การปฏบิ ตั ิศาสนกิจของพระสงฆแ์ ละพุทธศาสนิกชน
ในยุค New Normal
โครงการปฏิบตั ศิ าสนกิจวิถีใหม่ปลอดภัยจากโควดิ
ISBN : 978-616-300-680-6
ทีป่ รึกษา พระราชปริยตั ิกว,ี ศ.ดร.
พระเทพศาสนาภบิ าล
พระเทพปวรเมธี,รศ.ดร.
ดร.ธนกร ศรีสุขใส
ผจู้ ดั ทำ� พระมหาบญุ เลิศ อนิ ทฺ ปญโฺ ญ, ศ.ดร. และคณะ
จดั พมิ พ์โดย พระมหาบุญเลศิ อนิ ฺทปญโฺ ญ, ศ.ดร.
วทิ ยาลัยสงฆพ์ ทุ ธปัญญาศรีทวารวดี
ต�ำ บลไร่ขิง อ�ำ เภอสามพราน
จังหวัดนครปฐม ๗๓๒๑๐
สนบั สนนุ โดย กองทนุ พัฒนาส่อื ปลอดภยั และสร้างสรรค์
พิมพค์ ร้ังที่ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓
จำ�นวน ๕๐๐ เลม่
ปกและรปู เล่ม พระมหาประเสริฐ รชฺชปญุ ฺโญ
พมิ พท์ ่ี : หจก.นิตธิ รรมการพมิ พ์
๗๖/๒๕๑-๓ หมทู่ ่ี ๑๕ ต.บางใหญ่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบรุ ี ๑๑๑๔๐
โทร. ๐-๒๔๐๓-๔๕๖๗-๘, ๐๘๑-๓๐๙-๕๒๑๕
E-mail : [email protected], [email protected]
คำ�นำ�
“โครงการปฏิบัตศิ าสนกจิ วิถีใหมป่ ลอดภัยจากโควดิ ” ด�ำ เนนิ
งานโดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พุทธ
ปัญญาศรีทวารวดี ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย
และสรา้ งสรรค์ โดยมีวตั ถปุ ระสงค์หลกั ในการจัดท�ำ หนงั สือเป็นคมู่ อื การ
ปฏิบัติศาสนกิจวิถีใหม่ปลอดภัยจากโควิด เพื่อสร้างความเข้าใจในการ
ปฏบิ ตั ิศาสนกิจในยคุ New Normal ผลติ ส่ือการปฏิบตั ศิ าสนกิจวถิ ีใหม่
ปลอดภัยจากโควิด สร้างความตระหนักในการป้องกันและเฝ้าระวังการ
แพร่ระบาดของเชอ้ื ไวรัสโควิด ทง้ั นี้ การปฏิบตั ิศาสนกจิ ดงั กลา่ ว ม่งุ เน้น
ให้ครอบคลุมสังฆกจิ และสงั ฆกรรมตามพุทธบญั ญตั ิทุกประการ และเพื่อ
เผยแพรส่ ื่อการปฏบิ ตั ศิ าสนกิจวถิ ีใหมป่ ลอดภัยจากโควิด ให้เกดิ การกระ
ตุ้นส่งเสริมให้พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนเกิดการปรับตัวในการใช้ชีวิต
ยคุ New Normal และรณรงคก์ ารใชส้ อื่ ผา่ นชอ่ งทางสอ่ื สารของคณะสงฆ์
มหาวิทยาลยั สงฆ์ และสื่อมวลชนทีส่ ง่ เสรมิ งานด้านพระศาสนา
ดังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีพระบรมพุทโธวาทท่ี
ทรงประทานเม่ือครั้งส่งเหล่าสาวกไปประกาศพระศาสนาคร้ังแรกโดย
มีใจความสำ�คัญว่า “จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย
โลกานกุ มฺปาย อตถฺ าย หติ าย สขุ าย เทวมนสุ สฺ านํ ภิกษุท้ังหลาย เธอ
ท้ังหลาย จงจาริกไป เพ่ือประโยชน์และความสุขแก่คนหมู่มาก เพ่ือ
อนุเคราะห์โลก เพ่ือประโยชน์เก้ือกูลและความสุขแก่ทวยเทพและ
มนุษย์ทั้งหลาย” ดังน้ัน ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโค
วดิ (COVID 19) จงึ ตอ้ งเรียนรู้ ปรบั ตวั และรับมือตามวิถใี หม่แบบ New
Normal และหลักในการปฏิบตั ิให้ถูกตอ้ งตามพระธรรมวนิ ยั และถูกต้อง
ตามหลักสขุ อนามัยให้พระสงฆ์และพทุ ธศาสนิกชนในยุค New Normal
ปลอดภยั จากโควดิ โครงการปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ วถิ ใี หมป่ ลอดภยั จากโควดิ ได้
จัดทำ�หนังสือสำ�หรับเป็นคู่มือในการปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์และ
พุทธศาสนิกชนในยุค New Normal เพ่ือให้บรรลุตามวัตถุประสงค์
ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่หน่ึง โครงการปฏิบัติศาสนกิจวิถี
ใหม่ปลอดภัยจากโควิด ส่วนท่ีสอง การปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์
ตามพุทธประเพณี และส่วนที่สาม การปฏิบัติศาสนกิจวิถีใหม่ปลอดภัย
จาก COVID
ผู้เขียนได้เรียบเรียงหนังสือคู่มือเล่มนี้จากเอกสารผลงานทาง
วชิ าการทมี่ าจากหลากหลายแหลง่ ขอ้ มลู ทงั้ ผลงานทางดา้ นศาสนาและผล
งานทางวิชาการศาสตร์สมัยใหม่ ซ่ึงเจา้ ของผลงานล้วนแลว้ แต่เป็นผู้ทรง
คุณความรู้เกี่ยวกับวิชาการทั้งส้ิน ดังน้ัน จึงขอขอบพระคุณท่าน ผู้เป็น
เจา้ ของผลงานเหลา่ นนั้ รวมถึงขอขอบคุณคณะทำ�งานท่รี ว่ มมือกนั จดั ท�ำ
หนังสอื คู่มอื เลม่ นี้ให้สำ�เรจ็ ออกมาเปน็ เล่มที่สมบรู ณ์ ทงั้ นี้ ก็เพ่ือเผยแพร่
องค์ความรใู้ นเร่ืองน้ใี ห้กว้างขวาง อนั เป็นรากฐานมนั่ คงใหเ้ กดิ แนวทางที่
ถูกต้องทง้ั ตามหลักพระธรรมวนิ ัยและตามหลกั สขุ อนามยั หวงั เปน็ อยา่ ง
ยง่ิ ว่า ผูท้ ่ไี ดอ้ า่ นจะไดร้ บั ความรู้ พรอ้ มทัง้ น�ำ ไปใช้ในชีวติ ประจำ�วนั อย่าง
มคี วามสุข มคี ณุ ภาพ และมปี ระสิทธิภาพ ตอ่ ไป
พระมหาบุญเลศิ อินทฺ ปญโฺ ญ,ศ.ดร.
หัวหนา้ โครงการ
สารบญั
สว่ นที่ 1 1
โครงการปฏิบัตศิ าสนกจิ วิถีใหมป่ ลอดภยั จากโควดิ 14
สว่ นท่ี 2 45
การปฏิบตั ศิ าสนกจิ ของพระสงฆต์ ามพุทธประเพณ ี
ส่วนท่ี 3
การปฏิบตั ศิ าสนกิจวิถีใหม่ปลอดภยั จาก COVID
โครงการปฏิบตั ิศาสนกจิ วถิ ใี หมป่ ลอดภยั จากโควิด
(Project of The Monk’s practices in New Normal)
1การปฏบิ ัตศิ าสนกจิ ของพระสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนกิ ชนในยคุ
New Normal
ส่วนที่ 1
โครงการปฏบิ ัติศาสนกิจวิถใี หม่ปลอดภัยจากโควิด
(Project of The Monk’s practices in New Normal)
จากสถานการณ์
ระบาดของไวรัส COVID-19 ท่สี ่ง
ผลกระทบตอ่ ระบบเศรษฐกิจ วถิ ี
ชวี ติ ของคนทวั่ โลก ทกุ ภาคสว่ นของ
สังคมต่างมีมาตรการตา่ ง ๆ เพ่ือ
รบั มอื การแพรร่ ะบาด เชน่ มาตรการ
เวน้ ระยะหา่ งทางสงั คม (Social dis-
tancing) มีผลท�ำใหก้ จิ กรรมการ
รวมกลุ่มคน เกี่ยวกบั การเรียน การอบรม การสัมมนา การจดั ค่าย รวมถึง
กิจกรรมทางศาสนาทั้งของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนท่ัวไปในการปฏิบัติ
กจิ กรรมทางศาสนา เพราะกำ� หนดให้เปน็ กจิ กรรมทเ่ี ส่ียงตอ่ การระบาดของ
โรค จากท่ที างรัฐบาลและองค์กรทางสงั คมทกุ ภาคส่วนไดร้ ่วมมือกันในการ
ออกมาตรการ การประชาสมั พนั ธ์ ทำ� ใหก้ ารรบั มอื สถานการณ์ แกป้ ญั หาโรค
ระบาด COVD-19 ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ทสี่ ำ� คญั สว่ นหนง่ึ คอื การใหข้ า่ วสาร
ความรู้ ความเข้าใจ ท่ีถูกตอ้ งแกป่ ระชาชนทุกกล่มุ ให้สามารถเรียนรกู้ ารอยู่
รว่ มกนั เขา้ ใจการรบั มอื และดแู ลปกปอ้ งตนเองในสถานการณค์ วามเสยี่ ง อกี
ท้ังมีส่วนช่วยในการลดการระบาดหรือลดการสูญเสียต่อส่วนรวมได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ เปน็ รปู ธรรม นำ� ไปสมู่ กี ารขบั เคลอ่ื นสงั คมเพอ่ื การอยรู่ ว่ มกนั ใน
2 การปฏบิ ัติศาสนกิจของพระสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนิกชนในยุค
New Normal
โลกใหมห่ ลังการแพรร่ ะบาดของ COVD-19 ท่ีเรียกวา่ “ยุค New Normal”
องคก์ รพทุ ธศาสนา มจี ำ� นวนผเู้ กยี่ วขอ้ งทงั้ พระสงฆแ์ ละศาสนกิ ชนเปน็
จำ� นวนมากท่ีต้องปฏบฺ ัตศิ าสนกจิ ร่วมกัน มหาเถรสมาคมและสำ� นกั งาน
พระพทุ ธศาสนาแห่งชาติ รวมถึงหนว่ ยงานทีเ่ กี่ยวข้องไดม้ ีมาตรการป้องกัน
ดแู ล สร้างความเข้าใจ และสรา้ งสงั คมแห่งความเอือ้ อาทร เช่น สมเดจ็
พระสงั ฆราชทรงพระดำ� รใิ หว้ ดั ทวั่ ประเทศทมี่ ศี กั ยภาพจดั ตงั้ โรงทานชว่ ยเหลอื
ผ้ปู ระสบความยากล�ำบากในสถานการณ์ COVID-19 แมก้ ารปฏบิ ตั ศิ าสนกิจ
ของพระสงฆ์ เช่น การท�ำวัตรสวดมนต์ การร่วมกิจกรรมทางวฒั นธรรม
ประเพณีเกย่ี วขอ้ งกับศาสนา เช่น งานบวช งานศพ ทมี่ ีการรวมกลุ่มในหมู่
พระสงฆแ์ ละประชาชนจ�ำนวนมาก ซึง่ มคี วามเสย่ี งต่อการแพร่ระบาด มหา
เถรสมาคมและกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้มีมาตรการสร้างความเข้าใจในการ
ปฏฺบัติตนทถ่ี ูกต้องเพอื่ ป้องการแพรร่ ะบาดในสถานการณ์ COVID-19 และ
การปฏิบตั ศิ าสนกิจที่ต้องเขา้ สูย่ คุ การปรบั ตวั ในยคุ New Normal
จากการท่ีกองทุนพัฒนาสอื่ ปลอดภยั และสร้างสรรค์ ได้จดั เวทีระดม
ความคิดเห็นในประเด็นรณรงค์เพื่อสนับสนุนการจัดการสถานการณ์
COVID-19 ในระยะท่ี 2 นน้ั ในประเด็นท่ี : การรณรงค์ทางศาสนา เพอื่ ให้
เกดิ วถิ ชี ีวิตใหม ่ (New Normal) ในการปฏิบัตศิ าสนกจิ ทลี่ ดความเสีย่ งใน
การแพร่ระบาดและไม่ขัดตอ่ หลกั ศาสนา มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช
วทิ ยาลัย วิทยาลยั สงฆ์พุทธปัญญาศรที วารวดี จึงไดเ้ สนอ “โครงการปฏิบตั ิ
ศาสนกิจวิถีใหม่ปลอดภยั จากโควดิ ” เพอื่ ท�ำสือ่ ประชาสมั พันธ์ สรา้ งความรู้
ความเข้าใจท่ีถกู ต้องในการปฏิบัตศิ าสนกจิ ของพระสงฆ์ และการปฏบิ ัติ
กิจกรรมทางศาสนาของพทุ ธศาสนกิ ชน เพอื่ สนบั สนนุ การด�ำเนนิ งานของ
รฐั บาล ในการบริหารจดั การสถานการณ์รับมือและป้องกนั การแพร่ระบาด
ของไวรสั COVID-19 โดยจัดท�ำส่ือประชาสัมพนั ธ์อนั ครอบคลมุ สาระสำ� คัญ
3การปฏิบัติศาสนกจิ ของพระสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนกิ ชนในยุค
New Normal
คอื EP.1 การปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ ของพระสงฆ์ การทำ� วตั รเชา้ การทำ� วตั รเยน็ การ
ลงพระปาฏิโมกข์ EP.2 การปฏิบัตศิ าสนกจิ ของพระสงฆ์ในการจดั งาน
อปุ สมบท EP.3 การปฏบิ ัติตนของพระสงฆ์ในงานมงคลและอวมงคล EP.4
การปฏบิ ตั ติ นในการออกบณิ ฑบาตของพระสงฆ์ EP.5 การปฏบิ ตั ติ นของพระ
สงฆแ์ ละประชาชนทมี่ าทำ� บญุ ในวนั พระ EP.6 การปฏบิ ตั ติ นของอาจารยแ์ ละ
นกั เรยี นโรงเรยี นปรยิ ตั ธิ รรมแผนกบาลี แผนกธรรม แผนกสามญั และโรงเรยี น
การกุศลภายในวดั EP.7 การปฏิบตั ิตนของอาจารยแ์ ละนสิ ิตนกั ศึกษา
มหาวทิ ยาลยั สงฆ ์ EP.8 การปฏบิ ตั ติ นของพระสงฆท์ จี่ ะตอ้ งเดนิ ทางไปปฏบิ ตั ิ
ศาสนกจิ นอกวดั EP.9 การเปดิ วดั ทอ่ งเทย่ี วใหป้ ลอดภยั จาก COVID-19 และ
EP.10 การจดั งานประจำ� ปตี ามวถิ วี ฒั นธรรมของวดั ในยคุ New Normal รวม
ถึงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและเฝ้า
ระวงั การแพรร่ ะบาดของเชอ้ื ไวรสั โควดิ ผา่ นสอื่ โซเชยี ลมเี ดยี (Social Media)
ช่องทางต่าง ๆ
4 การปฏบิ ตั ิศาสนกิจของพระสงฆแ์ ละพุทธศาสนกิ ชนในยุค
New Normal
วัตถปุ ระสงค์โครงการหรือกจิ กรรม
1 เพอ่ื พฒั นาคมู่ อื การปฏิบัติศาสนกิจวถิ ใี หม่ปลอดภัยจากโควดิ
สร้างความเข้าใจในการปฏิบตั ศิ าสนกิจในยคุ New Normal
2 เพอื่ ผลิตสื่อการปฏบิ ตั ิศาสนกิจวถิ ใี หมป่ ลอดภัยจากโควิด
สำ� หรับสร้างความตระหนกั ในการปอ้ งกันและเฝ้าระวงั การแพร่ระบาด
ของเชอ้ื ไวรัสโควิดในการปฏิบัติศาสนกิจครอบคลุมสังฆกจิ และสังฆกรรม
ตามพทุ ธบัญญตั ิทุกประการ
3 เพ่อื เผยแพร่สอื่ การปฏิบัตศิ าสนกจิ วถิ ีใหมป่ ลอดภยั จากโควดิ
ให้เกิดการกระตุ้นใหพ้ ระสงฆ์และพทุ ธศาสนกิ ชนเกิดการปรับตัวในการ
ใชช้ ีวติ ยคุ New Normal
4 เพอื่ รณรงคก์ ารใชส้ ื่อผ่านช่องทางสื่อสารของคณะสงฆ์
มหาวทิ ยาลยั สงฆ์ และสื่อมวลชนทีส่ ง่ เสรมิ งานด้านพระศาสนา
5การปฏิบตั ศิ าสนกจิ ของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในยุค
New Normal
กิจกรรมการด�ำ เนินงาน
โครงการปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ วิถใี หม่ปลอดภัยจากโควดิ มกี ิจกรรม
การดำ� เนนิ งาน กลมุ่ เป้าหมายและผลลัพธ์ ผลผลิตดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
ระยะท่ี 1 รวบรวมสงั เคราะหข์ อ้ มลู ระยะท่ี 2 ออกแบบเนื้อหา
รวบรวมข้อมลู แนวทางการ จัดท�ำเนื้อหาการน�ำเสนอให้
ปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ ทงั้ ทเ่ี ปน็ สงั ฆกรรม ครอบคลุมการปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์
ทุกประเภทตามพุทธบญั ญัติ และ การทำ� วัตรเชา้ การทำ� วัตรเย็น และการลง
สงั ฆกจิ อนั เปน็ กจิ วตั รของพระสงฆ์ พระปาฏโิ มกข์ การปฏบิ ตั ติ นของพระสงฆใ์ น
ตอ้ งปฏบิ ตั ใิ นฐานะทเี่ ปน็ พระภกิ ษุ งานมงคลและอวมงคล การปฏบิ ตั ติ นในการ
และจะต้องปฏิบัติเพื่อสงเคราะห์ ออกบิณฑบาตของพระสงฆ์ การปฏบิ ัตติ น
พทุ ธศาสนกิ ชน ของพระสงฆ์และประชาชนที่มาท�ำบุญใน
วนั พระ การปฏิบัตติ นของอาจารย์และ
นักเรียนโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกบาลี
แผนก นักธรรม แผนกสามัญ และโรงเรยี น
การกุศลภายในวดั การปฏบิ ตั ติ นของ
อาจารยแ์ ละนสิ ติ นกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั สงฆ์
การปฏบิ ตั ติ นของพระสงฆท์ จี่ ะตอ้ งเดนิ ทาง
ไปปฏิบตั ศิ าสนกิจนอกวัด การเปดิ วดั ทอ่ ง
เท่ียวใหป้ ลอดภยั จาก COVID-19
6 การปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ ของพระสงฆ์และพุทธศาสนกิ ชนในยคุ
New Normal
ระยะที่ 3 จดั ท�ำคมู่ อื การปฏบิ ตั ศิ าสน
กจิ วิถีใหมป่ ลอดภยั จากโควิด
จดั ทำ� คมู่ อื ทใ่ี ชป้ ระกอบการอธบิ าย
สื่อเผยแพร่ในรูปส่ิงพิมพ์และคู่มือ
อิเลคทรอนคิ ส์
ระยะที่ 4 ผลติ สอ่ื มลั ติมเี ดียโดยใช้
Animation หรอื Infographic ผสมส่อื จริง
ผลติ ส่ือน�ำเสนอการปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ แบบ
New Normal เปน็ สอ่ื ผสมอนิเมชัน่ กับ
ภาพจรงิ ทง้ั แสง สี เสียง
ระยะท่ี 5 การเผยแพรแ่ ละรณรงคก์ ารใช้ส่ือ
การเผยแพรผ่ า่ นช่องทางสื่อสารของ คณะ
สงฆ์ มหาวทิ ยาลัยสงฆ์ และสือ่ มวลชนทีส่ ่ง
เสรมิ งานดา้ นพระศาสนา เชน่ การจดั ประชมุ
อบรมการใช้ส่ือการปฏิบัติศาสนกิจวิถีใหม่
ปลอดภัยจากโควดิ และผา่ นทางสอ่ื สังคม
ออนไลน์ต่าง ๆ
7การปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ ของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในยุค
New Normal
เน้ือหาของการจดั ทำ�สื่อรณรงค์เพอ่ื สนับสนุน
การจัดการสถานการณ์ COVID-19
การปฏิบตั ศิ าสนกิจของพระสงฆ์ การท�ำ วัตรเช้า
EP.1 การทำ�วัตรเยน็ การลงพระปาฏิโมกข์
นำ�เสนอเกีย่ วกับการปฏบิ ัติศาสนกิจของพระสงฆ์ท่ถี กู ตอ้ งตาม
มาตรการของภาครัฐ และไม่ขัดต่อหลกั ศาสนา
การปฏิบัตศิ าสนกิจของพระสงฆแ์ ละพุทธศาสนิกชน
EP.2 ในการจดั งานอปุ สมบท
นำ�เสนอเกย่ี วกบั การปฏิบัติศาสนกจิ ของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนใน
การจดั งานอปุ สมบทท่ีถูกต้องตามมาตรการของภาครฐั และไม่ขัดตอ่ หลกั
พระศาสนา
การปฏิบัติตนของพระสงฆ์และพุทธศาสนกิ ชนใน
EP.3 งานมงคลและอวมงคล
นำ�เสนอเกย่ี วกับการปฏิบัติตนของพระสงฆ์และพทุ ธศาสนิกชนในงาน
มงคลและอวมงคลท่ถี กู ต้องตามมาตรการของภาครฐั และไมข่ ดั ต่อหลัก
ศาสนา
8 การปฏิบัตศิ าสนกิจของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในยุค
New Normal
การปฏบิ ตั ติ นในการออกบิณฑบาตของพระสงฆ์
EP.4 และพุทธศาสนกิ ชน
นำ�เสนอเกยี่ วกับการปฏบิ ตั ติ นในการออกบิณฑบาตของพระ
สงฆ์และพทุ ธศาสนกิ ชน ที่ถูกตอ้ งตามมาตรการของภาครัฐ
และไม่ขัดตอ่ หลักศาสนา
การปฏบิ ัตติ นของพระสงฆ์และพุทธศาสนกิ ชน
EP.5 ทม่ี าทำ�บุญในวันพระ หรอื วันสำ�คญั ทางศาสนา
นำ�เสนอเกย่ี วกบั การปฏบิ ตั ติ นของพระสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนกิ ชนทีม่ า
ทำ�บุญในวันพระหรือวันสำ�คัญทางพระพุทธศาสนาท่ีถูกต้องตามมาตรการ
ของภาครฐั และไม่ขัดต่อหลกั ศาสนา
การปฏบิ ัติตนของอาจารยแ์ ละนักเรยี น
โรงเรยี นปรยิ ัตธิ รรมแผนกบาลี นักธรรม แผนกสามัญ
EP.6 และโรงเรยี นการกุศลภายในวดั
นำ�เสนอเก่ยี วกบั การปฏิบตั ติ นของอาจารยแ์ ละนกั เรยี นโรงเรยี นปรยิ ตั ิ
ธรรมแผนกบาลี นักธรรม แผนกสามญั และโรงเรยี นการกศุ ลภายในวดั ท่ี
ถกู ต้องตามมาตรการของภาครัฐ และไม่ขัดต่อหลักศาสนา
9การปฏิบัตศิ าสนกิจของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
การปฏิบัติตนของอาจารยแ์ ละนิสติ นกั ศกึ ษาใน
EP.7 มหาวทิ ยาลยั สงฆ์
นำ�เสนอเกย่ี วกบั การปฏิบตั ิตนของอาจารย์และนิสติ นักศึกษาในมหาวิทยาลยั
สงฆ์ และการจัดการเรยี นการสอน ตามมาตรการของภาครัฐ และไมข่ ัดต่อหลัก
ศาสนา
EP.8 การปฏิบตั ติ นของพระสงฆท์ ี่ต้องเดนิ ทางไป
ปฏิบัตศิ าสนกจิ นอกวัด
นำ�เสนอเก่ียวกับการปฏบิ ตั ิตนของพระสงฆ์ทต่ี อ้ งเดินทางไปปฏบิ ัตศิ าสน
กจิ นอกวดั ทถ่ี กู ต้องตามมาตรการของภาครัฐ และไม่ขัดต่อหลักศาสนา
การเปิดวดั ท่องเทย่ี วใหป้ ลอดภัยจาก COVID-19
EP.9
นำ�เสนอเกี่ยวกบั การจัดบรกิ าร การเปิดวดั ทอ่ งเทยี่ วใหป้ ลอดภัยจาก
COVID-19 ท่ถี ูกตอ้ งตามมาตรการของภาครฐั และไม่ขัดตอ่ หลักศาสนา
การจดั งานประจ�ำ ปตี ามวิถวี ฒั นธรรมของวัด
EP.10 ในยคุ New Normal
นำ�เสนอเก่ียวกับการจัดการ การจดั งานประจำ�ปตี ามวิถีวัฒนธรรมของวดั
ในยคุ New Normal ทถ่ี กู ตอ้ งตามมาตรการของภาครัฐ และไมข่ ัดตอ่ หลกั
ศาสนา
10 การปฏบิ ตั ิศาสนกิจของพระสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนกิ ชนในยุค
New Normal
คณะทำ�งาน
พระมหาบญุ เลิศ อินทฺ ปญฺโ (ชว่ ยธาน)ี , ศ.ดร.
ปร.ด. (รัฐประศาสนศาสตร)์ , รป.ม. (การจัดการความขดั แย้ง),
ศศ.ม. (การพฒั นาสังคม), พธ.บ. (รฐั ศาสตร)์ , ป.ธ.๗
รก.รองผูอ้ ำ�นวยการฝ่ายบริหาร วิทยาลัยสงฆ์พทุ ธปัญญาศรีทวารวดี
หัวหน้าโครงการ
พระมหาประกาศิต สริ เิ มโธ (ฐติ ิปสิทธกิ ร), ดร.
พธ.ด. (การพัฒนาสงั คม), พธ.ม. (การพฒั นาสงั คม),
พธ.บ. (การจัดการเชิงพุทธ), ป.ธ. ๘
E-mail : [email protected]
วทิ ยาลยั สงฆพ์ ทุ ธปัญญาศรีทวารวดี
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
พระมหาสาทร ธมมฺ าทโร (บญุ ชยู ะ), ดร
พธ.ด. (พระพทุ ธศาสนา)
E-mail : [email protected]
วทิ ยาลัยสงฆพ์ ุทธปัญญาศรีทวารวดี
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
พระมหาศภุ วฒั น์ ฐานวฑุ ฺโฒ (บุญทอง)
พธ.ม. (พระพุทธศาสนา), พธ.บ. (พระพุทธศาสนา)
E-mail : [email protected]
วทิ ยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี
มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย
11การปฏบิ ตั ศิ าสนกจิ ของพระสงฆแ์ ละพุทธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
พระมหาประเสรฐิ รชฺชปุญฺโญ
พธ.บ. (การสอนภาษาไทย)
E-mail : [email protected]
วิทยาลัยสงฆ์พทุ ธปญั ญาศรที วารวดี
มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
ผศ.ดร.เบญจมาศ สุขสถติ ย์ (RN, PhD, APMSN)
E-mail : [email protected]
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
ผศ.ดร.พุทธชาติ แผนสมบญุ
พธ.ด. (พระพทุ ธศาสนา)
E-mail : [email protected]
ภาควิชาจติ วทิ ยา คณะมนษุ ยศาสตร์
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
ดร.เรยี งดาว ทวะชาลี
รป.ด (รัฐประศาสนศาสตร)์ บธ.ม (บรหิ ารธรุ กิจ) ศศ.บ (รัฐศาสตร์)
E-mail : [email protected]
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
12 การปฏบิ ัติศาสนกิจของพระสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนิกชนในยุค
New Normal
ดร.สายน�ำ้ ผึ้ง รตั นงาม
พธ.ด.(พระพทุ ธศาสนา)
E-mail : [email protected]
วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี
มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย
ดร.ภษู ติ ปุลันรัมย์
ป.ธ.๙ ,พธ.ม.(การพัฒนาสงั คม), พธ.ด.(รัฐประศาสนศาสตร์)
E-mail : [email protected]
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น
ดร.กฤติยา ถ�ำ้ ทอง
พธ.ด. (พระพทุ ธศาสนา)
E-mail : [email protected]
วิทยาลยั สงฆ์พทุ ธปญั ญาศรีทวารวดี
มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
13การปฏบิ ัตศิ าสนกิจของพระสงฆ์และพทุ ธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
การปฏบิ ัติศาสนกจิ ของพระสงฆต์ ามพทุ ธประเพณี
14 การปฏบิ ตั ศิ าสนกิจของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
ส่วนที่ 2
การปฏิบตั ิศาสนกจิ ของพระสงฆ์ตามพุทธประเพณี
การบ�ำ เพญ็ พทุ ธกจิ
ของพระพุทธเจ้า
พุทธกิจ กจิ ท่ีพระพทุ ธเจ้าทรงบ�ำเพญ็ , การงานท่ี
พระพทุ ธเจา้ ทรงบ�ำเพ็ญเปน็ ประจำ� ในแตล่ ะวันมี 5 อย่าง คือ
1. ปพุ ฺพณเฺ ห ปณิ ฑฺ ปาตญฺจ เช้าเสดจ็ ออกบณิ ฑบาต
(โปรดสตั ว)์
2. สายณฺเห ธมมฺ เทสนํ เวลาเย็นทรงแสดงธรรม
3. ปโทเส ภกิ ขฺ ุโอวาทํ เวลาคำ่� ทรงประทานโอวาทแกภ่ ิกษุ
ทัง้ หลาย
4. อฑฒฺ รตฺเต เทวปญหฺ นํ เทย่ี งคนื ทรงแก้ปัญหาเทวดาท้งั
หลาย
5. ปจฺจเู สว คเต กาเล จวนสวา่ งทรงตรวจดูอุปนสิ ัยของ
สตั ว์ท่คี วรบรรลุธรรม ผ้มู อี ินทรียแ์ กก่ ลา้ แลว้ เสด็จไปโปรดส่งั สอน
(สรปุ สดุ ท้ายวา่ ภพฺพาภพเฺ พ วิโลกนํ เอเต ปญฺจวิเธ กิจฺเจ วิโสเธติ
มนุ ปิ งุ ฺคโว พระมนุ ีผ้นู ี้ประเสริฐ ทรงยังกิจวัตรทง้ั 5 ประการให้
หมดจด)
15การปฏิบัติศาสนกจิ ของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
รายละเอยี ดของพุทธกิจ 5 ประการนั้นพระอรรถกถาจารย์
อธิบายไว้ตามหนงั สือ “เทคนิคการสอนของพระพทุ ธเจ้า” ของ พระ
ธรรมปฎิ กในหนังสือพทุ ธวธิ ีการสอนกล่าวดังนี้
1. ปเุ รภตั ตกจิ
พุทธกจิ ภาคเชา้ หรือภาคกอ่ นอาหาร ไดแ้ ก่ ทรงต่นื พระบรรทม
แตเ่ ช้าเสด็จบณิ ฑบาตเสวยแล้วทรงแสดงธรรมโปรดประชาชนในที่นัน้
ๆ แล้วเสดจ็ กลับพระวหิ าร รอให้พระสงฆฉ์ นั เสร็จแลว้ เสดจ็ เข้า พระ
คนั ธกฎุ ี
2. ปัจฉาภตั ตกิจ
พทุ ธกิจภาคบ่ายหรอื หลังอาหารระยะท่ี 1 เสดจ็ ออกจาก พระ
คนั ธกฎุ ี ทรงโอวาทภกิ ษสุ งฆเ์ สรจ็ แลว้ พระสงฆแ์ ยกยา้ ยกนั ไปปฏบิ ตั ธิ รรม
ในทตี่ า่ ง ๆ พระองคเ์ สดจ็ เขา้ พระคนั ธกฎุ ี ถงึ ระยะท่ี 2 ทรงพจิ ารณาตรวจ
ดคู วามเปน็ ไปของชาวโลก ระยะที่ 3 ประชาชนในถิน่ นั้นมาประชุมกัน
ในธรรมสภาพระองคท์ รงแสดงธรรมโปรด
16 การปฏิบัตศิ าสนกิจของพระสงฆ์และพทุ ธศาสนกิ ชนในยุค
New Normal
3.ปรุ มิ ยามกิจ
พุทธกจิ ที่ 1 (ของราตร)ี หลงั จากพทุ ธกจิ ภาคกลางวนั เสร็จ
เแล้วทรงสรงสนานแลว้ ปลีกพระองค์อยู่เงียบๆ พักหนงึ่ จากนน้ั พระ
ภิกษุสงฆ์มาเฝา้ ทูลถามปญั หาบ้าง ขอกรรมฐานบ้าง ขอให้ทรงใช้เวลา
ตลอดยามแรกนีส้ นองความประสงค์ของพระสงฆ ์
4. มชั ฌมิ ยามกิจ
พุทธกิจในมัชฌมิ ยาม เม่ือพระสงฆ์แยกยา้ ยไปแลว้ ทรงใช้เวลา
ทีส่ องตอบปัญหาพวกเทพทัง้ หลายทม่ี าเฝา้
5. ปัจฉิมยามกิจ
พุทธกิจในปจั ฉิมยาม ทรงแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะแรก เสดจ็
ด�ำเนินจงกรมเพ่อื ใหพ้ ระวรกายไดผ้ ่อนคลาย ระยะท่ี 2 เสดจ็ เขา้ พระ
คนั ธกฎุ ที รงพระบรรทมสหี ไสยาสนอ์ ยา่ งมพี ระสตสิ มั ปชญั ญะ ระยะท่ี 3
เสดจ็ ประทบั นง่ั พจิ ารณาสอดสอ่ งเลอื กสรรวา่ ในวนั ตอ่ ไปมบี คุ คลผใู้ ดที่
ควรเสดจ็ ไปโปรดโดยเฉพาะเปน็ พเิ ศษเพอ่ื ทรงกำ� หนดพระทยั ไวแ้ ลว้ กจ็ ะ
เสดจ็ ไปโปรดในภาคพุทธกจิ ท่ี 1 คอื ปุเรภตั ตกิจ
พระมหากรณุ าธคิ ณุ ในฐานะทที่ รงบ�ำเพญ็ พทุ ธัตถจริยาน้นั จะ
เห็นได้จากพระจริยาทท่ี รงท�ำอยู่ 4 ประการคือ
1. ชว่ ยสรรพสตั วใ์ หข้ า้ มหว้ งทกุ ข์ คอื ทรงชว่ ยสตั วโ์ ลกทงั้ ปวงให้
บรรลมุ รรคผลนิพพานเพอื่ ขา้ มพ้นทกุ ขใ์ นสงั สารวัฏ
2.ปูพื้นฐานแหง่ กุศลธรรม ในกรณที บ่ี างคนไมส่ ามารถบรรลุ
มรรคผลกท็ รงไมท่ อดทงิ้ ทรงปทู างใหเ้ ขากา้ วไปขา้ งหนา้ ในโอกาสตอ่ ไป
ดังกรณีพระเทวทัตทรงทราบกอ่ นแล้ววา่ บวชมาแลว้ จะทำ� สงั ฆเภทและ
มุ่งร้ายพระพทุ ธองค์ แตก่ ารทเี่ ขา้ มาบวชย่อมมโี อกาสไดป้ ระพฤติ
17การปฏิบตั ิศาสนกิจของพระสงฆ์และพทุ ธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
พรหมจรรยอ์ นั จกั เป็นอุปนสิ ัยปัจจยั ภายหนา้ ได้
3. ปิดทางอบาย ในบางกรณถี า้ ปล่อยไปตามยถากรรม บางคน
อาจถลำ� ลงลกึ ถงึ กบั ตกนรกหมกไหม้ กท็ รงชว่ ยปดิ ทางอบายใหเ้ ขาเสยี ดงั
กรณีองคุลีมาล เป็นตน้
4. สถาปนาพระพทุ ธศาสนา ทรงกอ่ ตง้ั คณะสงฆ์อันเปน็ ชมุ ชน
ตวั อยา่ งขนึ้ ในสงั คมรวมทง้ั ตงั้ สถาบนั พระพทุ ธศาสนาขน้ึ คอื ภกิ ษุ ภกิ ษณุ ี
อุบาสก อุบาสกิ า ทรงเตรียมบคุ ลากรของแต่ละสถาบันเพื่อสบื ทอด
พระพุทธศาสนา
ตามหนงั สอื พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศพั ท์ ของ พระ
ธรรมปฎิ ก (ป.อ.ปยุตโฺ ต) กลา่ วว่า พุทธกจิ 45 พรรษา ในระหว่างเวลา
45 ปแี หง่ การบำ� เพญ็ พทุ ธกจิ พระพทุ ธเจา้ ไดเ้ สดจ็ ไปประทบั จำ� พรรษา ณ
สถานที่ต่าง ๆ ซึง่ ท่านได้ประมวลไว้ พร้อมทัง้ เหตกุ ารณส์ �ำคัญบางอย่าง
อนั ควรสังเกต ดังน้ี
พรรษาที่ 1 ปา่ อสิ ปิ ตนมฤคทายวนั ใกลก้ รงุ พาราณสี (โปรดพระ
เบญจวคั คยี ์)
พรรษาท่ี 2-4 พระเวฬวุ นั กรงุ ราชคฤห์ (ระยะประดษิ ฐาน พระ
ศาสนาเรมิ่ แตโ่ ปรดพระเจา้ พมิ พสิ าร ไดพ้ ระอคั รสาวก เสดจ็ นครกบลิ พสั ด์ุ
คร้งั แรก ฯลฯ อนาถบิณฑิกเศรษฐเี ปน็ อบุ าสก ถวายพระเชตวนั ถา้ ถอื
ตามพระวนิ ยั ปฎิ ก พรรษาที่ 3 นา่ จะประทับท่พี ระเชตวนั นครสาวตั ถ)ี
พรรษาท่ี 5 กูฎาคารในป่ามหาวัน นครเวสาลี (โปรดพุทธบดิ า
ทกี่ รงุ กบลิ พสั ด์ุ โปรดพระญาตทิ ว่ี วิ าทเรอื่ งแมน่ ำ้� โรหณิ ี และพระนาง มหา
ปชาบดผี นวช เกดิ ภกิ ษุณสี งฆ์)
พรรษาท่ี 6 มกลุ บรรพต (ภายหลังทรงแสดงยมกปาฏหิ าริย์ท่ี
นครสาวตั ถ)ี
18 การปฏบิ ัติศาสนกิจของพระสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
พรรษาที่ 7 ดาวดงึ สเทวโลก (แสดงพระอภธิ รรมโปรดพระพทุ ธ
มารดา)
พรรษาท่ี 8 เภสกลาวนั ใกล้เมอื งสุงสุมารครี ี แควน้ ภคั คะ (พบ
นกุลบิดาและนกลุ มารดา)
พรรษาท่ี 9 โฆสติ าราม เมืองโกสมั พี
พรรษาที่ 10 ปา่ ต�ำบลปารเิ ลยยกะ ใกล้เมืองโกสัมพี (ในคราวท่ี
ภิกษชุ าวเมอื งโกสมั พีทะเลาะกนั )
พรรษาท่ี 11 หมบู่ ้านพราหมณ์ชอื่ เอกนาลา
พรรษาท่ี 12 เมอื งเวรัญชา
พรรษาท่ี 13 จาลิยบรรพต
พรรษาท่ี 14 พระเชตวนั (พระราหุลอุปสมบทคราวน้)ี
พรรษาที่ 15 นิโครธาราม นครกบลิ พัสดุ์
พรรษาท่ี 16 เมืองอาฬวี (ทรมานอาฬวกยกั ษ)์
พรรษาท่ี 17 พระเวฬวุ ัน นครราชคฤห์
พรรษาที่ 18-19 จาลกิ บรรพต
พรรษาท่ี 20 พระเวฬวุ นั นครราชคฤห์ (โปรดมหาโจรองคลุ มี าล,
พระอานนทไ์ ดร้ บั หนา้ ท่เี ปน็ พุทธอุปัฏฐากประจ�ำ)
พรรษาที่ 21-44 ประทบั สลับไปมา ณ พระเชตวนั กบั บุพพาราม
พระนครสาวตั ถี (รวมทง้ั คราวกอ่ นนด้ี ว้ ยอรรถกถาวา่ พระพทุ ธเจา้ ประทบั
ทีเ่ ชตวนาราม 19 พรรษา ณ บุพพาราม 6 พรรษา)
พรรษาที่ 45 เวฬวุ คาม ใกล้นครเวสาลี
จะเหน็ วา่ ทรงมีเวลาพกั ผ่อนน้อยมาก
ตลอดระยะเวลา 45 ปี ทรงอนุเคราะห์สตั วโ์ ลกโดยมไิ ด้ทรงค�ำนึง
19การปฏบิ ตั ศิ าสนกิจของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
ถงึ ความล�ำบากพระวรกาย ทงั้ ทีพ่ ระสุขภาพไม่คอ่ ยดี (ทรงมโี รค “ปกั
ขนั ทิกาพาธ” ประจำ� อนั เปน็ ผลจากการทรมานกายก่อนตรัสร้)ู
สังเกตวา่ เวลาเทวดาหรือเทวบตุ รมาเข้าเฝ้าพระพทุ ธเจา้ จะไม่
น่ังจะยนื ณ ท่ีข้างหนึง่ ทลู ถามปญั หาเสร็จแลว้ ก็อันตรธานไป พระอรรถ
กถาจารยใ์ หเ้ หตุผลว่า โดยปกตเิ ทวดาไม่อยากเขา้ ใกลม้ นษุ ย์ เพราะ
มนษุ ย์มกี ล่ินเหม็น (มนษุ ยข์ ี้เหม็น) ท่ีมาเฝา้ พระพทุ ธเจา้ เพราะกล่นิ ศลี
ของพระองค์ และอยากทราบข้อธรรมจึงมาเขา้ เฝา้ เทวดามี 3 ประเภท
(เทวดาโดยสมมติ เทวดาโดยกำ� เนดิ เทวดาโดยความบรสิ ุทธ)ิ์ พวกทีม่ า
เข้าเฝา้ พระพทุ ธเจา้ ทา่ นวา่ ไดแ้ ก่เทวดาพวกท่ี 2 คือ อุปปัติเทพ เวลา
เทวดาพวกน้ีมาจะท�ำใหม้ แี สงสว่างปรากฏทัว่ บริเวณด้วยรศั มี บางคน
ตีความว่า เทวดา กค็ อื พระราชามหากษัตริย์ ทห่ี าเวลาว่างจากราชกจิ
ตอนกลางคนื มา ปรึกษาหารอื กับพระพทุ ธองค์ แสงสว่างทีว่ า่ นนั้ คอื คบ
เพลิงชูสว่างไสวเวลาเสด็จความจริงไม่ต้องตีความก็ได้พระพุทธศาสนา
รับรองว่ามเี ทวดาจริงอยู่แล้ว .
20 การปฏบิ ตั ิศาสนกิจของพระสงฆ์และพทุ ธศาสนิกชนในยุค
New Normal
พระพทุ ธานญุ าตเกยี่ วกบั การปฏิบัติ
ศาสนกิจท่ีส�ำ คัญของพระสงฆ์
การท�ำวตั รเช้า การท�ำวัตรเย็น
การท�ำวัตร คือการทำ� กจิ วัตรของพระภิกษสุ ามเณรและ อบุ าสก
อุบาสิกา เป็นการทำ� กิจท่ตี อ้ งกระทำ� เปน็ ประจ�ำ จนเปน็ วัตรปฏบิ ตั เิ รยี ก
สั้น ๆ วา่ ท�ำวตั ร พระภกิ ษุสามเณร และอุบาสก อุบาสิกา ผูเ้ ข้าวดั
รักษาศีลอโุ บสถเป็นประจ�ำ มหี นา้ ทีท่ ่ตี อ้ งปฏบิ ตั ิประจำ� อยา่ งหนึ่งคอื
ทำ� วตั ร และต้องท�ำประจำ� วนั ละสองเวลา คือเช้าและเย็น กิจทีต่ ้องทำ�
ในการทำ� วตั รคอื สวดบชู าพระรตั นตรัย สวดพิจารณาปัจจยั ทีบ่ รโิ ภคทกุ
วนั ตามหน้าท่ี สวดเจริญกมั มัฏฐานตามสมควร และสวดอนโุ มทนาทาน
ของทายก กบั สวดแผ่สว่ นกศุ ล
การสวดมนต์ คอื การสวดบทพุทธมนต์ตา่ ง ๆ ทีเ่ ป็นส่วนของ
พระสตู รกม็ ี ที่เปน็ ส่วนของพระปริตรกม็ ี ที่เปน็ สว่ นเฉพาะคาถาอนั นิยม
กำ� หนดใหน้ �ำมาสวดประกอบในการสวดมนตเ์ ปน็ ประจำ� ก็มี นอกเหนอื
จากบทสวดท�ำวตั ร เม่ือเรียกรวมการสวดทง้ั สองนเ้ี ขา้ ดว้ ยกนั ก็เรียกวา่
ท�ำวัตรสวดมนต์
ความมงุ่ หมายของการท�ำวตั รสวดมนต์ ถอื วา่ เปน็ อบุ ายสงบจิต
นอกจากนนั้ ยังมีผลทางพระวนิ ัย ทีส่ ามารถเปลื้องมลทนิ บางอย่างใน
การบริโภคปัจจยั โดยไมท่ ันพจิ ารณาได้ และมผี ลในการ
อนโุ มทนาทานของทายกทีถ่ วายมาเปน็ ประจ�ำ กับเปน็ โอกาส
ให้ได้แผ่ส่วนบุญของตนแกผ่ ู้อ่นื ดว้ ยจติ ใจบริสุทธิอ์ ีกด้วย
21การปฏิบัติศาสนกจิ ของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในยุค
New Normal
การลงพระปาฏิโมกข์
องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ ทรงแสดงโอวาทปาฏโิ มกขอ์ นั เปน็
หัวใจของพระพุทธศาสนา ไดแ้ ก่ พุทธพจน์ 3 อย่างท่ีตรัสแก่พระอรหันต์
1,250 รูป ทีม่ าประชุมโดยมิไดน้ ัดหมาย ณ พระเวฬวุ นาราม ในวันเพญ็
เดอื น 3 ทเ่ี รยี กกนั วา่ วนั มาฆบชู า ทรงแสดงโอวาทปาฏโิ มกขน์ แี้ กท่ ป่ี ระชมุ
สงฆต์ ลอดมาเปน็ เวลา 20 พรรษา กอ่ นทจี่ ะมพี ทุ ธบญั ญตั ใิ หส้ วดปาฏโิ มกข์
มาจนถงึ ปัจจบุ ัน พระเจ้าพมิ พสิ ารทรงเห็นพวกนักบวชลทั ธิอ่นื ประชุม
กลา่ วธรรมในวนั 8 ค่�ำ 14 คำ�่ หรอื 15 ค�ำ่ แห่งปกั ษ์ จึงเกิดความเลอ่ื มใส
ศรัทธา พระเจา้ พิมพสิ ารทรงประสงคใ์ ห้พระพทุ ธศาสนาทำ� อย่างลทั ธนิ ้นั
บา้ งจงึ ไดเ้ ฝา้ พระพทุ ธเจา้ แลว้ กราบทลู พระราชดำ� รนิ นั้ ใหพ้ ระพทุ ธเจา้ ทรง
ทราบ พระพทุ ธเจา้ ก็ทรงอนุมัติให้ภกิ ษุทง้ั หลายประชุมกนั ในวนั 8 ค่ำ� 14
ค่�ำ หรือ 15 คำ่� ในคร้ังแรกภิกษุทัง้ หลายประชุมกันแต่น่งั นิ่ง พระพุทธเจา้
จงึ ทรงอนญุ าตให้ภิกษุทั้งหลายประชุมกันเพ่อื กลา่ วธรรมได้ ต่อมา
พระพทุ ธเจา้ ได้อนุญาตให้น�ำสิกขาบทท่พี ระองคท์ รงบัญญตั ิให้เป็น ปาฏิ
โมกขข์ ุทเทสของพระภิกษุ ปาฏิโมกข์ขุทเทสจึงเป็นอุโบสถของพระภกิ ษุ
สงฆ์ พระพุทธเจา้ ไดม้ ีบัญญตั ิตามทท่ี รงดำ� ริแลว้ อนุญาตใหส้ วดปาฏิโมกข์
และทรงแสดงวธิ สี วดปาฏโิ มกข์ พทุ ธสาวกจงึ นำ� มาศกึ ษาและปฏบิ ตั สิ บื ตอ่
มาจนถึงปจั จบุ นั
22 การปฏบิ ตั ิศาสนกิจของพระสงฆ์และพทุ ธศาสนกิ ชนในยคุ
New Normal
การให้การบรรพชาอุปสมบท
บรรพชา คือ บวชเณร ผู้บวชจะตอ้ งมีอายุต้งั แต่ 7 ปีข้นึ ไป และ
ถือศลี 10
อปุ สมบท คอื การบวชพระ ผบู้ วชจะต้องมีอายุครบ 20 ปี และ
ถอื ศลี 227 ข้อ
พทุ ธานญุ าตในการอปุ สมบทหรอื การบวชเปน็ พระภกิ ษมุ ี 3 วธิ คี อื
1. เอหภิ กิ ขุอุปสัมปทา หมายถึง การบวชด้วยพระวาจาของ
พระพุทธเจ้าวา่ “จงเป็นภิกษุมาเถดิ ” เป็นวิธกี ารอปุ สมบททพี่ ระพุทธเจา้
ทรงประทานใหโ้ ดยตรง การอปุ สมบทแบบนมี้ เี ฉพาะในสมยั ทพี่ ระพทุ ธเจา้
ยังมีพระชนมช์ พี อยู่ การบวชดว้ ยวิธเี อหภิ กิ ขุอปุ สัมปทาน้เี ป็นการ
เปลย่ี นแปลงภาวะของจติ ใจหรอื นามธรรมก่อนที่จะเปลย่ี นจากภาวะของ
บคุ คลธรรมดาเปน็ พระภกิ ษุ พระภกิ ษรุ นุ่ แรกทบี่ วชดว้ ยวธิ กี ารนปี้ รากฏใน
พระไตรปฎิ ก มจี ำ� นวน 61 รปู ซงึ่ ทงั้ หมดลว้ นเปน็ พระอรหนั ตข์ อ้ ผดิ พลาด
ทางกาย วาจา ใจจึงไม่ม ี .
2. ติสรณคมนูปสัมปทา หมายถงึ การบวชดว้ ยการถึงซึง่ ทีพ่ ึง่ ท่ี
ระลกึ 3 ประการ คอื พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะเมอื่ มพี ระสาวก
หลายรูป พระองคก์ ็ทรงสง่ ไปประกาศพระศาสนาในถ่ินฐานบ้านเมอื งน้ัน
ครน้ั มผี เู้ ลอ่ื มใสจะบวช พระสาวกเหลา่ นน้ั กพ็ าคนทเ่ี ลอื่ มใสเหลา่ นน้ั มาเฝา้
พระพทุ ธองค์เพือ่ ขออนุญาตบวชเป็นภิกษุ และใช้วธิ ีการบวชตาม
ธรรมเนยี มทเ่ี คยใชม้ า (เอหิภิกขอุ ปุ สมั ปทา) พระพุทธองคท์ รงเหน็ ความ
ลำ� บากของทา่ นผพู้ ามาและคนผตู้ ามมานน้ั เพราะทางทรุ กนั ดารไมส่ ะดวก
จงึ ทรงอนญุ าตให้สาวกรับคนเข้าหม่ไู ดเ้ อง แต่เปลี่ยนวิธีการรบั เปน็ อยา่ ง
อนื่ กลา่ วคอื ใหผ้ จู้ ะบวชนนั้ ปลงผม โกนหนวด นงุ่ หม่ ผา้ กาสาวะกอ่ นแลว้
23การปฏิบตั ิศาสนกิจของพระสงฆ์และพทุ ธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
เปล่งวาจาแสดงตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะด้วยอาการเคารพจริงๆ
เพยี งเทา่ นก้ี เ็ ปน็ ภกิ ษไุ ดเ้ หมอื นกนั การบวชอยา่ งนี้ เรยี กวา่ ตสิ รณคมนปู
สมั ปทา การบวชน้ีกม็ ลี กั ษณะเหมอื นกบั บวชวิธที ่ี 1 คอื บวชใจกอ่ นแล้ว
จงึ บวชที่กาย โดยสรปุ ข้ันตอน คอื .
1) ฟงั ธรรม
2) ความเปล่ยี นแปลงสภาพจิตเกดิ ปัญญา
3) มคี วามศรัทธา ปญั ญา
4) ขอบวช
5) แจ้งความประสงคก์ บั ผ้ทู ี่ตนฟงั ธรรมแลว้ เกดิ ปญั ญาศรัทธา
6) ปลงผม โกนหนวด นุง่ ผ้ากาสาวพสั ตร์
7) เข้าไปหาพระ บูชาพระรัตนตรยั เปลง่ วาจาถงึ พระรตั นตรยั 3
ครัง้
3. ญัตตจิ ตุตถกัมมอุปสัมปทา
หมายถึง การบวชดว้ ยกรรมวิธี คือ การ
กระทำ� มกี ารเสนอญตั ตเิ ปน็ 4 คอื เปน็ การเสนอ
ญตั ตขิ ออนมุ ตั สิ งฆ์ 1 ครงั้ เปน็ การสวดประกาศ
ฟงั สมมตวิ ่าจะคดั ค้านอกี หรอื ไม่อีก 3 ครงั้
นอกจากน้ี ยังมวี ธิ บี วชทพี่ ระพทุ ธจา้
ประทานบวชให้เป็นรายบคุ คล หรือเป็นวธิ ีการ
บวชทว่ี ่าโดยชื่อมีอยู่ 9 ประการ คือ
1. เอหภิ กิ ขอุ ปุ สมั ปทา วธิ นี พ้ี ระพทุ ธจา้
ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้เองโดยทรงเปล่ง
พระดำ� รสั วา่ “เธอจงเปน็ ภกิ ษุมาเถดิ ” ท�ำคร้งั
24 การปฏบิ ัติศาสนกิจของพระสงฆ์และพทุ ธศาสนกิ ชนในยุค
New Normal
แรกกบั พระอญั ญาโกญทัญญะ .
2. ติสรณคมนูปสัมปทา วธิ นี พ้ี ระพุทธเจ้าทรงมพี ระพุทธานญุ าต
ใหพ้ ระสาวกต่างรูปต่างเปน็ อุปัชฌายใ์ ห้กุลบตุ รผูป้ ระสงค์จะบวช
3. ญตั ติจตุตถกัมมวาจาอุปสัมปทา วิธีนพ้ี ระพุทธเจา้ ทรงมี พระ
พทุ ธานุญาตใหส้ งฆ์ทำ� คือ ภกิ ษุต้ังแต่ 5 รูปขน้ึ ไปร่วมกันทำ� พธิ ีบวชให้
กลุ บตุ รผปู้ ระสงคจ์ ะบวช .
4. โอวาทปฏคิ คหณอปุ สัมปทา วธิ นี ีพ้ ระพุทธเจา้ ทำ� ดว้ ยการ
ประทานพระโอวาทให้กลุ บุตรผปู้ ระสงค์จะบวชรับไปปฏบิ ัติ ทำ� ครั้งแรก
กบั พระมหากัสสปะ
5. ครธุ มั มปฏคิ คหณอปุ สมั ทปทา วธิ นี พ้ี ระพทุ ธจา้ ทรงทำ� ดว้ ยการ
ให้ผ้ปู ระสงคจ์ ะบวชรับครธุ รรม 8 ประการไปปฏบิ ัติ เปน็ วธิ ีบวชภกิ ษุณี
วธิ แี รกกับพระนางมหาปชาบดีโคตมี
6. ปัญหาพยากรณอุปสมั ปทา วิธนี ี้พระพุทธเจ้าทรงท�ำด้วยการ
มอบใหก้ ลุ บตุ รผจู้ ะบวชตอบปัญหาทีพ่ ระพทุ ธเจ้าตรสั ถาม เมื่อตอบได้ก็
เป็นอันว่าบวชแล้ว ท�ำครัง้ แรกกับโสปากสามเณร
7. ทเู ตนอปุ สมั ปทา วธิ นี พี้ ระพทุ ธเจา้ ทรงทำ� ดว้ ยการมอบใหผ้ แู้ ทน
พระองคไ์ ปบวชใหผ้ ทู้ ปี่ ระสงคจ์ ะบวช เปน็ วธิ บี วชภกิ ษณุ อี กี แบบหนงึ่ ทำ�
คร้งั แรกกับนางคณกิ า (โสเภณี) ชอื่ อัฑฒกาสี
8. อฏั ฐวาจกิ าอปุ สมั ปทา วธิ บี วชมวี าจา 8 คอื ทำ� ญตั ตจิ ตตุ ถกรรม
(การประกาศให้ทราบ 4 ครงั้ ) 2 ครัง้ คอื จากฝา่ ยภกิ ษสุ งฆ์ 1 คร้ัง จาก
ฝ่ายภิกษุณสี งฆ์ 1 ครั้ง เป็นวธิ ีบวชเฉพาะของภิกษณุ ี
9. ทายชั ชอุปสมั ปทา วิธีน้ีพระพุทธเจ้าทรงใช้บวชสามเณรทอี่ ายุ
ยงั ไมค่ รบ 20 ปี แต่มคี ุณสมบัติพรอ้ มท่ีจะเป็นพระไดโ้ ดยเปล่งวาจาวา่
25การปฏบิ ัติศาสนกจิ ของพระสงฆ์และพทุ ธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
“เร่ืองเป็นภิกษุตง้ั แต่วันนีไ้ ป”
แต่ในความเป็นจริงการบวชในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์
ทรงใชค้ ดั คนเขา้ บวชนน้ั มอี ยเู่ พยี ง 3 ประการ ไดแ้ ก่ เอหภิ กิ ขอุ ปุ สมั ปทา
ตสิ รณคมนปู สมั ปทา และญตั ตจิ ตตุ ถกมั มวาจาอปุ สมั ปทา ซงึ่ เปน็ การคดั
คนเข้ามาจนถึงปจั จบุ ัน คอื วิธีท่สี องใช้คัดคนเขา้ บวชเปน็ สามเณร และ
วธิ ีทีค่ ัดคนเข้าบวชเปน็ พระภกิ ษุ
การออกบณิ ฑบาตของพระสงฆ์
บณิ ฑบาต หมายถงึ กจิ วตั รของพระภิกษสุ ามเณร โดยการออก
เดินถือบาตรเพ่ือรับการถวายภัตตาหารหรือสิ่งของจากชาวบ้านในเวลา
เชา้ เรียกวา่ การออกบิณฑบาต ซ่ึงพระพทุ ธเจา้ ทรงมพี ุทธานุญาต เอาไว้
ว่าการบณิ ฑบาตเป็นกจิ วัตรของพระภกิ ษุสามเณรพงึ ปฏิบัติ โดยมีการ
ประพฤติปฏบิ ตั ิกนั มาต้ังแตส่ มยั พทุ ธกาล พระพทุ ธองคท์ รงสรรเสริญ
ว่าการบณิ ฑบาตเปน็ กจิ วัตรอนั ประเสริฐเรยี กว่า “การโปรดสตั ว”์ การ
ออกบณิ ฑบาตจึงถือวา่ เปน็ การเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา
ความส�ำคญั ของการบณิ ฑบาต
1. การบณิ ฑบาตเปน็ กรณียกิจของบรรพชิต
2. การบณิ ฑบาตเปน็ พุทธวงศ์
3. การบณิ ฑบาตเป็นพุทธกจิ
4. การบิณฑบาตเป็นอาชวี ปาริสุทธิ
26 การปฏิบัตศิ าสนกจิ ของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในยุค
New Normal
สังฆกิจทสี่ �ำ คัญพระสงฆ์ในการ
สงเคราะห์ประชาชน
1. ท�ำบุญงานมงคล
ก. ท�ำบุญเลี้ยงพระ
การทำ� บญุ เลย้ี งพระ ตามปกตทิ ที่ ำ� กนั มกั นมิ นตพ์ ระภกิ ษสุ งฆม์ าเจรญิ
พระพทุ ธมนตใ์ นสถานทท่ี ปี่ ระกอบพธิ ใี นตอนเยน็ เรยี กกนั อยา่ งสามญั วา่ สวด
มนตเ์ ยน็ เวลาเชา้ (บางกรณี เวลาเพล) ถวายภตั ตาหารแกพ่ ระภกิ ษสุ งฆท์ เี่ จรญิ
พระพุทธมนตเ์ ม่อื เย็นวานน้นั เรยี กกนั ว่า เล้ียงพระเชา้ (เล้ียงพระเพล) หรือ
ฉนั เชา้ (ฉันเพล) และในคราวเดียวกนั ก็มกี ารตกั บาตรด้วย บางคนมเี วลานอ้ ย
ยน่ เวลามาทำ� พร้อมกันในวนั เดยี ว ในตอนเช้าหรือตอนเพลตามความสะดวก
โดยนมิ นตพ์ ระภกิ ษสุ งฆม์ าเจรญิ พระพทุ ธมนตก์ อ่ น จบแลว้ ถวายภตั ตาหารให้
เสร็จสิ้นในเวลาเดียวกัน อย่างนีเ้ รยี กวา่ ทำ� บุญเล้ยี งพระ การท�ำบุญเลยี้ งพระ
น้ีนิยมทัง้ ในงานมงคลและงานอวมงคลทว่ั ไป ทเ่ี รยี กวา่ ท�ำบญุ งานมงคลนน้ั
ไดแ้ ก่ การท�ำบุญเล้ยี งพระดงั กลา่ ว เพ่ือความสขุ ความเจริญแก่จติ ใจ โดย
ปรารภเหตทุ ด่ี เี ปน็ มลู เกยี่ วกบั ฉลองความสำ� เรจ็ ในชวี ติ เชน่ ฉลองพระบวชใหม่
เปน็ ต้น หรือเก่ียวกบั การริเร่ิมชีวติ ใหม่เพอื่ ใหเ้ กดิ ความสำ� เรจ็ ตามปรารถนา
ดว้ ยดตี ลอดไป เชน่ ทำ� บญุ ขน้ึ บา้ นใหม่ ทำ� บญุ แตง่ งาน หรอื เรยี กวา่ มงคลสมรส
เปน็ ต้น สว่ นทีเ่ รียกว่า ท�ำบุญงานอวมงคล ไดแ้ ก่ การทำ� บญุ เลี้ยงพระเพอ่ื
ประโยชนเ์ กื้อกูล และความสขุ โดยปรารภเหตไุ ม่สู้ดี เนือ่ งจากมกี ารตายขึ้นใน
27การปฏิบตั ิศาสนกิจของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
หมูญ่ าติ หรือบคุ คลท่ีเก่ียวข้องในครอบครัวจัดการทำ� บุญขน้ึ เพื่อใหส้ �ำเร็จ
เป็นประโยชน์เกอ้ื กูล และความสขุ แก่ผลู้ ่วงลับไปแลว้ และเพือ่ เปน็ ม่งิ ขวัญ
แกผ่ ทู้ ย่ี ังอยู่ งานท�ำบุญโดยปรารภเหตนุ ้ี เรยี กวา่ ท�ำบุญงานอวมงคล
ข. งานบญุ ผา้ ปา่
เปน็ การทำ� บญุ อีกอย่างหนึง่ ของชาวพทุ ธคล้ายกบั พธิ ีทอดกฐนิ แต่
ไมม่ กี ำ� หนดระยะเวลาจำ� กดั คอื สามารถจะทอดเมอ่ื ไรกไ็ ดเ้ ชน่ กนั อกี ทง้ั ยงั ไม่
เจาะจง เกยี่ วกับภกิ ษทุ จ่ี ะรับผ้ากฐินแตอ่ ย่างใด งานบญุ ผ้าป่าจ�ำแนกได้ดังน้ี
1) ผ้าปา่ หางกฐิน ได้แกผ่ ้าปา่ ทีเ่ จา้ ภาพจดั ให้มขี ้นึ ต่อจาก
การทอดกฐนิ คอื เมอ่ื ทำ� พธิ ที อดกฐนิ เสรจ็ แลว้ กใ็ หม้ กี ารทอดกฐนิ ดว้ ยเลย จงึ
เรียกว่าผา้ ปา่ หางกฐนิ หรอื ผา้ ปา่ แถมกฐิน
2) ผ้าปา่ โยง ไดแ้ ก่ ผา้ ปา่ ที่จดั ท�ำรวม ๆ กันหลายกอง น�ำ
บรรทุกเรือแหไ่ ปทอดตามวัดต่าง ๆ ทอ่ี ยรู่ มิ แม่น้�ำ จึงเรยี กว่าผ้าปา่ โยง จะมี
เจ้าภาพเดยี วหรือหลายเจ้าภาพก็ได้
3) ผา้ ปา่ สามคั คี ไดแ้ ก่ ผา้ ปา่ ทม่ี กี ารแจกฎกี าบอกบญุ ไปตาม
สถานที่ตา่ ง ๆ ให้รว่ มกัน ทำ� บุญแล้วแต่ศรทั ธา โดยจดั เป็นกองผา้ ป่ามารวม
กัน จะเป็นกก่ี องกไ็ ด้ เม่ือถงึ วันทอดจะมีขบวนแห่ผา้ ปา่ มารวมกันทว่ี ัดอย่าง
สนุกสนาน บางทจี่ ดุ ประสงค์ กเ็ พอ่ื ร่วมกนั หาเงิน สรา้ งถาวรวตั ถตุ ่าง ๆ เชน่
โบสถ์ วหิ าร ศาลาการเปรยี ญ และอืน่ ๆ
ค. กฐนิ หลวง
เมอื่ พระพทุ ธศาสนาไดแ้ พรห่ ลายมาประดษิ ฐานในประเทศไทย และ
ประชาชนชาวไทยไดน้ บั ถอื พทุ ธศาสนาเปน็ ศาสนาประจำ� ชาติ การทอดกฐนิ
กไ็ ด้กลายเปน็ ประเพณขี องบ้านเมืองมาโดยล�ำดบั และพระเจา้ แผน่ ดินผู้
ปกครองบา้ นเมอื งก็ไดท้ รงรบั เรือ่ งกฐินเปน็ พระราชพิธีอย่างหน่ึง การที่
28 การปฏิบัติศาสนกจิ ของพระสงฆ์และพทุ ธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
พระเจา้ แผน่ ดนิ ทรงบำ� เพญ็ พระราชกศุ ลเกยี่ วกบั กฐนิ เปน็ พระราชพธิ ดี งั กลา่ ว
เป็นเหตุใหเ้ รยี กกนั ว่า กฐนิ หลวง ดังนน้ั วัดใดก็ตามไมว่ ่าวัดหลวงหรือวัด
ราษฎร์ทีพ่ ระเจ้าแผ่นดินเสดจ็ พระราชด�ำเนินไปทรงถวายผา้ พระกฐนิ แลว้ ก็
เรยี กวา่ กฐนิ หลวงทง้ั สน้ิ แตส่ มยั ตอ่ มากฐนิ หลวงไดม้ กี ารเปลย่ี นแปลงไปตาม
ภาวการณข์ องบา้ นเมอื ง เชน่ ประชาชนมศี รทั ธาเจรญิ รอยตามพระราชศรทั ธา
ของพระเจา้ แผน่ ดนิ และไดร้ บั พระกรณุ าใหถ้ วายผา้ พระกฐนิ ตามควรแกฐ่ านะ
กฐนิ หลวงปจั จุบันจงึ ได้แบ่งออกเปน็ ประเภทตา่ ง ๆ ดังน้ี
1) กฐินทกี่ �ำหนดเปน็ พระราชพิธี พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชด�ำเนินไปถวายผ้าพระกฐินด้วยพระองค์เอง
หรอื ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ใหพ้ ระบรมวงศานวุ งศห์ รอื องคมนตรเี ปน็ ผแู้ ทน
พระองค์ไปถวายเปน็ ประจำ� ณ วัดส�ำคัญ ๆ ปัจจบุ นั มี 16 วัด เช่น วดั
พระเชตพุ นวมิ ลมงั คลาราม วดั มหาธาตยุ วุ ราชรงั สฤษฎิ์ วดั สทุ ศั นเ์ ทพวราราม
วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นตน้
2) กฐินต้น หมายถงึ กฐนิ ที่พระเจ้าแผ่นดนิ เสด็จ
พระราชดำ� เนนิ ไปถวายผา้ พระกฐนิ ณ วดั ทม่ี ใิ ชว่ ดั หลวงและมไิ ดเ้ สดจ็ ไปอยา่ ง
เป็นทางการหรืออย่างเป็นพระราชพิธีแต่เป็นการบ�ำเพ็ญพระราชกุศลส่วน
พระองค์
29การปฏิบัติศาสนกจิ ของพระสงฆแ์ ละพุทธศาสนกิ ชนในยคุ
New Normal
3) กฐนิ พระราชทาน เปน็ กฐนิ ทพ่ี ระเจา้ แผน่ ดนิ พระราชทาน
ผา้ ของหลวงแกผ่ ทู้ ก่ี ราบบงั คมทลู ขอพระราชทานไปถวายยงั วดั หลวงทนี่ อก
เหนือไปจากวดั สำ� คัญ 16 วดั ทก่ี �ำหนดไว้ เหตุที่มกี ฐนิ พระราชทาน กเ็ พราะ
ปัจจบุ ันวดั หลวงมจี �ำนวนมาก จงึ เปดิ โอกาสให้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ
ตลอดจนคณะบคุ คลตา่ ง ๆ ทสี่ มควรขอพระราชทานผา้ พระกฐินไปถวายได้
ซงึ่ กฐินดงั กลา่ วสว่ นใหญก่ ค็ อื กฐนิ ท่ีหนว่ ยงานราชการต่าง ๆ น�ำไปถวาย
นนั่ เอง ท้ังน้ี ผูท้ ่จี ะรับพระราชทานผา้ กฐนิ ไปถวาย ณ วดั หลวงวดั ใดต้อง
ตดิ ตอ่ ไปยงั กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม ตามระเบยี บเพ่อื เปน็ การ
จองไว้ก่อนด้วย
ง. กฐนิ ราษฎร์
กฐนิ ทรี่ าษฎรหรอื ประชาชนผมู้ ศี รทั ธานำ� ผา้ กฐนิ ของตนไปถวายตาม
วดั ต่าง ๆ ยกเว้นวดั หลวง 16 วัดท่ีกล่าวไวแ้ ลว้ ซ่งึ จะมีชื่อเรยี กต่าง ๆ ตาม
ลกั ษณะของการทอด คือ
1) กฐินหรือมหากฐนิ เปน็ กฐนิ ทีร่ าษฎรนำ� ไปทอด ณ วัดใด
วัดหนง่ึ ทตี่ นศรทั ธาเป็นการเฉพาะ ผา้ ทเ่ี ป็นองคก์ ฐนิ จะเปน็ ผนื เดียวหรอื
หลายผนื กไ็ ด้ จะเยบ็ แลว้ หรอื ไมก่ ไ็ ด้ แตป่ จั จบุ นั สว่ นใหญจ่ ะเปน็ ผา้ สำ� เรจ็ รปู
แล้ว และนยิ มถวายของอน่ื ๆ ที่เรียกวา่ บริวารกฐนิ ไปพรอ้ มกับองคก์ ฐิน
ดว้ ย เช่น เคร่ืองอปุ โภคบริโภคของพระภกิ ษสุ งฆ์ เชน่ หมอน โอ่งนำ�้ เตา
ไมก้ วาด จอบ เสียม อาหาร ยาต่าง ๆ เปน็ ต้น
2) จลุ กฐนิ เปน็ กฐนิ ทต่ี อ้ งทำ� ดว้ ยความรบี เรง่ เดมิ เรยี กแบบ
ไทย ๆ ว่า กฐนิ แล่น เจา้ ภาพทจ่ี ะทอดกฐนิ เช่นนีไ้ ด้ตอ้ งมพี วกและก�ำลงั มาก
เพราะตอ้ งเร่มิ ตงั้ แตป่ นั่ ฝ้ายเป็นด้าย ทอดา้ ยให้เปน็ ผ้า ตัดผ้าและเย็บผา้ เปน็
จวี ร ยอ้ มสี และตอ้ งทอดภายในวนั น้ัน และพระสงฆก์ ต็ ้องกรานและ
30 การปฏิบตั ิศาสนกจิ ของพระสงฆ์และพทุ ธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
อนโุ มทนาในวันน้นั ๆ ด้วย เรียกวา่ เป็นกฐินท่ตี ้องท�ำทุกอยา่ งให้เสรจ็ ภายใน
วนั เดียว
3) กฐนิ สามคั คี เปน็ กฐนิ ทม่ี ีเจา้ ภาพหลายคนรว่ มกัน ไม่
จำ� เปน็ วา่ ใครบรจิ าคมากนอ้ ย แตม่ กั ตงั้ เปน็ คณะทำ� งานขนึ้ มาดำ� เนนิ การและ
มหี นงั สอื บอกบญุ ไปยงั ผอู้ น่ื เมอ่ื ไดป้ จั จยั มาเทา่ ไรกจ็ ดั ผา้ อนั เปน็ องคก์ ฐนิ รวม
ท้ังบรวิ ารไปทอด ณ วดั ใดวัดหน่ึงที่จองไว้ ซ่ึงกฐินชนิดนเ้ี ป็นที่นิยมอยา่ งแพร่
หลายในปจั จบุ ัน เพราะนอกจากท�ำบญุ กฐินแล้ว ยงั นำ� ปจั จัยท่เี หลอื ไปช่วย
ทำ� นุบ�ำรุงวดั เช่น ก่อสรา้ งศาสนสถาน บูรณปฏสิ งั ขรณโ์ บสถ์ เจดยี ์ เป็นต้น
4) กฐนิ ตกคา้ ง หรอื กฐนิ โจร กล่าวคือในทอ้ งถิน่ ท่มี วี ัดมาก
อาจจะมวี ัดตกค้างไมม่ ีใครไปทอด จงึ มีผมู้ ีจติ ศรัทธาเสาะหาวดั อย่างน้ี แลว้
นำ� กฐนิ ไปทอด ซงึ่ มกั จะเปน็ วนั ใกลส้ นิ้ เทศกาลกฐนิ หรอื วนั สดุ ทา้ ย จงึ เรยี กวา่
กฐนิ ตกคา้ ง หรอื อาจเรยี กวา่ กฐนิ โจร เพราะกิรยิ าอาการทไี่ ปทอดอยา่ งไมร่ ู้
เนอื้ รตู้ วั จู่ ๆ กไ็ ปทอด ไมบ่ อกกลา่ วลว่ งหนา้ ใหว้ ดั รเู้ พอื่ เตรยี มตวั คลา้ ยโจรบกุ
ซ่ึงกฐนิ แบบนี้ตา่ งกบั กฐินอน่ื คอื ไม่มีการจองลว่ งหน้า และจะทอดเฉพาะวดั
ทีย่ งั ไมม่ ีใครทอด จะทอดหลายวดั ก็ได้ และสามารถเอาของไทยธรรมท่ีเหลอื
จากวดั ที่ไม่ได้ทอด ( กรณไี ปหลายวดั ) ไปจดั เปน็ ผา้ ปา่ เรียกว่า“ผา้ ปา่ แถม
กฐนิ “ กไ็ ด้
31การปฏิบัตศิ าสนกจิ ของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในยุค
New Normal
2. ท�ำบุญงานอวมงคล
การทำ� บญุ งานอวมงคล หมายถงึ การทำ� บญุ เกย่ี วกบั เรอื่ งการตายดงั
กล่าวแล้ว นยิ มท�ำกันอยู่ 2 อย่างคอื ทำ� บุญหนา้ ศพ ท่ีเรียกกันวา่ ท�ำบญุ 7
วัน 50 วัน 100 วนั หรอื ท�ำบุญหนา้ วนั ปลงศพ อย่างหนึง่ ทำ� บญุ อฐั หิ รือ
ท�ำบญุ ปรารภการตายของบรรพบุรษุ หรอื ผใู้ ดผ้หู นึ่งในวันคลา้ ยกบั วนั ตาย
ของทา่ นผ้ลู ่วงลบั ไปแล้วอยา่ งหนง่ึ ท้ังสองอย่างนี้ มรี ะเบยี บทีจ่ ะพงึ ปฏบิ ัติ
ดังนี้
ก. งานท�ำบุญหน้าศพ
พธิ ฝี า่ ยเจา้ ภาพ ในงานทำ� บญุ หนา้ ศพ มกี จิ กรรมทคี่ วรตระเตรยี มไว้
เปน็ เบอื้ งต้น สว่ นใหญ่คลา้ ยกบั งานทำ� บญุ มงคล แต่มขี อ้ แตกตา่ งอยูบ่ าง
ประการ คือ
(1) อาราธนาพระสงฆส์ วดพระพทุ ธมนต์ มจี ำ� นวนนยิ ม 8 รปู
หรือ 10 หรือกวา่ นน้ั ขน้ึ ไป แลว้ แตก่ รณี ในเรอื่ งอาราธนาพระสงฆ์สำ� หรับ
ทำ� บญุ งานอวมงคล ไมใ่ ชค้ ำ� อาราธนาวา่ “ขออาราธนาเจรญิ พระพทุ ธมนต”์
เหมอื นอย่างท�ำบุญงานมงคล แตใ่ ช้คำ� อาราธนาว่า “ขออาราธนา สวด
พระพุทธมนต”์
(2) ไมต่ งั้ นำ�้ วงดา้ ย หมายความวา่ ไมต่ อ้ งตง้ั ภาชนะนำ้� สำ� หรบั
ท�ำน�้ำมนต์ และไมม่ ีการวงด้ายสายสญิ จน์
(3) เตรยี มสายโยงหรอื ภษู าโยงต่อจากศพไว้ เพ่ือใชบ้ ังสุกลุ
สายโยงนนั้ กใ็ ชส้ ายสญิ จนน์ น่ั เอง แตไ่ มเ่ รยี กวา่ สายสญิ จนเ์ หมอื นงานมงคล
เรยี กว่า สายโยง ถ้าไม่ใช้สายสิญจนโ์ ยง มหี ลักทต่ี ้องระวงั อย่างหน่งึ คอื จะ
32 การปฏิบัตศิ าสนกิจของพระสงฆ์และพุทธศาสนกิ ชนในยุค
New Normal
โยงในทีส่ งู กวา่ พระพุทธรปู ทีต่ ้งั ในพิธไี มไ่ ด้ และจะปลอ่ ยใหล้ าดมากบั พื้นท่ี
เดนิ หรอื นงั่ กไ็ มเ่ หมาะเพราะสายโยงนเี้ ปน็ สายทลี่ า่ มโยงออกมาจากกระหมอ่ ม
ของศพ เป็นสิ่งเน่ืองด้วยศพจึงต้องล่ามหรือโยงใหส้ มควร
ข. งานท�ำบุญอัฐิ
พธิ ฝี า่ ยเจา้ ภาพ พงึ จดั ตระเตรยี มทำ� นองเดยี วกบั งานทำ� บญุ หนา้ ศพที่
กลา่ วแลว้ ทกุ ประการ ตา่ งแตเ่ พยี งงานนเ้ี ปน็ งานทำ� บญุ หนา้ อฐั หิ รอื รปู ทรี่ ะลกึ
ของผทู้ ลี่ ว่ งลบั เปน็ ตน้ เจา้ ภาพตอ้ งเตรยี มทต่ี งั้ อฐั หิ รอื ทต่ี ง้ั รปู ระลกึ นนั้ ๆ ตา่ ง
หากจากโต๊ะบูชา จะใชโ้ ตะ๊ หมู่หรือโตะ๊ อน่ื ใดทส่ี มควรก็ได้ ให้มีดอกไมต้ ัง้ หรือ
ประดับพองามตามแต่จะพึงจดั ได้ และตงั้ กระถางธปู กับเชงิ เทียน 1 คทู่ ีห่ นา้
โต๊ะอฐั หิ รือรูปนั้นด้วยเพอ่ื บูชา จะใช้พานหรือกระบะเคร่ืองห้าส�ำหรบั บูชา
แทนก็ได้ ขอ้ สำ� คัญให้ดูงามเด่นพอควรเป็นใช้ได้
พธิ ฝี ่ายภกิ ษสุ งฆ์ สว่ นใหญก่ ็พึงปฏบิ ัติเชน่ เดยี วกบั งานท�ำบุญหนา้ ศพ
ตา่ งแต่การสวดมนต์ นยิ มใชบ้ ทสวดอ่นื นอกจากอนัตตลกั ขณสูตร อาทิตต
ปรยิ ายสตู ร และธรรมนยิ ามสตู ร ทใ่ี ชส้ ำ� หรบั งานทำ� บญุ ศพ 7 วนั 50 วนั 100
วนั หรอื วนั ปลงศพดงั กลา่ วแลว้ (ในปจั จบุ นั สวดธรรมนยิ ามสตู รกม็ )ี ทง้ั นแี้ ลว้
แตห่ วั หนา้ สงฆ์ จะนดั หมายหรอื เจ้าภาพจำ� นงหมาย เช่น สตปิ ัฏฐานสูตร
เปน็ ต้น
33การปฏบิ ตั ิศาสนกจิ ของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในยุค
New Normal
สังฆกจิ ของพระสงฆ์
ทีเ่ กิดการรวมตัว
การศึกษาพระปริยตั ธิ รรมแผนกบาลี แผนกนกั ธรรม แผนกสามัญ
โรงเรยี นการกศุ ลภายในวัด และมหาวิทยาลัยสงฆ์
โรงเรยี นพระปริยัตธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา
ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม
แผนกสามญั ศกึ ษา พ.ศ.2535 กำ� หนดวา่ โรงเรยี นพระปริยัติธรรม แผนก
สามญั ศกึ ษา หมายถงึ โรงเรยี นทจี่ ดั ตงั้ ขน้ึ ในวดั หรอื ทธ่ี รณสี งฆห์ รอื ทด่ี นิ ของ
มลู นิธิทางพระพุทธศาสนา เพือ่ ให้การศกึ ษาแกพ่ ระภิกษสุ ามเณร ตาม
หลกั สตู รของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ส�ำหรบั โรงเรียนพระปรยิ ัติธรรม แผนก
สามัญศึกษาจะจัดต้ังข้ึนได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ
และดว้ ยความเหน็ ชอบของประธานสภาการศกึ ษาสงฆ์ โรงเรยี นตอ้ งจดั การ
เรยี นการสอนตามหลกั สตู รของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารโดยสำ� นกั งานพระพทุ ธ
ศาสนาแหง่ ชาติ (เดมิ กรมการศาสนา) จะให้การสนบั สนุนเปน็ เงินอุดหนนุ
ตามกำ� ลงั งบประมาณ และเปน็ ไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการศกึ ษา
โรงเรียนพระปริยตั ธิ รรม แผนกสามัญศกึ ษาก�ำหนด
โรงเรียนพระปริยัตธิ รรม แผนกสามญั ศึกษา เปน็ ศาสนศึกษาแผนก
สามญั ศกึ ษา อยใู่ นความผดิ ชอบของกองพทุ ธศาสนศกึ ษา สำ� นกั งานพระพทุ ธ
ศาสนาแหง่ ชาติ ดำ� เนนิ การจดั การศกึ ษาทางวชิ าการพระพทุ ธศาสนา แผนก
นักธรรม-ภาษาบาลี และหลักสตู รการศกึ ษาของกระทรวงศึกษาธิการ ใน
34 การปฏบิ ัตศิ าสนกจิ ของพระสงฆแ์ ละพุทธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น (ม.1-ม.3) และระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4-
ม.6) ใหแ้ กพ่ ระภกิ ษสุ ามเณร จดั ตงั้ ขน้ึ เพอื่ เปน็ ฐานการศกึ ษาของมหาวทิ ยาลยั
สงฆ์ท้งั 2 แห่ง คอื มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั และ
มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั ซง่ึ เปดิ ดำ� เนนิ การมาตงั้ แต่ พ.ศ.2432 และ
พ.ศ.2489 ตามล�ำดบั ตอ่ มามหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ได้จัด
แผนกมธั ยมศกึ ษาขน้ึ เรียกวา่ “โรงเรียนบาลีมัธยมศกึ ษา” เมอ่ื โรงเรียนบาลี
มัธยมศึกษาได้แพร่หลายออกไปทางคณะสงฆ์โดยองค์กรศึกษาจึงได้ก�ำหนด
ให้เรียกโรงเรียนประเภทน้ีว่า “โรงเรียนบาลวี ิสามญั ศกึ ษาสำ� หรบั นกั เรียน”
โดยสงั ฆมนตรี จากน้ันกระทรวงศกึ ษาธิการไดอ้ อกระเบียบกระทรวง
ศกึ ษาธกิ าร ตงั้ แตป่ ี พ.ศ.2500 ตอ่ มาปี พ.ศ.2507 ไดม้ กี ารปรบั ปรงุ หลกั สตู ร
การศกึ ษาพระปริยตั ธิ รรม แผนกบาลขี ้นึ ใหมเ่ รยี กว่า “บาลีศกึ ษาสามญั และ
ปรยิ ตั ศิ กึ ษา” พรอ้ มทงั้ ยกเลกิ ระเบยี บสงั ฆมนตรวี า่ ดว้ ยการศกึ ษาของโรงเรยี น
บาลีวสิ ามญั ศึกษาสำ� หรับนักเรียน ต่อมาพิจารณาเหน็ ว่าการศกึ ษาทางโลก
เจริญกา้ วหนา้ มากข้นึ ตามสภาพการเปลยี่ นแปลงของโลก จึงเห็นควรให้มี
โรงเรียนพระปริยตั ิธรรม แผนกสามัญศึกษาขึน้ เพอ่ื ใหผ้ ้ศู ึกษาไดบ้ �ำเพ็ญตน
35การปฏบิ ตั ิศาสนกจิ ของพระสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนกิ ชนในยุค
New Normal
ใหเ้ ปน็ ประโยชน์ทงั้ ทางโลกและทางธรรมควบคูก่ นั ไป จงึ ได้มรี ะเบยี บ
กระทรวงศกึ ษาธกิ ารวา่ ดว้ ยโรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา เมอ่ื
วันท่ี 20 กรกฎาคม พทุ ธศักราช 2514 รองรับ และระเบยี บกระทรวง
ศกึ ษาธกิ ารวา่ ดว้ ยโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามญั ศกึ ษา พุทธศักราช
2535 ซึง่ ใชอ้ ยูใ่ นปจั จุบนั
ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม
แผนกสามญั ศึกษา พ.ศ.2535 กำ� หนดว่า โรงเรยี นพระปรยิ ัตธิ รรม แผนก
สามญั ศกึ ษา หมายถงึ โรงเรยี นทจี่ ดั ตงั้ ขนึ้ ในวดั หรอื ทธี่ รณสี งฆห์ รอื ทด่ี นิ ของ
มลู นธิ ิทางพระพทุ ธศาสนา เพือ่ ใหก้ ารศกึ ษาแกพ่ ระภิกษุสามเณร ตาม
หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธกิ าร ส�ำหรบั โรงเรยี นพระปริยัติธรรม แผนก
สามัญศึกษาจะจัดตั้งขึ้นได้ก็ต่อเม่ือได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ
และด้วยความเหน็ ชอบของประธานสภาการศึกษาสงฆ์ โรงเรียนตอ้ งจดั การ
เรยี นการสอนตามหลกั สตู รของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารโดยสำ� นกั งานพระพทุ ธ
ศาสนาแหง่ ชาติ (เดมิ กรมการศาสนา) จะใหก้ ารสนบั สนนุ เปน็ เงนิ อดุ หนนุ ตาม
กำ� ลงั งบประมาณ และเปน็ ไปตามหลกั เกณฑท์ ค่ี ณะกรรมการศกึ ษาโรงเรยี น
พระปริยตั ธิ รรม แผนกสามัญศกึ ษากำ� หนด
ดงั นน้ั โรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามญั ศกึ ษา เปน็ โรงเรยี นทจี่ ดั
ต้ังข้ึนเพ่ือให้การศึกษาอบรมแก่เยาวชนชายที่เข้าไปบวชในพระพุทธศาสนา
โดยใชห้ ลกั ธรรมคำ� สอนแหง่ พระพทุ ธศาสนาเปน็ หลกั สตู รการอบรมเพอื่ ใหผ้ ู้
ไดร้ บั การอบรมมศี ลี ธรรม คณุ ธรรม และจรยิ ธรรม สมกบั ทปี่ ระเทศไทยเปน็
เมอื งแหง่ พระพทุ ธศาสนาปจั จบุ นั มกี ารศกึ ษาสงฆม์ อี ยู่ 3 แผนก ไดแ้ ก่ แผนก
ธรรม แผนกบาลี และแผนกสามัญศกึ ษา แผนกธรรม และแผนกบาลีนัน้
เปน็ การจดั การศกึ ษาเฉพาะดา้ นหลกั ธรรมคำ� สอนในพระพทุ ธศาสนาลว้ น ๆ
ไม่มีวชิ าสามญั ศกึ ษาเขา้ ไปปะปน ส่วนแผนกสามญั ศกึ ษานน้ั เป็นการจดั การ
36 การปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆแ์ ละพุทธศาสนกิ ชนในยคุ
New Normal
ศกึ ษาทผี่ สมผสานกนั ทง้ั หลกั สตู รแผนกธรรม แผนกบาลี และหลกั สตู รสามญั
ศกึ ษาของกระทรวงศึกษาธิการเขา้ ด้วยกนั แตห่ ลกั สูตรแผนกธรรม - บาลี
ไมเ่ ขม้ ขน้ มากนกั แตก่ ย็ งั มเี นอ้ื หามากกวา่ วชิ าพระพทุ ธศาสนาในโรงเรยี น ดงั
นนั้ โรงเรยี นพระปรยิ ัติธรรม แผนกสามัญศกึ ษาจงึ เปน็ หลักสูตรทเ่ี หมาะสม
กบั เยาวชนยุคปัจจบุ นั เพราะสามารถบูรณาการนำ� เอาการศกึ ษาสงฆ์ทงั้ 3
แผนกมาหลอมเปน็ หนง่ึ เดยี ว ซงึ่ เปน็ การศกึ ษาแผนกเดยี วทท่ี กุ คนยอมรบั วา่
เป็นการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐานของคณะสงฆ์ตาม พ.ร.บ.การศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ.
2542
โรงเรยี นการกศุ ลภายในวัด
โรงเรยี นการกศุ ลของวดั ในพระพทุ ธศาสนา คอื โรงเรยี นเอกชนทวี่ ดั
เป็นผถู้ อื ใบอนุญาต ตามพระราชบัญญตั โิ รงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาตรา
15 (1) และ (3) แหง่ ท่ีวดั เป็นผรู้ บั ใบอนญุ าต โดยมคี ณะสงฆ์ พระภกิ ษุเปน็
ผบู้ ริหาร ด�ำเนินการ และเปน็ เจ้าของ จัดการเรียนการสอน เพอื่ ใหบ้ ริการ
ประชาชนด้านการศึกษาสงเคราะห์ ตัง้ แต่ระดับชน้ั ปฐมวยั ประถมศึกษา
มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ และตอนปลาย (ม.1-6) ทงั้ สายวทิ ย-์ คณติ สายศลิ ป์ และ
37การปฏบิ ตั ิศาสนกจิ ของพระสงฆแ์ ละพุทธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
ในระดับวชิ าชีพ พันธกจิ ทางพระพทุ ธศาสนาประการหนึง่ คือการให้การ
สงเคราะหแ์ กป่ ระชาชน ตามหลกั สงั คหวตั ถุ การจดั การศกึ ษาถอื วา่ เปน็ ภาระ
งานหนง่ึ ในการบรกิ ารสงั คมของพระภกิ ษใุ นพระพทุ ธศาสนา โรงเรยี นการกศุ ล
ของวัดในพระพทุ ธศาสนา จึงถือเป็นภาระงานร่วมทีม่ กี ารดำ� เนินการจัดการ
ศกึ ษาตงั้ แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั พระภกิ ษุ ตง้ั แตร่ ะดบั เจา้ อาวาส ผดู้ ำ� เนนิ การ
จัดตัง้ โรงเรียน หรอื มอบทดี่ นิ หรอื อนุญาตให้ใช้ท่ดี ินของวัดเพ่อื การจดั ตั้ง
โรงเรียน ทง้ั ในส่วนที่เปน็ โรงเรียนวัด (ภายใต้การบรหิ ารงานของหนว่ ยงาน
ภาครัฐ) และจดั ต้งั โรงเรยี นการกุศลทส่ี งั กัดการศกึ ษาเอกชน บริหารงานโดย
คณะสงฆ์ และรฐั เปน็ ผู้ใหก้ ารอปุ ถมั ภ์ และสนบั สนนุ ดงั นน้ั โรงเรียนการกุศล
ของวดั จงึ ถกู จดั เปน็ ภาระงานหนง่ึ ของคณะสงฆใ์ นการใหก้ ารสงเคราะหส์ งั คม
และประชาชน เปน็ สถานศกึ ษาของพระพทุ ธศาสนา โรงเรยี นการกศุ ลของวดั
ท่มี ีอยเู่ กือบ 100 แหง่ จะประสานการท�ำงานไปในทศิ ทางเดยี วกัน ภายใต้
แนวความคดิ ที่วา่ โรงเรยี นการกศุ ลของวัด เป็นโรงเรียนของพระพุทธเจา้ ซึ่ง
ปจั จบุ นั โรงเรยี นการกศุ ลของวดั ในพระพทุ ธศาสนา ไดร้ บั การพฒั นาใหม้ คี วาม
38 การปฏบิ ัติศาสนกิจของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในยุค
New Normal
เจริญกา้ วหนา้ และเปน็ โรงเรยี นท่ีมคี ณุ ภาพสงู ข้นึ จากเดิมมาก พทุ ธศักราช
2488 รัฐบาลไดป้ ระกาศใช้ระเบียบกระทรวงศึกษาธกิ ารวา่ ดว้ ยโรงเรียน
ราษฎรข์ องวดั เพอ่ื เปดิ โอกาสใหว้ ดั ไดเ้ ขา้ ไปมบี ทบาทในการจดั การศกึ ษาแก่
เยาวชน ในรูปแบบโรงเรยี นเอกชน ในชือ่ “โรงเรียนการกศุ ลของวัดใน
พระพุทธศาสนา” ท่โี รงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนไดต้ งั้ แต่ระดบั
ปฐมวัย (อนุบาล) ถึงมธั ยมศกึ ษา มวี ัดเป็นผแู้ ทนรับใบอนุญาต พระภกิ ษุสงฆ์
และ ฆราวาสเป็นผบู้ ริหารรวมทัง้ ด�ำเนนิ การบรหิ าร จัดการการศึกษาของ
โรงเรยี น เพราะแตเ่ ดมิ วดั สว่ นใหญจ่ ดั การศกึ ษาอยแู่ ลว้ แตล่ ะแหง่ ไมน่ อ้ ยกวา่
30 - 40 ปี บางแห่งมีอายุการด�ำเนินการกว่า 60 ป ี โดยโรงเรยี นแห่งแรก คอื
โรงเรยี นสุวรรณรงั สฤษฎ์ิวทิ ยาลยั อำ� เภอเมืองจังหวดั เพชรบรุ ี เปดิ การเรียน
การสอนตง้ั แต่ พ.ศ.2475 บรหิ ารงานภายใตส้ ำ� นกั งานคณะกรรมการสง่ เสรมิ
การศึกษาเอกชน ไดร้ บั เงนิ อดุ หนุนบางสว่ นจากภาครฐั
39การปฏิบตั ิศาสนกิจของพระสงฆแ์ ละพุทธศาสนกิ ชนในยุค
New Normal
มหาวทิ ยาลยั สงฆ์
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั (มจร.) คอื สถาบนั การ
ศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาชน้ั สงู ในรปู แบบมหาวทิ ยาลยั ไดร้ บั พระมหากรณุ าธคิ ณุ
จากพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยู่หวั ทรงสถาปนาข้ึนเพอ่ื ถวายแด่
คณะสงฆ์ฝา่ ยมหานิกาย โดยเรมิ่ จดั การเรียนการสอนด้านพทุ ธศาสตรเ์ ปน็
สาขาแรก แลว้ ตอ่ มาไดข้ ยายการเรยี นการสอนไปยงั สาขาวชิ าอนื่ ๆ คลา้ ยกบั
รปู แบบการก่อต้ังมหาวิทยาลัยปารสี ประเทศฝรั่งเศส และมหาวทิ ยาลัย
ออกซฟ์ อร์ด ประเทศองั กฤษ ทีเ่ ร่ิมต้นจากสาขาดา้ นศาสนาแล้วขยายไปยัง
สาขาอน่ื อกี มายมายมหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั จดั เปน็ สถาบนั
การศกึ ษาชนั้ สงู ยคุ แรกแหง่ หนงึ่ ของไทย (ในปี พ.ศ. 2562 มจร. ไดม้ อี ายคุ รบ
132 ป)ี ถอื กำ� เนดิ จาก “มหาธาตวุ ทิ ยาลยั ” ทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้
เจา้ อยหู่ วั ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ถาปนาขน้ึ ภายในวดั มหาธาตฯุ เมอื่
ปี พ.ศ.2430 โดยเรมิ่ ทำ� การสอนตง้ั แตป่ ี พ.ศ.2432 ตอ่ มาไดพ้ ระราชทานนาม
ใหมว่ ่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั ” เมือ่ คราวทรงสถาปนาอาคารสังฆกิ
เสนาสนร์ าชวทิ ยาลยั ในปี พ.ศ.2439 โดยทรงตงั้ พระทยั จะใหเ้ ปน็ สถาบนั การ
ศกึ ษาช้นั สงู ของพระสงฆ์ การดำ� เนนิ งานของวทิ ยาลยั ไดเ้ ริ่มตน้ อย่างจริงจัง
เม่อื พ.ศ.2490 โดยพระพมิ ลธรรม (ช้อย ฐานทตฺตเถร) และมกี ารด�ำเนนิ งาน
40 การปฏบิ ัตศิ าสนกจิ ของพระสงฆ์และพทุ ธศาสนกิ ชนในยุค
New Normal
มาตามล�ำดับจนได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัยในก�ำกับของรัฐในปี
พ.ศ.2540 ตามความในพระราชบัญญตั มิ หาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย พ.ศ.2540 อธกิ ารบดรี ปู ปจั จุบนั คือพระราชปรยิ ตั ิกวี (สมจนิ ต์
สมฺมาปญโฺ ญ) ศาสตราจารย,์ ดร.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั เปน็ มหาวิทยาลัยรฐั ทมี่ ี
บทบาทโดดเดน่ ในการสง่ เสรมิ การศกึ ษาดา้ นพระพทุ ธศาสนาทสี่ ำ� คญั แหง่ หนงึ่
ของโลก และเปน็ มหาวิทยาลยั ศูนย์กลางการศึกษาดา้ นพทุ ธศาสตร์ทีส่ �ำคัญ
ของคณะสงฆไ์ ทย มีการจดั ตง้ั วทิ ยาเขต, วทิ ยาลยั สงฆ์, ศนู ยว์ ิทยบรกิ ารและ
หอ้ งเรยี น กระจายไปทว่ั ทกุ ภมู ภิ าคของประเทศ ปจั จบุ นั เปดิ การเรยี นการสอน
ใน 4 คณะ ครอบคลมุ ทงั้ ระดบั ปรญิ ญาพทุ ธศาสตรบณั ฑติ จนถงึ ปรญิ ญาพทุ ธ
ศาสตรดษุ ฏบี ณั ฑติ หลกั สตู รนานาชาตแิ ละภาษาองั กฤษ รวมทง้ั สนิ้ 33 สาขา
วชิ า นอกจากน้ี ยงั ไดจ้ ดั ตงั้ สถาบนั วจิ ยั ขน้ึ ภายในมหาวทิ ยาลยั เพอื่ ดำ� เนนิ การ
วจิ ัยในดา้ นพุทธศาสตรป์ ระยกุ ตด์ ้วย
41การปฏิบตั ิศาสนกิจของพระสงฆ์และพทุ ธศาสนิกชนในยคุ
New Normal
มหาวิทยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นพระนอ้ งยาเธอในพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ ัวไดม้ พี ระด�ำรจิ ดั ตั้ง “มหามกฏุ ราชวิทยาลัย”
เพอื่ เฉลมิ พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ขน้ึ ภายในวดั บวร
นเิ วศวหิ าร โดยวธิ จี ดั การศึกษาแบบสมยั ใหม่ มลี กั ษณะแตกต่างจากการเล่า
เรยี นภาษาบาลตี ามประเพณแี บบเดมิ ในขณะเดยี วกนั กน็ ำ� เอาวธิ วี ดั ผลแบบ
ขอ้ เขียนมาใชเ้ ปน็ แหง่ แรกของประเทศไทยดว้ ย
หลงั จากทส่ี มเดจ็ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้
ทรงกอ่ ตงั้ สถาบนั การศกึ ษานข้ี นึ้ แลว้ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยู่
หัวกม็ ีพระราชดำ� รัสใหพ้ ระองคท์ รงช่วยปรับปรุงโรงเรยี นสอนภาษาบาลี ชื่อ
“มหาธาตุวิทยาลยั ” ภายในวดั มหาธาตุขึน้ เป็น “มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย” เพ่อื จดั การใหค้ ณะสงฆฝ์ า่ ยมหานกิ ายไดม้ ีสถาบนั การศึกษาชน้ั สูง
ในลกั ษณะเดยี วกนั ควบคไู่ ปกบั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั ซง่ึ สมยั นนั้ เปน็ สถาบนั
การศกึ ษาช้ันสูง และสว่ นมากยงั จำ� กดั อยู่แต่คณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยตุ
ปจั จุบนั มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลัย ไดย้ ้ายทีต่ ้งั ของ
มหาวิทยาลยั ไปยังตำ� บลศาลายา อำ� เภอพทุ ธมณฑล จงั หวดั นครปฐม
42 การปฏบิ ตั ศิ าสนกิจของพระสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนกิ ชนในยคุ
New Normal
การจดั งานประจ�ำปีของวดั
งานประจำ� ปี หมายถงึ งานทจี่ ดั ขนึ้ เปน็ ประจำ� ทกุ ปี งานวนั สำ� คญั ทาง
พระพุทธศาสนา ประกอบด้วย วันวิสาขบชู า วนั อัฏฐมีบชู า วนั อาสาฬหบูชา
วนั เขา้ พรรษาและวนั ออกพรรษา เปน็ ตน้ และงานประจำ� ปที วี่ ดั กำ� หนดจดั ขนึ้
เป็นประจำ� ทุกปี ซ่ึงมีรายละเอยี ดดงั นี้
งานเทศกาลประจำ� ปนี นั้ ขนึ้ อยกู่ บั ความสำ� คญั ของแตล่ ะชว่ งเวลา โดย
มีสง่ิ ส�ำคัญทจี่ ะต้องมุ่งเน้นนน่ั คือ วัตถปุ ระสงค์ในการจดั กิจกรรมขนึ้ นั่นเอง
กล่าวคอื งานท่มี ีการจดั แสดงขึ้นในแต่ละคร้งั นัน้ จะเป็นการแสดงเป้าหมาย
เพยี งเป้าหมายเดยี ว ในการชกั ชวนใหผ้ ูท้ ่ีมีส่วนเก่ียวขอ้ งมาร่วมงาน โดยใน
แต่ละปี จะมชี ว่ งเวลาทส่ี �ำคัญแตกตา่ งกันออกไป เชน่ งานนมสั การองคพ์ ระ
ปฐมเจดยี ์ เป็นตน้ โดยงานนมสั การองค์พระปฐมเจดีย์ เป็นประเพณที ่ที ำ�
สบื ทอดกนั มายาวนาน เพอ่ื ใหพ้ ทุ ธศาสนกิ ชนไดม้ โี อกาสมานมสั การพระบรม
สารรี กิ ธาตทุ ่ีบรรจอุ ยู่ภายในองค์พระปฐมเจดยี ์ และนมัสการพระรว่ งโรจน
ฤทธ์ิ พระพุทธรปู เก่าแกค่ ู่บ้านคู่เมอื งนครปฐม โดยเร่ิมจดั งานมาตั้งแต่สมัย
รชั กาลที่ 4 หลงั จากที่โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณอ์ งคพ์ ระปฐมเจดยี ์ครัง้
ใหญ่แลว้ ยงั ใหข้ ุดคลองเจดีย์ ต้งั แต่บ้านทา่ นามาจนถึงกลางเมืองนครปฐม
เจดีย์อีกด้วย
ทำ� ในวนั ข้นึ 12 ค่�ำ เดือน 12 ถงึ วนั แรม 5 คำ�่ เดือน 12 รวม 9 วนั 9
คนื ของทกุ ปี ทางวดั จะมกี ารจัดงานนมัสการองคพ์ ระปฐมเจดีย์ สืบทอดตอ่
กนั มาจนถงึ ปัจจุบนั
งานนมสั การปิดทองหลวงพอ่ วดั ไร่ขิง เป็นงานประเพณีที่จดั ขน้ึ ณ
วดั ไรข่ งิ ตำ� บลไรข่ งิ ระหว่างวนั ขนึ้ 13 คำ่� เดือน 5 ถงึ วนั แรม 4 ค�่ำ เดอื น
5 ของทกุ ป ี มกี ารออกรา้ นจำ� หนา่ ยสนิ คา้ จากหนว่ ยงานตา่ ง ๆ และเกษตรกร
ผผู้ ลติ มกี ารประกวดผลไมแ้ ละจดั แสดงมหรสพตลอดคนื ซง่ึ ทางวดั ไดจ้ ดั ให้
43การปฏิบตั ิศาสนกิจของพระสงฆ์และพุทธศาสนกิ ชนในยุค
New Normal
มีงานนมสั การหลวงพอ่ ปลี ะ 3 คร้ัง คือ
- ในเทศกาลวนั ออกพรรษา วนั ขน้ึ 15 คำ่� เดอื น 11 ทางวดั ไดจ้ ดั งาน
ตกั บาตรเทโว และฟงั เทศน์ จงึ ถอื เป็นโอกาสให้มีการปิดทองนมัสการ
หลวงพ่อไรข่ งิ ด้วย
- ในเทศกาลตรษุ จนี เพอื่ ให้ชาวจนี ท่ีเคารพบชู าหลวงพ่อ ได้มีโอกาส
กราบไหวป้ ดิ ทองถวายเปน็ พทุ ธบชู า
- ในงานเทศกาลนมสั การปดิ ทองรปู หลวงพอ่ ประจำ� ปี ซง่ึ จดั ขน้ึ ในวนั
ขนึ้ 13 ค่�ำ เดอื น 5 จนถงึ แรม 3 ค�ำ่ เดอื น 5
งานเทศกาลนมสั การหลวงพ่อวัดไรข่ ิงทกุ งาน จะเนืองแนน่ ไปดว้ ย
ผู้คนจากใกล้ไกลท่ีมีจิตศรัทธาอย่างแรงกล้าเพื่อมากราบไหว้องค์หลวงพ่อ
อยา่ งแทจ้ รงิ เพราะทกุ คนเชอ่ื วา่ หลวงพอ่ ไมไ่ ดเ้ ปน็ แคพ่ ระอฐิ พระปนู ธรรมดา
ๆ เท่าน้นั
44 การปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆแ์ ละพทุ ธศาสนกิ ชนในยคุ
New Normal