The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการศึกษาแหล่งสะสมคาร์บอนในพื้นที่ป่าธรรมชาติ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการศึกษาแหล่งสะสมคาร์บอนในพื้นที่ป่าธรรมชาติ

คู่มือการศึกษาแหล่งสะสมคาร์บอนในพื้นที่ป่าธรรมชาติ

ภาพที่ 50 แบบจ าลองวิธีค านวณมวลชีวภาพของต้นไม้ที่มีชีวิต และต้นไม้ยืนต้นตาย ในรูปแบบต่างๆ ด้วยสมการแอลโลเมตริกของ Tsutsumi et al. (1983) 83


ซากพืช (Litter) ในทางนิเวศวิทยาป่าไม้ หมายถึง ใบไม้ กิ่งไม้เล็กๆ ดอก ผล เปลือก หรือ ชิ้นส่วนเล็กๆ ของพืช รวมไปถึงซากแมลงที่ติดอยู่ ตามใบไม้ และร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ส่วนผลผลิต ของซากพืช หรือ Litter productionคือ ปริมาณ ของอินทรียวัตถุทั้งหมดที่เป็นชิ้นส่วนของพืชที่ ตายไปแล้ว เช่น ใบ เปลือก กิ่ง ดอก -ผล และ ล าต้น หรือส่วนที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น เมล็ด และ ใบสด รวมไปถึงซากสัตว์หรือแมลงที่ร่วงหล่น ลงมาด้วย อย่างไรก็ตามปริมาณของซากพืชนี้ จะหมายถึงเศษไม้เล็กๆ ใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมา ทับถมกันในชั้นของอินทรียวัตถุเท่านั้น ไม่ได้ รวมถึงไม้ขนาดใหญ่ เช่น กิ่งขนาดใหญ่ ล าต้น หรือผลที่มีขนาดใหญ่และน้ าหนักมาก Curlin (1970) กล่าวว่า ใบ กิ่ง และล าต้น เป็นส่วนที่ ส าคัญ และให้ปริมาณสารอาหารกลับลงสู่ พื้นป่ามากที่สุด แม้ว่าปริมาณสารอาหารในใบ จะไม่ค่อยคงที่ เปลี่ยนแปลงไปได้ตามฤดูกาล แคลเซียมจะมีการสะสมตลอดฤดูของการ เติบโต ขณะที่โพแทสเซียม และไนโตรเจน จะลดลงในระยะแก่จัด (Kramer and Kozlowski, 1960 ) หลังจากฤดูกาลเติบโต ฟอสฟอรัสจะ ค่อนข้างคงที่จนกว่าใบจะร่วงหล่น การลดลง ของปริมาณสารอาหารนี้จะมีความสัมพันธ์กับ การดูดซึมของต้นไม้ และการชะล้างของใบ (Carlisleetal.,1966a.) ในฤดูใบไม้ร่วง บางส่วน ของไนโตรเจน และสารอาหารพืชอื่นๆ ในใบ จะเคลื่อนย้ายไปสู่กิ่งอ่อนก่อนที่ใบจะร่วงหล่น ต่อ การศึกษาซากพืชที่ร่วงหล่น 84


กรรมวิธีที่สารอาหาร เคลื่อนย้ายจากใบไปสู่ กิ่งอ่อนนี้มีความส าคัญต่อต้นไม้มากเพราะ ไม ่เช ่นนั้นแล้ว สารอาห ารส ่วนใหญ ่จะ สูญหายไปชั่วคราวกับใบที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน (Kramer and Kozlowski, 1960) แม้ว่าการ ร่วงหล่นของใบจะมีตลอดทั้งปีแต่จะมากที่สุด ในฤดูใบไม้ร่วง (Bray and Gorham, 1964) ซึ่งจะมีปริมาณสูงสุดเนื่องจากชนิดพันธุ์พืช และปัจจัยภูมิอากาศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว พวกพืช เมล็ดเปลือย (gymnosperm) จะมีการทิ้งใบ สม่ าเสมอตลอดปี ในระยะที่ใบร่วง Bray and Gorham (1964) กล่าวว่า การร่วงหล่นของ ซากพืชส่วนใหญ่แล้วจะแปรผันไปตามเขต ภูมิอากาศ ในป่าผลัดใบทางเขตหนาวขั้วโลก เหนือ ใบไม้จะร่วงหล่นมากในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งมี ระยะเวลาค่อนข้างสั้น และจะร่วงหล่นเป็น ป ริม าณสูง สุ ดในเดื อน ตุ ล าค ม ถึงเดื อน พฤศจิกายน (Carlisle et al., 1966 b.) ในเขต อบอุ่นทางตอนใต้ ต้นไม้จะผลัดใบในช่วง ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน และจะมี ปริมาณสูงสุดในเดือนพฤษภาคม (Jensen,1974) ส่วนในเขตอบอุ่นทางนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ใบไม้จะร่วงหล่นมากในเดือนกันยายนถึงเดือน พฤศจิกายน (Bray and Gorham, 1964) ป่าไม้ใน เขตร้อนชื้นจะมีใบไม้ร่วงหล่นตลอดทั้งปี แต่จะมี ปริมาณสูงสุดในฤดูร้อนแห้งแล้งระหว่างเดือน พฤศจิ กายนถึงเดื อนมีนาคม (Nye, 1961; Hopkins,1966; Rodinand Bazilevich,1967) ต่อ 85


ส าหรับป่าไม้ในประเทศไทย วัลลภ (2512) ได้ท าการศึกษาปริมาณการร่วงหล่นของเศษไม้ ใบไม้ ในป่าดิบเขาบริเวณลุ่มน้ าห้วยคอกม้า จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีไม้ก่อขึ้นเป็นพันธุ์ไม้หลัก ผลการศึกษาปรากฏว่า ปริมาณการร่วงหล่นมี มากในฤดูร้อนเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคมจะมีการ ร่วงหล่นน้อย และปริมาณของเศษไม้ใบไม้ มากที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ และน้อยที่สุดใน เดือนสิงหาคม ทั้งนี้เพราะต้นไม้จ าเป็นต้อง ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะของความร้อนแห้งแล้ง โดยการทิ้งใบเพื่อลดการคายน้ าจึงมีการร่วง หล่นมาก ส่วนในช่วงที่มีความชื้นสูงต้นไม้ไม่ ต้องลดการคายน้ าเพื่อมีชีวิตรอดจึงมีปริมาณ การร่วงหล่นน้อย (สามัคคี และชุมพล, 2517) การศึกษาซากพืชในส่วนของ Litter เพื่อน าไปประเมินปริมาณคาร์บอนในพื้นที่ป่า ของประเทศอินโดนีเซีย จะท าการศึกษาซากพืช บนพื้นดินควบคู่กับการศึกษาไม้พื้นล่าง จาก แปลงตัวอย่างขนาด 1X1 m2 ดังที่กล่าวมาแล้ว (Hairiah etal., 2001) เป็นการเก็บข้อมูลเพียง ครั้งเดียวควบคู่กับการข้อมูลต้นไม้ เป็นการเก็บ ข้อมูลแบบง่ายๆ แต่น่าจะมีความคลาดเคลื่อนสูง เนื่องจากไม่ทราบว่าซากพืชดังกล่าวร่วงหล่นทับถม กันมานานเท่าไร และบางพื้นที่เมื่อเกิดไฟป่า ซากพืชถูกท าลายหมดหรือบางส่วน ก็จะได้ ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการศึกษาการร่วงหล่น ของซากพืช (Litter Fall) ควรมีการใช้ตะแกรงที่ บุด้วยตาข่ายที่มีขนาดคงที่วางกระจายให้ทั่ว พื้นที่เพื่อรองรับซากพืชดังกล่าว และเข้าไปเก็บ รวบรวมทุกเดือนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 24 เดือน จะได้ข้อมูลซากพืชที่มีความถูกต้องมากกว่า ข้อมูลที่ได้นี้นอกจากจะใช้ในการประเมิน คาร์บอนแล้ว สามารถพัฒนาเป็นฐานข้อมูลเพื่อ เรียกค่าเสียหายทางแพ่งตามกระบวนการยุติธรรม ในกรณีการบุกรุกแผ้วถางป่า ท าให้เกิดความ สูญเสียด้านธาตุอาหารและความอุดมสมบูรณ์ ของดินที่ควรจะได้รับจากซากพืชเหล่านี้ 86


ภาพที่ 51 ตะแกรงรองรับซากพืชที่ร่วงหล่น ในรูปแบบของวงกลมและสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตะแกรงที่ใช้รอง รับซากพืชแบบ สี่เหลี่ยมจัตุรัส มักนิยมใช้เป็นขนาด 1X1 m 2 ท าจากเหล็กเส้นขนาด 3 หุน มีขายาว 1 m รองรับทั้ง 4 มุม พื้นตะแกรงจะเย็บบุด้วยตาข่าย สีฟ้าให้น้ าซึมผ่านได้ดี ควรใช้ตาข่ายที่มีหน้ากว้าง 1.8-2.0 m ขนาด 16 ตา (คือระยะห่างของเส้น ไนลอน ในพื้นที่ 1 ตารางนิ้ว จะมีเส้นไนลอน แนวตั้ง 16 เส้น และแนวนอน 16 เส้น) เมื่อเย็บติด กับโครงเหล็กแล้วควรให้ตาข่ายมีส่วนที่หย่อนลึก ประมาณ 50-60 cm เพื่อใช้เป็นที่รองรับซากพืช จะสะดวกต่อการเก็บรวบรวมซากพืชในตะแกรง สามารถตลบตาข่ายเพื่อน าเศษเล็กเศษน้อยเข้า ใส่ถุงเก็บซากพืชได้หมด (ภาพที่ 52-1) เมื่อกดขา เหล็กลงดินลึกประมาณ 20 cm ส่วนที่หย่อน ของตาข่ายจะสูงจากพื้นดินประมาณ 20-30 cm ไม่ควรให้ตาข่ายสัมผัสกับพื้นดินโดยตรง จะท าให้ ตาข่ายผุง่ายและอายุการใช้งานสั้นลง ในกรณี เป็นพื้นที่ที่มีน้ าท่วม ขาตะแกรงควรยาวกว่าปกติ อาจมีความยาว 1.5-2.0 m เพื่อให้อยู่เหนือน้ า (ภาพที่ 52-2) ไม่ควรใช้ตาข่ายหน้ากว้าง 1.2 m เพราะเมื่อน ามาบุตะแกรงก้นตาข่ายจะตื้นหรือ ตึงเกินไป ซากพืชจะปลิวหรือกระเด็นออกจาก ตะแกรงได้ง่าย การเก็บซากพืชท าได้ยากและ เก็บซากพืชได้ไม่หมด ดังแสดงในภาพที่ 52-3 รูปทรงของตะแกรงรองรับซากพืชปกติ จะมี 2 รูปแบบ คือ แบบวงกลม และแบบ สี่เหลี่ยมจัตุรัส ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ และลักษณะของหมู่ไม้นั้นๆ ดังแสดงในภาพที่ 51 ในกรณี แบบวงกลมจะเหมาะสมกับศึกษาต้นไม้ในรูปแบบของสวนป่าที่มีระยะปลูกแคบ ประหยัด ค่าใช้จ่าย แต่การดัดให้เป็นวงกลมอาจท าได้ยากและขาที่ตั้งรองรับตะแกรงอาจมีความแข็งแรง ไม่มากนัก ขณะที่ตะแกรงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เหมาะสมกับการศึกษาในป่าธรรมชาติ ท าได้ง่าย มี ความแข็งแรง แต่เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า ในคู่มือนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะเทคนิคด้านการท าและการ ติดตั้งตะแกรงในรูปแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส ในหัวข้อถัดไป ตะแกรงรองรับซากพืชที่ร่วงหล่น 87


ในอดีตการท าตะแกรงรองรับซากพืช มักนิยมใช้เหล็กเส้นขนาด 3 หุน มีความยาว 1 m พอดี จ านวน 8 ท่อน/ตะแกรง ท าการอ๊อกเชื่อมเหล็กให้เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสก่อน จากนั้นจึงท าการ อ๊อกเชื่อมขาตรงมุมขอบทั้ง 4 มุม จากนั้นเย็บบุด้วยตาข่าย ดังแสดงในภาพที่ 53 เมื่อน าไปติดตั้งใน พื้นที่สวนป่าจะท าได้สะดวกรวดเร็ว เนื่องจากมีสภาพต้นไม้เป็นแถวเป็นแนว แต่ในพื้นที่ป่าธรรมชาติ การน าตะแกรงลักษณะแบบนี้ไปติดตั้ง ท าได้ล าบากมาก เพราะมีสภาพรกทึบ ท าให้ขาและตัว ตะแกรงติดขัดกับต้นไม้ระหว่างการล าเลียง ท าให้ตะแกรงเสียรูปทรง และเสียเวลามากเมื่อน าไป ติดตั้งในแปลงตัวอย่าง ภาพที่ 52 ตะแกรงรองรับซากพืช สี่เหลี่ยมจัตุรัส 1) ตะแกรงควรมีส่วนที่หย่อน ลึกประมาณ 50-60 cm จะสามารถตลบตาข่าย เพื่อความสะดวกในการเก็บซากพืช 2) ในพื้นที่ ที่มีน้ าท่วมขังในฤดูฝน ขาของตะแกรงจะยาว กว่า 1 m หรือยกตะแกรงขึ้นให้อยู่เหนือน้ า และ 3) ตะแกรงที่มีตาข่ายหย่อนน้อยเกินไป จะไม่ เหมาะสมกับการเก็บข้อมูลซากพืช เพราะซาก พืชจะปลิวออกจากตะแกรงได้ง่าย ภาพที่ 53 ตะแกรงรองรับซากพืช ที่มีขาอ๊อกเชื่อมติดกับตัวตะแกรง จะท าให้การ ล าเลียงตะแกรงไปติดตั้งในพื้นที่ยากล าบาก และเสียเวลามาก เทคนิคการท าตะแกรงรองรับซากพืช 88


เมื่อมีการแยกขาออกจากตัวตะแกรง จะท าให้การล าเลียงตะแกรงเข้าติดตั้งในพื้นที่มีความ สะดวกรวดเร็วเพิ่มขึ้น ล าเลียงได้ครั้งละจ านวนมากๆ โดยส่วนของของขาจะอ๊อกเชื่อมด้วยปลอกเหล็ก ขนาด 15 cm และส่วนของตะแกรงจะอ๊อกเชื่อมเหล็กท าเป็นเดือยยาวประมาณ 10 cm ตามภาพที่ 54 ภาพที่ 54 ตะแกรงรองรับซากพืช เมื่อมีการแยกส่วนของขาออกมาจากตัวตะแกรง โดยส่วนของขาท าเป็นปลอกเหล็ก ส่วนของมุมตะแกรงเป็นเดือยเหล็กที่สวมกันได้พอดี จะท าให้ การล าเลียงตะแกรงเข้าไปติดตั้งในพื้นที่ท าได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วขึ้น 89


ภาพที่ 55 การติดตั้งตะแกรงรองรับซากพืชในพื้นที่แปลงตัวอย่างถาวร ตัวตะแกรงต้อง อยู่ในแนวระดับโดยใช้ระดับน้ าและค้อนช่วยในการปรับแต่ง ในการติดตั้งตะแกรงรองรับซากพืช ภายใต้ “กิจกรรมส ารวจ ศึกษา และประเมินการ เปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าไม้” ภายในแปลงตัวอย่างถาวร ขนาด 40X40 และ 50X50 m 2 จะท าการติดตั้งตะแกรง จ านวน 5 ตะแกรงต่อแปลง โดยมี ต าแหน่งที่ติดตั้งแสดงในภาพที่ 24 ในการติดตั้งตะแกรงถ้าต าแหน่งติดกับต้นไม้ใหญ่ หรือมีก้อนหิน ขนาดใหญ่ ไม่สามารถตอกขาเหล็กเพื่อตั้งตะแกรงได้ ให้ย้ายต าแหน่งที่ตั้งออกไปให้ห่างจากจุด เดิมไม่มากนัก ในการวางตะแกรงต้องใช้ระดับน้ าและค้อนช่วยในการปรับแต่งให้ตะแกรงอยู่ใน แนวระดับ ดังแสดงในภาพที่ 55 การติดตั้งตะแกรงที่ใช้ในการเก็บซากพืช 90


อุปกรณ์ในการเก็บรวบรวมซากพืชจากตะแกรง ภายหลังจากติดตั้งตะแกรงเรียบร้อยแล้ว ควรให้หมายเลขประจ าตะแกรงอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันคว ามสับสนที่อาจเกิดขึ้นได้ ก่อนท าการศึกษาในครั้งแรกควรท าการตลบ ตาข่ายเพื่อน าเศษซากพืชที่อาจมีอยู่ในตาข่าย ออกให้หมด เมื่อตะแกรงรองรับซากพืชครบ 1 เดือน จึงท าการเก็บรวบรวมซากพืชที่อยู่ใน ตะแกรงนั้น อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ซากพืชแสดงในตารางที่ 13 ถุงที่ใช้ในการเก็บ ซากพืช ควรท าจากตาข่ายที่เหลือจากการท า ตะแกรง น ามาเย็บเป็นถุงขนาด 30X50 cm2 ไม่ควรใช้ถุงพลาสติกในการเก็บซากพืช (ภาพที่ 56) เนื่องจากถุงพลาสติกจะไม่สามารถระบาย อากาศได้ ท าให้เกิดไอน้ าเกาะติดถุงพลาสติก เป็นจ านวนมาก ถ้าทิ้งไว้หลายวันโดยไม่เปิด ปากถุงจะท าให้ซากพืชที่เก็บมาเสียหายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเก็บซากพืชช่วงที่ ฝนตก การน าซากพืชออกมาผึ่งให้แห้งจะท า ได้ยากและไม่สะดวก เมื่อใช้ถุงตาข่ายเก็บซากพืช จะมีการถ่ายเทของอากาศดี ซากพืชที่เก็บจะ เสียหายน้อยมาก กรณีซากพืชที่เปียกชื้นด้วย น้ าฝน ก็สามารถสลัดถุงตาข่ายให้น้ าออกจาก ซากพืชได้ง่าย การน าไปแขวนกับราวเพื่อผึ่ง ซากพืชก็ท าได้ง่ายสะดวกและรวดเร็ว โดยไม่ต้อง ท าการเปิดปากถุงตาข่ายให้ยุ่งยาก ไม่ควรวาง ถุงตาข่ายไว้ที่พื้นปูนหรือพื้นดินเพราะจะท าให้ ซากพืชแห้งช้า และอาจมีเศษดินเข้าไปภายใน ถุงตาข่าย ท าให้การแยกซากพืชยากล าบาก ตารางที่ 13 รายการอุปกรณ์ในการเก็บรวบรวมซากพืชจากตะแกรง และท าการคัดแยกซากพืช เป็นส่วนต่างๆ อันดับ รายการ จ านวน วัตถุประสงค์ 1 ถุงตาข่ายขนาด 30 X 50 cm2 เหมาะสม ใช้ส าหรับเก็บซากพืชแยกรายตะแกรง 2 เชือกฟาง 1 ม้วน ใช้ผูกปากถุงตาข่ายหลังเก็บซากพืช 3 กรรไกรตัดกระดาษ 1 อัน ใช้ตัดเชือกฟาง 4 กรรไกรตัดกิ่งไม้ 1 อัน ใช้ส าหรับตัดกิ่งไม้ขนาดเล็กที่ยื่นออกจากตะแกรง 5 เลื่อยคันธนูขนาดเล็ก 1 อัน ใช้ส าหรับตัดกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถใช้กรรไกรตัดกิ่ง 6 ป้ายขนาดเล็ก เหมาะสม แสดงหมายเลขตะแกรงและแปลงที่เก็บซากพืชใส่ในถุงตาข่าย 7 ถุงพลาสติกขนาดใหญ่ เหมาะสม ใช้ส าหรับรวบรวมถุงตาข่ายจากข้อ 1 เพื่อน าออกจากพื้นที่ 8 อุปกรณ์ซ่อมแซม และตะแกรงส ารอง 1 ชุด เข็ม เชือก ตาข่าย ตะแกรงส ารอง เพื่อใช้ซ่อมแซมที่ช ารุด 9 กระดาษหนังสือพิมพ์ เหมาะสม ใช้ส าหรับคัดแยกซากพืชและใส่ซากพืชน าไปอบแห้ง 10 ที่เย็บกระดาษพร้อมลูก 2 ชุด ใช้เย็บกระดาษหนังสือพิมพ์ท าเป็นถุงหรือกระทงคัดแยกซากพืช 11 ตะกร้าพลาสติกสี่เหลี่ยม (25X30X10 cm3 ) 4 อัน ใช้ใส่ ซากพืชจากถุงตาข่ายเพื่อท าการคัดแยกเป็นส่วนต่างๆ 12 ปากกาเคมี 2 ด้าม ใช้เขียนอธิบายบนถุงกระดาษหนังสือพิมพ์ก่อนน าไปอบแห้ง 13 ลังพลาสติกพับได้ที่มีช่องระบายอากาศ เหมาะสม ล าเลียงซากพืชที่คัดแยกแล้วเพื่อน าไปอบในห้องปฏิบัติการ 91


ภาพที่ 57 กรณีที่มีซากกิ่งไม้บางส่วนอยู่นอกตะแกรง จะใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ที่อยู่นอกตะแกรง ออกทิ้งไป และหากซากกิ่งไม้ที่อยู่ในตะแกรงมีความยาวมากกว่าถุงตาข่ายที่ใช้เก็บซากพืช ให้ท าการ ตัดทอนกิ่งไม้เหล่านั้นเพื่อใส่ในถุงตาข่าย แล้วน าออกจากพื้นที่เพื่อท าการคัดแยกในขั้นตอนต่อไป ภาพที่ 56 การเก็บซากพืชจากตะแกรงรองรับ ไม่ควรใช้ถุงพลาสติกในการเก็บ จะท าให้เกิด ความเสียหายต่อซากพืชได้เมื่อไม่ได้เปิดปากถุงเป็นเวลาหลายวัน ควรใช้ถุงตาข่ายในการเก็บซากพืช ในกรณีที่มีซากพืชส่วนที่เป็นกิ่งไม้โผล่ พ้นตะแกรง ให้ใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ที่โผล่พ้น ตะแกรงนั้นออกไป ส่วนกิ่งไม้ที่เหลืออยู่ภายใน ตะแกรงจัดเป็นซากพืชที่ต้องท าการเก็บข้อมูล ในบางกรณีที่มีกิ่งไม้จ านวนมากและยาวกว่าถุง ตาข่ายให้ท าการตัดทอนกิ่งไม้เหล่านั้นให้สั้นลง แล้วท าการเก็บซากพืชในตะแกรงให้หมดจน ตะแกรงว่างเปล่า ห้ามน ากิ่งไม้หรือซากพืชที่ อยู่ในตะแกรงทิ้งไป (ภาพที่ 57) ไม่บ่อยครั้งที่ จะพบกิ่งไม้ขนาดใหญ่ตกลงสู่ตะแกรง ในกรณี ที่มีกิ่งไม้ขนาด Ø เกิน 5 cm ให้ใช้เลื่อยคันธนู ตัดแบ่งส่วนที่น้อยกว่า 5 cm เก็บเป็นส่วนของ ซากพืช ส่วนที่เกินกว่า 5 cm ให้ทิ้งไป ในการ เข้าไปเก็บรวบรวมซากพืชทุกเดือน ในบาง กรณีจะพบว่ามีตะแกรงช ารุด เช่น ต้นไม้ใหญ่ ล้มทับตะแกรง ไฟไหม้ตะแกรง ถูกตัดตาข่าย น าไปเก็บเห็ด หรือโดนช้างเหยียบพับตะแกรง (ภาพที่ 58) ถ้าพบเหตุการณ์เช่นนี้ ให้ถือว่า ข้อมูลในเดือนนั้น ของตะแกรงนั้น สูญหายจะ ไม่น ามาคิดค านวณ แม้ว่าจะพบเศษซากพืช บางส่วนติดภายในตะแกรง และควรมีชุด อุปกรณ์ซ่อมแซมตาข่าย หรือตะแกรงส ารอง ติดตั้งใหม่ทันทีในวันนั้นเพื่อจะได้เก็บรวบรวม ข้อมูลได้ต่อเนื่อง ต่อไป 92


การคัดแยกซากพืช ภาพที่ 58 ตะแกรงรองรับซากพืชที่ช ารุดด้วยสาเหตุต่างๆ 1) ไม้ใหญ่ล้มทับตะแกรง ที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา 2) ไฟไหม้ตะแกรง ที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 3) ตาข่ายถูกตัด เพื่อน าไปเก็บเห็ด ที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ และ 4) ตะแกรงที่ถูกช้างป่าเหยียบท าลาย ที่เขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว เมื่อเก็บรวบรวมซากพืชจากทุกตะแกรงและทุกแปลงเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ให้น าถุงซากพืช ดังกล่าวทั้งหมดมาคัดแยกที่ส านักงาน หรือที่พัก ไม่ควรท าการคัดแยกซากพืชในพื้นที่ป่า เพราะ ไม่สะดวกและมีความผิดพลาดได้ง่ายถ้ามีฝนตก ในกรณีซากพืชเปียกชื้นมากจากน้ าฝนให้น าถุง ซากพืชแขวนกับราวเพื่อผึ่งลมหรือแดด ประมาณ 2-3 วัน การคัดแยกซากพืชขณะที่เปียกชื้น จะท าได้ยากและมีความผิดพลาดมากกว่าตอนซากพืชแห้ง 93


ในการคัดแยกซากพืชของแต่ละถุงตาข่ายที่เก็บมาจากตะแกรง จะคัดแยกออกเป็น 5 ส่วน คือ 1) ใบไม้ 2) กิ่งไม้ 3) เปลือกไม้ 4) ดอก-ผล และ 5) อื่นๆ ในส่วนของอื่นๆ จะเป็นส่วน ของเศษเล็กเศษน้อยของส่วนที่ 1 2 3 และ 4 ที่ไม่สามารถแยกได้ รวมถึงมูลสัตว์หรือซากแมลงที่ ตกอยู่ในตะแกรงนั้น ถ้าการคัดแยกมีความละเอียดส่วนของ “อื่นๆ” จะมีจ านวนน้อย (ภาพที่ 59) วัตถุประสงค์ของการคัดแยกออกเป็นส่วนๆ เพื่อสะดวกในการน าไปอบแห้ง เพื่อใช้ในการ ค านวณหาปริมาณของธาตุอาหารของส่วนต่างๆ ที่จะคืนสู่ในระบบนิเวศ รวมถึงปริมาณของ คาร์บอนในแต่ละส่วน ดังกล่าว ภาพที่ 59 การคัดแยกซากพืชที่อยู่ในตะแกรงรองรับซากพืช ออกเป็น 5 ส่วน คือ ส่วนของใบไม้ ส่วนของกิ่งไม้ ส่วนของเปลือกไม้ ส่วนของดอก-ผล และส่วนอื่นๆ ก่อนท าการคัดแยกซากพืช ต้องเตรียมถุงกระดาษเพื่อใส่ซากพืชที่คัดแยกแล้ว เพื่อความ สะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์พับให้เป็นถุงแล้วเย็บด้วยที่เย็บกระดาษเพียง 2 หรือ 3 ด้าน เหลือส่วนส าหรับใส่ซากพืชไว้ 1 ด้าน หลังจากใส่ซากพืชเรียบร้อยแล้ว จึงท าการ พับแล้วเย็บปิดปากถุงให้เรียบร้อย กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ใช้ไม่ควรเป็นกระดาษอาร์ตมันเพราะ มีการซึมน้ าไม่ดี เมื่อน าไปอบต้องใช้เวลานาน ขนาดของถุงกระดาษที่จัดเตรียมไว้จะมี 4 ขนาด เพื่อใช้กับปริมาณของซากพืชตามความเหมาะสม ดังแสดงในภาพที่ 60 ส่วนของใบไม้ ส่วนของกิ่งไม้ ส่วนของเปลือกไม้ ส่วนของดอก-ผล ส่วนอื่นๆ 94


ภาพที่ 60 การเตรียมถุงกระดาษหนังสือพิมพ์ แสดงการพับ การเย็บ และขนาดของถุงที่ เย็บเสร็จแล้ว 4 ขนาด ภาพที่ 61 ขั้นตอนการคัดแยกซากพืชเป็นส่วนต่างๆ น าใส่ถุงกระดาษ เพื่อเตรียม เคลื่อนย้ายไปยังห้องปฏิบัติการ ขั้นตอนในการคัดแยกซากพืชออกเป็น ส่วนๆ ดังกล่าว จะน าถุงตาข่ายที่บรรจุซากพืช เทลงบนตะกร้าพลาสติกสี่เหลี่ยม ที่วางลงบน กระดาษหนังสือพิมพ์ จากนั้นจะท าการคัดแยก ซากพืชเป็นส่วนต่างๆ โดยวางลงบนกระดาษ หนังสือพิมพ์ที่พับท าเป็นขอบสูงประมาณ 1 นิ้ว เพื่อกันไม่ให้ซากพืชหลุดออกนอกหนังสือพิมพ์ เมื่อคัดแยกเสร็จจะน าซากพืชใส่ลงถุงกระดาษ ที่เตรียมไว้และเย็บปิดปากถุง เมื่อท าการคัดแยก ส่วนของ ใบ กิ่ง เปลือก และดอก-ผล ครบหมดแล้ว ส่วนเศษเล็กเศษน้อยที่แยกไม่ได้ จะจัดเป็น “ส่วนอื่นๆ” โดยต้องรวมกับเศษซากพืชที่ติดบน หนังสือพิมพ์ที่ใช้รองคัดแยกส่วนต่างๆ เข้าไปด้วย จากนั้นใช้ปากกาเคมีเขียนบนถุงกระดาษ ระบุ หมายเลขประจ าตะแกรง ส่วนของซากพืช และ วัน/เดือน/ปี ที่ท าการเก็บหรือแยกซากพืช เมื่อ แยกครบทุกส่วนใน 1 ตะแกรงให้ท าการเย็บ รวมกันเป็นชุดๆ แล้วน าเรียงในลังพลาสติก พับได้ที่มีช่องระบายอากาศเพื่อน าไปอบใน ห้องปฏิบัติการต่อไป ดังแสดงในภาพที่ 61 95


ในการอบซากพืชเพื่อไล่ความชื้น ไม่ต้องชั่งน้ าหนักก่อนท าการอบ เนื่องจากท าการเก็บ ซากพืชทั้งหมดจากตะแกรงรองรับโดยตรง จึงค านวณเป็นน้ าหนักแห้งต่อ 1 m 2 มีจ านวน 5 ตะแกรง/แปลง จึงน าไปค านวณต่อหน่วยพื้นที่ต่อไป ไม่ควรน าซากพืชทั้งหมดที่ยังไม่ผ่านการ คัดแยกออกเป็นส่วนๆ เข้าตู้อบจนแห้ง แล้วน าซากพืชนั้นมาคัดแยกภายหลัง แล้วน าไปชั่งหา น้ าหนักแห้งของส่วนต่างๆ นับเป็นข้อผิดพลาดอย่างยิ่ง เพราะการคัดแยกซากพืชเป็นส่วนต่างๆ ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก ท าให้ซากพืชนั้นดูดความชื้นจากอากาศเข้าไปท าให้น้ าหนักผิดพลาดได้ ประกอบกับซากพืชที่อบแห้งจะแตกหักเป็นเศษเล็กเศษน้อยจ านวนมากท าให้การคัดแยกท าได้ ล าบาก ถ้าจะแก้ไขก็ต้องน าซากพืชที่แยกออกเป็นส่วนๆ แล้ว ใส่ถุงกระดาษแล้วน าไปอบไล่ ความชื้นเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า ½ วัน แล้วท าการชั่งน้ าหนักใหม่ การอบซากพืชที่ผ่านการคัดแยกแล้ว สามารถน าถุงกระดาษดังกล่าวเข้าตู้อบ ที่อุณหภูมิ 105O C เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง หรือจนซากพืชมีน้ าหนักคงที่ ยกเว้นในกรณีที่จะน า ตัวอย่างซากพืชไปวิเคราะห์ธาตุอาหาร จะท าการอบที่อุณหภูมิ 80O C เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 72 ชั่วโมง หรือจนซากพืชมีน้ าหนักคงที่ จากนั้นปิดตู้อบรอให้ซากพืชอุ่นๆ แล้วจึงน าไปชั่งน้ าหนัก โดยท าการตัดถุงกระดาษเทซากพืชลงในลงในถาดที่ตั้งบนเครื่องชั่งที่ตั้งค่าเป็นศูนย์อ่านค่าที่ได้ แล้วบันทึกค่า เพื่อน าไปค านวณหาปริมาณคาร์บอนในส่วนของซากพืชเป็นรายเดือนและรายปี ต่อหน่วยพื้นที่ จากนั้นจึงน ามาประเมินค่าคาร์บอนเฉลี่ยของพื้นที่ป่าไม้ ต่อไป 96 96


การสะสมคาร์บอนในกลุ่มของคาร์บอนในดิน (Soil Organic Matter) ดิน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ก าหนดชนิดและลักษณะการเจริญเติบโตของพืชในพื้นที่ เอิบ (2533) กล่าวไว้ว่าพืชพรรณธรรมชาติที่ขึ้นอยู่บนดินเป็นปัจจัยวินิจฉัยค่อนข้างดีถึงลักษณะของดินหรือ ชนิดของดินที่พบ ขบวนการสร้างดิน (soil formation) ประกอบด้วย (1) การสลายตัวผุพังของ หินและแร่ การทับถมเพิ่มพูนของสิ่งที่สลายตัว และ (2) การผสมคลุกเคล้าของอินทรียวัตถุจาก ผิวดินก่อให้เกิดลักษณะและชั้นดินต่างๆ การเกิดดินต้องการเวลาในการสร้างตัวและสร้างชั้นดิน ซึ่งแสดงออกในด้านรูปหน้าตัด (Soil profile) จ านวนชั้นหน้าตัดดินขึ้นอยู่กับขบวนการสร้างดิน วัตถุต้นก าเนิด และสภาพพื้นที่ (อภิสิทธิ์, 2530) ความสัมพันธ์ระหว่างดินและพืชเป็นเรื่องที่ สลับซับซ้อนและมีขอบเขตกว้างจากรายงานของ อ านาจ (2525), Brady (1974) และ Corbett (1969) กล่าวไว้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างดินกับพืชเกี่ยวข้องกับสมบัติทางกายภาพของดินที่ส าคัญได้แก่ ความลึก ของดิน เนื้อดิน โครงสร้างของดิน และสถานะความชื้นในดิน สมบัติทางเคมี ได้แก่ ปฏิกิริยาดิน ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณธาตุอาหาร ความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวก และการอิ่มตัวด้วยด่างของดิน การศึกษาการสะสมคาร์บอนในกลุ่มของคาร์บอนในดิน จะเน้นหนักทางด้านการสุ่ม การเก็บ และการจัดเตรียมตัวอย่างดินภาคสนาม จากพื้นที่แปลงตัวอย่างถาวร ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และ น าส่งตัวอย่างดังกล่าวไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ต่อไป อุปกรณ์ในการเก็บตัวอย่างดิน อุปกรณ์ในการเก็บตั วอย่ างดิน ภาคสนาม มีอยู่ค่อนข้างมากจ าเป็นต้องมีการ เตรียมล่ วงหน้ าเพื่อความสะดวกในการ ปฏิบัติงาน ดังแสดงในภาพที่ 62 และตารางที่ 14 ภาพที่ 62 อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บ ตัวอย่างดินภาคสนาม หมายเลขในภาพคือ อุปกรณ์ที่แสดงใน ตารางที่ 14 97


ตารางที่ 14 รายการอุปกรณ์ในการเก็บตัวอย่างดินภาคสนาม เพื่อศึกษาการสะสมคาร์บอนในดิน อันดับ รายการ จ านวน 1 จอบส าหรับขุดดิน-กลบดิน 1 เล่ม 2 เสียมเหล็กส าหรับแต่งหน้าตัดดินให้เรียบ 1 เล่ม 3 เหล็กใช้ส าหรับแทงดินออกจาก Soil Auger 1 อัน 4 Soil Auger ใช้ส าหรับเก็บตัวอย่างดินตามระดับความลึก 1 อัน 5 ผ้าใบปูพื้น ขนาด 4X6 m 1 ผืน 6 ผ้าใบกันแดด ขนาด 2X2 m 1 ผืน 7 กระบอกอะลูมิเนียมส าหรับเก็บตัวอย่างดิน (Soil Can) ขนาดปริมาตร 100 cc 5 อัน 8 อุปกรณ์ตอก Soil Can ให้ลงดิน 1 อัน 9 ไม้บรรทัดพับได้ขนาดความยาว 1 m ใช้วัดระดับความลึกของดิน 1 อัน 10 เกรียงเหล็กใช้ในการก าหนดหมายต าแหน่งระดับความลึก 2 อัน 11 แปลงทาสีขนาด 1 และ 2 นิ้ว ใช้ท าความสะอาด Soil Can 2 อัน 12 มีดคัตเตอร์ใช้ในการปาดหน้าดินที่ล้นของ Soil Can 1 อัน 13 กรรไกรตัดกระดาษใช้ส าหรับตัดรากฝอยที่โผล่พ้น Soil Can 1 อัน 14 กรรไกรตัดกิ่งใช้ส าหรับตัดรากไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ในชั้นหน้าตัดดิน 1 อัน 15 มีดท าครัวขนาด 6 นิ้ว ใช้ในการปาดหน้าดินที่ล้นของ Soil Can 1 ด้าม 16 พลั่วมือแบบแบน เพื่อใช้ในการจัดเตรียมพื้นที่ส าหรับ Soil can 1 อัน 17 พลั่วมือ ใช้ในการเก็บตัวอย่างดินด้านแนวดิ่ง 1 อัน 18 ที่ตักดินอะลูมิเนียมเพื่อใช้รองตัวอย่างดินจากชั้นหน้าตัดดิน 1 อัน 19 กระดาษกาวหนังไก่ 1 ม้วน 20 ปากกาเคมี 3 ด้าม 21 หนังยางวงส าหรับรัดถุงพลาสติก 1 ห่อ 22 ถุงพลาสติก ขนาด 4X6 และ 8X12 นิ้ว อย่างละ 1 kg 2 kg 23 เชือกฟาง 1 ม้วน 24 ถุงปุ๋ยขนาดใหญ่ 12 ใบ 25 เหล็กเส้น 3 หุน 2 เส้น 26 ค้อนเหล็ก 2 อัน 98


ภาพที่ 63 การเก็บตัวอย่างดินตามชั้นหน้าตัดดิน จะด าเนินการพร้อมกับการศึกษา ชั้นหน้าตัดดิน (Soil Profile) 1) เมื่อได้พื้นที่ที่เหมาะสมจะท าการขุดหลุม ที่มีขนาด 1X1X1 m 3 2) ท าการก าหนดขอบเขตของชั้นหน้าตัดดิน ด้านที่ท าการศึกษาให้หันหน้าขึ้นบนที่ลาดชัน เนื่องจากท างานได้ง่ายกว่า 3) การเก็บตัวอย่างดินตามชั้นหน้าตัดดิน และ 4) การเก็บความ หนาแน่นของดิน (Bulk Density) ด้วยภาชนะเก็บดิน (Soil Can) ขนาด 500 cc การเก็บตัวอย่างดินในแปลงตัวอย่างถาวร ปกติการเก็บตัวอย่างดินในพื้นที่ป่าไม้ มีวัตถุประสงค์เพื่อน าตัวอย่างดินที่ได้ไปวิเคราะห์ หาปริมาณธาตุอาหารต่างๆ รวมถึงปริมาณคาร์บอนในดิน โดยมีความแตกต่างกับการศึกษาส ารวจ และจ าแนกดิน ที่มีวัตถุประสงค์ในการจ าแนกดินออกเป็นดินชนิดต่างๆ (Soil Series) ต้องมีการ จัดท าชั้นหน้าตัดดิน ท าการเก็บตัวอย่างดินเพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพด้านต่างๆ จ านวนมาก จ าเป็นต้องใช้ความรู้ความช านาญในด้านนี้เป็นการเฉพาะ ในการเก็บตัวอย่างดินภาคสนาม สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) เก็บตามชั้น หน้าตัดดิน เช่น A, B, BC และ C เป็นต้น และ 2) เก็บตามระดับความลึก เช่น 0-15, 15-30 และ 30-50 cm เป็นต้น การเก็บตัวอย่างดินตามชั้นหน้าตัดดิน มักนิยมเก็บข้อมูลพร้อมกับการ ท าชั้นหน้าตัดดิน (Soil Profile) โดยท าการขุดดินให้มีความกว้าง ยาว ลึก ประมาณ 1X1X1m 3 โดยท าการปรับแต่งด้านที่จัดท าชั้นหน้าตัดดินให้เรียบเพียงด้านเดียว ดังแสดงในภาพที่ 63 99


ภาพที่ 64 จุดเก็บดิน 3 จุด บริเวณมุมของสามเหลี่ยมด้านเท่าที่มีความยาวด้านละประมาณ 25 m 1) แปลงตัวอย่างถาวรขนาด 40X40 m2 และ 2) แปลงตัวอย่างถาวรขนาด 50X50 m2 การเก็บตัวอย่างดินตามชั้นหน้าตัดดินจะต้องใช้เวลามาก และจะท าพร้อมกับการศึกษา ชั้นหน้าตัดดินหรือการส ารวจดิน ซึ่งต้องใช้ทักษะและความช านาญค่อนข้างสูงจึงไม่ควรให้ เจ้าหน้าที่ภาคสนามด าเนินงานเอง การเก็บตัวอย่างดินตามระดับความลึก เป็นวิธีการท างานได้ง่าย และสามารถมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ภาคสนามสามารถด าเนินการได้ เมื่อผ่านการอบรมเทคนิค การเก็บตัวอย่างดินภาคสนาม ดังนั้นคู่มือฉบับนี้จะแนะน าเทคนิคการเก็บตัวอย่างดินตามระดับ ความลึก เพื่อศึกษาปริมาณคาร์บอนในแปลงตัวอย่างถาวรภายใต้ “โครงการส ารวจ ศึกษา และ ประเมินการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่า” ต าแหน่งการเก็บตัวอย่างดิน การเก็บตัวอย่างดินในแปลงตัวอย่างถาวรทั้งขนาด 40X40 และ 50X50 m 2 จะท าการเก็บ ตัวอย่างดิน 3 จุด บริเวณมุมของสามเหลี่ยมด้านเท่าที่มีความยาวด้านละประมาณ 25 m (ภาพที่ 64) ในกรณีที่สภาพพื้นที่มีความลาดชันสูง ต าแหน่งของมุมสามเหลี่ยมด้านเท่าจะมีลักษณะเอียงขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ ด้านล่าง ด้านกลาง และด้านบน ของความลาดชัน ดังแสดงในภาพที่ 65 25 m 25 m 25 m 25 m 25 m 25 m 100


ภาพที่ 66 การเก็บตัวอย่างดินตามระดับความลึกด้วย Soil Auger 1) การหมายต าแหน่ง ระดับความลึกบน Soil Auger 2) การหมุน Soil Auger เพื่อเก็บตัวอย่างดิน และ 3) การน าดิน ออกจาก Soil Auger ภาพที่ 65 จุดเก็บดินในพื้นที่มีความลาดชั้นแตกต่างกัน 1) พื้นที่ที่มีความลาดชันน้อย และ 2) พื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ในแต่ละจุดจะเก็บดินที่ระดับความลึก 0-15, 15-30 และ 30-50 cm น าดินที่ระดับ ความลึกเดียวกันทั้ง 3 จุด มาผสมคลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วสุ่มตัวอย่างดินน้ าหนักดินประมาณ 500 g ใส่ลงในถุงพลาสติกรัดปากถุง พร้อมลงรายละเอียดของข้อมูลลงบนถุงตัวอย่างให้ถูกต้อง ในการเก็บตัวอย่างดินตามระดับความลึก แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 1. การใช้สว่านเก็บตัวอย่างดิน (Soil Auger) 2. การใช้จอบขุดดินตามระดับความลึก การเก็บตัวอย่างดินโดยใช้ Soil Auger ในขั้นตอนแรกจะท าการหมายต าแหน่งของระยะ ความลึก บนตัว Soil Auger ด้วยปากเคมี ที่ระดับ 15, 30 และ 50 cm ดังแสดงใน ภาพที่ 66 0 101


ก่อนท าเก็บตัวอย่างดินจะใช้เหล็กเส้น ขนาด 3 หุน ยาว 1 m ตอกส ารวจพื้นที่บริเวณ มุมสามเหลี่ยมด้านเท่าที่จะเก็บตัวอย่างดิน เพื่อหลีกเลี่ยงต าแหน่งที่มีก้อนหินใหญ่ใต้พื้นดิน หรือบริเวณที่มีรากไม้ใหญ่ เมื่อได้จุดที่เหมาะสม จะท าการปรับพื้นผิวดินให้เรียบโดยน ากล้าไม้ และเศษซากพืชออกให้หมดเหลือเฉพาะผิวเนื้อดิน แล้วจึงน า Soil Auger หมุนเจาะลงไปตามระดับ ความลึกที่ต้องการ เมื่อถึงระยะที่ต้องการให้ดึง Soil Auger ขึ้นมา แล้วใช้แท่งเหล็กแทงดินน า ดินออกจาก Soil Auger ให้หมดแล้วแยกดินที่ ได้ไว้บนกระสอบปุ๋ย ท าความสะอาด Soil Auger แล้วจึง น าไปเก็บดินในระดับความลึกถัดไปในหลุม เดียวกัน บางกรณีไม่สามารถเก็บตัวอย่างดินที่ ระดับความลึกที่ 30-50 cm ได้ จ าเป็นต้อง ขยับเปลี่ยนต าแหน่งใหม่ ตัวอย่างที่เก็บแล้ว ของระดับ 0-15 และ 15-30 cm จ าเป็นต้อง ทิ้งไป แล้วเก็บข้อมูลดินใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ได้ ข้อมูลทุกระดับอยู่ในหลุมเดียวกันยกเว้นกรณี ในพื้นที่ที่มีสภาพดินตื้น ไม่สามารถเก็บดินที่ ระดับ 30-50 cm ได้ ให้ท าการเก็บข้อมูล เท่ าที่เก็บได้แล้ วลงหมายเหตุให้ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติแล้วควรเลือกพื้นที่ที่มีความ ลึกมากกว่า 50 cm เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบ กับข้อมูลดินจากแปลงตัวอย่างในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป เมื่อได้ตัวอย่างดินครบทั้ง 3 จุด และ 3 ระดับความลึกแล้ว ให้น าดินที่ระดับความ ลึกเดียวกันมาผสม คลุกเคล้าให้เป็นเนื้อ เดียวกัน แล้วสุ่มตัวอย่างดินน้ าหนักประมาณ 500 g ใส่ลงในถุงพลาสติกรัดปากถุง พร้อมลง รายละเอียดของข้อมูลลงบนถุงตัวอย่างให้ถูกต้อง 102


ในกรณีต้องเก็บข้อมูลในพื้นที่นาน หลายวัน ถุงตัวอย่างดินดังกล่าวต้องเปิดปากถุง เพื่อระบายความชื้นออกจากตัวอย่างดิน เพราะอาจเกิดเชื้อราท าให้ตัวอย่างดินเกิด ความเสียหายได้เมื่อไม่เปิดปากถุงพลาสติก ก่อนเดินทางกลับให้ท าการรัดปากถุงเพื่อ สะดวกต่อการขนย้าย ต่อไป การเก็บตัวอย่างดินจาก Soil Auger นี้ ตัวอย่างดินที่ได้จัดเป็นดินที่ถูกรบกวน (Disturb Soil) ไม่สามารถน าตัวอย่างที่ได้นี้มาศึกษา ความหนาแน่นของเนื้อดิน (Bulk Density) ได้ ดังนั้นภายหลังการเจาะหลุมเก็บตัวอย่างดินแล้ว จ าเป็นต้องท าการศึกษา Bulk Density ของ แต่ละระดับความลึกเพิ่มเติม ไม่น้อยกว่า 1 จุด เพื่อน าค่าที่ได้มาค านวณเป็นมวลดินต่อหน่วย พื้นที่ และน าผลจากการวิเคราะห์ตัวอย่างดิน มาค านวณเป็นต่อหน่วยพื้นที่ ต่อไป การศึกษา Bulk Densityจะเก็บตัวอย่าง จากดินที่ไม่ถูกรบกวน (Undisturbed Soil) โดยการใช้จอบขุดหลุมให้ลึกประมาณ 50 cm การเก็บ Bulk Density เมื่อท า 3 จุด ตรงมุม สามเหลี่ยมด้านเท่า ก็สามารถ าการเก็บตัวอย่าง ดินตามระดับความลึกไปพร้อมกันได้เลย เพราะมี ความสะดวกและประหยัดเวลามากกว่าการใช้ Soil Auger ในการเก็บตัวอย่างดินตามระดับ ความลึก ดังนั้นในคู่มือเล่มนี้ จึงขอแนะน าให้ ท าการเก็บ Bulk Densityจ านวน 3 จุด พร้อมกับ การเก็บตัวอย่างดินตามระดับความลึก 0-15, 15-30 และ 30-50 cm 103


การศึกษาความหนาแน่นของดิน (Bulk Density) จะเก็บตัวอย่างจากดินที่ไม่ถูก รบกวน (Undisturbed Soil) โดยใช้จอบขุด หลุมให้มีขนาดประมาณ 50X50X50 cm3 ให้ ด้านที่จะเก็บข้อมูลหันหน้าขึ้นเนินเพื่อความ สะดวกในการท างาน และไม่ให้มีการเหยียบย่ า บริเวณด้านที่จะท าการเก็บข้อมูล เพราะจะท า ให้ดินถูกอัดแน่นจากการเหยียบย่ าได้ ส่วน ด้านข้างทั้งสองด้านและด้านหลังสามารถ เหยียบย่ าขณะที่ท าการขุดดินได้ เมื่อได้ระดับ ความลึกตามต้องการจะใช้เสียมแต่งด้านที่จะ เก็บข้อมูลให้เรียบ แล้วใช้ไม้บรรทัดวัดระดับ ความลึกของชั้นหน้าตัดดิน พร้อมกับใช้เกรียง เหล็กหรือมีดท าครัวท าการขีดแนวของระดับ ความลึก 15 และ 30 cm เมื่อขุดหลุม แต่งหน้าตัด และหมาย ต าแหน่งความลึกเสร็จแล้ว จะท าการเก็บ ตัวอย่างดินจากด้านล่างสุดก่อนตรงต าแหน่ง 30 cm ลงมาถึงก้นหลุมที่ต าแหน่ง 50 cm โดยใช้ถุงปุ๋ยปูก้นหลุมแล้วใช้เกรียงขูดเนื้อดิน ลงมาตลอดชั้นหน้าตัดดินให้มีความหนาเท่าๆ กัน เสร็จแล้วน าดินตัวอย่างที่ได้ไปกองรวมไว้นอก หลุมท าเครื่องหมายว่าเป็นของระดับ 30-50 cm จากนั้นจึงท าที่ระดับ 15-30 cm และ 0-15 cm โดยใช้วิธีการเดียวกับ 30-50 cm หรือใช้ที่ตัก ดินอะลูมิเนียมเพื่อใช้รองตัวอย่างดินจากชั้น หน้าตัดดินก็ได้ ดังแสดงในภาพที่ 67 การเก็บข้อมูลความหนาแน่นของดิน 104


ภาพที่ 67 การเก็บตัวอย่างดินตามระดับความลึกโดยใช้จอบขุดหลุม ซึ่งเป็นหลุม เดียวกันกับการศึกษา Bulk Density 1) เมื่อได้พื้นที่ที่เหมาะสมให้ท าการขุดหลุมโดยการใช้จอบ หรือเสียม 2) ท าการแต่งหน้าตัดให้ได้ขนาดความลึกและความกว้างประมาณด้านละ 50 cm 3) การก าหนดระดับชั้นความลึกจากผิวดิน 4) การเก็บตัวอย่างดินจากชั้นหน้าตัดดิน 5) การ เตรียมตัวอย่างดินจากจ านวน 3 จุด ที่ระดับความลึกเดียวกันก่อนน ามาผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน และ 6) การสุ่มตัวอย่างดินน้ าหนักประมาณ 500 g เพื่อน าไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ 105


การศึกษา Bulk Density จะท าหลังจากเก็บตัวอย่างดินเสร็จสิ้นแล้ว เนื่องจากการเก็บ Bulk Density จะใช้ภาชนะเก็บดิน (Soil Can) ขนาดความจุ 100 cc (หรือ 100 cm3 ) มีความสูง 5.5 cm ในการเก็บ Bulk Density ที่ระดับความลึก 0-15 15-30 และ 30-50 cm จะเก็บประมาณ ตรงกึ่งกลางของแต่ละชั้น โดยท าการเปิดหน้าดินที่มีขนาดความกว้าง-ยาว ด้านละ 15 cm ลึก ประมาณ 4-5 cm แล้วใช้ Soil Can ที่น าฝาปิดหัว-ท้ายออก แล้ววางตรงกึ่งกลางของพื้นที่ที่ เตรียมไว้ จากนั้นใช้ที่ตอกวางบน Soil Can ใช้ค้อนตอกจนจมดินเสมอส่วนโค้งของตัวตอก จากนั้นใช้เกรียงหรือพลั่วมือแซะรอบๆ กระบอก Soil Can แล้วจึงงัดกระบอกโดยมีดินส่วนล่าง ต่ ากว่ากระบอกประมาณ 2-3 cm ติดขึ้นมาด้วย ดังแสดงในภาพที่ 68 ภาพที่ 68 ขั้นตอนการเก็บข้อมูล Bulk Density ของดินที่ระดับความลึก 0-15 cm 106


ภาพที่ 69 ขั้นตอนการจัดเก็บตัวอย่างดิน โดยท าการปรับแต่งตัวอย่างดินและน า ตัวอย่างดินที่ได้ใส่ถุงพลาสติก จากนั้นจึงท าการหงายกระบอกขึ้น ใช้มีดท าครัวหรือมีดคัตเตอร์ตัดแต่งดินส่วนที่เกิน กระบอกออกให้เสมอขอบกระบอก จากนั้นใช้ฝาปิดด้านที่ตัดแต่งแล้ว ขั้นต่อไปท าการพลิก กระบอกลงแล้วน าที่ตอกออกไป ท าการปรับแต่งดินให้เสมอกระบอกเช่นเดียวกันกับตอนแรก เสร็จแล้วจึงน าดินออกจากกระบอกใส่ลงในถุงพลาสติกให้หมดแล้วลงรายละเอียดของข้อมูลที่ เก็บว่าเป็นของสถานที่ใด แปลงที่เท่าไร และระดับความลึกที่เก็บตัวอย่าง ดังแสดงในภาพที่ 69 107


เมื่อเก็บตัวอย่าง Bulk Density ที่ระดับ 0-15 cm เสร็จสิ้นแล้ว ขั้นต่อไปต้องท าการ ปรับแต่งพื้นที่ที่จะเก็บตัวอย่างที่ระดับ 15-30 cm ให้เรียบร้อยเสียก่อน ให้มีพื้นที่กว้าง-ยาว ด้านละ 15 cm ที่เป็นแนวเดียวกันของระดับ 0-15 cm แต่ลึกลงไปประมาณ 20 cm จากผิวดิน จากนั้นจึงท าการเก็บตัวอย่างที่ระดับ 15-30 cm ส่วนที่ระดับ 30-50 cm จะใช้ความลึกที่ระดับ 35 cm จากผิวดินลงมา ดังแสดงในภาพที่ 70 ภาพที่ 70 การเก็บข้อมูล Bulk Density ภาคสนาม ที่ระดับความลึก 15-30 cm (สามภาพด้านซ้ายมือ) และ 30-50 cm (สามภาพด้านขวามือ) 108


การเตรียมตัวอย่างดินในห้องปฏิบัติการ ตัวอย่างดินที่เก็บรวบรวมได้จากภาคสนาม จะมี 2 ประเภท คือ 1) ตัวอย่างดินที่เตรียม ไว้ส าหรับวิเคราะห์ธาตุอาหาร และ 2) ตัวอย่างดินที่เตรียมไว้ส าหรับวิเคราะห์ Bulk Density ตัวอย่างดินที่เตรียมไว้ส าหรับวิเคราะห์ธาตุอาหาร เมื่อถึงห้องปฏิบัติการ ต้องรีบน าดิน ออกจากถุงพลาสติกใส่ภาชนะแล้วผึ่งในที่ร่ม (Air Dry) เพื่อให้ดินแห้งเสียก่อน ดังแสดงในภาพที่ 71 การปล่อยดินไว้ในถุงพลาสติกจะท าให้ตัวอย่างดินเกิดราขึ้นได้ เนื่องจากความชื้นของดิน ร่วมถึง การย่อยสลายของจุลินทรีย์ในดิน ท าให้ค่าวิเคราะห์ดินบางค่าคลาดเคลื่อนได้ เมื่อดินตัวอย่าง แห้งดีแล้วให้น าใส่ถุงพลาสติกรัดปากถุงด้วยหนังยางวง เมื่อมีความพร้อมจึงส่งดินที่เก็บได้ไป วิเคราะห์หาปริมาณธาตุอาหาร ต่อไป ภาพที่ 71 การผึ่งดินในที่ร่ม เพื่อเตรียมส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์หาปริมาณของธาตุ อาหารในห้องปฏิบัติการ 109


ภาพที่ 72 การอบตัวอย่างดินเพื่อศึกษา Bulk Densityและการชั่งน้ าหนักดินภายหลังจาก การอบแห้งแล้ว การวิเคราะห์ตัวอย่างดินที่นิยมท ากัน ได้แก่ อินทรียวัตถุ (Organic Matter, OM) คาร์บอน (Carbon, C) ไนโตรเจน (Nitrogen, N) โปรแตสเซียม (Potassium, K) ฟอสฟอรัส (Phosphorus, P) แคลเซียม (Calcium, Ca)และ แม็กนีเซียม (Magnesium, Mg) นอกจากนี้จะมีการวิเคราะห์ทางด้าน กายภาพ เช่น ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ปริมาณทราย (% Sand) ปริมาณทรายแป้ง (% Silt) ปริมาณ ดินเหนียว (% Clay) และเนื้อดิน (Texture) โดยมีค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์ข้อมูลในห้องปฏิบัติการ ดังกล่าวข้างต้น รวมเป็นเงินทั้งหมด 1,100 บาท ต่อหนึ่งตัวอย่างดิน (ราคาอ้างอิงจาก ห้องปฏิบัติการปฐพีวิทยาป่าไม้ ภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปี พ.ศ. 2560) ถ้ามีการวิเคราะห์ข้อมูลชนิดอื่นๆ นอกจากนี้ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ถ้ามีการ วิเคราะห์เฉพาะค่า C พร้อมกับค่า N จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 600 บาท/ตัวอย่าง ในการวิเคราะห์หาปริมาณธาตุอาหารหรือธาตุคาร์บอน จะน าดินตัวอย่างมาร่อนผ่าน ตะแกรงที่มีขนาดความกว้าง 2 mm หรือ 2 mesh ดังนั้นการวิเคราะห์ปริมาณคาร์บอนจึงเป็น ลักษณะของเนื้อดินล้วนๆ ที่ลอดผ่านตะแกรงออกไป ไม่รวมก้อนกรวด หิน หรือรากไม้ที่มีขนาด มากกว่า 2 mm ส่วนตัวอย่างดินที่เตรียมไว้ส าหรับวิเคราะห์ Bulk Density จะน าดินออกจากถุงพลาสติก ใส่ลงในถ้วยอะลูมิเนียมขนาดเล็ก เพื่อน าไปเข้าตู้อบที่อุณหภูมิ 105 OC เป็นระยะเวลา 48 ชั่วโมง ต่อเนื่องกัน หรือจนกว่าตัวอย่างดินจะแห้งสนิท จากนั้นน าไปชั่งหาน้ าหนักแห้งของดินแล้วบันทึก ข้อมูลที่ได้ ดังแสดงในภาพที่ 72 เนื่องจากตัวอย่างดินดังกล่าวไม่ได้ศึกษาความชื้นในดินจึงไม่ จ าเป็นต้องชั่งน้ าหนักของดินก่อนการอบแห้ง 110 110


ภาพที่ 73 การใช้เทคนิคแบบเปียก เพื่อแยกก้อนกรวดและรากไม้ออกจากตัวอย่างดิน ในการศึกษา Bulk Density เมื่อชั่งหาน้ าหนักแห้งของดินตัวอย่างเรียบร้อยแล้ว จะพบว่ามีก้อนกรวด และรากไม้ ผสม อยู่ด้วยในตัวอย่างดิน จึงจ าเป็นต้องท าการแยกส่วนต่างๆ เหล่านี้ออกไปจากเนื้อดิน เพื่อการ ค านวณหาปริมาณคาร์บอนได้ถูกต้องมากขึ้น ในการแยกก้อนกรวดและรากไม้ออกจากตัวอย่างดิน สามารถท าได้ 2 วิธี คือ 1) วิธีแบบแห้ง และ 2) วิธีแบบเปียก วิธีแบบแห้ง คือการแยกก้อนกรวดและรากไม้ออกจากตัวอย่างดิน โดยการบดแบบเบาๆ ด้วยโกร่งบดยา หรือขวดแก้วกลิ้งบดบนภาชนะที่เรียบ ให้เนื้อดินแตกออกจากกัน จากนั้นจึงท าการ ร่อนผ่านตะแกรงที่มีขนาด 2 mm แล้วจึงท าการแยกส่วนของกรวดและรากไม้ ออกมาแล้วน าไป อบแห้ง น าค่าของกรวดและรากไม้หักออกจากน้ าหนักดินทั้งหมด ซึ่งวิธีการนี้ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก และไม่สะดวกเมื่อมีจ านวนตัวอย่างมากๆ วิธีแบบเปียก เป็นการใช้น้ าในการชะล้างส่วนที่เป็นเนื้อดินออกไปจนหมดคงเหลือ แต่ส่วนที่เป็นก้อนกรวด และรากไม้ที่ติดอยู่ในตาข่าย จากนั้นจึงแยกเอาไปอบแห้ง จะใช้ตาข่ายสีฟ้า ที่ตัดออกเป็นขนาด 40X40cm2 น าตัวอย่างดินที่ผ่านการอบและชั่งน้ าหนักแห้งเรียบร้อยแล้ว มาใส่ บนตาข่ายที่จัดเตรียมไว้ รวบชายทั้งสี่ด้านเข้าหากันรัดด้วยหนังยาง ท าการร่อนด้วยมือเพื่อเอาเนื้อดิน ส่วนใหญ่ออกไปก่อน หลังจากการร่อนจะมีดิน ก้อนกรวด และรากไม้ ที่ยังหลงเหลือบางส่วน น าถุง ตาข่ายที่บรรจุดินไปแช่ในอ่างน้ า 1 วัน แล้วน าไปแกว่งในน้ าเพื่อให้เนื้อดินหลุดลอดออกจากตาข่าย ดังแสดงในภาพที่ 73 ถ้าเป็นน้ าในล าธารที่มีการไหลสม่ าเสมอจะท าให้มีการชะล้างเนื้อดินไปได้ง่ายขึ้น 111


ภาพที่ 74 หลังจากน าตาข่ายที่บรรจุดินแกว่งในน้ า จนเนื้อดินหลุดรอดออกไปหมด จะพบว่ามีราก และก้อนกรวด ติดอยู่ภายในตาข่าย ท าการคัดแยกส่วนของราก และก้อนกรวด แล้วน าเข้าตู้อบหาน้ าหนักแห้งต่อไป (ดินที่อยู่ในถุงเป็นดินที่ผ่านการร่อนด้วยมือไม่ต้องน าเข้า ตู้อบ ให้ทิ้งไป) หลังจากน าถุงตาข่ายที่บรรจุดิน แกว่งในน้ าจนเนื้อดินละลายหลุดออกหมด จะพบว่ามี รากไม้ และก้อนกรวด เหลืออยู่ในตาข่าย ให้ผึ่งลมประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นท าการคัดแยกส่วน ที่เป็นราก และก้อนกรวด ออกจากกัน และน าใส่ลงในถ้วยอะลูมิเนียมขนาดเล็ก น าเข้าตู้อบที่ อุณหภูมิ 105O C เป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง ดังแสดงในภาพที่ 74 112


การค านวณปริมาณคาร์บอนต่อหน่วยพื้นที่ จากการเก็บตัวอย่างดินตามระดับความลึกพร้อมกับการหา Bulk Density ที่เป็นการ เก็บตัวอย่างจากดินที่ไม่ถูกรบกวน (Undisturbed Soil)จ านวน 1 จุด ได้แบ่งระดับความลึกออกเป็น 3 ระดับคือ 0-15 15-30 และ 30-50 cm มีข้อมูลน้ าหนักทั้งหมด จ านวน 3 ระดับ ซึ่งเป็น ข้อมูลน้ าหนักแห้งของดินทั้งหมดภายหลังจากการอบแห้ง จากนั้นท าการแยกส่วนที่เป็นราก และ ก้อนกรวด ด้วยวิธีเปียก โดยแกว่งในน้ าเพื่อเอาเนื้อดินออกไปให้หมด น าส่วนของรากและก้อน กรวดไปอบไล่ความชื้น จากนั้นน ามาชั่งหาน้ าหนักแห้ง เมื่อน าเอาข้อมูลน้ าหนักทั้งหมดหักด้วย ค่าของรากและก้อนกรวด จะเป็นน้ าหนักของดิน แสดงในตารางที่ 15 ในกรณีที่มีข้อมูลจ านวน 2-3 จุด ให้ใช้ค่าเฉลี่ยแทนค่าในตารางดังกล่าว ตารางที่ 15 ตัวอย่างของข้อมูลจ านวน 1 จุด แสดงมิติต่างๆ ที่ได้จากการเก็บตัวอย่างภาคสนาม และค่าที่ได้จากการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เพื่อการค านวณปริมาณคาร์บอนต่อหน่วยพื้นที่ หมายเหตุ : * ข้อมูลภาคสนามของ Bulk Density และปริมาณคาร์บอนในดิน ของป่าเบญจพรรณ แปลง H3 ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี ระดับ ความลึก น้ าหนัก ทั้งหมด น้ าหนัก ของราก น้ าหนัก ของกรวด น้ าหนัก ของดิน Bulk Density ปริมาตร ของดิน มวล ของดิน ปริมาณ C C ในดิน (cm) (g) (g) (g) (g) (t/m3 ) (m3 /ha) (t/ha) (%) (tC/ha) 0-15 69.49 0.25 1.39 67.85 0.6785 1,500 1,017.75 5.59 56.8922 15-30 95.38 0.30 1.45 93.63 0.9363 1,500 1,404.45 4.02 56.4589 30-50 85.75 0.05 13.60 72.10 0.7210 2,000 1,442.00 3.38 48.7396 *รวมทั้งหมด 162.0907 113


ความหนาแน่นรวม (Bulk Density, Db ) หมายถึงสัดส่วนระหว่างมวลของดินขณะที่ดินแห้ง สนิทกับปริมาตรทั้งหมดของดิน (ปริมาตรของส่วนประกอบทุกๆ ส่วนรวมกัน) (ภาควิชาปฐพีวิทยา, 2530) โดยมีสูตรในการค านวณดังนี้ Db = Ms / Vb โดยที่ Db = ความหนาแน่นรวม (g/cm3 หรือ t/m 3 ) Ms = มวลของดินที่แห้งสนิท (g) Vb = ปริมาตรรวม (cm3 ) เนื่องจาก Soil Can มีปริมาตร 100 cm3 ดังนั้นเมื่อน าข้อมูลน้ าหนักของดินหารด้วย ปริมาตรของ Soil Can จะเป็นค่าของ Bulk Density ที่มีหน่วยเป็น g/cm3 หรือเท่ากับ t/m3 ส่วนปริมาตรของดิน หาได้จากปริมาตรรวมทั้งหมดในพื้นที่1ha (100X100 = 10,000 m 2 ) และมีความหนา 15 cm (ที่ระดับความลึก 0-15 cm) ดังนี้ Vb = ความกว้าง X ความยาว X ความลึก โดยที่ Vb = ปริมาตรของดิน (m 3 /ha) ความกว้าง = 100 m ความยาว = 100 m ความลึก = 15 cm หรือ 0.15 m แทนค่า Vb = 100 X 100 X 0.15 Vb = 1,500 m 3 /ha จากวิธีการค านวณดังกล่าวข้างต้นท าให้ทราบถึงปริมาตรรวมทั้งหมดของดินที่ระดับ 0-15 15-30 และ 30-50 cm โดยมีค่า 1,500 1,500 และ 2,000 m 3 /ha ตามล าดับ เมื่อต้องการทราบมวลของดิน จะน าข้อมูล Bulk Density คูณกับปริมาตรของดิน จากนั้น น าข้อมูลปริมาณคาร์บอนในดินของระดับชั้นต่างๆ ที่ได้จากห้องปฏิบัติการปฐพีวิทยาป่าไม้ ของคณะ วนศาสตร์ ที่มีค่าเป็นเปอร์เซนต์ (%) โดยใช้ค่าจากมวลของดินในการค านวณ ผลการค านวณจะได้ เป็นค่าคาร์บอนในดินต่อหน่วยพื้นที่ ในแต่ละระดับความลึก เมื่อกล่าวถึงปริมาณคาร์บอนในพื้นที่ป่า จะใช้ค าว่า “ปริมาณคาร์บอนที่สะสมถึงระดับความลึก 50 cm มีค่า 162.0907 tC/ha” 114


เอกสารอ้างอิง เกียรติก้อง พิตรปรีชา, ธิติ วิสารัตน์, สมบูรณ์ กีรติประยูร และ ชิงชัย วิริยะบัญชา. 2530. การ ประมาณมวลชีวภาพและปริมาตรรายต้นของไม้ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส. เอกสารทาง วิชาการ เล่มที่ 18. งานนิเวศวิทยาป่าไม้, ฝ่ายวนวัฒนวิจัย กองบ ารุง กรมป่าไม้. 23 น. ชิงชัย วิริยะบัญชา, สมหมาย นามสวาท และ บรรณศาสตร์ ดวงศรีเสน. 2541. มวลชีวภาพเหนือ พื้นดิน, ดัชนีพื้นที่ผิวใบ และการวิเคราะห์ความเพิ่มพูนทางด้านเส้นผ่าศูนย์กลางโดย วิธีการตรวจสอบวงปีของไม้สัก อายุ 21 ปี ณ สวนป่าแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่. เอกสาร ทางวิชาการ เลขที่ 41003 พ.ศ. 2541. กลุ่มการปลูกป่า, ส่วนวนวัฒนวิจัย ส านักวิชาการ ป่าไม้ กรมป่าไม้. กรุงเทพฯ. 20 น. ชิงชัย วิริยะบัญชา และกันตินันท์ผิวสอาด. 2546. การประมาณผลผลิตด้านปริมาตรของล าต้น และมวลชีวภาพเหนือพื้นดินของสวนป่าไม้สัก. ใน รายงานการประชุมการป่าไม้ ประจ าปี 2545. “ศักยภาพของป่าไม้ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย” จัดการประชุมโดย กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตร ชิงชัย วิริยะบัญชา, กันตินันท์ผิวสอาด และสิริรัตน์ จันทร์มหเสถียร. 2548. การประเมินศักยภาพ ของกิจกรรมการปลูกสร้างสวนป่าในการลดความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ. ใน รายงานการประชุมวิชาการ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทางด้านป่า ไม้ “ศักยภาพของป่าไม้ในการสนับสนุนพิธีสารเกียวโต” ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพฯ วันที่ 4-5 สิงหาคม 2548. ส านักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช. 12 น. ชิงชัย วิริยะบัญชา, วิโรจน์ รัตนพรเจริญ และสิรินทร์ติยานนท์. 2552. ผลผลิตปฐมภูมิสุทธิและ ศักยภาพ ในการสะสมคาร์บอนของไม้เศรษฐกิจบางชนิด.เอกสารน าเสนอ ใน การประชุม วิชาการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมล้อมแห่งชาติครั้งที่ 2. ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2552 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ. 12 น. ชิงชัย วิริยะบัญชา, ภาณุมาศ ลาดปาละ และวัฒนา ศักดิ์ชูวงษ์. 2554. การสะสมคาร์บอนของ เถาวัลย์ในป่าธรรมชาติ ณ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน. การประชุมวิชาการระดับชาติ เรื่อง ประเทศไทยกับภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 2 : การเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่เศรษฐกิจสีเขียว วันที่ 18 - 19 สิงหาคม 2554 ณ ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี ปากเกร็ด นนทบุรี. องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน). 23 น. 115


ชิงชัย วิริยะบัญชา, วัฒนา ศักดิ์ชูวงษ์, ปิยะพงษ์สืบเสน และปาริฉัตร์พึ่งไทย. 2559. รายงาน การแก้ไขปัญหาการทรุดโทรมของไม้ยางนาที่ยืนต้นตายและล้มตายตามธรรมชาติ ณ วนอุทยานนครไชยบวร ต าบลท่าเสา อ าเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร. ส่วนวิจัยการ อนุรักษ์ป่าไม้, ส านักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช. 48 น. ชิงชัย วิริยะบัญชา, วิโรจน์ รัตนพรเจริญ, ภาณุมาศ ลาดปาละ, สิริรัตน์ จันทร์มหเสถียร, ปาริฉัตร์พึ่งไทย และปิยะพงษ์ สืบเสน. 2560 a. รายงานฉบับสมบูรณ์ การเปลี่ยนแปลงลักษณะสังคมพืช และการสะสมคาร์บอนเหนือพื้นดินในระบบนิเวศป่าดิบเขา. ส่วนวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้, ส านักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. 65 น. ชิงชัย วิริยะบัญชา, วิโรจน์ รัตนพรเจริญ และภาณุมาศ ลาดปาละ. 2560 b. สมการประมาณมวล ชีวภาพเหนือพื้นดินของพันธุ์ไม้รองบางชนิดในพื้นที่ป่าธรรมชาติ. ใน การประชุมวิชาการ และน าเสนอผลงานวิชาการเครือข่ายงานวิจัยนิเวศวิทยาป่าไม้ประเทศไทย ครั้งที่ 6: ณ สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นครปฐม ระหว่าง วันที่ 19-20 มกราคม พ.ศ. 2560. ชิงชัย วิริยะบัญชา และวิโรจน์ รัตนพรเจริญ. 2561. การศึกษาปัจจัยด้านภูมิอากาศของป่าชนิดต่างๆ ในพื้นที่กลุ่มป่าภูเขียว-น้ าหนาว. เอกสารน าเสนอ ใน โครงการประชุม เรื่อง การรายงานผล การด าเนินงานแผนงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่กลุ่มป่าภูเขียว - น้ าหนาว ระหว่างวันที่ 27 - 28 มิถุนายน 2561 ณ ห้องประชุมตึกกสิกรรม กรมวิชาการเกษตร. 50 น. ดอกรัก มารอด. 2538. แบบแผนการทดแทนขั้นทุติยภูมิในป่าผสมผลัดใบของสถานีวิจัยต้นน้ าแม่ กลอง จังหวัดกาญจนบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. บรรณศาสตร์ ดวงศรีเสน และชิงชัย วิริยะบัญชา. 2545. มวลชีวภาพ, ดัชนีพื้นที่ผิวใบ และการ วิเคราะห์ความเพิ่มพูนทางด้านเส้นผ่าศูนย์กลางโดยวิธีการตรวจสอบวงปีของไม้สักอายุ 8 ปี ณ สวนป่าแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่. เอกสารงานวิจัย. กลุ่มการปลูกป่า, ส่วนวนวัฒนวิจัย, ส านักวิชาการป่าไม้, กรมป่าไม้. ธิติ วิสารัตน์ และ ชลธิดา เชิญขุนทด. 2547. องค์ประกอบของชนิดพันธุ์พืชและปริมาณมวลชีวภาพ เหนือพื้นดินของต้นไม้ในป่าดิบแล้ง. ใน เอกสารประกอบการประชุม “การประชุมการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทางป่าไม้ : ป่าไม้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ณ. โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 16-17 สิงหาคม 2547. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. 31 น. พิทยา เพชรมาก. 2520. ผลผลิตขั้นปฐมภูมิของสวนป่าไม้สักที่ตัดสางขยายระยะ และไม่ตัดสางขยาย ระยะ ณ ท้องที่อ าเภองาว จังหวัดล าปาง. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ. 94 น. 116


ภาควิชาปฐพีวิทยา. 2530. ปฐพีวิทยาเบื้องต้น. คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 673 น. รุ่งสุริยา บัวสาลี. 2545. ลักษณะของสังคมพืชป่าผสมผลัดใบชื้นในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ ปริญญาโท, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. วัลลภ สุคนธ์. 2512. การศึกษาปริมาณการสะสมและธาตุอาหารของอินทรียวัตถุในป่าดิบลุ่มน้ าห้วย คอกม้า. วิทยานิพนธ์ปริญญาตรี. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. วินัย แก้วดีเลิศ, ชิงชัย วิริยะบัญชา และวิโรจน์ รัตนพรเจริญ. 2560. การศึกษามวลชีวภาพเหนือ พื้นดินของไม้ต๋าว ในพื้นที่โครงการศูนย์ภูฟ้าพัฒนา จังหวัดน่าน. ใน การประชุมการป่าไม้ ประจ าปี พ.ศ. 2560 “รวมพลังรักษ์ป่า ด้วยศาสตร์พระราชา” วันที่ 5 -7 กันยายน พ.ศ. 2560 ณ มิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. น. 74-85. วิสุทธิ์ สุวรรณาภินันท์, พงษ์ศักดิ์ สหุนาฬุ, ปรีชา ธรรมานนท์ และอนันต์ชัย เขื่อนธรรม. 2526. ผลผลิตของป่าไผ่รวก หินลับ กาญจนบุรี. ใน วารสารวนศาสตร์ 2 (2) : 114-134. สคาร ทีจันทึก และพงษ์ศักดิ์ สหุนาฬุ. 2546. ความสัมพันธ์ระหว่าสังคมพืชพรรณไม้ป่า และ ปัจจัยทางด้านดิน ตามการเปลี่ยนแปลงทางความสูงของภูมิประเทศในอุทยานแห่งชาติ ดอยอินทนนท์. ภาควิชาวนวัฒนวิทยา, คณะวนศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ. สมบูรณ์ กีรติประยูร และสมหมาย นามสวาท. 2537. เทคนิคบางอย่างในการประมาณผลผลิตของสวน ป่า II. การประมาณมวลชีวภาพของส่วนของล าต้นที่มีขนาดจ ากัด, ใน รายงานการประชุมวิชาการ ป่าไม้ ประจ าปี 2537: การปลูกป่าเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อม. ระหว่างวันที่ 21-25 พฤศจิกายน 2537 ณ โรงแรมวังใต้ อ าเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี. น. 124-137. สมบูรณ์ กีรติประยูร. 2557. คู่มือการใช้โปรแกรม ECOPACK2. ใน : เอกสารประกอบการฝึกอบรม หลักสูตร “การวิเคราะห์ข้อมูลจากตัวแปรในแปลงตัวอย่างถาวร”. ส่วนวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้ ส านักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช. น. 1-45 สมศักดิ์ สุขวงศ์. 2520. นิเวศวิทยาป่าไม้. คู่มือการปฏิบัติงานภาคฤดูร้อน. ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้, คณะวนศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน. 2530. รูปแบบสังคมพืชป่าดิบแล้ง ที่สะแกราช จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวนศาสตร์ 1: 36-50. สาพิศ ร้อยอ าแพง. 2533. ผลผลิตมวลชีวภาพของไม้ไผ่พื้นเมือง 4 ชนิด. ภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 28 น. สามัคคี บุญยะวัฒน์และ ชุมพล งามผ่องใส. 2517. การวิจัยลุ่มน้ าที่ห้วยคอกม้า เล่มที่ 17. 21 น. 117


สุนันทา ขจรศรีชล. 2531. ลักษณะทางนิเวศวิทยาบางประการของป่าสนธรรมชาติ บริเวณ โครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ อ าเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ. 134 น. อภิสิทธิ์ เอี่ยมหน่อ. 2530. ธรณีสัณฐานวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ 1, โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิชย์จ ากัด. กรุงเทพมหานคร. 393 น. อ านาจ สุวรรณฤทธิ์. 2525. ความสัมพันธ์ระหว่างดินกับพืช เล่ม 1. ภาคปฐพีวิทยา. คณะเกษตร. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. อิทธิพงศ์ วรรณลังกา, รุ่งเรือง พูลศิริ, ลดาวัลย์ พวงจิตร. 2558. มวลชีวภาพเหนือพื้นดินในสวนไผ่ 4 ชนิดที่มีอายุล าต่างกัน ณ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จังหวัดเชียงใหม่. วารสารวนศาสตร์ 34 (1) : 67-75 (2558) อุทิศ กุฏอินทร์. 2542. นิเวศวิทยาพื้นฐานเพื่อการป่าไม้. ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้, คณะวนศาสตร์, มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ. เอิบ เขียวรื่นรมณ์. 2533. ดินของประเทศไทย. ภาควิชาปฐพีวิทยา, คณะเกษตร, มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ 651 หน้า. Boncina, A. 2000. Comparison of structure and biodiversity in the Rajhenav virgin in forest remnant and managed forest in the Dinamic region of Slovenia. Glbal Eco. & Biogeo. 9:201-211. Brady, N.C. 1974. The Nature and Properties of Soils (8th Edition) MacMillan Publishing CO., Inc. New York. Bray, J.R. and E. Gorham. 1964. Litter production in forests of the world. Adv. Ecol. Res. 2: 101-157. Carlisle, A., A.H.F. Brown and E.J. White. 1966 a. The organic matter and nutrient element in the precipitation beneath a sessile oak canopy. J. Ecol. 54: 87-98. Carlisle, A., A.H.F. Brown and E.J. White. 1966 b. Litterfall, leaf production and the effects of defoliation by Totrix Viridana in a sessile oak (Quercus petraea) Woodland. J. Ecol. 54: 65-85. Chan N., S. Takeda, R. Suzuki and S. Yamamoto. 2013. Establishment of allometric models and estimation of biomass recovery of swidden cultivation fallows in mixed deciduous forests of the Bogo Mountains, Myanmar. Forest Ecology and Management 304 (2013) 427-436. 118


Chapman, S.B. 1976. Production ecology and nutrient budgets, In Methods in Plant Ecology. Black-well Scientific Publications, London. pp. 157-229. Clapham, A. R. 1932. The form of the observational unit in quantitative ecology. J. Ecol. 20:192-197. Corbett, J.R. 1969 The Living Soil : The process of soil formation Martindale Press PTY. LTD. NSW. Australia. Curlin, J.W. 1970. Nutrient Cycling as a factor in site Productivity and forest fertilization In Youngberg, C.T. and C.B. Davey. Tree growth and Forest Soils; Proc. of the third North Amer. For. Soils Conference. Oregon State Univ. Press. Curtis, J. T. 1959 . The Vegetation of Wisconsin, an Ordination of Plant Communities. Madison : University of Wisconsin Press. Fisher, A. R., A. S. Gorbert and C. B. Williams. 1943. The relation between the number of species and the number of individuals in a random sample of an annual population. J. Anim. Ecol. 12 : 42-58 Gleason, H. A. 1920. Some application of the Quardrat method. Bull. Torrey Botan. Club. 47 : 21-23. Greig-Smith, P. 1964. Quantitative Plant Ecology. 2 nd ed. London : Butterworths. Hairiah K., SM. Sitompal, M. van Noordwijk and C. Plam. 2001. Carbon stocks of tropical land use systems as part of the global C Balance. ASB Lecture Note 4A. ICRAF, Bogor, Indonesia. 49 pp. Hopkins, B. 1966. Vegetation of the Olobeneji Forest Reserve, Nigeria. IV. The litter and soil with special reference to their seasonal changes. J. Ecol. 54: 687-703. Ishizuka, M. 1991. Development of the software for silviculture research. Research and Training in Re-afforestation Project in Thailand (Phase II). 61 pp. IPCC. 2003. Good Practice Guidance for Land Use, Land-Use Change and Forestry. The Institute for Global Environmental Strategies (IGES), Hayama, Japan. P. 3.15. IPCC. 2006. 2006 IPCC Guidelines for National Greenhouse Gas Inventories. Volume 4 : Agriculture, Forestry and Other Land Use. Chapter 4 : Forest Land. The Institute for Global Environmental Strategies (IGES), Hayama, Japan. 83 pp. 119


Jensen, V. 1974. Decomposition of angiosperm tree leaf litter. In Dickinson, C.H. and G.J.F. Pugh. Biology of Plant Litter Decomposition Vol. I. New York: Academic Press. Kershaw, K.A. 1964. Qualitative and Dynamics Ecology. London : Edward Arnold. Kramer, P.J. and T.T. Kozlowski. 1960. Physiology of Trees. New York: McGraw-Hill Book Company Inc. Kreb, G.J. 1972. Ecology. New York : Harper and Row Publishers. Kutintara, U., D. Marod, M. Takahashi, and T. Nakashizuka. 1995. Growth and dynamics of bamboos in a tropical seasonal forest. In Proceedings of the International Workshop on "The Changes of Tropical Forest Ecosystems by EL Nino and Others", Bangkok, Japan Science & Technology Agency+National Research Council of Thailand+Japan International Science & Technology Exchange Center, p.125-139. Marod, D., U. Kutintara, H. Tanaka and T. Nakashisuka. and C. Yarwudhi. 1999. Structural dynamic of a natural mixed deciduous forest in western Thailand. Vegetation Sci. 10: 777-786. 9: 201-211. Mueller-Dombois, D. and H. Ellenberg. 1974. Aims and Methods Vetgetation Ecology. New York : John Wiley & Sons, Inc. Nye, P.H. 1961. Organic matter and nutrient cycles under moist tropical forests. Plant and Soil.13: 333-346. Odum, E.P. 1963. Functional of Ecology. Holt, T Reinhary & Winston Inc., New York. 152 p. Ogawa, H., K. Yoda and T. Kira. 1961. A preliminary survey on the vegetation of Thailand. Nature and Life in SE Asia. 1 : 21-157. Ogawa, H., K. Yoda, K. Ogino and T. Kira. 1965. Comparative ecological studies on three main types of forest vegetation in Thailand. II. Plant Biomass. Nature and Life in Southeast Asia 4 : 49-80. Ogino, K., D. Ratanawongs, T. Tsutsumi and T. Shidei. 1967. The primary production of tropical forests in Thailand. Southeast Asian Studies 5 (in Japan). p. 121-154. 120


Oosting, H. J. 1956. The Study of Plant Communities, an Introduction to Plant Ecology. 2 nd ed. San Francisgo : W.H. Freeman and Co. Phillips, E.A. 1959. Methods vegetation study. New York : Henry Holt and Cpmpany, Inc. Reuter, D.J., Robinson, J.B., Peverill, K.I., Price, G.H. and Lambert, M.J. 1997. Guidelines for collecting, handling and analysing plant materials. In "Plant analysis: An interpretation manual" (D.J. Reuter and J.B. Robinson, eds.), CSIRO Publishing, Collingwood, pp. 53-70. Rodin, L.E. and N.I. Bazilevich. 1967. Production and Mineral Cycling in Terrestrial Vegetation. Edinburgh: Oliver and Boyd. Shannon, C. E. and W. Weaver. 1949. The Mathematical Theory of Communication. Univ. Illinois Press, Urbana. 50 p. Shimwell, D. W. 1971. Description and Classification of Vegetation. Sidgwick & Jackson, London. 322 p. Siccama, T. G., F. H. Borman and G. F. Likens. 1970. The hubbard Brook ecosystem study, productivity, nutrient, and phytosociology of the herbaceous layer. Ecol. Monogr. 40 : 389-402 Simpson, E. H. 1949. Measurement of diversity. Natural 163 : 688 Snowdon, P., J. Raison†, H. Keith, P. Ritson†, P. Grierson, M. Adams, K. Montagu†, H. Bi, W. Burrows and D. Eamus. 2002. Protocol for Sampling Tree and Stand Biomass. National Carbon Accounting System Technical Report No. 31 March 2002. The Australian Greenhouse Office is the lead Commonwealth agency on greenhouse matters. Printed in Australia for the Australian Greenhouse Office, © Commonwealth of Australia 2002. 76 p. Tsutsumi T., K. Yoda, P. Sahunalu, P. Dhanmanonda and B. Prachaiyo. 1983. Forest : Felling, Burning and Regeneration. In Shifting cultivation. An experiment at Nam Phrom, Thailand and its implications for upland farming in the monsoon Tropics. Edited by K. kyuma and C. Pairintra. p. 13-62. 121


Viriyabuncha, C., S. Janmahasatien and K. Peawsa-ad, 2003. Assessment of the Potentiality of Re-afforestation Activities in Climate Change Mitigation, Annual Report April, 2002 - March, 2003. Silviculture Research Group, Department of National Park, Wildlife and Flora. Bangkok, THAILAND. 121 pp. Viriyabuncha. C., S. Janmahasatien and K. Peawsa-ad. 2005. Assessment of the Potentiality of Re-afforestation Activities in Climate Change Mitigation. Final Report April, 2004 - March, 2005. Silviculture Research Group, Department of National Park, Wildlife and Plant Conservation. Bangkok, THAILAND. 65 pp. Westman, W. E. and R. H. Whittaker. 1975 The pygmy forest region of Northern California, study biomass and primary productivity. J. Ecol. 63 (2) : 493-520. Xiao, T.L., W.T. Jian, L.F. Zhi & H.L. Mai. 2009. Diversity and aboveground biomass of lianas in the tropical seasonal rain forests of Xishuangbanna, SW China. Rev. biol. trop v.57 n.1-2 San José mar.-jun. 2009. .. 122


ภาคผนวก ภาคผนวกที่ 1 ข้อมูลมวลชีวภาพเหนือพื้นดินภาคสนามของไม้สัก อายุ 21 ปี ระยะปลูก 2X8 m2ณ สวนป่านาด้วง อ าเภอนาด้วง จังหวัดเลย (ที่มา : Viriyabunchaet al., 2005) 123


ภาคผนวกที่ 1 (ต่อ) 124


ภาคผนวกที่ 1 (ต่อ) 125


ภาคผนวกที่ 1 (ต่อ) 126


ภาคผนวกที่ 1 (ต่อ) 127


ภาคผนวกที่ 1 (ต่อ) 128


ภาคผนวกที่ 1 (ต่อ) 129


ภาคผนวกที่ 1 (ต่อ) 130


ภาคผนวกที่ 1 (ต่อ) 131


ภาคผนวกที่ 1 (ต่อ) 132


Click to View FlipBook Version