The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เนื้อหาและคำอธิบายเกี่ยวกับความผิดต่อเจ้าพนักงาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Natthaphon Chanmala, 2022-09-14 18:11:39

กฏหมายอาญาภาคความผิด 2

เนื้อหาและคำอธิบายเกี่ยวกับความผิดต่อเจ้าพนักงาน

กฎหมายอาญา
ภาคความผิด 2

ความผิดเกี่ยวกับการปกครอง

หมวด : ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

นาย ภานุวัฒน์ โมสิกะ
รหัสนิสิต 641081256

คณะ นิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยทักษิณ

คำนำ

กฏหมายอาญา ภาคความผิด 2 นี้ ข้าพเจ้าได้จัด
ทำขึ้ นเพื่ อรวบรวมเนื้ อหาและคำอธิบายความผิดเกี่ยว
กับการปกครอง ในหมวดหมู่ความผิดต่อเจ้าพนักงาน
เพื่อเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ให้กับนักศึกษา
และผู้ที่สนใจเพื่ อเป็ นแนวทางในการศึกษาวิชากฏ
หมายอาญาในระดับต่อไป

ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเนื้อหาในเล่มนี้ จะ
อำนวยประโยชน์แก่นักศึกษาและผู้ที่สนใจ หากมีข้อ
ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้

นาย ภานุวัฒน์ โมสิกะ
กันยายน 2565

สารบัญ

ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

แผนผังความผิดที่กระทำต่อตัวเจ้าพนักงาน 1

1. ความผิดที่กระทำต่อเจ้าพนักงานโดยตรง 2

1.1 ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา 136)

1.2 ความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 137) 3

1.3 ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (มาตรา 138) 4

1.4 ความผิดฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงาน (มาตรา 139) 6

1.5 เหตุฉกรรจ์ของมาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 139 7
(มาตรา 140)

2. ความผิดที่เกี่ยวกับพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานได้ดำเนินการ 9

ไว้

2.1 ความผิดฐานกระทำต่อตราหรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงาน

ได้ประทับไว้ (มาตรา 141)

2.2 ความผิดฐานกระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสารที่เจ้า 11

พนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่ง (มาตรา 142)

3. ความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนเจ้าพนักงาน 13

3.1 ความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกหรือรับสินบน

(มาตรา 143)

3.2 ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 144) 15
4. ความผิดเกี่ยวกับการทำให้เข้าใจว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน 17

4.1 ความผิดฐานแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน

(มาตรา 145)

4.2 ควาาผิดฐานสวมเครื่ิงแบบหรือใช้ยศหรือตำแหน่งโดย 19

ไม่มีสิทธิ (มาตรา 146)

บรรณานุกรม 20

ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดที่กระทำต่อเจ้า ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
พนักงานโดยตรง (มาตรา 136)

ความผิดเกี่ยวกับพยานหลักฐาน แจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน
ที่เจ้าพนักได้ดำเนินการไว้ (มาตรา 137)

ความผิดเกี่ยวกับการให้สินบน ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน
(มาตรา 138 และมาตรา 140)
ความผิดเกี่ยวกับการทำให้ผู้
อื่นเข้าใจว่าตนเป็นเจ้า ขัดขืนใจเจ้าพนักงาน
พนักงาน (มาตรา 139 และมาตรา 140)

1 กระทำต่อตราหรือเครื่องหมายที่เจ้า
พนักงานได้ประทับไว้
(มาตรา 141)

กระทำต่อทรัพย์ย์สินหรือ
เอกสารที่เจ้าพนักงานยึดรักษา

ไว้ หรือสั่งให้ส่ง
(มาตรา 142)

เป็นคนกลางเรียกหรือรับสินบน
(มาตรา 143)

ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน
(มาตรา 145)

แสดงตนเและกระทำการเป็นเจ้า
พนักงาน

(มาตรา 145)

แสดงตนเและกระทำการเป็นเจ้า
พนักงาน

(มาตรา 145)

1.ความผิดที่กระทำต่อตัวเจ้าพนักงาน
โดยตรง

ความผิดที่กระทำต่อตัวเจ้าพนักงานโดยตรงเป็ นการกระทำ
ทางวาจาหรือทางกายต่อตัวเจ้าพนักงาน การปทุษร้ายหรือหลอก
ลวงเจ้าพนักงานผู้นั้นในการปฏิบัติหน้ าที่ ความผิดดังกล่าวนี้
ประกอบด้วย ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา 136) และ
ความผิดฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงาน (มาตรา 139) โดยมีเหตุฉกรรจ์
กรณีต่อสู้หรือขัดขวางหรือข่มขืนใจเจ้าพนักงาน (มาตรา 140)

1.1 ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา 136)

บทบัญญัติ
มาตรา 136 ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้ าที่

หรือเพราะได้กระทำการตามหน้ าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
หนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบความผิด

1.องค์ประกอบภายนอก
(1) ผู้ใด
(2) ดูหมิ่น
(3)เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้ าที่หรือ
เพราะได้กระทำการตามหน้ าที่

2.องค์ประกอบภายใน

เจตนาธรรมดา

คำอธิบาย

“ดูหมิ่น” หมายความว่า แสดงอาการดูถูกเหยียดหยามวาาอีกฝ่าย

หนึ่งไม่ดีหรือตํ่าต้อยกว่า ทั้งโดยวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือกิริยา

ท่าทาง

2

1.2 ความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 137)

ในการบริหารบ้านเมืองให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดแก่
รัฐและประชาชน จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแท้จริง
มิฉะนั้นอาจเกิดความเสียหายแก่รัฐและสังคมโดยรวมได้ ด้วยเหตุนี้
ประมวลกฏหมายอาญาจึงได้บัญญัติความผิดเกี่ยวกับความเท็จไว้หลาย
มาตราด้วยกัน แต่บทที่เป็นพื้นฐาน ได้แก่ ความผิดฐานแจ้งข้อความอัน
เป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามมาตรา 137 ซึ่งเป็นบททั่วไป

บทบัญญัติ
มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจ

ทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน
หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบความผิด

1.องค์ประกอบภายนอก
(1) ผู้ใด
(2) แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
(3) แก่เจ้าพนักงาน
(4) ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย

2.องค์ประกอบภายใน
เจตนาธรรมดา



คำอธิบาย
“แจ้งข้อความ” หมายถึง บอกข้อความให้ทราบ ซึ่งอาจเป็นการแจ้งด้วย
วาจาแสดงกิริยาอาการ หรือทำเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ เช่น แจ้งความ
แก่เจ้าหน้ าที่ตำรวจว่าเอกสารหาย เขียนหรือกรอกคำร้องยื่นให้แก่เจ้า
พนักงานที่ดิน เป็นต้น

3

1.3 ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (มาตรา 138)

ความผิดตามมาตรานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่ง
ต้องช่วยเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติการตามหน้ าที่ได้โดยไม่เกิดความลำบาก
เกินสมควรอันเนื่องมาจากการต่อสู้หรือขัดขวางของผู้กระทำ ทั้งนี้เพื่อ
ประโยชน์ของรัฐ สังคม และประชาชน

บทบัญญัติ
มาตรา138 ผู้ใดต่อสู้ หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้า

พนักงานตามกฏหมายในการปฏิบัติการตามหน้ าที่ ต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินหนึ่งปี หรือ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้น ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือ
ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสอง
ปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบความผิด

1.องค์ประกอบภายนอก
(1) ผู้ใด
(2) ต่อสู้หรือขัดขวาง
(3) บุคคลดังต่อไปนี้
(3.1) เจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้ าที่
(3.2) ผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้ าที่

2.องค์ประกอบภายใน
เจตนาธรรมดา

เหตุที่ทำให้รับโทษหนั กขึ้น
เหตุฉกรรจ์ตามวรรคสอง รับโทษหนักขึ้นถ้าการต่อสู้หรือขัดขวาง
นั้นได้กระทำโดยวิธิดังต่อไปนี้
(1) โดยใช้กำลังปทุษร้าย หรือ
(2) โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังปทุษร้าย

4

คำอธิบาย
1.ต่อสู้หรือขัดขวาง
คำว่า “ต่อสู้” ในเชิงภาษา หมายถึง ต่อต้านโดยจำนงให้เกิดผลต่อเนื้อตัว
ร่างกายของอีกฝ่ายหนึ่ง เช่น จับตัว ผลักอก ชกต่อย เป็นต้น
คำว่า “ขัดขวาง” หมายถึง ต่อต้านโดยจำนงให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถ
ทำให้บรรลุผลหรือเกิดความยากลำบากในการกระทำให้บรรลุผล

จำแนกเป็น 2 กรณี
(1) ผู้กระทำผิดขัดขวางเอง เป็นกรณีที่ผู้กระทำ “การกระทำ” บาง
อย่างเพื่อต่อต้าน เช่น เจ้าพนักงานค้นบ้าน แต่ไม่ยอมให้ค้น หรือเผา
รถยนต์ของตำรวจเพื่อมิให้ติดตามจับกุมตน แต่ถ้าผู้กระทำมิได้กระทำใด
อันเป็นการต่อต้าน เพียงแต่กระทำเพื่อให้ตนพ้นจากการจับกุมโดยมิได้ใช้
หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ไม่เป็นการขัดขวาง เช่นไม่วอมเปิดประตูให้ค้น
บ้าน
(2) ผู้อื่นเป็ นคนขัดขวาง เป็นกรณีที่ผู้กระทำได้กระทำเพื่อช่วยผู้กระทำ
ผิดมิให้ถูกจับกุม เช่น ก. วิ่งหนีตำรวจ ข. ยกสะพานขึ้นให้ หรือหลอกให้
ตำรวจวิ่งไปจับกุมคนร้ายในทางที่คนร้ายมิได้ไป เผารถตำรวจไม่ให้
ติดตามคนร้าย หรือยืนเป็นแถวเรียงหน้ ากระดานเพื่อขวางทางมิให้
ตำรวจไปจับคนร้าย เป็นต้น

2.เจ้าพนั กงานในการปฏิบัติการตามหน้ าที่
เจ้าพนักงานเป็นวัตถุแห่งการกระทำอย่างหนึ่ง โดยจำกัดเฉพาะเจ้า
พนักงานในการปฏิบัติการตามหน้ าที่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้กระทำไม่ต้องรับ
ผิดตามมาตรา 138 แม้ได้ต่อสู้หรือขัดขวาง ถ้าผู้ถูกกระทำ (1) ไม่ใช่เจ้า
พนักงาน (2) เป็นเจ้าพนักงาน แต่ไม่มีหน้ าที่ หรือ (3) เป็นเจ้าพนักงาน
ซึ่งมีหน้ าที่ แต่ไม่ได้ปฏิบัติการตามหน้ าที่

5

1.4 ความผิดฐานข่มขืนใจเข้าพนักงาน (มาตรา 139)

บทบัญญัติ
มาตรา 139 ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วย

หน้ าที่ หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้ าที่ โดยใช้กำลัง ปทุษร้าย หรือ
ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังปทุษร้าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่
เกินแปดหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบความผิด

องค์ประกอบภายนอก
(1) ผู้ใด
(2) ข่มขืนใจ
(3) เจ้าพนักงาน
(4) ให้
(4.1) ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้ าที่ หรือ
(4.2)ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้ าที่
(5) โดย
(5.1) ใช้กำลังปทุษร้าย หรือ
(5.2) ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย

องค์ประกอบภายใน
เจตนาธรรมดา

คำอธิบาย
คำว่า “ข่มขืนใจ” หมายถึง บังคับจิตใจของบุคคลอื่นให้กระทำในสิ่งที่
บุคคลไม่ประสงค์กระทำ หรือให้งดเว้นการกระทำในสิ่งที่บุคคลประสงค์จะ
ทำ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องให้บังคับต่ออำนาจการตัดสินใจของบุคคลอื่น เช่น
โทรศัพท์มาขู่เข็ญไม่ให้ตำรวจไปจับบ่อนการพนัน ส่วนกรณีที่ไม่ได้
บังคับการตัดสินใจของบุคคล ย่อมไม่เป็นการข่มขืนใจ เช่น เจ้าพนักงานถูก
จับมือให้ลงนามในคำสั่ง

6

1.5 เหตุฉกรรจ์ของมาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 139 (มาตรา 140)

บทบัญญัติ
มาตรา 140 ถ้าความผิดตามมาตรา 138 วรรคสอง หรือมาตรา

139 ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธ หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วย
กันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้ากระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ไม่ว่าอั้งยี่หรือซ่องโจร
นั้นจะมีอยู่หรือไม่ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี
และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปื นหรือวัตถุ
ระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้
ในสองวรรคก่อนกึ่ งหนึ่ ง

เงื่ อนไขและผล
เงื่ อนไข

(1) ความผิดตามมาตรา 138 วรรคสอง หรือมาตรา 139
(2) ได้กระทำโดย
(2.1) มีหรือใช้อาวุธ
(2.2) ร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป

ผล
ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น

7

เหตุฉกรรจ์ตามวรรคสองและวรรคสาม
1.เหตุฉกรรจ์ตามวรรคสอง

รับโทษหนักขึ้นถ้ากระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ไม่ว่าอั้งยี่หรือ
ซ่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือไม่

2.เหตุฉกรรจ์ตามวรรคสาม
ถ้าได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปื นหรือวัตถุระเบิด ต้องระวางโทษที่
กฎหมายบัญญัติไว้ในวรรคสองก่อนกึ่งนึง

คำอธิบาย
เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่เจ้า
พนักงาน ในการปฏิบัติการตามหน้ าที่ เพราะฉะนั้นการใช้กำลังปทุษร้าย
หรือชู่เข็ญว่าจะใช้กำลังปทุษร้ายด้วยการมีหรือใช้อาวุธ หรือกระทำหลาย
คน จึงต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา140
(1) โดยมีหรือใช้อาวุธ หมายความว่ารวมทั้งอาวุธโดยสภาพ เช่น ดาบ ปืน
ระเบิด และสิ่งอื่นซึ่งไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ แต่ซึ่งได้ใช้หรือเจตนาจะใช้
ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาุวธ กรรไกร มีดทำครัว
เป็ นต้น
(2) โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป หมายถึง โดยร่วม
กันเป็นตัวการในการกระทำความผิด ตามมาตรา 83 จำนวนตั้งแต่ 3
คนชึ้นไป เล่น ตำรวจจับคนร้ายกำลังจะนำขึ้นรถไปยังสถานีตำรวจ จำเลย
กับพวกอีก 2 คนเข้าโอบกอดตำรวจแล้วพาคนร้ายหนีไป

8

2. ความผิดที่เกี่ยวกับพยานหลักฐานที่

เจ้าพนักงานได้ดำเนินการไว้

บางกรณีที่ผู้กระทำอาจจะกระทำให้พยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานได้
ดำเนินการไว้เสียหายหรือใช้ไม่ได้ เพื่อให้ผู้กระทำความผิดอย่างอื่นมี
โอกาสหลุดพ้นจากความรับผิด ดังนั้น กฎหมายอาญาจึงบัญญัติการกระทำ
ดังกล่าวให้เป็นความผิดเพื่อคุ้มครองพยานหลักฐานนั้นไว้ 2 กรณี ได้แก่
ความผิดฐานกระทำต่อตราหรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานประทับไว้
(มาตรา 141) และความผิดฐานกระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสารที่เจ้า
พนักงานได้ยึด รักษาไว้หรือสั่งให้ส่ง (มาตรา 142)

2.1 ความผิดฐานกระทำต่อตราหรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานได้

ประทับไว้ (มาตรา 141)

บทบัญญัติ
มาตรา 141 ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์

ซึ่งตราหรือเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งใด ๆ
ในการปฏิบัติการตามหน้ าที่ เพื่อเป็นหลักฐานในการยึด อายัดหรือรักษา
สิ่งนั้น ๆ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบความผิด

องค์ประกอบภายนอก

(1) ผู้ใด

(2) การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด

(2.1) ถอน

(2.2) ทำให้เสียหาย

(2.3) ทำลาย หรือ

(2.3) ทำให้ไร้ประโยชน์

(3) ซึ่งตราหรือเครืืองหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่ง

ใดๆในการปฏิบัติการตามหน้ าที่เพื่อเป็นหลักฐานในการยึด อายัด หรือ

รักษาสิ่งนั้นๆ

9

องค์ประกอบภายใน
เจตนาธรรมดา

คำอธิบาย
องค์ประกอบการกระทำตามมาตรานี้ได้แก่การทำให้ตราหรือ
เครื่องหมายที่เจ้าพนักงานทำไว้เพื่อเป็นหลักฐานใช้ไม่ได้ ซึ่งกฎหมาย
กำหนดว่าเป็นการถอน ทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์
วัตถุดังแห่งการกระทำ ได้แก่ ตรา หรือ เครื่องหมาย คำว่า “ตรา”
หมายถึง รอยตีหรือประทับจากดวงตรา ส่วนคำว่า “เครื่องหมาย”
หมายถึง สิ่งที่ทำขึ้นเพื่อแสดงความหมาย เช่น ตัวอักษร สัญลักษณ์
เครื่องหมายถูก เครื่องหมายกากบาท เป็นต้น

10

2.2 ความผิดฐานกระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสารที่เจ้าพนักงาน
ได้ยึกรักษาไว้ หรือสั่งให้ส่ง

บทบัญญัติ
มาตรา 142 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย

หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สิน หรือเอกสารใด ๆ
อันเจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐาน
หรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะ
รักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่น ส่งหรือ
รักษาไว้ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน
หกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบความผิด

องค์ประกอบภายนอก
(1) ผู้ใด
(2) กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(2.1) ทำให้เสียหาย
(2.2) ทำลาย
(2.3) ซ่อนเร้น
(2.4) เอาไปเสีย
(2.5) ทำให้สูญหาย หรือ
(2.6) ทำให้ไร้ประโยชน์
(3) ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใดๆ อันเจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่ง
ให้ส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐาน หรือเพื่อบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย
(4) ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะรักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่งให้ผู้
นั้นหรือผู้อื่นส่งปรือรักษาไว้ก็ตาม

องค์ประกอบภายใน
เจตนาธรรมดา

11

คำอธิบาย
องค์ประกอบทางการกระทำของมาตรานี้ ได้แก่ การทำให้เสียหาย
ทำลายซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ เช่น เอา
สำเนาการสอบสวนไปซ่อน แย่งสุราเถื่อนที่ถูกจับทิ้งไป แย่งกล้องสูบฝิ่น
แล้วพาหนีไป ลบรอยนิ้วมือบนปืน ล้างมีดที่ติดโลหิตคนถูกทำร้าย หรือ
เอาจักรยานยนต์ที่ตำรวจยึดไว้ไปเสีย
วัตถุแห่งการกระทำตามมาตรานี้ ได้แก่ ทรัพย์สินหรือเอกสารใดๆ อัน
เจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่ง เพื่อเป็นหลักฐานหรือเพื่อ
บังคับการให้เป็นไปตามกฏหมาย เช่นตำรวจ ป. ให้ส่งยาบ้าที่ถืออยู่เพื่อ
เป็นพยานหลักฐาน จำเลยคว้ายาบ้าจากมือ ป. แล้ววิ่งหนีไป

12

3. ความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนเจ้าพนักงาน

ความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนเป็นความผิดที่ป้ องกันมิให้มีการจูงใจ
เจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติการตามผน้ าที่ ซึ่งผลกระทบ
ต่อประโยชน์ของรัฐและประชาชน กฎหมายกำหนดโทษทั้งผู้ให้และผู้รับ
ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน และยังให้จำแนกความผิดออกเป็น 2 ระดับ กล่าว
คือกรณีเจ้าพนักงานทั่วไปกับกรณีเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

3.1 ความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกหรือรับสินบน (มาตรา 143)

บทบัญญัติ
มาตรา 143 ผู้ใดเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่น

ใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจ
เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือ
สมาชิกสภาเทศบาลโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพล
ของตนให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้ าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษ
แก่บุคคลใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสน
บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบความผิด

องค์ประกอบภายนอก
(1) ผู้ใด
(2) กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(2.1) เรียก
(2.2) รับ หรือ
(2.3) ยอมจะรับ
(3) ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
(4) เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงในหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิก
นิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล ให้
กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้ าที่อันเป็นคุณหรือโทษแก่บุคคลใด
(5) โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน

13

องค์ประกอบภายใน
เจตนาธรรมดา

คำอธิบาย
1. เรียก รับ หรือยอมจะรับ
องค์ประกอบทางด้านการกระทำตามมาตรา 143 ได้แก่ การที่เป็ น
คนกลางเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์เพื่อจะ
จูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานให้กระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดอย่าง
หนึ่ ง
เหตุที่เรียกผู้กระทำว่า “เป็นคนกลาง” นั้นก็เพราะเป็นผู้ทำหน้ าที่
ติดต่อประสานงานกับเจ้าพนักงานให้บุคคลอื่นในการ “วิ่งเต้น” กับเจ้า
พนักงาน ซึ่งบุคคลอื่นมิได้กระทำด้วยตัวเองโดยตรง และเราจึงมัก
เรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่คนกลางนี้ว่า “ค่าวิ่งเต้น”
2. ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ทรัพย์สินหรือประโยชน์ตามมาตรานี้เป็ นสินบนให้แก่ผู้กระทำในฐานะ
เป็ นคนกลาง

3. เป็ นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกเลสภาจังหวัด หรือสมาชิก
สภาเทศบาล ให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็ น
คุณหรือโทษแก่บุคคลใด
การเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ของคนกลาง
กระทำไปเพื่ อเป็ นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน
สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภา
เทศบาล

4. โดยวิธีอันทุจริต หรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตน
การที่จะจูงใจหรือได้จูงใจตามมาตรานี้ ต้องเป็นการที่ผู้จูงใจใช้วิธีการ
“โดยวิธีอันทุจริต” หรือ “โดยผิดกฎหมาย” หรือ “โดยอิทธิพลของตน”

14

3.2 ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 144)

ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน ตามมาตรา 144 มีความ
คล้ายคลึงกับความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกหรือรับสินบน ตามมาตรา
143 แต่มีข้อแตกต่างสำคัญคือ มาตรา 144 เอาผิดแก่ตัวผู้ให้สินบนเจ้า
พนักงาน ขณะที่มาตรา 143 เอาผิดแก่ตัวคนกลางเรียกหรือรับสินบน

บทบัญญัติ
มาตรา 144 ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือ

ประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิก
สภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำ
การ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้ าที่ ต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบความผิด

องค์ประกอบภายนอก
(1) ผู้ใด
(2) กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(2.1) ให้
(2.2) ขอใผ้
(2.3) รับว่าจะให้
(3) ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด
(4) แก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด
หรือสมาชิก สภาเทศบาล

องค์ประกอบภายใน
(1) เจตนาธรรมดา
(2) เจตนาพิเศษ - เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิง
การกระทำอันมิชอบด้วยหน้ าที่

15

คำอธิบาย
คำว่า “ให้” หมายถึง มอบโดยส่งหรือยื่นให้เพราะถูกเรียก ส่วนคำ
ว่า “ขอให้” หมายถึง ขอมอบให้โดยส่งหรือยื่นให้โดยไม่ได้ถูกเรียก
และคำว่า “รับว่าจะให้” หมายถึง สัญญาว่าจะมอบให้ในอนาคตไม่ว่า
จะถูกเรียกหรือไม่ก็ตาม
ความผิดสำเร็จทันทีที่ “ให้” “ขอให้” หรือ “รับว่าจะให้” กรณี “ให้”
ความผิดสำเร็จเมื่อมีการรับ ส่วนกรณี “ขอให้” หรือ “รับว่าจะให้”
ความผิดสำเร็จทันทีที่ “ขอให้” หรือ “รับว่าจะให้” แม้ว่าจะยังไม่ได้
ยื่นทรัพย์หรือประโยชน์ให้ หรือเจ้าพนักงานยังไม่ทันรับหรือยอมจะรับ
สินบนนั้น

16

4. ความผิดเกี่ยวกับการทำให้เข้าใจว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน

ความผิดที่เกี่ยวกับการทำให้เข้าใจว่าตนเป็นเจ้าพนักงานมี 2 ฐาน
ความผิด ได้แก่ ความผิดฐานแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน
(มาตรา 145) และความผิดฐานสวมเครื่องแบบหรือใช้ยศหรือตำแหน่ง
โดยไม่มีสิทธิ (มาตรา 146)

4.1 ความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้า
พนักงาน (มาตรา 145)

บทบัญญัติ
มาตรา 145 ผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้า

พนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ต้อง
ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำ
ทั้งปรับ

เจ้าพนักงานผู้ใดได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้ าที่ต่อไป
แล้ว ยังฝ่าฝืนกระทำการใด ๆ ในตำแหน่งหน้ าที่นั้น ต้องระวางโทษตาม
ที่กำหนดไว้ในวรรคแรกดุจกัน

องค์ประกอบความผิดตามวรรคแรก

องค์ประกอบภายนอก
(1) ผู้ใด
(2) แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน
(3) กระทำการเป็นเจ้าพนักงาน
(4) โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น

องค์ประกอบภายใน
เจตนาธรรมดา

17

องค์ประกอบความผิดตามวรรคสอง
องค์ประกอบภาย
นอก

(1) ผู้ใด
(2) เป็นเจ้าพนักงาน
(3) ได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้ าที่ต่อไปแล้ว
(4) ยังฝ่าฝืนกระทำการใดในตำแหน่งหน้ าที่นั้น

องค์ประกอบภายใน
เจตนาธรรมดา

คำอธิบายความผิดตามวรรคแรก
บทบัญญัติที่ว่า “แสดงตนเป็ นเจ้าพนักงาน” หมายถึง ทำให้
ปรากฏว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน เช่น แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน
ถ้าสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องแบบขอบเจ้าพนักงานมาแสดง
ตน ผู้กระทำจะมีความผิดตามมาตรา 146 ด้วย
นอกจากนี้การแสดงตนเป็ นเจ้าพนักงานแล้วผู้กระทำต้องกระทำ
การเป็ นเจ้าพนักงาน ซึ่งหมายถึง การกระทำเยี่ยงเข้าพนักงานซึ่ง
ปฏิบัติการตามหน้ าที่ โดยผู้กระทำมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจ
กระทำการนั้น
ผู้กระทำจะมีความผิดตามมาตรานี้ต้องทั้งแสดงตนเป็ นเจ้า
พนักงานและกระทำการเป็ นเจ้าพนักงาน หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง
ไป ย่อมไม่มีความผิด

คำอธิบายความผิดตามวรรคสอง
ผู้กระทำตามวรรคสองเป็ นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ แต่
ได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งมิใช่เป็นราย
ครั้งหรือรายกรณี แต่เป็นการให้หยุดปฏิบัติการไปจนกว่าจะมีคำสั่ง
ให้กลับมาปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้ าที่นั้นอีก เมื่อถูกสั่งห้ามเล่น
นั้นก็ไม่มีอำนาจปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้ าที่อีกต่อไป แต่ถ้าผู้นั้น
ฝ่าฝืนกระทำตามตำแหน่งหน้ าที่ที่ถูกสั่งห้ามต่อไปอีกก็เป็นความผิด
ตามวรรคสองนี้

18

4.2 ความผิดฐานสวมเครื่องแบบหรือใช้ยศหรือ
ตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิ (มาตรา 146)

บทบัญญัติ
มาตรา 146 ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับ

เครื่องหมายของเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิก
สภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล หรือไม่มีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่ง
เครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ กระทำ
การเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่
เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบความผิด

องค์ประกอบภายนอก
(1) ผู้ใด
(2) ไม่มีสิทธิกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้
(2.1) ไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเข้า
พนักงานสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภา
เทศบาล หรือ
(2.2) ไม่มีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่ง เครื่องราชาอิสริยาภรณ์ หรือสิ่งที่หมายถึง
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
(3) กระทำเช่นนั้น

องค์ประกอบภายใน
(1) เจตนาธรรมดา
(2) เจตนาพิเศษ - เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมิีสิทธิ์

18

คำอธิบาย
ความผิดตามมาตรานี้มี 2 ฐานความผิดย่อยได้แก่ (1) ความผิดฐาน
สวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานฯ โดยไม่มีสิทธิ
และ (2) ความผิดฐานใช้ยศ ตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือสิ่งที่
หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยไม่มีสิทธิ์ ความผิดแรกนั้นจำกัด
เฉพาะเครื่องแบบหรือเครื่องหมายของเจ้าพนักงานเท่านั้น ส่วนความ
ผิดที่ 2 ถ้าหากมีการใช้ยศ ตำแหน่ง เครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือสิ่งที่
หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยไม่มีสิทธิ์ ก็เป็นความผิดตามมาตรา
นี้ได้
“ยศ” หมายถึง เครื่องกำหนดฐานะหรือชั้นของเจ้าพนักงานโดย
เฉพาะทหารหรือตำรวจ
“ตำแหน่ง” หมายถึง หน้ าที่ทางราชการ เช่น พนักงานสอบสวน เจ้า
พนักงานสรรพสามิต เจ้าพนักงานป่าไม้ เป็นต้น
“เครื่องราชอิสริยาภรณ์” หมายถึง เครื่องหมายสแแสดงเกียรติยศ
และบำเหน็จความชอบที่พระมหากษัตริย์ทางสร้างหรือโปรดให้สร้างขึ้น
สำหรับพระราชทานเป็ นบำเหน็จความชอบแก่ข้าราชการส่วนพระองค์
หรือพระราชทานแก่ผู้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ ศาสนา และประชาชน
ตลอดจนเหรียญที่ระลึกที่พระราชทานเป็ นบำเหน็จความชอบในโอกาส
ต่างๆ และที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บุคคลประดับได้อย่างเครื่อง
ราชอิสริยาภรณ์ตามที่ทางราชการกำหนด
“สิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์” หมายถึง สิ่งที่มิใช่ตัว
เครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่เป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เช่น
แพรแถบย่อเหรียญเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์จำลอง
หรืออักษรย่อ

19

บรรณานุกรม

ศาสตราจารย์ ดร. คณพล จันทน์หอม คำอธิบายกฏหมายอาญา
ภาคความผิด เล่ม 1 พิมพ์ครั้งที่5 กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2565

19


Click to View FlipBook Version