The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปเศรษฐศาสตร์ บทที่1ถึง13

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 65140145, 2022-10-24 05:06:18

เศรษฐศาสตร์

สรุปเศรษฐศาสตร์ บทที่1ถึง13

97

อุปสงค์ อุปทานของเงินและอัตราดอกเบี้ย
(กรณีอุปทานต่อเงินเปลี่ยนแปลง)

อิทธิพลของปริมาณเงินที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ

กรณปีอรุิปมาทณานเงมิีนมหากรือราอุคปาทจ
ะานลดขลองงเงใินนมกีครุณณีขสอมงบเังตินรคราล้คาายขกัอบงอเุงปินทมาีเนฉขพอางะสิเนรียค้กาวช่านิ“ดคอื่่านขๆองกเงลิ่นาว”คือหรใือน

“มูลค่าของเงิน” หมายถึง อำนาจการซื้อของเงิน ที่ใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ มูลค่าเงินสูงขึ้น แสดงว่า
หน่วยสามารถซื้อสินค้าได้จำนวนมากขึ้น ดังนั้น การวัดมูลค่าของเงินจึงสามารถกระทำได้โดยการวัด
จากการเปลี่ยนแปลงถัวเฉลี่ยในระดับสินค้าทั่วไป เรียกว่า ดัชนีราคาหรือเลขดัชนี

มูลค่าของเงินอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ
มูลค่าภายใน หมายถึง อำนาจการซื้อของเงินที่จะซื้อสินค้าหรือ บริการภายในประเทศ
มลูค่าภายนอก หมายถึง อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง
มูลค่าของเงินตราหนึ่งเมื่อเทียบกับมลูค่าของเงินตราอีกสกุลหนึ่งเช่น 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ จะมี
ค่าเท่ากับ 37.61 บาท ณ ปัจจุบัน

∆อธิบายโดยย่อดังนี้ 98
= การเปลี่ยนแปลง
M = ปริมาณเงินที่หมนุเวียนในระบบเศรษฐกิจ N = การจ้างงาน
V = อัตราการหมนุเวียนเปลี่ยนมือโดยเฉลี่ยของเงิน O = ผลผลิต
P= ระดับราคาสินค้าและบริการ GNP = ผลิตภัณฑ์ระชาชาติมวลรวม
T= ปริมาณสินค้าและบริการที่ซื้อขายทั้งหมด Y = ระดับรายได้
i = อัตราดอกเบี้ย C = การบริโภค
I = การลงทุน S = การออม

การสร้างสมการการแลกเปลี่ยน อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบ
เศรษฐกิจกับระดับราคา

MV = PT หรือ P=MV/T

อิทธิพลของปริมาณเงินที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ

นักเศรษฐศาสตร์ Irvin
g Fisher นักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิกได้ อธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง

ปริมาณเงินหรือ อุปทานของเงินและระดับราคาสินค้า โดยมีข้อสมมติฐานดังนี้
1. เงินทำหน้าที่เป็นเพียงสื่อกลางของการแลกเปลี่ยนเท่านั้น เมื่อบุคคลได้รับเงินมาก็ใช้จ่ายไปใน
การซื้อสินค้าและบริการ
2. ในระยะสั้นพฤติกรรมการใช้จ่ายของบคุคลค่อนข้างคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นในปีหนึ่งๆ อัตรา
ความเร็วของการหมุนเวียนเฉลี่ยของ เงินในการถูกใช้จ่ายจึงค่อนข้างคงที่
3. ระบบเศรษฐกิจมีการว่าจ้างทำงานเต็มที่อยู่เสมอ ดังนั้น ปริมาณสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นได้และ
ซื้อขายปริมาณคงที่

99

ตารางแสดงปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

100

ตารางแสดงดัชนีราคาผู้บริโภคสำหรับประเทศไทยระหว่างปี 2510-2540

101

เงินเฟ้อ คือ ระดับราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นค่าครองชีพของประชาชนสูง ซื้อของได้น้อยลง
เงินฝืด คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ความต้องการสินค้าและบริการลดลง เนื่องจากความไม่มั่นคงใน
สภาวะทางเศรษฐกิจ เงินในมือของผู้บริโภคอย่างเราจึงมีค่าน้อยลง คนไม่มีกำลังซื้อหรือมีน้อย
ลงจนไม่กล้าใช้เงิน และเกิดการลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือเรียกง่ายๆว่าซื้อขายไม่คล่อง
นั่นเอง

สถาบันการเงินในระบบการเงิน

สถาบันทางการเงินในระบบเศรษฐกิจไทยแบ่งตามหน้าที่การปฏิบัติงาน ได้ 3 รูปแบบ คือ
1. รูปแบบธนาคารทั่วๆไป เช่น ธนาคารพาณิชย์ธนาคารเฉพาะ
2. รูปแบบบริษัท เช่น บริษัทลงทุนบริษัทประกันภัย
3. รูปแบบสมาคม เป็นการรวมตัวของกล่มุของอาชีพ เช่น สหกรณ์ สำนักงาน ธนกิจอุตสาหกรรม
ขนาดย่อม

ประเภทของธนาคาร

ธนาคารอาจแบง่ออกได้เป
็นหลายประเภทตามวัตถปุระสงค์ของการก่อตั้ง

1) ธนาคารพาณิชย์
2) ธนาคารที่มีวัตถปุระสงค์เป็นพิเศษ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร
ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคาร สงเคราะห์

ธนาคารพาณิชย์

คือ ธนาคารที่ระดมเงินฝากประชาชนหรือหน่วยงานธุรกิจกู้ยืม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

1) ระบบธนาคารอิสระ หมายถึงระบบที่ธนาคารแต่ละแห่ง เป็นอิสระไม่ผูกพันหรือภายใต้การควบคุม

ของธนาคาร อื่น ส่วนใหญ่จะเป็นธนาคารในท้องถิ่น ระบบนี้แพร่หลาย ในสหรัฐอเมริกา

2) ระบบธนาคารสาขา หมายถึงระบบที่ธนาคารดำเนิน กิจการกว้างขวางและมีสำนักงานสาขามากกว่า

หนึ่งแห่งสำนักงานสาขาจะกระจายอยู่ทั่วประเทศหรืออาจมีสาขาที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศด้วย

หน้าที่ของธนาคารพาณิชย์

• รับฝากเงิน • การเรียกเก็บเงินแทนลูกค้า

• ให้กู้ยืม • ให้เช่าตู้นิรภัย

• โอนเงิน • บริการที่สนับสนุนธุรกิจธนาคารพาณิชย์

• บริการพิเศษ

102

ธนาคารที่มีวัตถปุระสงค์พิเศษ

• ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส)
• ธนาคารออมสิน (Government Savings Bank หรือ GSB)
• ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (Government Housing Bank หรือ GHB)

สถาบันการเงินประเภทอื่นๆ

• บรรษัทเงินทุนอตุสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IFTC)
• สำนักงานธนกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อม (SIFO)
• บรรษัทเงินลงทุน
• บริษัทหลักทรัพย์
• บริษัทเครดิตฟองซิเอร์
• บริษัทประกันภัย การประกันวินาศภัย เป็นสัญญาเรียกว่า “กรมธรรม์ประกันภัย”

การประกันชีวิต เป็นสัญญาเรียกว่า “กรมธรรม์ประกันชีวิต”
• สหกรณ์การเกษตร
• สหกรณ์ออมทรัพย์

• โรงรับจำนำ แบ่งเป็น
3 ประเภทได้แก่ โรงรับจำนำเอกชน สถานธนานุเคราะห์ สถานธนานุบาล

ธนาคารกลางและมาตรการต่างๆ ของนโยบายการเงิน

ธนาคารกลาง เป็นสถาบันการเงินที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาเสถียรภาพทางทางการ
เงินและเศรษฐกิจของประเทศ ควบคมุปริมาณเงินและเครดิต เพื่อให้เกิดสภาพคล่อง โดยม่งุการ
พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีเสถียรภาพ

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธ.ป.ท.) เป็นธนาคารกลางแห่งประเทศไทย เป็นธนาคารของรัฐบาล
ภายใต้กระทรวงการคลังจัดตั้งในปี พ.ศ. 2485 มีหน้าที่ดังนี้
• ออกธนบัตร
• รักษาทุนสำรองระหว่างประเทศ
• เป้นนายธนาคารของรัฐบาล
• เป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์
• ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
• ควบคุมสถาบันการเงิน
• ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ
• ควบคุมปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

103

นโยบายการเงิน

หมายถึง นโยบายของธนาคารกลางในการควบคุม ปริมาณเงิน และสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจให้อยู่
ในระดับที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน แบ่งออกได้เป็น
2 ประเภท คือ
1. นโยบายการเงินแบบเข้มงวด
2. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

เครื่องมือของนโยบายการเงินประกอบด้วย ดังนี้

1. การควบคมุทางปริมาณ
2. การปรับอัตรารับช่วงซื้อลด
3. การปรับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับเงินฝากประจำ
4. การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาด
5. การควบคุมระบบเงินผ่อนและระบบเช่าซื้อ

โใดนยปสริรมุปาแณล้เวงินมนาัต้นรตก้อารงตใ่า
ช้งรๆะนยะโเยวบลาายหกนึา่งรเจงึิงนเใหนมราะะยเปะ็สน้นมาไตม่รค่าอกยามรีรปะรยะะสยิทาวธิมภาากพกวเ่าพรอีากะนเัปยลหี่ยนึน่งแปลง

นโยบายการเงินเหมาะเป็นนโยบายป้องกันมากกว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

บทที่ 12 104

เศรษฐกินภาครัฐบาล

การบริหารรายได้และรายจ่ายของรัฐบาล เรียกว่า การคลังสาธารณะ (Public Finance) หรือ

การคลังของรัฐบาล (Government Finance) ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของวิชาเศรษฐศาสตร์ ศึกษาเกี่ยว

กับข้อเท็จจริง ทฤษฎี วิธีการ และผลกระทบของการหารายได้ของรัฐบาล การจัดเก็บ ภาษีอากร การ

ใช้จ่ายของรัฐบาล งบประมาณของรัฐบาล การบริหารหนี้สาธารณะและนโยบายการ คลังที่มีต่อระบบ

เศรษฐกิจของประเทศ

คำว่า การคลังสาธารณะ จะเน้นที่ สาธารณะ กล่าวคือ การหารายได้ของรัฐบาล จะต้องดำเนิน

ไปเพื่อสาธารณะ ส่วนคำว่า การคลังของรัฐบาล จะเน้นถึงความ สัมพันธ์ระหว่าง รัฐบาล กับ การ

คลัง หรืออีกนัยหนึ่งจะเน้นถึงหน้าที่ บทบาทและความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาล

ของคนวัากมเเศชืร่อษดัฐงศกาล่สาวตร์ใ
ทนำสใมหั้ยสกำ่นอันกมเีศครวษามฐเศชื่าอสใตนร์ลคัทลธาิสเสสิรกีนิย(มC(laLsasiiscsaelz Faire) เนื่องจาก อิทธิพล
Economists) เชื่อมั่นว่า

ระบบเศรษฐกิจน่าจะเป็นแบบเสรีนิยมด้วย กล่าวคือ ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างอิสระ รี

ภาครัฐบาลไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับภาคเอกชนใน ช่วงทศวรรษ 1930 ได้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

รุนแรงทั่วโลก (Great Depression) ระบบ เศรษฐกิจไม่สามารถปรับตัวได้โดยอัตโนมัติ และ

นโยบายการเงินก็ไม่สามารถควบคุม หรือแก้ไข ปัญหาทางเศรษฐกิจ ตามที่ได้เคยตั้งความเชื่อมั่น

ไว้ ดังนั้น นักเศรษฐศาสตร์ในยุคนั้นจึงเริ่มให้ ความสนใจวิชาการคลังมากขึ้น

เคนส์ (J. M. Keynes) ได้เขียนหนังสือออกเผยแพร่เล่มหนึ่งชื่อ The General Theory of
Employment, Interest and Money เคนส์ได้เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของภาครัฐบาล โดย
เฉพาะอย่าง วิธีการหารายได้และใช้จายา รัฐบาลสามารถจะใช้เป็นมือในการแก้ปัญหา หรือรักษา
เสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้แต่เคนส์กลับมีความเห็นตรงกันข้ามด้วยเหตุผล ที่ว่า ภาวะเศรษฐกิจ
ตกต่ำรัฐบาลหารายได้จากการเก็บภาษีได้น้อย แต่มีความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อกระตุ้น
เศรษฐกิจที่ตกต่ำให้ฟื้นตัว ดังนั้น รายได้ของรัฐบาลจึงอาจจะน้อยกว่ารายจ่ายในกรณีการเศรษฐกิจ
ตกต่ำ หรือในทางตรงกันข้าม รัฐบาลอาจใช้นโยบายงบประมาณเกินดุล surplus baagat) ใน
กรณีที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองหรือขยายตัว เร็วเกินไป รัฐบาลอาจจงใจทําให้รายได้มากกว่ารายจ่าย โดย
ลดการใช้จ่าย ช่วยชะลออัตรา การขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

105

การตั้งงบประมาณของรัฐบาล (government budget) ในแต่ละปีจึงมีผลกระทบต่อ ภาวะ
เศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม ในกรณีที่รายได้ของรัฐบาลมีไม่เพียงที่จะสนับสนุ รายจ่าย
รัฐบาลสามารถกู้ยืมหรือก่อหนี้สาธารณะ (public debt) โดยการขายพันธบัตรหรือตั๋วคลัง การก่อ
หนี้สาธารณะเป็นการดึงเงินออกจากภาคเอกชนไปสู่ภาครัฐบาลรัฐบาลสามารถใช้การก่อหนี้
สาธารณะเป็นเครื่องมือควบคุมหรือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ด้วยจะเห็นได้ว่าภายใต้ระบบเศรษฐกิจ
แบบผสม (mixed economic system) ทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนมีความสำคัญและสัมพันธ์
กัน การคลังสาธารณะหรือการคลังของรัฐบาลหรือเศรษฐกิจภาครัฐจะต้องคลอบคลุมประเด็นที่สำคัญ
ดังนี้
1) รายรับของรัฐบาล (Government Revenue)
2) รายจ่ายของรัฐบาล (Government Expenditure)
3) งบประมาณของรัฐบาล (Government Budget)
4) หนี้ของรัฐบาลหรือหนี้สาธารณะ (Government Debt or Public Debt)
5) นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)

รายรับและแหล่งที่มาข
องรายได้ของรัฐบาล

ในการบริหารประเทศในแต่ละปี รัฐบาลจะต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก เพื่อดำเนินกิจกรรม
ด้านต่างๆ ให้บรรจุเป้าหมายตามแผนงานที่ตั้งไว้ ดังนั้นรัฐบาลไปเป็นองค หารายได้เพื่อนำไป
สนับสนุนรายจ่าย
1.รายได้
2.เงินกู้
3.เงินคงคลัง
หรือเขียนเป็นสมการได้ดังนี้

รายรับ = รายได้ของรัฐบาล + เงินกู้ + เงินคงคลัง

106

รายรับและแหล่งที่มาของรายได้ของรัฐบาล

หลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีอากร
อดัมสมิท(Adam Smith) นักเศรษฐศาสตร์ได้กำหนดเกณฑ์ ในการจัดเก็บภาษีอากร แบ่งออก
เป็น 4 ประการ
1.หลักความเสมอภาค (Equity) หมายถึง บุคคลที่มีรายได้และฐานะ ความเป็นอยู่เหมือนกันหรือ
คล้ายกัน ก็ควรเสียภาษีในอัตราเดียวกัน
2.หลักความแน่นอน (Certainty) หมายถึง มีความแน่นอนในด้านต่าง ๆ
3. หลักความสะดวก (convenience) หมายถึง ให้มีความสะดวกทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่เก็บภาษีอากรของ
รัฐบาล และฝ่ายผู้เสียภาษีอากร
4.หลักความประหยัด (Economy) หมายถึง การประหยัดค่าใช้จ่ายและ ประหยัดเวลาในการจัดเก็บ
ภาษี

รายได้ของรัฐบาล

รายได้ของรัฐบาล หมา
ยถึงรายได้ประเภทต่างๆ ที่รัฐบาลสามารถจัดหามาได้จากแหล่งที่สำคัญ ๆ
เช่น

1. รายได้จากภาษีอากร รัฐบาลมีอำนาจตามกฎหมายที่จะบังคับเก็บภาษีอากร จากประชาชน ภาษี

อากรเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาล ในการจัดเก็บภาษีอากรนั้น

รัฐบาลมีวัตถุประสงค์หลักอยู่ 4 ประการคือ

1) เพื่อหารายได้ไปสนับสนุนรายจ่ายของรัฐบาล

2) เพื่อกระจายรายได้ให้ยุติธรรมยิ่งขึ้น

3) เพื่อรักษาความก้าวหน้าและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

4) เพื่อควบคุมหรือส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ภาษีอากรที่รัฐบาลจัดเก็บอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ภาษีทางตรง (direct tax)

และภาษีทางอ้อม (Indirect tax) ภาษีทางอ้อมนั้นผู้มีหน้าที่เสียภาษี สามารถผลักภาระภาษีไป

ให้ผู้อื่นได้ง่าย เช่น การผลักภาระภาษีไปข้างหน้าให้แก่ผู้บริโภค โดย การปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้น

หรือการลดปริมาณหรือลดคุณภาพสินค้า กระทรวงการคลังมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการจัด เก็บ

ภาษีอากรประเภทต่างๆ โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดคือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และ

กรมสรรพสามิตดำเนินการจัดเก็บ

107

2. รายได้จากการขายสิ่งของและบริการ รัฐบาลมีรายได้จากการขายสิ่งของ และบริการ
เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าเช่าที่ดินรายได้จากแหล่งนี้ในแต่ ปี คิดเป็นร้อยรายรับทั้งหมดจะ
อยู่ในอัตราต่ำมาก

3. รายได้จากรัฐพาณิชย์ ได้แก่ กำไรและปันผลจากรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยธุรกิจที่รัฐบาลเป็น
เจ้าของ หรือรัฐบาลมีหุ้นส่วนรายได้จากแหล่งนี้คิดเป็นร้อยละของรายรับทั้งหมดจะอยู่ในอัตราต่ำเช่น
เดียวกัน

4. รายได้อื่น ได้แก่ รายได้จากค่าปรับ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต รายได้จากการผลิตเหรียญ
กษาปณ์ รายได้จากแหล่งนี้คิดเป็นร้อยละของรายวันทั้งหมดจะอยู่ในอัตราต่ำมาก

5. รายได้จากการปรับปรุงภาษีและค่าธรรมเนียม ได้แก่ รายได้จากการ ปรับปรุงอัตรา หรือ
ประเภทของภาษีอากร หรืออัตราค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นระหว่างปี ดังนั้นรายได้ในส่วนนี้จะปรากฏ
เฉพาะปีที่มีการปรับปรุงเท่านั้น

เงินกู้ของรัฐบาล

จ่ายเงินในสนกัรบณสีนทีุ่นรัฐโบคารลงก
หาราขรอายงรไัฐด้บไาม่ลเพีเยพืง่อพใอหท้ี่จเะกสิดนปับรสะโนุยนชรนา์ตย่จอ่าส่ยวนหรรวือม กรณีที่รัฐบาลจงใจที่จะใช้
รัฐบาลสามารถจะกู้เงินมา

ใช้จ่ายได้จากแหล่ง ภายในและภายนอกประเทศแหล่งเงินที่กู้ภายในประเทศที่สำคัญ คือ ธนาคาร

แห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินและเอกชน

แหล่งเงินกู้ภายนอกประเทศที่สำคัญ คือ ธนาคารโลก กองทุนความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้น

ทะเลประเทศญี่ปุ่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย และ สถาบันการเงินเอกชนในต่างประเทศ เป็นต้น

เงินคงคลัง

ได้แก่ เงินส่วนต่าง ๆ ที่ได้มาจากกรณีที่รายรับจริงของรัฐบาล สูงกว่ารายจ่ายของรัฐบาลปี
ก่อนๆ หรือ อีกนัยหนึ่ง หมายถึง เงินที่รัฐบาลสะสมไว้จากการที่รายรับสูงกว่ารายจ่ายในอดีต

เงินคงคลังจะเป็นลักษณะของเงินสำรอง ซึ่งจะถูกนำ มาใช้ในกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นเท่านั้น
ถ้าเงินคงคลังลดน้อยลง แสดงว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลไม่มั่นคง

108

รายจ่ายของรัฐบาลและโครงสร้างรายจ่ายของรัฐบาล

หน้าทีร่ขายองจ่ราัฐยบขอาลงรัฐบาล
หมายถึง รายจ่ายที่รัฐบาลใช้จ่ายไปเพื่อดำเนิน กิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นภาระ

วัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายที่สำคัญ มีดังนี้
1. เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ
2. เพื่อเร่งรัดความเจริญทางเศรษฐกิจ
3. เพื่อเกิดความเสมอภาคในการกระจายรายได้

เนื่องจากรัฐบาลมีหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างกว้างขวาง วัตถุประสงค์ ในการบริหาร
ประเทศก็เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ประชาชน รายจ่ายของรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นทุกปี
เนื่องจากสาเหตุ 7 ประการ ดังนี้
1) ประชากรเพิ่มขึ้น
2) หน้าที่ความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น
3) ระดับราคาสินค้าและบริการที่รัฐบาลจัดซื้อสูงขึ้นทุกปี
4) รายจ่ายด้านพัฒนาและรักษาเสถียรภาพเพิ่มสูงขึ้น
5) รายจ่ายด้านการรักษาความมั่นคงแห่งชาติมีแนวโน้มสูงขึ้น
6) รายจ่ายเพื่อการค้นคว้าวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพิ่มสูงขึ้น
7) การปฏิบัติงานอย่างไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล ทำให้ต้นทุนและ ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น

109

โครงสร้างรายจ่ายของรัฐบาล

โครงสร้างรายจ่ายของรัฐบาลประกอบด้วยรายจ่ายตามลักษณะงานดังนี้
1. รายจ่ายด้านเศรษฐกิจ รายจ่ายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมี แนวโน้มที่สูงสุดเมื่อ

เทียบกับรายจ่ายอื่น ๆ รัฐบาลให้ความสำคัญเป็น พิเศษ เพราะจะมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง
2.รายจ่ายการศึกษา เป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ การศึกษาของ ประชาชน หรือคุณภาพ

ของประชากร เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมและการเมือง
3.รายจ่ายด้านสาธารณสุขและสาธารณูปการ รายจ่ายด้านนี้มุ่งที่จะ พัฒนาสุขภาพอนามัย

ประชาชน ซึ่งครอบคลุมรายจ่ายด้านสาธารณสุข โรงพยาบาล สถานีอนามัย ควบคุม ป้องกันและ
บำบัดรักษา และ สงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย พื้นที่ช่างไกล ไม่ทั่วถึง

4.รายจ่ายด้านบริการสังคม รายจ่ายด้านนี้มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเช่น สวัสดิการสังคมและ
สังคม สงเคราะห์แก่ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ประสบ ปัญหา ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพสตรี แก้ไขปัญหา
ความยากจนและ ชุมชนแออัด พัฒนาฝีมือ

5.รายจ่ายด้านการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ส่วนใหญ่จะเป็นรายจ่าย ของสามเหล่าทัพ ทั้งเงิน
เดือน สวัสดิการและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ

6.รายจ่ายด้าน
รักษาความสงบภายใน ได้แก่ รายจ่ายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน

ประเทศ เช่น รายจ่ายเพื่อสนับสนุนการป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท การจัดหา
เครื่องมือและอุปกรณ์ ต่าง ๆให้เพียงพอ ทั้งด้านศาลยุติธรรม อัยการ ตำารวจ ราชทัณฑ์

7.รายจ่ายด้านการบริหารทั่วไป ได้แก่ รายจ่ายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้านบริหารทั้งส่วนกลาง
และภูมิภาค เพื่อให้สามารถบริการประชาชน อย่างทั่วถึง การพัฒนาบุคคลของภาครัฐ การจัดหา
เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน การฝึกอบรม สัมมนาเพื่อ
เพิ่มพูนความรู้ความสามารถ และการจัดสวัสดิการที่จำเป็นต้องปรับปรุง
ให้ทันสมัย

8. รายจ่ายด้านการชำระหนี้ ในแต่ละปีจะมีหนี้ ซึ่งครบกำหนดจะต้อง ชำระเงินต้น ดอกเบี้ย
และค่าธรรมเนียม รัฐบาลมีพันธผูกพันที่ต้อง ชำระหนี้ตามกำหนด ทั้งหนี้แหล่งเงินกู้ภายในและ
ภายนอกประเทศ

110

งบประงมบปาณระมขาอณงรัขฐอบงราัฐล
บแาลละหผรือลงกบรปะรทะบมตา่ณอรแะผบ่นบดเินศรหษมฐากยิถจึง แผนการเงินของ รัฐบาล ซึ่งแสดง

วัตถุประสงค์ จำนวนเงินและกิจกรรมรายจ่าย จำนวนและที่ แหล่งที่มาของรายรับ ในระยะหนึ่งปี
งบประมาณของรัฐบาลอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

1.งบประมาณสมดุล หมายถึง ที่งบประมาณรายได้และรายจ่ายของรัฐบาลมีจำนวนเท่ากัน
2.งบประมาณขาดดุล หมายถึง การที่รายจ่ายสูงกว่ารายได้
3. งบประมาณเกินดุล หมายถึง การที่รายจ่ายของรัฐบาลต่ำกว่ารายได้ของรัฐบาล

ความสําคัญของงบประมาณแผ่นดิน

รัฐบาลสามารถใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงทาง เศรษฐกิจ ทำให้งบ
ประมาณมีบทบาทสำคัญ ดังนี้
1.เป็นเอกสารทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งจะสะท้อนให้ถึงนโยบายการคลังของรัฐบาลในแต่ละยุค
แต่ละสมัย
2.เป็นเครื่องมือที่ดีสําหรับการคาดคะเนสถานการณ์เศรษฐกิจ และการ คลังของประเทศในอนาคต
และยังเป็นเครื่องมือในการวางแผน ดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาล
บริหารการ คลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้อยู่ภายในขอบเขตของ งบประมาณที่ จัดทําขึ้น
3.เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของฝ่ายนิติบัญญัติ ในการตรวจสอบและควบคุมฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล

111

งบประมาณของรัฐบาลและผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ

112

หนี้สาธารณะและผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ

หนี้สาธารณะ (Public Debt) หมายถึง การกู้ยืมเงินของ รัฐบาล เมื่อรัฐบาลมีรายได้ไม่เพียงพอ
กับรายจ่าย จึงจำเป็นต้องกู้ เงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐบาล ซึ่งหนี้สาธารณะที่รัฐบาล ก่อขึ้น
นี้จะเป็นยอดหนี้คงค้างของรัฐบาล ที่สะสมมาทุกรัฐบาล ไม่ ว่ารัฐบาลใดเป็นผู้ก่อหนี้ก็ตาม แต่เป็น
พันธะที่รัฐบาลต้องชดใช้โดย การจ่ายภาษีอากรที่เก็บจากประชาชน
ประเภทของหนี้สาธารณะ

แบ่งตามระยะเวลาและตามแหล่งที่มาของเงินกู้
1.)จำแนกตามระยะเวลาของการกู้ยืมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1.การกู้ยืมระยะสั้นชำระเงินต้นภายในระยะเวลา 1 ปี
2.การกู้ยืมระยะปานกลางชำระเงินคืนเงินต้นภายในระยะเวลา 2-5 ปี
3.การกู้ระยะยาวมีกำหนดเวลาชำระหนี้คือตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
2.) การจำแนกแหล่งที่มาของเงินกู้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ
1.หนี้ภายในประเทศหมายถึงหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลกู้ยืมจากแหล่งเงินกู้ภายใน
ประเทศ

2.นี่ภายนอกป
ระเทศหรือมีต่างประเทศหมายถึงหนี้สาธารณะที่เกิดจากการที่รัฐบาลกู้ยืมจาก

แหล่งเงินกู้ภายนอกประเทศเพื่อนำมาสนับสนุนการลงทุนในโครงการต่างๆรัฐบาล

วัตถุประสงค์ในการก่อหนี้สาธารณะ

1.เพื่อชดเชยการขาดดุลของรายได้และรายจ่ายของรัฐบาล
2.เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
3.เพื่อเร่งรัดความเจริญทางเศรษฐกิจ
4.เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้

113




หนี้สาธารณะและผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจการก่อหนี้สาธารณะจะมีผลกระทบต่อโลกเศรษฐกิจ
ดังนี้

ในกรณีหนี้ภายในประเทศรัฐบาลกู้ยืมเงินออมของภาคเอกชนจะมีผลกระทบต่อการลงทุนของ
ภาคเอกชนไม่มากนักแต่ถ้า เงินที่รัฐบาลกู้ยืมนั้นเป็นส่วนที่ภาคเอกชนต้องลงทุนจะมีผลกระทบต่อ
อุปสงค์รวมทำให้ระดับรายได้ประชาชาติและการจ้างงานลดลง

ในกรณีหนี้ต่างประเทศนี่สถานะที่เกิดขึ้นทำให้รายได้ประชาชาติและการจ้างแรงงานในประเทศ
สูงขึ้นพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยอาศัยเงินออมต่างประเทศ

114

115

หนี้สาธารณะและผลก
ระทบต่อระบบเศรษฐกิจ

การก่อหนี้สาธารณะเพื่อนำเงินมาสนับสนุนรายจ่ายของ รัฐบาล มีผลกระทบต่อสวัสดิการของ
ประชาชนในอนาคต เพราะในปีที่ครบกำหนดชำระเงินต้น และดอกเบี้ย รัฐบาลต้อง จัดสรรงบชำระ
หนี้ไว้ในงบประมาณรายจ่าย

หมายความว่า รายจ่ายของรัฐบาลเพื่อสวัสดิการของ ประชาชน จะถึงมือประชาชน หรือประชาชน
จะได้รับประโยชน์ ไม่ครบเต็มตามจำนวนงบประมาณรายจ่าย เพราะจะถูกหักไป ชำระหนี้ที่ก่อไว้ใน
อดีต

ดังนั้นหลักเกณฑ์ในการก่อหนี้สาธารณะคือโครงการใดหรือรายจ่ายใดที่มีลักษณะเป็นการ
ลงทุน ประโยชน์จะ เกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลควรก่อหนี้สาธารณะนำเงินมา สนับสนุนโครงการดัง
กล่าว เพราะคนรุ่นหลังจะได้รับประโยชน์ ดังนั้นจึงควรเป็น ผู้รับภาระการชำระหนี้

116

มาตรการต่างๆ ของนโยบายการคลัง

นโยบายการคลัง หมายถึง การที่รัฐบาลใช้มาตรการต่าง ๆเพื่อควบคุมหรือกำหนด ปริมาณเงินที่จะ
ไหลจากภาครัฐบาลเข้าสู่ ระบบหมุนเวียน หรือเป็นมาตรการที่จะดึงเงินออกจากภาคเอกชน ไปสู่ภาค
รัฐบาล ซึ่งเป็นการดึงเงินออกจากระบบหมุนเวียน

นโยบายการคลังประกอบด้วยเครื่องมือ 3 ชนิด
1. นโยบายด้านรายได้หรือนโยบายภาษีอากร
2. นโยบายด้านรายจ่ายหรืองบประมาณ
3. นโยบายบริหารหนี้สาธารณะ

นโยบายภาษีอากร

เนื่องจากรัฐบาลมีรายจ่ายสูงในแต่ละปีละเพิ่มขึ้นตามลำดับ ดังนั้นรัฐบาล จึงจำเป็นต้องหาราย
ได้เพื่อนำเงินไปสนับสนุนรายจ่าย และรายได้ของรัฐก็ จะต้องเพิ่มขึ้นทุกๆปีด้วย เพื่อจะให้เพียงพอที่
จะสนับสนุนรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น

การจัดการเก็บภาษ
ีอากรเป็นมาตรการที่รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือดึงเงิน จากภาคเอกชนไปสู่ภาค

รัฐบาล ซึ่งเป็นการลดปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ ในกรณีเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมี
แนวโน้มว่าจะไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลจะเพิ่มอัตราประเภทหรือชนิดของภาษีอากร เพื่อดึงเงินจาก
ภาคเอกชน ในปริมาณขึ้น เป็นการลดอุปสงค์เพื่อบรรเทาความรุนแรงของเงินเฟ้อและชะลอ อัตรา
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ อัตราการว่างงานสูง การ ลงทุนอยู่ในอัตราต่ำ รัฐจะใช้
ภาษีอากรกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว โดยการ ลดอัตรา ประเภทภาษี หรือ ชนิดของภาษี เป็นการดึง
เงินจากภาคเอกชน ปริมาณน้อย เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงยิ่งขึ้น การลดอัตราหรือ ประเภท
ภาษีจะทำให้อุปสงค์รวมสูงขึ้น เนื่องจากรายได้อันพ้นภาระภาษี (Disposable income) สูงขึ้น

ในกรณีที่โครงสร้างภาษีประกอบด้วย ภาษีที่มีอัตราก้าวหน้า รัฐบาลไม่จำเป็นที่จะต้องปรับปรุง
ภาษีเมื่อภาวะเศรษฐกิจผันผวน เพราะระบบภาษีที่มีอัตราก้าวหน้าสามารถปรับตัวของมันเองได้โดย
อัตโนมัติ เช่น ผู้มีรายได้ต่ำภาษีในอัตราต่ำ ผู้มีรายได้สูงขึ้นจะเสียภาษี ในอัตราสูงขึ้น

เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวระดับรายได้ของบุคคล และธุรกิจจะสูงขึ้น ๆ อัตราภาษีก้าวหน้าจะดึงเงิน
จากภาคเอกชนในอัตรา ที่สูงขึ้น ๆ เป็นการ ชะลออัตราการขยายตัวให้เร็วเกินไป

117

ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ ระดับรายได้ลดต่ำลง ภาษีก็จะมีอัตรา ลดลงด้วย ทำให้ภาษีอากรดึงเงินจากภาค
เอกชนไปสู่ภาครัฐในอัตรา ลดลง มีผลทำให้เศรษฐกิจไม่ตกต่ำรุนแรง ภาษีอากรที่มีอัตราก้าวหน้าจึง
เป็นที่ยอมรับว่าเป็นปัจจัยที่ปรับให้เกิดเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ (Automatic
stabilizer)

ในทางปฏิบัตินโยบายภาษีอากร : เป็นมาตรการที่มีความ คล่องตัวมาก รัฐบาลหรือกระทรวงการ
คลังสามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงได้ตลอดเวลา จึงเหมาะที่จะใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาใน ระยะสั้น
ขจัดปัญหาผิดปกติของระบบเศรษฐกิจ การปรับภาษีอากร สามารถปฏิบัติได้ รวดเร็วกว่า จึงมีผลต่อ
การขยายตัวของรายได้ประชาชาติ เร็วกว่า นโยบายงบประมาณ หรือ นโยบายบริหารหนี้

นโยบายงบประมาณ

รัฐบาลจะใช้งบประมาณรายจ่ายเป็นเครื่องมือ เพื่อโอนเงินจากภาครัฐบาล ไปสู่เอกชน ซึ่งเป็นการ
โอนเงินจากภาครัฐบาลเข้าสู่ระบบการหมุนเวียน กระบวนการดังกล่าวจะมีผลทำให้ปริมาณเงินเพิ่ม
ขึ้นจำนวนมากและ เศรษฐกิจขยายตัวโดยปกติแล้วรายจ่ายของรัฐจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่อัตราการเพิ่ม
ในแต่ละปี จะแตกต่างกัน ในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำ อัตราการเพิ่มใน งบประมาณราย
จ่ายสูง เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและเจริญรุ่งเรืองในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว อัตรา

เพิ่มในงบประมาณ รายจ
่ายจะต่ำา เพื่อชะลออัตราการขยายตัวให้ช้าลง เพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อ

จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจคล้ายกัน
การเพิ่มรายจ่ายของรัฐบาลกับการลดภาษี จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจคล้ายกัน กล่าวคือ ทำให้

เศรษฐกิจขยายตัว แต่ผลที่เกิดขึ้นจะไม่เท่ากัน

ถ้าเราสมมติให้ S = การออม
Δ = การเปลี่ยนแปลง I = การลงทุน
G = งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล GNPห้อยG = ผลิตภัณฑ์ประชาชาติ เนื่องจาก G
T = ภาษีอากร GNPห้อยT = ผลิตภัณฑ์ประชาชาติ เนื่องจาก T
N = การจ้างงาน
GNP = ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ
Y = ระดับรายได้ประชาชาติ
Yd = ระดับรายได้อันพ้นภาระภาษี
p = อำนาจการซื้อในมือประชาชน
C = การบริโภค

118

ในทางปฏิบัตินโยบายงบประมาณ : ถึงแม้การใช้จ่ายของรัฐบาลจะมี อิทธิพลผลต่อระบบ
เศรษฐกิจมากกว่าการปรับภาษีอากร แต่การใช้ นโยบายงบประมาณมีกระบวนการที่ยืดยาว ใช้เวลา
เตรียมการและ พิจารณาอนุมัติ 1 ปีเต็ม ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นมาตรการที่หวังผล หรือ แก้
ปัญหาในระยะสั้น

นโยบายบริหารหนี้สาธารณะ

รัฐบาลใช้นโยบายบริหา
รหนี้สาธารณะเป็นเครื่องมือในการ ควบคุม แก้ไข และรักษาเสถียรภาพ

ทางเศรษฐกิจ โดยกำหนดวงเงิน ที่จะก่อหนี้ ชำระหนี้ สัดส่วนระหว่างหนี้ระยะยาวต่อระยะสั้น
ประเทศที่กำลังพัฒนาจะมีรายจ่ายสูง จึงมีแนวโน้มที่งบประมาณ จะขาดดุลอย่างต่อเนื่อง เมื่อรายจ่าย
สูงกว่ารายได้ รัฐบาลจึงต้อง ก่อหนี้สาธารณะ เพื่อนำเงินมาสนับสนุนรายจ่าย

ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังรุ่งเรืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปริมาณ ทุนหมุนเวียนมากและแนวโน้มที่
จะเกิดภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง รัฐบาลจะเนิน หนี้สาธารณะ ระยะยาวใน ส่วนที่สูงขึ้นกว่าหนี้ ระยะสั้น
หรือ อีกนัยหนึ่งจำหน่ายพันธบัตร เป็นมูลค่าสูงกว่า ตัวคลัง ซึ่ง เป็นการดึงเงินออกจากระบบเป็น
ระยะเวลานานกว่าจะครบกำหนด พันธบัตรมีสภาพคล่องต่ำกว่า สถาบันการเงินหรือบุคคลจะต้องถือ
พันธบัตรไว้เป็นระยะเวลานานกว่าจะครบกำหนด จึงทำให้อุปสงค์รวม ลดลงเป็นการชะลออัตราการ
ขยายระบบเศรษฐกิจ

ในทางตรงกันข้าม ระยะที่เศรษฐกิจตกต่ำ เงินลงทุนภาคเอกชนน้อย เอกชนนอัตราการว่างงาน
สูง รัฐบาลจะก่อหนี้สาธารณะระยะสั้น ในสัดส่วน สูงกว่าหนี้ระยะยาว หรือ อีกหนึ่ง จําหน่าย หลัง
เป็นมูลค่า สูงกว่าพันธมิตร แก้วพินมาใช้จ่าย สนับสนุนโลกา รัฐบาล เร่งใช้ง่ายและทน ประกอบกับ
สกาล่อ ซึ่งมีผลทําให้ ปริมาณเงิน หมุนเวียนเพิ่มขึ้น เป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว

119

ในทางปฏิบัตินโยบายบริหารหนี้สาธารณะ : กระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และ
สำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะใช้นโยบายบริหารหนี้ สาธารณะ
เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไข ป้องกัน และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ

บทที่ 13 120

เศรษฐศาสตร์และการเงินระหว่างประเทศ

ความหมายและที่มาของการค้าระหว่างประเทศ

เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ศึกษาความสัมพันธ์ในเชิงเศรษฐกิจ การติดต่อแลกเปลี่ยนใน
เชิงเศรษฐกิจ

เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศอาจจะแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ
1.เศรษฐศาสตร์ด้านการค้าระหว่างประเทศ (International Trade)
2.เศรษฐศาสตร์ด้านการเงินระหว่างประเทศ (International Finance)

การค้าระหว่างประเทศ หมายถึง การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างประเทศ ประเทศใดที่
จะพยายามผลิตสินค้าและบริการทุกประเภทโดยไม่มีการนำเข้าหรือส่งออก ประเทศนั้นจะพัฒนาได้

พชึ้่างแพลาะอมาศาัตยรซึฐ่งากนันกแาลรคะรกัอนง
ปชีพระขเอทงศปใรดะทชี่าพชยนาจยะาตม่ำจะอยู่ปอัยจ่จาุงบัโนดนดี้ปเดีร่ยะเวทโดศยต่ไามง่ๆติทดั่ตว่โอลค้กาจขำาเยป็กันบตต้่อางงติดต่อ

ประเทศดำเนินนโยบายเศรษฐกิจปิด (closed economy) จะพบว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของ
ประเทศนั้นจะเชื่องช้า ประชาชนต้องอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการที่ผลิตได้ในประเทศเท่านั้น
ไม่มีโอกาสที่จะอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการที่จำเป็นในการของชีพ แต่ไม่สามารถผลิตได้
ภายในประเทศ

ภายใต้ระบบเศรษฐกิจเปิด (open economy) การค้าระหว่างประเทศจะก่อให้เกิดผลดีต่อระบบ
เศรษฐกิจหลายประการ ดังนี้
(1) การแบ่งงานกันทำ (division of labor)
(2) ความชำนาญเป็นพิเศษ (Specialization)
(3) ประสิทธิภาพ (productivity) จะสูงขึ้นความชำนาญในการผลิตจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใน
การผลิตให้สูงขึ้น
(4) ปัจจัยการผลิตเอื้ออำนวย (factors endowment) แต่ละประเทศจะเลือกผลิตสินค้าที่
สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในประเทศอย่างเหมาะสม

121

สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดการค้าระหว่างประเทศ

1.ปริมาณและชนิดของปัจจัยการผลิต การค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นเนื่องจากประเทศต่างๆมีปัจจัยหรือ
ทรัพยากรการผลิตในปริมาณไม่เท่ากันหรือไม่เหมือนกัน

2.ความเหมาะสมของปัจจัยการผลิต ก็มีอิทธิพลที่ทำให้เกิดการค้าระหว่างประเทศขึ้น เช่นประเทศที่มี
แรงงานมากไม่ได้หมายความว่าจะสามารสผลิตและส่งออกสินค้าทุกชนิดที่แรงงานได้สินค้าบางชนิดต้องการ
แรงงานที่มีประสิทธิภาพหรือความชำนาญเป็นพิเศษ

3.ปริมาณการผลิต การผลิการผลิตในปริมาณมากจะมีผลทำให้ต้นทุนในการผลิตลดต่ำลงแต่การผลิตใน
ปริมาณมากๆนั้นจำเป็นต้องมีตลาดรองรับผลผลิต

4.ต้นทุนการขนส่ง ค่าขนส่งวัตถุดิบและค่าขนส่งสินค้าสำเร็จรูปเป็นต้นทุนส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของสินค้า
ดังนั้นความแตกต่างในต้นทุนการขนส่งจะก่อให้เกิดความแตกต่างในด้านราคาสินค้าโดยเปรียบเทียบ

ดุลการค้าและดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ
ดุลการค้า (balance of trade) หมายถึง จำนวนแตกต่างระหว่างมูลค่าของสินค้าออกและมูลค่า

ของสินค้าเข้าประเทศในระยะเวลาใดเวลาหนึ่งใน
-กรณีที่มูลค่าของสินค้าออกมากกว่ามูลค่าของสินค้าเข้าแสดงว่าดุลการค้าเกินดุล

(surplus balance of t
rade)

-กรณีที่มูลค่าของสินค้าออกน้อยกว่ามูลค่าของสินค้าเข้าแสดงว่าขาดดุล (deficit balance of
trade)
-ดุลการค้าจะแสดงรายการเกี่ยวกับสินค้าที่มองเห็นได้เท่านั้น (visible items) อีกนัยหนึ่งหมายถึง
ดุลการค้ารวมรายการสินค้าที่จับต้องได้ (merchandisa)
-ปัจจุบันอาจหมายถึง การขายสิทธิต่างๆในการใช้เทคโนโลยีในการผลิต หรือผลตอบแทนจาก
การนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ เราเรียกว่า “ดุลบัญชีเดินสะพัด”(balance of current
account)

122

ตารางที่ 13.1
สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย ปี 2535 - 2565

มูลค่า : ล้านบาท

123

ตารางที่ 13.2
ตลาดส่งออกหลักของไทย ปี 2561










ตลาดส่งออกสำคัญของไทย พบว่า ตลาดหลัก 3 อันดับแรก ยังคงเป็นจีน ขึ้นแท่นอันดับ 1

ด้วยมูลค่าส่งออก 9.6 แสนล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งตลาด 11.9% ตามมาด้วยตลาด

สหรัฐอเมริกา ที่มีมูลค่าส่งออก 8.98 แสนล้านบาท หรือส่วนแบ่ง 11.1% ญี่ปุ่น มูลค่ส่งออก

7.9 แสนล้านบาท หรือส่วนแบ่ง 9.9% ส่วนเวียดนาม แซงฮ่องกง ขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ของ

ตลาดส่งออกของไทย ด้วยมูลค่า 4.16 แสนล้านบาท หรือส่วนแบ่ง 5.1% ฮ่องกง ตกไปอยู่

อันดับ 5 ด้วยมูลค่าส่งออก4 แสนล้านบาท หรือส่วนแบ่ง 5%

124

ตารางที่ 13.3
สินค้าส่งออกของไทย ปี 2561










ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญของไทย รถยนต์ยังเป็นสินค้าหลักยอดนิยม ด้วยมูลค่าส่งออก 9.28

แสนล้านบาท โดยอัตราการขยายตัวเติบโตไม่มากเพียง 1.5% ตามมาด้วยคอมพิวเตอร์ ที่ยังส่ง

ออกด้วยมูลค่า 6.33 แสนล้านบาท ขยายตัว 1.32% อัญมณี และเครื่องประดับ มีมูลค่าส่งออก

3.83 แสนล้านบาท หดตัวถึง 11.77% จากปีก่อนหน้า ผลิตภัณฑ์ยาง มีมูลค่าส่งออก 3.53

แสนล้านบาท ขยายตัว 1.91% เม็ดพลาสติก มีมูลค่าส่งออก 3.31 แสนล้านบาท ขยายตัวมาก

ถึง 12.78%

ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ยังระบุว่าสินค้าสำคัญที่ขยายตัวได้ในตลาดสหรัฐ ประกอบด้วย

ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และส่วนประกอบ อัญมณี และเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ส่วน

ตลาดญี่ปุ่น สินค้าที่ขยายตัวดี คือ สินค้าที่มีมูลค่าและใช้เทคโนโลยีการผลิต เช่น โทรทัศน์

และส่วนประกอบ รถยต์และส่วนประกอบ ส่วนตลาดสหภาพยุดรป สินค้าที่ขยายตัวได้ดี คือ

อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ ตลาดจีน ที่สินค้าขยายตัวดีคือ เคมีภัณฑ์
และตลาดอาเซียน-5 สินค้าที่ขยายตัว คือเครื่องยนต์สันดาป อัญมณีและเครื่องประดับ

ตารางที่ 13.4 125
สินค้านำเข้าของประเทศไทย ปี 2565







กลุ่มสินค้าน้ำมันเชื้อเพ
ลิง ในเดือนเมษายนมีสัดสวนนำเข้าสูงสุดถึง99.3% หรือมี


มูลค่า5,773ล้านดอลลาร์สหรัฐ 4 เดือน(ม.ค.-เม.ย.)มีสัดส่วนสูงถึง89.9%หรือมีมูลค่า2,0040

ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ไทยนำเข้าสินค้าพลังงานสูงและท่ามกลางวิกฤติราคา

พลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันทยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไทยเองยังต้องพึ่งพา

การนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศอยู่ ขณะที่ สินค้าทุน เดือนเมษายน ไทยนำเข้า 10.9%

หรือมูลค่า5,762.4ล้านดอลลาร์สหรัฐ 4เดือน(ม.ค.-เม.ย.)มีสัดส่วน11.7% หรือมี

มูลค่า23,082ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เดือนเมษายนไทยนำเข้า

11.8% หรือมูลค่า10,101.1ล้านดอลลาร์สหรัฐ 4เดือน(ม.ค.-เม.ย.)มีสัดส่วน8.4%หรือมี

มูลค่า40,448ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นสัดส่วนการนำเข้าสูงที่สุด แสดงให้เห็นว่าสินค้าพวกสัตว์

น้ำ แช่เย็นแช่แข็งแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์จากเม็ดพลาสติก ทองคำ

อัญมณี เหล็กและเหล็กกล้า เป็นต้น มีต้นทุนที่สูงขึ้นและขาดแคลนบ้างรายการ สินค้ายาน

พาหนะและอุปกรณ์การขนส่งเดือนเมษายนไทยนำเข้าติดลบ25.2%มีมูลค่า888.7ล้านดอลลาร์

สหรัฐ ทั้งนี้สาเหตุที่นำเข้ากลุ่มยานพาหนะฯติดลบเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนอย่าง

ชิป ส่งผลให้4เดือน(ม.ค.-เม.ย.)มีสัดส่วนการนำเข้า 21.4% และมีมูลค่า38,942ล้านดอลลาร์

สหรัฐ และกลุ่มสุดท้ายคือสินค้าอาวุธ ยุทธปัจจัยและสินค้าอื่นๆ มีสัดส่วน890% มี

มูลค่า293.1ล้านดอลลาร์สหรัฐ เดือน(ม.ค.-เม.ย.)มีสัดส่วน1,567% หรือมีมูลค่า1,335.3 ล้าน

ดอลลาร์สหรัฐ

ตารางที่ 13.5 126
แหล่งนำเข้าสำคัญของประเทศไทย ปี 2565







ที่มา : กระทรวงพาณิชย์

ดุลการชำระเงินระห
ว่างประเทศ (International Balance of Payments)

หมายถึง บันทึกการรับและจ่ายเงินต่างประเทศ ที่เกิดขึ้นจากรายการแลกเปลี่ยนทาง

เศรษฐกิจระหว่างผู้มีถิ่นฐานของประเทศหนึ่งกับผู้มีถิ่นฐานของประเทศอื่นๆ ในช่วงระยะเวลา

หนึ่ง ซึ่งปกติจะเป็นระยะเวลา 1 ปี ดุลการชำระเงินจะประกอบด้วยรายการทางเศรษฐกิจทุก

รายการที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนของประเทศหนึ่งกับประชาชนของอีกประเทศหนึ่ง

ดุลการชำระเงินประกอบด้วยรายการที่สำคัญๆ ดังนี้
1.สินค้า
2.บริการ
3.ดอกเบี้ยและเงินปันผลการลงทุนในต่างประเทศ
4.เงินบริจาค
5.การลงทุน
6.การเคลื่อนไหวของทองคำ
7.การส่งเงินตรา

127

ตารางที่ 13.6
ภาวะการค้า ดุลการค้าและดุลการชำระเงินของประเทศไทยปี 2565







เนื่องจากดุลการค้าเป็
นเพียงส่วนหนึ่งของดุลการชำระเงิน ดังนั้น การที่ดุลการค้าของประเทศ

ขาดดุลจำนวนมาก หรือขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ก็มิได้หมายความว่าประเทศนั้นมีฐานะทาง
เศรษฐกิจระหว่างประเทศตกต่ำ ประเทศที่มีดุลการค้าขาดดุลย่อมสามารถที่จะมีดุลการชำระเงิน
ที่สมดุลย์หรือเกินดุลก็ได้

การปรับดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ

การที่ดุลการชำระเงินของประเทศไม่สมดุลย์ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เกินดุล หรือขาดดุลก็ตาม
ย่อมจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ
ผลกระทบดังกล่าวอาจจะเป็นของได้เป็น 2 ส่วนดังนี้

1.ผลกระทบต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การที่การที่ดุลการชำระเงินของประเทศเกินดุลจะ
มีผลทำให้ประเทศนั้นได้รับสินทรัพย์ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นซึ่งทำให้สามารถนำ
สินทรัพย์เหล่านี้ไปชำระหนี้เงินกู้ต่างประเทศที่มีอยู่ให้เหลือน้อยลง

2.ผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ การที่ดุลการชำระเงินของประเทศเกินดุลอย่าง
ต่อเนื่อง จะมีผลทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นฐานะทางการเงินระหว่างประเทศมั่นคง
ดูจะเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาและน่าพอใจ แต่ถ้าประเทศนั้นไม่ดำเนินนโยบายการเงินและการ
ครั้งที่เหมาะสมก็จะมีผลทำให้เกิดปัญหาภาวะเงินเฟ้อได้

128

การแก้ปัญหาดุลการชำระเงินของประเทศขาดดุล ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นส่งเสริมการส่งออกสินค้า
ลดการนำเข้าสินค้า ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ดุลการค้าขาดดุล และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบ
ทำให้ดุลการชำระเงินขาดดุล
วิธีวิธีการแก้ไขโดนการชำระเงินระหว่างประเทศขาดดุลมีดังนี้

1.เพิ่มผลผลิตภายในประเทศและส่งเสริมการส่งออก รัฐบาลอาจจะใช้มาตรการต่างๆที่จะสร้าง
บรรยากาศของการลงทุน ดังนี้
1.1 เพิ่มอุปทานของเงินในระบบเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการเงิน เช่น ลดอัตราสำรองตาม

กฎหมาย ลดอัตรารับช่วงซื้อลด ธนาคารกลางทำการซื้อหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์มาตรการเหล่า
นี้จะมีผลทำให้ปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง
เสริมให้มีการกู้ยืมและการลงทุนมากขึ้น การจ้างงาน ผลผลิต รายได้ และการออมยังจะเพิ่มขึ้น

1.2 ปรับโครงสร้างภาษีอากรให้อู้ต่อการผลิตภายในประเทศ เช่น จัดให้มีการยกเว้น
ลดหย่อนและชดเชยภาษีประเภทต่างๆ เพื่อจูงใจและลดต้นทุนในการผลิตสินค้าและบริการทำให้
สินค้าไทยมีต้นทุนต่ำสามารถส่งออกไปแข่งขันในตลาดโลกได้ นอกจากนี้รัฐบาลอาจจะตั้งกำแพง
ภาษีสินค้าที่นำเข้าให้สูงขึ้นเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายใน สินค้าที่นำเข้าราคาจะสูงเป็นการไม่ส่ง

เสร1ิม.3การรัฐบบริโาภลจคะสิตน้อคง้าใจห้าคก
วต่าามงมปั่นระใเจทว่ศานัปกรละงชทาุนชนทั้จงะภหาัยนใมนาบแรลิโะภจคากสิตน่าคง้าปทีร่ผะเลทิตศภาจยะใไนด้รปับรกะเาทร ศ

ส่งเสริมจากรัฐบาลอย่างจริงจัง
1.4 การจัดหาการจัดหาตลาดในต่างประเทศ รัฐบาลจะต้องมีมาตรการส่งเสริมการส่งออกควบคู่ไป

กับการส่งเสริมการลงทุนและการผลิตภายในประเทศสินค้าที่ผลิตภายใต้การส่งเสริมด้านต่างๆ จะมี
ต้นทุนต่ำ ผู้ผลิตสามารถให้จัดส่งออกสินค้าส่วนเกินไปแข่งขันในตลาดโลกได้รัฐบาลจะต้องเร่ง
ดำเนินการหาตลาดไว้รองรับสินค้าเหล่านี้

2.การลดค่าของเงิน (devaluation) การลดค่าเงินตราของประเทศ หรือการลดอัตราแลกเปลี่ยน
เงินตราต่างประเทศจะมีผลทำให้สินค้าของประเทศนั้นราคาถูกลงในตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยส่ง
เสริมสินค้าออก ในขณะเดียวกัน การลดราคาของเงินจะมีผลทำให้สินค้าจากต่างประเทศราคาสูงขึ้น
ในประเทศนั้น ซึ่งจะเป็นการลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
3.การกำหนดโควต้าการนำเข้า การปล่อยให้มีการนำสินค้าเข้าอย่างเสรี จะมีจะมีผลกระทบในทาง
ลบต่อการส่งเสริมและการผลิตของอุตสาหกรรมภายในประเทศ ในทางตรงกันข้ามการห้ามหนึ่ง
สินค้าเข้าเป็นการคุ้มครองอุตสาหกรรมในไทยอย่างไม่เหมาะสมเช่นกัน เนื่องจากผู้บริโภคจะเสีย
ผลประโยชน์

129

นโยบายการค้าระหว่างประเทศ

อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
1.นโยบายการค้าเสรี (free trade policy)
หมายถึง นโยบายการค้าระหว่างประเทศที่รัฐบาลจะมีบทบาทและการแทรกแซงน้อยที่สุด

รัฐบาลจะพยายามขจัดอุปสรรคต่างๆ ที่เป็นข้อจำกัดหรือกีดกันเสรีภาพทางการค้าระหว่างประเทศ รัฐ
จะต้องไม่ควบคุม หรือกำหนดข้อบังคับหรือหรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่จะเป็นอุปสรรคกีดขวาง
การค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้การค้าระหว่างประเทศดำเนินไปอย่างเสรีและขยายไปอย่างกว้างขวาง
ลักษณะที่สำคัญของนโยบายการค้าเสรี มีดังนี้
1.1) แต่ละประเทศจะเลือกผลิตสินค้าที่ตนถนัดและมีการได้เปรียบมากที่สุด โดยเปรียบเทียบ
ต้นทุนการผลิต และจะนำเข้าสินค้าที่ตนไม่ถนัดในการผลิต ความพยายามในการผลิตจะทำให้
ต้นทุนการผลิตสูงกว่าการนำเข้า
1.2) การจัดเก็บภาษีศุลกากรจะมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้ จะไม่มีการจัดเก็บภาษีคุ้มกัน หรือเพื่อ
คุ้มครองอุตสาหกรรมภายใน การจัดเก็บภาษีคุ้มกันจะทำ ให้สินค้าจากต่างประเทศราคาสูง ประชาชน
จะหันมาบริโภคสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ

1.3) การเก็บภาษีศุลกา
กรจะมีอัตราเดียว วัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกประเทศมีสิทธิเท่าเทียมกันในการ

ส่งออกและนำเข้า การจัดเก็บภาษีหลายอัตรา จะก่อให้เกิดข้อกีดกันหรือเป็นการให้สิทธิพิเศษแก่
บางประเทศ ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติ
1.4) การส่งออกและนำเข้าเป็นไปอย่างเสรี เพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
สูงสุด ดังนั้นจะต้องไม่มีข้อจำกัดใดๆด้านการค้าระหว่างประเทศ ยกเว้นกรณีสินค้าที่เป็นอันตรายต่อ
สุขภาพของประชาชน หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ

2.นโยบายการค้าคุ้มกัน (protective trade policy)
หมายถึง นโยบายการค้าที่รัฐบาลมุ่งเน้นส่งเสริมผลิตสินค้าภายในประเทศ เป็นนโยบายพึ่งตนเอง
ซึ่งในระยะแรกเริ่มก่อตั้งของอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรมที่ทำการผลิตมาเป็นระยะเวลานาน แต่ยัง
ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศ รัฐบาลจะให้ความคุ้มครองโดยใช้ภาษีศุลกากรควบคุมปริมาณและ
มูลค่าสินค้าที่นำเข้า
นอกจากนี้รัฐบาลอาจจะใช้มาตรการ “การควบคุมสินค้า” ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ
2.1) การควบคุมสินค้าออก (export control) ช่วยป้องกันการขาดแคลนสินค้าภายในประเทศ
อนุญาตให้ส่งออกเฉพาะกรณีที่มีสินค้าส่วนเกินเท่านั้น
2.2) การควบคุมสินค้าเข้า (import control) ช่วยสงวนเงินตราต่างประเทศ ช่วยแก้ดุลการค้าและ
ดุลการชำระเงินที่ขาดดุล ส่งเสริมการผลิต การลงทุน และการจ้างงานภายในประเทศ

130

ความร่วมมือด้านการเงินและด้านการค้า

การค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน มีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายกีดกันทางการค้า
(Trade Protectionsm) ที่รุนแรงขึ้น เนื่องมาจากประเทศต่างๆ ต้องการที่จะป้องกันและคุ้มครอง

ภาวะเศรษฐกิจของประเทศตนมิให้การแข่งขันจากภายนอกมากระทบ นอกจากนี้ ยังเป็นความ

พยายามที่จะแก้ไขปัญหาดุลการค้าและดุลการชำระเงินขาดดุลอย่างต่อเนื่อง

ประเทศต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะจัด

ให้มีระบบการเงินระหว่างประเทศที่มีเสถียรภาพเพื่อช่วยแก้ปัญหาหลัก 3 ประการ
คือ ดุลการค้าขาดดุล

การหดตัวทางเศรษฐกิจ
การไร้งาน
ดังนั้น ในปีพ.ศ. 2488 ได้ มีการประชุมเพื่อจัดตั้งสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่เมือง

Brettonwoods มลรัฐ New Hampshire ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้แทนของสหรัฐอเมริกา คือ

Harry D. White ได้เสนอให้มีการจัดตั้งสถาบัน การเงินขึ้น 2 สถาบัน ภายใต้สังกัดองค์การ

สหประชาชาติ ที่ประชุมรับหลักการและได้จัดตั้ง

(1) กองทุนการเงินระหว
่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF)

(2) ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (International Bank for

Reconstruction and Development หรือ IBRD) หรือธนาคารโลก (World Bank)
สถาบันทางการเงินระหว่างประเทศทั้งสองสถาบัน มีจุดมุ่งหมายในการดำเนินงาน โดยมิได้แสวงหา

กำไร แต่มุ่งแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งทางด้านการเงินและการค้า

• กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เริ่มดำเนินงานในปี พ.ศ. 2490 ซึ่งในขณะนั้นมีสมาชิก

เพียง 40 ประเทศ ปัจจุบันนี้มีสมาชิกประมาณ 170 ประเทศ ประเทศสมาชิกจะส่งเงินสมทบเรียก

ว่า โควต้า จำนวนโควต้า จะถูกกำหนดโดยระดับรายได้ประชาชาติ มูลค่าส่งออก นำเข้า และอัตราการ

เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ วัตถุประสงค์หลักของกองทุนการ เงินระหว่างประเทศมี

ดังนี้
1) ส่งเสริมความร่วมมือ และสร้างระบบการเงินระหว่างประเทศ
2) เสริมสร้างความมั่นคง และความสมดุลทางการค้าระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมการจ้างงานและ
รายได้

3) เสริมสร้างเสถียรภาพ ให้แก่อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่าง ประเทศ หลีกเลี่ยง และ
131
ควบคุมการแข่งขันลดอัตราแลกเปลี่ยน
4) ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน
5) ให้สิทธิแก่ประเทศสมาชิก ในการกู้ยืมหรือซื้อเงินสกุลหลัก เพื่อปรับดุลการค้า

ดุลการชำระเงิน และพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ

• ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (World Bank) หรือธนาคารโลก
ระดมเงินทุนจากประเทศสมาชิกซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 170 ประเทศ ประเทศที่จะสมัคร

เป็นสมาชิกของธนาคารโลก จะต้องเป็นสมาชิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศก่อนจึงจะ

มีสิทธิ์สมัคร ธนาคารโลกให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงิน และวิชาการแก่ประเทศสมาชิก

โดยจะเน้นการให้ความช่วยเหลือแก่ ประเทศกำลังพัฒนา ในการพัฒนาโครงการพื้นฐาน
ทางเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาเกษตร อุตสาหกรรม พลังงาน คมนาคม แหล่งน้ำ การศึกษา

และสถาบันทางการเงิน เป็นต้น
วัตถุประสงค์หลักของธนาคารโลกมีดังนี้

1) เพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกในการบูรณะประเทศ โดยการให้กู้ยืมเงินเพื่อนำไปลงทุน

และพัฒนา
2) ส่งเสริมให้มีการกู้ยืมในภาคเอกชน โดยธนาคารโลกเข้ามามีส่วนร่วมให้กู้ยืม
หรือค้ำประกันเงินกู้นั้นๆ
3) ส่งเสริมให้มีการเพิ่มผลผลิต ซึ่งจะส่งผลทำให้ขยายการค้า ทั้งภายในและต่างประเทศ

และจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาดุลการค้า และดุลการชำระเงินขาดดุลได้ในระยะยาว

วัตถุประสงค์และการดำเนินงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลกจะแตก

ต่างกัน กล่าวคือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะเน้นการช่วยเหลือประเทศ สมาชิกใน

ระยะสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับปัญหาการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและ

การค้าระหว่างประเทศ ส่วนธนาคารโลกจะเน้นการช่วยเหลือประเทศสมาชิกในระยะยาว

โดยการให้กู้ยืมเงิน เพื่อไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ธนาคารโลก

ยังให้ความช่วยเหลือให้คำแนะนำด้านวิชาการโดยผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลกจะมาวิเคราะห์

ปัญหาให้กับประเทศสมาชิก พร้อมทั้งเสนอมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ

ในระยะยาว

132

บรรณานุกรม

รองศาสตราจารย์ ดร.ประพันธ์ เศวตนันทน์, รองศาสตราจารย์ ไพศาล เล็กอุทัย.
หลักเศรษฐศาสตร์. จำนวนพิมพ์1,000เล่ม. พิมพ์ครั้งที่14. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย.

ลงทุนแมน. (2563). เศรษฐกิจไทย ใหญ่ไม่แพ้ ยุโรปบางประเทศ. สืบค้น 15 กันยายน 2565,
จาก https://www.blockdit.com/posts/5e0f0cef66aae9167c0db2a1

ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2565). ดุลการชำระเงิน. สืบค้น 15 กันยายน 2565,
จาก https://www.bot.or.th/Thai/Statistics/EconomicAndFinancial/Pages/StatBalanc
eofPayments.aspx

กระทรวงพาณิชย์. (2565). การส่งออกและนำเข้าสินค้าของไทย. สืบค้น 15 กันยายน 2565,
จาก https://tradereport.moc.go.th/devices/index.html

กระทรวงพาณิชย์. (2565). สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย. สืบค้น 15 กันยายน 2565,
จาก https://tradereport.moc.go.th/devices/index.html

133

สมาชิก

นางสาววิชญาดา นาคำ รหัสนิสิต 65140145

นางสาวศศิพิมพ์ สังกลาง รหัสนิสิต 65140146

นางสาวทวีพร พลกลางหาญ รหัสนิสิต 65140006

นางสาวกมลวรรณ บุญโสม รหัสนิสิต 65140133


Click to View FlipBook Version