The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sasiwimon Faykrathok, 2023-04-09 12:18:32

ข้อสอบ TAKE HOME (1)

ข้อสอบ TAKE HOME (1)

ข้อสอบ TAKE HOME นางสาวศศิวิมล ฝ่ายกระโทก รหัสนักศึกษา 6340308125 ชั้นปีที่ 3 เสนอ ผศ.ดร. กนกพร ฉิมพลี รายวิชาการจัดการความรู้เพื่อการพัฒนาสังคม รหัสวิชา 219331 หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขานวัตกรรมการพัฒนาสังคม คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จัดทำ โดย


1. จงอธิบายกระบวนการเกิดความรู้ พร้อมยกตัวอย่างประกอบเพื่อสังเคราะห์ กระบวนการเกิดความรู้ของตนเอง อย่างละเอียด การเรียนรู้จะทำ ให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ ขึ้น ซึ่งจะไปเพิ่มพูนองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้น ความรู้นี้ก็จะถูกนำ ไปใช้เพื่อสร้างความรู้ใหม่ ๆ เป็นวงจรที่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่เรียกว่า “ วงจรการเรียนรู้ ” ซึ่งวงจรความรู้ เริ่มจาก องค์ความรู้ แล้วไปสู่ การนำ ความรู้ไปใช้ ซึ่งจะทำ ให้ เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งจะหมุนวนกลับไปเป็น องค์ความรู้ อีกครั้งหนึ่ง


1. สารสนเทศ (lnformation) ข้อมูลที่ผ่านการคิดเพื่อนำ มาใช้ตัดสินใจ ของผู้ใช้ ซึ่งอยู่ในรูปที่วัด / จับต้องได้ 2. ปัญญา (wisdom) ความรู้ที่ฝังในตัวคนและนำ มาใช้ประโยชน์ โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ 1) ความรู้ฝังลึก / ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำ พูดหรือลาย ลักษณ์อักษรได้ 2) ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม แสดงออก และสามารถ่ายทอดออกมาได้ 3. ความรู้ (Knowledge) สารสนเทศที่ผ่านการคิด เชื่อมความรู้อื่นจนเข้าใจ และนำ มาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจ โดยความรู้นี้ได้มาจากตนเองและผู้อื่น 4. ข้อมูล (Data) ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ไม่ผ่านการแปล / ตีความ


เนื้อหาที่สนใจจะศึกษา เพื่อให้เกิดความรู้ คือ “เทคนิคการล้างหน้าให้ถูกวิธี” โดยมีข้อมูลทั้งเรื่องประเภท / สภาพผิว การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เทคนิคการล้างหน้า และข้อสำ คัญในการล้างหน้า ใช้การเผยแพร่ผ่านช่องทาง ออนไลน์ โดยความรู้ที่ได้สามารนำ ไปปรับใช้กับตัวเองและส่งต่อให้ผู้ที่สนใจได้


2. กระบวนการสร้างความรู้ หรือ seci model มีลักษณะเป็นอย่างไร และท่านมีแนวทางการสร้างความรู้จาก model ดังกล่าว อย่างไรบ้าง โมเดลเซกิ (SECI Model) SECI Model ถูกเสนอโดย โนนากะ กับ ทาเคอุชิ ในปี 1995 SECI Model คือ แผนภาพแสดงความสัมพันธ์การหลอมรวมความรู้ ระหว่างความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) กับความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) โดยใช้ 4 กระบวนการ เพื่อยกระดับความรู้ให้สูงขึ้น ดังนี้


1. Socialization (การสร้างความรู้แบบฝังลึก / เป็นความรู้ฝังลึก) เป็นการแลกเปลี่ยน แบ่งปันประสบการณ์หรือการให้ความรู้แบบเผชิญหน้ากัน เช่น การประชุม การระดมสมอง ที่มาจากความรู้ การเรียนรู้ และประสบการณ์ของ แต่ละบุคคล แล้วนำ มาแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบได้พบปะกัน ไม่ใช่จากการอ่าน หนังสือ คู่มือ หรือตำ รา หรือผ่านสื่อใด ๆ 2. Externalization (การสกัดความรู้ออกจากตัวคน ) เป็นการส่งต่อความรู้ฝังลึกให้เป็นความรู้ชัดแจ้ง โดยผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น การสอน การอธิบาย เพื่อเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ที่ถูกฝังอยู่ในความรู้ฝังลึกให้สื่อสารออกไป ภายนอก ซึ่งความรู้ฝังลึกจะถูกพัฒนา กลั่นกรอง แล้วนำ ไปสู่การแบ่งปันแลกเปลี่ยนเป็น ฐานความรู้ใหม่ที่ถูกนำ ไปใช้ต่อไป 3. Combination (การรวบรวมความรู้ชัดแจ้งให้ขยายออกไป) เป็นการนำ ความรู้ที่มีไปสร้างต้นแบบใหม่ สร้างสรรค์งานใหม่ ได้ความรู้ใหม่ โดยความรู้ชัดแจ้งนั้นได้จากการรวบรวมความรู้ภายในหรือภายนอก แล้วนำ มาถอด องค์ความรู้ร่วมกัน หรือผ่านกระบวนการที่ทำ ให้เกิดความรู้ใหม่แล้วความรู้ใหม่ จะถูกถ่ายทอดและเผยแพร่แก่สมาชิกต่อไป 4. Internalization (การสร้างความรู้แบบชัดแจ้งเป็นความรู้ฝังลึก ) เป็นขั้นตอนปฏิบัติจริง โดยนำ ความรู้ที่ได้มานำ ไปปรับใช้เพื่อให้กลายเป็นความรู้ฝังลึก แนวทางการสร้างความรู้จาก model และการนำ มาปรับใช้ การสร้างความรู้จาก model จะเป็นการสร้างความรู้ในเรื่องของ “ธุรกิจห้องเช่า” ขั้นตอนการคิดค่าเช่าห้อง ค่าน้ำ และค่าไฟ มีวิธีคิด ดังตัวอย่างนี้


วิธีคิด ตัวเลขสีฟ้า = หน่วยของน้ำ (20) / ไฟ (8) ตัวเลขข้างหน้า = ค่ามิเตอร์น้ำ ( 1640 ) / ไฟ ( 5688 ) ของเดือนปัจจุบัน ตัวเลขข้างหลัง = ค่ามิเตอร์น้ำ ( 1622) / ไฟ ( 5649) ของเดือนที่แล้ว ค่าห้อง (ค่าห้องเปล่าไม่รวมน้ำ / ไฟ) = 1200 บาท นำ ค่ามิเตอร์น้ำ /ไฟในเดือนปัจจุบันลบกับค่ามิเตอร์น้ำ /ไฟของเดือนที่แล้ว เมื่อได้คำ ตอบนำ มา คูณกับหน่วยของน้ำ /ไฟ เมื่อได้คำ ตอบให้นำ ทั้งหมดมารวมกัน นั่นคือค่าน้ำ /ไฟในเดือนปัจจุบัน จากนั้นนำ ผลของค่าน้ำ /ไฟมารวมกับค่าเช่าห้อง ผลรวมทั้งหมดคือค่าห้องของเดือนปัจจุบันที่ต้องจ่าย


3. จงวิเคราะห์กระบวนการจัดการความรู้ โดยอธิบายว่าแตกต่างระหว่าง กระบวนการจัดการความรู้ที่ประยุกต์ใช้ในภาคองค์กรและกระบวนการจัดการ ความรู้ในชุมชน อย่างละเอียด การจัดการความรู้ เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ ซึ่งกระจายอยู่ในตัวบุคคล หรือ เอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเอง รวมทั้งสามารปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


กระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาการความรู้ มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน 1. การบ่งชี้ความรู้ ( Knowledge Identification ) เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมายคืออะไร เพื่อให้ บรรลุเป้าหมาย ต้องใช้อะไร ปัจจุบันมีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด และอยู่ที่ใคร เพื่อวางขอบเขตและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) เป็นการสร้าง แสวงหา รวบรวมความรู้ทั้งภายใน/ภายนอก รักษาความรู้เดิม แยกความรู้ ที่ใช้ไม่ได้แล้วออกไป เพื่อจัดทำ เนื้อหาให้ตรงกับความต้องการ 3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) เป็นการกำ หนดโครงสร้างความรู้ แบ่งชนิด ประเภทของความรู้ เพื่อให้สืบค้นได้ง่ายและ สะดวกต่อการใช้งาน 4. การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement) เป็นการปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใช้ภาษาเดียวกัน เรียบเรียง และปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย ตรงกับความต้องการ 5. การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Access) เป็นการทำ ให้ผู้ใช้ความรู้เข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก


6.การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing) เป็นการแบ่งปัน สามารถทำ ได้หลายวิธี เช่น จัดทำ เอกสาร เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น 7.การเรียนรู้ (Learning) เป็นการนำ ความรู้มาใช้ในการตัดสินใจ แก้ปัญหา และทำ ให้เป็นส่วนหนึ่งของงาน องค์ประกอบสำ คัญของการจัดการความรู้ (Knowledge Process) 1.“คน” เป็นองค์ประกอบที่สำ คัญที่สุดเพราะเป็นแหล่งความรู้ และเป็นผู้นำ ความรู้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ 2.“เทคโนโลยี” เป็นเครื่องมือเพื่อให้คนสามารถค้นหา จัดเก็บ แลกเปลี่ยน รวมทั้งนำ ความรู้ไปใช้อย่างง่าย และรวดเร็วขึ้น 3.“กระบวนการความรู้” เป็นการบริหารจัดการ เพื่อนำ ความรู้จากแหล่งความรู้ไปให้ ผู้ใช้ เพื่อทำ ให้เกิดการปรับปรุง ในด้านขององค์กร จะมีในส่วนของวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย ในด้านของชุมชน จะมีในส่วนของสังคมชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมทั้งการแลกเปลี่ยน ความคิด การระดมความคิดเห็น วางแผนงานและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งตรงนี้ เป็นจุดต่างที่ชุมชนนั้นมีมากกว่าในภาคขององค์กร ทั้งองค์ประกอบและกระบวนการจัดการความรู้ทั้ง 7 ขั้นตอน ดังนั้น หากนำ มาเปรียบเทียบระหว่างในภาคองค์กรและชุมชน และคน ซึ่งในองค์กรล้วนมีการแบ่งหน้าที่และการทำ งานที่รวดเร็วมีเทคโนโลยี และสังคมภายในองค์กรที่ทันสมัย ทั้งหมดนี้จึงว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยพัฒนางาน ให้ออกมาควบคู่กับจุดประสงค์ที่องค์กรนั้นได้วางไว้


ควรมีการมองภาพรวมภายในสาขาให้มีความชัดเจนว่า ในสาขานั้นมีปัญหา หรือจุดบกพร่องในส่วนไหนที่ควรได้รับการพัฒนาและปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น โดยใช้วิธีแลกเปลี่ยนหรือปรึกษาหารือกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่กว้างขึ้นและทุกคน มีโอกาสที่จะแสดงความคิดเห็นของตนเองได้อย่างอิสระ เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็แยกแต่ละประเด็นให้มีความชัดเจนมากขึ้น และรวมทั้งมี การค้นหาข้อมูลใหม่ ๆ และการนำ เอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เหมาะสมเข้ามา พัฒนาควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ครอบคลุมก้าวทันต่อสังคมโลก ในอนาคต 4. ในฐานะที่ท่านเป็นนักพัฒนาสังคม จงอธิบายแนวทางการจัดการความรู้ เพื่อการพัฒนาบัณฑิตสาขาวิชาการพัฒนาสังคมในอนาคต ว่าควรมีรูปแบบ/ แนวทางเป็นอย่างไรที่จะส่งผลให้บัณฑิตสาขาวิชาการพัฒนาสังคม เป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ


บรรณานุกรม การจัดการความรู้ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น. (ม.ป.ป). เอกสารความรู้ เรื่องการจัดการความรู้กับการบริหารราชการสมัยใหม่.ม่ สืบค้นเมื่อ 9เมษายน 2566, จาก http://www.dla.go.th/work/km/home/kmstory/ kmstory4.htm ชนาธิป ลีนิน. (2561). การจัดการความรู้คืออะไร : KM?. สืบค้นเมื่อ 9เมษายน 2566, จาก http://ks.rmutsv.ac.th/th/whatiskm บริษัท ฟิวชั่น โซลูชั่น. (ม.ป.ป). การจัดการความรู้แบบSECI Model. สืบค้น เมื่อ 9เมษายน 2566, จาก https://www.seedkm.com/ เสาวลักษณ์ พรมประกอบ. (2556). กระบวนการจัดการความรู้มีขั้นตอนอะไร บ้าง. สืบค้นเมื่อ 9เมษายน 2566, จาก https://sites.google.com/a/parichat.skru.ac.th/ saowalak-km/


Thank You


Click to View FlipBook Version