จัดทำ โดย นางสาวหทัยทิพย์ แซ่ลี ม.6/2 เลขที่ 15 เสนอ ครู ปัทมาภรณ์ พรดวงคำ ความรู้ที่ได้จากการติว o-net ภาษาไทย
อัอั อั พอั พภาส คำ ตัตั ตั วตั วอย่ย่ ย่ า ย่ าง ตัตั ตั วตั วอย่ย่ ย่ า ย่ าง ความรู้ที่ได้จากการ ติวโอเน็ต หมายถึถึ ถึงถึ ตัตั ตัวตัอย่ย่ ย่ า ย่ าง คือ เช่น ครื้น ครึก ยิ้ม แย้ม ใช้ อัพภาส เป็น คะครื้น คะครึก ยะยิ้ม ยะแย้ม. เช่น ชวาล เป็น ชัชวาล ทามิ เป็นททามิ, ในภาษาไทย ก็ใช้ เช่น ริก เป็น ระริก รัว เป็น ระรัว. คำ ซ้ำ , ในไวยากรณ์บาลี และ สันสกฤต หมายเอาการซ้อน หรือซ้ำ ตัวอักษรลงหน้าศัพท์ เช่น ยะแย้มยิ้มพิมพ์ใจให้ วาบหวาม วะวาววับตางามทราม สงวน อัพภาส คือ คำ ซ้ำ ลักษณะหนึ่ง คือ ซ้ำ เฉพาะ เสียงพยัญชนะลงข้างหน้าหรือซ้ำ แล้วกร่อน เสียงพยางค์แรก เช่น ละลิบ วะวับ ระเรื่อย อัพภาสจะมีเสียงพยางค์แรกเป็นลหุ พยางค์ หลังเป็นครุ เสียง ลหุ ครุ เช่นนี้ก่อให้เกิด เสียงเป็นจังหวะไพเราะ
ระดับ ดั ภาษา หมายถึง ถึ 1.) ภาษาระดับ ดั พิธี พิ ก ธี าร 2.) ภาษาระดับ ดั ทางการ 3.) ภาษาระดับ ดั กึ่ง กึ่ ทางการ 4.) ภาษาระดับ ดั ไม่เป็นทางการ 5.) ภาษาระดับ ดั กัน กั เอง ระดับ ดั ภาษา หมายถึง ถึ ความลดหลั่นของ ถ้อยคำ และการเรียบเรียงถ้อยคำ ที่ใที่ ช้ โดย พิจารณาตามโอกาสหรือกาลเทศะ ภาษาระดับ ดั พิธีก ธี าร เป็นภาษาที่ส ที่ มบูรณ์ แบบ รูป รู ประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ มีค มี วามประณีต ณี งดงาม อาจใช้ประโยคที่ซั ที่ซั บ ซ้อน และใช้คำ ระดับ ดั สูง สู ภาษาระดับ ดั นี้ จะใช้ ในโอกาสสำ คัญๆ เช่น งานราชพิธี วรรณกรรมชั้นสูง สู เป็นต้น ภาษาระดับ ดั ไม่เป็นทางการ เป็นภาษาที่ไที่ ม่ เคร่งครัด เพื่อใช้ในการสื่อ สื่ สารทั่ว ทั่ไปในชีวิต ประจำ วัน ใช้ในการสนทนาระหว่างบุคคล หรือกลุ่มเล็ก ล็ ๆ เช่น ในการเขีย ขี นจดหมาย ระหว่างเพื่อน ภาษาที่ใที่ ช้อาจมีถ้ มีถ้ อยคำ ที่เ ที่ คย ใช้กัน กั เฉพาะกลุ่ม ภาษาระดับ ดั ทางการ หรือ ภาษาทางการ/ ภาษาราชการ เป็นภาษาที่ส ที่ มบูรณ์แ ณ์ บบ รูป รู ประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เน้น ความชัดเจน ตรงประเด็น ด็ ใช้ในโอกาส สำ คัญที่เ ที่ป็นทางการ เช่น หนังสือ สื ราชการ วิทยานิพนธ์ การกล่าวเปิดงานสำ คัญๆ ภาษาระดับ ดั นี้คล้ายกับ กั ภาษาระดับ ดั ทางการ แต่ลดความเป็นการเป็นงานลง บ้าง มัก มัใช้ในการประชุมกลุ่ม ที่เ ที่ ล็ก ล็ กว่า การประชุมที่ต้ ที่ต้ องใช้ภาษาระดับ ดั ทางการ เช่น ในการประชุมกลุ่มย่อย การ บรรยายในห้องเรียน มัก มัใช้ภาษาที่ ทำ ให้รู้สึ รู้ ก สึ คุ้นเคยมากกว่าภาษาในระดับ ดั ทางการ • พิธีก ธี าร • ระดับ ดั ทางการ • ระดับ ดั กึ่ง กึ่ ทางการ แบ่งออกเป็น 5 ระดับ ดั • ระดับ ดั ไม่เป็นทางการ • ระดับ ดั กัน กั เอง ภาษาระดับ ดั กัน กั เองหรือภาษาปาก เป็นภาษา พูดที่ใที่ ช้สนทนากับ กั บุคคลที่ส ที่ นิทคุ้นเคย ใช้ สถานที่ส่ ที่ส่ วนตัว ตั หรือในโอกาสที่ต้ ที่ต้ องการ ความสนุกสนานครื้นเครง อาจมีคำ มี คำตัด ตั คำ สแลง คำ ด่า คำ หยาบปะปน โดยทั่ว ทั่ไปไม่ นิยมใช้ในภาษาเขีย ขี น
โวหารภาพพจน์ 7.) นามนัย หมายถึง ประเภทของโวหารภาพพจน์ 5.) อธิพจน์ 3.) สัญลักษณ์ 1.) อุปมาโวหาร • อุป อุ มาโวหาร • อุป อุ ลัก ลั ษณ์ • สัญ สั ลัก ลั ษณ์ • บุค บุ ลาธิษ ธิ ฐาน • อติพ ติ จน์ • สัท สั พจน์ • นามนัย นั • ปรพากย์ อุป อุ มา คือ คื การเปรียรีบเทียทีบว่าว่สิ่ง สิ่ หนึ่ง นึ่ เหมือ มื นกับกั สิ่ง สิ่ หนึ่ง นึ่ โดยใช้คำ ช้ คำเชื่อ ชื่ มที่มี ที่ คมีวาม หมายเช่นช่เดียดีวกับกัคำ ว่าว่" เหมือ มื น " เช่นช่ดุจ ดุ ดั่ง ดั่ ราว ราวกับกัเปรียรีบ โวหารภาพพจน์ คือ คื กลวิธีวิ ธี การนำ เสนอสารโดยการพลิก ลิ แพลงภาษาที่ใที่ ช้พู ช้ ด พู หรือ รื เขีย ขี นให้แ ห้ ปลกออกไปจาก ภาษาตามตัว ตั อัก อั ษรทำ ให้ผู้ ห้ ผู้ อ่า อ่ นเกิด กิ ภาพในใจ เกิด กิ ความ ประทับ ทั ใจ เกิด กิ ความรู้สึรู้ ก สึ สะเทือ ทื นใจ เป็น ป็ การเปรีย รี บ เทีย ที บให้เ ห้ ห็น ห็ ภาพอย่า ย่ ง ชัด ชั เจน อติพติจน์ หรือ รื อธิพธิจน์ คือ คื โวหารที่ก ที่ ล่า ล่ วเกินกิ ความจริงริเพื่อ พื่ สร้า ร้ งและเน้น น้ ความรู้สึรู้ ก สึ และอารมณ์ ทำ ให้ผู้ ห้ ฟัผู้ ง ฟั เกิดกิความรู้สึรู้ ก สึ ที่ลึ ที่ ก ลึ ซึ้ง ซึ้ นามนัย นั คือ คื การใช้คำ ช้ คำหรือ รื วลีซึ่ ลี ง ซึ่ บ่ง บ่ ลัก ลั ษณะหรือ รื คุณ คุ สมบัติบั ขติองสิ่ง สิ่ ใดสิ่ง สิ่ หนึ่ง นึ่ แทนอีก อี สิ่ง สิ่ หนึ่ง นึ่ คล้า ล้ ยๆ สัญ สั ลัก ลั ษณ์ แต่ ต่า ต่ งกันกั ตรงที่ นามนัย นั นั้นนั้ จะดึง ดึ เอาลัก ลั ษณะ บางส่ว ส่ นของสิ่ง สิ่ หนึ่ง นึ่ มากล่า ล่ วให้ห ห้ มายถึง ถึ ส่ว ส่ นทั้ง ทั้ หมด สัญ สั ลัก ลั ษณ์ เป็น ป็ การเรีย รี กชื่อ ชื่ สิ่ง สิ่ ๆ หนึ่ง นึ่ โดยใช้คำ ช้ คำอื่น อื่ มาแทน ไม่เ ม่ รีย รี ก ตรงๆ ส่ว ส่ นใหญ่คำ ญ่ คำที่นำ ที่ นำมาแทนจะ เป็น ป็ คำ ที่เ ที่ กิดกิจากการเปรีย รี บเทีย ที บ และตีค ตี วาม ซึ่ง ซึ่ ใช้กั ช้ นกั มานานจนเป็น ป็ ที่เ ที่ ข้า ข้ใจและรู้จัรู้ ก จั กันกั โดยทั่ว ทั่ ไป 2.) อุปลักษณ์ อุปลักษณ์ ก็คล้ายกับอุปมาโวหารคือ เป็นการเปรียบเทียบเหมือนกัน แต่ เป็นการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่ง หนึ่ง การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่ง หนึ่ง 4.) บุคลาธิษฐาน บุค บุ ลาธิษธิฐาน หรือ รื บุค บุ คลวัตวั บุค บุ คลสมมติ คือ คื การกล่า ล่ วถึง ถึ สิ่ง สิ่ ต่า ต่ งๆ ที่ไที่ ม่มี ม่ ชี มี วิ ชี ตวิ โดยให้สิ่ ห้ ง สิ่ ต่า ต่ งๆเหล่า ล่ นี้ แสดงกิริกิยริาอาการและความรู้สึรู้ ก สึได้ เหมือ มื นมนุษ นุ ย์ 6.) สัทพจน์ สัท สั พจน์ หมายถึง ถึ ภาพพจน์ที่ น์ เ ที่ ลีย ลี นเสีย สี ง ธรรมชาติ เช่น ช่ เสีย สี งดนตรี เสีย สี งสัตสั ว์ เสีย สี งคลื่น ลื่ เสีย สี งลม เสีย สี งฝนตก เสีย สี งน้ำ ไหล 8.) ปรพากย์ ปฏิพฏิากย์ หรือ รื ปรพากย์ คือ คื การใช้ถ้ ช้ อ ถ้ ยคำ ที่มี ที่ ค มี วามหมายตรงกันกั ข้า ข้ มหรือ รื ขัด ขั แย้ง ย้ กันกั มากล่า ล่ ว อย่า ย่ งกลมกลืน ลื กันกั เพื่อ พื่ เพิ่ม พิ่ ความ หมายให้มี ห้ น้ำ มี น้ำหนัก นั มากยิ่ง ยิ่ ขึ้น ขึ้
วาระที่ที่ ที่ ที่ 1 เรื่รื่ รื่ อรื่ องที่ที่ ที่ปที่ ระธานแจ้จ้ จ้ ง จ้ งให้ห้ ห้ ท ห้ ทราบ ระเบีบี บียบี บวาระการ 5 ประชุชุชุ ม ชุ มคืคื คื อคื อ... วาระที่ที่ ที่ ที่ 4 เรื่รื่ รื่ อรื่ องดสนอให้ห้ ห้ห้ ที่ที่ ที่ปที่ ระชุชุชุ ม ชุ มพิพิ พิ จพิ จารณา วาระที่ที่ ที่ ที่ 2 เรื่รื่ รื่ อรื่ องรัรั รั บรั บรองรายงานการ ประชุชุชุ ม ชุ มครั้รั้ รั้ งรั้ งที่ที่ ที่แที่ ล้ล้ ล้ ว ล้ ว วาระที่ที่ ที่ ที่ 3 เรื่รื่ รื่ อรื่ องสืสื สื บสื บเนื่นื่ นื่ อนื่ อง วาระที่ที่ ที่ ที่ 5 เรื่รื่ รื่ อรื่ องอื่อื่ อื่ นอื่ นๆ วาระนี้เป็นวาระที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ อาจ แจ้งถึงความจำ เป็นหรือเหตุผลในการประชุม มีเรื่อง ด่วนที่จะแจ้งให้ทราบ หรือแนะนำ สมาชิกใหม่ เป็นต้น ซึ่งประธานจะต้องเตรียมไว้ ระเบียบวาระ เป็นเอกสารที่มีความสำ คัญ ที่จะนำ เสนอเรื่องที่ มีความสำ คัญต่าง ๆ ให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมใน แต่ละโอกาสได้ทราบถึงประเด็นที่สำ คัญ ซึ่งจะ นำ มาอภิปรายในการประชุมครั้งนั้นๆ นอกจาก นี้แล้ว ระเบียบวาระการประชุม ยังช่วยให้ผู้ที่ เข้าประชุมสามารถเตรียมตัวในส่วนของเนื้อหา หัวข้อ คำ ถาม คำ ตอบ และข้อมูลสนับสนุนที่มี ความเกี่ยวข้องในแต่ละครั้งของการประชุมได้ อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ประธานต้องเตรียมรายงานการประชุมครั้งที่แล้วไว้ ให้เรียบร้อย โดยจะให้ไปอ่านล่วงหน้าหรือนำ มา แจกในที่ประชุม เพื่อให้ที่ประชุมรับรอง เรื่องที่เสนอให้ที่ประชุมทราบดี บางแห่งใช้คำ ว่า เรื่องสืบเนื่อง คือสืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่แล้ว เป็นการ รายงานผลการปฏิบัติงาที่ได้รับมอบหมายในการประชุมครั้งก่อน ๆ แต่กาคำ ว่า เรื่อง สืบเนื่องอาจทำ ให้เกิดความผิดพลาด โมีการนำ เรื่องที่เลื่อนจากการพิจารณาครั้งก่อนมา พิจารณาและลงมติในระเบียบวาระนี้ เป็นเรื่องด่วนที่ไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้า ไม่ ได้บรรจุไว้ในระเบียบที่ 4 เรื่องเสนอที่พิจารณาเป็นวัตถุประสงค์ หลักของการประชุมแต่ละครั้งซึ่งเป็น เรื่องที่ต้องอภิปรายซักถาม อาจมีเรื่อง ต้องพิจารณามากกว่า 1 เรื่องก็ได้ ประธานหรือเลขานุการประชุมจะมีหน้าที่ ประสานงานกับฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องว่า เรื่องอะไรบ้างที่จะนำ เสนอและพิจารณา ในครั้งนี้เพื่อจะได้บรรจุลงในวาระนี้ 5. 1. 4. 2. 3. :: การประชุม
การอธิบ ธิ าย บรรยาย-พรรณนา การอธิบ ธิ าย บรรยาย-พรรณนา ตัตั ตั ว ตั วอย่ย่ ย่ า ย่ างการอธิธิธิ บ ธิ บาย ตัตั ตั ว ตั วอย่ย่ ย่ า ย่ างการพรรณนา ตัตั ตั ว ตั วอย่ย่ ย่ า ย่ างการบรรยาย การอธิธิธิ บ ธิ บาย การค้น ค้ พบบางอย่าย่งในทางวิท วิ ยาศาสตร์ก ร์ าร แพทย์แ ย์ ละจิต จิ วิท วิ ยาทางตะวัน วั ตกได้ใด้ ห้ห ห้ ลัก ลั ฐาน สอดคล้อ ล้ งกับ กั ความเชื่อ ชื่ ทางพุท พุ ธศาสนาว่าว่ด้ว ด้ ย ชีวิ ชี ต วิในชาติปติ างก่อก่นตัว ตั อย่าย่งผู้หผู้ ญิง ญิ ถูก ถู สะกดจิต จิ รายหนึ่งนึ่ ได้เ ด้ ล่าล่ย้อ ย้ นความทรงจำ ของเธอในหลาย ร้อ ร้ ยปีว่ ปี าว่เธอเคยเป็น ป็ แม่บ้ม่า บ้ นอยู่ใ ยู่ นฝรั่งรั่เศสมา ก่อก่น สมศรีเ รีป็น ป็ สาวงามรูป รู ร่าร่งดี ผมดำ ยาว ผิว ผิ ขาว ละเอีย อี ดหน้า น้ เรีย รี ว ตาโต จมูก มู โด่งด่แขนเล็ก ล็ ขายาวเรีย รี ว การทำ ให้บุ ห้ ค บุ คลอื่น อื่ เข้าใจเรื่อ รื่ งราว ต่าต่งๆ ทั้ง ทั้ ความจริง ริ ความสัม สั พัน พั ธ์ สิ่ง สิ่ ที่ เกิด กิขึ้น ขึ้ ตามธรรมชาติ สิ่ง สิ่ ต่าต่งๆ ที่ มนุษ นุ ย์ส ย์ ร้า ร้ งขึ้น ขึ้ วัน วั นั้น นั้ ฉัน ฉั ตื่น ตื่ นอนแต่เ ต่ ช้า ช้ เพื่อ พื่ นรีบ รี เดิน ดิ ทางจากบ้า บ้ นมาที่มที่หาวิท วิ ยาลัย ลั เพีย พี ง เพื่อ พื่ จะถูก ถู ต้อ ต้ งให้เ ห้ข้าแถวจับ จั มัด มั จุก จุ ผม แต่ง ต่ หน้า น้ให้เ ห้ ลอะเทอะเอาป้า ป้ ยข้อ ความตลกๆมาแขวนคอหลอดสุ่ม สุ่ เตี้ย ตี้ ๆที่ต้ที่อ ต้ งให้ก ห้ ารคลานเป็น ป็ หลัก ลั ฉัน ฉั คิด คิ ผิด ผิ หรือ รื เปล่า ล่ ที่มที่างานรับ รั น้อ น้ งใหม่ ครั้ง รั้ นี้เ นี้ ด็ก ด็ เรีย รี นอย่า ย่ งฉัน ฉั ไม่เ ม่ คยเห็น ห็ ด้ว ด้ ย โดยเฉพาะอย่า ย่ งยิ่ง ยิ่ การวาร์ปร์ น้อ น้ งซึ่งซึ่ฉัน ฉั เห็น ห็ ว่า ว่ ไม่มี ม่ ปมี ระโยชน์อ น์ ะไรเลย นอกจากความเบื่อ บื่ หน่า น่ ยและอาจถึง ถึ ขั้น ขั้ โกรธเคือ คื งระหว่า ว่ งรุ่น รุ่ พี่กัพี่บ กั รุ่น รุ่ น้อ น้ ง การเขียนบรรยาย คือ คื การเล่าล่เรื่อ รื่ ง กล่าล่วถึง ถึ เหตุก ตุ ารณ์ที่ ณ์ ต่ที่อต่เนื่อ นื่ งกัน กั โดยชี้ ให้เ ห้ ห็น ห็ ฉาก สถานที่ เวลาเหตุก ตุ ารณ์ สาเหตุที่ ตุ ก่ที่อก่ ให้เ ห้ กิด กิ สภาพแวดล้อ ล้ ม บุค บุ คลที่เที่กี่ยกี่วข้องตลอดจนผลที่เที่กิด กิ จากเหตุก ตุ ารณ์นั้ ณ์ น นั้ ๆ เนื้อ นื้ หาที่เที่ขียน บรรยายอาจมาจากเรื่อ รื่ งจริง ริ การบรรยาย การพรรณนา ลีล ลี าในการเขียนรูป รู แบบหนึ่งนึ่เน้น น้ การ เขีย ขี นอย่าย่งละเอีย อี ดโดยใช้สำ ช้ สำนวน โวหารที่ไที่พเราะ เพื่อ พื่ให้ผู้ ห้ อ่ผู้ าอ่น จิน จิ ตนาการภาพได้
คำคำ คำคำ คำคำไวพจน์น์ น์น์ ประเภทของคำ ไวพจน์ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท โดยต้องสังเกต บริบ ริ ทการใช้คำ ๆ นั้นควบคู่ไป ด้วย ดังนี้ ประเภทของคำ ไวพจน์ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท โดยต้องสังเกต บริบ ริ ทการใช้คำ ๆ นั้นควบคู่ไป ด้วย ดังนี้ หมายถึง คำ ที่เขียนเหมือนกัน แต่อาจจะออกเสียงต่างกัน ความหมายต่างกัน ตัวอย่าง คำ ว่า "เพลา" สามารถอ่านได้ 2 แบบ ได้แก่ - เพลา : แกนสำ หรับรัสอดดุม เกวียน - เพ-ลา : กาล, เวลา, คราว หมายถึง คำ ที่เขียนเหมือนกัน แต่อาจจะออกเสียงต่างกัน ความหมายต่างกัน ตัวอย่าง คำ ว่า "เพลา" สามารถอ่านได้ 2 แบบ ได้แก่ - เพลา : แกนสำ หรับรัสอดดุม เกวียน - เพ-ลา : กาล, เวลา, คราว 1.) คำคำ คำคำ คำคำพ้พ้ พ้พ้ องรูรู รูรู ป 2.) คำคำ คำคำ คำคำพ้พ้ พ้พ้ องเสีสีสีสี ยง หมายถึง คำ ที่ออกเสียงเหมือน กัน แต่เขียนต่างกัน ความ หมายต่างกัน ตัวอย่าง - คำ ว่า "อิฐ" อ่านว่า อิด หมาย ถึง ดินเผาสำ หรับรัก่อสร้าร้ง - คำ ว่า "อิด" อ่านว่า อิด หมาย ถึง เหนื่อยใจ, อ่อนใจ หมายถึง คำ ที่ออกเสียงเหมือน กัน แต่เขียนต่างกัน ความ หมายต่างกัน ตัวอย่าง - คำ ว่า "อิฐ" อ่านว่า อิด หมาย ถึง ดินเผาสำ หรับรัก่อสร้าร้ง - คำ ว่า "อิด" อ่านว่า อิด หมาย ถึง เหนื่อยใจ, อ่อนใจ 3.) คำคำ คำคำ คำคำพ้พ้ พ้พ้ องความหมาย หมายถึง คำ ที่ความหมาย เหมือนกัน แต่เขียนต่างกัน ออกเสียงต่างกัน ตัวอย่าง คำ ว่า "พระอาทิตย์" มีหลายคำ ที่มีความหมายสื่อถึง พระอาทิตย์ เช่น - ตะวัน - สุริยริา หมายถึง คำ ที่ความหมาย เหมือนกัน แต่เขียนต่างกัน ออกเสียงต่างกัน ตัวอย่าง คำ ว่า "พระอาทิตย์" มีหลายคำ ที่มีความหมายสื่อถึง พระอาทิตย์ เช่น - ตะวัน - สุริยริา
คำ ราชาศัพท์ หมายความว่า ศัพท์หลวง ศัพท์ ราชการ และหมาย รวมถึงคำ สุภาพซึ่ง นำ มาใช้ให้ถูกต้อง ตามชั้นหรือฐานะ ของบุคคล บุคคลผู้ ที่พูดต้องใช้ ราชาศัพท์ด้วย จำ แนกเป็น 5 ประเภท คือ 1.) พระมหากษัตริย์ 2.) พระบรมวงศานุว นุ งศ์ 3.) พระสงฆ์ 4.) ข้าราชการชั้นสูงหรือ ขุนนาง 5.) สุภาพชนทั่วไป คำ ราชาศัพท์แบ่งได้ 6 หมวด คือ 1.) หมวดร่างกาย 2.) หมวดเครือญาติ 3.) หมวดเครื่องใช้ 4.) หมวดกริยา 5.) หมวดสรรพนาม 6.) หมวดคำ ที่ใช้กับพระสงฆ์ ข้อสังเกต เกี่ยวกับการใช้คำ ราชาศัพท์ 1.) ใช้คำ “พระบรม” หรือ “พระบรมราช” นำ หน้าน้คำ นามที่ สำ คัญ ซึ่งสมควรจะเชิดชูให้ เป็นเกียรติ 2.) ใช้คำ “พระราช” นำ หน้าน้คำ นามที่ใช้เฉพาะพระมหา กษัตริย์ซึ่งต้องการกล่าวไม่ให้ ปนกับพระบรมวงศานุวนุงศ์ 3.) ใช้คำ “พระ” นำ หน้าน้คำ นาม ทั่วไปเพื่อให้แตกต่างจาก สามัญชน 4.) ใช้คำ “พระ” นำ หน้าน้คำ นาม ทั่วไปเพื่อให้แตกต่างจาก สามัญชน
ย่อหน้ าคำ นำ ห ลั ก ก า ร เ รี ย ง ค ว า ม หมายถึ ง เ นื้ อ เรื่ อ ง คว ามสำ คัญข อ ง เรียงคว าม กา รนำ มาแต่ง เ รื่อรื่ง เพื่อ ใช้เป็นข้อเขียนที่แสดง คว ามคิด คว ามรู้คว า รู้สึก และคว ามคิดเห็น และข้อ เสนอแนะต่า ง ๆ ของผู้ เขียนถ่ายทอดสู่ผู้ฟัง กา ร เขียนเ รียรีงคว ามมีคว ามจำ เป็นและ สำ คัญคัอย่า งยิ่ง ในกา ร เ รียรีนภาษาไทย เพร าะผู้เขียนเ รียรีงคว าม นอกจ ากจ ะต้องค้นคว้ าด้านคว ามรู้ คว ามเข้าใ จ ในเนื้อหาที่เขียนแล้ว ผู้ เขียนยังยัต้องแสดงคว ามรู้ คว ามคิดเห็น คว ามรู้สึกของตนเองลง ไ ว้ ในข้อเขียน นั้น ๆ ร วมไปถึงถึกา ร ใช้ภาษาให้ถูกต้อง สละสลวยน่าอ่าน ได้สา ร ะชัดชัเ จน เป็นกา รแสดงออกถึงถึ ปัญญาของผู้ เขียนอีกอีด้วย 2 .) ส่วนเป็นเนื้อเ รื่อรื่ง ส่วนเนื้อเ รื่อรื่ง จ ะเป็นส่วนที่ขยาย คว าม ให้ร ายละเอียอีดตร งตามจุด ปร ะสงค์หรือรื ปร ะเด็นหลักลัของ เ รื่อรื่ง ส่วนเนื้อเ รื่อรื่ง จ ะเป็นส่วนที่มีเนื้อหา มากที่สุด ส่วนเนื้อเ รื่อรื่งปร ะกอบด้วย หลายย่อหน้า แต่ละย่อหน้า จ ะ ขยายคว ามของ เ รื่อรื่งตามแนวคิดที่ ตั้งตั้ ไ ว้ มีทั้งทั้เนื้อหาของ เ รื่อรื่งที่ให้ คว ามรู้ กา รแสดงคว ามคิดเห็นคว าม รู้สึกของผู้เขียน พร้อมตัวตัอย่า ง ปร ะกอบข้อคว ามให้เด่นชัดชัยิ่งขึ้น มี กา ร ใช้สำ นวนโ วหา ร และถ้อยคำ ที่ ไพเ ร าะ เลือกสรแล้วนำ มาใช้ในกา ร เขียน ต้อง เขียนตามโคร ง เ รื่อรื่งที่ตั้งตั้ ไ ว้ ให้มีเนื้อหาต่อเนื่องสอดคล้องกันกั 1.) ส่วนที่เป็นคำ นำ เนื้อคว ามส่วนที่เป็นคำ นำ เป็นกา ร เปิดเ รื่อรื่ง อา จ เป็นกา รอธิบายคว ามหมายของชื่อชื่เ รื่อรื่ง กล่า วถึงถึคว าม สำ คัญคัและขอบเขตของ เ รื่อรื่งที่จ ะเขียนหรือรืข้อคว ามที่ ก่อให้เกิดคว ามสนใ จ ต้องกา รอ่านเนื้อเ รื่อรื่ง ให้มาก ที่สุด ย่อหน้ าสรุป 3 .) ส่วนที่เป็นกา รสรุปเ รื่อรื่ง เป็นส่วนที่สรุป เนื้อหาสำ คัญคัของ เ รื่อรื่งคว รมีเพียงย่อหน้าเดียว เป็นกา รกล่า วย้ำ ปร ะเด็นสำ คัญคัย้ำ จุดปร ะสงค์ หรือรืคว ามคิดหลักลัของ เ รื่อรื่ง อา จมีกา รทิ้งท้าย ฝากข้อคิด ข้อย้ำ เตือน หรือรืคติสอนใ จ ตลอด จนคว ามปร ะทับทั ใ จ ให้แก่ผู้อ่าน
ชนินิ นินิ ดของคำคำ คำคำ คำคำภาษาไทย ชื่อ-นามสกุล : เบนจามิน ชาห์ 1.) คำคำ คำคำ คำคำนาม 4.) คำคำ คำคำ คำคำวิวิเ วิวิศษณ์ณ์ ณ์ณ์ คือคืคำ ที่ใที่ ช้เรียรีกชื่อ ชื่ คน สัตสัว์ สิ่งสิ่ของ สถานที่ รวมทั้งทั้สิ่งสิ่ที่มี ที่ ชีมีวิชีตวิและไม่มีม่ชีมีวิชีตวิทั้งทั้ที่เ ที่ป็นรูป ธรรม และนามธรรม เช่นช่ เด็กด็พ่อ แม่ นก ช้าช้ง บ้าบ้น โรงเรียรีน ความดี ความรักรัฯลฯ • แบ่งบ่ ได้ 5 ชนิดนิคือคื 1.) สามมานยนาม เช่นช่พ่อ แม่ นก รถ ขนม 2.) วิสวิามานยนาม เช่นช่ครูสมศรี ประเทศไทย 3.) ลักลัษณะนาม เช่นช่ตัวตัด้าด้ม เม็ดม็หลังลั 4.) สมุหมุนาม เช่นช่ ฝูงฝูโขลง กอง กลุ่มลุ่คณะ 5.) อาการนาม คำ นามที่บ ที่ อกกิริกิยริาอาการ คือคืคำ ที่ทำ ที่ ทำหน้าน้ที่เ ที่ ชื่อ ชื่ มคำ กับกัคำ ประโยคกับกัประโยคข้อข้ความกับกัข้อข้ความ หรือรืความให้สห้ละสลวย • มี 5 ลักลัษณะ ดังดันี้ 1.) ใช้เชื่อ ชื่ มคำ กับกัคำ เช่นช่ฉันฉัและเธอชอบเรียรีนวิชวิาภาษาไทย 2.) ใช้เชื่อ ชื่ มข้อข้ความ เช่นช่คนเราต้อต้งการอาหาร เสื้อ สื้ ผ้าผ้ที่อ ที่ ยู่อยู่าศัยศัและยา 3.) ใช้เชื่อ ชื่ มประโยคกับกัประโยค เช่นช่น้อน้งไปโรงเรียรีนไม่ได้เพราะไม่สม่บาย 4.) เชื่อ ชื่ มความให้สห้ละสลวย เช่นช่ เขาก็เก็ป็นคนจริงริคนหนึ่ง นึ่ เหมือมืนกันกั คือคืคำ ที่ใที่ ช้ขช้ยายคำ นาม คำ สรรพนาม คำ กริยริา และคำ วิเวิศษณ์ เพื่อให้ได้คด้วามชัดชัเจน ยิ่งยิ่ขึ้น ขึ้ • แบ่งบ่ ได้ 10 ชนิดนิคือคื 1.) ลักลัษณวิเวิศษณ์ เช่นช่ชนิดนิสี ขนาด ดี ชั่วชั่ 2.) กาลวิเวิศษณ์ เช่นช่อดีตดี ปัจจุบันบัอนาคต 3.) สถานวิเวิศษณ์ เช่นช่ ใกล้ ไกล บน ล่าล่ง 4.) ประมาณวิเวิศษณ์ เช่นช่มาก น้อน้ย หลาย 5.) นิยนิมวิเวิศษณ์ เช่นช่นี่ นั่นนั่ โน่นน่นั้นนั้ โน้นน้ 6.) อนิยนิมสรรพนาม เช่นช่อะไร ทำ ไม ยังยัไง 7.) ปฤจฉาวิเวิศษณ์ เช่นช่อะไร ไหน ทำ ไม 8.) ประติชติญาวิเวิศษณ์ เช่นช่คะ ขา ครับรัจ๋าจ๋ 9.) ประติเติษธวิเวิศษณ์ เช่นช่ ไม่ ไม่ใช่ ไม่ได้ 10.) ประพันธวิเวิศษ เช่นช่ซึ่ง ซึ่ อันอัอย่าย่งที่ คือคืคำ ที่ใที่ ช้แช้ทนคำ นามที่ผู้ ที่ผู้พูผู้ พูดหรือรืผู้ เขียขีนได้กด้ล่าล่วแล้วล้หรือรืเป็นที่เ ที่ ข้าข้ ใจ กันกัระหว่าว่งผู้ฟัผู้ ฟังและผู้พูผู้ พูด เพื่อไม่ ต้อต้งกล่าล่วคำ นามซ้ำ • แบ่งบ่ ได้ 6 ชนิดนิคือคื 1.) บุรุบุ รุษสรรพนาม 2.) ประพันธสรรพนาม 3.) วิภวิาคสรรพนาม 4.) นิยนิมสรรพนาม 5.) อนิยนิมสรรพนาม 6.) ปฤจฉาสรรพนาม คือคืคำ ที่เ ที่ปล่งล่ออกมาเพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึรู้กสึของผู้พูผู้ พูด ซึ่ง ซึ่ อาจเปล่งล่ออกมา ในขณะที่ต ที่ กใจ ดีใดีจ เสียสีใจ ประหลาดใจ • แบ่งบ่ ได้ 2 จำ พวก คือคื 1.) อุทานบอกอาการ เช่นช่ โอ๊ยอ๊อ้าอ้ว ว๊าว๊ย โอย โอ๊ยอ๊ตายจริงริคุณคุพระช่วช่ย โอ้โฮ 2.) อุทานเสริมริบท เช่นช่อาบน้ำ อาบท่าท่ , ไป วัดวั ไปวา, ผ้าผ้ผ่อผ่น, เสื้อ สื้ แสง กริยริา หมายถึงถึคำ แสดงอาการ การกระทำ หรือรืบอกสภาพของคำ นามหรือรืคำ สรรพนาม เพื่อให้ได้คด้วาม เช่นช่คำ ว่าว่กินกิเดินดินั่งนั่นอน เล่นล่ จับจัเขียขีน อ่าอ่น เป็น คือคืถูกถูคล้าล้ย เป็นต้นต้ คือคืคำ ที่ทำ ที่ ทำหน้าน้ที่เ ที่ ชื่อ ชื่ มโยงคำ หนึ่ง นึ่ หรือรืกลุ่มลุ่คำ หนึ่ง นึ่ ให้สัห้มสัพันธ์กัธ์บกัคำ อื่น อื่ หรือรืกลุ่มลุ่คำ อื่น อื่ เพื่อ แสดงความหมายต่าต่ง ๆ • แบ่งบ่ ได้ 2 พวก คือคื 1.) คำ บุพบทที่เ ที่ ชื่อ ชื่ มโยงกับกับทอื่น อื่ 2.) คำ บุพบทที่ไที่ ม่เชื่อ ชื่ มโยงกับกับทอื่น อื่ ส่วส่นมากจะ อยู่ต้ยู่นต้ประโยค ใช้เป็นการทักทัทาย มักมัใช้ในคำ ประพันธ์ 7.) คำคำ คำคำ คำคำกริริย ริริ า 5.) คำคำ คำคำ คำคำบุบุพ บุบุ บท คำคำ คำคำ คำคำในภาษาไทยจำจำ จำจำ จำจำแนกได้ด้ ด้ด้7 ชนินิ นินิ ด คืคือ คืคื 6.) คำคำ คำคำ คำคำสัสัสัสั นธาน 2.) คำคำ คำคำ คำคำสรรพนาม 3.) คำคำ คำคำ คำคำอุอุท อุอุ าน
หลักการเขียน บรรณานุกรม บรรณานุกรมคือ วิธีวิก ธี ารเขียนบรรณานุกรม ที่ประกอบ หรือระบุหรือไว้ในส่วนท้าย หรือแนบท้ายหนังสือ รายงาน บทความ วิชาการ และงานวิจัย เพื่อแสดงหลัก ฐาน ความน่าเชื่อถือ และเป็นแหล่ง ข้อมูลให้ผู้อ่านรายงาน บทความ วิชาการ และงานวิจัย ได้ศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติม 1.) บรรณานุกรมหนังสือทั่วไป ชื่อ/ชื่อสกุล./(ปีที่พิมพ์)./ชื่อเรื่อง/(ครั้งที่ พิมพ์)./เมืองที่พิมพ์:/สำ นักพิมพ์หรือผู้จัด พิมพ์. 6.) บรรณานุกรมหนังสือรวมบทความ ชื่อ/ชื่อสกุล./(ปีที่พิมพ์)./ชื่อเรื่อง./ใน/ชื่อ บรรณาธิการ/(บ.ก.),/ชื่อหนังสือ/(ครั้งที่พิมพ์,/เลข หน้า)./ 4.) บรรณานุกรมวิทยานิพนธ์ ชื่อผู้แต่ง./(ปีพิมพ์)./ชื่อเรื่อง/(ปริญญานิพนธ์ มหาบัณฑิต/ปริญญานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต)./ชื่อ สถานศึกษา,/ที่ตั้ง. 01 02 03 04 2.) บรรณานุกรมรายงานวิจัย ชื่อ/ชื่อสกุล./(ปีที่พิมพ์)./ชื่องาน วิจัย/(หมายเลขประจำ รายงาน).(ถ้ามี) 3.) บรรณานุกรมวารสาร ชื่อผู้เขียนบทความ./(ปี,/วัน/เดือน)./ชื่อ บทความ./ชื่อวารสาร,/ปีที่(ฉบับที่),/เลข หน้า. วิธีวิก ธี ารเขียนบรรณานุกรม 7.) บรรณานุกรมหนังสือแปล ชื่อผู้เขียนเดิม./(ปีที่พิมพ์)./ชื่อเรื่อง[ชื่อเรื่องเดิม]/(ครั้งที่ พิมพ์)/(ชื่อผู้แปล)./เมืองที่พิมพ์:/ สำ นักพิมพ์,(ต้นฉบับพิมพ์พ.ศ. หรือ ค.ศ.) วิธีวิก ธี ารเขียนบรรณานุกรม 5.) บรรณานุกรมจากหนังสือพิมพ์ ชื่อ/ชื่อสกุล./(ปีพิมพ์,/วันที่/เดือน)./ชื่อบทความ หรือชื่อหัวข้อในคอลัมน์./ชื่อหนังสือพิมพ์./ หน้าที่ตีพิมพ์.
การจับใจความ สำ คัญ การอ่านโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ เก็บสาระสำ คัญ ความรู้ข้อมูล ที่ น่าสนใจ และแนวความคิด หรือทัศนะของผู้เขียนของเรื่อง ที่อ่าน เป็นการอ่านเพื่อความรู้ เป็นสิ่งจำ เป็นเพราะผู้อ่าน สามารถจับใจความสำ คัญ ของเรื่องได้จะทำ ให้เข้าใจ เรื่องได้อย่างรวดเร็ว ความหมาย ความสำ คัญ ลักษณะของใจความสำ คัญ 1.) เป็นข้อความที่ทำ หน้าที่คลุม ใจความข้อความอื่นๆในตอน นั้นๆได้หมด ลักษณะของใจความสำ คัญ 3.) ส่วนมากมีลักษณะเป็น ประโยคอาจจะเป็นประโยค เดียวหรือประโยคซ้อนแต่ใน บางกรณีใจความสำ คัญอาจไม่ ปรากฏเป็นประโยค ลักษณะของใจความสำ คัญ 4.) ใจความสำ คัญที่มีลักษณะ เป็นประโยคส่วนมากจะปรากฏ อยู่ต้นข้อความ ลักษณะของใจความสำ คัญ 2.)ข้อความหนึ่งๆหรือย่อหน้า หนึ่งๆส่วนมากจะมีเพียงประการ เดียว
ความหมาย โดยนัย-โดยตรง คว ามหมาย โดยตร งคือ. .ตัวอย่า งคว ามหมายโดยตร ง คือ คำ ที่มีคว ามหมายอย่า งตร ง ไปตร งมาตามตัวหนังสือ ตร งตาม เนื้อคว ามหรือคว ามหมายที่ปร ากฏ ในพจนานุกรม เป็นคำ ที่ใ ช้ทั่ว ๆ ไปทั้งกา รพูดและกา ร เ ขียน เมื่อฟังหรืออ่านแล้ว เ ข้ า ใ จ ได้ทันทีไม่ต้องแปลคว ามหรือตีคว ามเ ช่น 1.) ดา ว มีคว ามหมายโดยตร งว่ า สิ่งที่เห็นเป็นดว งมีแสง ร ะยิบร ะยับในท้องฟ้า เ วลามืด นอกจ ากดว ง จันทร์และดว งอาทิตย์2 .) กล้วย มีคว ามหมายโดยตร ง ว่ าเป็นผลไม้ ตัวอย่า งคว ามหมายโดยนัย 1.) ง านชิ้นนี้เป็นง านกล้วยๆสำ หรับฉัน (คำ ว่ า “กล้วย” ในที่นี้มีคว ามหมายโดยนัยว่ า ง่ ายมาก) 2 .) เด็กคนนี้เป็นเด็กหัวอ่อนจึ งถูกชักจู ง จ ากเพื่อนคนอื่นได้โดยง่ าย(คำ ว่ า “หัวอ่อน” ในที่นี้มีคว ามหมายโดยนัยว่ า ว่ า ง่ ายสอนง่ าย)คว ามหมายโดยนัยคือ. .หมายถึง คว ามหมายของคำ หรือข้อคว าม ในแง่มุมอื่น ๆ ที่มิใ ช่คว ามหมายหลักหรือคว ามหมายที่รู้กันโดยทั่ว ไป เ รียกอีกอย่า งหนึ่ง ว่ า"คว ามหมายแฝง " นั่นเอง
การอนุม นุ าน ความหมาย เป็นการคาดคะเนตามหลักลั เหตุผล ที่แบ่งออกเป็นแบบ หลักลัๆ 3 อย่างคือ • การอนุมานแบบนิรนัยนั • การอนุมานแบบอุปนัยนั • การอนุมานเชิงสถิติ การอนุมาน เชิงสถิติ การอนุมานที่ ไม่ถูกต้อง... การอนุมานอย่างไม่ถูกต้อต้ง เรียกว่าเหตุผลวิบัติบัตินักนั ปรัชรัญา ที่ศึกษาตรรกศาสตร์เร์ชิงอรูป นัยนั ได้รด้วบรวมเหตุผลวิบัติบัติไว้ เป็นจำ นวนมาก และนักนั จิตวิทยาเชิงประชาน ก็ได้ แสดงหลักลัฐานว่ามนุษย์มีย์ มี ความเอนเอียงทางประชาน มากมาย ที่นำ ไปสู่การอนุมาน ที่ไม่ถูกต้อต้ง การอนุมานเชิงสถิติ เป็นการสรุปผลหรือนัยนัทั่วทั่ไป จากข้อข้มูลตัวตัอย่างทางสถิติ โดยมีระดับดัความไม่แน่นอนใน ระดับดัหนึ่ง ซึ่งอาจมองได้ว่ด้ว่า เป็นนัยนัทั่วทั่ไปของการอนุมาน แบบอื่น การอนุมาน แบบนิรนัย การอนุมานแบบนิรนัยนั เป็นการสรุปผลจากข้อข้ตั้งตั้หรือ ข้อข้อ้าอ้งที่เป็นจริงหรือสมมุติว่า จริง โดยเหตุผล โดยหลักลัทาง ตรรกศาสตร์ หรือเป็นการสรุป ผลว่าเป็นจริง อาศัยศั ประพจน์ หรือการประเมินที่เป็นจริง การอนุมานแบบอุปนัยนั เป็นการสรุปนัยนัทั่วทั่ไปจาก ข้อข้มูลที่สังสัเกตได้ หรือจาก สัจสัพจน์ การอนุมาน แบบอุปนัย
การทับศัพท์คือ... คำ ทับศัพท์ดูยังไง? ตัวอย่างคำ ทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้กันบ่อยๆ ผลดีของการมช้คำ ทับศัพท์ คือ การถอดอักษร หรือแปลงข้อความจาก ระบบการเขียนหรือภาษาหนึ่งไปสู่อีกระบบ หนึ่งอย่างมีหลักการเพื่อให้สามารถเขียนคำ ในภาษาต่างประเทศด้วยภาษาและอักษรใน ภาษานั้นๆได้สะดวก • ถอดอักษรในภาษาเดิมพอควรแก่การแสดง ที่มาของรูปศัพท์ • เขียนในรูปที่อ่านได้สะดวกในภาษาไทย คำ ทับศัพท์ที่ใช้มานานให้ใช้แบบเดิม เช่น เชิ้ต ก๊าซ แก๊ส • ถ้าตัว T อยู่หน้าคำ แทน ตัว “ท” ถ้าตัว T อยู่ท้ายคำ แทน ตัว “ต” • ถ้าตัว P อยู่หน้าคำ แทน ตัว “พ” ถ้าตัว P อยู่ท้ายคำ แทน ตัว “ป” Acrylic = อะคริลิก Action = แอ็กชัน Album = อัลบั้ม Alcohol = แอลกอฮอล์ Animation = แอนิเมชัน Apartment = อะพาร์ตเมนต์ Apple = แอปเปิล Application = แอปพลิเคชัน Built-in = บิวท์อิน ความรู้อยู่ก่อนว่า ศัพท์ภาษาอังกฤษที่เราใช้วิธีทับ ศัพท์ มีความหมายอย่างไร การทับศัพท์ย่อมไม่ ช่วยให้เกิดความเข้าใจใดๆขึ้นมาได้เลย แต่สำ หรับ ผู้ที่ทราบความหมายของศัพท์คำ นั้นอยู่แล้วการ ทับศัพท์ย่อมไม่เป็นปัญหาในเรื่องความเข้าใจ และ อาจดีกว่าการใช้คำ บาลีและสันสกฤตที่คนส่วน ใหญ่ ไม่คั่นด้วยซ้ำ การทัทั ทั บ ทั บศัศั ศัศั พย์ย์ ย์ย์ Ballet = บัลเลต์ Bank = แบงก์ Battery = แบตเตอรี่ Block = บล็อก Bowling = โบว์ลิง Boxer = บ๊อกเซอร์ Brake = เบรก Broccoli = บรอกโคลี Browser = เบราว์เซอร์
คุณค่าทาง วรรณคดี 3.) คุณค่าด้ 2.) คุณค่าด้า ด้ นเนื้อหา านสัง สั คม คุณค่าที่ได้จากการ อ่านวรรณคดีคดี ื อ... 1.) คุณค่าด้านวรรณศิลป์ 4.) คุณค่าการนำ ไปใช้ในชีวิตวิ ประจำ วันวั คุณค่าที่ได้จากการอ่านวรรณคดีคืดี อ คื คุณค่า ด้านอารมณ์ สร้างความ บันบัเทิงใจ และ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ดังดันี้ 1.) คุณค่าด้านวรรณศิลป์ 2.) คุณค่าด้านเนื้อหา 3.) คุณค่าด้านสังสัคม 4.) คุณค่าการนำ ไปใช้ในชีวิตวิ ประจำ วันวั คุณค่าด้านวรรณศิลป์ คือ คื ความสละสลวยของ ภาษากวี ซึ่งส่งผลต่ออารมณ์ของผู้อ่าน หรือ รื กล่าวได้ว่า ทำ ให้ผู้ห้ ผู้อ่านเกิดกิความสะเทือน อารมณ์ เพราะตัวตัอักอัษรได้เกาะกินกิ ใจผู้อ่าน จนเกิดกิจินจิตนาการตามบทประพันพัธ์ และมีความ รู้สึกร่วมในที่สุด คุณค่าทางเนื้อหา คือ คื สาระที่ผู้อ่านได้ รับ รั จะเป็นความรู้ หรือ รื ข้อคิด คิ ก็ไก็ ด้ การนำ ไปปรับ รั ใช้ชีวิต วิ ประจำ วัน วั คือ คื ผู้ อ่านสามารถนำ ความรู้ แนวคิด คิ หรือ รื บท สอนต่างๆ จากวรรณกรรม ไปปรับ รั ใช้ ในการดำ เนินชีวิต วิ ได้จริง ริ คุณค่าด้านสัง สั คม เพราะวรรณ วรรณกรรมต่างๆ เป็นเครื่อรื่งสะท้อ ท้ น ความเป็นไปทางสัง สั คม วรรณกรรมที่ดี จึง จึ ต้องช่วยจรรโลงสัง สั คมได้ โดยสร้าง ความเข้าใจอัน อั ดีร ดี ะหว่างผู้คนในสัง สั คม เดียดี วกัน กั เพื่อให้เกิด กิ ความสงบสุข
คำคำคำคำเชื่ ชื่อม 2.) คำ เชื่อมที่เชื่อมใจความขัดแย้ง กัน ได้แก่คำ ว่า “แต่ แต่ทว่า ถึง...ก็ แม้...ก็” ตัวอย่างเช่น - พี่ดูการ์ตูนแต่น้องดูภาพยนตร์ - ถึงเขาจะยากจนแต่เขาก็มีความสุข - ณิชาจะกินผักแต่แพรวจะกินผลไม้ 2.) คำ เชื่อมที่เชื่อมใจความขัดแย้ง กัน ได้แก่คำ ว่า “แต่ แต่ทว่า ถึง...ก็ แม้...ก็” ตัวอย่างเช่น - พี่ดูการ์ตูนแต่น้องดูภาพยนตร์ - ถึงเขาจะยากจนแต่เขาก็มีความสุข - ณิชาจะกินผักแต่แพรวจะกินผลไม้ คำคำคำคำเชื่ชื่ ชื่ อ ชื่ อมคืคื คื อ คื อ... 1.) คำ เชื่อมที่เชื่อมใจความคล้อยตาม กัน ได้แก่ คำ ว่า “กับ และ ก็ เมื่อ...ก็พอ...ก็” ตัวอย่างเช่น - พอแม่กลับถึงบ้านก็ไปอาบน้ำ ทันที - พ่อและแม่เดินทางไปเที่ยว เชียงราย 1.) คำ เชื่อมที่เชื่อมใจความคล้อยตาม กัน ได้แก่ คำ ว่า “กับ และ ก็ เมื่อ...ก็พอ...ก็” ตัวอย่างเช่น - พอแม่กลับถึงบ้านก็ไปอาบน้ำ ทันที - พ่อและแม่เดินทางไปเที่ยว เชียงราย 4.) คำ เชื่อมที่เชื่อมใจความเป็นเหตุ เป็นผลกัน ได้แก่คำ ว่า “ดังนั้น เพราะฉะนั้น เพราะ...จึง ดังนั้น ดังนั้น...จึง จึง ด้วย เหตุเพราะ ฉะนั้น ตัวอย่างเช่น - มานะเป็นคนดีดังนั้นเพื่อนจึงรักเขา - เขาเกียจคร้านจึงสอบตก 4.) คำ เชื่อมที่เชื่อมใจความเป็นเหตุ เป็นผลกัน ได้แก่คำ ว่า “ดังนั้น เพราะฉะนั้น เพราะ...จึง ดังนั้น ดังนั้น...จึง จึง ด้วย เหตุเพราะ ฉะนั้น ตัวอย่างเช่น - มานะเป็นคนดีดังนั้นเพื่อนจึงรักเขา - เขาเกียจคร้านจึงสอบตก 3.) คำ เชื่อมที่เชื่อมใจความให้เลือก อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่คำ ว่า หรือ มิฉะนั้น ไม่เช่นนั้น ตัวอย่างเช่น - พี่จะกินผักหรือเธอจะไปกินผลไม้ - เธอจะดูโทรทัศน์หรือจะฟังฉันพูด - น้องจะกินข้าวหรือจะดูการ์ตูน 3.) คำ เชื่อมที่เชื่อมใจความให้เลือก อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่คำ ว่า หรือ มิฉะนั้น ไม่เช่นนั้น ตัวอย่างเช่น - พี่จะกินผักหรือเธอจะไปกินผลไม้ - เธอจะดูโทรทัศน์หรือจะฟังฉันพูด - น้องจะกินข้าวหรือจะดูการ์ตูน คำ เชื่อม คือ คำ ที่ใช้เชื่อมคำ วลี ประโยค หรือข้อความเข้าด้วยกัน ให้ ติดต่อเป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อให้มี ใจความสมบูรณ์และสละสลวยมาก ขึ้น ชนิดของคำ เชื่อม คำ เชื่อมมีทั้งหมด 4 ชนิด คำ เชื่อม คือ คำ ที่ใช้เชื่อมคำ วลี ประโยค หรือข้อความเข้าด้วยกัน ให้ ติดต่อเป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อให้มี ใจความสมบูรณ์และสละสลวยมาก ขึ้น ชนิดของคำ เชื่อม คำ เชื่อมมีทั้งหมด 4 ชนิด
การแสดง ทรรศนะ โครงสร้างของการแสดงทรรศนะ. ประเภทของทรรศนะ วิธีใช้ภาษาในการแสดงทรรศนะ การประเมินค่าทรรศนะ การแสดงทรรศนะ หมายถึง การแสดงความคิดเห็นที่ ประกอบด้วยเหตุผล 1.) ทรรศนะเกี่ยวกับข้อเท็จจริง คือ ทัศนะที่เกี่ยว กับเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง 2.) ทัศนะที่เกี่ยวกับคุณค่า คือ เป็นทัศนะที่ ประเมินค่าสิ่งใดดี สิ่งใดด้อย สิ่งใดเป็นประโยชน์ หรือโทษ 3.) ทัศนะเกี่ยวกับนโยบาย คือ เป็นทัศนะที่ชี้บ่ง โดยเสนอแนะว่าควรทำ ยังไงต่อไปในอนาคต 1.) ประโยชน์และลักษณะสร้างสรรค์ คือ ลักษณะ ที่ดีควรก่อให้เกิดประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็คง สิ่งที่ดีงามของสังคมไว้ 2.) ความสมเหตุสมผล คือ ทัศนะที่ดีจะต้องมีข้อ สนับสนุนที่มีน้ำ หนักพอที่จะทำ ให้ข้อสรุปน่าเชื่อถือ 3.) ความเหมาะสมกับผู้รับสารและกาลเทศะ คือ ในการพิจารณาการแสดงทัศนะจะต้องพิจารณา ด้วยว่าทัศนะนั้นแสดงถึงผู้ใดในโอกาสใด เพื่อ ประเมินว่าเหมาะสมหรือไม่ 1.) ใช้บุรุษสรรพนามที่ 1 หรือคำ นามที่ประกอบกับคำ กริยาหรือ กริยาวลีที่ชี้ชัดว่าเป็นการแสดงทรรศนะ ตัวอย่างเช่น ผมคิดว่า................. ดิฉันขอสรุปว่า................... ฉันคิดว่า............... พวกเราเข้าใจกันว่า................ เป็นต้น 2.) ใช้คำ หรือว่าดีบ่งชี้ว่าเป็นการแสดงทรรศนะ เช่น คง ควร สม พึง อาจจะ คงจะ น่าจะ มักจะ เป็นต้น 1.) ที่มา คือ เรื่องราวต่างๆที่ทำ ให้เกิดการแสดงทรรศนะ 2.) ข้อสนับสนุน คือ โครงการให้เหตุผลสนับสนุนข้อสรุป ของผู้แสดงทรรศนะเหตุผลนั้นอาจเป็นข้อเท็จจริง หลักการ สถิติ ข้อมูล ทรรศนะของผู้อื่น มติของทีประชุม 3.) ข้อสรุป คือ ความคิดเห็นของผู้แสดงทรรศนะถือว่าข้อ สรุปเป็นสารที่สำ คัญที่สุดของการแสดงทรรศนะ
คำ บาลี-สันสกฤต คำคำคำคำบบาลี-สันสกฤต าลี-สันสกฤต สามัญ วิชา อิสิ จริยา ฐาปนา สันติ วัฒนา บุญ เวช สิทธิ จุฬา สิกขา อัคคี นิสิต สงฆ์ ทุกข์ มัจฉา รังสี รัฐ วิชา โอฬาร กิริยา สมภาร โมลี วชิระ ปฐม เรขา เสนา โอสถ ปิตุ ปัจฉิม วิชชา ญาณ ฐาน วุฑฒิ ถาวร วิตถาร ตัณหา ญาติ สิกขา มัชฌิมา นิพพาน กีฬา จุฬา สามี ปฏิเสธ สาวก สามัญ ขณะ อุตุ นิจ สัจจ มัจฉา สันสกฤต 1.) สระสันสกฤต ต่างจากบาลี 6 ตัว คำ ใดประสม ด้วยสระ ฤ ฤา ฦ ฦๅ ไอ เอา เป็นคำ ในภาษา สันสกฤต 2.) คำ ใดประสมด้วย ศ ษ มีในภาษาสันสกฤต ไม่มีในภาษาบาลี 3.) คำ สันสกฤต ใช้ ฑ คำ สันสกฤต ไม่นิยมใช้ ฬ 4.) คำ ในภาษาสันสกฤตมีระบบเสียงควบกล้ำ 5.) ที่ไทยใช้ รร มาจากสันสกฤต ตัว ร ที่ ควบกับคำ อื่นและใช้เป็นตัวสะกด 6.) ฤ (ฤทธิ) ในสันสกฤต บาลีจะเป็น อิทฺธิ 7.) คำ ที่ใช้ ห์ มักเป็นคำ ที่มาจากภาษา สันสกฤต เช่น สังเคราะห์ โล่ห์ อุตส่าห์ 1.) คำ ในภาษาบาลีไม่มีสระเหล่านี้ ฤ ฤา ฦ ฦๅ ไอ เอา (สระบาลีมี 8 ตัว คือ อ อา อิ อี อี อุ อู เอ โอ) 2.) คำ ที่มาจากภาษาบาลีใช้ ส ทั้งหมด (สันสกฤตมี ทั้ง ศ ษ ส) 3.) คำ สันสกฤต ไม่นิยมใช้ ฬ ดังนั้นคำ ที่มี ฬ จึง เป็นคำ ภาษาบาลี เช่น กีฬา กาฬ โกวิฬาร กักขฬะ ประวาฬ 4.) ภาษาบาลีไม่มีพยัญชนะประสมหรือควบกล้ำ (? บาลีใช้คำ ควบกล้ำ น้อยกว่าสันสกฤต) 5.) บาลีใช้ ริ เช่น อริยะ - จริยะ (อริย จริยา) 6.) อิ อุ ในบาลี เช่น อิทธิ สันสกฤต จะเป็น ฤ เช่น ฤทธิ์ ตัวอย่างคำ บาลี บาลี สันสกฤต ตัวอย่างคำ สันสกฤต อังกฤษ พฤกษ์ ประพฤติ ศาสนา เกษม ดรรชนี วิทยุ ประจิม ธรรมศาสตร์ เกษตร ศิลปากร วัชระ สัตย์ มฤตยู อินทร์ อัคนี ภัสดา มัธยม ศึกษาศาสตร์ ศากยะ กษัตริย์ พิสดาร พฤษภ ปราณี สวรรค์ กรรม ฤทธิ์ ศรี รัศมี อภิเษก เกษียณ หฤทัย คฤหาสน์ วิทยา เสนา เลขา เสวก พิษ มนุษย์ กรีฑา ครุฑ อิศวร วิเศษ วิศาล วิเศษ สวามี เนตร สตรี อยุธยา อาศรม อาศัย ราษฎร ฤษี สัตว์ พฤศจิกายน อัศจรรย์ โอษฐ์ กฤษณา พัสดุ เกษียร อาญา บาลี
ข้อควรสังเกตในการโต้แย้ง การโต้แย้งคือ... การโต้แย้งเป็นการแสดงทรรศนะที่แตกต่างกันระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย ผู้แสดงทรรศนะต้องพยายามหาเหตุผล สถิติ หลักการ อ้างข้อมูลและหลักฐานต่างๆ มาสนับสนุนทรรศนะของตนให้ น่าเชื่อถือ และคัดค้านทรรศนะของอีกฝ่ายหนึ่ง 1.) การโต้แย้งเกี่ยวกับนโยบายเพื่อให้เปลี่ยนแปลงสภาพเดิม 2.) การโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริง 3.) การโต้แย้งเกี่ยวกับคุณค่าการโต้แย้งประเภทนี้จะมีความ รู้สึกส่วนตัวแทรกอยู่ด้วยการนิยามคำ สำ คัญในประเด็นในการ โต้แย้งการนิยาม 1. การตั้งประเด็นในการโต้แย้ง 2. การนิยามคำ สำ คัญในประเด็นในการโต้แย้ง 3. การค้นหาและเรียบเรียงข้อสนับสนุนทรรศนะของตน 4. การชี้ให้เห็นจุดอ่อนของทรรศนะฝ่ายตรงข้าม 1.) การโต้แย้งทำ ให้มีความคิดที่กว้างไกลขึ้นมองเห็นผลดีและ ผลเสียชัดเจนขึ้น 2.) การโต้แย้งไม่กำ หนดระยะเวลา วิธีการ จำ นวนบุคคล และ สถานะของผู้โต้แย้ง 3.) การโต้แย้งแตกต่างจากการโต้เถียง เพราะเป็นการใช้ความ คิดและวิจารณญาณที่อาศัยเหตุผลและหลักฐานเป็นสำ คัญ 1. โครงสร้างของการโต้แย้ง 2. หัวข้อและเนื้อหาของการโต้แย้ง 3. กระบวนการโต้แย้ง 4. การวินิจฉัยเพื่อตัดสินข้อโต้แย้ง 5. ข้อควรระวังในการโต้แย้ง การตั้งประเด็นโต้แย้ง เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการโต้แย้ง 1.) หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ 2.) มีมารยาทในการโต้แย้ง 3.) เลือกประเด็นในการโต้แย้งเพื่อให้เกิด ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ ข้อควรระวังในการโต้แย้ง การตั้งประเด็นในการโต้แย้งมี 3 ประเภท กระบวนการโต้แย้ง การโต้แย้ง คำ ถามที่ก่อให้เกิดการโต้แย้งกัน ซึ่งผู้โต้แย้ง ต้องรู้จักวิธีการตั้งประเด็นโดยไม่ให้ออกนอก ประเด็น การโต้แย้งจะต้องรู้ว่ากำ ลังโต้แย้ง เกี่ยวกับทรรศนะประเด็นใด เพื่อจะได้ไม่ได้แย้ง ออกนอกประเด็น
มารยาทในการฟัง มารยาทใน การฟัง หลักการฟังที่ดี 3 ประการ มารยาทใน การฟัง 9 ข้อ มารยาทในการฟังฟัถือเป็น ป็ วัฒวันธรรม ประจำ ชาติอย่า ย่ งหนึ่งนึ่ที่ผู้ฟัผู้ งฟัควร ยึดยึถือและปฏิบัติบั ติให้ถู ห้ กถูต้องเหมาะสม การมีมมีารยาทในการฟังฟัย่อ ย่ มแสดงให้ เห็น ห็ ว่า ว่ บุคคลนั้นนั้ ได้รั ด้ บรัการอบรมบ่ม บ่ นิสันิยสั ให้เ ห้ป็น ป็ ผู้มีผู้ วัมีฒวันธรรมอันดีงดีาม การมีมมีารยาทที่ดี ถือเป็น ป็ การให้ เกียรติต่อผู้พูผู้ พูด ให้เ ห้ กียรติ ต่อสถานที่ และให้เ ห้ กียรติต่อชุมชน มารยาทเหล่า นี้จึ นี้ งจึเป็น ป็ เรื่อรื่งจำ เป็น ป็ ที่ทุกทุคนควร ยึดยึถือ และปฏิบัติบั ติโดยเคร่ง ร่ ครัดรั 1.) ฟังฟัเพื่อพื่ความรู้ ได้แ ด้ ก่ การ ฟังฟัเรื่อรื่งราวที่เป็น ป็ วิชวิาการ ข่า ข่ วสารและข้อ ข้ แนะนำ ต่าง ๆ จำ เป็น ป็ ต้องฟังฟั ให้เ ห้ ข้า ข้ใจ 2.) ฟังฟัเพื่อพื่ความเพลิดเพลิน คือ การฟังฟัเรื่อรื่งราวที่ สนุกนุสนานทำ ให้ผ่ ห้ อ ผ่ นคลาย ความตึงเครียรีดจากงาน 3.) ฟังฟัเพื่อพื่ ให้ไห้ ด้รั ด้ บรัคติหรือรื ความจรรโลงใจ คือ การฟังฟั เรื่อรื่งที่ทำ ให้เ ห้ กิดแนวคิด และสติ ปัญญาการฟังฟั ประเภทนี้ต้ นี้ ต้ อง รู้จัรู้กจัเลือกฟังฟัและเลือกเชื่อชื่ ใน สิ่งสิ่ที่ถูกถูที่ควร 1.) เมื่อมื่ฟังฟัอยู่เยู่ฉพาะหน้าน้ผู้ใผู้หญ่ฟัญ่งฟัด้วด้ยความ สุภสุาพเรียรีบร้อร้ย และตั้งตั้ ใจฟังฟั 2.) การฟังฟั ในที่ประชุมควรเข้าข้ไปนั่งนั่ก่อนผู้พูผู้ พูด เริ่มริ่พูด โดยนั่งนั่ที่ด้าด้นหน้าน้ให้เห้ต็มก่อน 3.) จดบันบัทึกข้อข้ความที่สนใจหากมีข้มีอข้สงสัยสั เก็บไว้ถว้ามเมื่อมื่มีโมีอกาสและถามด้วด้ยกิริยริา สุภสุาพเมื่อมื่จะซักซัถามต้องยกมือมืขึ้นขึ้ขออนุญนุาต 4.) มองสบตาผู้พูผู้ พูดอันเป็นป็การแสดงว่าว่สนใจ เรื่อรื่งที่พูดไม่นำม่นำอาหารเครื่อรื่งดื่มดื่เข้าข้ไป 5.) ฟังฟัด้วด้ยใบหน้าน้ยิ้มยิ้แย้มย้แจ่มจ่ ใสเป็นป็กันเอง กับผู้พูผู้ พูดแสดงสีหสีน้าน้พอใจในการพูด 6.) ฟังฟัด้วด้ยความสุขุสุ ขุม ไม่คม่วรก่อความรำ คาญ ให้บุห้บุคคลอื่นควรรักรัษามารยาทและสำ รวมกิริยริา 7.) ฟังฟัด้วด้ยความอดทนแม้จม้ะมีคมีวามคิดเห็นห็ ขัดขัแย้งย้กับผู้พูผู้ พูดก็ควรมีใมีจกว้าว้งรับรั ฟังฟั 8.) ไม่พูม่พูดสอดแทรกขณะที่ฟังฟัควรฟังฟัเรื่อรื่งให้ จบก่อนแล้วค่อยซักซัถาม 9.) ควรให้เห้กียรติวิทวิยากรด้วด้ยการปรบมือมื เมื่อมื่มีกมีารแนะนำ ตัวผู้พูผู้ พูด