รากฐาน
อารยธรรมโบราณ
ANCIENT CIVILIZATION
หนั งสืออิเล็กทรอนิ กส์
รากฐานอารยธรรมโบราณ
ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
จัดทำโดย
1.นายศราวุฒิ บุญยิ่ง เลขที่ 1 มัธยมปี ที่6/4
2.นายชรินทร์ หมาดมีนา เลขที่ 2 มัธยมปี ที่6/4
3.นายปรีชา หมัดอาดัม เลขที่ 6 มัธยมปี ที่6/4
4.นายณัฐพัชธ์ สาบก เลขที่ 9 มัธยมปี ที่6/4
5.นางสาวธันวรา ชูโชติ เลขที่ 14 มัธยมปี ที่6/4
6.นางสาวเปรมศิณีย์ ฤทธิ์เดช เลขที่ 15 มัธยมปี ที่6/4
MAKE BY
1.MR.SARAWUT BOONYING NO.1 CLASS6/4
2.MR.CHARIN MADMEENAR NO.2 CLASS6/4
3.MR.PREECHA MADARDAM NO.6 CLASS6/4
4.MR.NATHAPAT SABOK NO.9 CLASS6/4
5.MRS.THANWARA CHOOCHOTE NO.14 CLASS6/4
6.MRS.PREMSINEE RITTIDET NO.15 CLASS6/4
นำเสนอ
นางสาวประดับ แก้วเกาะสะบ้า
PRESENT
MRS.PRADAB KAEWKOSABA
คำนำ
สมุดอิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6
สื่อการเรียนรู้ฉบับนี้เป็ นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์สากลชั้นมัธยมศึกษา
ปี ที่6 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพื่อการศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่องอารยธรรมต่างๆ
ซึ่งสื่อการเรียนรู้นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ อารยธรรมอียิปต์ อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
อารยธรรมกรีกโบราณ เป็ นต้น
ผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อนี้ในการทำสื่อการเรียนรู้ เนื่ องจากเป็ นเรื่องที่น่าสนใจ
ขอขอบคุณ ครูประดับ แก้วเกาะสะบ้า ผู้ให้ความรู้ และ แนวทางการศึกษา
ผู้จัดทำหวังเป็ นอย่างยิ่งว่าสื่อการเรียนรู้ฉบับนี้จะเป็ นประโยชน์แก่ผู้ศึกษาไม่มาก
ก็น้อย หากมีข้อผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้
คณะผู้จัดทำ
สารบัญ
อารยธรรมตะวันตก.........................................................................................................1
1.อารยธรรมเมโสโปเตเมีย.............................................................................................1
2.อารยธรรมอียิปต์โบราณ.............................................................................................4
3.อารยธรรมกรีก................................................................................................................7
4.อารยธรรมโรมัน.............................................................................................................9
อารยธรรมตะวันออก..................................................................................................12
1.อารยธรรมจีน...............................................................................................................12
2.อารยธรรมอินเดีย.......................................................................................................15
1
การเริ่มต้นของอารยธรรมยุคแรกเริ่ม เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ยุติการเร่ร่อนและตั้งถิ่นฐานเป็นการ
ถาวรทำให้ลดการสูญเสียเวลา ที่ต้องหาอาหารเพราะมนุษย์สามารถผลิตอาหารไว้บริโภคเองได้
ความอุดมสมบูรณ์ ความปลอดภัยในชีวิต ความสงบเรียบร้อยของสังคมทำให้มนุษย์มีเวลาที่จะคิด
ประดิษฐ์สร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ที่จะนำมาใช้พัฒนาชีวิตและสังคมให้ดีขึ้น หรือหาวิธีการแก้ปัญหา
ของกลุ่มตน เพื่อให้เกิดความเจริญรุ่งเรื่อง อารยธรรมใหม่จะพัฒนาขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง การพัฒนา
อารยธรรมจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป อารยธรรมยุคแรกเริ่มหรืออารยธรรมยุคโบราณที่ปรากฏบน
พื้นโลกที่สำคัญ ได้แก่ อารยธรรมอียิปต์โบราณ เมโสโปเตเมีย กรีก โรมัน อินเดีย และจีน
อารยธรรมตะวันตก
1.อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
1.1ปั จจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน
อารยธรรมเมโสโปเมเมีย กำเนิดขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำไทกริสและแม่น้ำยูเฟรทีส
เป็นแหล่งอารยธรรมแห่งแรกของโลก บริเวณนี้เป็นเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ ท่ามกลาง
อาณาบริเวณที่เป็นทะเลทรายและเขตภูเขา แม่น้ำทั้งสองไหลลงสู่ทะเลที่อ่าวเปอร์เซีย ดินแดน
เมโสโปเตเมียเป็นดินแดนที่ควบคุมอาณาเขตกว้างขวาง พื้นที่ตอนบนของลุ่มแม่น้ำมีลักษณะเป็น
พื้นที่ราบสูงกว่าตอนใต้ และจะลาดต่ำลงมายังพื้นที่ราบลุ่มตอนล่าง พื้นที่ตอนบนของลุ่มแม่น้ำจึงมี
ความแห้งแล้ง การกสิกรรมจะต้องใช้ระบบชลประทาน ส่วนพื้นที่่ราบลุ่มตอนล่างเป็นที่ราบต่ำเป็น
ที่ราบดินดอนที่อุดมสมบูรณ์ เกิดจาการทับถมของดินตะกอนที่แม่น้ำทั้งสองสายพัดเอาโคลนตมมา
ทับถมไว้บริเวณ ปากน้ำ ทำให้เกิดพื้นดินงอกตรงปากแม่น้ำทุกปี บริเวณนี้เรียกว่า “บาบิโบเนีย”
ลักษณะภูมิอากาศของดินแดนเมโสโปเตเมีย เป็นดินดนที่มีฝนตกน้ อยมาก เพราะมีภูมิอากาศเป็น
แบบทะเลทรายกึ่งทะเลทราย อากาศจึงแห้งแล้ง ส่วนทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ ดินที่มีความ
อุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะดินเหนียวซึ่งนำมาทำอิฐในการสร้างบ้านเรือนและศาสนสถาน ส่วนแร่ธาตุ คือ
เหล็กและเกลือ ลักษณะชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในแหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เป็นชนหลายกลุ่มเผ่า
ผลัดกันมาตั้งถิ่นฐานและมีอำนาจในดินแดนแถบนี้ ได้แก่ พวกสุเมเรียน ต่อมาเป็นพวกเผ่าเซเมติก
ได้แก่ แอคคัด และพวกอามอไรต์ หลักจากนั้นมีพวกอินโดอารยัน ได้แก่พวกฮิตไทต์และพวกเปอร์
เซียน
2
1.2 ชาวสุเมเรียน
ชนชาติสุเมเรียน (Sumerian) เป็นชนชาติแรกที่สร้างความเจริญขึ้นในบริเวณเมโสโปเตเมีย
มีความเชื่อกันว่า ชาวสุเมเรียนได้อพยพ มาจากที่ราบสูงอิหร่านและได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณ
ตอนล่างสุดของลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสตรงส่วนที่ติดกับอ่าวเปอร์เซีย โดย เรียกบริเวณนี้ว่า
ซูเมอร์ นักประวัติศาสตร์ถือว่า ซูเมอร์ คือ แหล่งกำเนิดของนครรัฐแห่งแรกของโลก
ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสุเมเรียนเริ่มแรกชีวิตแบบหมูบ้านเล็กๆ ต่อมาจึงเปลี่ยนมาเป็นชีวิตใน
เมืองที่มีการปกครองในรูปแบบ นครรัฐ ระยะแรกชาวสุเมเรียนมีพระเป็นผู้ดูแลและควบคุมกิจการ
ต่างๆในนครรัฐซึ่งพระจะมีอำนาจในการปกครองแผ่นดินและเป็นประมุข สูงสุด เรียกว่า ปะเตชี
ทำการปกครองในนามของพระเป็นเจ้าทำหน้ าที่ควบคุมตั้งแต่การเก็บภาษีควบคุมการดูแลเกี่ยวกับ
การชลประทาน และการทำไร่
3,500 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวสุเมเรียนได้สร้างอารยธรรมของตนเมืองที่ก่อตัวขึ้นในเขตซูเมอร์
ระยะนี้ได้แก่เมืองออร์ เมืองริเรค เมืองอิริดู เมืองลากาซ และเมืองนิปเปอร์ เมืองเหล่านี้เป็นศูนย์กลาง
ของระบบชลประทานก่อตัวขึ้นได้สำเร็จเพราะประสิทธิภาพของระบบการ จัดการน้ำ เช่น การเก็บกัก
และการระบายน้ำ เมืองมีฐานะเป็นอิสระและเป็นศูนย์กลางของการปกครองที่ไม่ขึ้นตรงกันเรียกว่า
นครรัฐ
ชาวสุเมเรียนมีความเชื่อในการนับถือเทพเจ้าหลายองค์แต่ละนครรัฐจะมีเทพเจ้าประทับอยู่ในวัด
ใหญ่เรียกว่า ซิกกูแรต(ziggurat) ชาวสุเมเรียนเป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อจัดให้เป็นศูนย์กลางของนครรัฐระยะ
แรกพระจะเป็นผู้ดูแลกิจการต่างๆในนครรัฐไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษี อาหาร ตลอด จนควบคุมดูแล
เกี่ยวกับการชลประทานและการทำไร่ทำนาต่อมาเมื่อเกิดการรบกันระหว่างนครรัฐอำนาจการปกครอง
จึงเปลี่ยนมาอยู่ที่นักรบหรือกษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้เข้มแข็งสามารถปกป้ องนครรัฐได้โดยจะทำหน้ าที่ควบคุม
ดูแลกิจการต่าง ๆ สุดท้ายแล้วชาวสุเมเรียนในสมัยของลูการ์ ซักกิซซีก็ถูก ซาร์กอน มหาราชผู้นำ
ชาวอัคคาเดียนรุกรานจนต้องล่มสลายไป
ความเจริญของอารยธรรมสุเมเรียน
1.การประดิษฐ์อักษรลิ่มหรือคูนิฟอร์ม (cuneifrom) โดยใช้ต้นอ้อสลักเป็นตัวอักษรบนแผ่นดินเหนียว
แล้วนำไปอบด้วยความร้อนจนแห้ง
2.การสร้างวิหารซิกูแรต (ziggurat) บนเนินสูง ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและศูนย์กลาง
ของศิลปหัตถกรรมและโรงพยาบาล ทำด้วยดินเหนียวตากแห้ง
3.การแกะตราประจำตัว สำหรับประทับในจดหมาย
4.การพัฒนาเกษตรกรรมเช่น ขุดคลองส่งน้ำ สร้างทำนบกั้นน้ำ
5.ความเจริญทางด้านคณิตศาสตร์ รู้จักการคูณ หาร บวกลบและถอดรากกำลังสอง
6.วัฒนธรรมทางศาสนา นับถือเทพเจ้าหลายองค์ไม่เชื่อโลกหน้ า (ถ่ายทอดไปยังชาวกรีกและโรมัน)
อักษรลิ่ม มรดกของชาวสุเมเรียน ซิกกูแลต
3
1.3 อาณาจักรบาบิโลเนีย
หลังจากที่พวกสุเมเรียนเสื่อมอำนาจลง ต่อมาพวกอามอไรต์ได้ตั้งอาณาจักรบาบิโลเนียเป็นอาณาจักร
ที่เข้มแข็ง มีการเก็บภาษีอากรและการเกณฑ์ทหาร
ผลงานที่สำคัญของอาณาจักรบาบิโลเนีย ได้แก่ การประมวลกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรในสมัย
พระเจ้าฮัมมูราบี ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมมูราบี จารึกบนแผ่นศิลา กฎหมายมี
รากฐานมาจากกฎหมายของพวกสุเมเรียนแต่ได้จัดให้เป็นระบบและให้อำนาจหน้ าที่ในการลงโทษผู้
กระทำผิดแก่ชนชั้นปกครองยิ่งขึ้น ฮัมมูราบียึดถือหลักตาต่อตา ฟันต่อฟัน
ประมวลกฎหมายของพระเจ้าฮัมบูราบี
1.4 จักรวรรดิอัสซีเรีย
ชาวอัสซีเรียน (Assyrion) เดิมตั้งถิ่นฐานอยู่ทางตอนเหนือของกรุงบาบิโลน ต่อมาสามารถก่อตั้ง
จักรวรรดิอัสซีเรียได้สำเร็จ มีเมืองหลวงคือ เมืองนิเนเวห์ ชาวอัสซีเรียเป็นชนเผ่าที่รบเก่ง ภายหลัง
สามารถกรีฑาทัพลงมายึดครองบาบิโลเนียได้สำเร็จ อัสซีเรียมีความเจริญสูงสุดในสมัยของพระเจ้า
“อัสซูบานิปาล” (Assurbanipal) ก่อนจะถูกทำลายลงโดยกองทัพผสมของเหล่าอริ อัสซีเรียนรับ
อารยธรรมจากสุเมเรียนเช่นกัน และได้ฝากอารยธรรมของชาตินักรบไว้ดังนี้
ด้านคมนาคม สร้างถนนเชื่อมดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองทั้งหลาย ให้สะดวกในการสัญจร ทั้งการ
ติดต่อสื่อสาร การค้าขาย และการเคลื่อนกำลังพลในการทำสงคราม
ด้านการทหาร ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงในสมัยนั้น มีการใช้ทหารรับจ้างในการรบ
ด้านสถาปั ตยกรรมและวิศวกรรม ก่อสร้าง “พระราชวังซาร์กอน”(Palace of Sargonat Khosrabad)
ด้านศิลปกรรม แกะสลักภาพนูนต่ำ และภาพลอยตัว แสดงชีวิตประจำวันของชาวอัสซีเรีย
ด้านอักษรศาสตร์ สร้างห้องสมุดนิเนเวห์ ห้องสมุดขนาดใหญ่ที่เก็บรวบรวมแผ่นจารึกไว้กว่า 22,000
แผ่น
ภาพสลักนูนต่ำของชาวอัสซีเรียน
4
1.5 อาณาจักรคาลเดีย
ชาวคาลเดียน (Chaldean) เป็นเผ่าที่เข้าร่วมกับเผ่าอื่นในการทำสงครามกับอัสซีเรีย จนสามารถเข้า
ยึดกรุงนิเนเวห์ของอัสซีเรียได้ในที่สุด และได้สถาปนากรุงบาบิโลนขึ้นมาใหม่ รวมทั้งได้ดำเนินการ
รื้อฟื้ นอารยธรรมเก่าแก่ของบาบิโลนด้วย อารยธรรมที่สำคัญของคาลเดียนมีดังนี้
ด้านวิศวกรรมและสถาปั ตยกรรม ในสมัยพระเจ้า “เนบูคัดเนสซาร์” (Nebuchadnezzar) ด้วย
ความรู้ในระบบชลประทานที่เยี่ยมยอด ได้มีการสร้าง “สวนลอยบาบิโลน” (Hanging Gardens of
Babylon) อันเลื่องชื่อ และเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ ซึ่งอาศัยแรงงานของเชลย
ชาวยิว ที่ทรงกวาดต้อนมาหลังจากตีกรุงเยรูซาเลมแตก
ด้านดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ พัฒนาองค์ความรู้ทางดาราศาสตร์จนสามารถทำแผนที่ดวงดาวได้
สามารถคำนวณการเกิดสุริยคราส และจันทรคราสได้ เป็นต้นกำเนิดของการแบ่งสัปดาห์ออกเป็น 7 วัน
และยังมีการนำเอาการโคจรของดวงดาวบนท้องฟ้ า มาทำนายโชคชะตาของผู้คนอีกด้วย
2.อารยธรรมอียิปต์โบราณ
2.1ปั จจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน
อารยธรรมลุ่มน้ำไนล์หรืออารยธรรมอียิปต์โบราณ เป็น 2 บริเวณ ได้แก่ บริเวณอียิปต์ล่าง ตั้งอยู่
บริเวณที่ราบปากแม่น้ำไนล์ ชาวกรีกโบราณเรียกว่า เดลตา และบริเวณอียิปต์บน ได้แก่ บริเวณที่แม่น้ำ
ไนล์ไหลผ่านหุบเขา เป็นที่ราบแคบๆ ขนาบด้วยหน้ าผาและทะเลทราย บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไนล์
เปรียบเหมือนโอเอซิสท่ามกลางทะเลทรายเพราะเป็นดินแดนที่ล้อมรอบด้วยทะเลทราย คือ ทิศเหนือ
จดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและคาบสมุทรไซนาย ทิศตะวันตกจะทะเลทรายสะฮารา
ลักษณะภูมิอากาศของดินแดนอียิปต์เป็นทะเลทราย มีความแห้งแล้งและฝนตกน้ อยมาก ดินแดน
อียิปต์ที่มีอยู่มาก คือ หินทราย ซึ่งชาวอียิปต์นำมาใช้ในการก่อสร้าง ดินเหนียวนำมาทำเป็นที่อยู่อาศัย
5
2.2 อารยธรรมอียิปต์สมัยก่อนประวัติศาสตร์
อียิปต์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรือ อียิปต์ก่อนยุคราชวงศ์ ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่การตั้งถิ่นฐาน
ของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดจนถึงยุคราชวงศ์เริ่มแรกแห่งอียิปต์โบราณประมาณ 3100 ปี ก่อนคริสตศักราช
โดยเริ่มจากฟาโรห์องค์แรก ฟาโรห์นาร์เมอร์สำหรับนักอียิปต์บางคน ฟาโรห์ฮอร์-อฮาสำหรับคนอื่น ๆ
โดยอาจหมายถึงฟาโรห์เมเนสด้วยเช่นกัน ยุคนี้เทียบเท่ากับช่วงสุดท้ายของยุคหินใหม่ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ
ราว 6000 ปี ก่อนคริสตศักราช และสิ้นสุดราว 3000 ปี ก่อนคริสตศักราช วันที่ของยุคก่อน
ประวัติศาสตร์กำหนดขึ้นเป็นครั้งแรกก่อนที่จะมีการขุดค้นทางโบราณคดีอย่างกว้างขวางในอียิปต์ และ
การค้นพบล่าสุดบ่งชี้ว่านำมาซึ่งการโต้เถียงกันถึงเวลาที่ถือเป็ นการสิ้นสุดยุคก่อนประวัติศาสตร์
โดยทั่วไป อียิปต์ยุคก่อนประวัติศาสตร์จะแบ่งย่อยออกเป็นยุควัฒนธรรม ตั้งชื่อตามสถานที่ที่ค้นพบ
การตั้งถิ่นฐานของประชากรชาวอียิปต์โบราณเป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อย
ไปซึ่งเป็นลักษณะของยุคนี้ดำเนินอยู่ตลอดยุค และต้องไม่ตีความ "วัฒนธรรม" ส่วนบุคคลเป็นหน่วยที่
ต่างหากแยกจากกัน แต่เป็นการแบ่งแยกเพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกษาตลอดระยะเวลา
การค้นพบทางโบราณคดีในยุคนี้ส่วนใหญ่พบในอียิปต์ตอนบน (ภาคใต้ของประเทศอียิปต์ในปัจจุบัน)
ในสมัยก่อน ประวัติศาสตร์ชุมชนในสมัยหินเก่าทีี่อาศัยอยู่ในดินแดนอียิปต์บนเป็นพวกเร่ ร่อนพัก
อาศัยตามชะง่อนหิน ล่าสัตว์และตกปลาเป็นอาหาร ส่วนบริเวณอียิปต์ล่างส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มหนอง
บึง จะสร้างที่พักหยาบๆ โดยใช้ดินเหนียและต้นอ้อ รู้จักปลูกข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี ข้าวฟ่าง รู้จักสร้าง
พาหนะ คือ เรือแคนู มีพรมแดนธรรมชาติ อันได้แก่ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลทรายสะฮาราช่วย
ป้ องกันภัยรุกรานของศัตรู ชาวอียิปต์รู้จักการนำความรู้มาใช้เกี่ยวกับธรรมชาติมาใช้เป็นประโยชน์ เช่น
การทำชลประทาน ทำนบกั้นน้ำ ระบบระบายน้ำ
ชาวอียิปต์ นับถือเทพเจ้าหลายองค์เช่นเดียวกับพวกเมดสโปเตเมีย โดยมีสุริยะเทพเจ้ารา (Ra)
เป็นเทพเจ้าสูงสุด และยกย่องฟาโรห์องค์ประมุขสูงสุด อียิปต์นิยมสร้างงานสถาปัตยกรรมถวายแก่
ฟาโรห์ เชื่อในความสุข การมีชีวิตอมตะ ความรู้จักรับผิดชอบ ความมีคุณธรรมในระยะแรกชาว อียิปต์
นิยมสร้างสุสานฝังศพของฟาโรห์ ตลอดจนพระราชวงศ์และขุนนาง ที่เรียกว่า “พีระมิด” (pyramid)
พระศพจะถูกนำไปชำระให้สะอาดและผ่านกรรมวิธีที่สลับสับซ้อนก่อน แล้วพันหรือห่อด้วยผ้าขาว
สภาพศพจะแห้งและไม่เน่าเปื่ อยกลายเป็น “มัมมี่” การสร้างพีระมิดและทำมัมมี่นี้เป็นไปตามความเชื่อ
ของชาวอียิปต์ในเรื่อง การฟื้ นคืนชีพของผู้ตาย การเก็บรักษาพระศพจึงกลายเป็นพิธีกรรมสำคัญของ
อียิปต์
ภาพพีระมิด
6
2.3 อารยธรรมอียิปต์สมัยประวัติศาสตร์
ชาวอียิปต์ ได้ประดิษฐ์อักษรภาพที่เรียกว่า “เอียโรกลิฟิก” หรือ อักษาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อบันทึกเรื่องราว
ต่างๆทางศาสนาและวิทยาการ โดยการแกะสลักหรือเขียนบนหิน ไม้ หรือดินเผา ต่อมาชาวอียิปต์เริ่ม
เขียนตัวหนังสือ(อักษรภาพ)ลงบนกระดาษปาปิรุส ซึ่งทำจากต้นปาปิรุสที่มีขึ้นทั่วไปในบริเวณชายฝั่ง
แม่น้ำไนล์
อียิปต์เป็น ต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตกควบคูก่ ับอารยธรรมของเมโสโปเตเมีย ซึ่งถ่ายทอดต่อ
ไปให้แก่ กรีกและโรมัน ซึ่งถือว่าเป็นต้นกำเนิดของศิลปวัฒนธรรมของโลกตะวันตกอย่างแท้จริง
อารยธรรมที่โดดเด่นของอียิปต์มีดังนี้
1.ด้านเกษตรกรรม มีระบบชลประทาน มีการทำนาริมฝั่งแม่น้ำ ปลูกข้าวสาลีทำขนมปัง ปลูกข้าว
บาร์เลย์ผลิตเบียร์
2.ด้านหัตถกรรม ทอผ้าลินิน ผลิตกระดาษปาปิรุส ทำเครื่องปั้นดินเผา ผลิตแก้ว
3.ด้านอุตสาหกรรม ทำเหมืองหินแกรนิต หินทราย
4.ด้านการแพทย์ มีการรักษาด้วยการผ่าตัดมีทันตแพทย์ ศัลยแพทย์ มีเทคนิคในการดองศพ หรือมัมมี
5.ด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม ก่อสร้าง มัสตาบา (Mastaba) เทวาลัย สุสานกษัตริย์ พีระมิดหลาย
ขนาด โดย “มหาพีระมิดแห่งกิซา” (The Great Pyramid of Giza) เป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุด สร้างใน
สมัยฟาโรห์คูฟู และยังเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันอีกด้วย
6.ด้านศิลปกรรม รูปเขียนสีตามฝาผนังสิ่งก่อสร้าง เสาวิหาร งานแกะสลักหินทั้งรูปนูนต่ำ รูปลอยตัว
ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่
7.ด้านรัฐศาสตร์ มรี ะบบการปกครองแบบสมมติเทพ ฟาโรห์มีอำนาจสูงสุด แบ่งชนชั้นเป็น 4 ชนชั้น
8.ด้านคณิตศาสตร์ มีความก้าวหน้ าทางคณิตศาตร์ พีชคณิต เรขาคณิต
9.ด้านดาราศาสตร์ สร้างปฏิทินสุริยคติ แบ่งวันออกเป็น 365 วัน
10.ด้านอักษรศาสตร์ ประดิษฐ์อักษรภาพ ไฮโรกลิฟฟิก (Hieroglyphic)
11.ด้านศาสนา มีความเชื่อในพหุเทวนิยม เชื่อในชีวิตหลังความตาย มีคัมภีร์ทางศาสนาคือ
“คัมภีร์มรณะ” (Book of the Dead)
7
3.อารยธรรมกรีก
3.1 ปั จจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน
อารยธรรมกรีกกำเนิดบนผืนแผ่นดินบริเวณที่ราบชายฝั่งทะเลอีเจียน และบริเวณหมู่เกาะต่างๆใน
ทะเลอีเจียน ดินแดนกรีซบนพื้นแผ่นดินในทวีปยุโรปแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ
1. ภาคเหนือ ได้แก่ แคว้นมาซิโดเนีย เทสซาลี และเอไพรัส
2. ภาคกลาง ได้แก่ บริเวณที่เป็นเนินเขาสูง เป็นที่ตั้งของนครเทบีส นครเดลฟี เทอร์มอปิเล และ
ยอดเขาพาร์นาสซุส ซึ่งเป็นที่สถิตของแอโปโล หรือสุริยเทพ ตรงปลายสุดของด้านตะวันออก คือ
แคว้นแอตติกะ วึ่งมีเมืองหลวง คือ นครรัฐเอเธนส์ แหล่งกำเนิดของระบอบการปกครองประชาธิปไตย
3. บริเวณคาบสมุทรเพโลพอนนีซัส ที่อยู่ตอนใต้อ่าวคอรินท์เป็นที่ตั้งของเมืองอาร์กอลิส ซึ่งเป็น
ศูนย์กลางของอารยธรรมกรีก และเป็นที่ตั้งของนครรัฐสปาร์ตา ที่มีชื่อเสียงทางการรบ และเมือง
โอลิมเปีย ซึ่งเป็นที่สิงสถิตของบรรดาเทพเจ้ากรีก กรีซเป็นดินแดนที่ปัจจัยทางภูมิศาสตร์มีอิทธิพลของ
การตั้งถิ่นฐานและการดำรง ชีวิตของประชาชน เนื่องจากลักษณะทางภูมิศาสตร์มีอิทธิพลต่อการ
พัฒนาการของอารยธรรมกรีก มี 3 ประการ คือ ภูเขา พื้นดิน และ ทะเล
สภาพภูมิประเทศ
ดินแดนกรีซเต็มไปด้วยภูเขาและเนินเขาซึ่งแบ่งแผ่นดิน กรีซออกเป็นที่ราบหุบเขามากมาย ภูเขาจะ
เป็นอุปสรรคสำคัญในการติดต่อระหว่างผู้คนที่อยู่อาศัยตามที่ราบหุบ เขาต่างๆ หมู่บ้านตามหุบเขาจึง
ปกครองเป็นอิสระต่อกัน สภาพการเมืองในดินแดนกรีซจึงมีลักษณะแตกแยกเป็นชิ้นเล็กมากมาย ดิน
ส่วน ใหญ่ของกรีซเป็นดินขาดความอุดมสมบูรณ์ แม่น้ำในกรีซเป็นแม่น้ำสายสั้นๆ ในฤดูที่มีน้ำไหลมาก
น้ำจะไหลเชี่ยวและพัดพาเอาดินที่อุดมสมบูรณ์ไป พื้นที่ราบตามหุบเขาแม้มีความอุดมสมบูรณ์แต่มี
พื้นที่ขนาดเล็กไม่สามารถเพาะ ปลูกได้มากนัก สภาพภูมิศาสตร์ของกรีซจึงไม่สามารถผลิตพืชผล
เพียงพอกับจำนวนพลเมือง แต่ดินแดนกรีซส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายแหลมยื่นไปในทะเล ชายฝั่งทะเล
สามารถใช้เป็นอ่าวธรรมชาติสำหรับจอดเรือได้เป็นอย่างดี ที่ตั้งและสภาพภูมิประเทศจึงเป็นปัจจัย
ส่งเสริมให้ชาวกรีกหันมาทำการค้าขาย ทางทะเลกับดินแดนอื่นๆอย่างกว้างขวาง ทำให้ชาวกรีกได้
เรียนรู้วัฒนธรรมอื่นๆ เช่น อารยธรรมของอียิปต์ อารยธรรมเมโสโปเตเมียเป็นต้น ส่วนหมู่เกาะใน
ทะเลอีเจียนที่สำคัญ คือ เกาะครีต วึ่งเป็นเกาะใหญ่อันดับหนึ่งและมีความสำคัญในฐานะเป็นอู่
อารยธรรมกรีกดินแดน คาบสมุทรกรีซ เป็นดินแดนที่มีทรัพยากรธรรมชาติพอสมควร ได้แก่ เหล็ก
ทอง เงิน หินอ่อน เป็นต้น ดังนั้นชาวกรีกจึงนำหินอ่อนมาใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือน และศาสนสถาน
ต่างๆมากมาย ลักษณะภูมิประเทศดังกล่าวทำให้การตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองของชาวกรีกแบ่งออก เป็น
นครรัฐต่างๆ แต่ละนครรัฐมีสภาพสังคมและวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นของตนเอง
8
3.2 อารยธรรมกรีกสมัยก่อนประวัติศาสตร์
หลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบได้ในบริเวณที่ราบในแคว้นทางภาคเหนือ ภาคกลาง และคาบสมุทร
กรีซ แสดงว่ามีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในดินแดนกรีซเมื่อประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช พบ
เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยหิน เครื่องปั้นดินเผาที่มีลวดลายประดับมีคุณภาพ ผู้คนในดินแดนนี้ดำรง
ชีวิตด้วยเกษตรเป็ นหลัก
3.3 อารยธรรมกรีกสมัยประวัติศาสตร์
1. อารยธรรมไมนวน เกิดขึ้นบนเกาะครีต ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขาย รู้จักใช้ตัวอักษรภาพและ
ตัวอักษรที่เป็นเส้นตรง กษัตริย์ที่มีอำนาจมากที่สุด คือ พระเจ้ามินอส เรียกช่วงสมัยนี้ว่า สมัยวัง
เนื่องจากชาวครีตันสร้างพระราชวังขนาดมโหฬาร พระราชวังสำคัญคือ พระราชวังนอสซัส
2. อารยธรรมไมซีเน เป็นอารยธรรมของพวกไมซีเนียน เจริญรุ่งเรืองอยู่เมื่อประมาณ1,400-1,100 ปี
ก่อนคริสต์ศักราช มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองไมซีเนบนคาบสมุทรเพโลพอนนีซัส นอกจากนี้ยังมีการส้ราง
ถนน สะพาน และรู้จักการทำท่อส่งน้ำแบบท่อประปา
3.4 นครรัฐของกรีก
ในระยะเวลาเดียวกันเอเธนส์และนครรัฐกรีกอื่นๆ ก็ผนึกกำลังกันเพื่อทำสงครามป้ องกันการรุกราน
จากเปอร์เชีย ทำให้เอเธนส์กลายเป็นผู้นำของรัฐต่างๆ ระยะนั้นเอเธนส์มีความเจริญสูงสุดจนเรียกว่า
ยุคทองแห่งเอเธนส์ ความมั่งคั่งของเอเธนส์ได้นำเอเธนส์เข้าสู่สงครามเพโลพอนนีเชียน เอเธนส์กับส
ปาร์ตา สงครามเพโลพอนนีเชียนได้นำความเสื่อมมาสู่นครรัฐกรีกและเปิดโอกาสให้มาซิโดเนีย ทาง
ตอนเหนือที่มีวัฒนธรรมด้อยกว่าขยายอำนาจเข้าครอบครองนครรัฐของกรีก ในสมัยพระเจ้า
อะเล็กซานเดอร์มหาราช หรือที่เรียกว่า ยุคเฮลเลนิสติก
3.5 มรดกของอารยธรรมกรีก
1.สถาปั ตยกรรม วิหารที่กรีกสร้างไว้บูชาเทพเจ้าต่างๆนั้น ได้แก่ วิหารพาร์เธนอน แสดงให้เห็นถึง
สถาปัตยกรรมที่งดงาม มีเสาหินเรียงราย
ลักษณะเสามี 3 แบบ
ดอริก เน้ นความแข็งแรง เสาส่วนกลางใหญ่และเรียวขึ้นเล็กน้ อย หัวเสาเรียบ
ไอออนิก เรียวยาวกว่าแบบดอริก หัวเสาโค้งม้วนลงมาทั้งสองข้าง ทำให้เสาดูเพรียว
คอรินเธียน เน้ ความหรูหรา ปรับยอดเสาด้วยลายใบไม้ ปรากฏในยุคเฮลเลนิสติก
2.ประติมากรรม กรีกได้สร้างงานประติมากรรมภาพเปลือยที่แสดงกล้ามเนื้อให้มีความถูกต้องตาม
หลักกายวิภาคศาสตร์ ศิลปินจะสร้างงานประติมากรรมจากสภาพมนุษย์ที่เป็นจริงและสิ่งที่ตนเห็น
3.จิตรกรรม ทำจากเครื่องปั้นดินเผา เช่น ไหเหล้า โถเหล้า แก้วเหล้า ในระยะแรกนิยมใช้สีแดงเป็น
พื้นและวาดรูปคนเป็นสีดำ เรียกว่า แจกันลวดลายคนสีดำ ต่อมาในยุคคลาสสิครูปวาดและสีพื้นจะสลับ
สีกัน มีชื่อว่า ลวดลายคนสีแดง
9
4.นาฎกรรม ทุกคนจะสวมหน้ ากากและมีผู้พากย์และหมู่นักร้อง
5.วรรณกรรม มหากาพย์อิเลียดและโอดิสซีย์ของมหากวีโฮเมอร์ที่ได้รับการยกย่องในแง่
ของโครงเรื่อง
6.คณิตศาสตร์ นักคณิตศาสตร์เด่นของกรีก ได้แก่ ปิทาดกรัสแห่งซามอส เป็นผู้คิดทฤษฏี
บทปิ ทาโกรัส
7.ฟิ สิกส์ อาร์คิมีดิสแห่งเซียราคิวส์ เป็นผู้คิดระหัดวิดน้ำแบบเกลียวลูกรอกชุด ตั้งกฎของคานดีด
คานงัด และพบวิธีหาปริมาตรของวัตถุโดยการแทนที่น้ำ
8.การแพทย์ ฮิปโปคราจีส ได้รับยกย่อง “บิดากายวิภาคศาสตร์
9.ภูมิศาสตร์ เอราทอสทินีส สามารถคำรนวณเส้นรอบโลกได้
10.ประวัติศาสตร์ เฮโรดดตัส ได้เดินทางไปยังดินแดนต่างๆ แล้วเขียนชื่อหนังสือ ประวัติศาสตร์
ภาษากรีก แปลว่า กล่าวถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ตำนาน และประวัติศาสตร์ของโลกสมัยโบราณ
4. อารยธรรมโรมัน
4.1 ปั จจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน
บริเวณคาบสมุทรอิตาลี อยู่ทางตอนใต้ของยุโรป มีลักษณะเป็นแหลมยื่นลงไปในทะเลเมริเตอร์เร
เนียน ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาและเนินเขา บริเวณที่ราบมีน้ อย ภูมิประเทศตอนกลางเป็นคาบสมุทร
เล็กๆ จึงทำให้มีการตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจาย พื้นที่เกษตรมีไม่มาก เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้นทำให้
ทำการเกษตรไม่เพียงพอ จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ชาวโรมันขยายอาณาเขตไปยังดินแดนอื่นๆ
สภาพภูมิอากาศอบอุ่น มีฝนตกในฤดูหนาว อากาศแห้งในฤดูแล้ง มีแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์อยู่มาก
เช่น เหล็ก สังกะสี เงิน หินอ่อน ยิปซัม เกลือ โพแทซ ทรัพยากรป่าไม้ บริเวณนี้ยังสามารถเดินทาง
ค้าขายทางเรือได้อย่างสะดวก เนื่องจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์จึงทำให้ชาวโรมันมีนิสัยอดทน มีระเบียบ
4.2 อารยธรรมโรมันสมัยประวัติศาสตร์
สมัยสาธารณรัฐ
พวกอิทรัสกัน โดยได้รับอารยธรรมของกรีก ซึ่งต่อมาได้อพยพเข้ามาในแหลมอิตาลี จึงได้นำเอา
ความเชื่อในศาสนาและเทพเจ้าของกรีก ศิลปะการแกะสลัก การทำเครื่องปั้นดินเผา ตัวอักษร การ
ทำนายจากการดูเครื่องในของสัตว์และการบินของนก การสร้างซุ้มประตูโค้ง (Arch) และ
ประติมากรรมเทพเจ้าเข้ามาเผยแพร่ นอกจากพวกอิทรัสกันแล้วยังมีชนเผ่าอื่น ๆ อีก เช่น พวกละติน
ต่อมาได้ตกมาอยู่ภายใต้การปกครองพวกอิทรัสกัน
10
ในระยะแรกปกครองระบอบกษัตริย์ เรียกว่า อิมพิเรียม (Imperium) กษัตริย์จะสภาซีเนตหรือสภา
ขุนนางเป็นที่ปรึกษาโดยสมาชิกจะอยู่ในชนชั้นพาทรีเชียน (patrician) แต่ต่อมาพวกละตินได้ขับไล่
อิทรัสกันออกจากบัลลังก์และตั้งกรุงโรมขึ้น แต่อำนาจการปกครองยังเป็นดินแดนของพวกพาทริเชียน
(patrician) เท่านั้น ส่วนราษฎรที่เรียกว่า เพลเบียน (plebeian) ซึ่งเป็นสามัญชนหรือประชาชนส่วน
ใหญ่ เช่น ชาวไร่ ชาวนา ช่างฝีมือ ไม่มีสิทธิใดๆทางการเมืองและสังคมจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่าง
2 ชนชั้น จนพวกเพลเบียนมีสิทธิออกกฎหมายร่วมกับพวกพาทริเชียน เรียกว่า กฎหมายสิบสองโต๊ะ
(Law of the Twelve Tables) เพื่อใช้บังคับกับชาวโรมันทุกคน ซึ่งกฎหมายสิบสองโต๊ะนับเป็นมรดก
ชิ้นสำคัญของโรมที่ถือเป็นแม่แบบของกฎหมายโลกตะวันตก ต่อมาโรมันได้ทำสงครามพิวนิกกับพวก
คาร์เทจ โดยมีสาเหตุมาจากการแย่งผลประโยชน์ในเกาะชิชิลี ผลคือฝ่ายคาร์เทจแพ้ จึงทำให้โรมัน
กลายเป็ นรัฐที่มีอำนาจสูงสุดในขณะนั้น
สมัยจักรวรรดิ
ชาวโรมันเปลี่ยนการปกครองจากสาธารณรัฐมาใช้เป็นจักรวรรดิ และออกุสตุส (Augustus) เป็น
จักรพรรดิหรือซีซาร์ (Caesar ) พระองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน ในสมัยนี้โรมันเจริญถึงขีดสุดละได้
ขยายอำนาจไปยังภูมิภาคต่าง ๆ และเมื่อศาสนาคริสต์ได้แผ่ขยายมาถึงดินแดนทางภาคตะวันตกของ
ปาเลสไตน์ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิโรมัน ทำให้จักรวรรดิโรมันต่อต้านศาสนานี้อย่าง
รุนแรง แต่ในสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราชพระองค์ (Constantine the Great) ทรงให้เสรีภาพ
ในการนับถือศาสนา ทำให้จักรวรรดิโรมันกลายเป็นจักรวรรดิของคริสต์ศาสนา ทรงสร้างกรุงคอนสแตน
ติโนเปิล (ปัจจุบันคือ นครอิสตันบูลในประเทศตุรกี) ทางตะวันตกของจักรวรรดิโรมัน ต่อมาเรียกว่า
จักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine) จนกระทั่งสมัยปลายจักรวรรดิ โรมัน
เผชิญปัญหาภายในทำให้ถูกพวก อนารยชนเผ่าเยอรมันหรือเผ่ากอธเข้าปล้นสะดม และขับไล่กษัตริย์
ออกจากบัลลังก์ ถือเป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันตก และประวัติศาสตร์สมัยโบราณ
4.3 มรดกของอารยธรรมโรมัน
1.สถาปั ตยกรรม เน้ นความใหญ่โต แข็งแรงทนทาน โดยชาวโรมันได้พัฒนาเทคนิคการก่อสร้างของ
กรีกเป็นประตูโค้ง (arch) และเปลี่ยนหลังคาจากจั่วเป็นโดม และสร้างอาคารต่าง ๆ เพื่อสนองความ
ต้องการของรัฐและ สาธาณชน เช่น โคลอสเซียม สถานที่อาบน้ำสาธารณะ วิหารแพนธีออน
(Pantheon) โคลอสเซียม สถานที่บันเทิงของชาวโรมัน
2. ประติมากรรม สะท้อนบุคลิกภาพของมนุษย์อย่างสมจริงตามธรรมชาติ และมีสัดส่วนงดงาม
เหมือนกรีก แต่โรมันจะเน้ นพัฒนาศิลปะด้านการแกะสลักรูปเหมือนบุคคลสำคัญๆ เช่น จักรพรรดิ
นักการเมือง โดยเฉพาะในครึ่งท่อนบนจะสามารถแกะสลักได้อย่างสมบูรณ์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมี
ชีวิตชีวา ชาวโรมันเชื่อว่าการแกะสลักรูปเหมือนจริงที่สุดจะช่วยรักษาวิญญาณของคนนั้นเมื่อตายไป
แล้วไว้ได้ นอกจากนี้ยังมีการแกะสลักภาพนูนต่ำ เพื่อบันทึกเรื่องรามทางประวัติศาสตร์และสดุดี
วีรกรรมของนักรบ
3. ภาษาและวรรณกรรม ชาวโรมันพัฒนาภาษาละตินจากตัวพยัญชนะในภาษากรีกที่พวกอีทรัสกัน
นำมาใช้ จนใช้กันแพร่หลายในมหาวิทยาลัยของยุโรปสมัยกลาง และเป็นภาษาทางราชการของศาสนา
คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ส่วนวรรณกรรมระยะแรกเป็นบันทึกพงศาวดาร กฎหมาย ตำราการทหาร
และการเกษตร ต่อมามีการแต่งงานประพันธ์เป็นของตนเอง ได้แก่ เรื่อง อิเนียด ประพันธ์โดยเวอร์จิล
งานประพันธ์ของซิเซโร เป็นต้น
11
4. วิศวกรรม การสร้างถนนคอนกรีต โดยถนนทั้ง 2 ข้างจะมีท่อระบายน้ำ และมีหลักบอกระยะทาง
นอกจากนี้ยังมีการสร้างสะพานส่งน้ำ (aqueduct) ขนาดสูงใหญ่จำนวนมากเพื่อนำน้ำวันละ 300 ล้าน
แกลลอนหรือประมาณ 8,505 ล้านลิตร จากภูเขาไปยังเมืองเพื่อให้ชาวเมืองได้ใช้
5. ปฏิทิน ปฏิทินจูเลียน (แบบสุริยคติ) ปีหนึ่งมี 12 เดือน แต่ละปีมี 365 วัน และเพิ่มเดือนกุมภาพันธ์
ให้ทุก ๆ 4 ปีมี 366 วัน ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้เกรกอเรียนใน ค.ศ.1582
6. กฎหมาย ระยะแรกโรมันไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นระบบ แต่มีลักษณะกลมกลืน
ไปกับศาสนา ต่อมาเปลี่ยนเป็นกฎหมายบ้านเมือง จนในที่สุดก็ได้มีการตรากฎหมายสิบสองโต๊ะ (Law
of the Twelve Tables) ซึ่งประมวลกฏหมายโรมันนี้เป็นรากฐานประมวลกฎหมายของประเทศต่าง ๆ
แม้แต่กฎหมายของวัดในสมัยกลาง และยังแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลในกฎหมายโรมันในสมัยจักร-
พรรดิจัสติเนียน ซึ่งได้และจัดเป็นหมวดหมู่ เรียกว่า ประมวลกฎหมายจัสติเนียน (Justinian Code)
และทิ้งไว้เป็ นมรดกล้ำค่าของโลกตะวันตก
7. การแพทย์ แพทย์โรมันสามารถผ่าตัดรักษาโรคได้หลายโรค โดนเฉพาะการผ่าตัดทำคลอดทารกทาง
หน้ าท้องของมารดา ซึ่งเรียกว่า ศัลยกรรมซีซาร์ (Caesarean Operation) นอกจากนี้ยังมีการสร้างโรง
พยาบาล ระบบบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล
ภาพพีระมิดซุ้มประตูที่ชาวโรมันดัดแปลงหัว โคลอสเซียม
เสาแบบโครินเธียนมาเป็ นรูปโค้ง
บทสรุป
สรุป อารยธรรมตะวันตกโบราณได้ทิ้งมรดกให้แก่ชนปัจจุบันอย่างมากมาย ซึ่งยังเห็นร่องรอย
ได้ในสาขาวิชาต่างๆ แม้แต่ในชีวิตประจำวันก็ยังผูกพันกับภูมิปัญญาของโลกยุคโบราณ เช่น
การใช้เลขฐาน60 ของชาวสุเมเรียนในการนับเวลา รวมทั้งปฏิทินจันทรคติเลขฐาน12 และ
การพยากรณ์ดวงชะตาในหน้ าหนังสือพิมพ์ต่างๆก็เป็นมรดกที่สำคัญของชาวคาลเดียน การ
ประดิษฐ์ตัวอักษรของชาวฟินิเชียที่เป็นต้นกำเนิดของอักษรภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน
ฯลฯ การจัดทำปฏิทินสุริยคติของโรม รวมทั้งการกำหนดปีศักราชของอียิปต์ เป็นต้น
12
อารยธรรมตะวันออก
1.อารยธรรมจีน
การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของจีน
1. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จีนเข้าสู่ยุคโลหะเมื่อประมาณ 2,000ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยค้นพบหลัก
ฐานที่เก่าแก่ที่สุดเป็นมีดทำด้วยทองแดงที่มณฑลกานซู นอกจากนั้นยังมีภาชนะโลหะสำริดอื่นอายุ
ใกล้เคียงกัน
2.สมัยประวัติศาสตร์ แหล่งอารยธรรมของจีน ถือกำเนิดบริเวณลุ่มแม่น้ำฮวงโห ทั้งนี้จีนเข้าสู่ยุค
ประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์ชาง เมื่อมีการใช้ตัวอักษรภาพ เขียนบนกระดูสัตว์หรือกระดองเต่า
สมัยประวัติศาสตร์ของจีนแบ่งออกเป็ น 4 ยุค คือ
1. ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ(หรือสมัยคลาสสิก) เริ่มตั้งแต่ราชวงศ์ชาง และสิ้นสุดราชวงศ์โจว
2. ประวัติศาสตร์สมัยจักรวรรดิ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิ๋น จนกระทั่งปลายสมัยราชวงศชิง ซึ่งเป็น
ราชวงศ์สุดท้ายของจีน
3. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เริ่มตั้งแต่ปลายราชวงศ์ชิงถึง การสถาปนาระบอบการปกครองแบบ
สาธารณรัฐ
4. ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์จึงถึงปัจจุบัน
1.1 อารยธรรมจีนสมัยราชวงศ์
สมัยราชวงศ์ ผลงาน
ราชวงศ์ชาง เป็นราชวงศ์แรกของจีน มีการปกครองแบบนครรัฐ บริเวณตอนกลางลุ่มแม่น้ำฮวงโหมีการประดิษฐ์
(1,776-1,122 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ตัวอักษรเป็นครั้งแรก มีความเชื่อเรื่องการบูชาบรรพบุรุษ
ราชวงศ์โจว มีความเชื่อเรืองกษัตริย์เป็นโอรสแห่งสวรรค์ โดยไดรับมอบหมายจากสวรรค์ให้เป็นผู้ปกครอง
(1,122-221 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) เป็นยุคที่มีความเจริญทางด้านปรัชญา จัดเป็นสมัยปรัชญาร้อยสำนัก
โดยเฉพาะปรัชญาของขงจื๊อและเต๋า เป็นหลักคำสอนที่พึงทางจิตใจของผู้คน
ราชวงศ์จิ๋น มีจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่สามารถรวบรวมดินแดนของจีนเป็นจักรวรรดิเป็นครั้งแรก คือพระเจ้าชิวั่งตี่
(221-206ปี ก่อนคริสต์ศักราช) หรือจิ๋นซีฮ่องเต้ สร้างกำแพงเมืองจีน กำหนดให้ใช้เหรียญกษาปณ์ ภาษาเขียน และมาตราชั่ง ตวง
วัดเหมือนกันทั่งทั้งอาณาจักร
ราชวงศ์ฮั่น มีความรุ่งเรืองและคนจีนมีความภาคภูมิใจมากจนเรียกตนเองว่าชาวฮั่น ลัทธิขงจื๊อได้รับยกย่องให้
(206ปี ก่อนคริสต์ศักราช-ค.ศ.220) เป็ นคำสอนของรัฐและถูกนำมาใช้เป็ นหลักในการปกครองมีการสอบคัดเลือก
บุคคลเข้ารับราชการที่เรียกว่าสอบจอหงวน พระพุทธศาสนาจากอินเดียเริ่มเผยแพร่สู่จีน
มีการติดต่อการค้ากับตะวันตกโดยทางสายไหม ซื่อหม่า เชียน เป็นนักโหราศาสตร์
และนักประวัติศาสตร์ (ได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาวิชาประวัติศาสตร์ของโลกตะวันออก)
มีการประดิษฐ์กระดาษ เครื่องมือวัดแผ่นดินไหว มีการแกะสลักพระพุทธรูปขนาดใหญ่ภายในถ้ำ
และภาพเขียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เมื่อสิ้นสมัยราชวงศ์ฮั่นจีนแตกแยกภายในเรียกว่าสามก๊ก
13
สมัยราชวงศ์ ผลงาน
ราชวงศ์สุย บ้านเมืองแตกแยกกลายเป็นสามก๊ก หกราชวงศ์ มีการขุดคลอง เชื่อมแม่น้ำฮวงโหกับแม่น้ำแยง
(ค.ศ.589-618) ซีเกียงเพื่อประโยชน์ในการคมนาคม ค้าขาย และการเกษตรกรรม
ราชวงศ์ถัง เป็นยุคทองของจีนที่มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ทั้งด้านการค้า พระพุทธศาสนา
(ค.ศ. 628-907) และผลงานศิลปกรรมแขนงต่างๆ มีเมืองหลวงฉานอานเป็นศูนย์กลางการค้าของโลก พระถังซำจั๋ง
เดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาในอินเดีย
ราชวงศ์ซ้อง
(ค.ศ.960-1296) มีความเจริญก้าวหน้ าในการเดินเรือสำเภาค้าขายทางทะเลและงานศิลปกรรมแขนงต่างๆ
มีความก้าวหน้ าในวิทยาการใหม่ๆ หลายอย่างก่อนชาติตะวันตก เช่น การใช้ลูกคิด
การใช้เข็มทิศในการเดินเรือ การประดิษฐ์แท่นพิมพ์หนังสือฯลฯ
ราชวงศ์หยวน ตรงกับสมัยสุโขทัยของไทย เป็นราชวงศ์ของเผ่ามองโกลทีเ่ ข้ามาปกครองจีน กษัตริย์ที่มีชื่อ
(ค.ศ.1279-1368) คือ หงวนสีโจ๊วฮ่องเต้(กุบไลข่าน) มีชาวยุโรปเข้ามารับราชการในราชสำนักเป็นจำนวนมาก
ราชวงศ์หมิง ตรงกับสมัยอยุธยา จีนรุ่งเรืองทางการค้าสำเภา และฟื้ นฟูศิลปวัฒนธรรมสมัยราชวงศ์ถัง
(ค.ศ.1368-1644) มีการสำรวจทางทะเลถึงตอนใต้ของแอฟริกา
ราชวงศ์ชิง เป็นเผ่าแมนจูที่เข้ามาปกครองจีนและเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีน ก่อนที่จะถูก ดร.ซุน ยัต เซน
(ค.ศ.1644-1912) ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็ นระบอบสาธารณรัฐ
ความเจริญของอารยธรรมจีน
1. จิตรกรรม มีวิวัฒนาการมาจากการเขียนตัวอักษรจีนจารึกบนกระดูกเสี่ยงทายเพราะตัวอักษรจีนมี
ลักษณะเหมือนรูปภาพ งานจิตรกรรมจีนรุ่งเรืองมากในสมัยราชวงศ์ฮั่น มีการเขียนภาพและแกะสลัก
บนแผ่นหิน ที่นิยมมากคือ การเขียนภาพบนผ้าไหม ภาพวาดเป็นเรื่องเล่าในตำราขงจื๊อพระพุทธ
ศาสนาและภาพธรรมชาติสมัยราชวงศ์ถัง มีการพัฒนาการใช้พู่กันสีและกระดาษภาพส่วนใหญ่ได้รับ
อิทธิพลจากพุทธศาสนาและลัทธิเต๋าสมัยราชวงศ์ซ้อง จิตรกรรมจัดว่าเด่นมาก ภาพวาดมักเป็นภาพ
มนุษย์กับธรรมชาติ ทิวทัศน์ ดอกไม้
2. ประติมากรรมส่วนใหญ่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ทำจากดินสีแดง
มีลวดลาย แดง ดำ และขาวเป็นลวดลายเรขาคณิต สมัยราชวงศ์ชาง มีการแกะสลักงาช้าง หินอ่อน
และหยกตามความเชื่อและความนิยมของชาวจีน ที่เชื่อว่า หยก ทำให้เกิดความเป็นสิริมงคล ความสุข
สงบ ความรอบรู้ ความกล้าหาญ ภาชนะสำริดเป็นหม้อสามขา สมัยราชวงศ์ถัง มีการพัฒนาเครื่อง
เคลือบดินเผาเป็นเคลือบ 3 สีคือ เหลือง น้ำเงิน เขียว ส่วนสีเขียวไข่กามีชื่อเสียงมากในสมัยราชวงศ์
ซ้อง ส่วนพระพุทธรูปนิยมสร้างในสมัยราชวงศ์ถัง ทั้งงานหล่อสำริดและแกะสลักจากหิน ซึ่งมีสัดส่วน
งดงาม เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะอินเดียและจีนที่มีลักษณะเป็นมนุษย์มากกว่า เทพเจ้า
นอกจากนี้มีการปั้นรูปพระโพธิสัตว์กวนอิม สมัยราชวงศ์หมิง เครื่องเคลือบได้พัฒนาจนกลายเป็น
สินค้าออก คือ เครื่องลายครามและลายสีแดง ถึงราชวงศ์ชิง เครื่องเคลือบจะนิยมสีสันสดใส เช่น
เขียว แดง ชมพู
14
3. สถาปั ตยกรรม
3.1 กำแพงเมืองจีน สร้างในสมัยราชวงศ์จิ๋น เพื่อป้ องกันการรุกรานของมองโกล
3.2 เมืองปักกิ่ง สร้างในสมัยราชวงศ์หงวน โดยกุบไลข่าน ซึ่งได้รับการยกย่องทางด้านการวาง
ผังเมือง ส่วนพระราชวังปักกิ่งสร้างในสมัยราชวงศ์เหม็ง
3.3 พระราชวังฤดูร้อน สร้างในสมัยราชวงศ์ชิง โดยพระนางซูสีไทเฮา ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสม
ผสานระหว่างยุโรปและจีนโบราณ
4. วรรณกรรม
4.1 สามก๊ก สันนิษฐานว่าเขียนในคริสต์ศตวรรษที่ 14 เป็นเรื่องราวของความแตกแยกในจีนตั้งแต่
ปลายสมัยราชวงศจิ๋นจนถึงราชวงศ์ฮั่น
4.2 ซ้องกั๋ง เป็นเรื่องประท้วงสังคม เรื่องราวความทุกข์ของผู้คนในมือชนชั้นผู้ปกครอง สะท้อนความ
ทุกข์ของชาวจีนภายใต้การปกครองของพวกมองโกล
4.3 ไซอิ๋ว เป็นเรื่องราวการเดินทางไปนำพระสูตรจากสวรรค์ทางตะวันตกมายังประเทศจีน
4.4 จินผิงเหมย หรือดอกบัวทอง แต่งขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 เป็นนิยายเกี่ยวกับสังคมและ
ชีวิตครอบครัว เป็นเรื่องของชีวิตที่ร่ำรวย มีอำนาจขึ้นมาด้วยเล่ห์เหลี่ยม แต่ด้วยการทำชั่วและผิดศีล
ธรรมในที่สุดต้องด้รับกรรม
4.5 หงโหลวเมิ่ง หรือ ความฝันในหอแดง เด่นที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เรื่องราวเต็มไปด้วยการ
แก่งแย่งชิงดี อิจฉาริษยากัน ผู้อ่านจะรู้สึกเศร้าสลดต่อชะตาชีวิตของพระเอกนางเอกเนื้อเรื่องสะท้อน
ให้ เห็นสังคมศักดินาของจีนที่กำลังเสื่อมโทรมก่อนการเปลี่ยนแปลงสังคมเข้าสู่ ยุคใหม่
4.6 บันทึกประวัติศาสตร์ ของ สื่อหม่าเฉียน
นักปรัชญาจีน ขงจื้อ กำแพงเมืองจีน
สรุป อารยธรรมจีน มีลักษณะผสมผสานแนวคิดจากลัทธิขงจื๊อ เต๋า และพระพุทธศาสนา สำหรับ
พระพุทธศาสนาได้แพร่เข้าสู่จีนสมัยราชวงศ์ฮั่น จนต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมจีน
15
2. อารยธรรมอินเดีย
2.1 ปั จจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน
เป็นแหล่งอารยธรรมเริ่มแรกของอินเดีย อยู่บริเวณดินแดนภาคตะวันตกของอินเดีย
(ปากีสถานในปัจจุบัน) ที่แม่น้ำสินธุไหลผ่าน อาณาเขตลุ่มแม่น้ำสินธุครอบคลุมบริเวณกว้างกว่าลุ่ม
แม่น้ำไนล์แห่งอิยิปต์ โดยทุกๆปีกระแสน้ำได้ไหลท่วมท้นฝั่งทำให้ดินแดนลุ่มน้ำสินธุอุดมสมบูรณ์
เหมาะแก่การทำกสิกรรม นักประวัติศาสตร์บางคนเรียกอารยธรรมในดินแดนนี้ว่า วัฒนธรรมฮารัป
ปา (Harappa Culture) ซึ่งเป็นชื่อเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำสินธุเมื่อประมาณ 3,500 –
1,000 ปี ก่อนพุทธศักราช
จากภูมิประเทศของอินเดียที่มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ มีเทือกเขาหิมาลัยกั้นอยู่
ทางตอนเหนือ มีเทือกเขาฮินดูกูชอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ทางด้านตะวันตกติดกับทะเล
อาหรับ ส่วนทางตะวันออกติดกับมหาสมุทรอินเดียไปจนถึงอ่าวเบงกอล ดังนั้น ผู้ที่เดินทางบกเข้า
มายังบริเวณนี้ในสมัยโบราณต้องผ่านช่องเขาทางด้านตะวันตกที่เรียกว่า ช่องเขาไคเบอร์ ซึ่งเป็น
หนทางเดียวที่จะเข้าสู่อินเดียในสมัยโบราณ ช่องเขานี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อินเดียตลอดมา
เพราะเส้นทางนี้เป็นทางผ่านของกองทัพของผู้รุกรานและพ่อค้าจากเอเชียกลาง อัฟกานิสถานเข้าสู่
อินเดีย เพราะเดินทางได้สะดวก
การตั้งถิ่นฐานและเผ่าพันธุ์
1. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบหลักฐานเป็นซากเมืองโบราณ 2 แห่งในบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ คือ
1.1 เมืองโมเฮนโจ – ดาโร ทางตอนใต้ของประเทศปากีสถาน
1.2 เมืองฮารับปา ในแคว้นปันจาป ประเทศปากีสถานในปัจจุบันรูปปั้นที่ค้นพบที่ค้นพบในสมัย
ก่อน ประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเป็นชนชั้นสูงหรือนักบวช
2. สมัยประวัติศาสตร์ เริ่มเมื่อมีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ โดยชนเผ่าอินโด-อารยัน ซึ่งตั้งถิ่นฐาน
บริเวณแม่น้ำคงคา แบ่งได้ 3 ยุค
2.1 ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เริ่มตั้งแต่กำเนิดตัวอักษรพรามิ ลิปิ สิ้นสุดสมัยราชวงศ์ คุปตะ เป็น
ยุคที่ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และพุทธศาสนา ได้ถือกำเนิดแล้ว
2.2 ประวัติศาสตร์สมัยกลาง เริ่มตั้งแต่ราชวงศ์คุปตะสิ้นสุดลง จนถึง ราชวงศ์โมกุลเข้าปกครอง
อินเดีย
2.3 ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เริ่มตั้งแต่ราชวงศ์โมกุลจนถึงการได้รับเอกราชจากอังกฤษ
ชนเผ่าสำคัญที่สร้างสรรค์อารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ แบ่งได้เป็น 2 พวก คือ
1) พวกดราวิเดียน คือชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณลุ่มน้ำสินธุราว 4,000 ปีมาแล้ว พวกนี้
มีรูปร่างเตี้ย ผิวคล้ำและจมูกแบน คล้ายกับคนทางตอนใต้ในอินเดียบางพวกปัจจุบัน
2) พวกอารยัน เป็นพวกที่อพยพเคลื่อนย้ายจากดินแดนเอเชียกลาง ลงมายังตอนใต้กระจายไปตั้ง
ถิ่นฐานในพื้นที่ต่างๆซึ่งอุดมสมบูรณ์และมีภูมิอากาศที่อบอุ่นกว่า พวกอารยันส่วนหนึ่งได้เคลื่อนย้าย
เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในลุ่มน้ำสินธุและขับไล่พวกดราวิเดียนให้ถอยร่นไปหรือจับตัวเป็นทาส พวก
อารยันมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว จมูกโด่ง คล้ายกับชาวอินเดียที่อยู่ทางตอนเหนือ พวกอารยันเหล่านี้
รับวัฒนธรรมชนพื้นเมือง แล้วนำมาผสมผสานเป็นวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ
16
มรดกของอารยธรรมอินเดีย
1. ด้านสถาปั ตยกรรม
- ซากเมืองฮารับปาและโมเฮนโจ – ดาโร ทำให้เห็นว่ามีการวางผังเมืองอย่างดี มีสาธารณูปโภคอำนวย
ความสะดวกหลายอย่าง เช่น ถนน บ่อน้ำ ประปา ซึ่งเน้ นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความสวยงาม
– ซากพระราชวังที่เมืองปาฏลีบุตรและตักศิลา สถูปและเสาแปดเหลี่ยม ที่สำคัญคือ สถูปเมืองสาญจี
(สมัยราชวงศ์โมริยะ)
– สุสานทัชมาฮาล สร้างด้วยหินอ่อน เป็นการผสมระหว่างศิลปะอินเดียและเปอร์เชีย
2. ด้านประติมากรรม เช่น พระพุทธรูปแบบคันธาระ พระพุทธรูปแบบมถุรา พระพุทธรูปแบบ
อมราวดี
3. จิตรกรรม สมัยคุปตะ และหลังสมัยคุปตะ เป็นสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดของอินเดียพบงานจิตรกรรมที่
ผนังถ้ำอชันตะ เป็น ภาพเขียนในพระพุทธศาสนาแสดงถึงชาดกต่างๆ ที่งดงามมาก ความสามารถใน
การวาดเส้นและการอาศัยเงามืดบริเวณขอบภาพ ทำให้ภาพแลดูเคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกสมจริง
4. นาฏศิลป์ เกี่ยวกับการฟ้ อนรำ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเพื่อบูชาเทพเจ้าตามคัมภีร์พระเวท
พระพุทธรูปแบบมถุรา แม่คงคาที่ชาวอินเดียเชื่ อกันว่าเป็ นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์
ซากเมือง โมเฮนโจ ดาโร แผนที่อินเดียโบราณ
สรุป ความเด่นของอารยธรรมอินเดีย คือเรื่องการเป็นต้นกำเนิดของศาสนาที่สำคัญหลายศาสนา
เช่น พราหมณ์ ฮินดู พุทธ ซิกส์ และเชน รากฐานอารยธรรมส่วนใหญ่มีภูมิปัญญาจากศาสนา
พราหมณ์ ฮินดู พุทธ
อ้างอิง
ข้อมูลเนื้อหา
http://www.digitalschool.club/digitalschool/social2_1_1/m6_
1/content/lesson3/content1.php
https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/34760
หนังสือประวัติศาสตร์สากล ม.4-6
จัดทำประกอบเล่ม
https://anyflip.com/