The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by phimmawat, 2021-09-15 10:06:16

DATA ANALYSIS

DATA ANALYSIS

DATA ANALYSIS

การวิเคราะห์ข้อมูล

Presented By นายภีมวัฒน์ ภูผายาง นางสาวธัญญารัตน์ ถนอมผล
นายธนาธิป อรัญโชติ นางสาวจุฑาภรณ์ ทิพโชติ

ความหมายของการวิ เคราะห์ ข้ อมู ล

การวิเคราะห์ข้อมูล หมายถึง การนําข้อมูลที่
เก็บรวบรวมได้ จากกลุ่มตัวอย่างหรือจาก
ประชากรการวิจัยจํานวนหนึ่ง มาจําแนกเพื่ อ
ตอบประเด็นปัญหาการวิจัย หรือทดสอบ

ส ม มุ ติ ฐ า น ก า ร วิ จั ย ใ ห้ ค ร บ ทุ ก ข้ อ

กระบวนการ การตรวจสอบข้ อมู ล
ในการวิเคราะห์ข้อมูล การจั ดเตรี ยมข้ อมู ล
การวิ เคราะห์ ข้ อมู ล
ประกอบด้วย การนำเสนอการวิ เคราะห์ ข้ อมู ล
กิจกรรมหลัก 4 กิจกรรม

1. การตรวจสอบข้อมูล

การตรวจสอบข้อมูล เพื่ อหาความผิดปกติของข้อมูลบางตัวก่อน
ทำการวิเคราะห์ข้อมูล การตรวจสอบข้อมูลสามารถทำได้ดังนี้

Field Edit เป็นการตรวจสอบข้อมูลในขณะเวลาเดียวกันกับการดำเนินการ
สอบถามกลุ่มตัวอย่าง ถ้าพบว่ายังมีคำตอบส่วนไหนที่ยังไม่สมบูรณ์ก็ให้รีบ
ดำเนินการแก้ไขเสียในเวลานั้น ซึ่งการตรวจสอบลักษณะนี้เป็นการตรวจ
สอบในขณะปฏิบัติการจริง

Central Office Edit เป็นการตรวจสอบข้อมูลภายหลังจากการได้รับ
แบบสอบถามทั้งหมดกลับคืนมาแล้ว โดยนำแบบสอบถามทั้งหมดที่ได้รับมา
ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง

2. การจัดเตรียมข้อมูล

เป็นการสร้างคู่มือลงรหัสและลงรหัสข้อมูล ซึ่งเป็นการให้
ตัวเลขกำกับประเภทของคำตอบที่ได้จากคำถามแต่ละข้อ โดยให้
สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการวิจัยหรือวิธีการทางสถิติที่นำมา
ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล มีขั้นตอนดังนี้

1. ตรวจให้คะแนนแบบสอบถามหรือแบบทดสอบ
2. จัดกลุ่มกระดาษคำถามหรือกระดาษคำตอบตามตัวแปรต้นที่ศึกษา เช่น การ

แยกแบบสอบถามตามขนาดของโรงเรียน (ใหญ่ กลาง เล็ก) เป็นต้น
3. ออกแบบตารางการบันทึกข้อมูลและกรอกข้อมูลในตาราง ควรออกแบบ

ตารางบันทึกให้สะดวกต่อการนำไปใช้คำนวณ หรือการนำไปวิเคราะห์ด้วย
โปรแกรมในคอมพิ วเตอร์

ตัวอย่างการจัดทำคู่มือการกำหนดรหัสของแบบสอบถาม

ตัวอย่างแบบสอบถาม ตัวอย่างการจัดทำคู่มือการลงรหัส

ตัวอย่างการจัดทำคู่มือการกำหนดรหัสของแบบสอบถาม

ตัวอย่างแบบสอบถาม ตัวอย่างการจัดทำคู่มือการลงรหัส

3. การวิเคราะห์ข้อมูล 1. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
(QUANLITATIVE DATA ANALYSIS)

2. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ
(QUANTITATIVE DATA ANALYSIS)

1. CONTENT ANALYSIS 2. PATTERN MATCHING
การวิ เคราะห์ เนื้ อหา การเปรี ยบเที ยบแบบแผน

จัดประเภทเนื้อหาที่ใกล้เคียงกันไว้ด้วยกัน เพื่ อสรุป การนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาเปรียบเทียบกับแบบแผน
เป็นประเด็นร่วมกัน ความสัมพั นธ์ที่สร้างจากทฤษฎี หลักการ หรือผลงาน

วิจัยที่เกี่ยวข้อง ว่าสอดคล้องกันหรือไม่ อย่างไร

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจากการรวบรวมมาด้วย
ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีลักษณะเป็นคำบรรยาย การวิเคราะห์ข้อมูลประเภทนี้

อาศัยความเป็นเหตุเป็นผลของข้อมูลหรือสารสนเทศในแต่ละส่วน หรือเปรียบเทียบ
เชื่อมโยงข้อมูล เพื่ อสร้างเป็นข้อสรุปการวิจัย

3. EXPLANATION BUILDING 4. TIME-SERIES ANALYSIS
การสร้ างคำอธิ บาย การวิ เคราะห์ การเปลี่ ยนแปลง

เป็นวิธีที่ต่อเนื่องจากการเปรียบเทียบกับแบบแผน การเปรียบเทียบปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่
ความสัมพั นธ์ โดยการนำเสนอคำอธิบายความเชื่อม แตกต่างกัน

โยงระหว่างตัวแปร

การวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ตัวเลขแทนจำนวนหรือปริมาณคุณลักษณะ
ที่ทำการศึกษา ซึ่งเก็บรวบรวมและผ่านการจัดเตรียมข้อมูลเรียบร้อย
แล้ว การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจะอาศัยวิธีการทางสถิติมาสร้าง

ข้อสรุป เพื่อตอบคำถามหรือทดสอบสมมติฐานการวิจัย

การวิ เคราะห์ ข้ อมู ลเชิ งปริ มาณ

4. การนำเสนอการวิเคราะห์ข้อมูล

ขั้นตอนการนำเสนอสารสนเทศที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่ อสื่อสารกับผู้อ่าน
งานวิจัย ได้แก่ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การแปลความหมายของผลการวิจัยและสรุป
ผลการวิจัย

นำเสนอได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ตาราง แผนภาพ กราฟ หรือตารางประกอบ
คำบรรยาย

สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล

สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน
(Descriptive Statistics) (Inferential Statistics)

เป็นสถิติที่ใช้บรรยาย หรืออธิบายลักษณะ เป็นสถิติที่ใช้ในการอ้างอิงค่าของกลุ่ม
ข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างหรือประชากร ตัวอย่างไปยังค่าของประชากร ค่าที่
คำนวณได้จากกลุ่มตัวอย่าง เรียกว่า ค่า
ที่เราศึกษา หรือบรรยายลักษณะโดยรวม สถิติ ส่วนค่าที่คำนวณได้จากค่าของ
ของตัวแปร สถิติพรรณนา ได้แก่ การ ประชากร เรียกว่า ค่าพารามิเตอร์ ดังนั้น
สถิติอนุมาน คือ สถิติที่ใช้ประมาณค่า
แจกแจงความถี่ สัดส่วน ร้อยละ
อัตราส่วน เป็นต้น พารามิเตอร์จากค่าสถิติ

สถิติเชิงพรรณนา
(Descriptive Statistics)




ตัวอย่างสถิติเชิงพรรณนา



การแจกแจงความถี่ (Frequencies Distrition)

การวัดค่ากลางของข้อมูล (Measures of Central Tendency)

การวัดการกระจายของข้อมูล(Measure of Dispersion)

การแจกแจงความถี่ (Frequencies Distrition)

การแจกแจงความถี่ เป็นการจัดข้อมูลที่ผู้วิจัยรวบรวมมาได้ตามลักษณะต่างๆของข้อมูลนั้น
เพื่อง่ายต่อการนำไปใช้และสะดวกรวดเร็วต่อการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อ เช่น การจำแนก
ครอบครัวที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯตามอาชีพของหัวหน้าครอบครัว การจำแนกกลุ่มลูกค้าตาม
เพศ อาชีพ รายได้ ระดับการศึกษา อายุ สถานภาพสมรส เป็นต้น

การแจกแจงความถี่ ของข้อมูลเพื่อการวิจัยควรกระทำเมื่อข้อมูลมีเป็นจำนวนมาก ๆ หรือ
ข้อมูลมีค่าซ้ำกันอยู่มาก

การแจกแจงความถี่ (Frequencies Distrition)

ค่าร้อยละ คือ การคํานวณหาสัดส่วนของข้อมูลในแต่ละตัวเทียบกับข้อมูลรวมทั้งหมด โดยให้
ข้อมูลรวมทั้งหมดมีค่าเป็น 100

การแจกแจงความถี่ (Frequencies Distrition)

อัตราส่วน คือ การเปรียบเทียบความถี่ของรายการที่สนใจที่มีตั้งแต่ 2
ประเภทขึ้นไป เช่น อัตราส่วนครูต่อนักเรียน เท่ากับ 1 : 30, อัตราส่วน ป.
ตรี ต่อ ป. โท ต่อ ป. เอก เท่ากับ 6 : 3 : 1 เป็นต้น

สัดส่วน คือ ความถี่ของรายการที่เราสนใจต่อจำนวนทั้งหมด หรือเป็น
ความถี่ของรายการที่สนใจใน 1 หน่วย เช่น นักศึกษาสาขาวิจัยและประเมิน
ผลการศึกษามีทั้งหมด 30 คน เป็นนักศึกษาชาย 18 คนแสดงว่าสัดส่วน
ของนักศึกษาชายสาขาวิจัยและประเมินผลการศึกษา เท่ากับ 18/30 = 0.6
เป็นต้น

การวัดแนวโน้มเข้าสู่ศูนย์กลาง Central Tendency

การหาค่ากลาง ๆ ที่เป็นตัวเลข เพื่อใช้เป็นตัวแทนของข้อมูล ชุดหนึ่ง ๆ สถิติที่ใช้วัด
ค่ากลางของข้อมูล เช่น ค่าฐานนิยม (Mode) ค่ามัธยฐาน (Median) ค่าเฉลี่ย (Mean)

1. ค่าฐานนิยม (Mode) คือ ค่าที่มีความถี่สูงสุดในข้อมูลชุดนั้น

เช่น
2, 4, 4, 3, 5, 4 ค่าที่มีความถี่สูงสุด คือ 4 ดังนั้นฐานนิยมของข้อมูลชุดนี้จึงมีค่าเท่ากับ 4

2. ค่ามัธยฐาน (Median) คือ ค่าของข้อมูลที่อยู่ตรงกลาง
ของข้อมูลทั้งหมดที่ได้นํามา เรียงลําดับจากน้อยไปมาก หรือ
จากมากไปน้อยแล้ว

เช่น กรณีข้อมูลเป็นจำนวนคี่

จงหามัธยฐานของข้อมูลต่อไปนี้ 9, 5, 11, 16, 6, 10, 13, 14, 3
วิธีทำ เรียงข้อมูลที่มีค่าน้อยที่สุดไปหาข้อมูลที่มีค่ามากที่สุดคือ 3, 5, 6, 9, 10, 11, 13, 14, 16
ค่าที่อยู่ตรงกลาง คือ 10 ดังนั้น ค่ามัธยฐาน คือ 10

กรณีข้อมูลเป็นจำนวนคี่
จงหามัธยฐานของข้อมูลต่อไปนี้ 9, 5, 11, 16, 6, 10, 13, 14, 3, 18
วิธีทำ เรียงข้อมูลที่มีค่าน้อยที่สุดไปหาข้อมูลที่มีค่ามากที่สุดคือ 3, 5, 6, 9, 10, 11, 13, 14, 16, 18
มัธยฐานจะเป็นค่าเฉลี่ยของสองจำนวนที่อยู่ตรงกลาง คือ (10+11)/2 ดังนั้น ค่ามัธยฐาน คือ 10.5

3. ค่าเฉลี่ย (Mean) คือ ค่าที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวเลขเข้าด้วยกัน
ทั้งหมดและนำไปหารด้วยจำนวนข้อมูล

การวัดการกระจาย Measure of Variation

การวัดการกระจาย เป็นการเปรียบเทียบข้อมูลมากกว่า 1 กลุ่ม เพื่อดูลักษณะของข้อมูลว่า
ข้อมูลภายในกลุ่มมีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลอีกกลุ่มหนึ่ง
ค่าที่ใช้วัดการกระจาย เช่น พิสัย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็นต้น

พิสัย (Range: R) คือ ความแตกต่างระหว่างข้อมูลที่มีค่าสูงสุดและข้อมูลที่มีค่าต่ำสุดของ
ข้อมูลชุดนั้น หรือ พิสัย = Maximun – Minimun

ส่วนเบียงเบนมาตรฐาน Standard Deviation (S.D.) คือ ค่ารากทีสองของผลรวมของความ
แตกต่างระหว่าง ข้อมูลดิบกับค่าเฉลียยกกําลังสอง (Sum of Square) หารด้วยจํานวนข้อมูล
ทังหมด

ส่วนเบียงเบนมาตรฐาน Standard Deviation (S.D.)

คือ ค่ารากทีสองของผลรวมของความแตกต่างระหว่าง ข้อมูลดิบกับค่าเฉลีย
ยกกําลังสอง (Sum of Square) หารด้วยจํานวนข้อมูลทังหมด



สถิติเชิงอนุมาน
(Inferential Statistics)




เป็นการนําผลข้อมูลทีเก็บมาได้จากกลุ่มตัวอย่าง (Sample) ไปใช้อ้างอิง
และอธิบายถึงกลุ่มประชากร (Population) ทั้งหมด การบรรยายหรือสรุป

ผลจะใช้หลักความน่าจะเป็น (Probability) มาทดสอบสมมติฐาน

สถิติอนุมานที่ใช้กันมากจะเป็น

สถิติแบบพาราเมตริก (parametric statistics) เป็นการทดสอบเกี่ยวกับค่าพารามิเตอร์
ของประชากร อาจเป็นการทดสอบเกี่ยวกับค่าเฉลี่ยหรือการทดสอบเกี่ยวกับสัดส่วนใน
ประชากร ซึ่งการทดสอบสมมติฐานของสถิติพาราเมตริกมีข้อตกลงเบื้องต้นว่า กลุ่ม
ตัวอย่างที่สุ่มมานั้นมาจากประชากรที่มีการแจกแจงปกติ ความแปรปรวนของประชากรคงที่
สถิติพาราเมตริกที่นิยมใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Z-test, t-test, และ F-test

สถิติแบบนอนพาราเมตริก (nonparametric statistics) จะเป็นสถิติที่ใช้สําหรับลักษณะ
การแจกแจงของประชากรไม่เป็นโค้งปกติ สถิติแบบนอนพาราเมตริก ได้แก่ Binomial
test, Median test, Mann-Whiney Test, Kruskul-Wallis Test เป็นต้น

สิ่งที่ต้องพิ จารณาในการเลือกใช้ชนิดทางสถิติ

ในการพิ จารณาในการเลือกใช้ชนิดทางสถิตินั้น จะต้องมีการคำนึงถึงจุดมุ่งหมาย
หรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการ
วิจัยได้ดังต่อไปนี้

1. เพื่อบรรยายลักษณะตัวแปรในกลุ่มตัวอย่างหรือประชากร เป็นการใช้สถิติบรรยาย มา
บรรยายภาพรวมของกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย
การแจกแจงความถี่และค่าร้อยละ และนำผลจากการแจกแจงความถี่หรือค่าร้อยละเพื่อแสดง
ภาพรวมของข้อมูลที่ได้ ในการนำเสนอนิยมใช้ตารางและแผนภูมิมากกว่าคำบรรยายเพียง
อย่างเดียว
การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต มัธยฐาน ฐานนิยม
การวัดการกระจาย ได้แก่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สิ่งที่ต้องพิ จารณาในการเลือกใช้ชนิดทางสถิติ

2. เพื่ อเปรียบเทียบหาความแตกต่าง และสรุปอ้างอิงหาความแตกต่างจากกลุ่ม
ตัวอย่างกลับไปยังประชากรที่ศึกษา ได้แก่

การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่เป็นอิสระกันด้วย
Independent t-test

การเปรียบเทียบด้วย pair t-test หรือ t-test for dependent samples
ใช้ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปรที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว แต่
ทำการทดสอบหรือวัดสองครั้ง

การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่ 2 กลุ่มด้วย Anova การ
เปรียบเทียบความถี่และสัดส่วนด้วยไคสแควร์

สิ่งที่ต้องพิ จารณาในการเลือกใช้ชนิดทางสถิติ

3. เพื่อบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ได้แก่ การใช้สหสัมพันธ์อย่างง่าย ในการ
บรรยายความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตัวแปร เช่น

การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s product moment coefficient
of correlation)

สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน (Spearman’s Correlation)

การใช้สหสัมพันธ์พหุคูณ ในการบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป

สมมติฐาน

( Hypothesis )

ความหมายของสมมุติฐาน

สมมุติฐาน คือ คำตอบที่ผู้วิจัยคาดคะเนไว้ล่วงหน้าอย่างมีเหตุผล หรือ
สมมุติฐาน คือ ข้อความ ที่อยู่ในรูปของการคาดคะเนความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2
ตัว หรือมากกว่า 2 ตัว เพื่อใช้ตอบปัญหา ที่ต้องการศึกษา สมมุติฐานที่ดีมีหลักเกณฑ์
ที่สำคัญ 2 ประการ คือ

1. เป็นข้อความที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

2.เป็นสมมุติฐานที่สามารถทดสอบได้โดยวิธีการทางสถิต

สมมติฐาน ( Hypothesis )

มี 2 ประเภท

สมมติฐานทางการวิจัย สมมติฐานทางสถิติ
(Research hypothesis) (Statistical hypothesis)

ประเภทของสมมติฐาน 1. สมมุติฐานทางการวิจัย(Research hypothesis)

เป็นคำตอบที่ผู้วิจัยคาดคะเนไว้ล่วงหน้า และเป็น สมมุติฐานดังกล่าวเป็นเพี ยงการคาดคะเน ยังไม่
ข้อความที่แสดงความเกี่ยวข้องระหว่างตัวแปร เป็นความรู้ที่เชื่อถือได้ จนกว่าจะได้รับการทดสอบโดย
ตัวอย่าง เช่น ใช้วิธีการทางสถิติ
ตัวอย่างที่ 1 นักเรียนในกรุงเทพฯจะมีทัศนะคติทาง ตัวอย่างที่ 1 มีตัวแปรที่เกี่ยวข้อง 2 ตัว คือ
วิทยาศาสตร์ดีกว่านักเรียนใน ชนบท 1) ภูมิลำเนาของนักเรียน 2) ทัศนะคติทางวิทยาศาสตร์

ตัวอย่างที่ 2 ผลการเรียนรู้ก่อนเข้าค่ายของนักศึกษา ตัวอย่างที่ 2 มีตัวแปรที่เกี่ยวข้อง 2 ตัว คือ
น้อยกว่าผลการเรียนรู้หลังเข้า ค่ายของนักศึกษา 1) ผลการเรียนรู้ก่อนเข้าค่าย 2) ผลการ เรียนรู้หลังเข้า
ค่าย

ตัวอย่างที่ 3 นักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูด้วยวิธี ตัวอย่างที่ 3 มีตัวแปรที่เกี่ยวข้อง 2 ตัว คือ

การต่างกันจะมีวินัยในตนเอง ต่างกัน 1) วิธีการอบรมเลี้ยงดู2) วินัยในตนเอง

ตัวอย่างที่ 4 ความถนัดทางการเรียนมีความสัมพั นธ์ ตัวอย่างที่ 4 มีตัวแปรที่เกี่ยวข้อง 2 ตัว คือ
ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน 1) ความถนัดทางการเรียน และ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียน

สมมุติฐานทางการวิจัย
มี 2 ชนิด

1. สมมุติฐานทางการวิจัยมีแบบมีทิศทาง 2. สมมุติฐานทางการวิจัยไม่มีแบบ
(Directional hypothesis) ไม่มีทิศทาง
เป็นสมมุติฐานที่เขียนระบุอย่างชัดเจนถึงทิศทาง (Non-directional hypothesis)
ของความแตกต่างถึงทิศทางของความแตก เป็นสมมุติฐานที่ไม่กำหนดทิศทาง
ต่างระหว่าง กลุ่ม โดยมีคำว่า “ ดีกว่า ” หรือ “ ของความแตกต่างดังตัวอย่างที่ 3
สูงกว่า ” หรือ “ ต่ำกว่า ” หรือ “ น้อยกว่า” ใน หรือไม่กำหนดทิศทางของความ
สมมุติฐานนั้น ๆ ดังตัวอย่างที่ 1 และที่ 2 ข้าง สัมพั นธ์
ต้นหรือระบุทิศทางของความสัมพันธ์ โดยมีคำ
ว่า “ ทางบวก ” หรือ “ทางลบ ” ดังตัวอย่างที่
4 ข้างต้น

สมมุติฐานทางการวิจัยมีแบบมีทิศทาง สมมุติฐานทางการวิจัยไม่มีแบบ
ไม่มีทิศทาง
- ผู้บริหารเพศชายมีประสิทธิภาพในการ
บริหารงานมากกว่าผู้บริหารเพศหญิง - นักเรียนที่มีเพศต่างกันมีเจตคติต่อวิชา
- ผู้บริหารชายมีการใช้อำนาจใน คณิตศาสตร์แตกต่างกัน
ตำแหน่งมากกว่าผู้บริหารหญิง - ผู้บริหารที่มีเพศต่างกันมีปัญหาในการ
- ครูอาจารย์เพศชายมีความวิตกกังวล บริหารงานวิชาการแตกต่างกัน
ในการทำงานน้อยกว่าครูอาจารย์เพศ - ภาวะผู้ของผู้บริหารมีความสัมพั นธ์กับ
หญิง บรรยากาศองค์การ
- เจตคติต่อวิชาวิจัยทางการศึกษามี
ความสัมพั นธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาวิจัยทางการศึกษา

ประเภทของสมมติฐาน 2. สมมุติฐานทางสถิติ (Statistical hypothesis)

เป็นสมมุติฐานที่ตั้งขึ้นเพื่ อใช้ทดสอบว่า สมมุติฐานทางการวิจัยที่ผู้
วิจัยตั้งไว้เป็นจริงหรือไม่ เป็นสมมุติฐานที่เขียนอยู่ในรูปแบบของ
โครงสร้างทางคณิตศาสตร์ เพื่ อให้อยู่ในรูปที่สามารถทดสอบได้ด้วย
วิธีการทางสถิติ สัญลักษณ์ที่ใช้เขียนในสมมุติฐานทางสถิติจะเป็น
พารามิเตอร์เสมอ ที่พบบ่อยๆ



ความสัมพั นธ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนเครือข่ายที่
19 สำนักงานเขตบางเขน สำนักการศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร (สุริยัน วะนา, 2559)

การวิเคราะห์ข้อมูล

Mean, S.D.

การวิเคราะห์ค่าสหสัมพั นธ์แบบเพี ยร์สัน
(Pearson’s product moment
coefficient of correlation)

การวิเคราะห์ข้อมูล
กลุ่มตัวอย่าง 162 คน แบบสอบถาม 162 ชุด

พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง
จำนวน 130 คน คิดเป็น ร้อยละ 80.2 มีอายุอยู่ระหว่าง 31 - 40
ปี จำนวน 53 คน คิดเป็น ร้อยละ 32.7 วุฒิการศึกษา สูงสุด คือ
ปริญญาตรี สูงสุด 114 คน คิดเป็น ร้อยละ 70.4 และมี
ประสบการณ์ทำงานมากกว่า 15 ปี จำนวน 75 คน คิดเป็น ร้อย
ละ 76.3

ความสัมพั นธ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนเครือ
ข่ายที่ 19 สำนักงานเขตบางเขน สำนักการศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร (สุริยัน วะนา)

ความสัมพั นธ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนเครือ
ข่ายที่ 19 สำนักงานเขตบางเขน สำนักการศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร (สุริยัน วะนา)

ความสัมพันธ์ของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนเครือข่ายที่ 19
สำนักงานเขตบางเขน สำนักการศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร (สุริยัน วะนา)



แนวทางการพั ฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการบริหารโรงเรียน
สู่การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างมืออาชีพสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 5

วิเคราะห์
ค่าความถี่
และร้อยละ

แนวทางการพั ฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการบริหารโรงเรียน
สู่การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างมืออาชีพสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 5

T-test

ใช้ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย
ที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่ม





วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพั นธ์แบบเพี ยร์สัน
(Pearson Product Moment Coefficient)

สถิติวิเคราะห์การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ใช้ในการศึกษาความ
สัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นตั้งแต่สองตัวแปรขึ้นไป กับตัวแปรตาม
หนึ่งตัวแปร

ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน มีองค์ประกอบภาวะผู้นำครู 4 ด้าน ที่สามารถพยากรณ์การเป็นชุมชนแห่งการ
เรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 26 ได้แก่ 1) ด้านทักษะการสอนแบบครูมือ
อาชีพ (X5) 2) ด้านการเป็นแบบอย่างทางการสอน (X4) 3) ด้านการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู (X1) 4) ด้านการเป็นผู้นำการ
เปลี่ยนแปลง (X3) ซึ่งตัวแปรด้านทักษะการสอนแบบครูมืออาชีพ เป็นตัวแปรแรกที่เข้าสมการถดถอยมีค่ามีอำนาจการพยากรณ์
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียน ร้อยละ 65.20 เพิ่มค่าของปัจจัยภาวะผู้นำครู ด้านการเป็นแบบอย่างทางการสอน
เข้าไปในสมการมีอำนาจการพยากรณ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียน เพิ่มเป็นร้อยละ 68.70 เมื่อเพิ่มค่าของปัจจัย
ภาวะผู้นำครู ด้านการพัฒนาตนเองและเพื่อนครู มีอำนาจการพยากรณ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในโรงเรียน เพิ่มเป็นร้อย
ละ 69.60 เมื่อเพิ่มค่าของปัจจัยภาวะผู้นำครู ด้านการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีอำนาจการพยากรณ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง
วิชาชีพในโรงเรียน เพิ่มเป็นร้อยละ 70.30 แสดงให้เห็นว่าปัจจัยภาวะผู้นำครู ทั้ง 4 ด้าน ร่วมกันพยากรณ์ชุมชนแห่งการเรียนรู้
ทางวิชาชีพในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 26






Click to View FlipBook Version