หน่น่ว น่น่ ยที่ที่ ที่ที่ โปรแกรม ระบบ CMS BUSINESS COMPUTER 2 0 2 3
ความนำ การสร้างเว็บไซต์โดยการใช้ โปรแกรมสำ เร็จรูปหรือ โปรแกรมภาษา สามารถพัฒนาการสร้างเว็บไซต์ได้ เป็น อย่างดี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและ ทักษะของ ผู้สร้าง รวมถึงความต้องการของ ผู้ใช้ แต่จะมีระบบที่ช่วย ในการบริหาร และจัดการเว็บไซต์แบบสำ เร็จรูป คือ การ ใช้งานโปรแกรมระบบ CMS (CONTENT MANAGEMENT SYSTEM) ซึ่งผู้ใช้งาน ไม่ต้องมีความรู้ในด้านการเขียน โปรแกรม ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ด้วยตนเอง แผนผังความคิด (MIND MAPPING) โปรแกรมระบบ CMS -ความหมายของโปรแกรมระบบ CMS -ลักษณะการทำ งานของโปรแกรมระบบ CMS -การประยุกต์ใช้โปรแกรมระบบ CMS ในวงการ ต่าง ๆ -ข้อดีและข้อเสียของโปรแกรมระบบ CMS -ประเภทของโปรแกรมระบบ CMS ในการสร้าง เว็บไซต์ -โปรแกรมที่ใช้สร้างระบบ CMS -แนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ 1. ความหมายของโปรแกรมระบบ CMS CMS ย่อมาจาก CONTENT MANAGEMENT SYSTEM เป็นระบบที่นำ มาช่วยในการสร้าง และบริหารเว็บไซต์ แบบสำ เร็จรูป โดยในการใช้งาน CMS นั้น ผู้ใช้งานไม่ต้องมีความรู้ในด้าน การเขียนโปรแกรมก็สามารถสร้างเว็บไซต์ ได้ด้วย CMS เอง ซึ่งจะมีโปรแกรมติดตั้งมาด้วยและ สามารถแทรกเองได้จำ นวนมาก เช่น กระดานสนทนา (WEB BOARD) ระบบจัดการป้ายโฆษณา (BANNER) ระบบนับจำ นวนผู้ชม (COUNT) รวมทั้งตะกร้าสินค้าหรือรถเข็น (CART) และอื่น ๆ อีกมากมาย CMS เป็นเหมือนโปรแกรมโปรแกรมหนึ่งที่มีผู้พัฒนามาจากภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ใน เว็บไซต์ เช่น PHP, PYTHON, ASP, JSP ซึ่งในปัจจุบันมีผู้พัฒนา CMS ฟรีขึ้นมาจำ นวนมาก เช่น MAMBO, JOOMLA, WORDPRESS ผู้พัฒนาระบบ CMS ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนเป็นมือ อาชีพที่มีฝีมือในเรื่องของเว็บไซต์ ทั้งการเขียนโปรแกรม ที่รัดกุม การออกแบบการนำ ทาง (NAVIGATION) ที่ดี ทำ ให้ภาพรวมของเว็บไซต์ที่ใช้ CMS นั้นออกมาในแนว มืออาชีพอย่าง มาก โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะนำ เอาภาษา SCRIPT ต่าง ๆ มาใช้ เพื่อให้วิธีการทำ งานเป็นแบบ อัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น PHP, PERL, ASP, PYTHON หรือภาษาอื่น ๆ แล้วแต่ความถนัดของผู้ พัฒนา ซึ่งมักต้องใช้ควบคู่กันกับโปรแกรม เว็บ เซิร์ฟเวอร์ เช่น APACHE และดาต้าเบส เซิร์ฟเวอร์ เช่น MYSQL ลักษณะเด่นของ CMS คือ มีส่วนของ ADMINISTRATION PANEL หรือเมนูผู้ ควบคุมระบบ ที่ใช้ในการบริหารจัดการ ส่วนการทำ งานต่าง ๆ ในเว็บไซต์ ทำ ให้สามารถ บริหารจัดการเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และเน้นที่การจัดการระบบ ผ่านเว็บ (WEB INTERFACE) ในลักษณะรูปแบบของระบบเว็บท่า (PORTAL SYSTEMS) โดยตัวอย่างของ ฟังก์ชันการทำ งาน ได้แก่ การนำ เสนอบทความ (ARTICLES) เว็บไดเรกทอรี (WEB DIRECTORY) เผยแพร่ข่าวสารต่าง ๆ (NEWS) หัวข้อข่าว (HEADLINE) รายงานสภาพดิน ฟ้าอากาศ (WEATHER) ข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ (INFORMATION) ถาม-ตอบปัญหา
(FAQS) ห้องสนทนา (CHAT) กระดานข่าว (FORUMS) การจัดการไฟล์ในส่วนดาวน์โหลด (DOWNLOADS) แบบสอบถาม (POLLS) ข้อมูลสถิติต่าง ๆ (STATISTICS) และส่วนอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถเพิ่มเติม ดัดแปลง แก้ไขแล้วประยุกต์ นำ มาใช้งานให้เหมาะสมกับรูปแบบ และประเภทของเว็บไซต์นั้น ๆ 2. ลักษณะการทำ งานของโปรแกรม ระบบ CMS เป็นระบบที่แบ่งแยกการจัดการในการทำ งานระหว่างเนื้อหา (CONTENT) ออกจากการ ออกแบบ (DESIGN) โดยการออกแบบเว็บเพจจะถูกจัดเก็บไว้ในเทมเพลต (TEMPLATES) หรือธีม (THEMES) ในขณะที่เนื้อหาถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลหรือไฟล์ เมื่อใดที่มีการใช้งานจะ มีการทำ งานร่วมกันระหว่าง 2 ส่วน เพื่อสร้างเว็บเพจขึ้นมา โดยเนื้อหาอาจจะประกอบด้วยหลาย ๆ ส่วนประกอบ เช่น SIDEBAR หรือ BLOCKS, NAVIGATION BAR หรือ MAIN MENU, TITLE BAR หรือ TOP MENU BAR ฯลฯ ที่มา : HTTPS://BIT.LY/3ATBVSF ภาพที่3.1 CONTENT MANAGEMENT SYSTEM 3. การประยุกต์ใช้โปรแกรมระบบ CMS ในวงการต่าง ๆ โปรแกรมระบบ CMS สามารถนำ มาประยุกต์ใช้ในงานต่าง ๆ หลากหลาย ตัวอย่างการนำ ซอฟต์แวร์ CMS มาประยุกต์ใช้งาน เช่น 3.1 การนำ CMS มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์สถาบันการศึกษา ธุรกิจบันเทิง หนังสือพิมพ์ การเงิน การธนาคาร หุ้นและการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ งานบุคคล งานประมูล สถานที่ท่องเที่ยว งานให้บริการลูกค้า 3.2 การนำ CMS มาใช้ในหน่วยงานของรัฐ เช่น งานข่าว งานประชาสัมพันธ์ การนำ เสนอ งานต่าง ๆขององค์กร 3.3 การใช้ CMS สร้างเว็บไซต์ส่วนตัว ชมรม สมาคม สมาพันธ์ โดยวิธีการแบ่งงานกันทำ เป็นส่วน ๆ ทำ ให้เกิดความสามัคคี ทำ ให้มีการทำ งานเป็นทีมเวิร์กมากยิ่งขึ้น 3.4 การนำ CMS มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์สำ หรับธุรกิจ SME โดยเฉพาะสินค้าหนึ่งตำ บล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอทอป (OTOP) กำ ลังได้รับความนิยมสูง 3.5 การนำ CMS มาใช้แทนโปรแกรมลิขสิทธิ์อื่น ๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและง่ายต่อการ พัฒนา 3.6 การใช้ CMS ทำ เป็น INTRANET WEB SITE สร้างเว็บไซต์ใช้ภายในองค์กร
4.2.1 ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการออกแบบธีมเองจะต้องใช้ความรู้มากกว่าปกติเนื่องจาก CMS มี หลายระบบมารวมกันทำ ให้เกิดความยุ่งยากสำ หรับผู้ที่ไม่มีความรู้ 4.2.2 ผู้ใช้จะต้องศึกษาระบบ CMS ที่ผู้พัฒนาสร้างขึ้นมา เช่น การใส่ข้อความ การแทรก รูปภาพ ซึ่งอาจจะยุ่งยากเพียงแต่ช่วงแรกเท่านั้น 4.2.3 ในการใช้งานจริงนั้นจะมีความยุ่งยากในการ SET UP ครั้งแรกกับ WEB SERVER แต่ปัจจุบัน มีผู้บริการ WEB SERVER มากมายที่มีความพร้อมที่จะ SET UP ระบบ CMS ให้โดย ไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งถือได้ว่า CMS นั้น เป็นระบบที่เหมาะสำ หรับการใช้งานเป็นอย่างยิ่ง 4.ข้อดีและข้อเสียของโปรแกรมระบบ CMS 4.1 ข้อดีของโปรแกรมระบบ CMS มีดังนี้ 4.1.1 ผู้ใช้งานไม่จำ เป็นต้องมีความรู้เรื่องการทำ เว็บไซต์ เพียงแค่เคยพิมพ์หรือเคยโพสต์ ข้อความในอินเทอร์เน็ตก็สามารถมีเว็บไซต์เป็นของตนเองได้ 4.1.2 ไม่เสียเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ ไม่เสียเงินจำ นวนมาก 4.1.3 ง่ายต่อการดูแล เพราะมีระบบจัดการทุกอย่างให้หมด 4.1.4 มีระบบจัดการที่สามารถหามาใส่เพิ่มได้มากมาย เช่น ระบบแกลเลอรี (GALERIES) 4.1.5 สามารถเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์ได้ง่าย ๆ เพียงแค่โหลดธีม (THEME) ของ CMS นั้น ๆ 4.2 ข้อเสียของโปรแกรมระบบ CMS มีดังนี้ 5. ประเภทของโปรแกรมระบบ CMS ในการสร้างเว็บไซต์ โปรแกรมระบบ CMS ในการสร้างเว็บไซต์ มีหลายประเภท ดังนี้ 5.1 BLOG บล็อกหรือเว็บบล็อก เป็นเว็บไซต์ประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็น เครื่องมือในการสื่อสาร รูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าว การแสดงความคิดเห็น การเผย แพร่ผลงาน ฯลฯ 5.2 E-COMMERCE เป็น CMS ส่วนของการทำ ร้านค้าออนไลน์ สามารถใช้ในการซื้อของ ซึ่งช่วยในการเพิ่ม รายการสินค้า ราคา ทำ หน้าร้านได้ ในปัจจุบันกำ ลังได้รับความนิยมขึ้นมาเรื่อย ๆ 5.3 E-LEARNING เป็น CMS ที่ใช้ในการทำ งานสื่อการเรียนการสอน หรือ CAI แต่ สามารถทำ เป็นระบบออนไลน์ได้เหมาะสำ หรับนักเรียน ครู คณาจารย์ หรือสถานศึกษาต่าง ๆ และสามารถสร้างแบบทดสอบต่าง ๆ ได้ 5.4 FORUMS หรือกระดานข่าว เป็น CMS ที่ใช้ในการตั้งกระทู้ถามตอบปัญหาหรือทำ เป็น ชุมชนต่าง ๆ โดยจะมีการแบ่งเป็นหัวข้อหรือหมวดต่าง ๆ ตามความสนใจของผู้เข้าชม
5.5 GROUPWARE เป็น CMS ที่ออกแบบมาเพื่อที่จะช่วยการทำ งานในองค์กรหรือหน่วย งานให้มีความสัมพันธ์กัน ความรวดเร็วในการทำ งาน สามารถทำ งานเป็นทีมและควบคุมการทำ งาน ได้ 5.6 IMAGE GALLERIES เป็น CMS ที่กำ ลังได้รับความนิยมอีกตัวหนึ่ง โดย CMS ประเภทนี้จะใช้ในการจัดการ อัลบั้มภาพหรือทำ แกลเลอรีจะมีฟังก์ชันในการใช้งานโดยการแบ่ง เป็นหมวดหมู่ของภาพ สามารถกำ หนดขนาดภาพ ขนาดไฟล์ หรือบางตัวสามารถย่อภาพลงมาตาม ที่กำ หนดได้เอง โปรแกรม MAMBO คือ โปรแกรมที่สามารถช่วยให้สร้างเว็บไซต์ได้ในทันที โดยที่ผู้ใช้ไม่ จำ เป็นต้องมีความรู้ ในการเขียนโปรแกรมสร้างเว็บเพจก็สามารถสร้างเว็บไซต์ได้เช่นกัน โปรแกรม MAMBO นั้น ยังมีเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแก้ไขและตกแต่งหน้าตาเว็บไซต์ ได้ง่าย เหมือนกับโปรแกรม MICROSOFT WORD ที่ใช้งานเป็นประจำ ปัจจุบัน MAMBO ได้มีผู้ พัฒนาเมนูต่าง ๆ เป็นภาษาไทย เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานโปรแกรม MAMBO มากยิ่งขึ้น MAMBO เป็นระบบบริหารจัดการเว็บไซต์ (CONTENT MANAGEMENT SYSTEM : CMS) ประเภทโอเพนซอร์ส ที่เป็น FREE SOFTWARE ภายใต้ลิขสิทธิ์ประเภท GNU/GPL ที่ ใช้งานง่าย มีส่วนประกอบสำ หรับใช้งานหลากหลาย และสามารถพัฒนาโปรแกรมเพิ่มเติมในรูป แบบคอมโพเนนต์ (COMPONENT) หรือโมดูล (MODULE) ได้ตาม ความต้องการของผู้ใช้งาน และสามารถกำ หนดหรือตกแต่งรูปแบบของเว็บไซต์ (THEME) เพิ่มเติมได้ตาม ความต้องการ 6. โปรแกรมที่ใช้สร้างระบบ CMS ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่นิยมใช้สร้าง CMS หลายโปรแกรมด้วยกัน เช่น MAMBO, XOOPS, JOOMLA, DRUPAL และ WORDPRESS ฯลฯ โปรแกรม MAMBO ภาพที่3.2 MAMBO ที่มา: HTTPS://BIT.LY/2S6TMRZ
ความสามารถเบื้องต้นของ MAMBO 1) รองรับการใช้งานหลายภาษา 2) รองรับการใช้งาน WYSIWYG EDITOR ทำ ให้สามารถสร้างเนื้อหา/บทความได้ง่ายเหมือน ทำ งานกับโปรแกรม MS-WORD 3) ระบบจัดการเนื้อหา/บทความ (CONTENT MANAGEMENT) 4) ระบบจัดการข้อมูลการติดต่อ (ADDRESS BOOK) 5) ระบบจัดการสมาชิก/ระบบส่ง MAIL สำ หรับสมาชิก (MEMBER SYSTEM) 6) ระบบจัดการรูปภาพและมัลติมีเดียไฟล์ (MEDIA GALLERIES) 7) ระบบจัดการกระดานข่าว (WEB BOARD) 8) ระบบจัดการสมุดเยี่ยม (GUEST BOOK) 9) ระบบจัดการเอกสาร/ระบบจัดการดาวน์โหลด (DOWNLOAD) แฟ้มข้อมูล 10) ระบบแบบสำ รวจความคิดเห็น (POLL) 11) ระบบจัดการป้ายโฆษณา (BANNER) 12) ระบบจัดการเว็บไซต์สำ หรับผู้ดูแลระบบ (ADMINISTRATION SYSTEM) 13) สามารถเพิ่มโปรแกรมที่ทำ งานด้านต่าง ๆ ได้ไม่จำ กัด 14) สามารถพัฒนาโปรแกรมเพิ่มเติมโดยใช้ภาษา PHP และฐานข้อมูล MYSQL การสร้างเว็บไซต์ด้วยโปรแกรม MAMBO นี้ สามารถทำ ได้อย่างรวดเร็วและใช้ต้นทุนในการ พัฒนาไม่สูงมาก จึงเหมาะสำ หรับนำ มาใช้ในหน่วยงานหรือธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีงบ ประมาณไม่มากนักแต่ต้องการ มีเว็บไซต์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเหมือนกับองค์กรใหญ่ ๆ นอกจาก นี้ ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถกำ หนดโครงสร้าง การแสดงข้อมูลของเว็บไซต์ในส่วนของการจัด ตำ แหน่งโมดูลต่าง ๆ ในหน้าของเว็บไซต์และสามารถกำ หนด โครงสร้างหมวดหมู่ของบทความที่ ต้องการแสดงและสามารถสร้างเนื้อหาบทความต่าง ๆ ได้อย่างไม่จำ กัดจำ นวนหน้า ได้ด้วยตนเอง ผ่านโปรแกรมบริหารจัดการเว็บไซต์แบบออนไลน์ นอกจากนี้ MAMBO สามารถเพิ่มเติมฟังก์ชัน อื่น ๆ เข้าไปยังระบบได้ เช่น ระบบซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ มีเดียแกลเลอรี กระดานพูด-คุย ซึ่ง ผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถติดตั้งเพิ่มเติมได้เองผ่านหน้าผู้ดูแลระบบออนไลน์ โปรแกรม XOOPS XOOPS ย่อมาจาก EXTENSIBLE OBJECT ORIENTED PORTAL SYSTEM จัดอยู่ใน โปรแกรมประเภทระบบบริหาร จัดการเนื้อหา (CMS : CONTENT MANAGEMENT SYSTEM) ใช้สำ หรับบริหารและจัดการข้อมูลเว็บไซต์แบบสำ เร็จรูป XOOPS พัฒนามาจากภาษา PHP ร่วม กับฐานข้อมูล MYSQL โดยใช้เทคโนโลยีการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (OBJECT ORIENTED : OO) ส่งผลให้ซอฟต์แวร์มีขนาดเล็กประมวลผลเร็ว และสามารถเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานผ่าน โมดูลต่าง ๆ ได้อีกจำ นวนมากในอนาคต ปัจจุบัน XOOPS ได้รับความนิยมใช้งานจำ นวนมาก เนื่องจาก XOOPS มีความสามารถ หลายด้านในการจัดการเว็บไซต์ที่สำ คัญ XOOPS เป็นโปรแกรมเปิดเผยรหัส (OPEN SOURCE) คือ ซอฟต์แวร์ที่สามารถ นำ ไปใช้งาน แก้ไข และทำ สำ เนาเผยแพร่ต่อได้อย่างเสรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธิ์แต่อย่างใด
XOOPS เป็นโปรแกรมที่ช่วยทำ ให้เว็บมาสเตอร์หรือผู้ดูแลเว็บไซต์สามารถปฏิบัติงานได้ ง่ายขึ้นในการสร้าง เว็บไซต์แนวใหม่ (DYNAMIC WEBSITES) ๆ มากมายที่จะช่วยให้งานที่มี ขั้นตอนในการปฏิบัติยาก มีคุณสมบัติต่าง ๆ มากมายที่จะ กลายเป็นงานที่ง่ายด้วยเครื่องมือที่มี ประสิทธิภาพที่จะช่วยพัฒนาเว็บไซต์ตั้งแต่เว็บไซต์ส่วนตัวขนาดเล็กไปจนถึง เว็บไซต์ขององค์กร ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเว็บอินทราเน็ตของบริษัท เว็บไซต์ของหน่วยงาน เว็บไซต์ส่วนตัว และ อื่น ๆ อีกมากมาย โดยสามารถติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ในทุกระบบที่สามารถใช้งานภาษา PHP มี โปรแกรม เว็บเซิร์ฟเวอร์ เช่น APACHE และมีระบบฐานข้อมูลรองรับ เช่น MYSQL XOOPS อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์การใช้งานในลักษณะ GNU GENERAL PUBLIC LICENSE หรือ GPL สามารถใช้งานได้ฟรี และแก้ไขดัดแปลงได้ โดยสามารถนำ ไปใช้หรือจ่ายแจกได้ตาม เงื่อนไขที่ GPL กำ หนด XOOPS สามารถใช้ทำ เว็บไซต์ส่วนตัว (WEBLOG) หรือบันทึกส่วนตัว (JOURNAL) ใน ลักษณะนี้สามารถติดตั้ง XOOPS แบบปกติ และลงโมดูลข่าวสาร (NEWS) อย่างเดียว สำ หรับ เว็บไซต์ขนาดกลางมีความจำ เป็นต้องใช้งานเพิ่มขึ้น อาจจะต้องลงโมดูลข่าวสาร (NEWS) โมดูล กระดานข่าว (FORUM) โมดูลดาวน์โหลด (DOWNLOAD) โมดูลสารบัญเว็บ (WEB LINKS) ฯลฯ เพื่อมีไว้บริการแก่ชุมชนสำ หรับสมาชิกและผู้เข้าชมเว็บไซต์ สำ หรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ อาจ ต้องพัฒนาโมดูลเพื่อให้เหมาะกับลักษณะที่ใช้งานโดยตรง เช่น ESHOP และใช้ระบบของ XOOPS เข้าผนวก เพื่อบริหารจัดการระบบโดยรวมทั้งหมดของเว็บไซต์ คุณสมบัติของ XOOPS 1) ขับเคลื่อนด้วยฐานข้อมูล (DATABASE-DRIVEN) XOOPS) ใช้ระบบฐานข้อมูล (MYSQL) ในการเก็บข้อมูล เพื่อใช้ในการทำ งานของระบบบริหารจัดการเนื้อหาบนเว็บไซต์ 2) จัดการโมดูลแบบเต็มรูปแบบ (FULLY MODULARIZED) โมดูลต่าง ๆ สามารถติดตั้ง/ ถอดถอน/กำ หนดให้ ทำ งาน/กำ หนดให้ไม่ทำ งานก็ได้ โดยผ่านระบบจัดการโมดูลของ XOOPS 3) เน้นความเป็นส่วนตัว (PERSONALIZATION) สมาชิกสามารถแก้ไขข้อมูลส่วนตัว เลือกธีม อัปโหลดรูปสัญลักษณ์ (AVATARS) ฯลฯ 4) มีระบบจัดการสมาชิก (USER MANAGEMENT) สามารถค้นหาสมาชิกที่ต้องการได้จาก หลากหลายเงื่อนไขส่งอีเมลและข่าวสารส่วนตัวไปยังสมาชิกท่านอื่นผ่านระบบของเว็บไซต์ได้ ภาพที่3.3 XOOPS ที่มา : HTTPS://COMMONS.WIKIMEDIA.ORG/WIKI/FILE:XOOPS_LOGO.SVG
5) ได้รับการสนับสนุนจากทั่วโลก (SUPPORTED WORLD-WIDE) XOOPS ถูกสร้าง และพัฒนาโดยทีมงานจาก ทั่วโลก ชุมชน XOOPS มีเว็บสนับสนุนการทำ งาน สำ หรับที่ไม่ใช่ ภาษาอังกฤษมากมายทั่วโลก 6) รองรับการทำ งานของภาษาพิเศษ (MULTI-BYTE LANGUAGE SUPPORT) มีระบบ รองรับการทำ งานของภาษา แบบ MULTI-BYTE เช่น JAPANESE SIMPLIFIED และ TRADITIONAL CHINESE KOREAN 7) ระบบสิทธิการใช้งานแบบกลุ่ม (VERSATILE GROUP PERMISSIONS SYSTEM) มี ระบบกำ หนดสิทธิการใช้งาน ทรงอนุภาพและง่ายต่อการใช้งาน โดยสามารถแบ่งการบริหารจัดการ เป็นกลุ่ม ๆ 8) เปลี่ยนรูปแบบเว็บไซต์ได้ (THEME-BASED SPINNABLE INTERFACE) XOOPS ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบ ที่สมบูรณ์ ทั้งเว็บมาสเตอร์และสมาชิกสามารถเปลี่ยนหน้าตาของ เว็บไซต์ทั้งหมดได้เพียงคลิกเดียว และมีธีม (THEMES) ให้เลือกดาวน์โหลดมาใช้งานได้จำ นวน มาก XOOPS ได้ถูกสร้างและพัฒนาโดยทีมงานจากทั่วโลก ดังนั้น XOOPS จึงมีเว็บไซต์ สนับสนุนการทำ งาน มากมายทั่วโลก ซึ่งมีเว็บไซต์หลัก คือ HTTPS://XOOPS.ORG/ สำ หรับ เว็บไซต์ที่เป็นภาษาไทยมีจำ นวนมากเช่นกัน เช่น HTTPS://WWW.JUNIACHAI.COM, HTTP://WWW.CMSTHAILAND.COM ฯลฯ และส่วนใหญ่เลิกใช้แล้ว โปรแกรม JOOMLA JOOMLA เป็น CMS ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ เพราะมีระบบการจัดการเนื้อหาที่มี รูปแบบสากล การปรับแต่งหน้าตาของเว็บไซต์ทำ ได้ง่าย เพราะถูกออกแบบมาให้รองรับกับ เทคโนโลยีการออกแบบเว็บไซต์ สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการรองรับ FLASH หรือ GIF ANIMATION ลงเนื้อหาเป็นวิดีโอ นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลดเทมเพลต ได้จำ นวนมาก มี ทั้งแบบที่สามารถนำ มาใช้งานได้ฟรี หรือหากต้องการเทมเพลตที่มีประสิทธิภาพ และมีความ สวยงาม ก็สามารถหาซื้อมาใช้ได้ เพราะมีเว็บไซต์ที่ให้บริการจัดทำ เทมเพลตอยู่มาก จุดเด่นอีกจุด หนึ่ง คือ มี EXTENSION จำ นวนมากให้นำ มาประยุกต์ใช้งาน เช่น คอมโพเนนต์ (COMPONENT) โมดูล (MODULE) ปลั้กอิน (PLUGIN) มีทั้งแบบฟรี และแบบต้องชำ ระเงิน สำ หรับเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ คือ HTTP://WWW.JOOMLA.ORG เป็นศูนย์รวมข่าวสาร การ UPDATE JOOMLA และสามารถ DOWNLOAD EXTENSION ต่าง ๆ ภาพที่ 3.4 JOOMLA ที่มา : HTTPS://BIT.LY/3Z31Y8S
มีดังนี้ 1) เทมเพลต (TEMPLATE) 2) โมดูล (MODULE) 3) คอมโพเนนต์ (COMPONENTS) 4) ปลักอิน (PLUGIN) ส่วนประกอบของ JOOMLA JOOMLA มีการอัปเดตอย่างสม่ำ เสมอ ทำ ให้มั่นใจได้ว่าการออกแบบเว็บไซต์ด้วย CMS JOOMLA จะมี ความปลอดภัย และสำ คัญที่สุด คือ รองรับภาษาไทย 100% เพราะมีทีมงานที่ คอยดูแลเรื่องภาษา ทำ ให้ไม่ต้อง มากังวลกับการใช้งานภาษาไทยว่าจะผิดเพี้ยนในส่วนใดหรือ ไม่ และในขณะนี้ทีมผู้พัฒนากำ ลังจะเปิดตัวรุ่นใหม่ JOOMLA เหมาะสำ หรับผู้ที่จะทำ เว็บขายของ (E-COMMERCE) ด้วย เพราะเป็นระบบที่ สามารถจัดการเว็บได้ ทุกอย่าง และสามารถเพิ่มเทคนิดเข้าไปในระบบร้านค้าออนไลน์ของ ตัวอย่างได้อย่างไม่จำ กัดด้วย EXTENSION MOOZIICART ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ใช้ JOOMLA เว็บไซต์ WWW.MINDPHP.COM เว็บไซต์ WWW.THAILANDHOTELFORUMS.COM ภาพที่ 3.5 เว็บไซต์ WWW.MINDPHP.COM ที่มา : HTTPS://WWW.MINDPHP.COM ภาพที่ 3.6 เว็บไซต์ WWW.THAILANDHOTELFORUMS.COM ที่มา : HTTPS://WWW.THAILANDHOTELFORUMS.COM
MODULE ที่นิยมของ DRUPAL 1) DRUPAL GUESTBOOK โมดูลนี้จะสร้างสมุดแนะนำ การเยี่ยมชมเว็บไซต์ 2) DRUPAL GALLERY รวบรวมรูปภาพผลงานต่าง ๆ สามารถเพิ่มรูปภาพ วิดีโอไปยังหน้า เว็บไซต์ได้ 3) DRUPAL EVENT ช่วยติดตามเหตุการณ์ต่าง ๆ สามารถทำ งานร่วมกับข้อมูลที่บันทึกไว้ 4) DRUPAL VIEWS มีความยืดหยุ่นในการออกแบบรายการเนื้อหา ใช้โมดูลนี้ในการ เรียงลำ ดับการเริ่มต้น 5) DRUPAL BUDDYLIST CHAT เป็นโมดูลที่เกี่ยวข้องกับแช็ต สามารถส่งข้อความ โต้ตอบในทันทีให้กับบุคคลที่มี รายชื่อใน BUDDYLIST DRUPAL ใช้สร้างเว็บไซต์และใช้ในการจัดการเนื้อหาทั่วไป จะรวมไปถึงการลงทะเบียน บัญชีผู้ใช้ การบำ รุงรักษา การจัดการเมนู RSS ปรับแต่งโครงหน้าและการบริหารระบบการติดตั้ง หลักของ DRUPAL เป็นโปรแกรม OPEN SOURCE DRUPAL รองรับการทำ งานภาษาอื่น ๆ นอกเหนือจากภาษาอังกฤษมากกว่า 44 ภาษา และมีผู้ใช้งาน ทั่วโลกมากกว่า 350,000 บัญชี โปรแกรม DRUPAL ข้อมูลด้านเทคนิคของโปรแกรม DRUPAL 1) PHP 4.3.5 ขึ้นไป 2) ฐานข้อมูล MYSQL หรือ POSTGRESQL โปรแกรม WORDPRESS WORDPRESS คือ แอปพลิเคชันหรือระบบโปรแกรมสำ เร็จรูปที่ใช้สำ หรับการสร้างเว็บไซต์ แบบ CMS (CONTENT MANAGEMENT SYSTEM) ที่ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงมากใน ปัจจุบัน สาเหตุเป็นเพราะโปรแกรม WORDPRESS ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่จำ เป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึง ภาษาหรือวิธีการเขียนโค้ดในการทำ เว็บไซต์ เนื่องจากระบบของ WORDPRESS ได้สนับสนุนการ ทำ งานทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านของเว็บไซต์อยู่แล้ว ทำ ให้ผู้ใช้สามารถสร้างเว็บไซต์ของตนเอง ได้ง่าย มีหน้าตาสวยงามตามที่ต้องการและมีความรวดเร็วขึ้น ภาพที่ 3.8 WORDPRESS ที่มา : HTTPS://BECOMSHOP.COM/BLOG/2015-02-26-57/
เนื่องจาก WORDPRESS เป็นที่นิยม มีเว็บไซต์ชื่อดังจำ นวนมากที่ใช้โปรแกรม WORDPRESS เช่น ประชาชาติธุรกิจ มติชน ช่อง WORKPOINT TV, THE REPORTER, MONEY EXPO, JQUERY.COM, CSS-TRICKS ฯลฯ โปรแกรม WORDPRESS เป็นโปรแกรมสำ หรับสร้างเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมสูง สามารถ ติดตั้งได้ง่าย มีระบบ สนับสนุนการทำ งานของเว็บไซต์ ทำ ให้ผู้ใช้สามารถทำ เว็บไซต์ของตนเอง ได้โดยง่ายและเร็วขึ้น มีกลุ่มผู้ใช้งาน เป็นจำ นวนมากที่สอนการใช้งาน พัฒนาและให้คำ ปรึกษา ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สามารถทำ งานได้ ในหลายภาษาและมีภาษาไทยด้วย โปรแกรมดังกล่าวได้มีการพัฒนาระบบให้มีทั้งประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นสูง และมีความ ปลอดภัยสูง ซึ่งเหตุผลทั้งหลายนี้ทำ ให้หลาย ๆ บริษัทให้ความเชื่อถือและยอมรับในการใช้งาน ประโยชน์ของ WORDPRESS 1) สร้างเว็บไซต์ได้ง่ายกว่าการเขียนโค้ดเพราะระบบมีให้อยู่แล้ว 2) มีรูปแบบหน้าตาเว็บไซต์ที่สวย และมีให้เลือกใช้งานเป็นจำ นวนมาก ทำ ให้เว็บไซต์ดู ทันสมัย 3) มีการอัปเดตระบบตลอดเวลา มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และความปลอดภัยสูง 4) มีแหล่งชุมชน กลุ่มผู้ใช้งานหรือคอมมูนิตีจำ นวนมากที่คอยตอบข้อสงสัยและแก้ไขปัญหา ของ WORDPRESS 5) สามารถปรับแต่งเองได้ ในกรณีที่ต้องการฟีเจอร์พิเศษ มีระบบปลั๊กอินที่คอยสนับสนุน และในกรณีที่ไม่มีฟีเจอร์ที่ต้องการสามารถเขียนโค้ดเพิ่มขึ้นไปเองได้ โดยระบบสนับสนุนใน ลักษณะ CHILD THEME 6) ต้นทุนในการสร้างเว็บไม่แพง 7) ทำ งานได้หลายภาษา ประเภทของ WORDPRESS WORDPRESS มี 2 ประเภท ได้แก่ WORDPRESS.COM และ WORDPRESS.ORG โดย ความแตกต่างกันนั้นจะอยู่ตรงที่ WORDPRESS.COM เป็นลักษณะการให้บริการแบบ HOST SERVICE โดยบริการจะมีทั้งแบบฟรีและเสียค่าบริการ แบบฟรีจะมีลักษณะเป็นการใช้งานแบบ ซับโดเมน (SUBDOMAIN) และพื้นที่การใช้งานจำ กัด ในกรณีที่ต้องการใช้งาน แบบเป็น โดเมนเองโดยเฉพาะจะต้องเสียค่าบริการรายเดือนให้กับ WORDPRESS.COM การจัดเก็บข้อมูล เพิ่มจากแพ็กเกจที่ทาง WORDPRESS.COM ให้ จะต้องเสียค่าบริการเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ หรือหากต้องการขยายพื้นที่ ในส่วนของโดเมนและโฮสติ้ง (DOMAIN AND HOSTING) นั้น เป็นส่วนหนึ่งในการบริการของ WORDPRESS.COM แต่ในกรณีที่เป็น WORDPRESS.ORG จะเป็นการใช้งานในกรณีผู้ใช้ที่ต้องการใช้โดเมน และพื้นที่เก็บข้อมูล (HOST) ของตนเอง ผ่านบริษัทโฮสติ้งต่าง ๆ ทั้งในประเทศหรือนอก ประเทศ ซึ่งสามารถค้นหาไฟล์ดาวน์โหลด WORDPRESS มาลงไว้บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เช่าพื้นที่ อยู่และจะมีการปรับแต่งในส่วนของเนื้อหา ภาพลักษณ์ หรือคุณสมบัติได้ ตามความต้องการ โดย ชำ ระเพียงค่าเช่าโดเมนและโฮสติ้งเพื่อเก็บข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้เสียค่าโปรแกรม WORDPRESS
WOOCOMMERCE คือ ปลักอิน WORDPRESS สำ หรับสร้างร้านค้าเพื่อ ขายสินค้า โดยมีระบบตะกร้า การชำ ระค่าสินค้า ในรูปแบบต่าง ๆ สามารถตั้งค่า การจัดส่งได้อย่างอิสระ เป็นปลั๊กอินที่มีมาตรฐาน มีความสวยงาม เป็นมืออาชีพ WOOCOMMERCE มีทั้งแบบให้ใช้ฟรีและส่วนขยายหรือ EXTENSION ที่ต้อง จ่ายเงินซึ่งก็จะได้ FEATURE ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมา 7. แนวทางในการพัฒนา เว็บไซต์ สรุปแนวทางในการพัฒนาเว็บไซต์ ในปัจจุบันแนวทางที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์มีอยู่ 3 แนวทาง คือ 7.1 การพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้ TEXT EDITจบเครื่องมือประเภทนี้ ผู้สร้างเว็บจะต้องรู้ ไวยากรณ์ของภาษาที่จะนำ มาพัฒนา ตัวอย่างเครื่องมือประเภทนี้ เช่น ระบบ WINDOWS ได้แก่ NOTEPAD, NOTEPAD++, EDITPLUS, NETOBJECT, SCRIPTBUILDER, CUTEHTML, HOTDOG, HOMESITE ระบบ UNIX, LINUX ได้แก่ PICO, VI, EMACE 7.2 การพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้เครื่องมือช่วยสร้างเว็บไซต์แบบสำ เร็จรูป (WEB BUILDER) เครื่องมือประเภทนี้ ผู้สร้างเว็บไซต์ไม่จำ เป็นต้องรู้แท็ก HTML ก็สามารถพัฒนาเว็บเพจเป็นของ ตนเองได้ด้วยเวลาอันรวดเร็ว ตัวอย่างเครื่องมือประเภทนี้ เช่น ADOBE DREAMWEAVER, MICROSOFT FRONTPAGE, ADOBE GOLIVE, NETOBJECT FUTION, NAMO WEB EDITOR 7.3 การพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้ระบบ CMS (CONTENT MANAGEMENT SYSTEM) ช่วย ในการสร้างเว็บ ตัวอย่าง ระบบ CMS เช่น PHP-NUKE, MAMBO, JOOMLA, DRUPAL, XOOPS, MODX, PLONE, WORDPRESS, TYPОЗ, DOTNETNUKE, OPENCMS ฯลฯ เกร็ดความรู้ สรุปประเด็นสำ คัญ CMS ย่อมาจาก CONTENT MANAGEMENT SYSTEM เป็นระบบที่นำ มาช่วยในการสร้างและ บริหารเว็บไซต์ แบบสำ เร็จรูป โดยในการใช้งาน CMS นั้น ผู้ใช้งานไม่ต้องมีความรู้ในด้านการเขียน โปรแกรมก็สามารถ สร้างเว็บไซต์ด้วย CMS ได้ ลักษณะการทำ งานของโปรแกรมระบบ CMS (CONTENT MANAGEMENT SYSTEM) เป็น ระบบที่แบ่งแยก การจัดการในการทำ งานระหว่างเนื้อหา (CONTENT) ออกจากการออกแบบ (DESIGN) โดยการออกแบบเว็บเพจ จะถูกจัดเก็บไว้ในเทมเพลตหรือธีม ในขณะที่เนื้อหาจะถูกจัด เก็บไว้ในฐานข้อมูลหรือไฟล์ เมื่อใดที่มี การใช้งานก็จะมีการทำ งานร่วมกันระหว่าง 2 ส่วน เพื่อสร้างเว็บเพจขึ้นมา โปรแกรมระบบ CMS ในการสร้างเว็บไซต์มีหลายประเภท เช่น BLOG, E-COMMERCE, ELEARNING, FORUMS, GROUPWARE, IMAGE GALLERIES
THANK YOU FOR READING THIS BOOK UNTIL THE END. THE STORY OF THE BRAIN BREAK GAME D E C E M B E R 2 7 , 2 0 2 3