วิวฒั นาการดนตรีไทย
สมยั สุโขทยั – รัชกาลท่ี ๙
จดั ทาโดย วา่ ที่เรือตรีพิตตินนั ท์ ทรัพยป์ ระดิษฐ์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วชิ าศิลปะ (ดนตรีไทย) โรงเรียนมาแตร์เดอีวทิ ยาลยั
สมยั สุโขทยั
นบั ต้งั แต่ไทยไดม้ าต้งั ถิ่นฐานในแหลมอินโดจีนและไดก้ ่อต้งั อาณาจกั รไทยข้ึน จึงเป็นการเร่ิมตน้
ยคุ แห่งประวตั ิศาสตร์ไทย ที่ปรากฏหลกั ฐานเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร กล่าวคือ
เมื่อไทยไดส้ ถาปนาอาณาจกั รสุโขทยั ข้ึนและหลงั จากท่ีพอ่ ขนุ รามคาแหง มหาราชไดป้ ระดิษฐ์
อกั ษรไทยข้ึนใชแ้ ลว้ นบั ต้งั แต่น้นั มาจึงปรากฏหลกั ฐานดา้ นดนตรีไทยที่เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร ท้งั ใน
หลกั ศิลาจารึก หนงั สือ วรรณคดี และเอกสารทางประวตั ิศาสตร์ ในแต่ละยคุ
ซ่ึงสามารถนามาเป็นหลกั ฐานในการพจิ ารณาถึงความเจริญและววิ ฒั นาการของ ดนตรีไทยต้งั แต่
สมยั สุโขทยั เป็นตน้ มา จนกระทงั่ เป็นแบบแผนดงั ปรากฏในปัจจุบนั
สมยั สุโขทยั
ดนตรีไทย มีลกั ษณะเป็นการขบั ลานาและร้องเล่นกนั อยา่ งพ้นื เมือง เคร่ืองดนตรีไทยในสมยั น้ีปรากฏ
หลกั ฐาน กล่าวถึงไวใ้ นหนงั สือไตรภูมิพระร่วง ซ่ึงเป็นหนงั สือวรรณคดีที่แต่งในสมยั น้ี ไดแ้ ก่ แตร, สงั ข,์
มโหระทึก, ฆอ้ ง, กลอง, ฉิ่ง, แฉ่ง(ฉาบ),บณั เฑาะว,์ พิณ, ซอพงุ ตอ(สนั นิษฐานวา่ คือ ซอสามสาย) ปี่ ไฉน,
ระฆงั , และ กงั สดาล เป็นตน้ ลกั ษณะการผสมวงดนตรีกป็ รากฏหลกั ฐานท้งั ในศิลาจารึกและหนงั สือไตร
ภูมิพระร่วง กล่าวถึง “เสียงพาทย์ เสียงพณิ ” ซ่ึงจากหลกั ฐานท่ีกล่าวน้ีสนั นิษฐานวา่ วงดนตรีไทยในสมยั
สุโขทยั มีดงั น้ี คือ
ตวั อย่างเคร่ืองดนตรีทก่ี ล่าวถงึ ไว้ในหนังสือไตรภูมิพรรรร่วง
ฉิ่ง แฉ่ง(ฉาบ) กงั สดาล มโหระทึก
ฆอ้ ง กลอง (ตะโพนไทย) บณั เฑาะว์
ภาพรจากเวปหอมรดกไทย
สมยั สุโขทยั
วงดนตรีในสมยั สุโขทยั
๑.วงบรรเลงพณิ มีผบู้ รรเลง ๑ คน ทาหนา้ ท่ีดีดพณิ และขบั ร้องไปดว้ ย เป็นลกั ษณะของการขบั ลานา
สมยั สุโขทยั
๒.วงขบั ไม้ ประกอบดว้ ยผบู้ รรเลง ๓ คน คือ คนขบั ลานา ๑ คน คนสี ซอสามสายคลอเสียงร้อง ๑ คน และคนไกว
บณั เฑาะวใ์ หจ้ งั หวะ ๑ คน
วงขบั ไมม้ กั ใชก้ บั พิธีหลวงในสมยั น้นั เช่น พิธีสมโภชพระมหาเศวตรฉตั ร พธิ ีสมโภชพระยาชา้ งเผอื ก
สมยั สุโขทยั
๓.วงปี่ พาทย์ เป็นลกั ษณะของวงป่ี พาทยเ์ คร่ือง ๕ มี ๒ ชนิด คือ
วงปี่ พาทยเ์ ครื่องหา้ อยา่ งเบา ประกอบดว้ ยเคร่ืองดนตรีชนิดเลก็ ๆ จานวน ๕ ชิ้น คือ ๑.ป่ี ๒.กลองชาตรี ๓.ทบั
(โทน) ๔.ฆอ้ งคู่ และ ๕.ฉ่ิง ใชบ้ รรเลงประกอบการแสดงละครชาตรี (เป็นละครเก่าแก่ที่สุดของไทย)
https://som3737np.wordpress.com
สมยั สโุ ขทัย
https://som3737np.wordpress.com
สมยั สุโขทยั
วงป่ี พาทยเ์ คร่ืองหา้ อยา่ งหนกั ประกอบดว้ ยเคร่ืองดนตรีจานวน ๕ ชิ้น คือ ๑.ปี่ ใน ๒.ฆอ้ งวง(ใหญ่) ๓. ตะโพน ๔.
กลองทดั และ ๕.ฉ่ิง ใชบ้ รรเลงประโคมในงานพธิ ีและบรรเลงประกอบการแสดงมหรสพ ต่างๆ (จะเห็นวา่ วงปี่
พาทยเ์ ครื่องหา้ ในสมยั น้ียงั ไม่มีระนาดเอก)
สมยั สุโขทยั
สมยั สุโขทยั
๔.วงมโหรี เป็นลกั ษณะของวงดนตรีอีกแบบหน่ึงที่นาเอาวงบรรเลงพิณกบั วงขบั ไมม้ าผสมกนั เป็น
ลกั ษณะของ วงมโหรีเคร่ืองส่ี เพราะประกอบดว้ ยผบู้ รรเลง ๔ คน คือ ๑.คนขบั ลานาและตีกรับพวง
ใหจ้ งั หวะ ๒.คนสีซอสามสายคลอเสียงร้อง ๓.คนดีดพณิ และ ๔.คนตีทบั (โทน) ควบคุมจงั หวะ
สมยั สุโขทยั
สมยั อยุธยา
ปรากฏหลกั ฐานเกย่ี วกบั ดนตรีไทยในสมัยนีใ้ นกฎมณเฑียรบาล ซึ่งรรบุช่ือเคร่ืองดนตรีไทยเพรมิ่ ขนึ้ จากท่ีเคย
รรบุไว้ในหลกั ฐานสมยั สุโขทยั จงึ น่าจรเป็ นเครื่องดนตรีทเ่ี พรงิ่ เกดิ ในสมยั นี้ ได้แก่ กรรจบั ปี่ ขลุ่ย จรเข้แลร
รามรนา นอกจากนีใ้ นกฎมณเฑยี รบาลสมัยสมเด็จพรรรบรมไตรโลกนาถ (พร.ศ.๑๙๙๑-๒๐๓๑) ปรากฏข้อห้าม
ตอนหน่ึงว่า
“…ห้ามร้องเพรลงเรือ เป่ าขล่ยุ เป่ าปี่ สีซอ ดีดกรรจบั ป่ี ดดี จรเข้ ตโี ทนทบั ในเขตพรรรราชฐาน…” ซ่ึงแสดงว่า
สมยั นีด้ นตรีไทยเป็ นทน่ี ิยมกนั มากแม้ในเขตพรรรราชฐานกม็ คี นไปร้องเพรลงแลรเล่นดนตรีกนั เป็ นทเี่ อกิ เกริก
แลรเกนิ พรอดี จนกรรทงั่ พรรรมหากษตั ริย์ต้องทรงออกกฎมณเฑยี รบาล ดังกล่าวขนึ้ ไว้
สมยั อยุธยา
เก่ียวกบั ลกั ษณะของวงดนตรีไทย ในสมยั น้ีมีการเปลี่ยนแปลงและพฒั นาข้ึนกวา่ ในสมยั สุโขทยั ดงั น้ี
๑.วงปี่ พาทย์ ในสมยั น้ี กย็ งั คงเป็นวงป่ี พาทยเ์ คร่ืองหา้ เช่นเดียวกบั ในสมยั สุโขทยั แตม่ รี ะนาดเอกเพิ่มข้ึน ดงั น้นั
วงป่ี พาทยเ์ ครื่องหา้ ในสมยั น้ีประกอบดว้ ย เครื่องดนตรี ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑.ระนาดเอก ๒.ปี่ ใน ๓.ฆอ้ งวง (ใหญ่) ๔.กลองทดั ตะโพน ๕.ฉ่ิง
สมยั อยุธยา
๒.วงมโหรี ในสมยั น้ีพฒั นามาจากวงมโหรีเคร่ืองส่ีในสมยั สุโขทยั เป็นวงมโหรีเคร่ืองหก เพราะได้
เพ่ิมเคร่ืองดนตรี เขา้ ไปอีก ๒ ชิ้น คือ ขลุ่ยและรามะนา ทาใหว้ งมโหรีในสมยั น้ี ประกอบดว้ ยเครื่อง
ดนตรี จานวน ๖ ชิ้น คือ
๑.ซอสามสาย ๒.กระจบั ป่ี (แทนพณิ ) ๓.ทบั (โทน) ๔.รามะนา ๕.ขลุ่ย ๖.กรับพวง
สมยั อยุธยา
สมยั กรุงธนบุรี
เน่ืองจากในสมยั น้ีเป็นช่วงระยะเวลาอนั ส้นั เพยี งแค่ ๑๕ ปี และประกอบกบั เป็นสมยั
แห่งการก่อร่างสร้างเมืองและการป้องกนั ประเทศเสียโดยมาก วงดนตรีไทยในสมยั น้ีจึง
ไม่ปรากฏหลกั ฐานไวว้ า่ ไดม้ ีการพฒั นาเปลี่ยนแปลงข้ึน สนั นิษฐานวา่ ยงั คงเป็นลกั ษณะ
และรูปแบบของดนตรีไทยในสมยั กรุงศรีอยธุ ยานน่ั เอง
สมัยรัตนโกสินทร์
ในสมยั น้ี เมื่อบา้ นเมืองไดผ้ า่ นพน้ จากภาวะศึกสงครามและไดม้ ีการก่อสร้างเมืองให้
มนั่ คงเป็นปึ กแผน่ เกิดความสงบร่มเยน็ โดยทว่ั ไปแลว้ ศิลปวฒั นธรรมของชาติกไ็ ดร้ ับ
การฟ้ื นฟทู ะนุบารุงและส่งเสริมใหเ้ จริญรุ่งเรืองข้ึน โดยเฉพาะ ทางดา้ นดนตรีไทย ใน
สมยั น้ีไดม้ ีการพฒั นาเปล่ียนแปลงเจริญข้ึนเป็นลาดบั ดงั ต่อไปน้ี
สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลท่ี ๑)
ดนตรีไทยในสมยั น้ีส่วนใหญ่ยงั คงมีลกั ษณะและรูปแบบตามท่ีมีมาต้งั แตส่ มยั กรุงศรีอยธุ ยา ที่พฒั นาข้ึนบา้ งในสมยั น้ี
๑.วงปี่ พาทย์ เพม่ิ กลองทดั ข้ึนอีก ๑ ลูก ซ่ึง แต่เดิมมา มีแค่ ๑ ลูก พอมาถึง สมยั รัชกาลท่ี๑ วงปี่ พาทย์ มี กลองทดั ๒
ลูก เสียงสูง (ตวั ผ)ู้ ลูกหน่ึง และ เสียงต่า (ตวั เมีย) ลูกหน่ึง
๒.วงมโหรี เพ่ิมระนาดเอกในวงมโหรี ๑ ราง
๓.บทเพลงในสมยั รัชกาลที่ ๑ ไม่มี เน่ืองจากเป็นช่วงฟ้ื นฟูวฒั นธรรมบทเพลงส่วนใหญ่ยงั ใชข้ องเดิมที่มีมาต้งั แต่สมยั
กรุงศรีอยธุ ยา
สมยั รัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๒)
อาจกล่าววา่ ในสมยั น้ี เป็นยคุ ทองของ ดนตรีไทย ยคุ หน่ึง ท้งั น้ีเพราะ องค์
พระมหากษตั ริย์ ทรงสน พระทยั ดนตรีไทย เป็นอยา่ งยง่ิ พระองคท์ รงพระปรีชาสามารถ
ในทาง ดนตรีไทย ถึงขนาดที่ ทรงดนตรีไทย คือ ซอสามสาย ได้ มีซอคูพ่ ระหตั ถช์ ื่อวา่ "
ซอสายฟ้าฟาด" และได้ พระราชนิพนธ์ เพลงไทย ข้ึนเพลงหน่ึง เป็นเพลงท่ีไพเราะ และ
อมตะ มาจนบดั น้ีนน่ั กค็ ือเพลง " บุหลนั ลอยเลื่อน" การพฒั นาเปล่ียนแปลงของดนตรีไทย
ในสมยั รัชกาลที่ ๒ มีดงั น้ี
สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลท่ี ๒)
๑.วงป่ี พาทยเ์ สภา ไดม้ ีการนาเอาวงปี่ พาทย์ มาบรรเลง ประกอบการขบั เสภา เป็นคร้ังแรก นอกจากน้ี ยงั มีกลองชนิด
หน่ึงเกิดข้ึน โดยดดั แปลงจาก " เปิ งมาง" ของมอญ ต่อมาเรียกกลองชนิดน้ีวา่ "สองหนา้ " ใชต้ ีกากบั จงั หวะแทนเสียง
ตะโพนในวงปี่ พาทย์ ประกอบการขบั เสภา เน่ืองจากเห็นวา่ ตะโพนดงั เกินไป จนกระทง่ั กลบเสียงขบั กลองสองหนา้
น้ี ปัจจุบนั นิยมใชต้ ีกากบั จงั หวะหนา้ ทบั ในวงปี่ พาทยไ์ มแ้ ขง็
๒.วงมโหรี และเพม่ิ ฆอ้ งวง ในวงมโหรีอีก ๑ วง
๓.บทเพลง ในสมยั รัชกาลท่ี ๒ การดนตรีมี ความเจริญข้ึนตามลาดบั มีบทเพลงพระราชนิพนธ์ ชื่อวา่ บุหลนั ลอยเล่ือน
๒ช้นั
วงป่ี พราทย์เสภาเคร่ืองห้า สมัยรัชกาลท่ี ๒
https://hs2kvo.blogspot.com/2014/
วงปี่ พราทย์เสภาเคร่ืองห้าแลรวงปี่ พราทย์เสภาเคร่ืองคู่ สมยั รัชกาลท่ี ๒
https://hs2kvo.blogspot.com/2014/
สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลท่ี ๓)
ดนตรีไทย ในสมยั น้ีส่วนใหญ่ ยงั คงมีลกั ษณะ และ รูปแบบตามที่มีมาต้งั แต่ สมยั รัชกาลท่ี ๒ ที่พฒั นาข้ึนบา้ งใน
สมยั น้ี
๑.วงปี่ พาทย์ ไดพ้ ฒั นาข้ึนเป็นวง ป่ี พาทยเ์ ครื่องคู่ เพราะไดม้ ีการประดิษฐร์ ะนาดทุม้ มาคู่กบั ระนาดเอก และ
ประดิษฐฆ์ อ้ งวงเลก็ มาคู่กบั ฆอ้ งวงใหญ่
๒.บทเพลง ในสมยั รัชกาลท่ี๓ มีการร้องเพลงสามช้นั ประกอบการบรรเลงดนตรี โดยพระประดิษฐไ์ พเราะ ( มี
ดุริยางคก์ รู ) ครูมีแขก ไดน้ าเพลง ๒ ช้นั มาขยายใหม้ ีจงั หวะยาวมากข้ึนเป็นคนแรก ไดแ้ ก่เพลง แขกบรเทศ ฯลฯ
วงป่ี พราทย์เคร่ืองคู่ สมัยรัชกาลที่ ๓
https://hs2kvo.blogspot.com/2014/
วงป่ี พราทย์เคร่ืองคู่ สมยั รัชกาลท่ี ๓
https://hs2kvo.blogspot.com/2014/
สมยั รัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๔)
๑.วงป่ี พาทยไ์ ดพ้ ฒั นาข้ึนเป็นวง ป่ี พาทยเ์ ครื่องใหญ่ เพราะไดม้ ีการประดิษฐ์ เครื่องดนตรี เพ่ิมข้ึนอีก ๒ ชนิด
เลียนแบบ ระนาดเอก และระนาดทุม้ โดยใชโ้ ลหะทาลูกระนาด และทารางระนาดใหแ้ ตกต่างไปจากรางระนาดเอก
และระนาดทุม้ (ไม)้ เรียกวา่ ระนาดเอกเหลก็ และระนาดทุม้ เหลก็ นามาบรรเลงเพม่ิ ในวงปี่ พาทยเ์ คร่ืองคู่ ทาให้
ขนาดของ วงป่ี พาทยข์ ยายใหญ่ข้ึนจึงเรียกวา่ วงป่ี พาทยเ์ ครื่องใหญ่
สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลท่ี ๔)
อน่ึงในสมยั น้ี วงการดนตรีไทย นิยมการร้องเพลงส่งใหด้ นตรีรับ หรือท่ีเรียกวา่ " การร้องส่ง" กนั
มากจนกระทง่ั การขบั เสภาซ่ึงเคยนิยมกนั มาก่อนค่อย ๆ หายไป และการร้องส่งกเ็ ป็นแนวทางใหม้ ี
ผคู้ ิดแต่งขยายเพลง ๒ ช้นั ของเดิมใหเ้ ป็นเพลง ๓ ช้นั และตดั ลง เป็นช้นั เดียว จนกระทง่ั กลายเป็น
เพลงเถาในที่สุด
๒.วงมโหรี เกิดวงมโหรี เคร่ืองคู่ เพิม่ เคร่ืองดนตรีในวงใหเ้ ป็นคูเ่ หมือนกบั วงปี่ พาทยใ์ นสมยั
รัชกาลที่ ๓ และ เพ่ิมขลุ่ยใหม้ ีเสียงสูงข้ึนกวา่ เดิม เรียกวา่ ขลุ่ยหลิบ
สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลท่ี ๔)
๓.วงมโหรีเครื่องใหญ่ ไดน้ าตน้ แบบมาจากวงป่ี พาทยเ์ ครื่องใหญ่ โดยเพิ่มระนาดเอกเหลก็ ระนาด
ทุม้ เหลก็ และนาเอาซอดว้ ง ซออู้ ของวงเคร่ืองสายเขา้ มาผสมในวงมโหรีดว้ ย เครื่องดนตรีประเภท
เครื่องตีของวงมโหรีน้นั จะตอ้ งลดขนาดใหเ้ ลก็ ลง เพื่อจะไดม้ ีเสียงสมดุลกบั เครื่องสายท่ีมีอยใู่ นวง
และเพ่ือใหเ้ หมาะกบั ผบู้ รรเลงซ่ึงเป็นสตรี
๔.วงเคร่ืองสายปี่ ชวา เป็นวงเคร่ืองสายที่ประสมกบั วงกลองแขก ซ่ึงเดิมเรียกวา่ “ กลองแขกเครื่องใหญ่”
ใชบ้ รรเลงในงานอวมงคล มีเคร่ืองดนตรีดงั น้ี ๑. ป่ี ชวา ๒. ซอดว้ ง ๓. ซออู้ ๔. จะเข้ ๕. ขลุ่ยเพียงออ
๖. ขลุ่ยหลิบ ๗. กลองแขก ๘. ฉิ่ง ๙. ฉาบ ๑๐. กรับ
สมยั รัตนโกสินทร์ (รัชกาลท่ี ๔)
๕.บทเพลงในสมยั รัชกาลที่ ๔ เกิดเพลงประเภทเพลงเถา เพลงเถาเพลงแรกชื่อวา่ เพลง
ทยอยใน โดยครูเพง็ (กล่าวกนั วา่ เป็นญาติผนู้ อ้ งของพระประดิษฐไ์ พเราะ )
พระประดิษฐไ์ พเราะไดป้ ระพนั ธ์เพลงทยอยไวม้ ากมาก จนไดช้ ่ือวา่ เจา้ แห่งเพลงทยอย
นอกจากน้ีท่านยงั เป็นผปู้ ระพนั ธ์เพลงสาหรับอวดฝีมือข้ึนเป็นคนแรก คือเพลงทยอย
เด่ียวสาหรับปี่ ใน โดยเฉพาะ และกลายเป็นเพลงเด่ียว ( solo ) ตน้ แบบในปัจจุบนั
สมยั รัตนโกสินทร์ (รัชกาลท่ี ๕)
๑.วงปี่ พาทยไ์ มน้ วม เป็นการนาวงป่ี พาทยไ์ มแ้ ขง็ มาเปลี่ยนไมท้ ่ีใชต้ ีท่ีเดิมมีเสียงแขง็ กร้าว เปลี่ยน
ใหน้ ุ่ม นวล น่าฟัง ใชข้ ลุ่ยแทนป่ี ใน ใชก้ ลองแขกแทนกลองทดั และตะโพน เพม่ิ ซออู้ ๑ คนั การจดั
วงใชห้ ลกั การจดั เหมือนวงปี่ พาทยท์ ุกอยา่ ง (เครื่องหา้ เครื่องคู่ เคร่ืองใหญ่) เพยี งแต่เปล่ียนเคร่ือง
ดนตรีท่ีกล่าวมาข้นั ตน้
วงป่ี พราทย์ไม้นวมเครื่องคู่ ภาพรเคร่ืองดนตรีจาก TKAPP
วงป่ี พราทย์ไม้นวมเครื่องคู่ ภาพรเคร่ืองดนตรีจาก TKAPP
สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลท่ี ๕)
๒.วงป่ี พาทยด์ ึกดาบรรพ์ สาหรับใชบ้ รรเลงประกอบการแสดง "ละครดึกดาบรรพ"์ ซ่ึงเป็น
ละครท่ีเพง่ิ ปรับปรุงข้ึนในสมยั รัชกาลน้ีเช่นกนั โดยสมเดจ็ กรมพระยานริศรานุวดั ติวงศ์
และเจา้ พระยาเทเวศร์วงศว์ วิ ฒั น์(ม.ร.ว. หลาน กญุ ชร)ไดแ้ นวคิดจากแนวละครอุปรากร
( Opera ) หลกั การปรับปรุงของท่านกโ็ ดยการตดั เครื่องดนตรีชนิดเสียงเลก็ แหลม หรือ
ดงั เกินไปออก คงไวแ้ ต่เคร่ืองดนตรีท่ีมีเสียงทุม้ นุ่มนวล กบั เพม่ิ เครื่องดนตรีบางอยา่ งเขา้
มาใหม่ เครื่องดนตรี ในวงปี่ พาทยด์ ึกดาบรรพ์ จึงประกอบดว้ ยระนาดเอก ฆอ้ งวงใหญ่
ระนาดทุม้ ระนาดทุม้ เหลก็ ขลุ่ย ซออู้ ฆอ้ งหุ่ย ( ฆอ้ ง ๗ ใบ) ตะโพน กลองตะโพน และ
เครื่องกากบั จงั หวะ
วงป่ี พราทย์ดกึ ดาบรรพร์ สมยั รัชกาลที่ ๔
https://hs2kvo.blogspot.com/2014/
สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลท่ี ๕)
๓.บทเพลง ในสมยั รัชกาลท่ี ๕ เกิดเพลงข้ึนหลายบทเพลง และไดร้ ับความนิยมอยา่ งสูง
มาจนถึงปัจจุบนั เช่น เพลงแขกมอญบางขนุ พรหม เถา พระราชนิพนธ์ ในสมเดจ็ พระเจา้
บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้าบริพตั รสุขมุ พนั ธ์ เขมรไทรโยค สามช้นั พระราชนิพนธ์ ในสมเดจ็
พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟ้ากรมพระยานริศรานุวตั ิวงศ์ ลาวดวงเดือน สองช้นั พระนิพนธ์
ในพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม นอกจากน้ี สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์
เธอ เจา้ ฟ้ากรมพระยานริศรานุวตั ิวงศ์ ยงั เป็นผพู้ ระราชนิพนธ์ เพลงสรรเสริญพระบารมี
เป็นคร้ังแรก อนั เป็นตน้ เคา้ ของเพลงสรรเสริญพระบารมีในปัจจุบนั
สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๖)
เป็นสมยั ท่ีการดนตรีเจริญข้ึนมากเพราะพระมหากษตั ริยท์ รงสนพระทยั และทรงบารุง
อยา่ งจริงจงั ถึงแก่ต้งั กรมมหรสพซ่ึงมีกรมบญั ชาการ กรมโขนหลวง กรมพิณพาทยห์ ลวง
กองเครื่องสายฝรั่งหลวง และกรมช่างมหาดเลก็ สาหรับสร้างและซ่อมแซมส่ิงซ่ึงเป็นศิลปะ
ท้งั ปวง เคร่ืองปี่ พาทยป์ ระดบั มุก ประดบั งา จึงทาใหเ้ กิดนกั ดนตรีไทยฝีมือดี ซ่ึงต่อมาเป็น
ครูดนตรีไทยที่มีช่ือเสียงหลายคน เช่น หลวงประดิษฐไ์ พเราะ( ศร ศิลปบรรเลง)
สมยั รัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๖)
ผลงานของหลวงประดิษฐไ์ พเราะ( ศร ศิลปบรรเลง) มีมากมาย เช่น บทเพลงทางกรอ เพลง
ทางเปลี่ยน เพลงท่ีมี ลูกนาข้ึนตน้
การปรับปรุงวงปี่ พาทยข์ ้ึนมาอีกชนิดหน่ึงโดยนาวงดนตรีของมอญมาผสมกบั วงป่ี พาทย์
ของไทย ต่อมาเรียกวงดนตรีผสมน้ีวา่ "วงปี่ พาทยม์ อญ" วงป่ี พาทยม์ อญดงั กล่าวน้ี กม็ ีท้งั วง
ป่ี พาทยม์ อญเครื่องหา้ เคร่ืองคู่ และเครื่องใหญ่ เช่นเดียวกบั วงปี่ พาทยข์ องไทย และ
กลายเป็นที่นิยมใชบ้ รรเลงประโคมในงานศพ มาจนกระทงั่ บดั น้ี
วงป่ี พราทย์มอญเครื่องใหญ่ สมยั รัชกาลที่ ๖
https://pirun.ku.ac.th/~b5411100330/
สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๖)
อีกท้งั นาเครื่องดนตรีของชวา หรืออินโดนีเซีย คือ "องั กะลุง" มาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็นคร้ังแรก
โดยหลวงประดิษฐไ์ พเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ท้งั น้ีโดยนามาดดั แปลง ปรับปรุงข้ึนใหม่ใหม้ ีเสียง
ครบ ๗เสียง (เดิมมี ๕ เสียง) ปรับปรุงวธิ ีการเล่น โดยถือเขยา่ คนละ ๒ เสียง ทาใหเ้ คร่ืองดนตรีชนิด
น้ี กลายเป็นเครื่องดนตรีไทยอีกอยา่ งหน่ึง เพราะคนไทยสามารถทาองั กะลุงไดเ้ อง อีกท้งั วธิ ีการ
บรรเลงกเ็ ป็นแบบเฉพาะของเรา แตกต่างไปจากของชวาโดยสิ้นเชิง
วงองั กรลุง สมยั รัชกาลที่ ๖
https://hs2kvo.blogspot.com/2014/
วงองั กรลุง สมยั รัชกาลที่ ๖
https://hs2kvo.blogspot.com/2014/
สมยั รัตนโกสินทร์ (รัชกาลท่ี ๖)
การนาเคร่ืองดนตรีของต่างชาติเขา้ มาบรรเลงผสมในวงเครื่องสาย ไดแ้ ก่ ขิมของจีน และออร์แกนของฝร่ัง ทาให้
วงเคร่ืองสายพฒั นารูปแบบของวงไปอีกลกั ษณะหน่ึง คือ " วงเคร่ืองสายผสม”
วงเคร่ืองสายผสมขมิ สมยั รัชกาลท่ี ๖ วงเครื่องสายผสมเปี ยโนแลรไวโลลนิ สมยั รัชกาลท่ี ๖
https://hs2kvo.blogspot.com/2014/ https://hs2kvo.blogspot.com/2014/
วงเคร่ืองสายผสมขมิ สมยั รัชกาลท่ี ๖
https://hs2kvo.blogspot.com/2014/
วงเคร่ืองสายผสมเปี ยโนแลรไวโลลนิ สมยั รัชกาลท่ี ๖
https://hs2kvo.blogspot.com/2014/
สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๗)
พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงสนพระทยั ทางดา้ น ดนตรีไทย มากเช่นกนั พระองคไ์ ด้
พระราชนิพนธ์ เพลงไทยที่ไพเราะไวถ้ ึง 3 เพลง คือ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง 3 ช้นั เพลงเขมรลอย
องค์ (เถา) และเพลงราตรีประดบั ดาว (เถา) พระองคแ์ ละพระราชินีไดโ้ ปรดใหค้ รูดนตรีเขา้ ไปถวายการ
สอนดนตรีในวงั และมีวงดนตรีไทยส่วนพระองคอ์ ีกดว้ ย
แต่เป็นท่ีน่าเสียดาย ท่ีระยะเวลาแห่งการครองราชยข์ องพระองคไ์ ม่นานเนื่องมาจากมีการเปล่ียนแปลง
การปกครอง และพระองคท์ รงสละราชบลั ลงั ก์ หลงั จากน้นั ได้ 2 ปี มิฉะน้นั แลว้ ดนตรีไทยกค็ งจะ
เจริญรุ่งเรืองมากในสมยั แห่งพระองค์ อยา่ งไรกต็ ามดนตรีไทยในสมยั รัชกาลน้ี นบั วา่ ไดพ้ ฒั นารูปแบบ
และลกั ษณะมาจนกระทงั่ สมบูรณ์เป็นแบบแผนดงั เช่นในปัจจุบนั
สมยั รัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๗)
ต่อมาภายหลงั การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ดนตรีไทยเร่ิมซบเซาลง เป็นสมยั หวั เล้ียวหวั ต่อ
ท่ีดนตรีไทยเกือบจะถึงจุดจบ เนื่องจากรัฐบาลในสมยั จอมพลป. พบิ ูลสงคราม มีนโยบายท่ีเรียกวา่
รัฐนิยม
ซ่ึงนโยบายน้ีมีผลกระทบต่อวงการดนตรีไทยอยา่ งมาก คือมีการหา้ มบรรเลงดนตรีไทยเพราะเห็นวา่ ไม่
สอดคลอ้ งกบั การพฒั นาประเทศใหท้ ดั เทียมกบั อารยประเทศ ใครจะจดั ใหม้ ีการบรรเลง ดนตรีไทย
ตอ้ งขออนุญาต จากทางราชการก่อน อีกท้งั นกั ดนตรีไทยกจ็ ะตอ้ งมีบตั รนกั ดนตรีที่ทางราชการออกให้
สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๘)
ยงั เป็นช่วงต่อเน่ืองระหวา่ งปลายรัชกาลที่ ๗ มาตน้ รัชกาลท่ี ๘ การดนตรีไทยในสมยั น้ี
เป็นสมยั หลงั การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยม์ าเป็ น
การปกครองในระบอบประชาธิปไตย “เป็นระยะท่ีดนตรีไทยเขา้ สู่สภาวะมืดมนเพราะ
รัฐบาลไม่ส่งเสริมดนตรีไทย และยงั พยายามใหค้ นไทยหนั ไปเล่นดนตรีสากลแบบ
ตะวนั ตก”
สมยั รัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๘)
ต่อมากเ็ กิดรัฐนิยมข้ึน “ การท่ีมีรัฐนิยมเกิดข้ึน กล่าวคือ หา้ มการบรรเลงดนตรีไทย ดว้ ย
เห็นวา่ ดนตรีไทยไม่เหมาะสมกบั ชาติท่ีกาลงั พฒั นา ใหท้ ดั เทียมกบั อารยประเทศ จึงมี
การหา้ มโดยเคร่งครัด แต่ยงั อนุญาตใหบ้ รรเลงในงานพธิ ีหรือในบางประเพณี แต่
จะตอ้ งไปขออนุญาตที่กรมศิลปากรหรืออาเภอก่อนและตอ้ งมีบตั รนกั ดนตรี ท่ีทาง
ราชการออกใหย้ งั คงใชต้ ่อมาจนถึงรัชกาลที่ ๘
สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๘)
จึงทาใหน้ กั ดนตรีหวั ใจห่อใจเหี่ยวไปตาม ๆ กนั บางคนถึงกบั ขาย เครื่องดนตรีอนั วิจิตรงดงาม เพราะ
ถึงเกบ็ ไวก้ เ็ ปล่าประโยชน์ เคร่ืองดนตรีอนั งดงามวิจิตร หลายชิ้นที่ถูกขายไปในรูปแบบของเก่า หรือ
ขายต่อใหต้ ่างประเทศไปอยา่ งน่าเสียดาย แต่กย็ งั มีนกั ดนตรีอีกไม่นอ้ ยท่ีไม่ยอมทิ้งดนตรีไทย เช่น
หลวงประดิษฐ์ ไพเราะ ( ศร ศิลปบรรเลง) ยงั คงแต่งเพลงต่อไปอยา่ งไม่ยอ่ ทอ้
เพลงเอกของท่านที่เกิดข้ึนในสมยั รัชกาลท่ี ๘ เช่น แสนคานึงเถา กราวราเถา แขกเงาะ และแขกชุมพล
เป็นตน้ และอาจารย์ มนตรี ตราโมท กห็ นั มาประดิษฐเ์ พลงระบามากข้ึน ซ่ึงเพลงไทยในระยะน้ี มีผนู้ า
ทานองเพลงไทยมาใส่เน้ือร้องเตม็ ตามทานองบา้ ง แต่งข้ึนเองบา้ ง เพอ่ื ประกอบละครพดู ละคร
ประวตั ิศาสตร์ และภาพยนตร์ ผแู้ ต่งมีหลายท่าน เช่น พรานบูรณ์ หลวงวจิ ิตรวาทการ ลว้ น ควนั ธรรม
ฯลฯ
สมยั รัตนโกสินทร์ (รัชกาลท่ี ๘)
หลวงวจิ ิตรวาทการร่วมกบั อาจารยม์ นตรี ตราโมทแต่งเพลงประกอบบทละครประวตั ิศาสตร์หลายเพลง เช่น เพลง
เพอื่ นไทย ใตร้ ่มธงไทย ในน้ามีปลา ในนามีขา้ ว ฯลฯ เพลงเหล่าน้ี มีลกั ษณะเป็นแบบตามใจผแู้ ต่ง จะเป็นเพลงไทย
กไ็ ม่ใช่ เพลงฝร่ัง กไ็ ม่ใช่ การแตง่ เพลงของหลวงวจิ ิตรวาทการแต่งโดยใชจ้ ินตนาการของตนเองบา้ ง
บางเพลงกน็ าทานองของฝร่ังมาใส่เน้ือไทยบา้ ง เช่น ภาพเธอ นกั แต่งเพลงอื่น เช่น พรานบูรณ์ มีจุดมุ่งหมาย ของ
การแตง่ เพลงเพอื่ นาไปประกอบภาพยนต์ ละคร เพลงที่แต่งจึงพยายามใหเ้ หมาะกบั เน้ือเรื่อง เป็นสาคญั เช่น เพลง
ดูซิดูโน่นซิ เพลงร้อนแดด ฯลฯ อาจกลา่ วไดว้ า่ เพลงในระยะน้ีเป็นเพลงท่ียงั ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑท์ ฤษฎีตะวนั ตก
อยา่ งแทจ้ ริง