The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชีวประวัติของโต๊ะครูหะยีอะห์หมัด นิยมเดช

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by masna01498, 2022-08-03 09:55:33

ชีวประวัติของโต๊ะครูหะยีอะห์หมัด นิยมเดช

ชีวประวัติของโต๊ะครูหะยีอะห์หมัด นิยมเดช

ชีวประวตั ิ
ของ

โตะ๊ ครูหะยอี ะห์หมดั นิยมเดชา

รวบรวม/เรยี บเรยี งครงั้ ท่ี 1 โดย.....จฬุ าราชมนตรีอาศสิ พทิ ักษ์คุมพล (พ.ศ. 2548)
เรยี บเรยี งเพมิ่ เตมิ คร้งั ที่ 2 โดย ดร. ฮามีดะ๊ มูสอ (พ.ศ. 2565)

ประวัตสิ ่วนตวั

โต๊ะครูหะยีอะห์หมัด นิยมเดชา เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2461 ณ หมู่ที่ 4 ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัด
สงขลา เป็นบุตรของนายหะยีสะอีด - นางมาเรียม พิทักษ์คุมพล หะยีสะอีดเป็นคนตำบลบ่อตรุ ส่วนนางมาเรียม
เป็นชาวหวั เขา เม่อื แต่งงานกันในระยะแรก ทั้งสองได้อาศยั อย่กู ับครอบครวั ทห่ี วั เขา โต๊ะครูมพี ี่น้องรว่ มบิดามารดา
7 คน คือ

1. โต๊ะครูหะยีอะห์หมดั นิยมเดชา

2. นายสะมะแอ พทิ กั ษ์คุมพล

3. นายเส็ม พิทักษค์ ุมพล

4. นางฮับเสาะ นิยมเดชา

5. นายเลาะ พทิ ักษ์คุมพล

6. นายสอและ พิทกั ษ์คุมพล

7. นายเส็น พิทกั ษ์คุมพล

ตามความเป็นจริงนามสกุลดั้งเดิมที่ถูกต้องของโต๊ะครูหะยีหมัดนั่นคือ นามสกุล "พิทักษ์คุมพล" เพราะ
บิดาคือนายหะยีสะอีด เป็นบุตรของนายหะยีรอหมาน พิทักษ์คุมพล เป็นลูกชายของขุนพิทักษ์คุมพล ซึ่งเป็น
นามสกุลที่เป็นราชทินนามซึ่งเจ้าเมืองสงขลา (พระยาวิเชียรคีรี) แต่งตั้งขึ้น และได้ไปแต่งงานกับลูกสาวของขุน
นิยมเดชา ซึ่งเป็นคนตำบลบ่อตรุ อำเภอระโนด คือ นางมารียะ (หรือมาเรียม) นิยมเดชา ขุนนิยมเดชานั้นเป็น
บุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นที่เคารพนับถือของคนในละแวกนั้น สมัยโบราณมีการขนานนามท่านว่าจอมหัวเมือง คนใน
ตระกูลนิยมเดชานิยมเรียกท่านว่า “ชายจอม” ซึ่งแต่เดิมเป็นชาวกลันตันประเทศมาเลเซีย และได้มาแต่งงานกับ

คนจีนในเทศบาลเมืองสงขลาบริเวณถนนนครใน และได้ไปตั้งถิ่นฐาน ณ บริเวณริมทะเลอ่าวไทย ตำบลบ่อตรุ

นามสกุลนิยมเดชาจึงเป็นนามสกุลฝ่ายคุณย่า ที่ถูกต้องตามกฎหมายจะต้องใช้นามสกุลฝ่ายคุณตา นามสกุลที่

ผิดเพย้ี นไปเกิดจากการแจ้งในการสำรวจสำมโนประชากรในครัง้ หลัง โตะ๊ ครูกำลงั ศึกษาอยู่ ณ เมืองมักกะฮ์ ผู้แจ้ง

แทนเข้าใจผดิ จึงแจ้งว่านามสกลุ นยิ มเดชา ก็เลยต้องใชน้ ามสกลุ นิยมเดชามาจนถึงปจั จุบัน

ในวัย 34 ปี ขณะเรียนที่ปอเนาะซัมลา ซึ่งตอนนั้นท่านได้ตอลาอะฮฺ (หรือตอรอเอาะห์) แล้ว ท่านได้ถูก

ทาบทามให้แต่งงานกับหะยีฮัฟเสาะ เจะโส๊ะเจะหลี บุตรสาวของท่านโต๊ะครูหะยีมูฮัมหมัดนูร เจะโส๊ะเจะหลี

ครอบครัวของท่านมีบุตร 6 คน โดย 2 คนเกิด ณ เมืองมักกะฮ์ คือ อับดุลเราะหมาน ซ่ึงเสียชีวิตเม่ืออายุ 6 ขวบ

และอีกคนคือ อับดุลกอเดร ส่วน 4 คนที่เหลือเกิดที่จะนะ คือ อับดุลเลาะฮ์ ซะเร๊าะฮ์ มูฮัมหมัดซาวาวีย์ และ

สไุ ลมานทกุ คนตา่ งมคี รอบครวั กันหมดแลว้

ครอบครวั พิทักษค์ มุ พล
นายหะยีสะอีด นางมาเรียม

หะยีฮฟั เสาะ โตะ๊ ครูหะยีอาหมัด นายสะมะแอ นายเสม็ นางฮับเสาะ นายเลาะ นายสอและ นายเสน็
พิทักษค์ ุมพล นยิ มเดชา พิทกั ษค์ ุมพล พทิ ักษค์ ุมพล พิทกั ษค์ ุมพล
เจะโสะ๊ เจะหลี นิยมเดชา พทิ กั ษ์คมุ พล

อับดลุ เราะหมาน อับดุลกอเดร อับดลุ เลาะฮ์ มฮู ัมหมดั ซาวาวยี ์ ซะเรา๊ ะฮ์ สุไลมาน
(เสยี ชีวติ แลว้ )

หมายเหตุ สัญลกั ษณ์  แทนบุรษุ เพศ

 แทนสตรเี พศ

ชวี ิตช่วงปฐมวัย

โต๊ะครูหะยีหมัดกับหะยีสะมะแอ เป็นบุตรท่ีเกดิ ณ ตำบลหัวเขา เมื่อโต๊ะครูหะยีหมัดอายุได้ ประมาณ 4

ขวบ บิดามารดาได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ตำบลบ่อตรุ ส่วนน้อง ๆ อีก 5 คน เกิดที่ตำบลบ่อตรุทั้งสิ้น เมื่ออายุ

ประมาณ 7 ขวบ โต๊ะครูหะยีหมัด กับ หะยีอิสมาแอล ผู้น้องก็ได้ย้ายกลับมาอยู่ตำบลหัวเขาโดยอาศัยอยู่กับตา

และยาย (นายสะอาด-นางดะ เบ็ญร่าหีม) และเริ่มเรียนอัลกุรอ่าน จากหะยีเลาะฮ์ ซึ่งเป็นคนปัตตานีแต่มามี

ครอบครวั ทีต่ ำบลหวั เขา เรียกได้ว่า น่าจะเป็นครคู นสำคัญของท่านทีจ่ ุดประกายการศกึ ษาทางศาสนาของท่าน ใน

ระยะนั้นท่านกไ็ ด้กลบั ไปอยู่ตำบลบ่อตรุบา้ งเป็นคร้งั คราว

การศึกษา

ในระยะท่ที ่านได้กลับไปอยตู่ ำบลบ่อตรุเปน็ คร้ังคราว ทา่ นได้เรมิ่ เรียนอลั กรุ อ่านและสามารถอา่ นจบถึง 3
ครั้ง และในช่วงนั้นเริ่มเรียนหนังสือภาษามลายูจากนายอิบรอหีม จนเมื่ออายุย่าง 20 ปี สมัยนั้นมีการเกณฑ์
ราษฎรเข้าเป็นตำรวจ แต่โต๊ะครูไม่ถูกเกณฑ์ จึงเริ่มเดินทางออกไปเรียนที่ปัตตานี อันเป็นแหล่งวิชาการศาสนา
อิสลามมาช้านาน โดยไปเริ่มเรียนที่ปอเนาะโต๊ะครูหะยีอับดุลอาซิส อับดุลวาฮับ อดีตประธานคณะกรรมการ
อิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ปอเนาะนาประดู่ อำเภอโคกโพธ์ิ ซง่ึ ปัจจบุ ันก็คือโรงเรียนอาซสิ ถาน เม่ือเริ่มไปเรียน
เพื่อน ๆ แนะนำไม่ให้เรียนภาษาอาหรับและนาฮู เพราะเห็นว่าอายุมากแล้ว กลัวจะไม่สำเร็จแล้วจะเลิกเรียน
เสียก่อน แต่ก็ลองบากบั่นเรียนไปดู เมื่อเรียนได้ประมาณหนึ่งปีก็ต้องกลับมาเกณฑ์ทหาร เพราะขณะนั้นเป็น
ช่วงเวลาที่เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา กลับมาเกณฑ์ทหารพร้อมกับน้องชาย คือ หะยีสะมะแอ โต๊ะครูไม่ถูก
เกณฑเ์ ป็นทหาร สว่ นน้องชายหะยสี ะมะแอต้องถกู เกณฑท์ หารอย่เู ปน็ เวลาถึง 5 ปี

เมื่อหลุดจากการเกณฑ์ทหารก็มุ่งหน้าไปเรียนต่อยังปอเนาะนาประดู่ เรียนอยู่ได้ประมาณ 2 ปี เกิด
เจ็บป่วยขึ้นมา ทางบ้านทราบข่าว ท่านปู (โต๊ะกี) หะยีอับดุลเราะมาน เดินทางตามไปเยี่ยม จากนั้นเพื่อเรียน
ด้านอลั กรุ อา่ นเฉพาะ ใหเ้ ข้าใจตัจวดิ ทถี่ ูกต้อง 2 ปี จงึ ไดย้ า้ ยสถานทมี่ าอยู่ปอเนาะ โตะ๊ ครหู ะยอี ับดุลเราะมาน บัน

ติง ใกล้เมืองปัตตานี อยู่ที่น่ันได้ 3 ปีก็อยากเปลี่ยนสถานที่เรียนใหม่ ซึ่งขณะนั้นโต๊ะครูหะยีหะชัน มะโง (สะกำ)
กลบั มาเปิดปอเนาะท่ี อ. มายอ จ. ปัตตานี มีชื่อเสยี งมาก จึงได้ยา้ ยไปเรียนที่นี่เป็นเวลานานถึง 9 ปี ซ่ึงท่ีน่ีโต๊ะครู
หะยีอะหห์ มัดไดเ้ ป็นตอลาอะฮฺ สอนคนอน่ื ๆ ได้ ถอื วา่ อยู่ในข้นั ของผู้ทม่ี ีความรู้และได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง
และเร่มิ ฉายแววความเป็นผ้ทู รงแกเ่ รยี นใหไ้ ดเ้ หน็ ณ ที่น่ัน

จากการเล่าสู่กันฟังของเพ่ือนร่วมรุ่นกับโต๊ะครู ทราบว่าท่านเรยี นระดับปานกลาง มิได้หลักแหลมโดดเด่น
มากนัก แต่ด้วยความวิริยะอุตสาหะที่สูงส่งและความเป็นคนมีวินัยสูงคงเส้นคงวาเสมอต้นเสมอปลาย ท่านจึง
ประสบความสำเร็จ ขณะที่เรียนที่นี่ท่านได้เป็นพี่เลี้ยงช่วยสอนนักเรียนรุ่นน้อง ๆ ซึ่งเรียกกันตามภาษานิยมว่า
หัวหน้าตอลาอะฮ์ ปรากฎว่าระยะนั้นท่านเริ่มสอนตำราแม่บทนาฮู เช่น มูติมมะฮ์ และตำราฟิกฮ์ ได้สอนฟัตหุล-
กอรี๊บและอ่ืน ๆ

อยู่ที่นั่นค่อนข้างนาน ก็คิดจะเปลี่ยนสถานที่เรียนอีก จึงลองออกไปดูทางมาเลเซียบ้าง โดยขณะนั้น
ปอเนาะ "ป่ายง" ในรฐั กลนั ต้นกำลังมชี ่ือเสียง ตั้งใจจะไปเรยี นต่อที่น้นั แตเ่ มื่อไปดกู ็เปลยี่ นใจ จงึ กลับมาเรียนต่อท่ี
ปอเนาะซัมลา ตำบลบานาหรือรู้จักกันในชื่อ ปอเนาะปะดอแอ ซึ่งเป็นปอเนาะเปิดใหม่ขณะนั้น อยู่ที่น่ันได้ 3 ปี
เริ่มเรียนวิชาอัลหะดิษเป็นครั้งแรก และในเวลาเดียวกันกส็ อนรุ่นน้องจนเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รูจ้ กั โดยทั่วไป หนึ่งใน
ลกู ศิษย์ทต่ี อลาอะฮฺกับท่าน น่นั คือ อดตี จฬุ าราชมนตรีประเสรฐิ มะหะหมัด สมยั เป็นเดก็ ปอเนาะที่นั่น และในปีที่
3 ในการเรียนที่ปอเนาะซัมลานั้นเอง ผู้ใหญ่ทาบทามให้กลับมาแต่งงงาน ทุกอย่างเป็นไปตามความประสงค์ของ
ผู้ใหญท่ ้งั สองฝ่าย จงึ ไดแ้ ตง่ านกบั หะยีฮัฟเสาะ เจะโสะ๊ เจะหลี บุตรสาวของโต๊ะครูหะยีมูฮมั หมัดนูร เจะโส๊ะเจะหลี
โต๊ะครูใหญ่ของอำเภอจะนะในขณะนั้น ท่านแต่งงานเมื่อายุได้ประมาณ 34 ปี ชีวิตเด็กปอเนาะจึงต้องยุติลง ณ
บัดนั้น ซึ่งรวมเวลาสำหรับการเรียนปอเนาะของท่านได้ประมาณ 15 ปี

จุดที่น่าสังเกตก็คือในชีวิตการเรียนของท่านตลอดมานั้น ไม่เคยรบกวนเงินทองจากทางบ้านเลยนอกจาก
ทางบา้ นจะหยิบย่ืนให้เองเป็นบางครั้ง แต่ท่านดิ้นรนแสวงหาด้วยลำพังตลอดมา ความบากบั่น วิรยิ ะอุตสาหะของ
ท่านในการศึกษาหาความรู้ เรียกได้ว่า มากล้นชนิดหาใครเทียบได้ยาก ท่านขึ้นรถไฟจากหาดใหญ่ ไปลงสถานี
ยะลา แล้วเดินเท้าไปเรียนท่ีตุยง อำเภอหนองจิก ถ้าช่วงไหนที่ไม่มีเงิน ท่านก็จะไปทำงานเกี่ยวข้าวที่มาเลย์และ
สอนหนงั สอื ร่วมด้วย ท่านจงึ มลี กู ศษิ ยท์ ่เี ป็นชาวมาเลยเซยี พอประมาณ

แม้จะยุติจากชีวิตเด็กปอเนาะ แต่มิใช่เวลาแหง่ การศึกษาหาความรู้ของทา่ นจะยุติลงด้วย หลังแต่งงานใน
ปีเดียวกันก็ได้บากบั่นพาครอบครัวเดินทางไกลสู่เมืองมักกะฮ์โดยเป้าหมายเพื่อการทำฮั จญ์และศึกษาต่อและอัล
เลาะฮก็ทรงเกื้อกูลตามความประสงค์ ท่านได้เรียนต่อที่มักกะฮ์อีก 5 ปี ในมักกะฮ์ได้มีโอกาสศึกษาจากอุลามะอฺ
คนสำคัญ ๆ หลายท่าน เช่น เชคอับดุลกอเดร มันดีลี, เชคปะดอแอ ฟาฏอนี ฯลฯ และได้เดินทางกลับ ในขณะที่
อายุได้ 40 ปบี รบิ รู ณ์

การทำงาน: ชวี ติ หลงั กลบั จากมกั กะฮ์

ท่านเดินทางกลับมาประเทศไทย ในช่วงแรกเริ่มหลังกลับจากมักกะฮ์ได้เพียงไม่กี่เดือนก็มีผู้หลักผู้ใหญ่
เรียกร้องให้ไปเปิดปอเนาะที่บ้านน้ำขาว อำเภอเทพา บนพื้นที่บริจาคขนาด 20 ไร่ บริเวณหน้าโรงพยาบาลเทพา
ปจั จบุ ัน เพราะสมยั น้ันอำเภอเทพาขาดแคลนครูสอนเปน็ อย่างมาก ทา่ นจึงไดเ้ ปดิ สอนทเี่ ทพาเปน็ เวลา 1 ปี แต่ไม่
ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีปัญหาเชิงพื้นที่ในขณะนั้น ท่านจึงยุติลง จากนั้น มีผู้เสนอไปหัวเขา แต่ด้วย
กำหนดการของพระองค์ จึงทำให้ท่านต้องเดินทางกลับมาบ้านของภรรยาที่อำเภอจะนะ มาอยู่กับอาเยาะห์นอร์

(โต๊ะครูหะยีมูฮัมหมัดนูร เจะโส๊ะเจะหลี) พ่อตาของท่านในช่วงเวลาสั้น ๆ บาบออาเยาะห์นอร์ จึงได้มอบที่ดินใน
หมู่บ้านบานังบารอ ณ ปัจจุบันกินพื้นที่ถนนสายเอเชียทั้งหมด 4 เลน ในปี พ.ศ. 2502 ท่านจึงได้เปิดปอเนาะท่ี
บา้ นบานังบารอ หมทู่ ี่ 1 อำเภอจะนะ และในปี พ.ศ. 2508 ท่านไดข้ อใบอนุญาตจัดตง้ั บาลายเก่าให้เป็นปอเนาะ
พร้อมตั้งชื่อ “อัลนีซอมียะห์ อิสลามียะห์” แปลว่า กฎระเบียบอิสลาม ท่านจึงปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านบานังบารอ
จวบจนท่านเสียชีวติ ยาวนานเป็นระยะเวลาประมาณ 47 ปี บาลายไม้ที่ยังมีอยู่ในปัจจุบันได้จากไม้ที่บริจาคเพ่อื
สรา้ งบาลายท่เี ทพา เม่อื ตอ้ งยา้ ยปอเนาะ ทา่ นก็ขนไม้แผ่นมาสร้างท่นี ่ีโดยวิศวกรจากกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นคนรู้จักของ
ลูกศิษย์ท่าน ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้รับการบริจาคให้สร้างบาลายใหม่ แล้วเสร็จในปีเดียวกัน เด็กปอเนาะรุ่น
ใหญ่ ๆ ช่วยกันสร้าง การบริจาคซื้อวัสดุก่อสร้างทั้งสิ้น มูลค่าล้านกว่าบาท ไม่มีทราบรู้เลยว่าผู้ใดเป็นผู้บริจาค รู้
เพียงว่า ทนุ ตั้งต้น คอื เสน้ เหลก็ 5 เส้นกับปูน 5 กระสอบที่เหลือจากสร้างกำแพงกุโบร์ (เรอื่ งเล่าจากคุณซาวาวีย์
ลกู ชายคนท่ี 4 บันทกึ วนั ท่ี 2 สิงหาคม 2565)

ท่านเริ่มสอนอย่างคงเส้นคงวาตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งถึงปี 2512 ความอาเล็มของท่านสมัยนั้นถือว่า
ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง มีลูกศิษย์กว่า 300 คนจากจังหวัดต่าง ๆ เช่น นครศรีธรรมราช กระบี่ สตูล
สงขลา แม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร หรือชาวมาเลเซียก็ยังมี ซึ่งจำนวนนักเรียนในปอเนาะขณะนั้นถือว่ามากนัก
นอกจากนี้ ก็จะมีลูกศิษย์จากบาบออาเยาะห์นอร์ (โต๊ะครูหะยีมูฮัมหมัดนูร เจะโส๊ะเจะหลี) ที่ได้มาเรียนพิเศษ
เพิ่มเติมนอกเวลา ในสมัยนั้นคงหาโต๊ะครูที่พูดภาษามลายู ภาษาใต้ และภาษาอาหรับในคราวเดียวกันได้ยาก
สำหรับปอเนาะในจังหวัดสงขลาในสมัยนั้น ทางรัฐบาลได้มีโครงการปรับปรุงปอเนาะทั้งหมดในจังหวัดภาคใต้ให้
เป็นโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามโดยให้เปิดสอนวิชาสามัญควบคู่ไปด้วย และรัฐจะให้เงินสนับสนุน แต่ด้วย
ความที่เปน็ คนสันโดษและเกบ็ ตวั โตะ๊ ครูได้ปฏิเสธและขอจดทะเบยี นเฉพาะสอนศาสนาอย่างเดียว

ปา้ ยแสดงที่ตัง้ ของปอเนาะ อนั นีซอมยี ะห์ อัลอสิ ลามียะหข์ องทา่ นโต๊ะครู ณ บา้ นบานังบารอ

อาคารหอพกั นักเรยี นปอเนาะ ซ่งึ ก่อสร้างและแลว้ เสร็จในปี พ.ศ. 2532
โดยได้รับความร่วมมอื รว่ มใจในการกอ่ สร้างจากลูกศิษย์ในยคุ นั้น

ทา่ นจุฬาราชมนตรปี ระเสริฐ มะหะหมัด ซ่ึงดำรงตำแหน่งจฬุ าราชมนตรใี นขณะนั้น
ได้เดนิ ทางมาเปน็ ประธานเปดิ อาคารหอพกั นักเรยี นปอเนาะ ในปี พ.ศ. 2532

การจัดหลกั สตู รและวชิ าในการสอนในปอเนาะ เรยี กได้วา่ เปน็ การจดั การเรยี นรู้ตามอัธยาศยั โดยสมบูรณ์
คือ ผู้สอนจัดการเรียนรู้อิงเนื้อหาสาระเป็นสำคัญและจัดช่วงเวลาการสอนตามความเหมาะสมระหว่างผูส้ อนและ
ผู้เรยี น แต่ใชว่ ่าจะเรียนเขม้ ขน้ นอ้ ยกว่าระบบอน่ื ๆ การจัดเน้อื หาและเวลาสอนของโตะ๊ ครหู ะยีอะห์หมัดเรียกได้ว่า
เปน็ หลกั สตู รเข้มข้นพเิ ศษเห็นจะได้ โดยท่านจัดชว่ งเวลาในการสอนก่ีตาบในแต่ละวัน ดงั น้ี (1) หลงั ซบุ ฮฺ (2) ช่วง
9 โมงเชา้ (3) ชว่ งหลังซฮุ รี (4) ช่วงหลังอสั รี (5) ช่วงหลังมฆั รบิ และ (6) ช่วงหลังอชี าจนถึง ประมาณ 4 ทุ่ม แต่

ละช่วงเวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมง รวม 1 วัน ไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง เรียกว่า ทุ่มเทพลังกายพลังใจเพื่อสอนอย่าง
เต็มท่ี

ท่านตั้งหน้าตั้งตาสอนจากวันนั้นจนถึงอายุกว่า 70 ปี ท่านก็ยังมีสอนอยู่บ้างเล็กน้อยเฉพาะกลุ่มศิษย์
ผู้ใหญ่ที่มีทักษะในการฟังจากท่านเพราะระยะหลังมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหลอดเสียงทำให้เสียงแหบแห้งลง จาก
วันเปิดปอเนาะจนถึงวันน้ีนับเป็นเวลารวม ประมาณ 47 ปี นับเป็นปชู นียบุคคลผหู้ น่ึงที่บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม
และประเทศชาติมาเป็นเวลานาน โดยมิเคยแม้แต่จะคิดถึงบำเหน็จความชอบอื่นใด นอกเหนือไปจากการปฏิบัติ
หนา้ ทีผ่ ้รู ทู้ ่ีมงุ่ แสวงความจงรักภักดตี ่ออลั เลาะฮ์เพยี งประการเดียว ทา่ นเปน็ ทายาทท่ีเป็นหลกั ในการสืบทอดมรดก
ของบรรพบุรุษในการเปน็ ครสู อนศาสนาสบื มาแต่อดีตหลายชั้นคน

บคุ ลกิ ภาพและการครองตน

โต๊ะครูหะยีหมัด มีนิสัยสงบเสงี่ยมเจียมตน ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย พูดน้อย ชอบสันโดษ ไม่นิยมชีวิตหวือ
หวาในสังคม เป็นคนสุขุม อ่อนโยน และสมถะ กินง่าย อยู่ง่าย ริสกีใดมา ก็รับประทานตามนั้น ในความอ่อนโยน
ทา่ นก็เป็นคนทม่ี ีความมัน่ คง ซ่ือตรง และคงเสน้ คงวา

ในชีวิตท่านไม่เคยได้ถือครองทรัพย์สินใด ๆ นอกจากที่ดินตั้งปอเนาะที่ชาวบ้านเรี่ยไรซื้อบริจาคให้
นอกจากนั้นไม่เคยมีสวน ไม่เคยมีไร่นาแม้แตเ่ ท่าฝ่ามือ อีกทั้งไม่เคยเปิดบัญชีไว้กับธนาคารใด ๆ เลย การดำรงชีพ
ตลอดเวลาจนถึงปัจจบุ ันอยู่ทา่ มกลางความปราณีของเพ่ือนบา้ นและศษิ ย์ทเ่ี ลอ่ื มใสศรัทธา ไม่เคยไดป้ ระกอบอาชีพ
ส่วนตวั ไม่มเี วลา เพราะเวลาท้ังชวี ิตได้อทุ ิศเพ่ือการสอนศษิ ยแ์ ต่เพียงอย่างเดยี ว แต่ท่านก็ดำรงอยู่มาได้ด้วยไออุ่น
แห่งความปราณขี องอลั เลาะฮโ์ ดยแท้ ชวี ิตของทา่ นวนเวยี นอยู่กบั การละหมาดและการสอน เม่อื เสรจ็ จากการสอน
ก็พักผ่อนแล้วดูตำราชนิดเกาะติดตำราตลอด หลายครั้งที่นอนหลับในขณะที่ตำราวางอยู่บนหน้าอก เรียกว่า เป็น
หนอนหนังสือศาสนาคนนงึ ก็ว่าได้ หากไม่มีแขกไปเยี่ยมเยียนหรือธุระ ชีวิตก็จะอยู่อย่างนั้นตลอด ถ้าทำอะไรก็จะ
ทำอย่างคงเสน้ คงวาเสมอต้นเสมอปลาย

กิจวัตรในช่วงตื่นนอน สิ่งแรก คือการอาบน้ำละหมาด เพื่อละหมาดสุนัตต่าง ๆ อาจจะละหมาดในห้อง
ส่วนตัวก่อนที่จะขึ้นมาละหมาดบนบาลาย ในภาพของผู้เขียน ซึ่งเป็นหลานท่ีเห็นจนชินตาคือ บุคลิกการแต่งตัว
งา่ ย ๆ แตส่ ะอาด สว่ นใหญจ่ ะเน้นสีขาว หากอยบู่ ้าน ก็จะเป็นเสื้อยดื สีขาวห่านคู่ และโสรง่ สขี าวหรือคุมโทนทึบ ๆ
ซึ่งแทบจะไม่เห็นสสี นั อืน่ ๆ เป็นคนนิ่ง ๆ ไม่พูดมาก การเดินจะเดินช้า ๆ ก้าวทีละก้าว นิ่ง ๆ แม้แต่เสียงฝีเทา้ ใน
ระยะใกล้ก็ยังไม่ได้ยิน มอื ขวาถอื ลกู ประคำและกล่าวสรรเสริญ-กล่าวขออภยั อยูต่ ลอดเวลา หลาย ๆ คร้ังท่ีจะเดิน
มาดูหลาน ๆ วิ่งเล่น บางครั้งก็แอบเห็นท่านอมยิ้ม แต่ท่านไม่ค่อยเจรจากับหลานมากนัก อาจเป็นเพราะต้องใช้
แรงมากในการเปล่งเสยี งคยุ กับหลานจอมซน (ตามประสาเดก็ ) ทั้งหลาย เท่าท่จี ำความได้ หลาน ๆ มักจะไม่ได้รับ
การตักเตือนหรือดุด่าจากท่านเลยแม้แต่ครั้งเดียว การอบรมสั่งสอนหลาน ๆ จะปล่อยให้เป็นลูก ๆ ของท่านดูแล
โดยตรง แต่เมื่อโตขึน้ จงึ ได้รบั ทราบวา่ ท่านมีคำส่ังเสยี ให้ลกู หลานมากมาย โดยบอกกล่าวผา่ นลกู ๆ ของท่านเอง

ความโดดเดน่

เร่ืองเล่าจากคุณสุไลมาน นิยมเดชา ลกู คนสุดท้องของท่านเกี่ยวกับปรีชาญาณและไหวพริบในการบาฮะฮฺ
(โตแ้ ยง้ /หารอื ) ญตั ติทางศาสนาทเ่ี กยี่ วเนอ่ื งกบั ประเด็นทางสังคม ตวั อย่างญตั ติทค่ี ุณสไุ ลมานจำได้ดี คือ ญัตติเรอื่ ง
“จีนตาบอด (จีนอบูตอ)” จัดขน้ึ ทบี่ า้ นโคกเค็ด อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซ่ึงรูปแบบการโตแ้ ยง้ เป็นลักษณะของ

การที่ผู้รู้ต้องอธิบายหลักการตามหัวข้อที่เป็นประเด็นทางสังคมที่ได้รับความสนใจในขณะนั้น การโต้แย้งจะมี
ลักษณะของการอธิบายประเด็น ความชัดแจ้งของประเด็น จนนำไปสู่การกำหนดขอ้ สรปุ ที่นำไปปฏบิ ัติได้จริงและ
เป็นที่ยอมรับตามหลักการทางศาสนาบนพื้นฐานของการนำหลักฐานที่มีการกล่าวถึงในอัลกุรอ่าน ฮาดิษ หนังสือ
หรือตำราทางศาสนาที่ได้รับการยอมรับมาเทียบเคียงเพื่อหาข้อสรุปที่เป็นไปได้และได้รับการยอมรับจากผู้รู้ ณ ท่ี
แห่งนนั้ มากทสี่ ุด การโต้แยง้ ในคร้ังนน้ั มีทา่ นครคู นนงึ ของท่าน คอื เชคกอเดร์ มนั ดีลี ชาวอนิ โดนีเซยี ไดร้ ว่ มรับฟัง
การโต้แย้งด้วย ในครั้งนั้น โต๊ะครูหะยีหมัด เป็นผู้ที่ชนะการโต้แย้งและได้รับการยอมรับการสรุปหลักการอย่าง
เฉียบคมของท่าน สิ่งที่ทำให้ทา่ นได้รับการกล่าวขานและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง คือ ความสามารถของทา่ น
ในการอธิบายประเด็นบนพื้นฐานของการหยิบยกหลักฐานอย่างถูกต้องและแม่นยำในการอ้างอิงจากตำราหลาย
เล่ม โดยไม่ได้เปิดตำราหรือถือโพยใด ๆ ในมือ ความแม่นยำในการจดจำหลักฐานจากตำรา ทักษะในการคิด
วิเคราะห์และคดิ วิจารณญาณของท่านในประเดน็ ต่าง ๆ ทางสังคมทีเ่ กิดขึ้น ทำให้ท่านไดร้ บั การเช้ือเชิญจากโตค๊ รู
ในหลากหลายพื้นที่ตั้งแต่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา ให้ไปร่วมการโต้แย้ง/หารือเพื่อลงมติข้อสรุปใน
ประเด็นต่าง ๆ ให้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องทางศาสนา ซึ่งท่านก็สามารถลงความเห็นจนนำไปสู่ข้อสรุปบน
พื้นฐานของหลักฐานท่ีไดร้ ับการยอมรบั ของผรู้ ู้ศาสนาในขณะน้นั อย่างกว้างขวาง จนทา่ นได้รบั ฉายาว่า “หะยีหมัด
หวั เขา” ผ้ซู งึ่ เปน็ นักปราชญด์ ้านฟิกฮทฺ ีน่ ่าจดจำ

ความโดดเด่นที่เป็นความเชี่ยวชาญของท่าน คือ ศาสตร์ทางด้านฟิกฮฺ หลายครั้งที่ท่านโต๊ะครูจาก
หลากหลายพ้ืนที่ท่ีได้มาพบท่านเพ่ืออภปิ รายประเด็นปญั หาดา้ นฟิกฮฺ ไมว่ า่ จะเป็นโต๊ะครูจากปัตตานี (บาบอเยะฮฺ
ตยุ ง) จากยะลา หรือนครศรีธรรมราช คือ ท่านประธานกรรมการอิสลามจังหวัดนครศรธี รรมราชขณะนั้น ก็คือ บา
บอของท่าน ดร.สุรินทร์เองก็มาปรึกษาหารือและหาข้อมูลเกี่ยวกับหลักฐานด้านฟิกฮฺ ท่านโต๊ะครูหะยีอะห์หมัด
ได้รับการยอมรบั แตง่ ตั้งให้เป็นประธานอูลามะอฺของจงั หวัดสงขลา มีบทบาทในการจัดประชมุ อุลามาอฺ เพื่อฟัตวา
เก่ยี วกับประเดน็ ทางศาสนาที่เกีย่ วเน่ืองกับสังคม เนอ่ื งจากการเปล่ียนแปลงของยุคสมัย บางเหตุการณ์ต้องใช้การ
เทียบเคียงหลักฐานเพื่อหาข้อสรุป การประชุมมีทุกเดือน เดือนละครั้งสลับพื้นที่ประชุมกันไป แต่โดยหลัก ๆ จัด
ประชุมที่อำเภอจะนะและมีบ้างที่ไปจัดประชุมในจังหวัดปัตตานี ตัวอย่างประเด็นที่ได้มีการประชุมกัน ได้แก่
ประเด็นแนวความคิดใหม่ ๆ กรณีวะฮฺบีและซุนนีย์ หรือกรณีการมอบหมาย (วาเกล) วาลีผ่านทางโทรศัพท์ ใช้ได้
(เซาะห์)หรือไม่ ตอนนั้นยังไม่เซาะห์เนื่องจากไม่เห็นหน้า แต่การสื่อสารในปัจจุบันนี้ ได้รับอนุมัติและได้รับการ
ยอมรับแลว้ ในวงการศาสนา เป็นตน้

การถกเถียงหรือหารือกนั ในประเดน็ ทางสงั คมผันแปรไปตามยุคสมัยน้นั เป็นหลักการหนง่ึ ของศาสนาเพ่ือ
หาข้อสรุปที่อยู่บนพื้นฐานของหลักฐานที่มีการระบุในอัลกุรอ่าน อัลหะดิษ และตำราทางศาสนาเพื่อนำไปสู่
หลักการและหลักปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักศาสนาให้ผู้คนในยุคสมัยนั้นได้ปฏิบัติด้วยความมั่นใจว่าถูกต้องตาม
หลักการศาสนามากที่สุด หลายครั้งที่ผู้เรียบเรียงในฐานะหลานสาวคนนึงของท่านได้มีโอกาสเห็นบรรยากาศการ
ประชุมและการรวมกลุ่มของผู้รู้ทางศาสนาที่ได้รับการเชื้อเชิญจากหลากหลายพื้นที่ ให้มาร่วมปรึกษาหารือ หา
ข้อสรุปที่มีความถูกต้องมากที่สุดตามหลักการศาสนา เรียกได้ว่า เป็นบรรยากาศที่เด็กคนนึงได้เห็นแล้ว รู้สึกช่ืน
ชอบและต่ืนเต้นกบั การไดเ้ หน็ ผ้รู ู้ศาสนามากหน้าหลายตา ไดเ้ หน็ ขุมพลงั ทางสติปัญญาทร่ี วมกันแล้วเปล่งประกาย
ออกมา ถึงแม้ตอนนน้ั จะยังไมเ่ ข้าใจกจิ กรรมมากนัก แต่ก็ไดร้ ับคำบอกเล่าจากคุณแม่ถึงการรวมกลุ่มเพ่ือหาข้อยุติ
ในประเด็นตา่ ง ๆ ของผรู้ ูศ้ าสนา ในส่วนของเรานั้น นอกจากจะไดเ้ หน็ พลังบางอย่างท่ีอาจจะอธบิ ายออกมาได้ยาก
อกี ส่วนหนึง่ คงเปน็ เพราะการไดล้ องลิม้ ชมิ รสอาหารอร่อยจากการประชุมในแต่ละครัง้ เสมอ

มรดกแด่ชนร่นุ หลงั

มรดกทที่ า่ นได้มอบไว้ให้เยาวชนหรือบุตรหลานของทา่ น คงไมใ่ ชส่ นิ ทรัพย์ท่มี ีมูลค่าเป็นตัวเงิน แต่ท่านได้
มอบร่องรอยความเป็นผูร้ ู้ศาสนาที่เรียกว่าหาตัวจับยากมากคนนึง...รอยเท้าเส้นทางการศึกษาศาสนาของท่าน ถือ
เปน็ มรดกตกทอดให้แกล่ ูกหลานทา่ นและชนรุ่นหลงั พันธกุ รรมความวิริยะ อุตส่าหะในการเลา่ เรยี นได้ตกทอดมาสู่
ลูกหลานอย่างเห็นได้ชัด มรดกด้านความรู้และบุคลิกลักษณะความเป็นท่าน หากใครที่ได้มีโอกาสสัมผัสท่านใน
ชว่ งเวลาหนึ่ง ผู้เขียนเช่อื วา่ บคุ คลเหล่านั้นก็ไดร้ บั มรดกที่มีมูลค่ากลับไปด้วยไม่มากก็น้อย ขน้ึ อยกู่ ับว่าใครจะหยิบ
จับได้เท่าใด…..บุคลิกภาพที่เรียกว่าเป็นตัวตน การใช้ชีวิต และอุปนิสัยของท่าน ล้วนเป็นมรดกสำคัญให้ลูกหลาน
ได้เรียนรู้

มรดกดา้ นความรู้ ถอื เป็นสิ่งที่สำคัญที่ได้ถูกถา่ ยทอดไปยังลูกศิษย์ของท่านในแต่ละรุ่น ลูกศิษย์หลายคนมี
ชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงการศาสนา ศิษย์ของท่านโต๊ะครูหะยีอะห์หมัดที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก คือ
อดีตท่านจุฬาราชมนตรีประเสริฐ มะหะหมัด ซึ่งตอลาอะฮฺ (ตอรอเอาะฮฺ) กับท่านขณะเรียนท่ีปอเนาะซัมลา อีก
ท่านคือ ท่านอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นหลานแท้ ๆ ที่เป็นบุตรของน้องชายที่รักของ
ท่าน หะยีสะมะแอ พิทักษ์คุมพล ท่านจุฬาฯ ถือเป็นลูกศิษย์ที่มไี หวพริบฉลาดหลักแหลม สามารถอ่านตำราจบได้
อยา่ งวอ่ งไว และจำเนื้อหาได้รวดเรว็ เพราะท่านมีนิสัยเป็นคนชอบอ่านหนงั สืออยู่เป็นนิจ นอกจากนี้ ก็มีลูกศิษย์ท่ี
เป็นอีหม่ามใน Alor Setar หรือ Kedah ประเทศมาเลเซียบ้าง แต่หากพูดถึงศิษย์เอกของท่านด้านการสอนกีตาบ
คงมเี พยี งคนเดียวที่เรยี กได้วา่ ถอดแบบการสอนกีตาบจากทา่ นได้ใกลเ้ คยี งมากท่สี ุด คือ ทา่ นบาบอดาโอะ๊ หมะจิ
บ้านปาโร๊ะ หรือบ้านนาใต้ ปัจจุบันท่านได้เสียชีวิตแล้ว เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ที่เปิดปอเนาะเพียงไม่กี่คน ท่านถอด
แบบการสอนเหมอื นโต๊ะครูหะยีอะห์หมัดมากทีส่ ดุ คือ เนอ้ื หาที่สอนไมเ่ กนิ 5 บรรทัด แต่การอธบิ ายหรือแจกแจง
รายละเอียดของเนื้อหาช่างลุ่มลึก ใช้เวลานานเป็นชั่วโมงถึงสองชั่วโมงเพื่อให้เกิดความกระจ่าง นอกจากนี้ ศิษย์
ของท่านคนอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่จะได้รบั การยอมรบั นบั ถือให้เป็นอีหม่าม คอเต็บ หรือบีลาล แม้กระทั่งศิษย์กลุ่มท่ี
เรียกว่าเปน็ เดก็ หลังห้อง ยงั ได้รับการแตง่ ตั้งให้เปน็ กรรมการมัสยิดกันเกือบทุกคน น่ันแสดงให้เห็นถึงคุณภาพการ
สอนของท่านท่ีทุ่มเทถา่ ยทอดไปอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยและเกิดผลเชงิ ประจกั ษ์ต่อสงั คม

ลูกศษิ ยข์ องโต๊ะครูหะยีอะห์หมดั สมยั ทท่ี ่านยงั สามารถสอนหนงั สอื ได้
ภาพซา้ ยเป็นลูกศษิ ยร์ นุ่ แรก ๆ และภาพขวามอื เป็นลกู ศิษย์รนุ่ ทา้ ย ๆ ทที่ า่ นยังมกี ำลงั สอน

สำหรับมรดกที่มีมูลค่าชิ้นสำคัญที่จะกล่าวถึงต่อจากนี้ คือ หนังสือกีตาบท่ีโต๊ะครูหะยีอะห์หมัดได้เรียบ
เรยี งขึน้ มาเอง เปน็ หนงั สอื วา่ ดว้ ยเรื่องของมะอมฺ ูมมัซโบก-มะอฺมูมวาฟิกฮฺ (หลักการฟิกฮเฺ ก่ียวกับการละหมาดร่วม
ของอหี ม่าม-มะอมฺ ูม) ช่ือ “กตี าบลุกเตาะฮมฺ ูตาฟรั รเี กาะฮฺ” เลม่ บาง ๆ ปกสีฟ้า ดงั แสดงในภาพ

ภาพตัวอย่างหนงั สือที่โตะ๊ ครหู ะยอี ะห์หมดั ได้เรยี บเรียง
(อนุเคราะหภ์ าพหนงั สือจากบาบอฮูเส็น หลานของทา่ น)

โต๊ะครูหะยีหมัด ซึ่งเป็นอูลามาอฺคนสำคัญคนหนึ่งของอำเภอจะนะ ได้เสียชีวิตลงในในวันที่ 7 มีนาคม
พ.ศ. 2549 รวมอายุ 89 ปี จนถึงตอนนี้ ศิษย์เก่าทุกรุ่นก็ยังคงระลึกถึงท่าน ระลึกถึงความรู้ และคุณงามความดี
ของทา่ นไวจ้ วบจนสนิ้ ชวี ติ เราเชื่อวา่ ปชู นียบคุ คลที่ครองตนอยา่ งทา่ นนน้ั หาได้ไม่งา่ ยนักในสังคมของคนยุคใหม่

เรอ่ื งเลา่ จากภาพจำของหลาน ๆ

ขอบคณุ อาจารย์ชูโกร (แบดุล) ทไ่ี ด้เปิดโอกาสให้เราไดเ้ รยี บเรียงข้อมูลของท่านโต๊ะครหู ะยีอะหห์ มัดขึ้นมา
ใหม่ในครงั้ นี้...ถา้ ในมุมของหลาน วยั 8 – 12 ขวบ.. ตอนเด็ก ๆ อาจจะจำความได้ไม่มากนัก สง่ิ ท่ีเปน็ ภาพจำตรา
ตรึงเสมอคือ..ท่านโต๊ะครูหะยีอะห์หมัด หรือเราเรียกกันในหมู่หลาน ๆ ว่า ‘ซีดี’ เป็นคุณตาที่ใจดี มีความสุขุม ใช้
ชวี ติ ทีเ่ รยี บงา่ ย สมถะ มวี นิ ัยอย่างสมำ่ เสมอ ชีวิตประจำวันทั่วไป คอื ตน่ื ตี 3 ถงึ ตี 4 มาละหมาดตะฮฺญุดในทุกวัน
(หากไม่ป่วยเกินกำลังซ่ึงเกิดขน้ึ ในชว่ งท้ายของชีวิต) ในมือกจ็ ะมลี ูกประคำไว้ซกิ ริลลาฮตฺ ลอดเวลา อาหารม้ือเช้าที่
โปรดปรานในทุกวนั คือ โรตที านกบั แกงเน้ือหรือนมสลับกันไป หรือบางวันอาจจะเป็นข้าวต้มบ้าง ซึ่งลูกศิษย์ท่าน
จะจำได้ดีและนำมาให้ในทุกเช้า หลังจากนั้น ก็จะเดินออกกำลังกายเบา ๆ ส่งยิ้มเบา ๆ (อมยิ้ม) ให้หลาน ๆ ที่
ออกมาวิ่งบริเวณนอกบ้าน ตั้งแต่เล็กจนโต หลาน ๆ ไม่เคยโดนท่านดุเลยแม้แต่ครั้งเดียว (ท่านคงเข้าใจความซน
ตามประสาเด็ก) มีแต่เรื่องท่ีท่านฝากฝงั ในการดูแลลกู หลานไวใ้ หม้ ามา (คุณแม่) บ้าง 4-5 เรื่อง ซึ่งเราก็พยายาม
ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงน้ัน ด้วยเส้นเสียงท่านมอี าการทีไ่ ม่ดี เสียงแหบแห้งจนไม่สามารถสอนหนงั สือได้

ภาพความจำที่มี คือ จะมีลูกศิษย์ของท่านที่มีอายุมากแล้วเท่านั้นที่จะมาเรียนกับท่านแบบมาเช้า-เย็นกลับจากที่
ต่าง ๆ ในจังหวัดสงขลา ถึงจะได้ยินเสียงเพียงเล็กน้อย แต่ก็จับจังหวะการสอนของท่านได้ดี ด้วยเพราะเรียนมา
กับท่านมากกว่า 20 ปี เรื่องเล่าขำขันที่มามา (คุณซะฮฺเราะฮฺ ลูกสาวคนเดียวของท่าน) มักจะเล่าให้ฟังตอนสมัย
มามาเด็ก ๆ คือ สมัยที่ท่านสอนหนังสอื สมัยนั้นท่านสอนกีตาบวนั ละหลายเล่ม มามาบอกว่า 10 กว่าเล่มเห็นจะ
ได้ หลงั ละหมาดซบุ ฮฺ ทา่ นจะสอนกีตาบนะฮวู ฺ สัก 1 - 2 ชม. จากน่ันกจ็ ะให้ลูกศิษย์ได้ไปหงุ ขา้ วหาอาหารตามวิถี
เด็กปอเนาะ ระหว่างน้ันทกุ คนจะต้องท่องหลักนะฮูวฺท่ไี ด้สอนในช่วงเช้าใหจ้ ำให้ได้แล้วกลบั มาท่องให้ฟงั ในช่วงสาย
เรื่องขำขันก็จะอยู่ตรงนี้ ตรงที่ไม่ใช่ทุกคนจะจำเนื้อหาทั้งหมดได้รวดเร็วตามที่ท่านได้กำหนดไว้ ลูกศิษย์บางคนที่
จำเนือ้ หาได้ไม่ครบกจ็ ะรวู้ ่าตนเองจะต้องเจอกบั อะไรในไม่ก่ชี ว่ั โมงข้างหน้า คนที่รตู้ ัวกจ็ ะเตรยี มสวมโสร่งหลายชั้น
มีความหนามากกว่าปกติ เมื่อถึงเวลาเรียนตอนสายแล้วยังจำไม่ได้ ก็จะถูกตีด้วยไม้เรียว (ในสมัยนั้นยังไม่มี
กฎเกณฑห์ ้ามการลงโทษด้วยการต)ี เสยี งไมต้ ีกระทบลงบนสะโพก มามาบอกวา่ เสียงมันดังสะท้อนแปลก ๆ จนซีดี
สงสัยและต้องตรวจสอบ ผลปรากฏว่า ศิษย์ของท่านแอบใช้ทริคเอาตัวรอดจากการโดนลงโทษด้วยการสวมโสร่ง
มากกวา่ 7 ชน้ั หลงั จากจับได้คงไม่ต้องเลา่ ว่าเกิดอะไรขนึ้ ต่อจากน้ัน... กลับมาทกี่ จิ วัตรประจำวันของท่าน ในช่วง
เวลาสาย ๆ ของทุกวนั กจ็ ะเป็นช่วงทท่ี ่านใช้เวลาในห้องส่วนตัวเพื่ออ่านหนังสือ ทา่ นสามารถอา่ นหนังสือได้หลาย
ๆ ชั่วโมงติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งที่ยุงกัด ท่านก็ไม่รู้ตัว และบ่อยครั้งที่หลับโดยที่หนังสือยังอยู่บนอก
กิจวัตรของท่านเป็นอย่างนี้ในทุกวัน หรือบางวันเมื่อแขกมาหาเพื่อปรึกษาเรื่องต่าง ๆ ท่านก็ออกมาต้อนรับตาม
สมควร ซึง่ ส่วนใหญแ่ ขกหรือลูกศษิ ย์ที่มาหาจะรดู้ ีว่าควรมาเวลาใดและจะรูส้ ึกเกรงใจท่ตี ้องมารบกวนท่านอยู่เสมอ
การปฏิบัติศาสนกิจเป็นสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ในช่วงหลังอีชา ท่านก็จะใช้เวลาในการอ่านหนังสือ (กี
ตาบ) อย่างสม่ำเสมอจนถึงเวลานอนเทีย่ งคืน เป็นอย่างนี้ในทุกวัน...ชีวิตเรียบง่าย ก้าวเดินอย่างช้า ๆ สมถะ และ
การศึกษาหาความรู้ผ่านการอ่านกีตาบอย่างสม่ำเสมอของท่าน จึงเป็นหนึ่งในภาพที่ติดตาหลาน ๆ มิรู้ลืม ถึงแม้
ตอนน้เี รายงั ทำไดไ้ มเ่ ทยี มเทา่ ท่าน แต่ก็เปน็ สง่ิ ทต่ี ราตรึงและพยายามทำใหไ้ ด้ตามท่านอยู่เสมอ
.

หลาน ๆ อาจจะไม่ได้เก่งอย่างที่ท่านเป็น แต่เราก็ภูมิใจที่มีแบบอย่างที่ดี เป็นความสวยงามที่ตราตรึงใน
ความทรงจำของลูกหลานเสมอ..เรื่องเล่านี้ ผู้เขียนพยายามรวบรวมเท่าท่ีมนษุ ย์คนนงึ จะจำได้ หากเป็นสิ่งที่ดีและ
กอ่ ให้เกิดประโยชนแ์ กผ่ ู้อืน่ กต็ อ้ งกลา่ ว Alhamdulillah แตห่ ากทำให้เกดิ ความไมพ่ อใจ ก็ตอ้ งขออภยั ..ผู้เขียนมิได้
มีเจตนาอนื่ ใด ยกเวน้ เพือ่ ให้เกดิ ประโยชนแ์ ก่ผู้อา่ นเทา่ น้นั
.

เรียบเรียงจากเรื่องเล่าจากหลาน 3 คน เมื่อพูดถึงท่านก็จะมีประมาณ - ดร.ฮามีด๊ะ, พยาบาลฟาตีหม๊ะ,
บาบอฮูเส็น และบางช่วงบางตอนจากมามาซะฮเราะฮฺ ลูกสาวคนเดียวของท่าน ...ญาซากัลลอฮูคอยรอน อาจารย์
ชูโกรสำหรับการเปดิ เวทีในครัง้ นี้ ขออลั ลอฮตฺ อบแทนด้วยคุณงามความดี อามีน

ภาพถ่ายตดิ ฝาผนงั ที่ระลึกจากท่านนายอำเภอจะนะ นายนฤพล แหละตี ซึ่งถา่ ยเม่อื วันท่ี 7 กุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2544


Click to View FlipBook Version