The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Phurichaya Prommest, 2023-08-26 06:28:00

บทที่ 2

บทที่ 2

4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาทักษะการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการ อ่าน สะกดคำมาตราตัวสะกด ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย 2. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาแบบฝึกทักษะ 3. ทักษะการอ่าน 4. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ 5. ความพึงพอใจ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้


5 สาระที่ 1การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาใน การดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวใน รูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ ความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลัง ของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็น คุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง 1.2 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทยเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้าง ความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทำให้สามารถประกอบกิจธุรการงานและดำรงชีวิตร่วมกันใน


6 สังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จาก แหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และ สร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิ ปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพเป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป เรียนรู้อะไรในภาษาไทย ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การ เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง • การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ การอ่านเพื่อสร้างความเข้าใจและการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่านเพื่อนำไปปรับใช้ใน ชีวิตประจำวัน • การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบต่าง ๆ ของการเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความย่อความรายงานชนิดต่าง ๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์และเขียนเชิงสร้างสรรค์ • การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความ คิดเห็น ความรู้สึกพูดลำดับเรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผลการพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็น ทางการและไม่เป็นทางการและการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ • หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทยการใช้ภาษาให้ถูกต้อง เหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของ ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม เพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษาเพื่อให้เกิดความ ซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ


7 และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของ ภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็นวิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่าง เห็นคุณค่า และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง คุณภาพผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 • อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้น ๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่านปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบาย จากเรื่องที่อ่าน ได้ เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอและมี มารยาทในการอ่าน • มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจำวัน เขียน จดหมายลาครู เขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาทในการเขียน • เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญตั้งคำถามตอบคำถามรวมทั้งพูดแสดงความคิด ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนำ หรือพูดเชิญชวนให้ ผู้อื่นปฏิบัติตามและมีมารยาทในการฟังดูและพูด • สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์หน้าที่ของคำ ในประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำแต่งประโยคง่าย ๆ แต่งคำคล้อง จองแต่งคำขวัญ และเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ • เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวันแสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่านรู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซึ่งเป็น


8 วัฒนธรรมของท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรองที่มี คุณค่าตามความสนใจได้ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 • อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบาย ความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัยของคำ ประโยค ข้อความ สำนวนโวหาร จากเรื่องที่ อ่าน เข้าใจคำแนะนำ คำอธิบายในคู่มือต่าง ๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง รวมทั้งจับ ใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านและนำความรู้ความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการ ดำเนินชีวิตได้ มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่านและเห็นคุณค่าสิ่งที่อ่าน • มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสะกดคำ แต่งประโยค และเขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพ โครงเรื่อง และแผนภาพความคิด เพื่อพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอก แบบรายการต่าง ๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตามจินตนาการอย่าง สร้างสรรค์ และมีมารยาทในการเขียน • พูดแสดงความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อหรือสรุปจากเรื่องที่ฟัง และดู ตั้งคำถาม ตอบคำถามจากเรื่องที่ฟังและดู รวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟังและดู โฆษณาอย่างมีเหตุผล พูดตามลำดับขั้นตอนเรื่องต่าง ๆ อย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็น ค้นคว้าจาก การฟัง การดู การสนทนา และพูดโน้มน้าวได้อย่างมีเหตุผลรวมทั้งมีมารยาทในการดู และพูด • สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ สำนวน คำพังเพยและสุภาษิต รู้และเข้าใจ ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของประโยคและคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ และกาพย์ยานี 11 • เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทานพื้นบ้าน ร้องเพลง พื้นบ้านของท้องถิ่น นำข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และท่องจำบทอาขยาน ตามที่กำหนดได้


9 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 1. อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง และ ข้อความสั้น ๆ 2. บอกความหมายของคำ และ ข้อความที่อ่าน การอ่านออกเสียงและบอกความหมาย ของคำ คำคล้องจองและข้อความที่ประกอบด้วย คำพื้นฐาน คือ คำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่น้อยกว่า 600 คำ รวมทั้งคำที่ใช้เรียนรู้ใน กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ประกอบด้วย - คำที่มีรูปวรรณยุกต์และไม่มีรูปวรรณยุกต์ - คำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราและไม่ตรง ตามมาตรา - คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ - คำที่มีอักษรนำ 3. ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 4. เล่าเรื่องย่อจากเรื่องที่อ่าน 5. คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - นิทาน - เรื่องสั้น ๆ - บทร้องเล่นและบทเพลง - เรื่องราวจากบทเรียนในกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น 6. อ่านหนังสือตามความสนใจ อย่างสม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่อ่าน การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน 7. บอกความหมายของเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์สำคัญที่มักพบเห็น ในชีวิตประจำวัน การอ่านเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ ประกอบด้วย - เครื่องหมายสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่พบเห็น ในชีวิตประจำวัน - เครื่องหมายแสดงความปลอดภัยและแสดง


10 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 8. มีมารยาท ในการอ่าน อันตราย มารยาทในการอ่าน เช่น - ไม่อ่านเสียงดังรบกวนผู้อื่น - ไม่เล่นกันขณะที่อ่าน - ไม่ทำลายหนังสือ ป.2 1. อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความและบทร้อยกรอง ง่าย ๆ ได้ถูกต้อง 2. อธิบายความหมายของคำและ ข้อความที่อ่าน การอ่านออกเสียงและการบอกวามหมาย ของคำ คำคล้องจอง ข้อความ และบทร้อยกรอง ง่ายๆ ที่ประกอบด้วยคำพื้นฐานเพิ่มจาก ป. 1 ไม่น้อยกว่า 800 คำ รวมทั้งคำที่ใช้เรียนรู้ใน กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ประกอบด้วย - คำที่มีรูปวรรณยุกต์และไม่มีรูปวรรณยุกต์ - คำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราและไม่ตรง ตามมาตรา - คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ - คำที่มีอักษรนำ - คำที่มีตัวการันต์ - คำที่มี รร - คำที่มีพยัญชนะและสระที่ไม่ออกเสียง 3. ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่าน 4. ระบุใจความสำคัญและรายละเอียด จากเรื่องที่อ่าน 5. แสดงความคิดเห็นและคาดคะเน เหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - นิทาน - เรื่องเล่าสั้น ๆ - บทเพลงและบทร้อยกรองง่ายๆ - เรื่องราวจากบทเรียนในกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน 6. อ่านหนังสือตามความสนใจอย่าง สม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่อ่าน การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน


11 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 7. อ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติ ตามคำสั่งหรือข้อแนะนำ การอ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติตาม คำสั่งหรือข้อแนะนำ - การใช้สถานที่สาธารณะ - คำแนะนำการใช้เครื่องใช้ที่จำเป็นในบ้าน และในโรงเรียน 8. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน เช่น - ไม่อ่านเสียงดังรบกวนผู้อื่น - ไม่เล่นกันขณะที่อ่าน - ไม่ทำลายหนังสือ - ไม่ควรแย่งอ่านหรือชะโงกหน้าไปอ่านขณะที่ ผู้อื่นกำลังอ่านอยู่ ป.3 1. อ่านออกเสียงคำ ข้อความ เรื่อง สั้นๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว 2. อธิบายความหมายของคำและ ข้อความที่อ่าน การอ่านออกเสียงและการบอกความหมาย ของคำ คำคล้องจอง ข้อความ และบทร้อยกรอง ง่าย ๆ ที่ประกอบด้วยคำพื้นฐานเพิ่มจาก ป.2 ไม่น้อยกว่า 1,200 คำ รวมทั้งคำที่เรียนรู้ในกลุ่ม สาระการเรียนรู้อื่น ประกอบด้วย - คำที่มีตัวการันต์ - คำที่มี รร - คำที่มีพยัญชนะและสระไม่ออกเสียง - คำพ้อง - คำพิเศษอื่น ๆ เช่น คำที่ใช้ ฑ ฤ ฤๅ 3. ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผล เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - นิทานหรือเรื่องเกี่ยวกับท้องถิ่น 4. ลำดับเหตุการณ์และคาดคะเน เหตุการณ์จากเรื่องที่อ่านโดยระบุ เหตุผลประกอบ 5. สรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่ อ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน - เรื่องเล่าสั้น ๆ - บทเพลงและบทร้อยกรอง - บทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น - ข่าวและเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน ในท้องถิ่นและชุมชน 6. อ่านหนังสือตามความสนใจ การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น


12 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง อย่างสม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่อ่าน - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน 7. อ่านข้อเขียนเชิงอธิบายและปฏิบัติ ตามคำสั่งหรือข้อแนะนำ การอ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติตาม คำสั่งหรือข้อแนะนำ - คำแนะนำต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน - ประกาศ ป้ายโฆษณา และคำขวัญ 8. อธิบายความหมายของข้อมูลจาก แผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ การอ่านข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และ แผนภูมิ 9. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน เช่น - ไม่อ่านเสียงดังรบกวนผู้อื่น - ไม่เล่นกันขณะที่อ่าน - ไม่ทำลายหนังสือ - ไม่ควรแย่งอ่านหรือชะโงกหน้าไปอ่าน ขณะที่ผู้อื่นกำลังอ่าน ป.4 1. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและ บทร้อยกรองได้ถูกต้อง 2. อธิบายความหมายของคำ ประโยค และสำนวนจากเรื่องที่อ่าน การอ่านออกเสียงและการบอกความหมาย ของบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองที่ ประกอบด้วย - คำที่มี ร ล เป็นพยัญชนะต้น - คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ - คำที่มีอักษรนำ - คำประสม - อักษรย่อและเครื่องหมายวรรคตอน - ประโยคที่มีสำนวนเป็นคำพังเพย สุภาษิต ปริศนาคำทาย และเครื่องหมายวรรคตอน การอ่านบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะ 3. อ่านเรื่องสั้น ๆ ตามเวลาที่กำหนด และตอบคำถามจากเรื่องที่อ่าน 4. แยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - เรื่องสั้น ๆ - เรื่องเล่าจากประสบการณ์


13 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง จากเรื่องที่อ่าน 5. คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน โดยระบุเหตุผลประกอบ 6. สรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่ อ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน - นิทานชาดก - บทความ - บทโฆษณา - งานเขียนประเภทโน้มน้าวใจ - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน - สารคดีและบันเทิงคดี 7. อ่านหนังสือที่มีคุณค่าตามความ สนใจอย่างสม่ำเสมอและแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน ป.5 8. มีมารยาทในการอ่าน 1. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและ บทร้อยกรองได้ถูกต้อง มารยาทในการอ่าน การอ่านออกเสียงและการบอกความหมาย ของบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองที่ ประกอบด้วย - คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ - คำที่มีอักษรนำ - คำที่มีตัวการันต์ - อักษรย่อและเครื่องหมายวรรคตอน - ข้อความที่เป็นการบรรยายและพรรณนา - ข้อความที่มีความหมายโดยนัย การอ่านบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะ 2. อธิบายความหมายของคำ ประโยค และข้อความที่เป็นการบรรยาย และการพรรณนา 3. อธิบายความหมายโดยนัย จาก เรื่องที่อ่านอย่างหลากหลาย 4. แยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจาก เรื่องที่อ่าน 5. วิเคราะห์และแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่อ่านเพื่อนำไปใช้ ในการดำเนินชีวิต การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - วรรณคดีในบทเรียน - บทความ - บทโฆษณา - งานเขียนประเภทโน้มน้าวใจ - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน 6. อ่านงานเขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง ข้อแนะนำ และปฏิบัติตาม การอ่านงานเขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง ข้อแนะนำ และปฏิบัติตาม เช่น


14 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - การใช้พจนานุกรม - การใช้วัสดุอุปกรณ์ - การอ่านฉลากยา - คู่มือและเอกสารของโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับ นักเรียน - ข่าวสารทางราชการ 7. อ่านหนังสือที่มีคุณค่าตามความ สนใจอย่างสม่ำเสมอและแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน 8. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน ป.6 1. อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและ บทร้อยกรองได้ถูกต้อง 2. อธิบายความหมายของคำ ประโยค และข้อความที่เป็นโวหาร การอ่านออกเสียงและการบอกความหมาย ของบทร้อยแก้วและบทร้อยกรอง ประกอบด้วย - คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ - คำที่มีอักษรนำ - คำที่มีตัวการันต์ - คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ - อักษรย่อและเครื่องหมายวรรคตอน - วัน เดือน ปีแบบไทย - ข้อความที่เป็นโวหารต่าง ๆ - สำนวนเปรียบเทียบ การอ่านบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะ 3. อ่านเรื่องสั้นๆ อย่างหลากหลาย โดยจับเวลาแล้วถามเกี่ยวกับเรื่อง ที่อ่าน 4. แยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจาก เรื่องที่อ่าน การอ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ เช่น - เรื่องสั้น ๆ - นิทานและเพลงพื้นบ้าน - บทความ - พระบรมราโชวาท


15 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - สารคดี - เรื่องสั้น - งานเขียนประเภทโน้มน้าว - บทโฆษณา - ข่าว และเหตุการณ์สำคัญ 5. อธิบายการนำความรู้และความคิด จากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต การอ่านเร็ว 6. อ่านงานเขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง ข้อแนะนำ และปฏิบัติตาม การอ่านงานเขียนเชิงอธิบาย คำสั่ง ข้อแนะนำ และปฏิบัติตาม - การใช้พจนานุกรม - การปฏิบัติตนในการอยู่ร่วมกันในสังคม - ข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันในโรงเรียน และ การใช้สถานที่สาธารณะในชุมชนและท้องถิ่น 7. อธิบายความหมายของข้อมูล จาก การอ่านแผนผัง แผนที่ แผนภูมิ และกราฟ การอ่านข้อมูลจากแผนผัง แผนที่ แผนภูมิ และกราฟ 8. อ่านหนังสือตามความสนใจ และ อธิบายคุณค่าที่ได้รับ การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสืออ่านที่ครูและนักเรียนกำหนด ร่วมกัน 9. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน


16 สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวใน รูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมีประสิทธิภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 1. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดตาม รูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย 2. เขียนสื่อสารด้วยคำและประโยค ง่ายๆ การเขียนสื่อสาร - คำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน - คำพื้นฐานในบทเรียน - คำคล้องจอง - ประโยคง่ายๆ 3. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน เช่น - เขียนให้อ่านง่าย สะอาด ไม่ขีดฆ่า - ไม่ขีดเขียนในที่สาธารณะ - ใช้ภาษาเขียนเหมาะสมกับเวลา สถานที่ และบุคคล ป.2 1. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดตาม รูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย 2. เขียนเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับ ประสบการณ์ การเขียนเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ 3. เขียนเรื่องสั้นๆ ตามจินตนาการ การเขียนเรื่องสั้นๆ ตามจินตนาการ 4. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน เช่น - เขียนให้อ่านง่าย สะอาด ไม่ขีดฆ่า - ไม่ขีดเขียนในที่สาธารณะ - ใช้ภาษาเขียนเหมาะสมกับเวลา สถานที่ และบุคคล - ไม่เขียนล้อเลียนผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย


17 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.3 1. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดตาม รูปแบบการเขียน ตัวอักษรไทย 2 เขียนบรรยายเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้อย่างชัดเจน การเขียนบรรยายเกี่ยวกับลักษณะของ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ 3. เขียนบันทึกประจำวัน การเขียนบันทึกประจำวัน 4. เขียนจดหมายลาครู การเขียนจดหมายลาครู 5. เขียนเรื่องตามจินตนาการ การเขียนเรื่องตามจินตนาการจากคำ ภาพ และหัวข้อที่กำหนด 6. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน เช่น - เขียนให้อ่านง่าย สะอาด ไม่ขีดฆ่า - ไม่ขีดเขียนในที่สาธารณะ - ใช้ภาษาเขียนเหมาะสมกับเวลา สถานที่ และบุคคล - ไม่เขียนล้อเลียนผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย ป.4 1. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและ ครึ่งบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่ง บรรทัดตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย 2. เขียนสื่อสารโดยใช้คำได้ถูกต้อง ชัดเจน และเหมาะสม การเขียนสื่อสาร เช่น - คำขวัญ - คำแนะนำ 3. เขียนแผนภาพโครงเรื่องและ แผนภาพความคิดเพื่อใช้พัฒนางาน เขียน การนำแผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพ ความคิดไปพัฒนางานเขียน 4. เขียนย่อความจากเรื่องสั้นๆ การเขียนย่อความจากสื่อต่าง ๆ เช่น นิทาน ความเรียงประเภทต่าง ๆ ประกาศ จดหมาย คำสอน 5. เขียนจดหมายถึงเพื่อนและบิดา มารดา การเขียนจดหมายถึงเพื่อนและบิดามารดา


18 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 6. เขียนบันทึกและเขียนรายงานจาก การศึกษาค้นคว้า การเขียนบันทึกและเขียนรายงานจาก การศึกษาค้นคว้า 7. เขียนเรื่องตามจินตนาการ การเขียนเรื่องตามจินตนาการ 8. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน ป.5 1. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด และครึ่งบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและ ครึ่งบรรทัดตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย 2. เขียนสื่อสารโดยใช้คำได้ถูกต้อง ชัดเจน และเหมาะสม การเขียนสื่อสาร เช่น - คำขวัญ - คำอวยพร - คำแนะนำและคำอธิบายแสดงขั้นตอน 3. เขียนแผนภาพโครงเรื่องและ แผนภาพความคิดเพื่อใช้พัฒนา งานเขียน การนำแผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพ ความคิดไปพัฒนางานเขียน 4. เขียนย่อความจากเรื่องที่อ่าน การเขียนย่อความจากสื่อต่าง ๆ เช่น นิทาน ความเรียงประเภทต่าง ๆ ประกาศ แจ้งความ แถลงการณ์ จดหมาย คำสอน โอวาท คำปราศรัย 5. เขียนจดหมายถึงผู้ปกครองและญาติ การเขียนจดหมายถึงผู้ปกครองและญาติ 6. เขียนแสดงความรู้สึกและความ คิดเห็นได้ตรงตามเจตนา การเขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น 7. กรอกแบบรายการต่าง ๆ การกรอกแบบรายการ - ใบฝากเงินและใบถอนเงิน - ธนาณัติ - แบบฝากส่งพัสดุไปรษณียภัณฑ์ 8. เขียนเรื่องตามจินตนาการ การเขียนเรื่องตามจินตนาการ 9. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน


19 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.6 1. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด และครึ่งบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและ ครึ่งบรรทัดตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย 2. เขียนสื่อสารโดยใช้คำได้ถูกต้อง ชัดเจน และเหมาะสม การเขียนสื่อสาร เช่น - คำขวัญ - คำอวยพร - ประกาศ 3. เขียนแผนภาพโครงเรื่องแลแผนภาพ ความคิดเพื่อใช้พัฒนางานเขียน การเขียนแผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพ ความคิด 4. เขียนเรียงความ การเขียนเรียงความ 5. เขียนย่อความจากเรื่องที่อ่าน การเขียนย่อความจากสื่อต่าง ๆ เช่น นิทาน ความเรียงประเภทต่าง ๆ ประกาศ แจ้งความ แถลงการณ์ จดหมาย คำสอน โอวาท คำปราศรัย สุนทรพจน์ รายงาน ระเบียบ คำสั่ง 6. เขียนจดหมายส่วนตัว การเขียนจดหมายส่วนตัว - จดหมายขอโทษ - จดหมายแสดงความขอบคุณ - จดหมายแสดงความเห็นใจ - จดหมายแสดงความยินดี 7. กรอกแบบรายการต่าง ๆ การกรอกแบบรายการ - แบบคำร้องต่าง ๆ - ใบสมัครศึกษาต่อ - แบบฝากส่งพัสดุและไปรษณียภัณฑ์ 8. เขียนเรื่องตามจินตนาการและ สร้างสรรค์ การเขียนเรื่องตามจินตนาการและ สร้างสรรค์ 9. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน


20 สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 1. ฟังคำแนะนำ คำสั่งง่ายๆ และปฏิบัติ ตาม การฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำ คำสั่งง่ายๆ 2. ตอบคำถามและเล่าเรื่องที่ฟังและดู ทั้งที่เป็นความรู้และความบันเทิง 3. พูดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก จากเรื่องที่ฟังและดู การจับใจความและพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึกจากเรื่องที่ฟังและดู ทั้งที่เป็นความรู้ และความบันเทิง เช่น - เรื่องเล่าและสารคดีสำหรับเด็ก - นิทาน - การ์ตูน - เรื่องขบขัน 4. พูดสื่อสารได้ตามวัตถุประสงค์ การพูดสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น - การแนะนำตนเอง - การขอความช่วยเหลือ - การกล่าวคำขอบคุณ - การกล่าวคำขอโทษ 5. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด มารยาทในการฟัง เช่น - ตั้งใจฟัง ตามองผู้พูด - ไม่รบกวนผู้อื่นขณะที่ฟัง - ไม่ควรนำอาหารหรือเครื่องดื่มไป รับประทานขณะที่ฟัง - ให้เกียรติผู้พูดด้วยการปรบมือ - ไม่พูดสอดแทรกขณะที่ฟัง มารยาทในการดู เช่น - ตั้งใจดู - ไม่ส่งเสียงดังหรือแสดงอาการรบกวนสมาธิ ของผู้อื่น มารยาทในการพูด เช่น - ใช้ถ้อยคำและกิริยาที่สุภาพ เหมาะสมกับ


21 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง กาลเทศะ - ใช้น้ำเสียงนุ่มนวล - ไม่พูดสอดแทรกในขณะที่ผู้อื่นกำลังพูด ป.2 1. ฟังคำแนะนำ คำสั่งที่ซับซ้อน และปฏิบัติตาม การฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำ คำสั่งที่ ซับซ้อน 2. เล่าเรื่องที่ฟังและดูทั้งที่เป็นความรู้ และความบันเทิง 3. บอกสาระสำคัญของเรื่องที่ฟังและดู 4. ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟังและดู การจับใจความและพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึกจากเรื่องที่ฟังและดู ทั้งที่เป็นความรู้ และความบันเทิง เช่น - เรื่องเล่าและสารคดีสำหรับเด็ก - นิทาน การ์ตูน และเรื่องขบขัน 5. พูดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก จากเรื่องที่ฟังและดู - รายการสำหรับเด็ก - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน - เพลง 6. พูดสื่อสารได้ชัดเจนตรงตาม วัตถุประสงค์ การพูดสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น - การแนะนำตนเอง - การขอความช่วยเหลือ - การกล่าวคำขอบคุณ - การกล่าวคำขอโทษ - การพูดขอร้องในโอกาสต่าง ๆ - การเล่าประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน 7. มีมารยาทในการฟัง การดู และ การพูด มารยาทในการฟัง เช่น - ตั้งใจฟัง ตามองผู้พูด - ไม่รบกวนผู้อื่นขณะที่ฟัง - ไม่ควรนำอาหารหรือเครื่องดื่มไป รับประทานขณะที่ฟัง - ไม่พูดสอดแทรกขณะที่ฟัง มารยาทในการดู เช่น - ตั้งใจดู


22 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - ไม่ส่งเสียงดังหรือแสดงอาการรบกวนสมาธิ ของผู้อื่น มารยาทในการพูด เช่น - ใช้ถ้อยคำและกิริยาที่สุภาพ เหมาะสมกับ กาลเทศะ - ใช้น้ำเสียงนุ่มนวล - ไม่พูดสอดแทรกในขณะที่ผู้อื่นกำลังพูด - ไม่พูดล้อเลียนให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย หรือเสียหาย ป.3 1. เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟัง และดูทั้งที่เป็นความรู้และความบันเทิง 2. บอกสาระสำคัญจากการฟังและ การดู 3. ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟังและดู 4. พูดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก จากเรื่องที่ฟังและดู การจับใจความและพูดแสดงความคิดเห็น และความรู้สึกจากเรื่องที่ฟังและดูทั้งที่เป็น ความรู้และความบันเทิง เช่น - เรื่องเล่าและสารคดีสำหรับเด็ก - นิทาน การ์ตูน เรื่องขบขัน - รายการสำหรับเด็ก - ข่าวและเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน - เพลง 5. พูดสื่อสารได้ชัดเจนตรงตาม วัตถุประสงค์ การพูดสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น - การแนะนำตนเอง - การแนะนำสถานที่ในโรงเรียนและในชุมชน - การแนะนำ/เชิญชวนเกี่ยวกับการปฏิบัติตน ในด้านต่าง ๆ เช่น การรักษาความสะอาด ของร่างกาย - การเล่าประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน - การพูดในโอกาสต่าง ๆ เช่น การพูดขอร้อง การพูดทักทายการกล่าวขอบคุณและขอโทษ การพูดปฏิเสธ และการพูดชักถาม


23 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 6. มีมารยาทในการฟัง การดู และการ พูด มารยาทในการฟัง เช่น - ตั้งใจฟัง ตามองผู้พูด - ไม่รบกวนผู้อื่นขณะที่ฟัง - ไม่ควรนำอาหารหรือเครื่องดื่มไป รับประทานขณะที่ฟัง - ไม่แสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสม เช่น โห่ ฮา หาว - ให้เกียรติผู้พูดด้วยการปรบมือ - ไม่พูดสอดแทรกขณะที่ฟัง มารยาทในการดู เช่น - ตั้งใจดู - ไม่ส่งเสียงดังหรือแสดงอาการรบกวนสมาธิ ของผู้อื่น มารยาทในการพูด เช่น - ใช้ถ้อยคำและกิริยาที่สุภาพ เหมาะสมกับ กาลเทศะ - ใช้น้ำเสียงนุ่มนวล - ไม่พูดสอดแทรกในขณะที่ผู้อื่นกำลังพูด - ไม่พูดล้อเลียนให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย หรือเสียหาย ป.4 1. จำแนกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น จากเรื่องที่ฟังและดู 2. พูดสรุปความจากการฟังและดู 3. พูดแสดงความรู้ ความคิดเห็น และความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู 4. ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผล จากเรื่องที่ฟังและดู การจำแนกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นจาก เรื่องที่ฟังและดู ในชีวิตประจำวัน การจับใจความ และการพูดแสดงความรู้ ความคิดในเรื่องที่ฟังและดู จากสื่อต่าง ๆ เช่น - เรื่องเล่า - บทความสั้นๆ - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน - โฆษณา


24 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - สื่ออิเล็กทรอนิกส์ - เรื่องราวจากบทเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น 5. รายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษา ค้นคว้าจากการฟัง การดู และการ สนทนา การรายงาน เช่น - การพูดลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน - การพูดลำดับเหตุการณ์ 6. มีมารยาทในการฟัง การดู และการ พูด มารยาทในการฟัง การดู และการพูด ป.5 1. พูดแสดงความรู้ ความคิดเห็น และ ความรู้สึกจากเรื่องที่ฟังและดู การจับใจความ และการพูดแสดงความรู้ ความคิดในเรื่องที่ฟังและดู จากสื่อต่าง ๆ เช่น 2. ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผล จากเรื่องที่ฟังและดู 3. วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือจากเรื่อง ที่ฟังและดูอย่างมีเหตุผล - เรื่องเล่า - บทความ - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน - โฆษณา - สื่ออิเล็กทรอนิกส์ การวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือจากเรื่องที่ฟัง และดูในชีวิตประจำวัน 4. พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ ศึกษาค้นคว้าจากการฟัง การดู และ การสนทนา การรายงาน เช่น - การพูดลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน - การพูดลำดับเหตุการณ์ 5. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด มารยาทในการฟัง การดู และการพูด ป.6 1. พูดแสดงความรู้ ความเข้าใจ จุดประสงค์ของเรื่องที่ฟังและดู 2. ตั้งคำถามและตอบคำถามเชิงเหตุผล จากเรื่องที่ฟังและดู การพูดแสดงความรู้ ความเข้าใจใน จุดประสงค์ของเรื่องที่ฟังและดูจากสื่อต่าง ๆ ได้แก่ - สื่อสิ่งพิมพ์ - สื่ออิเล็กทรอนิกส์ 3. วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือจากการฟัง และดูสื่อโฆษณาอย่างมีเหตุผล การวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือจากการฟังและ ดูสื่อโฆษณา


25 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 4. พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ ศึกษาค้นคว้าจากการฟัง การดู และ การสนทนา การรายงาน เช่น - การพูดลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน - การพูดลำดับเหตุการณ์ 5. พูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผล และน่าเชื่อถือ การพูดโน้มน้าวในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น - การเลือกตั้งกรรมการนักเรียน - การรณรงค์ด้านต่าง ๆ - การโต้วาที 6. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด มารยาทในการฟัง การดู และการพูด สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษ และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 1. บอกและเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์และเลขไทย พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ เลขไทย 2. เขียนสะกดคำและบอกความหมาย ของคำ การสะกดคำการแจกลูกและการอ่านเป็นคำ มาตราตัวสะกดที่ตรงตามมาตราและไม่ตรง ตามมาตรา การผันคำ ความหมายของคำ 3. เรียบเรียงคำเป็นประโยคง่าย ๆ การแต่งประโยค 4. ต่อคำคล้องจองง่ายๆ คำคล้องจอง ป.2 1. บอกและเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์และเลขไทย พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ เลขไทย 2. เขียนสะกดคำและบอกความหมาย ของคำ การสะกดคำ การแจกลูก และการอ่าน เป็นคำ มาตราตัวสะกดที่ตรงตามมาตราและไม่ตรง ตามมาตรา


26 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง การผันอักษรกลาง อักษรสูง และอักษรต่ำ คำที่มีตัวการันต์ คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ คำที่มีอักษรนำ คำที่มีความหมายตรงข้ามกัน คำที่มี รร ความหมายของคำ 3. เรียบเรียงคำเป็นประโยคได้ตรงตาม เจตนาของการสื่อสาร การแต่งประโยค การเรียบเรียงประโยคเป็นข้อความสั้น ๆ 4. บอกลักษณะคำคล้องจอง คำคล้องจอง 5. เลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและ ภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาถิ่น ป.3 1. เขียนสะกดคำและบอกความหมาย ของคำ การสะกดคำการแจกลูกและการอ่านเป็นคำ มาตราตัวสะกดที่ตรงตามมาตราและไม่ตรง ตามมาตรา การผันอักษรกลาง อักษรสูง และอักษรต่ำ คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ คำที่มีอักษรนำ คำที่ประวิสรรชนีย์และคำที่ไม่ประ วิสรรชนีย์ คำที่มี ฤ ฤๅ คำที่ใช้ บัน บรร คำที่ใช้ รร คำที่มีตัวการันต์ ความหมายของคำ 3. ระบุชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของคำ ได้แก่ - คำนาม


27 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - คำสรรพนาม - คำกริยา 4. ใช้พจนานุกรมค้นหาความหมายของคำ การใช้พจนานุกรม 5. แต่งประโยคง่ายๆ การแต่งประโยคเพื่อการสื่อสาร ได้แก่ - ประโยคบอกเล่า - ประโยคปฏิเสธ - ประโยคคำถาม - ประโยคขอร้อง - ประโยคคำสั่ง 6. แต่งคำคล้องจองและคำขวัญ คำคล้องจอง คำขวัญ 7. เลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและ ภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาถิ่น ป.4 1. สะกดคำและบอกความหมายของคำ ในบริบทต่าง ๆ คำในแม่ ก กา มาตราตัวสะกด การผันอักษร คำเป็นคำตาย คำพ้อง 2. ระบุชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของคำ ได้แก่ - คำนาม - คำสรรพนาม - คำกริยา - คำวิเศษณ์ 3 ใช้พจนานุกรมค้นหาความหมายของคำ การใช้พจนานุกรม 4. แต่งประโยคได้ถูกต้องตามหลักภาษา ประโยคสามัญ - ส่วนประกอบของประโยค - ประโยค 2 ส่วน - ประโยค 3 ส่วน 5. แต่งบทร้อยกรองและคำขวัญ กลอนสี่


28 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง คำขวัญ 6. บอกความหมายของสำนวน สำนวนที่เป็นคำพังเพยและสุภาษิต 7. เปรียบเทียบภาษาไทยมาตรฐานกับ ภาษาถิ่นได้ ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาถิ่น ป.5 1. ระบุชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของคำ ได้แก่ - คำบุพบท - คำสันธาน - คำอุทาน 2. จำแนกส่วนประกอบของประโยค ประโยคและส่วนประกอบของประโยค 3. เปรียบเทียบภาษาไทยมาตรฐานกับ ภาษาถิ่น ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาถิ่น 4. ใช้คำราชาศัพท์ คำราชาศัพท์ 5. บอกคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ 6. แต่งบทร้อยกรอง กาพย์ยานี 11 7. ใช้สำนวนได้ถูกต้อง สำนวนที่เป็นคำพังเพยและสุภาษิต ป.6 1. วิเคราะห์ชนิดและหน้าที่ของคำใน ประโยค ชนิดของคำ - คำนาม - คำสรรพนาม - คำกริยา - คำวิเศษณ์ - คำบุพบท - คำเชื่อม - คำอุทาน 2. ใช้คำได้เหมาะสมกับกาลเทศะและ บุคคล คำราชาศัพท์ ระดับภาษา ภาษาถิ่น 3. รวบรวมและบอกความหมายของ คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ


29 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง คำภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทย 4. ระบุลักษณะของประโยค กลุ่มคำหรือวลี ประโยคสามัญ ประโยครวม ประโยคซ้อน 5. แต่งบทร้อยกรอง กลอนสุภาพ 6. วิเคราะห์และเปรียบเทียบสำนวนที่ เป็นคำพังเพย และสุภาษิต สำนวนที่เป็นคำพังเพย และสุภาษิต สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.1 1. บอกข้อคิดที่ได้จากการอ่านหรือการ ฟังวรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรอง สำหรับเด็ก วรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรองสำหรับ เด็ก เช่น - นิทาน - เรื่องสั้นง่ายๆ - ปริศนาคำทาย - บทร้องเล่น - บทอาขยาน - บทร้อยกรอง - วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรียน 2. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองตามความสนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรอง - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ ป.2 1. ระบุข้อคิดที่ได้จากการอ่านหรือ การฟังวรรณกรรมสำหรับเด็ก เพื่อ นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน วรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรองสำหรับเด็ก - นิทาน - เรื่องสั้นง่ายๆ


30 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - ปริศนาคำทาย - บทอาขยาน - บทร้อยกรอง - วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรียน 2. ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น บทร้องเล่นที่มีคุณค่า - บทร้องเล่นในท้องถิ่น - บทร้องเล่นในการละเล่นของเด็กไทย 3. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดและ บทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ ป.3 1. ระบุข้อคิดที่ได้จากการอ่าน วรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน 2. รู้จักเพลงพื้นบ้านและเพลงกล่อม เด็ก เพื่อปลูกฝังความชื่นชมวัฒนธรรม ท้องถิ่น 3. แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวรรณคดี ที่อ่าน วรรณคดี วรรณกรรม และเพลงพื้นบ้าน - นิทานหรือเรื่องในท้องถิ่น - เรื่องสั้นง่ายๆ ปริศนาคำทาย - บทร้อยกรอง - เพลงพื้นบ้าน - เพลงกล่อมเด็ก - วรรณกรรมและวรรณคดีในบทเรียนและ ตามความสนใจ 4. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความ สนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ ป.4 1. ระบุข้อคิดจากนิทานพื้นบ้านหรือ นิทานคติธรรม 2. อธิบายข้อคิดจากการอ่านเพื่อ นำไปใช้ในชีวิตจริง วรรณคดีและวรรณกรรม เช่น - นิทานพื้นบ้าน - นิทานคติธรรม - เพลงพื้นบ้าน - วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรียนและ ตามความสนใจ


31 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 3. ร้องเพลงพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน 4. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความ สนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ ป.5 1. สรุปเรื่องจากวรรณคดีหรือ วรรณกรรมที่อ่าน 2. ระบุความรู้และข้อคิดจากการอ่าน วรรณคดีและวรรณกรรมที่สามารถ นำไปใช้ในชีวิตจริง 3. อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและ วรรณกรรม วรรณคดีและวรรณกรรม เช่น - นิทานพื้นบ้าน - นิทานคติธรรม - เพลงพื้นบ้าน - วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรียนและ ตามความสนใจ 4. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความ สนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ ป.6 1. แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดี หรือวรรณกรรมที่อ่าน 2. เล่านิทานพื้นบ้านท้องถิ่นตนเอง และนิทานพื้นบ้านของท้องถิ่นอื่น 3. อธิบายคุณค่าของวรรณคดี และ วรรณกรรมที่อ่านและนำไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง วรรณคดีและวรรณกรรม เช่น - นิทานพื้นบ้านท้องถิ่นตนเองและท้องถิ่นอื่น - นิทานคติธรรม - เพลงพื้นบ้าน - วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรียนและ ตามความสนใจ 4. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความ สนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ


32 คำอธิบายรายวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รหัสวิชา ท12101 ชั้นประถมศึกษาปีที่2 เวลา 200 ชั่วโมง จำนวน 5 หน่วยกิต ศึกษา เรียนรู้ การอ่านออกเสียงคำ และความหมายของคำ คำคล้องจอง ข้อความ บทร้อย กรองง่าย ๆ ที่ประกอบด้วยคำพื้นฐานเพิ่มจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไม่น้อยกว่า 800 คำ รวมทั้ง คำที่ใช้ในกลุ่มสาระ การเรียนรู้อื่น ๆ อ่านจับใจความจากสื่อต่าง ๆ จากหนังสือตามความสนใจ หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน การอ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติตามคำสั่งหรือ ข้อแนะนำ ศึกษา เรียนรู้ การคัดลายมือด้วยตัวบรรจงเต็มบรรทัดตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย การเขียนเรื่องสั้น ๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ และตามจินตนาการ


33 ศึกษา เรียนรู้ การฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำ คำสั่งที่ซับซ้อน การจับใจความ และการ พูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก จากเรื่องที่ฟังและดู ทั้งที่เป็นความรู้และความบันเทิง การพูด สื่อสารในชีวิตประจำวัน ศึกษา เรียนรู้ การเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และเลขไทย การเขียนสะกดคำและ บอกความหมายของคำ การแจกลูก การอ่านเป็นคำ มาตราตัวสะกดที่ตรงตามมาตราและไม่ตรง ตามมาตรา การผันอักษรกลาง อักษรสูง และอักษรต่ำ คำที่มีตัวการันต์ คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ คำที่มีอักษรนำ คำที่มีความหมายตรงข้าม คำที่มี รร การแต่งประโยค การเรียบเรียงประโยคเป็น ข้อความสั้น ๆ การบอกลักษณะของคำคล้องจอง และการเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษา ถิ่น ศึกษา เรียนรู้ การระบุข้อคิดที่ได้จากการอ่าน หรือการฟังวรรณกรรมสำหรับเด็ก บทร้อง เล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่นการท่องจำบทอาขยานที่กำหนดและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า โดยใช้กระบวนการอ่าน กระบวนการเขียน การฟัง การดู และการพูด อย่างมีวิจารณญาณและ สร้างสรรค์บอก ระบุ เขียน สะกดคำ แจกลูก อ่านเป็นคำ ผันอักษร แต่งประโยค เลือกใช้ และท่องจำ นำความรู้ ข้อคิด ที่ได้จากการอ่าน การฟัง ไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด หลักการใช้ภาษา วรรณคดีและวรรณกรรม มีมารยาทในการอ่าน การเขียน การฟัง การดู และ การพูด มีนิสัยรักการอ่านเหมาะสมกับ ระดับชั้น รหัสตัวชี้วัด ท 1.1 ป 2/1 ป 2/2 ป 2/3 ป 2/4 ป 2/5 ป 2/6 ป 2/7 ป 2/8 ท 2.1 ป 2/1 ป 2/2 ป 2/3 ป 2/4 ท 3.1 ป 2/1 ป 2/2 ป 2/3 ป 2/4 ป 2/5 ป 2/6 ป 2/7 ท 4.1 ป 2/1 ป 2/2 ป 2/3 ป 2/4 ป 2/5 ท 5.1 ป 2/1 ป 2/2 ป 2/3 รวม 27 ตัวชี้วัด โครงสร้างรายวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เวลา 200 ชั่วโมง 5 หน่วยกิต ที่ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน


34 1 น้ำใส ท 1.1 ป.2 / 1 ท 1.1 ป.2 / 2 ท 1.1 ป.2 / 4 ท 2.1 ป.2 / 1 ท 2.1 ป.2 /2 ท 4.1 ป.2 /1 ท 4.1 ป.2 /2 การอ่านออกเสียงคำ ผู้อ่านต้องรู้ ที่มาและองค์ประกอบของคำ บอก ความหมายของคำ รวมทั้งอ่านสะกด คำแจกลูก การอ่านเป็นคำและเขียน คำตามรูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย 15 4 2 ใจหาย ท 1.1 ป.2 / 1 ท 1.1 ป.2 / 2 ท 1.1 ป.2 / 4 ท 2.1 ป.2 /1 ท 2.1 ป.2 /2 ท 4.1 ป.2 /1 ท 4.1 ป.2 /2 การอ่านออกเสียงคำและ คำคล้อง จอง เป็นการอ่านที่ควรฝึกอ่านเป็น ประจำและผู้อ่านต้องรู้ความหมายของ คำนั้น การคัดลายมือเป็นฝึกการเขียน พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์และตัวเลข ไทยตามแบบตัวอักษรไทยที่เป็นแสดง ถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย การเขียนสะกดคำแจกลูกเป็นการฝึก เขียนสะกดคำในบทเรียนและคำที่ใช้ ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน 16 4 3 ครัวป่า ท 1.1 ป.2 / 1 ท 1.1 ป.2 / 2 ท 1.1 ป.2 / 3 ท 2.1 ป.2 / 1 ท 2.1 ป.2 /2 ท 2.1 ป.2 /4 ท 4.1 ป.2 /1 ท 4.1 ป.2 /2 การฝึกอ่านและการเขียนสะกดคำแจก ลูกเป็นการฝึกทักษะทางด้านการอ่าน และการเขียน ทำให้นักเรียนสามารถ อ่านออกเสียงคำและเขียนคำต่าง ๆ ได้ ถูกต้อง และผู้เรียนควรทราบ ความหมายของคำนั้นจึงจะทำให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่คงทนและ สามารถที่เขียนสื่อสารกับบุคคลอื่นได้ อย่างมีมารยาท 15 4 ที่ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน


35 4 กลัวทำไม ท 1.1 ป.2 / 1 ท 1.1 ป.2 / 2 ท 1.1 ป.2 / 4 ท 1.1 ป.2 / 5 ท 1.1 ป.2 /6 ท 2.1 ป.2 /1 ท2.1 ป.2 /2 ท 4.1 ป.2 /1 ท 4.1 ป.2 /2 ท 4.1 ป.2 /4 ท 5.1 ป.2/1 การอ่านออกเสียงคำผู้อ่านต้องรู้ที่มา และองค์ประกอบของคำ และต้องมี การฝึกเขียนสะกดคำแจกลูก โดยฝึก อ่านและเขียนจากบทร้องเล่น บทร้อย กรอง และนิทานพื้นบ้านในท้องถิ่น จึงจะทำให้อ่านและเขียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 16 4 5 ชีวิตใหม่ ท 1.1 ป.2 / 1 ท 1.1 ป.2 / 2 ท 1.1 ป.2 / 4 ท 1.1 ป.2 / 5 ท 1.1 ป.2 /6 ท 4.1 ป.2 /1 ท 4.1 ป.2 /2 ท 4.1 ป.2 /4 ท 5.1 ป.2/1 การอ่านวรรณคดีลำนำ ควรมีการฝึก อ่านสะกดคำแจกลูก อ่านเป็นคำแล้ว ฝึกอ่านเป็นประโยคบอก และควรให้ นักเรียนได้รู้ความหมายของคำ ฝึกให้ นักเรียนจับประเด็นสำคัญและรู้จักการ คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน รวมทั้งฝึกทักษะการคัดคำตามแบบ อักษรไทยและรู้จักการเขียนอย่างมี มารยาท 17 4 6 มีน้ำใจ ท 1.1 ป.2 / 1 ท 2.1 ป.2 / 2 ท 3.1 ป.2 / 1 ท 3.1 ป.2 / 2 ท 3.1 ป.2 /3 ท 3.1 ป.2 / 4 ท 4.1 ป.2 /1 ท 4.1 ป.2 /3 ท 5.1 ป.2/1 การฟังนิทานพื้นบ้านในท้องถิ่นเป็นการ ฝึกทักษะทางด้านการฟัง โดยฝึกให้ นักเรียนจับใจความสำคัญ ฝึกการเล่า เรื่องโดยย่อ การแสดงความคิดเห็นและ ความรู้สึก รวมทั้งปลูกฝังให้นักเรียนมี มารยาทในการฟังและฝึกทักษะการอ่าน คำ การเขียนสะกดคำและบอก ความหมายของคำ และการเรียงคำให้ เป็นประโยคง่าย ๆ 17 4


36 ที่ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 7 นักคิดสมอง ใส ท 1.1 ป.2 / 1 ท 1.1 ป.2 / 2 ท 1.1 ป.2 / 4 ท 1.1 ป.2 / 5 ท 2.1 ป.2 / 2 ท 4.1 ป.2 /2 ท 4.1 ป.2 /3 ท 5.1 ป.2/1 การอ่านเนื้อเรื่องในบทเรียน และบทร้อง เล่น เป็นการอ่านที่ต้องรู้จักคำ รู้ ความหมายของคำต่าง ๆ แล้วอ่านเป็น เรื่อง แล้วจับประเด็นสาระสำคัญ รู้จัก การคาดคะเนเหตุการณ์และจำเป็นต้องมี การฝึกเขียนคำพื้นฐานใน บทเรียนเพื่อให้นักเรียนเกิดความเข้าใจ มากยิ่งขึ้น 17 4 8 โลกร้อน ท 1.1 ป.2 / 2 ท 1.1 ป.2 /4 ท 1.1 ป.2 / 5 ท 1.1 ป.2 / 7 ท 1.1 ป.2 /8 ท 2.1 ป.2 / 1 ท 3.1 ป.2 /5 ท 4.1 ป.2 /4 ท 5.1 ป.2 /1 ท 5.1 ป.2 /3 การอ่านจับใจความสำคัญจากบท อาขยาน และบทร้อยกรอง เป็นการ อ่านที่นักเรียน สามารถเล่าเรื่องย่อ ตอบคำถามตามเนื้อเรื่องที่อ่านและคัด ลายมือบทอาขยานที่กำหนดให้และ เขียนอย่างมีมารยาท การดูรูปภาพ หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน แล้ว สามารถบอกความหมายของ สัญลักษณ์นั้น 17 4 9 รักพ่อรักแม่ ท 1.1 ป.2 / 3 ท 1.1 ป.2 / 4 ท 1.1 ป.2 / 8 ท 2.1 ป.2 / 1 ท 3.1 ป.2 /5 ท 4.1 ป.2 /4 การจับใจความสำคัญจากวรรณกรรม ต่าง ๆ เช่น จากเรื่องสั้น จากบทร้อง เล่น บทเพลงเป็นการฝึกทักษะการจับ สาระสำคัญ ฝึกทักษะเล่าเรื่องโดยย่อ การคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน รวมทั้งฝึกให้นักเรียนมีทักษะในการ 17 5


37 ท 5.1 ป.2 /1 ท 5.1 ป.2 /3 เขียนโดยคัดลายมือตัวบรรจงเต็ม บรรทัดตามรูปแบบการเขียนตัว อักษรไทย และควรปลูกฝังให้นักเรียน มีมารยาทในการอ่าน ที่ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 10 เข็ดแล้ว ท 2.1 ป.2 / 2 ท 2.1 ป.2 / 3 ท 2.1 ป.2 / 4 ท 3.1 ป.2 / 1 ท 3.1 ป.2 /2 ท 3.1 ป.2 / 5 ท 3.1 ป.2 /7 ท 5.1 ป.2 /1 ท 5.1 ป.2 /3 การพูดและการเขียนเป็นการส่งสารที่ มนุษย์ใช้ในการดำเนินชีวิตเช่น การพูด แสดงความคิดเห็นเป็นการพูดที่ผู้พูด ต้องแสดงความรู้สึกของตนต่อสิ่งที่ได้ดู ฟัง หรืออ่าน ส่วนการเขียนเป็นการ เขียนสื่อสารคำและประโยคง่าย ๆ ที่ เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ดังนั้น คนเราจึงควรรู้จักรักษามารยาททั้งใน การพูดและการเขียนจึงจะทำให้การ สื่อสารประสบความสำเร็จและผู้รับ สารมีความพึงพอใจ 16 5 11 เด็กดี ท 1.1 ป.2 / 1 ท 1.1 ป.2 / 2 ท 2.1 ป.2 / 2 ท 2.1 ป.2 / 4 ท 3.1 ป.2 /2 ท 3.1 ป.2 /3 ท 3.1 ป.2 /5 ท 3.1 ป.2 / 6 ท 3.1 ป.2 / 7 ท 4.1 ป.2 / 2 การอ่าน การฟัง และการดู เป็นการรับ สารที่สำคัญ เราควรเลือกอ่าน ฟังและ ดูสิ่งที่มีสาระ มีประโยชน์ ให้ข้อคิด เช่น นิทาน บทอาขยาน แล้วฝึกการ สรุปสาระสำคัญ เขียนย่อเรื่อง บอก ข้อคิดรวมทั้งฝึกการอ่านคำและการ อ่านสะกดคำ การผันวรรณยุกต์และ บอกความหมายของคำ และการที่จะ เป็นผู้รับสารที่ดีควรจะเป็นผู้ที่มี มารยาทในการอ่านฟัง และการดู 17 4


38 ท 5.1 ป.2 / 1 ท 5.1 ป.2 / 2 ที่ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 12 ชาติของเรา ท 1.1 ป.2 / 3 ท 1.1 ป.2 / 4 ท 1.1 ป.2 / 5 ท 1.1 ป.2 / 6 ท 1.1 ป.2 /7 ท 2.1 ป.2 / 2 ท 2.1 ป.2 / 3 ท 3.1 ป.2 /1 ท 3.1 ป.2 /3 ท 3.1 ป.2 /6 ท 4.1 ป.2 /2 ท 5.1 ป2/1 ท 5.1 ป2/2 ท 5.1 ป2/3 การเลือกอ่านและการฟังวรรณกรรม ร้อยแก้ว ร้อยกรอง และนิทานที่ นักเรียนสนใจเป็นการอ่านและการฟัง ที่ต้องรู้จักอ่านคำ อ่านข้อความและ ต้องบอกความหมายของคำหรือ ข้อความ นั้น ๆ รู้จักการจับ ประเด็นสำคัญ และจะต้องตอบคำถาม ตามเนื้อเรื่อง เรียงลำดับเนื้อเรื่อง พูด แสดงความคิดเห็นและความรู้สึก รวมทั้งบอกถึงข้อคิดที่ได้จากการอ่าน และการฟัง โดยเขียนและพูดอย่างมี มารยาท 18 4 รวมระหว่างภาค 198 50 กลางภาค 1 20 ปลายภาค 1 30 รวม 200 100


39 2. แบบฝึกทักษะ 2.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ การใช้แบบฝึกทักษะในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยนั้นเป็นการฝึกฝนทักษะ ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญ เพื่อแนวทางในการคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ ซึ่งมีนักการศึกษาให้ ความหมายของแบบฝึกทักษะ ไว้ดังนี้ มณฑนกร เจริญรักษา (2552 ) กล่าวว่า แบบฝึกหรือแบบฝึกทักษะ เป็นสื่อการสอน สำหรับให้นักเรียนฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และเกิดทักษะเพิ่มขึ้นมีลักษณะหรือ รูปแบบที่หลากหลาย อาจเป็นแบบฝึกหัดสำเร็จรูปท้ายบทเรียน ปิยะพร ใจวรรณะ (2552) กล่าวว่า แบบฝึก หรือแบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อกลางที่ จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาทำความเข้าใจ และฝึกฝนจนเกิดแนวคิดที่ถูกต้อง และเกิดทักษะ ใน เรื่องใดเรื่องหนึ่ง และยังเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ครูทราบว่านักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจบทเรียนมากน้อย เพียงใด ศรัญญา บุญทันตา (2553) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง งานกิจกรรมหรือสื่อ การสอนชนิดหนึ่งที่ครูได้สร้างขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการฝึกทักษะให้แก่นักเรียน ซึ่งจะมีลักษณะเป็น กิจกรรมที่หลากหลายรูปแบบ ที่ให้นักเรียนได้ฝึกฝน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ จนเกิดความชำนาญ และแม่นยำ และนักเรียนยังสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ หรือแม้กระทั่ง


40 ให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงจะช่วยฝึกทักษะต่าง ๆ ให้นักเรียนได้ เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง สาคร เจริญแสน (2553) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง ชุดสื่อประสม ที่ผลิตขึ้นมาอย่างมีระบบ มีความสมบูรณ์เบ็ดเสร็จในตัวเอง โดยมีความสัมพันธ์และสอดคล้องกับ เนื้อหาวิชาประสบการณ์ที่สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ สุวนิตย์ สีชาเหง้า (2553) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง แบบตัวอย่างใช้ในการฝึก เรียนด้วยตนเองกระบวนการแก้ปัญหาการเรียนการสอนโดยการวิเคราะห์สถานการณ์ หรือเงื่อนไขการเรียนรู้อย่างเป็นระบบในรูปแบบที่หลากหลาย โดยมีจุดประสงค์เพื่อเสริมทักษะต่างๆ ให้เกิดแก่ผู้เรียน กาญจนา อนุรักษ์รัศมี (2553) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง กิจกรรมที่ครูจัด ให้กับนักเรียนเพื่อเป็นสื่อในการเรียนการสอน และให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะด้วยตนเองจนเกิด ความชำนาญและนำไปใช้ได้ เกษฎา ไชยวงษ์จันทร์ (2553) กล่าวว่า แบบฝึก หรือแบบฝึกทักษะ หมายถึงแบบฝึก ชุดฝึก หรือสื่อการเรียนการสอนที่ครูจัดทำขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิด ความรู้ ความชำนาญ จนสามารถนำไปปฏิบัติ และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ดาราวรรณ แก้วศรีทอง (2553) ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึก ทักษะหมายถึง สื่อการสอน สิ่งเร้าหรือกิจกรรมที่ครูสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาทำความเข้าใจ ฝึกฝนควบคู่กับการเรียนจนเกิดทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งและนำความรู้ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และคล่องแคล่ว ธนิษฐา พรมกอง (2553) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง แบบฝึกหรือสื่อการ เรียนรู้ที่นำมาใช้เพื่อพัฒนาทักษะให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาให้ดีขึ้นภายหลังจากที่ได้ เรียนมาแล้วสามารถนำไปใช้ได้ถูกต้อง มุทิตา แก้วคำแสน (2553) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อประกอบการเรียน การสอนเพื่อให้ผู้เรียนปฏิบัติจนเกิดทักษะความรู้เพิ่มมากขึ้น จนเกิดความชำนาญเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ เรียนรู้ วัชรี ภูนิคม (2553) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่ง ที่จัดทำขึ้นอย่างมีระบบ สามารถพัฒนาการอ่านของผู้เรียนได้ ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เป็น เครื่องมือวัดผลและประเมินผลตามสภาพจริงของการเรียนได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ผู้เรียน และผู้สอน ทราบความก้าวหน้าหรือข้อบกพร่องของตนเองทำให้สามารถพัฒนา และแก้ไขการเรียนการสอนได้ดี


41 สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง เครื่องมือทางการจัดการเรียนรู้ เป็นสื่อการเรียน การสอนประเภทหนึ่งมีไว้สำหรับนักเรียนฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความชำนาญ หรือเกิดทักษะ กระบวนการตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่ตั้งไว้ มุ่งเน้นให้นักเรียนฝึกทำด้วยตนเอง 2.2 ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะมีความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และสามารถช่วยให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ดังมีนักการศึกษาได้กล่าวไว้ดังนี้ สมหมาย ศุภพินิจ (2551) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะมีความสำคัญในการพัฒนา การเรียนการสอนและมีความสำคัญในการช่วยเหลือให้นักเรียนมีการพัฒนาทักษะทางภาษาซึ่ง จำเป็นต้องอาศัย แบบฝึกในการฝึกฝนหรือปฏิบัติเพื่อให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ด้วยตนเอง และช่วยให้นักเรียนสามารถสื่อความหมายได้ถูกต้อง และเกิดการเรียนรู้ได้ดี มณฑนกร เจริญรักษา (2552) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะมีความสำคัญและมีประโยชน์ ทั้งต่อผู้เรียนและต่อครูผู้สอน ช่วยสร้างบรรยากาศของการเรียนการสอน ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจ บทเรียนและมีพัฒนาการดีขึ้น ช่วยให้ครูรู้ข้อบกพร่องและปัญหาของนักเรียน เพื่อการปรับปรุง แก้ไขต่อไป และยังช่วยลดภาระของครูได้อีกด้วย มุทิตา แก้วคำแสน (2553) กล่าวว่า แบบฝึกทักษะนับว่า เป็นเครื่องมือในการจัดการ เรียนการสอนชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเรียนการสอน โดยเฉพาะแบบฝึกที่ครูผู้สอนสร้างขึ้น จากข้อมูลด้านการเรียนของนักเรียน จะสามารถช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของนักเรียนได้ตรงจุดมากขึ้น สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะมีความสำคัญต่อการจัดการเรียนการสอน เพื่อเป็นนวัตกรรม ที่สามารถช่วยเหลือนักเรียนให้มีการพัฒนาการทางการเรียนที่สูงขึ้น การที่นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจาก แบบฝึกด้วยตนเอง ทำให้เกิดการเรียนรู้ และช่วยให้สามารถสื่อความหมายได้ถูกต้อง


42 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน 3.1 ความหมายของการอ่าน นักการศึกษาได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ ดังนี้ กองเทพ เคลือบพณิชกุล (2542) กล่าวว่า การอ่านคือ ส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสาร เป็นขั้นตอนของการรับสารโดยผู้อ่านใช้ประสาทสัมผัสทางตารับภาพคือตัวอักษรหรือสัญลักษณ์อื่น ใดผ่านกระบวนการทางความคิดเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องราวนั้นแล้วตีความหมายออกมาทั้ง ความหมายตรงและความหมายแฝงอย่างถูกต้องและตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้เขียนแล้วยังสามารถ สรุปความหมายแนวความคิดตามขั้นตอนโดยใช้สมรรถภาพของการอ่านตามลำดับจนสามารถนา ความหมายมาประยุกต์ใช้วิจารณ์หรือประเมินคุณค่างานเขียนได้โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ เดิมเป็นฐาน ฉวีวรรณ คูหาภินันท์(2542) กล่าวว่า การอ่านเป็นความสามารถของมนุษย์ที่เข้าใจสื่อ ความหมายระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านเข้าใจเนื้อเรื่องและความคิดจากสิ่งที่อ่านไม่ว่าจะเป็นจดหมาย หนังสือ บทความต่าง ๆ หรือจากภาพยนตร์ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ และผู้อ่านแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ กับผู้อื่นด้วย นภดล จันทร์เพ็ญ (2542) กล่าวว่า การอ่าน คือการแปลความหมายของตัวอักษร เครื่องหมายสัญลักษณ์เครื่องสื่อความหมายต่าง ๆ ที่ปรากฏแก่ตาออกมา เป็นความคิดความเข้าใจ เชิงสื่อสารแล้วผู้อ่านนำความคิดความเข้าใจนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชนได้ต่อไป ทัศนีย์ ศุภเมธี(2542) กล่าวว่า การอ่านหมายถึง การแปลสัญลักษณ์ที่เขียนหรือพิมพ์ ให้มีความหมายออกมาสัญลักษณ์ในภาษาไทย คือคำ หรือข้อความ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากในการ สอนอ่านเพื่อนักเรียนที่จะต้องเข้าใจความหมายและนำไปใช้ในการพูดและเขียนได้อย่างถูกต้อง สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์(2545) กล่าวว่า การอ่านเป็นลำดับขั้นที่เกี่ยวข้องกับการทำความ เข้าใจความหมายของคำ กลุ่มคำ ประโยค ข้อความและเรื่องราวของสารซึ่งผู้อ่านสามารถบอก ความหมายได้ ผจงวาด พลูแก้ว (2547) กล่าวว่า การอ่านคือ การแปลความหมายของตัวอักษร เครื่องหมายสัญลักษณ์เครื่องสื่อความหมายต่าง ๆ ที่ปรากฏแก่ตาออกมาเป็นความคิดความเข้าใจ เชิงสื่อสารแล้วผู้อ่านสามารถนาความคิดความเข้าใจนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ต่อไป จันทร์ฉาย สินธุบุญ (2548) กล่าวว่า การอ่านคือ ทักษะพื้นฐานที่ใช้ศักยภาพทางสมอง เพื่อรับรู้เข้าใจความหมายแปลความหมายของคำสัญลักษณ์หรือเรื่องราวต่าง ๆ ได้3 ระดับ คือการ รับรู้ การแปลความ การทำความคุ้นเคยกับข้อมูลใหม่ เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเริ่มจาก การอ่านออก อ่านได้ อ่านเป็น เพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดโดยอาศัยประสบการณ์เดิมมาขยาย ประสบการณ์ใหม่ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นและเกิดความคิดสร้างสรรค์นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์


43 จากความหมายการอ่านของนักการศึกษาต่าง ๆ สามารถสรุปได้ว่าการอ่านเป็นกระบวนการ ทางสมองที่ต้องใช้สายตาสัมผัสตัวอักษรหรือสื่งพิมพ์อื่น ๆ รับรู้และเข้าใจความหมายของคำประโยค ข้อความและเรื่องราวทึ่อ่านได้ถูกต้องแล้วผู้อ่านนาความคิดความเข้าใจนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ต่อไป 3.2 ความสำคัญของการอ่าน การอ่านมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์หลายประการดังที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ ดังนี้ ฉวีวรรณ คูหาภินันท์(2542) กล่าวไว้ว่า การอ่านมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิดจน โตและกระทั่งถึงวัยชรา การอ่านทำให้รู้ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลกซึ่งปัจจุบันเป็นโลกของข้อมูล ข่าวสารทำให้ผู้อ่านมีความสุขมีความหวังและมีความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นความต้องการของ มนุษย์ทุกคนการอ่านมีประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง คือ พัฒนาการศึกษาพัฒนาอาชีพทำให้เป็น คนทันสมัยทันต่อเหตุการณ์และสนองความอยากรู้อยากเห็นนอกจากนั้นการพัฒนาประเทศให้ เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ความสามารถซึ่งความรู้ต่าง ๆ ก็ได้มาจากการ อ่านนั่นเอง นภดล จันทร์เพ็ญ (2542) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านว่า การอ่านมีสำคัญต่อมนุษย์ อย่างยิ่งโดยเฉพาะในยุคปัจจบันที่มีหนังสือให้เลือกอ่านมากมาย การอ่านช่วยให้เราสามารถแสวงหา ความรู้ความบันเทิงสร้างเสริมประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตทั้งการศึกษาอาชีพการงานและ การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม สุนันทา สายคง (2542) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ ดังนี้ 1. การอ่านหนังสือทำให้ได้เนื้อหาสาระความรู้มากกว่าการศึกษาหาความรู้ด้วย วิธีอื่น ๆ เช่น การฟัง 2. การอ่านสามารถอ่านหนังสือได้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ 3. ผู้อ่านสามารถฝึกการคิดและสร้างจินตนาการขึ้นได้เองในขณะอ่าน 4. การอ่านส่งเสริมให้สมองดีมีสมาธิมากกว่าอย่างอื่น 5. ผู้อ่านเป็นผู้กำหนดการอ่านได้ด้วยตนเอง 6. หนังสือมีหลายรูปแบบและมีมากกว่าสื่ออื่น ๆ 7. ผู้อ่านเกิดความคิดเห็นได้ด้วยตนเองในขณะอ่าน 8. ผู้ที่รักการอ่านจะรู้สึกมีความสุข แม้นมาส ชวลิต (2544) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านว่า เป็นทักษะที่จำเป็นในการ แสวงหาความรู้ช่วยให้ได้ความบันเทิงและให้เกิดความสร้างสรรค์จรรโลงใจใฝ่สัมฤทธิ์การอ่านเป็น ทักษะที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝนให้เกิดเป็นนิสัย


44 ประภา เบญจเทพรัศมี(2545) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านว่า การอ่าน เป็น เครื่องมือที่ใช้แสวงหาความรู้พัฒนาความคิดช่วยปรับปรุงบุคลิกภาพช่วยแก้ปัญหาใช้เวลาว่างให้เกิด ประโยชน์ได้รับความเพลิดเพลินได้พักผ่อนสนองความพอใจของตนสามารถพัฒนาคนพัฒนาอาชีพ และพัฒนาชาติต่อไป สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์(2545) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านว่า ผู้อ่านสามารถฝึก ความคิดสร้างจินตนาการได้ในขณะที่อ่านรู้สึกมีความสุขเกิดความคิดเห็นได้ด้วยตนเอง ประพิณพร เย็นประเสริฐ (2548) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านว่า การอ่านเป็น กระบวนการของการรับสารที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ข้อมูลข่าวสารและ ความเจริญก้าวหน้าในความรู้ทุกประเภทปรากฏเผยแพร่ในรูปของสิ่งพิมพ์เกือบทั้งสิ้น ปัจจุบันแม้ว่า จะมีสื่ออื่น ๆ เข้ามามีบทบาทต่อการเรียนรู้ของมนุษย์มากขึ้น ได้แก่ วิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ เป็นต้น แต่การอ่านก็ยังถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ไม่อาจนำสื่ออื่น ๆ มาทดแทนได้ หนังสือเป็นกุญแจ ดอกสำคัญที่ไขไปสู่โลกแห่งสรรพวิทยาการ โลกแห่งความเพลิดเพลิน และจินตนาการโดยไม่จำกัด เวลาสถานที่และสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด 5. ความหมายของความพึงพอใจ มีผู้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้หลายท่าน ดังนี้ จิราภรณ์ รตารุณ (2541) กล่าวถึง ความหมายของคำว่าพึงพอใจว่า เป็นเรี่องของ ความรู้สึกที่บุคคลมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลทำให้แต่ละคนตอบสนองต่อสิ่งเร้าแตกต่างกันไป บุคคลจะมีความพึงพอใจมากหรือหรือน้อยเกี่ยวกับสิ่งใดนี้บุคคลรอบข้างมีอิทธิพลอย่างยิ่งความพึง พอใจของบุคคลมีแนวโน้มที่จะขึ้นอยู่กับค่านิยมของคนนั้น ความพึงพอใจมีแหล่งที่จะเกิดจากการ อบรมตั้งแต่เล็ก ๆ เป็นไปในลักษณะค่อยดูดซึมจากการเลียนแบบพ่อแม่และคนข้างเคียงไม่ต้องมีใคร สอนดังนั้นความพึงพอใจจึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้ประสบการณ์ของบุคคลการรับถ่ายทอดจากความ พอใจที่มีอยู่แล้ว ประยง กำประโคน (2542) ได้ให้ความหมายความพึงพอใจไว้คล้ายกันว่า ความ พึงพอใจ คือ ระดับความรู้สึกพอใจโดยการได้บรรลุหรือได้รับการตอบสนองในความต้องการความ คาดหวังความปรารถนาความอยากของบุคคลซึ่งเป็นผลมาจากความชอบความสนใจมีทัศนคติที่ดีต่อ สถานการณ์นั้นหรือสิ่งใดและเห็นว่าสิ่งนั้นมีประโยชน์และมีคุณค่า สุภัสสร วัชรคุปต์(2543) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า เป็นความรู้สึกพอใจใน สภาพจัดองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนมีความสำคัญในการช่วยให้นักเรียนเกิดการ เรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวามีความกระตือรือร้นเพื่อจะเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง


45 ศลใจ วิบูลย์กิจ (2544) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพของอารมณ์ของบุคคลที่ มีต่อองค์ประกอบของงานและสภาพเเวดล้อมในการทำงานสามารถตอบสนองต่อความต้องการของ บุคคล นั้น ๆ ศุภสิริ โสมาเกตุ (2544) ได้กล่าวถึงความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิด หรือเจตคติของบุคคล ที่มีต่อการทำงานหรือการปฏิบัติกิจกรรมเชิงบวก ดังนั้น ความพึงพอใจในการเรียนจึงหมายถึงความรู้สึกพอใจ ชอบใจ ในการร่วมปฏิบัติกิจกรรมการ เรียนการสอนและต้องการดำเนินกิจกรรมนั้น ๆ จนบรรลุผลสำเร็จโดยที่ความพึงพอใจ ในการเรียนของนักเรียนประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา ด้านการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน ด้านสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน และด้านการวัดและประเมินผล จากความต้องการส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์ต่อผลที่ได้รับจากงานกับการประสบความสำเร็จตาม เป้าหมายส่วนบุคคล 2. ทฤษฎีการอ้างอิงกลุ่ม ความพึงพอใจในงานมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับคุณลักษณะ ของงานตามความปรารถนาของกลุ่มซึ่งสมาชิกให้กลุ่มเป็นแนวทางในการประเมินผลการทำงาน จากการศึกษาทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจดังกล่าวสรุปได้ว่า ในการปฏิบัติงาน ใด ๆ ก็ตามผู้ปฏิบัติงานจะเกิดความพึงพอใจต่อการทำงานมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งจูงใจในการ ทำงานการสร้างสิ่งจูงใจหรือแรงกระตุ้นให้เกิดกับผู้ปฏิบัติงานเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การปฏิบัติงาน เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ในการดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนการที่ผู้เรียนจะเกิดความ พึงพอใจในการเรียนนั้นผู้เขียนต้องมีแรงจูงใจที่จะอยากเรียนซึ่งผู้สอนต้องคำนึงถึงสิ่งที่ก่อให้เกิด แรงจูงใจหลาย ๆ ด้านเช่นการจัดบรรยากาศสถานการณ์เทคนิคการสอนที่ดีให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน การวางแผนตามความต้องการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฎิสัมพันธ์กันการยกย่องชมเชยการให้รางวัล ให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จนักเรียนมีผลส้มฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีจะทำให้ผู้เรียน มีความพึงพอใจในการเรียน 5.1 การวัดความพึงพอใจ อมรรัตน์ เชิงหอม (2541) กล่าวว่า การวัดความพึงพอใจ สามารถกระทำได้หลายวิธี ได้แก่ 1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้สอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อต้องการทราบ ความคิดเห็นซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะที่กำหนดคำตอบให้เลือกหรือตอบคำถามอิสระ คำถาม


46 ดังกล่าวอาจถามความพึงพอใจในด้านต่างๆ เช่น การบริหาร การควบคุมงาน และเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นต้น 2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่งซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและ วิธีการที่ดีจึงจะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงได้ 3. การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤตกิรรมของบุคคล เป้าหมายไม่ว่าจะแสดงจากการพูดกิริยาท่าทางวิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจังและการ สังเกตอย่างมีระเบียบแบบแผน อดุลย์ ฉายอรุณ (2547) ได้สรุปการวัดค่าความพึงพอใจไว้ว่า การวัดค่าความ พึงพอใจใช้วิธีการสร้างแบบสอบถามสร้างเกณฑ์ความพึงพอใจเป็นหลายมิติหรือมีหลาย ระดับ เช่น มาก ค่อนข้างมาก ค่อนข้างน้อย กำหนดค่าคะแนนของแต่ละระดับลดหลั่นลงมา 4,3,2,1 หรือ 5,4,3,2,1 เป็นต้น โยธิน แสวงดี (2535) ได้กล่าวไว้ว่า แนวทางการวัดความพึงพอใจสามารถกระทำได้หลายวิธี ได้แก่ 1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้สอบถามจะออกแบบสอบถาม เพื่อต้องการทราบความ คิดเห็น ซึ่งสามารถทำได้ในลักษณะที่กำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าวอาจ ถามความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ เช่น การบริหาร การควบคุมงานและเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นต้น 2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและ วิธีการที่ดีจึงจะทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงได้ 3. การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ ว่าจะแสดงออกจากการพูด กิริยาท่าทาง วิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจัง และการสังเกต อย่างมีระเบียบแบบแผน ไพฑูรย์ เริงกมล (2545) ได้กล่าวเกี่ยวกับการวัดความพึงพอใจไว้ดังนี้ การวัดความ พึงพอใจสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งได้แก่ ระบบคำติชม และข้อเสนอแนะ ตัวอย่าง เช่น การกรอก แบบฟอร์มลงในกล่องแสดงความคิดเห็น การออกสุ่มในประชากรกลุ่มตัวอย่าง เป็นต้น


Click to View FlipBook Version