The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จุลสาร สวจ.ปี 12 ฉบับที่ 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

จุลสาร สวจ.ปี 12 ฉบับที่ 1

จุลสาร สวจ.ปี 12 ฉบับที่ 1

สวจ. 2 พรรณไม้ชนิดใหม่
ดอยหัวหมด

สมราน สดุ ดี *

ดอยหัวหมดตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จังหวัดตาก
อยู่ห่างจากตัวอำ�เภออุ้มผางตามเส้นทางไปเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าทุ่งใหญ่
ด้านตะวันออกประมาณ 9 กิโลเมตร เป็นแหล่งที่มีสภาพนิเวศจำ�เพาะ
พื้นที่มีลักษณะเป็นเขาหัวโล้น เป็นเขาหินปูนผุกร่อน มีไม้ต้นขนาดเล็ก
กระจายห่าง ๆ นอกนั้นเป็นต้น ไม้พุ่มเตี้ย และไม้ล้มลุกที่ขึ้นตามฤดูกาล
เป็นแหล่งที่พบพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลกเป็นจำ�นวนมาก พื้นที่ควรได้รับ
การดูแลรักษาให้คงสภาพเดิมไว้ ไม่ควรมีกิจกรรมใด ๆ ที่มีผลกระทบ
ต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพ้ืนทีท่ ง้ั สิน้ เช่น กิจกรรมปลกู ป่า เป็นต้น
พรรณไมท้ พ่ี บบรเิ วณดอยหวั หมดซง่ึ มคี วามสงู จากระดบั ทะเลปานกลาง
800-1,000 เมตร มีความคล้ายคลงึ กับพรรณไมท้ ีพ่ บบนดอยหลวงเชียงดาว
ที่ระดับ 1,500 เมตรขึ้นไป การสำ�รวจทางพฤกษศาสตร์ยุคแรก ๆ ในพื้นที่
มีการบนั ทกึ ไวโ้ ดยหมอคาร์ (A. F. G. Kerr) นายแพทยช์ าวไอรชิ โดยในปี
พ.ศ. 2465 หมอคารไ์ ดเ้ ดนิ ทางส�ำ รวจผา่ นมาทางแมว่ งก์ ผา่ นล�ำ น�ำ้ แมก่ ลอง
และเดินทางถึงบ้านแม่ละมุ้งในวันที่ 6 มิถุนายน ในสมัยนั้นบ้านแม่ละมุ้ง
เปน็ หมบู่ า้ นชาวกะเหรย่ี ง มบี า้ นประมาณ 12 หลงั คาเรอื น ทมี ส�ำ รวจเดนิ ทาง
ออกจากบ้านแม่ละมุ้งในวันที่ 8 มิถุนายน เพื่อเดินทางต่อไปอุ้มผาง ถึงตัว
อำ�เภอในวันที่ 10 มิถุนายน ในช่วงที่อยู่ที่อุ้มผางได้ใช้เวลา 2 วัน เดินทาง
ไปส�ำ รวจทดี่ อยหัวหมด โดยหมอคารไ์ ดบ้ ันทึกลักษณะพ้ืนท่ีไวว้ า่ “These
hills well deserved their name of ‘Bald-Headed’, for their tops
in marked contrast to the surrounding well-wooded peaks, are
almost devoid of trees, being covered instead with short grass
and herbs.” หมายถึงกลมุ่ เขาหวั โลน้ ทม่ี ีปา่ สมบูรณ์ล้อมรอบ เหมาะสม
กับการถูกเรียก “ดอยหัวหมด” ซึ่งบริเวณเขาหัวโล้นดอยหัวหมดมีหญ้า
และไม้ล้มลุกเตี้ย ๆ ขึ้นเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างหมายเลขแรกที่เก็บคือ
หมายเลข Kerr 6118 ซึ่งเป็นตัวอย่างต้นแบบของ ฮ่อมดอยหัวหมด
Strobilanthes graminea J. B. Imlay พชื ในวงศ์ต้อยติ่ง (Acanthaceae)
ตวั อย่างตน้ แบบของเทียนปกี ผีเส้อื Impatiens patula Craib ซงึ่ พบมาก
เต็มดอยในช่วงฤดูฝน กถ็ กู เก็บในการส�ำ รวจคร้งั น้ี

* กลมุ่ งานพฤกษศาสตร์ป่าไม้

ตวั อยา่ งพรรณไมช้ นดิ ใหม่ของโลกท่พี บได้บรเิ วณดอยหัวหมด ตุลาคตมลุ -ามคกมรา-มคกมราค3ม 3
แตกตา่ งกันไปตามฤดกู าล

1. เออื้ งศรีประจมิ 5. ฮอ่ มดอยหวั หมด 9. หญ้าคางเลอื ยตะนาวศรี 13. ขา้ วตอกใหญ่ ชาฤๅษีเมืองตาก
Scutellaria tenasserimensis A. J. Paraboea takensis Triboun
Sirindhornia mirabilis H. A. Pedersen Strobilanthes graminea J. B. Paton วงศ์ Lamiaceae วงศ์ Gesneriaceae
& Suksathan วงศ์ Orchidaceae Imlay วงศ์ Acanthaceae ไมล้ ้มลุกทอดเลื้อยสน้ั ๆ ไม้ลม้ ลกุ ขึ้นตามซอกหนิ ปูน
กล้วยไม้ดิน ใบลาย ออกดอกชว่ งต้นฤดฝู น ไมล้ ม้ ลกุ ดอกบานชว่ งต้นถงึ กลาง
ฤดฝู น ดอกบานชว่ งต้นฤดฝู น ดอกบานชว่ งกลางถึงปลายฤดฝู น

2. ชามว่ ง 6. กะเพราตะนาวศรี 10. เทพมาศ 14. ศรสี ยาม

Paraboea glandulifera (Barnett) Teucrium scabrum Suddee Flemingia sirindhorniae Paraboea siamensis Triboun
C. Puglisi วงศ์ Gesneriaceae & A. J. Paton วงศ์ Lamiaceae Mattapha, Chantar. & Suddee วงศ์ Gesneriaceae
ไม้ล้มลกุ ขน้ึ ตามก้อนหินปนู บานเต็มที่ ไม้ล้มลุก ดอกบานช่วงกลางถึง วงศ์ Fabaceae-Papilionoideae ไมล้ ม้ ลกุ ขึ้นตามซอกหินปนู ดอกบานชว่ ง
ประมาณเดือนสิงหาคม ปลายฤดฝู น ไม้ล้มลุกขน้ึ ตามสนั เขาหนิ ปูน กลางถึงปลายฤดูฝน
ดอกบานช่วงปลายฤดูฝน

3. พษิ นาศนด์ อยหัวหมด 7. ว่านแผ่นดนิ เยน็ อุ้มผาง 11. ชอ้ งเจา้ ฟ้า 15. เสลาหัวหมด
Buxus sirindhorniana W. K. Soh, von Lagerstroemia huamotensis
Sophora huamotensis Mattapha & Nervilia umphangensis Suddee, Sternb., Hodk. & J. Parn. วงศ์ Buxaceae W. J. de Wilde & Duyfjes
Suddee & Rueangr. Rueangr. & S. W. Gale ไมต้ ้นขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง เปลอื ก วงศ์ Lythraceae
วงศ์ Fabaceae-Papilionoideae วงศ์ Orchidaceae เป็นคอร์กหนา ออกดอกและเปน็ ผล ไม้ตน้ ขนาดเล็ก ดอกสขี าวลว้ น
ไมพ้ มุ่ ดอกบานชว่ งกลางถึงปลายฤดูฝน กล้วยไม้ดิน ดอกบานช่วงหน้าแลง้ เกอื บตลอดปี บานช่วงตน้ ฤดูฝน

4. พศิ วงตานกฮกู พศิ วงไทยทอง 8. เอื้องรังนกไทยทอง 12. มอื พระนารายณ์ใบวน 16. หวายเจดีย์

Thismia thaithongiana Porpax thaithongiae Suddee, Schefflera poomae Esser & Dendrobium elliottianum
Chantanaorr. & Suddee Promm. & Watthana Jebb P. O’Byrne
วงศ์ Burmanniaceae วงศ์ Orchidaceae วงศ์ Araliaceae วงศ์ Orchidaceae
พืชลม้ ลุกอาศยั รา ดอกบานช่วงปลายฤดฝู น กล้วยไม้อิงอาศัย ดอกบานช่วงต้นฤดูฝน ไมพ้ ่มุ ถงึ ไม้ตน้ ขนาดเล็ก ขน้ึ ตาม กล้วยไมข้ ึน้ บนกอ้ นหนิ ปนู บานชว่ ง
หน้าผาหนิ ปนู ใบมขี นหนาแนน่ ปลายฤดูฝน

17. เทยี นปกี ผเี ส้อื นอกจากนย้ี งั มพี รรณไม้ชนิดใหม่ในพืน้ ที่อีกหลายชนิด
ทีอ่ ยรู่ ะหวา่ งการเตรยี มตพี มิ พข์ องผเู้ ชย่ี วชาญในแตล่ ะวงศ์
Impatiens patula Craib
วงศ์ Balsaminaceae
ไมล้ ้มลุก ดอกบานชว่ งกลางถึงปลายฤดูฝน

สวจ. 4

เมยี ง เหมยี ง เหลยี ง :
นายพงษศ์ ักด์ิ พลเสนา *

ผักพืน้ บ้านที่สับสนเร่อื งชอ่ื พน้ื เมือง
“ คนทีช่ อบรบั ประทานผักพืน้ บ้าน โดยเฉพาะคนใต้

ต้องรู้จักและเคยรับประทานใบเหมยี งหรือใบเหลยี งผัดไข่
แตพ่ อถามว่า ผกั พ้ืนบา้ นชนดิ นม้ี ชี อ่ื พ้นื เมืองหรือชอ่ื ทอ้ งถน่ิ วา่ อะไร

จะไดค้ �ำ ตอบทห่ี ลากหลาย เชน่ เหมยี ง ผกั เหมยี ง เหลยี ง

”ผกั เหลยี ง เมยี ง และมกั จะบอกว่าคนอน่ื เรยี กชอื่ ผิดหรือเข้าใจผิด

เมยี ง เหมยี ง หรอื เหลยี ง เปน็ พชื เมลด็ เปลอื ย

อยู่ในสกลุ มะเมื่อย (Gnetum) วงศม์ ะเมอื่ ย (Gnetaceae)
ในปา่ ธรรมชาติของประเทศไทยมพี รรณไม้สกลุ นี้ 8 ชนิด ไดแ้ ก่
เม่อื ยด�ำ (G. cuspidatum Blume) มะหน่วย [(G. latifolium
Blume var. funiculare (Blume) Markgr.)] เม่อื ยเล้ือย (G. leptostachyum Blume)
เมอ่ื ยดกู (G. macrostachyum Hook.f.) เมอ่ื ยนก (G. microcarpum Blume) เมอ่ื ย (G. montanum
Markgr.) เม่ือยนก (G. tenuifolium Ridl.) และเมยี ง เหมยี ง หรือเหลยี ง (G. gnemon L.) 7 ชนดิ
แรกเปน็ ไม้เถาเนื้อแขง็ สว่ นชนดิ สดุ ทา้ ยเปน็ ไมต้ น้ หรอื ไมพ้ มุ่

เมยี ง เหมยี ง หรอื เหลยี ง แยกเปน็ 2 พนั ธุ์ (variety)

พันธ์ุ G. gnemon L. var. gnemon
พนั ธุ์ G. gnemon L. var. tenerum Markgr.

ขอยำ้ �นะครบั ว่า . . . พนั ธ์ุ หรอื variety เปน็ ล�ำ ดบั ขน้ั ตามมาตรฐานทางอนกุ รมวธิ าน ทต่ี �ำ่ กวา่

ชนิด (species) และชนิดยอ่ ย (subspecies) ไม่ใช่พันธ์ุปลกู (cultivar) ซง่ึ เป็นลำ�ดบั ที่ใชเ้ รียกพชื ที่
ได้มาจากการผสมหรือคัดเลือกพันธุ์เพื่อการเพาะปลูก ที่เราคุ้นเคย เช่น ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง
มะม่วงพนั ธ์นุ ำ�้ ดอกไม้ ลำ�ไยพนั ธุอ์ ีดอ

พนั ธุ์ G. gnemon L. var. gnemon

เป็นไมต้ ้นขนาดเลก็ สูง 5-8 เมตร บางครั้งสงู ไดถ้ งึ 15 เมตร มีถิน่ ก�ำ เนิด
ในภาคใตข้ องไทย บรเิ วณจงั หวดั พงั งา นราธวิ าส ในตา่ งประเทศพบทภ่ี มู ภิ าคมาเลเซยี
โซโลมอน ฟจิ ิ ในหนงั สอื ชอ่ื พรรณไมแ้ หง่ ประเทศไทย เตม็ สมติ นิ นั ทน์ ฉบบั แกไ้ ข
เพมิ่ เติม พ.ศ. 2557 ใชช้ ่อื ทางการวา่ “เมยี ง” มชี อื่ พน้ื เมืองหรอื ชือ่ ท้องถิ่นว่า
ปีแซ (มลายู นราธิวาส) มีชื่อสามัญว่า Bago และ Spanish joint fir ปลูกเป็น
ผักพนื้ บ้านทางภาคตะวนั ออกเฉยี งใต้ บริเวณจังหวดั ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี
ตราด เพื่อนำ�ใบอ่อนมารับประทาน เช่น ลวกจิ้มน้ำ�พริก ผัดไข่ ในมาเลเซียและ
อินโดนีเซียนิยมนำ�ผลแก่มาทุบเป็นแผ่น ทำ�ให้สุก รับประทานเป็นของว่าง
ขยายพันธ์โุ ดยวิธีการเพาะเมลด็

เมียง G. gnemon L. var. gnemon

ตลุ าคม-มกราคม 5

พนั ธุ์ G. gnemon L. var. tenerum Markgr.

เป็นไม้พมุ่ สูงได้ถงึ 3 เมตร มถี ิน่ กำ�เนิดในภาคตะวันตกเฉียงใต้และภาคใต้
ของไทยและมาเลเซยี ในไทยพบตง้ั แตจ่ งั หวดั เพชรบรุ ถี งึ จงั หวดั นครศรธี รรมราช
ในหนงั สอื ชอ่ื พรรณไมแ้ หง่ ประเทศไทย เตม็ สมติ นิ นั ทน์ ฉบบั แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ พ.ศ.
2557 ใช้ชื่อทางการว่า ผักกะเหรี่ยง มีชื่อพื้นเมืองหรือชื่อท้องถิ่นที่อื่นว่า
เขลยี ง (นครศรีธรรมราช) ผักมันหมู (กาญจนบุร)ี ผกั เม่ียง (พังงา) ผกั หวาน
ภาพ : อรุณ สินบ�ำ รุง (กะเหรย่ี ง เพชรบรุ ี ราชบรุ )ี เรยี นแก่ (นครศรธี รรมราช) เหมยี ง (พงั งา) แตไ่ มม่ ี

ชอ่ื เหลยี ง ผกั เหลยี ง ปลกู เปน็ ผกั พน้ื บา้ นทส่ี �ำ คญั ของภาคใต้ โดยมกั ปลกู แทรก
ในสวนผลไม้ สวนยางพารา หรือบรเิ วณทรี่ ม่ ร�ำ ไร เพือ่ น�ำ ใบอ่อนมารบั ประทาน
โดยปรุงเป็นอาหารไดห้ ลากหลายเมนู เช่น ผดั ใสไ่ ข่ ลวกจิ้มนำ้�พริก แกงเลียง
ภาพ : อรณุ สนิ บำ�รงุ ขยายพันธุโ์ ดยวิธีการตอนก่งิ หรือแยกกอ

เหลยี ง G. gnemon L. var. tenerum Markgr.

ใบเมยี งผัดไข่ ใบเหลียงลวกกะทิ

ชื่อพื้นเมืองที่ถูกเลือกเป็นชื่อทางการของพันธุ์แรก ซึ่งเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ปลูกกันมากทางภาคตะวันออกเฉียงใต้
เรยี ก เมยี ง น่าจะเหมาะสมแลว้ จะได้ไม่ไปสบั สนกับชอ่ื พันธุท์ ีส่ อง ซึ่งเป็นไม้พ่มุ ปลูกกันอย่างแพร่หลายทางภาคใต้ ต้งั แตช่ มุ พรลงไปถงึ
นราธิวาส แต่ชื่อทางการของพันธุ์ที่สองไม่น่าเหมาะสม ผู้เขียนไม่เคยได้ยินว่ามีใครเรียก ผักกะเหรี่ยง ตามที่หนังสือชื่อพรรณไม้แห่ง
ประเทศไทยฯ ระบุไว้ จากการสอบถามพบว่า ชาวบ้านในจังหวัดชุมพร ระนอง เรียก เหลียงหรือผักเหลียง ส่วนชาวบ้านใน
จงั หวัดพังงา ภเู กต็ กระบ่ี ตรัง เรียก เหมียงหรอื ผกั เหมียง ในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน พันธุ์ที่เป็นไม้พุ่มควรใช้ชื่อทางการว่า

เหลียง เพราะ ในจงั หวัดชุมพรปลกู พันธ์นุ ี้กนั อยา่ งแพรห่ ลายและตอนก่ิงสง่ ไปขายทั่วประเทศ ก่ิงตอนทวี่ างขายในรา้ นขายต้นไม้ ส่วนใหญห่ รือ

อาจจะทั้งหมดส่งมาจากจังหวัดชุมพร ในเมื่อทั้งคนปลูกคนขยายพันธุ์ คนขาย และคนซื้อไปปลูก เรียก “เหลียง” ชื่อทางการก็น่าจะเรียก
เหลยี งจะได้ลดความสับสน แต่อย่าสับสนกบั เหรียง ซึง่ เป็นไมต้ ้นขนาดใหญ่ อยใู่ นสกลุ เดยี วกันกบั สะตอนะครบั

ร บกวนน้อเยมผียู้สงนแใลจะจเะหปลลียูกงไวเป้รับ็นปพรืชะททาี่ปนลทูกี่บแ้าลนะกข็สายมาายรพถัปนลธูกุ์ไดเอ้งง่าไยด้ แตกใบอ่อนตลอดปี ไม่ต้องการการดูแลรักษามากนัก มีโรคและแมลง
โดยหาซื้อต้นกล้าหรือกิ่งพันธุ์ตามร้านขายพันธุ์ไม้พื้นบ้านทั่วไป หรือหา
เมล็ดมาเพาะหรือตอนกิ่งมาปลูกก็ได้ การปลูกต้องเลือกปลูกในที่ร่มรำ�ไรและดินมีความชื้นสูง จะปลูกลงดินโดยตรงหรือใส่กระถางก็ได้
และหมั่นตัดแต่งกิ่งเพ่อื ให้แตกใบออ่ นทั้งปี หากปลกู กลางแจ้งจะโตชา้ แคระแกรน็ ใบออ่ นจะแขง็ และมีรสขมกวา่ ปลูกในทร่ี ่มรำ�ไร

บรรณานกุ รม
ธรรมนูญ เต็มไชย และ ทรงธรรม สุขสว่าง. พรรณไม้ที่ชนพื้นเมืองใช้ประโยชน์ คุณค่าจากมรดกอาเซียนแก่งกระจาน-กุยบุรี.

โรงพิมพช์ มุ นุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำ�กัด, กรงุ เทพฯ.
พงษ์ศักดิ์ พลเสนา. 2558. ความหลากหลายทางชีวภาพพืชสมุนไพรในประเทศไทย 1. บริษัทเอกพิมพ์ไท จำ�กัด, กรุงเทพฯ.
Phengklai, C. 1975. Gnetaceae In Smitinand, T. & Larsen, K. (eds.), Flora of Thailand 2 (3): 204-210. TISTR,

Bangkok.

* ผ้อู �ำ นวยการสว่ นสง่ เสรมิ และเผยแพร่การอนุรักษป์ ่าไม้

สวจ. 6 นMวงiาศll์eงFtaรtbiaอacpงeyarrehocarpa Mattapha, Forest & Hawkins จกิ ไทยวBงaศrr์ iLnegctyotnhiiadathceaaileandica Thammar., Pornp. & Chantar.

พวMงiศlรl์eFรtatbณiaacpรehaาuewยuภaeวู nsัวis Mattapha & Suddee

Sวแiงnศตo์ Cbงuaภcijuiลูarnbังaitกafcrาoeanedosa W.J.de Wilde & Duyfjes

พรรณไม้ Sวพoงศpษิ ์hFนoarbaาacศheuaนaem์ดoอteยnsหisัวMหattมapดha, Suddee & Rueangr.
ชนดิ ใหม่
ของโลก จากการรวบรวมจากวารสารทางพฤกษศาสตร์

นายพงษ์ศกั ด์ิ พลเสนา * ทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ
พบว่า ใน 5 ปี ทผี่ ่านมา (พ.ศ. 2558-2562)
ทพ่ี บในประเทศไทย มรี ายงานการพบพรรณไมช้ นดิ ใหมข่ องโลกในประเทศไทย
จำ�นวน 232 ชนดิ จาก 124 สกุล 57 วงศ์
ในชว่ ง 5 ปี ทผ่ี า่ นมา
วงศ์ทพี่ บมาก 3 อนั ดบั แรก
ประเทศไทยเปน็ ประเทศทม่ี ี
ได้แก่ วงศ์ Gesneriaceae 31 ชนิด
ความหลากหลายทางชวี ภาพสงู คาดวา่ จะมจี �ำ นวน วงศ์ Apocynaceae 21 ชนิด
ชนิดของพรรณไม้ (vascular plant) ประมาณ วงศ์ Zingiberaceae 19 ชนดิ

11,000 ชนดิ จากการสำ�รวจและเกบ็ ตวั อย่าง ส่งตพี ิมพใ์ นวารสาร รวม 28 วารสาร

พรรณไม้โดยนกั วจิ ยั ชาวไทยและชาวต่างประเทศ ลงตพี มิ พม์ าก 3 อันดบั แรก
โดยเฉพาะนักวิจัยในโครงการพรรณพฤกษชาติ
ประเทศไทย (Flora of Thailand Project) ได้ ไดแ้ ก่ Thai Forest Bulletin (Botany) 66 ชนดิ
ค้นพบพรรณไม้ชนดิ ใหมข่ องโลก (new species) Phytotaxa 47 ชนดิ
สง่ ตพี มิ พเ์ ผยแพรใ่ นวารสารทางวชิ าการอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง Gardens’ Bulletin Singapore
ทำ�ให้มีข้อมูลความหลากหลายของพรรณไม้ของ และ Kew Bulletin วารสารละ 15 ชนิด
ประเทศเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วย
ความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on ผตู้ งั้ ชอื่ คนแรกทีเ่ ปน็ นกั วจิ ยั ชาวไทย 122 ชนดิ
Biodiversity) ทป่ี ระเทศไทยได้ลงสตั ยาบัน ผู้ตงั้ ชือ่ คนแรกทเี่ ป็นนักวิจัยชาวต่างประเทศ 110 ชนิด

* ผอู้ �ำ นวยการสว่ นส่งเสริมและเผยแพรก่ ารอนรุ ักษ์ปา่ ไม้

“ วิกฤตสาหร่าย ” ตตุลุลาคาคมม-ม-มกกรารคาคมม 77

ที่เกิดจาก พฤติกรรมของมนุษย์

นายสันติ สาระพล *

บรรพบรุ ษุ ของสาหรา่ ยเมื่อหลายพันลา้ นปีทแ่ี ลว้

>>> ตอนท่ี 1 สาหรา่ ยโดยสว่ นมากแลว้ มขี นาดเลก็ ตง้ั แตเ่ ซลลเ์ ดยี วมองไมเ่ หน็
ด้วยตาเปล่าซึ่งต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่อง จนถึงหลายเซลล์ที่มองเห็น
สาหร่ายเป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่คุ้นเคยกับคนไทยเรา มีการใช้ ดว้ ยตาเปลา่ และยาวหลายเมตร และสาหรา่ ยเองมรี ปู รา่ งหลายแบบ มที ง้ั
เปน็ เซลลห์ ลายเซลลม์ ารวมกลมุ่ กนั เรยี กวา่ กลมุ่ เซลล์ เปน็ เสน้ สายทง้ั แตกแขนง
ประโยชนจ์ ากการรบั ประทานและมกี ารตง้ั ชอ่ื ทอ้ งถน่ิ เพอ่ื ใหม้ กี ารเรยี กชอ่ื ทถ่ี กู ตอ้ ง และไมแ่ ตกแขนง จนกระทง่ั มรี ปู รา่ งเปน็ ทลั ลสั หรอื ตน้ ทม่ี รี ปู รา่ งเหมอื นตน้ ไม้
มาชา้ นาน โดยสว่ นมากคนไทยนน้ั มกั จะเรยี กพชื ใตน้ �ำ้ ทเ่ี หน็ วา่ เปน็ สาหรา่ ยเสมอ มากจนบางคนเข้าใจผิดไป ซึ่งต้องใช้ความคุ้นเคยหรือกล้องจุลทรรศน์
แตเ่ นอ่ื งดว้ ยปจั จบุ นั ความกา้ วหนา้ ทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์ ท�ำ ใหค้ น้ พบและมรี ะบบ ส่องถึงรู้ว่าเป็นสาหร่าย การด�ำ รงชวี ิตของสาหร่ายสว่ นใหญถ่ ึงร้อยละ 95
จ�ำ แนกสง่ิ มชี วี ติ ไดด้ ขี น้ึ สาหรา่ ยทเ่ี รยี กมากอ่ นบางชนดิ จงึ ไมใ่ ชส่ าหรา่ ยทแ่ี ทจ้ รงิ ด�ำ รงชวี ติ อยใู่ นน�ำ้ จดื ทง้ั ล�ำ คลอง บงึ หรอื แมน่ �ำ้ และในน�ำ้ เคม็ เชน่ ทะเล
และนอกจากในอดีตที่นำ�มาใช้ประโยชน์จากการรับประทานแล้ว สาหร่ายยังมี ทะเลสาบ เปน็ หลัก รวมท้งั ยงั สามารถเตบิ โตในทีช่ ้นื และบนบกได้อีกด้วย
การนำ�มาใช้ประโยชน์มากขึ้นในหลายด้านด้วยกัน ซึ่งในปัจจุบันนี้ที่มนุษย์มี สาหร่ายเองนั้นมีจำ�นวนชนิดหลายล้านชนิด ดำ�รงชีวิตอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
อทิ ธพิ ลตอ่ สง่ิ มชี วี ติ ทง้ั หมดบนโลก และยง่ิ ในสภาวะโลกรอ้ นทม่ี อี ทิ ธพิ ลรว่ มอกี อยา่ ง โดยเฉพาะแหลง่ น�ำ้ บนโลก ซง่ึ ปจั จบุ นั พบวา่ จ�ำ นวนชนดิ ของสาหรา่ ยทอ่ี าศยั
ท�ำ ใหส้ ง่ิ มชี วี ติ นน้ั ๆ เกดิ ไดร้ บั ผลกระทบทง้ั ดา้ นบวกหรอื ดา้ นลบโดยตรง การเจรญิ ในแหล่งน�้ำ จดื พบมากท่สี ดุ และเปน็ ผู้ผลติ เบื้องต้นท่ีผลิตอาหารมากทส่ี ดุ
เตบิ โตของสิง่ มีชวี ิตจึงเปลยี่ นไปตามสภาวะทีเ่ หมาะสม ดังนัน้ ดัชนสี ่ิงมีชีวติ จาก ในแหลง่ น�ำ้ จดื ในปจั จบุ นั นพ้ี บสาหรา่ ยทง้ั หมด 36,000 ชนดิ และอาจพบ
การเจริญเติบโตหลายกลุ่มจึงถูกนำ�มาใช้เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ได้ถึง 10,000,000 ชนิดเลยทีเดียว ซึ่งในตอนนี้ยังค้นพบชนิดใหม่
เช่นเดียวกันกับสาหร่ายหลายชนิดที่สามารถนำ�มาใช้ได้ดีเช่นเดียวกัน ดังนั้น เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความก้าวหน้าทางด้านวทิ ยาศาสตรม์ มี ากขึ้น
การให้ความรู้เบื้องต้นสาหร่ายจึงควรเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนเพื่อท่ีจะเข้าใจ
ศักยภาพของสาหร่ายและใชเ้ ป็นดัชนีชีวภาพได้

เมอ่ื พดู ถงึ สาหรา่ ยคนทว่ั ไปมกั นกึ ถงึ พรรณไมท้ อ่ี ยใู่ นน�ำ้ อาทเิ ชน่ ตัวอย่างสาหร่ายที่แท้จริงที่คนไทยรู้จักใช้ประโยชน์มาช้านาน
สาหรา่ ยพงุ ชะโด สาหรา่ ยเสน้ ดา้ ย สาหรา่ ยหางกระรอก สาหรา่ ยจอก ซึ่งโดยส่วนมากคือนำ�มารับประทาน เช่น เทา ไก เป็นสาหร่ายน�ำ้ จืด
แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพรรณไม้ชั้นสูงที่มีดอกทั้งสิ้น ในทางวิชาการนั้น คำ�ว่า เสน้ สายอยใู่ นแหลง่ น�ำ้ สะอาดทน่ี ยิ มน�ำ มารบั ประทานในภาคเหนอื สไปรลู นิ า่
สาหรา่ ยตรงกบั ภาษาองั กฤษวา่ Algae ซง่ึ สาหรา่ ยนเ้ี ปน็ สง่ิ มชี วี ติ ทถ่ี อื ก�ำ เนดิ บนโลก เปน็ สาหรา่ ยน�ำ้ จดื เสน้ สายเลย้ี งน�ำ มาใชเ้ ปน็ อาหารเสรมิ เนอ่ื งจากอดุ มไปดว้ ย
ยุคแรก ๆ เมอื่ หลายพนั ล้านปีมาแลว้ สาหร่ายมลี กั ษณะเด่น คอื เป็นสิง่ มชี ีวติ ธาตอุ าหาร สาหรา่ ยพวงองนุ่ สาหรา่ ยผมนาง เปน็ สาหรา่ ยน�ำ้ เคม็ เสน้ สาย
ที่มีคลอโรฟลิ ล์เป็นองค์ประกอบในเซลล์ จึงสามารถสงั เคราะหแ์ สง แล้วสร้าง อยู่ในทะเลนิยมนำ�มารับประทานสด โดยเฉพาะสาหร่ายพวงองุ่นที่มี
อาหารใหต้ วั เองและยงั ปลดปลอ่ ยออกซเิ จนออกมาใหส้ ง่ิ มชี วี ติ อน่ื ๆ จ�ำ นวนมาก การค้าขายในตลาดทั่วไปอย่างแพร่หลาย และมีวิจัยการเพาะเลี้ยงอย่าง
ใช้ได้ประโยชน์เช่นเดียวกับต้นไม้ แต่สาหร่ายนั้นต่างจากต้นไม้ คือ จะไม่มี ต่อเนอื่ ง
โครงสร้างที่เป็นราก ลำ�ต้น หรือใบที่แท้จริง สาหร่ายจะไม่มีเซลล์ที่
ดัดแปลงไปเป็นท่อลำ�เลียงน้ำ�และอาหารเหมือนกับต้นไม้

ติดตอ่ สอบถามเพ่ิมเตมิ E-mail : [email protected]
โทร : 0 2561 0777 ตอ่ 1453

* กลุม่ งานวจิ ัยระบบนเิ วศปา่ ไม้และสิ่งแวดลอ้ ม

สวจ. 8

การปลอ่ ย กวางผา
คืนสธู่ รรมชาติ
กวางผาพมา่
ในเขตรกั ษาพันธสุ์ ตั ว์ป่าเชียงดาว จงั หวัดเชียงใหม่

นายมงคล สาฟูวงศ์*

Nemorhaedus evansi Lydekker, 1905 สถานภาพของกวางผาพม่า

กวางผาพมา่ (Burmese goral) เดิมเปน็ ชนิดย่อยของ กวางผาพมา่ ในปจั จบุ นั ถกู คกุ คามคามจากการลา่
และการสูญเสียพื้นที่อาศัยอย่างรุนแรงทั้งในประเทศ
กวางผาจนี (Nemorhedus griseus Milne-Edwards, 1871) แตด่ ้วย เมยี นมารแ์ ละประเทศอนิ เดยี โดยเมอื งมโิ ซรมั ของอนิ เดยี
ลักษณะภายนอกและลักษณะทางพันธุกรรมที่แตกต่าง จึงมีงานวิจัย พบกวางผาพม่ามีจำ�นวนประชากรประมาณ 100 ตัว
ที่แยกกวางผาพม่าเป็นชนิดใหม่ (Petr Hrabina, 2015) โดยกวางผาจนี (Mishra et al., 1988; Lailung, 2014) สำ�หรับใน
จะมกี ารกระจายคอ่ นขา้ งกวา้ งกวา่ กวางผาพม่า ประเทศไทย มีการศึกษาประชากรกวางผาหลายครั้ง
และการประเมนิ ประชากรกเ็ ปน็ ไปไดย้ าก เนอ่ื งจากพน้ื ท่ี
ลักษณะทั่วไป อาศัยของกวางผาเข้าถึงไดย้ าก ทั้งเป็นหน้าผาสงู ชันและ
ปกคลมุ ดว้ ยปา่ ทย่ี ากจะเขา้ ถงึ โดยประชากรกวางผาพมา่
กวางผาพม่ามีลักษณะเป็นสัตว์กีบในกลุ่มแพะ แต่ไม่มีเครา มีรูปร่าง ในประเทศไทยไดม้ กี ารประเมนิ วา่ มจี �ำ นวนไมเ่ กนิ 100 ตวั
ค่อนข้างสันทัด ร่างกายดูสมส่วนอีกทั้งสรีระเหมาะกับการกระโดดและปีนป่าย ในพน้ื ทอ่ี นรุ กั ษ์ 9 แหง่ (Chaiyarat et al., 1999; Pintana
ได้ดี ส่วนของขาจะแข็งแรง กวางผามีเขาแบบไม่ผลัด (horn) ลักษณะเป็น and Lakamavichian. 2013)
รูปกรวยยาวแหลมตรงกลางกลวง มีเขาทั้งสองเพศ แต่ลักษณะเขาแตกต่างกัน สำ�หรับประชากรกวางผาจีนที่แต่เดิมมี
ระหวา่ งเพศ โดยเขาเพศผจู้ ะยาวกวา่ เพศเมีย ซึ่งเขาเพศผู้จะมีลักษณะฐานกว้าง จ�ำ นวนมาก แตถ่ กู บกุ รกุ ทอ่ี ยอู่ าศยั มากขน้ึ จนจ�ำ นวนลดลง
แลว้ คอ่ นสอบแหลมไปทางปลาย บรเิ วณสว่ นฐานจะมรี อยยน่ ซอ้ นกนั แตไ่ มส่ มมาตร ซึ่งปี 2561 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
เขาจะยาวโค้งไปทางด้านหลังแล้วส่วนปลายของเขาจะลู่ออกจากกันอย่างเห็น โดยกลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของพื้นท่ี
ไดช้ ดั สว่ นเขาเพศเมยี จะเรยี วยาวโคง้ ลงไปดา้ นหลงั แตเ่ ขาจะโคง้ ขนานกนั ทง้ั สองขา้ ง อนุรักษ์ที่มีรายงานการกระจายของกวางผาอาศัยอยู่
ไม่เอนหรือลู่ออกจากกัน กวางผาพม่ามีหางสั้น ขนหางสีน้ำ�ตาลเทา ส่วนสีขน ไดด้ �ำ เนนิ การส�ำ รวจนบั ประชากรกวางผาโดยตรง โดยพบ
ด้านล่างของหางจะสีออ่ นกวา่ จนเกอื บเปน็ สีขาว กวางผาจ�ำ นวน 292 ตัว จากพื้นทภี่ าคเหนอื ฝัง่ ตะวันตก
ของไทยใน 11 พื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งกระจายในกลุ่มป่า
การกระจายของกวางผาพม่า ลุ่มน้�ำ ปาย-สาละวนิ กลุม่ ปา่ แม่ปงิ -อมก๋อย และกลุ่มปา่
ศรลี านนาเท่านัน้
กวางผาพมา่ มกี ารกระจายตง้ั แตต่ ะวนั ออกของอนิ เดยี ไดแ้ ก่ รฐั มณปี รุ ะ
รัฐอรณุ า ประเทศอนิ เดยี กระจายมาทางทศิ ตะวนั ออกของเมยี นมาร์ จนถงึ ทาง
ด้านภาคเหนือฝั่งตะวันตกของไทยในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ และ
จงั หวดั ตาก (Chaiyarat et al., 1999) ส่วนการกระจายทางตอนเหนือกวางผา
พมา่ กระจายทางตอนใต้ของประเทศจนี ในมณฑลยนู าน

* สถานีวิจยั สตั วป์ า่ ดอยเชียงดาว

ตลุ าคม-มกราคม 99

การปล่อยกวางผาคืนสู่ธรรมชาติ

ปี 2562 กรมอทุ ยานแหง่ ชาติ สตั วป์ า่ และพนั ธพ์ุ ชื ไดด้ �ำ เนนิ การ
น�ำ กวางผากลบั คนื สถู่ น่ิ อาศยั (rehabilitation) โดยการน�ำ กวางผา
ปลอ่ ยคนื สธู่ รรมชาตใิ นพน้ื ทซ่ี ง่ึ ยงั มกี วางผาอาศยั อยู่ ซง่ึ ไดน้ �ำ กวางผา
จำ�นวนท้งั หมด 6 ตัว (ตวั ผู้ 2 ตวั และตวั เมยี 4 ตัว) จากสถานี
เพาะเลี้ยงสัตวป์ า่ อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ทีไ่ ด้จากการเพาะเลีย้ ง
น�ำ มาปลอ่ ยในกรงปรบั สภาพในพน้ื ทเ่ี ตรยี มปลอ่ ยบรเิ วณดอยเชยี งดาว
เขตรกั ษาพนั ธส์ุ ตั วป์ า่ เชยี งดาว เพอ่ื ฝกึ ใหก้ วางผาปรบั สภาพการหากนิ
พืชอาหารในธรรมชาติ ฝึกการปรับพฤติกรรมการดำ�รงชีวิต และ
การปรับสภาพร่างกายให้คุ้นเคยกับสภาพอากาศท่ีอยู่บนเขาสูง
เพื่อให้ร่างกายมีความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพ
ภมู ิอากาศทห่ี นาวเยน็ บนเขาสูง

การติดตามกวางผาภายหลังการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

การตดิ ตามกวางผาหลงั การปลอ่ ยออกจากกรงปรบั สภาพ เพอ่ื ตดิ ตามดอู ตั ราการรอดตายของกวางผาภายหลงั ทอ่ี อกจากกรงปรบั สภาพ
ไปอาศัยอยู่ในสภาพธรรมชาติ ตลอดจนพฤติกรรมการปรับตัวในธรรมชาติของกวางผา ดำ�เนินการติดตามโดยการใช้วิทยุติดตามตัวสัตว์ระบบ
ดาวเทยี ม (GPS Collar) และระบบการส่งสญั ณาณคลื่นวิทยุ (VHF) จากปลอกคอท่ีติดให้กวางผา โดยปลอกคอจะมนี �้ำ หนกั ไม่เกนิ 5 เปอรเ์ ซ็นต์
ของนำ้�หนกั ตัวกวางผา ซึ่งปลอกคอจะไมส่ ่งผลกระทบตอ่ พฤตกิ รรมและการด�ำ รงชีวติ ของสตั ว์ รวมถึงตดิ ตามการหากินของกวางผาโดยใช้กลอ้ ง
ดกั ถา่ ยภาพ (Camera trap) ที่ตดิ ตง้ั ในพื้นที่ของดอยเชยี งดาว

สวจ. ก10 ารคน้ พบเรณูแบบใหม่

ของพรรณไมว้ งศ์กระถินทุ่ง
นายพงษศ์ ักด์ิ พลเสนา *

พรรณไมว้ งศก์ ระถนิ ทงุ่ (Xyridaceae) มสี มาชกิ ประมาณ 385 ชนดิ 5 สกลุ ไดแ้ ก่ สกลุ Abolboda, Achlyphila, Aratitiyopia,
Orectanthe และ Xyris 4 สกุลแรกพบเฉพาะที่อเมริกาใต้ ส่วนสกุล Xyris เป็นสกุลที่ใหญ่ที่สุดของวงศ์ มีสมาชิกประมาณ 300 ชนิด
มเี ขตการกระจายพันธุ์กว้าง ตั้งแต่อเมรกิ า แอฟริกา เอเชีย ไปถงึ ออสเตรเลีย พรรณไมว้ งศน์ ี้ทุกชนดิ มีเรณแู บบเมด็ เด่ียว (monad)
แต่จากการศึกษาเรณูของพรรณไม้วงศ์นี้ โดยผู้เขียนขณะทำ�ปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยศกึ ษาด้วยกล้อง LM
(light microscopy) และ SEM (scanning electron microscopy) พบว่า มี 1 ชนิด คือ ตาน (X. complanata R.Br.) มีเรณู
แบบกลุ่มหลายเม็ด (polyad) นอกนั้นมีเรณูแบบเม็ดเดี่ยว ต่อมา ผศ. ดร.วงศ์กฎ ภู่ภูมิรัตน์ และคณะ ได้ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม
โดยเพิม่ ตัวอย่างท่ใี ช้ศกึ ษาใหม้ ากขน้ึ และศึกษาเพม่ิ เติมด้วยกล้อง TEM (transmission electron microscopy) ทำ�ให้ทราบข้อมลู
ชดั เจนว่า พรรณไม้ชนิดนี้มีเรณูแบบกลุ่มหลายเม็ด มีรูปร่างเป็นแท่งยาว (linear polyad) ใน 1 แท่งหรือกลุ่มประกอบด้วยกลุ่มของ
เรณูเทแทรดรูปทรงสี่หน้าแบนราบยืดยาวและเชื่อมติดกัน จำ�นวน 4–10 เทแทรด ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Grana เล่มที่ 59 ฉบับที่ 1
ค.ศ. 2020 ซึ่งวารสาร Grana เป็นวารสารทางวิชาการด้านเรณูวิทยาที่มีชื่อเสียงระดับต้น ๆ ของโลก การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นการค้นพบ
เรณูแบบใหม่ของพรรณไม้สกุลและวงศ์กระถินทุ่ง และยังเป็นการค้นพบเรณูแบบใหม่ของพรรณไม้ในประเทศไทยอีกด้วย

บรรณานุกรม

Dahlgren, R.M.J., Clifford, H.T. & Yeo, P.F. 1985. The families of the Monocotyledons. Springer-Verlag, New York.
Phonsena, P. 2012. Systematics of Xyridaceae in Thailand and South-East Asia. Ph.D. Thesis, Khon Kaen University.
Phuphumirat, W., Trongdechakraiwut, T., Leeratiwong, C., Phonsena, P., Ferguson, D.K. & Zetter, R. 2020. A linear
polyad: a distinctive pollen dispersal unit in Xyris complanata (Xyridaceae). Grana 59(1): 7-18.
Simpson, M.G. 2006. Plant Systematics. Elsevier Academic Press, London.

กจ

ข คง ฉ

ภาพ ก และ ข เรณแู บบเมด็ เดีย่ ว เป็นเรณูแบบท่ีพบท่วั ไปของพรรณไมว้ งศก์ ระถนิ ทงุ่ ศึกษาดว้ ยกล้อง LM สว่ นภาพ ฉ ศกึ ษาดว้ ยกลอ้ ง SEM
ภาพ ค เรณขู องตานทเี่ ป็นแบบกล่มุ หลายเมด็ มรี ูปรา่ งเปน็ แท่งยาว ศกึ ษาดว้ ยกลอ้ ง LM สว่ นภาพ ง และ จ ศึกษาดว้ ยกลอ้ ง SEM

* ผู้อำ�นวยการส่วนส่งเสริมและเผยแพรก่ ารอนรุ กั ษ์ปา่ ไม้

กิจกรรม สวจ. ตุลาคม-มกราคม 11

วันค้มุ ครองสตั ว์ป่าแหง่ ชาติ ประจำ�ปี 2562

งานวันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ประจำ�ปี 2562 ระหว่างวันที่
26-29 ธันวาคม 2562 ณ ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก
เขตหา้ มลา่ สัตวป์ ่าบึงฉวาก อำ�เภอเดิมบางนางบวช จังหวดั สพุ รรณบุรี
ภายใตแ้ นวคดิ หลกั “อนุรกั ษ์สัตว์ปา่ รักษาสมดุลโลก” ส�ำ นกั วิจัย
การอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช ร่วมจัดนิทรรศการในงานวันคุ้มครอง
สตั วป์ า่ แหง่ ชาติ โดยไดจ้ ดั ท�ำ โดมอทุ ยานผเี สอ้ื และแมลง และมเี จา้ หนา้ ท่ี
เพือ่ ใหค้ วามรู้เกยี่ วกบั ธรรมชาตขิ องผีเสื้อและแมลง

โครงการประชาสัมพนั ธ์และอนุรักษร์ วงผ้งึ
ณ วัดสุปฏั นารามวรวหิ าร

งานโครงการประชาสัมพันธ์และอนุรักษ์รวงผึ้ง จัดขึ้นใน
วนั พธุ ท่ี 18 ธนั วาคม 2562 ณ วดั สปุ ฏั นารามวรวิหาร อำ�เภอ
เมือง จงั หวดั อบุ ลราชธานี วตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการ คอื เพอ่ื ให้
ประชาชนท่วั ไปได้ทราบข้อมูลทางพฤกษศาสตร์และความสำ�คัญ
ของต้นรวงผึ้งและร่วมกันอนุรักษ์ต้นรวงผึ้ง โดยสำ�นักวิจัย
การอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช ได้มอบต้นรวงผึ้งให้แกห่ น่วยงานที่
เกี่ยวข้อง จ�ำ นวน 100 ต้น และร่วมจัดนทิ รรศการ

การฝึกอบรมหลักสตู ร
“การประเมินคุณภาพลำ�ธาร
โดยใช้แมลงน้�ำ เปน็ ดชั นชี ้ีวดั ”

ส�ำ นักวจิ ัยการอนรุ กั ษป์ ่าไม้และพันธุ์พืช จัดฝกึ อบรมหลกั สูตร
การประเมินคุณภาพลำ�ธารโดยใชแ้ มลงน�ำ้ เป็นดัชนีชี้วัด ระหวา่ งวันที่
27-29 มกราคม 2563 ณ ศนู ยฝ์ กึ อบรมท่ี 2 (เขาใหญ)่ จงั หวดั นครนายก
โดยนายธญั นรนิ ทร์ ณ นคร ผอู้ �ำ นวยการสำ�นักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้
และพนั ธพ์ุ ชื เปน็ ประธานในพธิ เี ปดิ การฝกึ อบรม มผี เู้ ขา้ รว่ มการฝกึ อบรม
จ�ำ นวน 40 คน


Click to View FlipBook Version