชานอ้อย อีกทั้งยังได้น้ำส้มควันไม้ซึ่งเกิดจากกระบวนการเผาถ่าน ประโยชน์จากน้ำส้มควันไม้สามารถ นำไปใช้ในครัวเรือน และชุมชน ทั้งทางด้านการเกษตร การปศุสัตว์และด้านอุตสาหกรรม คำสำคัญ : ถ่านจากชานอ้อย, ชีวมวล, วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร
กิตติกรรมประกาศ โครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมเรื่องนี้สามารถสำเร็จลุล่วงด้วยดี ทั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาทั้งทางด้านวิชาการและการปฏิบัติการตลอดจนช่วยเหลือสนับสนุนทางด้านต่าง ๆจากนางรุ่งนภา แย้มอุทัย ครู สกร.อำเภอสองพี่น้อง และนางสาวดวงกมล ทรัพย์วิริยะกุลครู กศน.ตำบลทุ่งคอก ครูที่ปรึกษา คณะผู้จัดทำ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณ ผู้บริหาร คณะครูและบุคลากรทางการศึกษา ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอสองพี่น้อง เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษากาญจนบุรี ที่ให้ความช่วยเหลือ แนะนำและตรวจแก้ไขโครงงานวิทยาศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อมฉบับนี้ให้ถูกต้องและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณ นายสมนึก วงศ์สุวรรณ ปราชญ์ชาวบ้าน/ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้ดูแลศูนย์การเรียนรู้ การเผาถ่านเตาดิน ที่ได้ให้ความรู้เรื่อง การเผาถ่านจากเตาดิน วิธีการทำถ่าน การทำน้ำส้มควันไม้และ ให้ความอนุเคราะห์ใช้เตาเผาถ่านในการศึกษาครั้งนี้ และขอขอบคุณผู้ปกครองนักศึกษาศูนย์การเรียนรู้ตำบลทุ่งคอก ทั้ง 18ครอบครัว ที่ได้ให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูล คณะผู้จัดทำขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ท้ายสุดนี้ คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม เรื่อง “ถ่านจาก ชานอ้อย” นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเกี่ยวกับการทำถ่านจากชานอ้อย ให้กับผู้ที่สนใจศึกษา ค้นคว้า ต่อยอด พัฒนาความคิด ความรู้ ความสามารถให้ดียิ่งขึ้นต่อไป คณะผู้จัดทำ
ก สารบัญ หน้า สารบัญตาราง ข สารบัญภาพ ค บทที่ 1 บทนำ 1 บทที่ 2 เอกสาร/ทฤษฎี/หลักการที่เกี่ยวข้อง 3 1. อุปกรณ์ที่ใช้ 3 2. กลไกการทำงาน 6 3. รายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา 7 บทที่ 3 วัสดุอุปกรณ์และวิธีการทดลอง 8 บทที่ 4 ผลการทดลอง 9 บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการทดลอง 13 สรุปผลการทดลอง 13 อภิปรายผลการทดลอง 14 ข้อเสนอแนะ 14 บรรณานุกรม 15 ภาคผนวก 16 ภาคผนวก ก ต้นแบบชิ้นงาน 17 ภาคผนวก ข ขั้นตอนการทำถ่านจากชานอ้อย 18 ภาคผนวก ค ข้อมูลแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับถ่านจากชานอ้อย 20
ข สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 อัตราส่วนส่วนผสมของถ่านจากชานอ้อย 8 2 คุณสมบัติเมื่อจุดใช้งานตามอัตราส่วนของถ่านจากชานอ้อย 9 3 ประสิทธิภาพการจุดติดไฟของถ่านจากชานอ้อย ในอัตราส่วนต่าง ๆ เปรียบเทียบ 9 กับถ่านทั่วไปตามท้องตลาด 4 ระยะเวลาการให้พลังงานความร้อนของถ่านจากชานอ้อยและถ่านทั่วไปตามท้องตลาด 10 5 ประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อยเปรียบเทียบกับถ่านทั่วไปตามท้องตลาด 10
ค สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 การแปรรูปชานอ้อยเป็นถ่านจากชานอ้อย 12
บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญ ปัจจุบันประชาชนในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกร ซึ่งนิยม ปลูกข้าว ปลูกอ้อย ปลูกมะพร้าว ฯลฯ และเนื่องจากคนในพื้นที่นิยมประกอบอาชีพเกษตรกรทำให้มีพื้นที่ การเกษตรเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีขยะที่เกิดจากการทำการเกษตรหรือวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเหล่านี้ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้กลายเป็นขยะสะสมภายในชุมชน ซึ่งการกำจัด ขยะนั้นต้องใช้เวลานานในการย่อยสลาย เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีการเผาเพื่อให้ขยะเหล่านั้นหมดไป เป็นวิธีการ ที่ง่าย ประหยัดเวลาและประหยัดต้นทุน โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะตามมา วิธีการเผานี้ ทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศ ปัญหาฝุ่นละออง (PM 2.5) และเขม่าดำ สร้างความเสียหาย ความเดือดร้อน และ ส่งผลเสียด้านสุขภาพระบบทางเดินหายใจของคนในชุมชนและพื้นที่บริเวณใกล้เคียง นอกจากนี้ในแถบจังหวัด สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี และและนครปฐม มีการปลูกอ้อยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอ สองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีมีพื้นที่ปลูกอ้อย 177,118 ไร่ เท่ากับ 57 % ของพื้นที่ทั้งหมดผลผลิตเฉลี่ย 18 ตัน/ไร่ (สำนักงานชลประทานที่ 13, 2565) หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะเหลือชานอ้อยและใบอ้อย ซึ่งเป็นวัสดุ เหลือทิ้งทางการเกษตรที่ไม่เป็นที่ต้องการ จึงมีการเผาทิ้งเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้เกิดปรากฏการณ์ ที่เรียกว่า “หิมะดำตก” คือ เขม่าของใบอ้อยและชานอ้อยที่ถูกเผาปลิวทั่วพื้นที่ ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษ ทางอากาศในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวอ้อย ประมาณเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์ ของทุกปี ส่งผลกระทบในการ ใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นอย่างมาก ในการนี้ คณะผู้จัดทำจึงได้คิดทำโครงงานเรื่องถ่านจากชานอ้อยขึ้น เพื่อศึกษาวิธีการทำถ่าน จากชานอ้อย ศึกษาประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อยเมื่อเทียบกับถ่านทั่วไปในท้องตลาด และเพื่อลดปริมาณ วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรประเภทชานอ้อยภายในชุมชน นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้นำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เหล่านี้มาสร้างนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า โดยการนำมาทำเป็นถ่านใช้ทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง ในชุมชนและสามารถต่อยอดธุรกิจการขายถ่านจากชานอ้อยได้ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาวิธีการทำถ่านจากชานอ้อย 2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อย 3. เพื่อลดปริมาณวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรประเภทชานอ้อยภายในชุมชน สมมติฐานของการศึกษา วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรประเภทชานอ้อย สามารถนำมาทำเป็นถ่านได้ ถ่านจากชานอ้อยจุดติดไฟ ได้ง่าย ไม่มีการแตกปะทุของประกายไฟ มีควันปริมาณน้อย ให้ความร้อนยาวนานและสม่ำเสมอ มีประสิทธิภาพ ดีกว่าถ่านทั่วไปตามท้องตลาด และสามารถลดปริมาณวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรประเภทชานอ้อยภายในชุมชนได้
2 ขอบเขตของการศึกษา 1. ศึกษาวิธีการทำถ่านจากชานอ้อย โดยชานอ้อยที่นำมาทำชิ้นงาน เป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีศึกษาการทำถ่านโดยใช้วิธีการตากแห้ง และเผาให้เป็นถ่าน แล้วนำมา บดให้ละเอียดผสมกับผงถ่านกะลามะพร้าว และแป้งมันสำปะหลัง อัดให้แน่นโดยใช้แบบพิมพ์สำหรับอัดแท่ง 2. ศึกษาประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อยเปรียบเทียบกับถ่านทั่วไปตามท้องตลาด 3. ศึกษาปริมาณชานอ้อยภายในชุมชนที่ลดลงจากการนำมาทำถ่านจากชานอ้อย ตัวแปรและประชากร 1. ตัวแปรต้น คือ ถ่านจากชานอ้อย 2. ตัวแปรตาม คือ ประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อย ปริมาณชานอ้อยที่ลดลง 3. ตัวแปรควบคุม คือ น้ำ แป้งมันสำปะหลัง ถ่านทั่วไปในท้องตลาด 4. ประชากร คือ ประชาชนในพื้นที่อำเภอสองพี่น้อง 5. กลุ่มตัวอย่าง คือ ครอบครัวนักศึกษาตำบลทุ่งคอก จำนวน 18 ครอบครัว การบูรณาการแนวคิด STEAM Science : การทดลองทำถ่านจากชานอ้อยและการประยุกต์ใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีอยู่ให้ เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า Technology : การเลือกใช้วัสดุเครื่องอัดแท่งให้เกิดถ่านจากชานอ้อยที่มีการประสานตามรูปทรงที่ ต้องการ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการค้นคว้าและเก็บรวบรวมข้อมูลสารสนเทศ Engineering : กระบวนการอัดแท่งของถ่าน และการออกแบบชิ้นงานให้กระจายความร้อนได้ดี Arts : การออกแบบลักษณะและรูปทรงของถ่าน Mathematics : การคิดคำนวณต้นทุน และการคำนวณปริมาณขยะทางการเกษตรที่ลดลง การคำนวณพื้นที่ของรูปร่างต่าง ๆ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้ถ่านจากชานอ้อย มาใช้ในครัวเรือนเพื่อลดค่าใช้จ่าย 2. ได้ถ่านจากชานอ้อยที่มีประสิทธิภาพดีกว่าถ่านทั่วไปในท้องตลาด 3. ลดปริมาณวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรประเภทชานอ้อยภายในชุมชน และเป็นการกำจัดปัญหา วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้สามารถนำกลับใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า 4. สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในชุมชน
บทที่2 เอกสาร/ทฤษฎี/หลักการที่เกี่ยวข้อง การศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องกับโครงงานนี้ได้ดำเนินการศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎี เพื่อเป็นพื้นฐานทำความเข้าใจต่อกระบวนการทำถ่านจากชานอ้อย โดยแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อ ดังนี้ 1.อุปกรณ์ที่ใช้ 2.กลไกการทำงาน 3. รายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา 1. อุปกรณ์ที่ใช้ 1.1 อ้อย อ้อย (ชื่อวิทยาศาสตร์: Saccharum officinarum) เป็นพืชวงศ์ POACEAE วงศ์เดียวกับ ไผ่ หญ้าและ ธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าว ข้าวโพด และ ข้าวบาร์เลย์ มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ในลำต้นอ้อยที่นำมาใช้ ทำน้ำตาลมีปริมาณซูโครสประมาณ 17-35% ชานอ้อย (bagasse) ที่ถูกบีบเอาน้ำอ้อยออกไปแล้ว สามารถ นำมาใช้ทำกระดาษ พลาสติก เป็นเชื้อเพลิง และอาหารสัตว์ ส่วนกากน้ำตาล (molasses) ที่แยกออกจากน้ำตาล ในระหว่างการผลิต สามารถนำไปหมักเป็นเหล้ารัม (rum) ได้อีกด้วย อ้อยเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากเมื่อพิจารณาในแง่ของผลผลิต เพราะอ้อยสามารถใช้ ปัจจัยสำหรับการเจริญเติบโต เช่น แสงแดด น้ำ อากาศ และธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้อ้อยยัง เป็นพืชที่ปลูกง่าย และเมื่อปลูกครั้งหนึ่งแล้ว สามารถเก็บเกี่ยวได้หลายครั้ง อ้อยชอบอากาศร้อนและชุ่มชื้น ดังนั้น ประเทศที่ปลูกอ้อย ซึ่งมีประมาณ 70 ประเทศจึงอยู่ในแถบร้อนและชุ่มชื้นในระหว่างเส้นรุ้งที่ 35 องศาเหนือ และ 35 องศาใต้ ประเทศผู้ปลูกอ้อยที่สำคัญ ได้แก่ บราซิล คิวบา อินเดีย ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ อ้อยเป็นไม้ล้มลุก สูง 2-5 เมตร แตกกอแน่น ลำต้นสีม่วงแดงตั้งหรือมีโคนทอดเอน มีไขสีขาวปกคลุม ไม่แตกกิ่งก้าน ใบเดี่ยว เรียงสลับเป็น 2 แถว กว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาว 0.5-1 เมตร ใบตั้งหรือทอดโค้ง ใบรูป ใบหอกแกมรูปแถบขอบใบมีหนามเล็ก ๆ หยาบ ดอกช่อ ออกที่ปลายยอด ช่อแยกแขนง รูปปิรามิด เปราะ ช่อดอก ย่อยรูปใบหอกถึงรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน มีขนสีขาวปกคลุม ผลเป็นผลแบบผลธัญพืช แห้งและมีขนาดเล็ก ลักษณะทั่วไป ราก รากของอ้อยนั้น จะเป็นรากที่อยู่ใต้ดิน มีขนาดใหญ่กระจายทั่วลำต้น มีความยาวประมาณ 100 เซนติเมตร โดยรากของอ้อยนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ชุดด้วยกัน ทั้งรากของท่อนพันธุ์ ที่ใช้ลำเลียงน้ำและธาตุอาหาร จนกว่าหน่ออ่อนจะเติบโต และรากชนิดนี้จะหมดสภาพไปเอง ต่อไปก็คือ รากของหน่อ คือรากขนาดใหญ่ที่เจริญ ออกจากปุ่มรากของหน่อที่เติบโตแล้ว รากของอ้อยนั้นจะมีการเติบโตทดแทนกันอย่างสม่ำเสมอ และรากเก่าก็จะ หมดสภาพลงไปตามกาลเวลา
4 ลำต้น ลำต้นขนาดใหญ่ของอ้อยนั้นจะประกอบไปด้วยข้อปล้องจำนวนมาก ปล้องเหล่านี้จะยาวหรือสั้นก็จะ ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ได้รับ ยิ่งมีน้ำมาก ปล้องก็จะยาวและทำให้ลำต้นสูงใหญ่ตาม ชานอ้อย เศษเหลือของลำต้นอ้อยมีลักษณะเป็นเส้นใยที่หีบเอาน้ำอ้อยหรือน้ำตาลออกจากท่อนอ้อยแล้วเป็นวัสดุ เศษเหลือทางการเกษตรจากโรงงานอุตสาหกรรมผลิตน้ำตาล รูปร่างของปล้อง ปล้องมีรูปร่างแตกต่างกันหลายรูปทรงมากมาย เช่น เป็นรูปทรงกระบอก (cylindrical) มัดข้าวต้ม (tumescent) กลางคอด (bobbin-shaped) โคนใหญ่ (conoidal) โคนเล็ก (obconoidal) หรือโค้ง (curved) ข้อและปล้องเหล่านี้จะมีส่วนประกอบมากมายกว่าสิบอย่างด้วยกัน เช่น ตา บริเวณเกิดราก (root band หรือ rootring หรือ root zone)หรืออาณาเขตที่อยู่ระหว่างรอยกาบ และวงเจริญ ปุ่มราก (root primordia หรือ root initials) หรือจุดที่รากจะเจริญออกมา วงเจริญหรือวงแหวน (growth ring) รอยกาบ (leaf scar หรือ sheath scar)เป็นรอยที่เกิดขึ้นหลังจากกาบใบหลุดแล้ว วงไข (wax ring) ส่วนที่มีไขเกาะมากกว่าส่วนอื่นๆ รอยแตกตื้น หรือ รอยแตกลายงา (corky cracks) รอยแตกเล็กๆ บริเวณผิวเปลือก รอยแตกลึก (growth crack หรือ rind crack) รอยแตกขนาดใหญ่ตามความยาวของลำต้นลึกเข้าไปในเนื้ออ้อย รอยตกสะเก็ด (corky patch) ร่องตา (bud furrow หรือ bud groove) ใบ เหมือนใบข้าวที่ขนาดใหญ่ขึ้น ใบอ้อยจะมี 2 ส่วนด้วยกันคือ กาบใบและแผ่นใบ • กาบใบ คือส่วนที่โอบรอบลำต้นสลับซ้าย ขวาไปมาจากต้นถึงปลายลำต้น • แผ่นใบ เป็นส่วนที่ถัดเข้าไปจากกาบใบ จะมีแกนตรงกลางที่ทำให้แผ่นใบมีลักษณะแข็งตั้งตรงได้ 1.2 มะพร้าว มะพร้าว เป็นพืชยืนต้นชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ปาล์ม (Arecaceae) และเป็นสปีชีส์เดียวของสกุล Cocos ที่ ยังมีชีวิตอยู่[1] มะพร้าว เป็นพืชซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้ในหลายทาง เช่น น้ำและเนื้อมะพร้าวอ่อนใช้รับประทาน เนื้อในผลแก่นำไปขูดและคั้นทำกะทิ กะลานำไปประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ เช่น กระบวย โคมไฟ ฯลฯ นอกจากนี้ มะพร้าวจัดเป็นพรรณไม้มงคลชนิดหนึ่ง ตามตำราพรหมชาติฉบับหลวง ได้กำหนดให้ปลูกมะพร้าวไว้ทางทิศ ตะวันออกของบ้าน เพื่อความสิริมงคล ลักษณะทั่วไป มะพร้าว เป็นพืชยืนต้น ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก ผลประกอบด้วยเอพิคาร์ป (epicarp) คือเปลือกนอก ถัดไปข้างในจะเป็นมีโซคาร์ป (mesocarp) หรือใยมะพร้าว ถัดไปข้างในเป็นส่วนเอนโด คาร์ป (endocarp) หรือกะลามะพร้าว ซึ่งจะมีรูสีคล้ำอยู่ 3 รู สำหรับงอก ถัดจากส่วนเอนโดคาร์ปเข้าไปจะเป็น ส่วนเอนโดสเปิร์ม หรือที่เรียกว่าเนื้อมะพร้าว ภายในมะพร้าวจะมีน้ำมะพร้าวซึ่งน้ำมะพร้าวเกิดจากเอนโดสเปิร์ม ของมะพร้าวซึ่งจะมีเอนโดสเปิร์มทั้งของแข็งและของเหลว คือ เอนโดสเปิร์มของแข็งจะเป็นเนื้อมะพร้าว และเอน โดสเปิร์มทั้งของเหลวจะเป็นน้ำมะพร้าว ซึ่งเมื่อมะพร้าวแก่ เอนโดสเปิร์มก็จะดูดเอาน้ำมะพร้าวไปหมด ขณะที่ มะพร้าวยังอ่อน ชั้นเอนโดสเปิร์ม (เนื้อมะพร้าว) ภายในผลมีลักษณะบางและอ่อนนุ่ม ภายในมีน้ำมะพร้าว ซึ่งใน
5 ระยะนี้เรามักสอยเอามะพร้าวลงมารับประทานน้ำและเนื้อ เมื่อมะพร้าวแก่ ซึ่งสังเกตได้จากการที่เปลือกนอก เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลชั้นเอนโดสเปิร์มก็จะหนาและแข็งขึ้น จนในที่สุดมะพร้าวก็หล่นลงจากต้น ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ มะพร้าว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cocos nucifera L. อยู่ในตระกูล Palmae มีระบบรากเป็นรากฝอย มีขนาดเท่า ๆ กัน แผ่กระจายออกรอบต้น ลำต้น มีลำต้นเดียว ไม่แตกแขนง มีรอยแผลจากการหลุดร่วงของใบตลอดลำต้น สามารถคำนวณอายุของ ต้นมะพร้าวได้จากรอยแผลนี้ คือ ในปีหนึ่งมะพร้าวจะสร้างใบประมาณ 12- 14 ใบ ดังนั้นใน 1 ปี จะมีรอยแผล ที่ลำต้น 12 – 14 รอยแผล ใบ เป็นใบประกอบ ออกอยู่ตามส่วนของลำต้น ประกอบด้วยก้านทาง ( rechis ) มีขนาดใหญ่และยาว และมีใบย่อย ( leaflet ) บนก้านทางประมาณ 200 – 250 ใบ ดอก ออกเป็นช่อชนิดพานิเคิล มีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย อยู่ในช่อเดียวกัน ดอกมีกลีบดอก 6 กลีบ สีครีมหรือสีเหลืองนวล ไม่มีก้านดอกย่อยดอกตัวเมียจะมีกลีบดอกหนาและแข็งกว่ากลีบดอกตัวผู้ ผล มะพร้าวเป็นชนิดไฟบรัสดรุป ( fibrous drupe ) เรียกว่า นัท ( nut ) มีเปลือก 3 ชั้นคือ 1. เปลือกชั้นนอก ( exocarp ) เป็นเส้นใยที่เหนียวและแข็ง เมื่อแก่อาจมีสีเขียว แดง เหลืองหรือน้ำตาล 2. เปลือกชั้นกลาง ( mesocarp ) มีลักษณะเป็นเส้นใย มีความหนาพอประมาณ 3. เปลือกชั้นใน ( endocarp ) มีลักษณะแข็งหรือที่เรียกกันว่า กะลา ( shell ) เมล็ด ( seed of kernel ) คือ เนื้อมะพร้าว ภายในเมล็ดเป็นช่อกลวงขณะผลอ่อนจะมีน้ำอยู่เต็ม ผลแก่ น้ำมะพร้าวจะแห้งไปบางส่วน พันธุ์มะพร้าวเป็นพืชผสมข้ามพันธุ์ แต่ละต้นจึงไม่เป็นพันธุ์แท้ อาศัยหลักทางการผสมพันธุ์ที่เป็นไปโดย ธรรมชาติ อาจแบ่งมะพร้าวออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทต้นเตี้ยและประเภทต้นสูง 1.3 แป้งมันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลัง เป็นแป้งที่ได้จากมันสำปะหลัง ลักษณะของแป้งมีสีขาว เนื้อเนียน ลื่นเป็นมัน เมื่อทำ ให้สุกด้วยการกวนกับน้ำไฟอ่อนปานกลาง แป้งจะละลายง่าย สุกง่าย แป้งเหนียวติดภาชนะ หนืดข้นขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีการรวมตัวเป็นก้อน เหนียวเป็นใย ติดกันหมด เนื้อแป้งใสเป็นเงา พอเย็นแล้วจะติดกันเป็นก้อนเหนียว ติดภาชนะ ใช้ทำลอดช่องสิงคโปร์ครองแครงแก้ว เป็นต้น และยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรม กระดาษ อุตสาหกรรมกาว การผลิต การโม่มัน หัวมันสำปะหลังที่ผ่านการล้างและปอกเปลือกที่สะอาดจะจะถูกลำเลียงโดยสานพานเข้าสู่เครื่องโม่ (Rasper) จะมีมีดโดยใบมีดขนาดใหญ่ในแนวตั้งฉากกับผิวหน้า โดยมีอัตราการหมุนประมาณ 1000 rpm และทำ การติดตั้งใบมีดตั้งแต่ 100 ใบขึ้นไป ใบมีดแต่ละใบมีความยาว 30 เซนติเมตร ซึ่งในขั้นตอนนี้จะได้ของเหลวข้นที่มี ส่วนผสมของแป้ง น้ำ กากมัน และสิ่งเจือปนต่าง ๆ ระหว่างกระบวนโม่จะมีการจ่ายน้ำจากกระบวนการ เพื่อช่วย ในการทำงานของเครื่องให้สะดวกยิ่งขึ้น
6 หน่วยการสกัด หลังจากนั้นมันสำปะหลังที่บดจนเป็นชิ้นละเอียดจากเครื่องขูดหรือบดซึ่งจะมีส่วนประกอบของน้ำแป้ง กาก และเส้นใยจะถูกเติมน้ำก่อนจะนำเข้าสู่เครื่องสกัดแป้ง (Extractor) หน้าที่ของหน่วยสกัดคือ การแยกแป้ง ออกจากเซลลูโลส เครื่องสกัดแป้งจะประกอบไปด้วยตะแกรงและผ้ากรองเป็นส่วนประกอบ หลักการทำงานของ เครื่องจะใช้หลักการของแรงหมุนเหวี่ยง (Centrifugal Force) โรงงานส่วนใหญ่จะใช้ชุดสกัด 3 ชุด แต่โรงงาน ขนาดใหญ่อาจใช้ชุดสกัดถึง 4 ชุดต่อเนื่องกันเพื่อสกัดแป้งออกจากเซลลูโลสให้ได้มากที่สุด เครื่องสกัดแป้ง แบ่งตามหน้าที่ตามกรองออกเป็น 2 ชุด คือ ชุดสกัดหยาบ (Coarse Extractor) และชุดสกัดละเอียด (Fine Extractor) น้ำแป้งจะผ่านเข้าชุดสกัดหยาบก่อน เพื่อแยกกากหยาบออกแล้วจึงเข้าสู่ชุดสกัดละเอียดเพื่อแยกกากอ่อน กากหยาบและกากอ่อนที่ได้จะถูกเหวี่ยงออกทางด้านบนของตะกร้ากรองแล้วเข้าสู่เครื่องสกัดชุดสกัดกาก (Pulp Extractor : เป็นเครื่องสกัดหยาบ ทำหน้าที่สกัดแป้งที่หลุดออกไปกับกาก) และเครื่องอัดกากต่อไป โดยที่เครื่อง สกัดหยาบมีตะกร้ากรองเป็น สแตนเลส (Stainless Screen) ขนาดรูกรอง 35-40 mesh มีการใช้น้ำหมุนเวียน หรือน้ำดีเพื่อช่วยในการสกัดแป้งออกจากกากหยาบ ส่วนเครื่องสกัดละเอียดตะกร้ากรองเป็นสแตนเลสมีรูกรอง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 ซม. และใช้ผ้ากรองไนลอนทรงกรวยเหมือนตะกร้ากรองวางด้านบนแล้วยึด ด้วยสายรัดโลหะ ผ้ากรองที่ใช้มีขนาดรูกรองสองแบบคือ 100-120 mesh และ 140-200 mesh มีการใช้น้ำ กำมะถันและน้ำดีช่วยในการสกัดแป้งจากกากอ่อน น้ำกำมะถันช่วยกำจัดการเกิดเมือกที่จะไปอุดตันแผ่นกรอง ป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียแป้งจากจุลินทรีย์และช่วยฟอกสีแป้งให้ขาว กากมันสำปะหลังจะถูกแยกออกจาก น้ำแป้งเพื่อนำเข้าสู่เครื่องอัดกากและนำไปตากแดดเพื่อนำไปผสมเป็นอาหารสัตว์หรือนำไปผสมกับมันเส้นเพื่อทำ มันอัดเม็ด 2. กลไกลการทำงาน การอัดเย็น เป็นการอัดวัสดุที่เผาถ่านมาแล้ว แล้วนำมาผสมกับแป้งมันสำปะหลังหรือวัสดุประสานอื่น ๆ โดยทั่วไปจะเป็นแป้งมัน ถ้าวัสดุใดมีขนาดใหญ่ เช่น กะลามะพร้าว เมื่อผ่านการเผาแล้ว ต้องมีเครื่องบดให้ละเอียด ก่อน แล้วค่อยนำมาผสมกับแป้งมันและนำในอัตราส่วนตามที่ต้องการ ประโยชน์ของถ่านอัดแท่งจากชานอ้อย 1. การใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม ถ่านบริสุทธิ์เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมผลิตสารเคมีต่าง ๆ เช่น คาร์บอนไดซัลไฟด์ (Carbondisulpide), โซเดียมไซยาไนด์ (Sodium Cyanide) ซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide) เป็นต้น 2. การใช้ประโยชน์ในครัวเรือน คุณสมบัติในการดูดซับกลิ่นและความชื้นของถ่าน เป็นที่รับรู้กันดีแล้วสำหรับผู้อ่าน แต่ในต่างประเทศ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องประดับจากถ่านเพื่อใช้ประโยชน์ในบ้านเรือนได้รับความนิยมมาก คนญี่ปุ่น เป็นตัวอย่าง ของผู้ที่มองเห็นคุณประโยชน์ของถ่านอย่างชัดเจน การใช้ถ่านเพื่อทำหน้าที่ลดกลิ่นในห้องปรับอากาศ มีประสิทธิภาพที่ดีมาก ในห้องแอร์ ที่ทำงานหรือในรถ โดยเฉพาะที่ที่มีผู้สูบบุหรี่ หรืออาจจะมีเชื่อจุลินทรีย์ ควรนำ ถ่านไม้ไปวางดักไว้ที่ช่องดูดอากาศกลับของเครื่องดูดอากาศ รูพรุนและจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในถ่านไม้จะดูดซับ กลิ่นและเชื้อโรคต่าง ๆ เอาไว้ ช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างดี หรือจะใช้ถ่านเพื่อการบำบัดน้ำเสียจาก ครัวเรือน ก่อนปล่อยสู่ท่อระบายสาธารณะก็ยังเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
7 3. การใช้ประโยชน์ในการเกษตร ในภาคการผลิตเชิงเกษตร การนำถ่านไม้มาใช้ประโยชน์นับว่ามีคุณค่าที่น่าสนใจไม่น้อย เนื่องว่าถ่านมี คุณสมบัติที่ไม่เป็นพิษภัยต่อพืชและสัตว์จึงสามารถใช้ทดแทนสารเคมีราคาแพงได้อย่างกว้างขวางและมี ประสิทธิภาพไม่แพ้กันทีเดียว 3. รายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จากการศึกษาของ ปานใจ สื่อประเสริฐสิทธิ์, วิทวัส โพธิลุขา และณัฐพล พลโยธา (2553) ได้ศึกษาการ ผลิตถ่านชีวภาพจากตาล จากผลการวิจัยพบว่า สภาวะที่เหมาะสมในการผลิตถ่านชีวภาพจากตาล คือ การใช้กาก มันสำปะหลังเป็นตัวประสานที่อัตราส่วนผสมระหว่างถ่านตาลกับกากมันสำปะหลังเท่ากับ 14 : 1 โดยถ่านชีวภาพ จากตาลที่ผลิตได้นี้ให้พลังงานความร้อน 19.60 k/kg และประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากความร้อน11.25 % ซึ่งเป็นค่าที่ใกล้เคียงกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนถ่านอัดแท่ง ดังนั้นกล่าวได้ว่า ถ่านชีวภาพจากตาลจัดเป็น พลังงานทางเลือกที่น่าสนใจ นอกจากนี้การผลิตถ่านชีวภาพจากเปลือกและกะลาตาลขังเป็นการใช้ประโยชน์จาก วัสดุเหลือทิ้งและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกด้วย จากการศึกษาของ รุ่งโรจน์ พุทธีสกุล (2553) ได้ศึกษาการผลิตถ่านอัดแห่งจากถ่านกะลามะพร้าวและ ถ่านเหง้ามันสำปะหลัง พบว่า การทดสอบด้านสมรรถนะเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชุน (มผช. 238/2547) จากผลการวิจัยสามารถนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ได้แก่ เหง้ามัน สำปะหลังมาใช้ประ โยชน์ในการเพิ่มมูลค่าได้โดยการใช้ถ่านเหง้ามันสำปะหลังเป็นส่วนผสมหลัก และใช้ถ่าน กะลามะพร้าวเป็นส่วนผสมลองสามารถบรรลุผลสอดคล้องกับสมมุติฐานของผู้วิจัย จากการศึกษาของ บัญจรัตน์โจลานันท์, อาทิตย์พุทธรักชาติ และจันสุดา คำตุ้ย (2554) ได้ศึกษาเรื่อง พลังงานทดแทนชุมชนจากเชื้อเพลิงแข็งอัดแท่งไมยราบยักษ์ พบว่า กระบวนการคาร์บอนไนเซชันให้ปริมาณ ถ่านไมยราบยักษ์ประมาณ 20 % โดยมวล และการแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงแข็งอัดแท่ง ส่งผลให้ค่าพลังงานความร้อน เพิ่มสูงขึ้น 15 - 36 * ค่ากำมะถัน เถ้า ความชื้น สารระเหยได้ และคาร์บอนคงตัวของเชื้อเพลิงแข็งอัดแท่ง ไมยราบยักษ์ที่ทดสอบอยู่ในช่วง 0. 17-0.200.01, 6.8-20.10.61-1.01, 7.0-8.60.52-0.84 27.3-32.840.71-1.21 และ 44.5-53.50.82-1.27 % ตามลำดับ เชื้อเพลิงแข็งอัดแท่งไมยราบยักษ์ผสมแป้งมันที่ 6 % เป็นเงื่อนไขที่ เหมาะสมของการศึกษานี้โดยให้ค่าพลังงานความร้อนสูงสุด (5,432*10 1.5 cal/g) และประสิทธิผลการใช้งาน เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด (มผช.238/2547) การศึกษาพบว่าอัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุนและระยะเวลา คืนทุนของการผลิตเชื้อเพลิงแข็งอัดแท่งไมยราบยักษ์เท่ากับ 5.50 และ 1.20 ปี นอกจากกระบวนการจัดการ ไมยราบยักษ์ด้านพลังงานทดแทนที่ได้นำเสนอ ชุมชนยังให้ความตระหนักต่อมาตรการควบคุมมลพิษและมาตรการ คืนกำไรสู่ชุมชนในรูปแบบกองทุน
บทที่ 3 อุปกรณ์และวิธีการทดลอง วัสดุอุปกรณ์ 1. แป้งมันสำปะหลัง 2. ผงถ่านจากชานอ้อย 3. ถ้วยตวง 4. ผงถ่านจากกะลามะพร้าว 5. ครก 6. เครื่องชั่ง 7. น้ำ 8. กระทะ 9. ทัพพี 10. แท่นบล็อกอัดถ่าน 11. กะละมัง 12. กระสอบกระเทียม ลำดับขั้นตอนการทำโครงงาน 1. ตั้งสมมติฐาน วัตถุประสงค์ และขอบเขตการศึกษา 2. สืบค้นข้อมูลอัตราส่วนการทำถ่านจากชานอ้อยจากสื่อเอกสาร และปราชญ์ชาวบ้าน/ภูมิปัญญาท้องถิ่น 3. ผสมส่วนผสมในอัตราส่วนต่าง ๆ และทดสอบประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อย 4. นำถ่านจากชานอ้อยที่ได้อัตราส่วนที่เหมาะสมจากศึกษา ไปให้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 18 ครอบครัว ได้ทดลองใช้และประเมินความพึงพอใจในชิ้นงาน 5. สรุปและอภิปรายผลการทดลอง วิธีการทดลอง 1. เตรียมวัสดุสำหรับทำถ่านจากชานอ้อย ได้แก่ ผงถ่านจากชานอ้อย ผงถ่านกะลามะพร้าว แป้งมัน สำปะหลัง น้ำ (รายละเอียดในภาคผนวก ข) 2. ผสมส่วนผสมถ่านจากชานอ้อย โดยใช้อัตราส่วนตามตาราง ดังนี้ ตารางที่ 1 อัตราส่วนส่วนผสมของถ่านจากชานอ้อย แบบที่ อัตราส่วน ผงถ่านจากชานอ้อย ผงถ่านกะลามะพร้าว แป้งมันสำปะหลัง น้ำ 1 500 กรัม 500 กรัม 20 กรัม 500 กรัม 2 600 กรัม 400 กรัม 20 กรัม 500 กรัม 3 800 กรัม 200 กรัม 20 กรัม 500 กรัม 3. ขึ้นรูปถ่านจากชานอ้อย ตามสัดส่วนต่าง ๆ โดยใช้เครื่องอัดแท่ง 4. สังเกตและเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างถ่านอัดแท่งกับถ่านทั่วไปตามท้องตลาด บันทึกผลการทดลอง 5. นำถ่านจากชานอ้อยที่ทำการศึกษาจนได้อัตราส่วนที่เหมาะสมไปให้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 18 ครอบครัว ทดลองใช้และประเมินความพึงพอใจในชิ้นงาน
บทที่ 4 ผลการทดลอง ตอนที่ 1 ศึกษาวิธีการทำถ่านจากชานอ้อย ตารางที่ 2 คุณสมบัติเมื่อจุดใช้งานตามอัตราส่วนของถ่านจากชานอ้อย แบบที่ อัตราส่วน (กรัม) ผงถ่าน คุณสมบัติที่ได้เมื่อจุดใช้งาน จากชานอ้อย ผงถ่าน กะลามะพร้าว แป้งมัน สำปะหลัง น้ำ 1 500 กรัม 500 กรัม 20 กรัม 500 กรัม มีควันปริมาณมาก มีเปลวไฟลุกโชน มีประกายไฟแตกปะทุ 2 600 กรัม 400 กรัม 20 กรัม 500 กรัม มีควันปริมาณปานกลาง ไม่มีเปลวไฟ มีประกายไฟแตกปะทุ 3 800 กรัม 200 กรัม 20 กรัม 500 กรัม มีควันในปริมาณน้อยไม่มีเปลวไฟ ไม่มีการแตกประทุของประกายไฟ จากตารางที่ 2 คุณสมบัติเมื่อจุดใช้งานตามอัตราส่วนของถ่านจากชานอ้อย พบว่า แบบที่ 1 มีควันปริมาณมาก มีเปลวไฟลุกโชน มีประกายไฟแตกปะทุแบบที่ 2 มีควันปริมาณปานกลาง ไม่มีเปลวไฟ มีประกายไฟแตกปะทุ แบบที่ 3 มีควันในปริมาณน้อย ไม่มีเปลวไฟ ไม่มีการแตกประทุของประกายไฟ ตอนที่ 2 ศึกษาประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อย 2.1 ศึกษาประสิทธิภาพการจุดติดไฟของถ่านจากชานอ้อยในอัตราส่วนต่าง ๆ เปรียบเทียบกับถ่านทั่วไปตาม ท้องตลาด กำหนดให้ แบบที่ 1 อัตราส่วน 5:5 ของผงถ่านชานอ้อย 500 กรัม : ผงถ่านกะลามะพร้าว 500 กรัม แบบที่ 2 อัตราส่วน 6:4 ของผงถ่านชานอ้อย 600 กรัม : ผงถ่านกะลามะพร้าว 400 กรัม แบบที่ 3 อัตราส่วน 8:2 ของผงถ่านชานอ้อย 800 กรัม : ผงถ่านกะลามะพร้าว 200 กรัม โดยมีส่วนผสมของแป้งมันสำปะหลัง 20 กรัม และน้ำ 500 กรัม ตารางที่ 3 ประสิทธิภาพการจุดติดไฟของถ่านจากชานอ้อย ในอัตราส่วนต่าง ๆ เปรียบเทียบกับถ่านทั่วไปตาม ท้องตลาด ลักษณะเมื่อติดไฟ ชนิดของถ่าน ถ่านจากชานอ้อย (แบบที่ 1) ถ่านจากชานอ้อย (แบบที่ 2) ถ่านจากชานอ้อย (แบบที่ 3) ถ่านทั่วไป ตามท้องตลาด ควันไฟ มี มี มี มี เปลวไฟ มี ไม่มี ไม่มี มี ประกายไฟปะทุ มี มี ไม่มี มี จากตารางที่ 3 พบว่า ถ่านทั้ง 4 ชนิด เมื่อติดไฟแล้วเกิดควันไฟ แต่ถ่านจากชานอ้อยให้ควันไฟน้อยกว่าถ่าน ทั่วไปตามท้องตลาด ถ่านจากชานอ้อย แบบที่ 2 และแบบที่ 3 ไม่มีเปลวไฟ และถ่านจากชานอ้อย แบบที่ 3 ไม่มี ประกายไฟปะทุ จากตารางสรุปได้ว่า ถ่านจากชานอ้อย แบบที่ 3 มีอัตราส่วน 8:2 มีประสิทธิภาพมากที่สุด
10 2.2 ศึกษาระยะเวลาการให้พลังงานความร้อนของถ่านจากชานอ้อยและถ่านทั่วไปตามท้องตลาด จากการศึกษาการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการจุดติดไฟของถ่านจากชานอ้อยในอัตราส่วนต่าง ๆ กับ ถ่านทั่วไปตามท้องตลาด พบว่า ถ่านจากชานอ้อย แบบที่ 3 อัตราส่วน 8:2 มีประสิทธิภาพการจุดติดไฟมากที่สุด ผู้ศึกษาจึงนำมาศึกษาระยะเวลาการให้พลังงานความร้อน ได้ผลการทดลองดังนี้ ตารางที่ 4 ระยะเวลาการให้พลังงานความร้อนของถ่านจากชานอ้อยและถ่านทั่วไปตามท้องตลาด ชนิดของถ่าน ระยะเวลา (นาที) ค่าเฉลี่ย ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ถ่านจากชานอ้อย (แบบที่3) 60 นาที 60 นาที 60 นาที 60 นาที ถ่านทั่วไปตามท้องตลาด 30 นาที 30 นาที 30 นาที 30 นาที จากตารางที่ 4 การเปรียบเทียบระยะเวลาการให้พลังงานความร้อนของถ่านจากชานอ้อย แบบที่ 3 อัตราส่วน 8:2 (ผงถ่านจากชานอ้อย 800 กรัม, ผงถ่านกะลามะพร้าว 200 กรัม, แป้งมันสำปะหลัง 20 กรัม และน้ำ 500 กรัม) กับถ่านทั่วไปตามท้องตลาด พบว่า ถ่านทั่วไปจากท้องตลาดน้ำเดือดในเวลา 10 นาที แต่ไฟมอดลง ในเวลา 30 นาที ส่วนถ่านจากชานอ้อยน้ำเดือดในเวลา 15 นาที แต่ไฟมอดในเวลา 60 นาทีจะเห็นได้ว่าถ่านจากชานอ้อย สามารถให้พลังงานความร้อนได้นานกว่าถ่านทั่วไปตามท้องตลาด 2.3 ศึกษาประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อยเปรียบเทียบกับถ่านทั่วไปตามท้องตลาด จากการศึกษาประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อยกับถ่านทั่วไปตามท้องตลาดข้างต้น สามารถสรุปได้ดังนี้ ตารางที่ 5 ประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อยเปรียบเทียบกับถ่านทั่วไปตามท้องตลาด ถ่านจากชานอ้อย ถ่านทั่วไปตามท้องตลาด มีควันน้อย มีควันมาก ถ่านไม่แตกปะทุเป็นประกายไฟ ถ่านมีการแตกของประกายไฟ ทำให้ผงถ่านปลิวลงของกินได้ ไฟจากถ่านไม่ลุกโชน ไฟลุกแรงต้องค่อยดับไฟที่ลุก เมื่อจุดใช้งาน สามารถจุดติดง่าย ให้ความร้อนเป็นระยะเวลานาน เมื่อจุดใช้งาน ถ่านจะจัดติดยาก และมอดเร็วเกินไป จากตารางที่ 5 พบว่า ถ่านจากชานอ้อยมีประสิทธิภาพมากกว่าถ่านทั่วไปตามท้องตลาด คือ มีควันน้อย ถ่าน ไม่แตกปะทุเป็นประกายไฟ ไฟจากถ่านไม่ลุกโชน เมื่อจุดใช้งานสามารถจุดติดง่ายและให้ความร้อนเป็นระยะ เวลานาน ในขณะที่ถ่านทั่วไปตามท้องตลาดมีควันมาก ถ่านแตกเป็นประกายไฟทำให้ผงถ่านปลิวลงของกิน ไฟลุก แรงต้องค่อยดับไฟ เมื่อจุดใช้งานจุดติดยากและมอดเร็วเกินไป
11 2.4 ศึกษาประสิทธิภาพการนำถ่านจากชานอ้อยไปใช้โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 18 คน จากการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถามความพึงพอใจในการนำถ่านจากชานอ้อยไปใช้งาน คณะผู้จัดทำ ได้กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนไว้ 5 ระดับ โดยเก็บตัวอย่างความพึงพอใจ จำนวน 18 คน ส่วนมากเป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 61.10 ประกอบอาชีพรับจ้าง คิดเป็นร้อยละ 33.30 และมีอายุระหว่าง 40 – 49 ปี คิดเป็นร้อยละ 44.40 ซึ่งแบบสอบถามความพึงพอใจแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ 1. ระดับความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่นำถ่านจากชานอ้อยไปใช้ 1.1 รูปทรงกระบอกมีความเหมาะสม ความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 83.30 1.2 ขนาดเหมาะสมกับการใช้งาน ความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 88.90 1.3 ความสะดวกในการใช้งาน ความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 83.30 1.4ความคงสภาพไม่แตกหักง่ายของแท่งถ่าน ความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 77.80 1.5 ความปลอดภัยในการใช้งานเนื่องจากวัสดุเป็นวัสดุจากธรรมชาติ ความพึงพอใจอยู่ในระดับ ดีมาก คิดเป็นร้อยละ 94.40 2. ด้านประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อย 2.1 การจุดติดไฟของตัวถ่านจากชานอ้อย สามารถติดไฟได้ง่าย คิดเป็นร้อยละ 94.40 2.2 การแตกเป็นประกายไฟระหว่างการใช้งานจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ไม่มีการแตกของประกายไฟ คิดเป็นร้อยละ 100 1.3 ปริมาณควันระหว่างการใช้งานจนกลายเป็นเถ้าถ่าน มีควันน้อยหรือถึงขั้นไม่มีเลย คิดเป็นร้อยละ 61.10 1.4 ความสม่ำเสมอด้านความร้อนระหว่างใช้งานจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ความร้อนสม่ำเสมอดี คิดเป็นร้อยละ 66.70 2.5 การให้ความร้อนในระหว่างการใช้งาน ให้ความร้อนเป็นระยะเวลาที่นาน คิดเป็นร้อยละ 94.40 3. ด้านสังคมของชุมชนในการใช้ถ่านจากชานอ้อย 3.1 การเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ความพึงพอใจอยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 50.00 3.2 การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 88.90 3.3 การประหยัดพลังงาน ความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 100 3.4 สามารถลดปริมาณขยะทางการเกษตรในชุมชน ความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 100
12 ข้อเสนอแนะจากการนำถ่านจากชานอ้อยไปใช้ - ทำให้ไม่เกิดหิมะดำ - มีประโยชน์มาก เพราะทุกวันนี้ชานอ้อยถูกทิ้งตามข้างถนน ทำให้บางทีรถมอเตอร์เหยียบแล้วล้มก็มี - ฉันลองนำถ่านมาย่างไก่ที่ฉันขาย ถ่านใช้ดีมาก ไม่ต้องค่อยดับเพราะไฟไม่ลุก และไม่ต้องคอยหลบ ควันเพราะแทบจะไม่มีควันเลย เหมาะสำหรับแม่ค้าขายของปิ้งๆ ย่างๆ ถ้าใช้ย่างหมูกระทะคงจะดี เพราะเตา หมูที่อยู่ตรงหน้า ถ่านคงไม่แตกใส่เวลากิน - นำชานอ้อยมาทำประโยชน์ จะได้ไม่ต้องเผาจนเป็นฝุ่นผงปลิวไปทั่ว ช่วยลดมลพิษทางอากาศ บ้าน เราจะได้ไม่ต้องเจอกับฤดูหิมะดำ - ชอบมากเลยค่ะ จากที่ไม่กล้าจุดเตาถ่าน เพราะเคยโดนไฟจากถ่านกระเด็นใส่ แต่ลองจุดและใช้ถ่าน จากชานอ้อย ไม่กระเด็นใส่ ควันก็น้อยถ้าเทียบกับถ่านทั่วไปที่เคยจุด - ทุกคนควรนำมาประยุกต์ใช้ - จากที่ได้ใช้ถ่าน ถ่านมีคุณภาพดี ถ้าได้ผลิตขาย คงจะขายดีเลย - เป็นโครงงานที่ดีมาก ปกติไม่ค่อยมีคนสนใจเอาชานอ้อยไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์ ส่วนใหญ่ก็ทิ้ง แล้วก็เผาทำลายบรรยากาศ - ได้ทดลองใช้ทำกับข้าว ถ่านใช้ได้นาน ควันน้อย และไม่มีกลิ่น - ถ่านใช้ได้นาน ไม่มีกลิ่นเหม็น ขนาดพอดีกับการใช้งาน ตอนที่ 3 ศึกษาปริมาณชานอ้อยภายในชุมชนที่ลดลงจากการนำมาทำถ่านจากชานอ้อย จากการศึกษาวิธีการทำถ่านจากชานอ้อย โดยนำชานอ้อยมาเผาจนได้เป็นผงถ่านจากชานอ้อย เพื่อใช้เป็น ส่วนผสมของถ่านจากชานอ้อย พบว่า เมื่อนำชานอ้อย 100 กิโลกรัม มาเผาจะได้น้ำหนักของผงถ่านจากชานอ้อย 16 กิโลกรัม และสามารถผลิตเป็นถ่านจากชานอ้อยได้จำนวน 22 กิโลกรัม จากการศึกษาข้างต้น สามารถ ลดจำนวนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรประเภทชานอ้อยได้ นอกจากนี้ได้น้ำส้มควันไม้จากกระบวนการเผาอีกด้วย ชานอ้อย ผงถ่านจากชานอ้อย ถ่านจากชานอ้อย ภาพที่ 1 การแปรรูปชานอ้อยเป็นถ่านจากชานอ้อย
บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผลการทดลอง สรุปผลการทดลอง จากการศึกษาวิธีการทำถ่านจากชานอ้อย โดยใช้ส่วนผสม คือ ผงถ่านจากชานอ้อย ผงถ่านจาก กะลามะพร้าว พบว่าคุณสมบัติเมื่อจุดใช้งานตามอัตราส่วนของถ่านจากชานอ้อย แบบที่ 1 (ผงถ่านจากชานอ้อย500 กรัม : ผงถ่านจากกะลามะพร้าว 500 กรัม) มีควันปริมาณมาก มีเปลวไฟลุกโชน มีประกายไฟแตกปะทุแบบที่ 2 (ผงถ่านจากชานอ้อย 600 กรัม : ผงถ่านจากกะลามะพร้าว 400 กรัม) มีควันปริมาณปานกลาง ไม่มีเปลวไฟ มีประกายไฟแตกปะทุแบบที่ 3 (ผงถ่านจากชานอ้อย 800 กรัม : ผงถ่านจากกะลามะพร้าว 200 กรัม) มีควัน ในปริมาณน้อย ไม่มีเปลวไฟ ไม่มีการแตกประทุของประกายไฟ จากการศึกษาประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อย พบว่า ถ่านจากชานอ้อย แบบที่ 3 มีอัตราส่วน 8:2 มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผลจากการทดลองนำถ่านทั่วไปจากท้องตลาดและถ่านจากชานอ้อยมาจุดไฟ ในเวลา 1 ชั่วโมงเท่ากัน ปรากฏว่า ถ่านจากท้องตลาดมีเปลวไฟ มีควันและมีประกายไฟออกมาจากเตา ส่วนถ่านจาก ชานอ้อย มีควัน ไม่มีเปลวไฟและไม่มีประกายไฟปะทุ จากการเปรียบเทียบระยะเวลาการให้พลังงานความร้อน ด้วยการต้มน้ำ พบว่า ถ่านจากชานอ้อยให้พลังงานความร้อนได้นานกว่าถ่านทั่วไปตามท้องตลาด โดยเฉลี่ย ประมาณ 60 นาทีสรุปได้ว่า ถ่านจากชานอ้อยมีประสิทธิภาพมากกว่าถ่านทั่วไปตามท้องตลาด คือ มีควันน้อย ถ่านไม่แตกปะทุเป็นประกายไฟ ไฟจากถ่านไม่ลุกโชน เมื่อจุดใช้งานสามารถจุดติดง่ายและให้ความร้อนเป็นระยะ เวลานาน ในขณะที่ถ่านทั่วไปตามท้องตลาดมีควันมาก ถ่านแตกเป็นประกายไฟทำให้ผงถ่านปลิวลงของกิน ไฟลุก แรงต้องค่อยดับไฟ จุดติดยากและถ่านมอดเร็วเกินไป จากการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสอบถามความพึงพอใจในการนำถ่านจากชานอ้อยไปใช้งาน โดยแบ่ง ออกเป็น 3 ด้าน คือ 1) ระดับความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่นำถ่านจากชานอ้อยไปใช้พบว่า ผู้ตอบ แบบสอบถามมีความพึงพอใจในด้านความปลอดภัยในการใช้งานเนื่องจากวัสดุเป็นวัสดุจากธรรมชาติมากที่สุด อยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 94.40 2) ด้านประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อย พบว่า ไม่มีการแตกเป็น ประกายไฟระหว่างการใช้งานจนกลายเป็นเถ้าถ่าน คิดเป็นร้อยละ 100 สามารถจุดติดไฟได้ง่าย คิดเป็นร้อยละ 94.40 และ ให้ความร้อนเป็นระยะเวลาที่นาน คิดเป็นร้อยละ 94.40 3) ด้านสังคมของชุมชนในการใช้ถ่านจากชาน อ้อย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจในด้านการประหยัดพลังงานและสามารถลดปริมาณขยะทาง การเกษตรในชุมชนได้มากที่สุด อยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 100 จากการนำชานอ้อยมาทำเป็นถ่านจากชานอ้อยนั้น สามารถลดปริมาณชานอ้อยภายในชุมชนได้ โดยชานอ้อย 100 กิโลกรัม สามารถผลิตเป็นถ่านจากชานอ้อยได้ประมาณ 22 กิโลกรัม จากการศึกษาข้างต้น สามารถลดจำนวนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรประเภทชานอ้อยได้
14 อภิปรายผลการทดลอง จากการศึกษาข้อมูลในการเปรียบเทียบระหว่างถ่านจากชานอ้อยกับถ่านทั่วไปตามท้องตลาด พบว่า ถ่านจากชานอ้อย มีประสิทธิภาพเหมาะกับการใช้งาน ส่วนผสมที่ทำให้ถ่านจากชานอ้อยมีประสิทธิภาพ คือ ผงถ่านจากชานอ้อยกับผงถ่านจากกะลามะพร้าว มีส่วนผสมอัตราส่วนอยู่ที่ 8:2 ถ่านจากชานอ้อยที่ได้ทำการศึกษา มีรูปทรง ขนาด และสะดวกเหมาะกับการใช้งาน คงสภาพไม่แตกหักง่าย มีความปลอดภัยในการนำถ่านไปใช้ เนื่องจากเป็นวัสดุจากธรรมชาติ สามารถจุดติดไฟได้ง่าย ไม่มีการแตกปะทุของประกายไฟ มีควันในปริมาณน้อย ให้ความร้อนสม่ำเสมอ และสามารถให้ความร้อนได้เป็นระยะเวลานาน มีประสิทธิภาพดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ ถ่านทั่วไปตามท้องตลาด อีกทั้งยังได้น้ำส้มควันไม้ซึ่งเกิดจากกระบวนการเผาถ่าน ประโยชน์จากน้ำส้มควันไม้ สามารถนำไปใช้ในครัวเรือนและชุมชน ทั้งทางด้านการเกษตร การปศุสัตว์ และด้านอุตสาหกรรม ทั้งนี้ การทำถ่าน จากชานอ้อย ได้รับความร่วมมือจากคนในชุมชน ค่อยช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ เช่น ได้รับความอนุเคราะห์ เตาเผาถ่านจากศูนย์เรียนรู้การเผาถ ่านเตาดินและการทำน้ำส้มควันไม้ โดยมีนายสมนึก วงศ์สุวรรณ ปราชญ์ชาวบ้าน/ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นผู้ดูแลศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าว และให้ความรู้กับคณะผู้จัดทำในเรื่อง การเผาถ่านจากเตาดิน วิธีการทำถ่าน การทำน้ำส้มควันไม้ เพื่อเตรียมผงถ่านจากชานอ้อยและผงถ่าน จากกะลามะพร้าวสำหรับอัดแท่งถ่าน ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเกษตรกรปลูกอ้อย และแม่ค้าขายน้ำอ้อย ให้การสนับสนุนชานอ้อยที่เหลือทิ้งทางการเกษตรให้คณะผู้จัดทำนำไปเผาถ่าน และ ได้รับความร่วมมือจากคน ในชุมชนทดลองใช้งานถ่านจากชานอ้อยและตอบแบบสอบความคิดเห็นพร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาชิ้นงาน ให้ดีขึ้น จากการศึกษาโครงงานถ่านจากชานอ้อย พบปัญหาระหว่างการดำเนินการ คือ การผสมอัตราส่วนผสม ของผงถ่านจากชานอ้อยกับผงถ่านกะลามะพร้าว หากใส่ผงถ่านกะลามะพร้าวมากเกินไป จะทำให้ถ่านมีควันมาก และมีเปลวไฟที่แรงเกินไป ทำให้ไม่ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน มีระยะเวลาในการเผาไหม้และให้ความร้อนไม่พอดี คณะผู้จัดทำแก้ปัญหา โดยลดส่วนผสมของผงถ่านกะลามะพร้าวลง เพื่อหาอัตราส่วนที่เหมาะสมกับการนำ ถ่านจากชานอ้อยไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพเหมาะกับการใช้งาน ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป เนื่องจากถ่านจากชานอ้อยมีประสิทธิภาพดีทำให้มีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก คณะผู้จัดทำเห็นว่าควรสร้าง เครื่องอัดถ่านที่สามารถผลิตถ่านได้ในจำนวนมากและรวดเร็ว เพื่อผลิตสินค้าให้ทันกับความต้องการ นอกจากนี้ ยังสนใจศึกษาค้นคว้าวัตถุดิบจากธรรมชาติอื่น ๆ มาทำเป็นถ่านอัดแท่งจากธรรมชาติ
15 บรรณานุกรม บัญจรัตน์ โจลานันท์ อาทิตย์ พุทธรักชาติ และจันสุดา คำตุ้ย. (2554). พลังงานทดแทนชุมชนจากเชื้อเพลิงแข็ง อัดแท่งไมยราบยักษ์. วารสารวิจัย มข, 16(1), 20 – 31. ปานใจ สื่อประเสริฐสิทธิ, วิทวัส โพธิลุขา และณัฐพล พลโยธา. (2553). การผลิตถ่านชีวภาพจากตาล. วารสาร วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมมส, 29(1), 210 – 216. เมดไทย. (2020). อ้อย สรรพคุณและประโยชน์ของต้นอ้อย 88 ข้อ. สืบค้นจาก https://medthai.com/อ้อย/ รุ่งโรจน์ พุทธีสกุล. ( 2553). งานวิจัยเรื่องการผลิตถ่านอัดแท่งจากถ่านกะลามะพร้าวและถ่านเหง้ามัน สำปะหลัง. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. อนุชา ทะรา. (2017). ถ่านอัดแท่งอนามัย. สืบค้นจาก https://www3.rdi.ku.ac.th/? p=35303 อายุรวัฒน์เวชศาสตร์. (2018). มันสำปะหลัง สรรพคุณ-ประโยชน์ของพืชเศรษฐกิจสำคัญ ของโลก. สืบค้นจาก https://sukkaphap-d.com/มันสำปะหลัง-สรรพคุณ-ปร/ Satja Prasongsap. (2014). มะพร้าว. สืบค้นจาก http://hort.ezathai.org/?p=2731
ภาคผนวก
17 ภาคผนวก ก ต้นแบบชิ้นงาน หมายเหตุ ส่วนผสมของถ่านจากชานอ้อย ได้แก่ ผงถ่านจากชานอ้อย ผงถ่านจากกะลามะพร้าว น้ำ โดยใช้ แป้งมันสำปะหลังเป็นตัวประสาน ถ่านจากชานอ้อย ผงถ่านจากชานอ้อย ผงถ่านจากกะลามะพร้าว แป้งมันสำปะหลัง น้ำ การที่ถ่านอัดแท่งต้องมีรูตรงกลาง มีจุดประสงค์เพื่อให้ถ่านเกิด การถ่ายเทความร้อนไปทั่วทั้งก้อน ทำให้ไฟแรง ความร้อนสูง และติดไฟทั่วกัน ทั้งก้อน เหมาะสำหรับ ปิ้งๆ ย่างๆ ที่ต้องการไฟแรงๆ สำหรับเรื่องรูตรงกลาง ของถ่าน จะรูเล็กหรือว่ารูใหญ่ แล้วแต่ความถนัดของผู้ผลิตถ่านแต่ละราย แต่ถ่านที่มีรูตรงกลางใหญ่เกินไปจะทำให้ถ่านมอดและดับไวเกินไป เพราะฉะนั้นต้องดูขนาดรูที่เหมาะสม เพื่อให้ถ่านอัดแท่งมีคุณภาพดีที่สุด
18 ภาคผนวก ข ขั้นตอนการทำถ่านจากชานอ้อย 1. นำชานอ้อยมาตากแดด 2 - 3 แดด แล้วนำไปเผาในเตาดินที่สามารถเก็บน้ำส้มควันไม้ได้เมื่อเผาเสร็จรอ ให้ถ่านชานอ้อยเย็นจะได้เนื้อถ่านของชานอ้อยแล้วนำไปร่อนบนกระสอบกระเทียม ส่วนถ่านของชานอ้อย ที่ยังเป็นก้อนอยู่ให้นำไปบดให้ละเอียด จะได้ผงถ่านจากชานอ้อย 2. นำกะลามะพร้าวมาตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปเผาในเตาดิน เมื่อเผาเสร็จรอให้ถ่านกะลามะพร้าวเย็น จะได้เนื้อถ่านกะลามะพร้าวแล้วนำมาร่อนบนกระสอบกระเทียม จะได้ผงถ่านจากกะลามะพร้าว ส่วนถ่านกะลามะพร้าวที่มีชิ้นใหญ่ให้นำไปบดให้ละเอียดแล้วนำมาร่อนอีกครั้ง
19 3. นำแป้งมันสำปะหลัง 20 กรัม มาผสมกับน้ำเปล่าแล้วคนให้แป้งละลาย จากนั้นนำกระทะใส่น้ำเปล่า ตั้งไฟปานกลางจนน้ำเดือดแล้วนำแป้งมันที่ผสมไว้ทยอยเทใส่ในน้ำเดือดและคนให้เป็นสีใส 4. นำผงถ่านจากชานอ้อย 800 กรัม และผงกะลามะพร้าว 200 กรัม มาเทใส่กะละมัง ผสมกับแป้งเปียก ที่เตรียมไว้และคลุกเคล้าให้เข้ากัน จนเป็นเนื้อมูลไส้เดือน 5. พอเป็นมูลไส้เดือนแล้ว นำไปเข้าแม่แบบ เพื่ออัดแท่งแบบเย็น โดยใช้แท่นบล็อกอัดถ่านจากวัสดุเหลือใช้ มาอัดถ่านให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ 6. เมื่อได้ถ่านอัดแท่งขนาดที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว ให้นำไปตากแดดประมาณ 3 วัน รอจนแห้งแล้วจึงจะ สามารถนำไปใช้งานได้
20 ภาคผนวก ค ข้อมูลแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับถ่านจากชานอ้อย แบบประเมินผลความพึงพอใจของโครงงานถ่านจากชานอ้อย ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอสองพี่น้อง ....................................................................................................................................... แบบสอบถามนี้จัดทำขึ้นเพื่อประเมินความพึงพอใจในการนำถ่านจากชานอ้อยไปใช้ เพื่อเป็นข้อมูลใน การปรับปรุงพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรดให้ข้อมูลตามความเป็นจริงตามความคิดเห็นของท่าน คำตอบ ไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อผู้ตอบแบบสอบถาม ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ ตอนที่ 1 ข้อมูลสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม กรุณาทำเครื่องหมาย ✓ ลงในช่อง ( ) 1. เพศ ( ) ชาย ( ) หญิง 2. อาชีพ ( ) รับจ้าง ( ) เกษตรกร ( ) ค้าขาย ( ) รับราชการ ( ) นักเรียน/นักศึกษา ( ) อื่น ๆ ระบุ....................... 3. อายุ ( ) ต่ำกว่า 15 ปี ( ) 15 – 29 ปี ( ) 30 – 39ปี ( ) 40 – 49 ปี ( ) 50 – 59 ปี ( ) 60 ปี ขึ้นไป ตอนที่ 2 ระดับความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่นำถ่านจากชานอ้อยไปใช้กรุณาทำเครื่องหมาย ✓ ลงในช่อง ระดับความคิดเห็น ประเด็นการประเมิน ระดับความคิดเห็น ดีมาก ( 5 คะแนน) ดี (4 คะแนน) ปานกลาง (3 คะแนน) น้อย (2 คะแนน) น้อยที่สุด (1 คะแนน) 1. รูปทรงกระบอกมีความเหมาะสม 2. ขนาดเหมาะสมกับการใช้งาน 3. ความสะดวกต่อการใช้งาน 4. ความคงสภาพไม่แตกหักง่ายของแท่งถ่าน 5. ความปลอดภัยในการใช้งานเนื่องจากเป็น วัสดุจากธรรมชาติ ตอนที่ 3 ด้านประสิทธิภาพของถ่านจากชานอ้อย กรุณาทำเครื่องหมาย ✓ ลงในช่อง ที่ท่านเห็นด้วย 1. การจุดติดไฟของตัวถ่านจากชานอ้อย สามารถติดไฟได้ง่าย สามารถติดไฟได้ระดับปานกลาง สามารถติดไฟได้ยาก ไม่สามารถติดไฟได้เลย 2. การแตกเป็นประกายไฟระหว่างการใช้งานจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ไม่มีการแตกของประกายไฟ มีการแตกของประกายไฟเล็กน้อย มีการแตกของประกายไฟปานกลาง มีการแตกของประกายไฟมาก
21 3. ปริมาณควันระหว่างการใช้งานจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ไม่มีควัน มีควันน้อย มีควันปานกลาง มีควันมาก 4. ความสม่ำเสมอด้านความร้อนระหว่างใช้งานจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ความร้อนดีสม่ำเสมอ ความร้อนสม่ำเสมอปานกลาง ความร้อนไม่ค่อยสม่ำเสมอ ความร้อนไม่สม่ำเสมอเลย 5. การให้ความร้อนในระหว่างการใช้งาน ให้ความร้อนระยะเวลานาน ให้ความร้อนระยะเวลาปานกลาง ให้ความร้อนระยะเวลาสั้น ให้ความร้อนระยะเวลาสั้นมาก ตอนที่ 4 ด้านสังคมของชุมชนในการใช้ถ่านจากชานอ้อย กรุณาทำเครื่องหมาย ✓ ลงในช่องระดับความคิดเห็น ประเด็นการประเมิน ระดับความคิดเห็น ดีมาก ( 5 คะแนน) ดี (4 คะแนน) ปานกลาง (3 คะแนน) น้อย (2 คะแนน) น้อยที่สุด (1 คะแนน) 1. การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 2. การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ 3. การลดมลภาวะสิ่งแวดล้อม 4. การประหยัดพลังงาน 5. การลดปริมาณขยะทางการเกษตรในชุมชน ความคิดเห็นเพิ่มเติมหรือข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ....................................................... .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ขอขอบคุณในความร่วมมือ
22