The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการดุษฎีบัณฑิตสัมมนา-ศึกษาดูงานนิสิตปริญญาเอก <br>ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน<br>ระหว่างวันที่ 19-22 มีนาคม 2567<br>หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์<br>มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by KOB Nissama, 2024-04-03 20:35:27

รายงานผลการศึกษาดูงาน

โครงการดุษฎีบัณฑิตสัมมนา-ศึกษาดูงานนิสิตปริญญาเอก <br>ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน<br>ระหว่างวันที่ 19-22 มีนาคม 2567<br>หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์<br>มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น

Keywords: ดูงาน,จีน,ปริญญาเอก,สาธารณสุข

1 รายงานผลการศึกษาดูงาน โครงการดุษฎีบัณฑิตสัมมนา-ศึกษาดูงานนิสิตปริญญาเอก ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 19-22 มีนาคม 2567 หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น


ก คำนำ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการดุษฎีบัณฑิตสัมมนา การดูงานนอกสถานที่ของนิสิต ระดับปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น วัตถุประสงค์ของการศึกษาดูงานเพื่อเสริมสร้างและแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการประยุกต์ใช้ในการ บริหารจัดการด้านการสาธารณสุขของประเทศไทย เพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ของนิสิต เป็นการเปิด โลกทัศน์ในสังคม วัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างกัน โดยมีขอบข่ายการศึกษาดูงาน ณ ประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน มณฑลหยูนนาน มีแหล่งศึกษาดูงาน 2 แห่ง ได้แก่ Yunnan Minzu University (YMU) และYunnan PAN XIANGIL Food Company Limited ทั้งนี้การศึกษาดูงานนอกสถานที่ ทำให้นิสิต ได้รับความรู้ประสบการณ์จากการศึกษาบริบทของแหล่งศึกษาดูงานทั้ง 2 แห่ง ที่มีบริบทที่แตกต่างกัน รายงานฉบับนี้ประกอบด้วย การบริหารจัดการด้านการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ระบบและ นโยบายด้านสุขภาพ ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งในมหาวิทยาลัยและที่ทำงาน ด้านอาชีวอนามัย ระบบ ประกันสุขภาพ วัฒนธรรมและทุนทางสังคม เป็นต้น และอภิปรายผลการศึกษาดูงานของนิสิต ข้อเสนอแนะรวมถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานสรุปผลการศึกษาดูงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับโครงการดุษฎีบัณฑิตสัมมนา การดูงานนอกสถานที่ของนิสิตระดับปริญญาเอก ครั้งต่อไป หากผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ณ ที่นี้ด้วย คณะผู้จัดทำ ฉบับ e-book


ข คณะผู้จัดทำ ผศ.ดร.กมลมาลย์ วิรัตน์เศรษฐสิน อาจารย์ประจำหลักสูตร ภุมรินรัตน์ ภัทรอิสริยาไชย (แตน) รหัสนิสิต 6485010001 ประธานฯ สุเมศวร์ เสนชู (ต้อ) รหัสนิสิต 6585010017 รองประธานฯ วิชาการสาย 1 (มหาวิทยาลัย) นันทภัทร์ เฉลียวศํกดิ์ (หนา) รหัสนิสิต 6385010008 นูรรีย๊ะ ล่าเตะเกะ (ดา) รหัสนิสิต 6485010002 ธภัทร ธนรัชเดชานนท์ (เฌษธ์) รหัสนิสิต 6685010008


ค วิชาการสาย 2 (บริษัทฯ) ละมุล แจ้งวาริต (หมี) รหัสนิสิต 6585010008 เสฏฐวุฒิ ทองเพ็ชร์ (เอก) รหัสนิสิต 6585010021 ศักดิ์สิทธิ์ มหารัตนวงศ์ (ตุ๊ก) รหัสนิสิต 6585010016 ปราโมทย์ จินสกุล รหัสนิสิต 6685010002 ฉัตรไชย ชูแสง (เจมส์) รหัสนิสิต 6485010019


ง วิชาการ เลขานุการ และรวมรายงาน นิศมา ภุชคนิตย์ (กบ) รหัสนิสิต 6485010016 มินท์ลภัส กิจเมธาชัยพงศ์ (บิว) รหัสนิสิต 6485010004 กรรณาภรณ์ แสนพล (ปอนด์) รหัสนิสิต 6485010010 พรชัย สินเจริญโภไคย (บอม) รหัสนิสิต 6585010012 เหรัญญิก ช่างภาพ วิชาการสาย 2 อรกัญญา โยธินมโนช(อร) รหัสนิสิต 6485010005 เหรัญญิก วิชาการสาย 2 พราว ศุภจริยาวัตร รหัสนิสิต 6585010013 ประสานงาน ช่างภาพ วิชาการสาย 1 ประสบการณ์ “ชีวิตสไตล์ยูนนาน” เดย์ทริปกับคณะทัวร์ไทยของบริษัทเจาไท่ ที่มา: ยูนนานเดลี่ See less


จ โปรแกรมการศึกษาดูงาน



ช สารบัญ หน้า คำนำ ก คณะผู้จัดทำ ข โปรแกรมการศึกษาดูงาน จ ส่วนที่ 1 บทนำ 1 ส่วนที่ 2 ผลการศึกษาดูงาน 2.1 ข้อมูลทั่วไปของสาธารณรัฐประชาชนจีน 3 2.2 2.3 ข้อมูลพื้นฐานของมณฑลหยุนหนาน การศึกษาดูงาน Yunnan Minzu University (YMU) 7 8 2.4 การศึกษาดูงาน Yunnan PAN XIANGIL Food Company Limited 10 ส่วนที่ 3 บทสรุปและข้อเสนอแนะ 17 ภาคผนวก 39


1 ส่วนที่ 1 บทนำ การเตรียมทีมเพื่อศึกษาดูงาน การศึกษาดูงาน (Study trip) คือ การศึกษานอกสถานที่รูปแบบหนึ่งเพื่อการเรียนรู้ และแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่คาดหวังว่าจะ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศ องค์กร หน่วยงานหรือปรับปรุงกระบวนการทำงาน ในบทบาทหน้าที่สำคัญของแต่ละบุคคล เป็นการ เปลี่ยนบรรยากาศโดยการไปพบเห็นสิ่งใหม่ซึ่ง สามารถเสริมสร้างแนวคิดใหม่ และนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น จึงเป็นกิจกรรมหนึ่งใน กระบวนการพัฒนานิสิตที่ไปศึกษาดูงาน ช่วย เพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ให้กับนิสิต อีกทั้งเป็นการเปิดมุมมองที่จะรับการเรียนรู้ในสิ่ง ใหม่ ๆ สร้างความพร้อมให้แก่ตัวนิสิตเอง ทั้งนี้ก็ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี เนื่องจากผู้ที่ไปศึกษาดู งานต้องใช้ทักษะการสอบถาม การสังเกต และ แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติงานและการ แก้ปัญหาในการปฏิบัติงานจากสถาบันที่ไปศึกษาดู งาน การศึกษาดูงานนั้นมีความสำคัญและมี ประโยชน์ต่อการศึกษา และการทำงานทั้งระดับ องค์กร หน่วยงาน ระดับบุคคล ที่ช่วยก่อให้เกิด ความคิดในการต่อยอดจากสิ่งที่ได้เรียนรู้เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพของการศึกษาและการทำงานให้ดี ยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อเราต้องไปศึกษาดูงานในองค์กร ต่าง ๆ ควรมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการไป ศึกษาดูงาน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และ สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ใน การศึกษาและการทำงาน รวมทั้งมีการถ่ายทอด ความรู้ให้คนในสถาบัน/องค์กร ส่งผลทำให้ สถาบัน/องค์กร เกิดกระบวนการการเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่องนำไปสู่สถาบัน/องค์กรแห่งการเรียนรู้ วัตถุประสงค์ของการศึกษาดูงาน เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นใน ด้านต่าง ๆ ได้แก่ 1. เพิ่มความรู้ความเข้าใจ ความคิด ความสัมพันธ์ในการจัดระบบ การออกแบบ กระบวนการ และการกำหนดนโยบายต่าง ๆ 2. ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มุมมองความ คิดเห็นต่างๆ ร่วมกันในสถานการณ์เดียวกันหรือ เหตุการณ์เดียวกัน 3. ทำให้ได้เห็นถึงเทคนิควิธีการในการ นำมาประยุกต์ใช้หรือร่วมกันแก้ไขปัญหาอันที่จะ ก่อให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาหรือการทำงาน 4. เป็นการเปิดมุมมอง เปิดประสบการณ์ ให้กับผู้ศึกษาดูงาน และนำประสบการณ์ที่ได้มา ประยุกต์ใช้ในการศึกษาหรือการทำงาน


2 กรอบการศึกษาดูงาน เป้าหมาย ให้ผู้ศึกษาดูงานได้รับองค์ ความรู้เชิงประจักษ์ กรอบแนวคิด และการบริหาร จัดการเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา ขอบเขตการศึกษาดูงาน 1. วัฒนธรรม วิถีชีวิต ค่านิยมและ ประสบการณ์ในการพัฒนาประเทศของสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ที่เอื้อต่อการสร้างความเข้มแข็งและ ขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศ 2. แนวทางและ/หรือนโยบายหลักในการ พัฒนาประเทศ : การพัฒนาด้านการสาธารณสุข และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (การดูแลสุขภาพ บุคลากร) 3. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและ ความร่วมมือในการพัฒนาด้านต่าง ๆ ของ สาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทย วิธีการศึกษาดูงาน 1. ศึกษาสภาพพื้นที่ 2. รับฟังบรรยายสรุป และแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ร่วมกันระหว่างนิสิต และอาจารย์ ประจำหลักสูตร


3 ส่วนที่ 2 ผลการศึกษาดูงาน 2.1 ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลพื้นฐานของสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Republic of China (PRC) โดยมีกรุงปักกิ่ง (ใน ภาษาราชการจีน เรียกว่า “เป่ยจิง”–北京– Beijing) เป็นเมืองหลวง ธงชาติจีนเป็นรูปดาวสี เหลือง 5 ดวงบนพื้นสีแดง ดาวดวงใหญ่ หมายถึง พรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นผู้นำผู้ปกครองดาวเล็ก ทั้ง 4 ดวง หมายถึง ชนชั้นที่ประกอบขึ้นเป็นสังคม จีน คือ ชนชั้นกรรมกรชนชั้นชาวนา ชนชั้นนายทุน น้อย และชนชั้นนายทุนแห่งชาติ มีความหมาย โดยรวมถึงเอกภาพของประชาชนจีนทุกชนชั้น ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและมีวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปีเป็นวันชาติ ประเทศจีนมีขนาดพื้นที่ 9.6 ล้านตาราง กิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก ตั้งอยู่บน ทวีปเอเชียตะวันออก มีเส้นพรมแดนบนพื้นดินยาว 22,800 กิโลเมตร โดยมีพรมแดนติดต่อกับ 15 ประเทศโดยรอบ และมีชายฝั่งทะเลยาว 18,000 กิโลเมตร โดยจีนครอบครองหมู่เกาะจำนวน 6,536 เกาะ เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือเกาะไต้หวันรองลงมาคือ เกาะไห่หนาน ลักษณะภูมิประเทศ ประเทศจีนตั้งอยู่บริเวณซีกโลกเหนือใน ทวีปเอเชียตะวันออก ทางฝั่งตะวันตกของ มหาสมุทรแปซิฟิกโดยสภาพภูมิประเทศของจีน ค่อนข้างซับซ้อน พื้นที่ด้านตะวันตกยกตัวสูงและ ค่อยๆลาดต่ำลงมาทางตะวันออก ภูมิประเทศของ จีนส่วนใหญ่เป็นภูเขามีเนื้อที่ประมาณ 2 ใน 3 ของ พื้นที่ทั้งประเทศ โดยแต่ละพื้นที่จะมีลักษณะทาง ภูมิศาสตร์ต่างกันไป นอกจากนี้จีนยังเป็นประเทศ ที่มีแม่น้ำจำนวนมากกว่า 50,000 สาย มีบริเวณ ลุ่มน้ำมากกว่า 100 ตารางกิโลเมตร โดยแม่น้ำ แยงซีเป็นแม่น้ำสายใหญ่ และยาวที่สุดของจีน แผนที่แสดงขอบเขตพื้นที่ของสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ที่มา : World Atlas จากการที่จีนมีเนื้อที่ประเทศกว้างใหญ่ และมีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านถึง 15 ประเทศ เป็นระยะทางบกยาวถึง 2 หมื่นกิโลเมตร จีนจึงให้ความสำคัญกับนโยบายและการติดต่อกับ ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรักษาความปรองดองและ หาทางแก้ไขปัญหาพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการเปิดประเทศ และปฏิรูปทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งต้องอาศัย สภาวะความสงบบริเวณชายแดนและเส้นทาง


4 คมนาคมทางชายแดนในการพัฒนาเศรษฐกิจใน บริเวณห่างไกลซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นถิ่นทุรกันดาร และประชาชนมีความยากจน เขตการปกครอง การปกครองส่วนกลางแบ่งออกเป็น 23 มณฑล (รวมถึงไต้หวัน) 5 เขตปกครองตนเอง (มองโกเลีย หนิงเซี่ย ซินเจียง กวางสี และทิเบต) 4 มหานครที่ขึ้นต่อส่วนกลาง (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียน จิน และฉงชิ่ง) และ 2 เขตบริหารพิเศษ (ฮ่องกง และมาเก๊า) สำหรับการปกครองในส่วนภูมิภาคยัง แบ่งย่อยออกเป็นจังหวัด (Prefecture) มี 159 จังหวัด จำนวนอำเภอ (County) มี 2,017 จำนวน อำเภอเมือง (City) มี 350 เมือง และเขตในเมือง ต่างๆ ประมาณ 630 เขต จีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างสันติ โดยเน้นการพัฒนาความสัมพันธ์เชิงทวิภาคี โดย พยายามเชื่อมจุดเด่นของจีนโดยเฉพาะด้าน เศรษฐกิจให้เข้ากับผลประโยชน์ของโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา ซึ่งเป็นแหล่ง วัตถุดิบและตลาดส่งออกที่สำคัญของจีน ขณะเดียวกันจีนมุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์เชิง ยุทธศาสตร์กับประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และสหภาพยุโรป และขยาย บทบาทของจีนในกิจการระหว่างประเทศ โดยเพิ่ม การมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน สหภาพยุโรป ฯลฯ และเวทีพหุภาคีต่าง ๆ เช่น สหประชาชาติ เอเปค องค์การความร่วมมือ เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization: SCO) G20 และ BRICS นโยบายการต่างประเทศหลักของรัฐบาล จีน คือ นโยบาย “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative: BRI) ซึ่งเป็นข้อริเริ่ม ในปี 2557 เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงกันและความ ร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกา กำหนดให้มี การจัดการประชุม Belt and Road Forum for International Cooperation ทุกๆ 2 ปี โดยครั้ง ที่ 1 จัดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-จีน ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ จีนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ความสัมพันธ์ ทางการทูตกับจีนมีพัฒนาการราบรื่นมาโดยตลอด มีความใกล้ชิดทุกระดับและไม่มีปัญหาความ ขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยอาจมีปัจจัย เกื้อกูลจากการที่ประเทศทั้งสองไม่มีปัญหาความ ขัดแย้งที่ตกทอดมาจากประวัติศาสตร์ และปัญหา เรื่องพรมแดน อีกทั้งยังมีความผูกพันในด้าน วัฒนธรรมและเชื้อชาติมาเป็นเวลาช้านาน นอกจากนั้นทั้งสองฝ่ายมุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์ และความร่วมมือบนพื้นฐานของความเสมอภาค การเคารพและไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกัน และกัน และอยู่ภายใต้หลักการของผลประโยชน์ ร่วมกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง สันติภาพ และ เสถียรภาพของภูมิภาค ความสัมพันธ์ด้านการเมือง ไทยและจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการ ทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความใกล้ชิด มี การแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่าง สม่ำเสมอ มีการขยายความร่วมมือเชิงลึกในทุกมิติ โดยเมื่อ 2567 ได้ครบรอบ 49 ปีของการสถาปนา ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีน


5 การเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนของพระ บรมวงศานุวงศ์ของไทยมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อ การเสริมสร้างและ กระชับความสัมพันธ์และความ ร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งการส่งเสริมมิตรภาพและความเข้าใจ ระหว่างประชาชนของสองประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีที่ได้ เสด็จฯ เยือนจีนมากกว่า 50 ครั้งในทุกมณฑล และ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2562 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเครื่องอิสริยาภรณ์รัฐ มิตราภรณ์แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสการฉลองครบรอบ 70 ปีแห่งการ สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน (1 ตุลาคม 2562) ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ฝ่ายจีน มอบให้ชาวต่างประเทศที่สร้างคุณูปการสำคัญใน การส่งเสริมมิตรภาพและความร่วมมือกับจีน ไทยมีสถานเอกอัครราชทูตตั้งอยู่ที่กรุง ปักกิ่งและสถานกงสุลใหญ่ 9 แห่ง ได้แก่ นครกว่าง โจว นครคุนหมิง นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู นคร หนานหนิง นครซีอาน เมืองเซี่ยเหมิน เมืองฮ่องกง และ เมืองชิงต่าว ในส่วนของจีน มีสถาน เอกอัครราชทูตตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และสถาน กงสุลใหญ่ในไทย 3 แห่ง ได้แก่ (1) สถานกงสุล ใหญ่ ณ จังหวัดเชียงใหม่ (2) สถานกงสุลใหญ่ ณ จังหวัดสงขลา และ (3) สถานกงสุลใหญ่ ณ จังหวัด ขอนแก่น และสำนักงานการกงสุล ณ จังหวัดภูเก็ต ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเป็นหัวใจของ ความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวมี ความเข้มข้นขึ้นจากการบังคับใช้ความตกลงการค้า เสรีอาเซียน - จีนเมื่อเดือนมกราคม 2553 และ การยกระดับความตกลงดังกล่าวในปี 2562 ตลอดจนการเปิดใช้เส้นทาง R3A เส้นทาง R8 R9 และ R12 ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างภาคเหนือ/ ตะวันออกเฉียงเหนือของไทยกับจีนตอนใต้ผ่าน ลาวและเวียดนาม การก่อสร้างเส้นทางรถไฟ ความเร็วสูงเชื่อมไทย-ลาว-จีน และการมีความ ร่วมมือ 3 ฝ่ายไทย-จีน-ญี่ปุ่นในการก่อสร้าง เส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินและ การพัฒนาเมืองอัจฉริยะในเขตระเบียงเศรษฐกิจ ภาคตะวันออกของไทย (EEC) รวมทั้งการมีกลไก คณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย - จีน ความสัมพันธ์ด้านการค้าของไทยกับจีน ปี 2562 จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย (จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 2 ของไทย และจีน เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของไทย) ขณะที่ไทยเป็น คู่ค้าอันดับ 13 (อันดับที่ 3 ในกลุ่มประเทศ อาเซียน) เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 13 และเป็น ตลาดส่งออกอันดับ 17 ของจีน เมื่อปี 2562 มูลค่า การค้าทวิภาคีอยู่ที่ 79,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 0.90 ในจำนวนดังกล่าว ไทยส่งออกไปจีนมีมูลค่า 29,172 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ ลดลงร้อยละ 3.78 จากปี 2561 ส่วนไทย นำเข้าจากจีนมีมูลค่า 50,327 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.85 จากปี 2561 จีนได้ดุลการค้า 21,155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.01 จากปี 2561


6 ด้านการลงทุนของไทยกับจีน จีนมีมูลค่าการลงทุนสะสมในไทยจนถึง ปลายปี 2561 ประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจีนสนใจลงทุนในภาคธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมและ เทคโนโลยีสมัยใหม่ ภาคอุตสาหกรรมใหม่ โลจิสติกส์และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนมูลค่า การลงทุนสะสมของไทยในจีนจนถึงปลายปี 2561 มีประมาณ 4,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อุตสาหกรรม หลักที่ไทยลงทุนในจีนคือ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ธัญพืช ฟาร์มสัตว์ มอเตอร์ไซค์ โรงแรม ร้านอาหาร การนวดแผนไทย ณ สิ้นเดือน สิงหาคม 2562 จีนมีมูลค่า การลงทุนสะสมในไทย 6,440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มูลค่าการลงทุนสะสมของไทยในจีนอยู่ที่ 4,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลไทยและจีนได้ทำความตกลงว่า ด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเมื่อเดือน สิงหาคม 2536 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้าน การตลาดและการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่าง ประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนได้อนุญาตให้ชาว จีนเดินทางท่องเที่ยวนอกประเทศโดยให้อยู่ภายใต้ การควบคุมของรัฐบาลเท่านั้น ประเทศไทยเป็น กลุ่มแรกร่วมกับสิงคโปร์และมาเลเซียที่ได้รับ อนุญาตให้ชาวจีนเดินทางออกไปท่องเที่ยว และ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาประเทศไทย เฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จีนเป็นตลาดนักท่องเที่ยวอันดับ 1 ของ ไทย ในเดือนมกราคม 2567 มีนักท่องเที่ยวสะสม จำนวน 3,035,369 คน เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน มากเป็นอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่ เดินทางมายังประเทศไทย (กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา, 5 มีนาคม 2567) ซึ่งจีนได้มีการจัดตั้ง สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติจีน (China National Tourism Office: CNTO) ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2560 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการ ท่องเที่ยวระหว่างไทยกับจีน ด้านวัฒนธรรม ไทยและจีนมีสัมพันธไมตรีและติดต่อ ค้าขายระหว่างกันมาช้านานกว่า 700 ปี ส่งผลให้ วัฒนธรรม และประเพณีของจีนผสมผสานกับไทย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทยใน ปัจจุบัน ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีคนเชื้อสาย จีนอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้คนไทยและคนจีนมี ความใกล้ชิดคุ้นเคยกันดั่งเครือญาติ จนมีคำกล่าว ว่า “จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ในระดับรัฐบาล จีนได้เปิดศูนย์วัฒนธรรม จีนที่กรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งเป็นศูนย์วัฒนธรรมแห่งแรก ของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่สถาน เอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในจีน ได้จัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและส่งเสริม ภาพลักษณ์ไทยในเขตอาณาเป็นประจำทุกปี ร่วมกันจัดงานสายสัมพันธ์สองแผ่ นดิน โดยสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงบรรเลงเครื่องดนตรีจีน กู่เจิง ด้วยพระองค์เองทุกครั้ง โดยครั้งล่าสุดจัดขึ้นที่กรุง ปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครหางโจว


7 2.2 ข้อมูลพื้นฐานของมณฑลหยุนหนาน หยุนหนาน** 云南 มีความหมายว่า ตอนใต้ของเทือกเขา Yunling云岭 มณฑลหยุนหนาน มีชื่อย่อว่า “หยุน” หรือ “เตียน” เป็นมณฑลจีนที่อยู่ตั้งอยู่ใกล้กับไทย มากที่สุด จึงได้รับการวางตำแหน่งจากรัฐบาลจีน ให้เป็น “ประตูสู่ภาคตะนตกเฉียงใต้ของจีน” ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีชื่อย่อว่า “เตียน” (Dian) มีที่มาจากชื่อของทะเสสาบสำคัญ ในนครคุนหมิง ยูนนานเป็นมณฑลตอนในที่ไม่มี ทางออกทะเล โดยมีอาณาเขตติดต่อกับ 2 มณฑล และ 2 เขตปกครองตนเอง (มีฐานะเทียบเท่า มณฑล) คือ ทิศเหนือติดมณฑลเสฉวน ทิศ ตะวันออกติดมณฑลกุ้ยโจว และเขตปกครอง ตนเองกว่างซี ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับเขต ปกครองตนเองทิเบต มีพรมแดนติดต่อกับ 3 ประเทศ คือ ทิศ ตะวันตกเฉียงใต้ และทิศตะวันตกมีพรมแดนติดกับ ประเทศพม่า (1,997 กม.) ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศใต้ติดกับเวียดนาม (1,353 กม.) และลาว (710 กม.) รวมระยะทางพรมแดนที่ติดต่อกับ ต่างประเทศ 4,060 กม. หรือเท่ากับ 1 ใน 5 ของ พรมแดนทางบกทั้งประเทศ มีพื้นที่ 394,000 ตร.กม. ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของจีน ร้อยละ 93 เป็นภูเขาและที่ราบสูง มี พื้นที่เพาะปลูกเพียงร้อยละ 7.3 ของพื้นที่ ทั้ง มณฑลยูนนานมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลใน พื้นที่แตกต่างกันอย่างมาก กล่าวคือ ความสูงเหนือ ระดับน้ำทะเลสูงที่สุด 6,740 เมตร ที่อำเภอเต๋อชิน (เขตตี๋ชิ่ง) และต่ำสุด 76.4 เมตร อยู่ที่อำเภอเหอ โข่ว (เขตหงเหอ) ส่วนคุนหมิงมีความสูงเหนือ ระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 1,891 เมตร ข้อมูลประชากร มีประมาณ 47 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาว ฮั่น และมีชนกลุ่มน้อยอีก 25 ชนชาติ เช่น จ้วง (Zhuang) ฮุย (Hui) แม้ว (Miao) ทิเบต (Zang) เย้า (Yao) ไป๋ (Bai) ว้า (Wa) น่าซี (Naxi) ตูหลง (Dulong) ลีซอ (Lisu) ปูลาง (Bulang) เป็นมณฑล ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากที่สุดของจีน สภาพภูมิอากาศ มีอากาศเย็นสบาย ฤดูหนาวอากาศไม่ หนาวจัดและฤดูร้อนอากาศไม่ร้อนจัด อุณหภูมิ เฉลี่ยตลอดปี 15-18 oC นครคุนหมิงได้รับสมญา “เมืองแห่งฤดูใบไม้ผลิ (Spring City) ของจีน” ทรัพยากรสำคัญ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งพันธุ์ไม้และสัตว์นานาชนิด ได้รับสมญานามว่า "อาณาจักรแห่งพันธุ์ไม้" และ "อาณาจักรแห่งสัตว์" และมีแหล่งพลังงานทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ การผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำและพลังความร้อน จากถ่านหิน แหล่งทรัพยากรท่องเที่ยวมากมาย การแบ่งพื้นที่เขตปกครอง แบ่งเป็น 16 เขต/เมือง 129 อำเภอ ได้แก่ 1 เมืองเอก ได้แก่ คุนหมิง (Kunming) 7 เมือง ได้แก่ จาวทง (Zhaotong) ฉวี่จิ้ง (Qujing) ยวี่ซี (Yuxi) ผูเอ่อร์(Pu’er) เป่าซาน(Baoshan) ลี่ เจียง (Lijiang) และหลินชาง (Lincang) 8 เขต ปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อย (Autonomous Prefecture) ได้แก่ เหวินซาน (Wenshan) (ชน ชาติจ้วงและแม้ว) หงเหอ (Honghe) (ชนชาติฮา หนีและอี๋) สิบสองปันนา (Xishuangbanna) (ชน ชาติไต) ฉู่สง (Chuxiong) (ชนชาติอี๋) ต้าหลี่ (Dali) (ชนชาติไป๋) เต๋อหง (Dehong) (ชนชาติไตและจิ่ง พอ) นู่เจียง (Nujiang) (ชนชาติลีซอ) และตี๋ชิ่ง (Diqing) (ชนชาติทิเบต)


8 2.3 การศึกษาดูงาน Yunnan Minzu University (YMU) ม ห า ว ิ ท ย า ล ั ย ย ู น น า น ม ิ น ซู เ ป็ น มหาวิทยาลัยครบวงจร ที่ส่งเสริมผู้เชี่ยวชาญ ระดับสูงสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์จีนทั้งหมด หรือที่ เรียกว่ามหาวิทยาลัยชนกลุ่มน้อย นอกจากนี้ยัง เป็นมหาวิทยาลัยสำคัญของจังหวัดที่ร่วมก่อตั้งโดย กระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการกิจการชาติ พันธุ์แห่งรัฐ และรัฐบาลประชาชนมณฑลยูนนาน YMU เป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่ เก่าแก่ที่สุดในสาธารณรัฐประชาชนจีน นับตั้งแต่ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2494 มหาวิทยาลัยได้รับความสนใจและการดูแลอย่างดี จากผู้นำส่วนกลางและระดับจังหวัด ตลอด 72 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มี การพัฒนาอย่างครอบคลุมด้วยสาขาวิชาอัน หลากหลายและหลักสูตรวิชาการที่โดดเด่น มี 9 สาขาวิชา ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีศูนย์การศึกษา หลังปริญญาเอก 2 แห่ง หลักสูตรปริญญาเอก ระดับแรก 2 หลักสูตร ปริญญาโทระดับแรก 17 หลักสูตร ปริญญาโทวิชาชีพ 20 หลักสูตร มีนักศึกษาเต็มเวลา 34,000 คน รวมถึง นักศึกษาระดับปริญญาตรี, สูงกว่าปริญญาตรี และ ปริญญาเอก ปัจจุบันมีคณาจารย์จำนวน 1,729 คน เป็นอาจารย์และรองศาสตราจารย์ 638 คน มี วุฒิปริญญาเอก 469 คน มหาวิทยาลัยครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 1.181536 ล้านตารางเมตร มีพื้นที่ 740,600 ตารางเมตร มีสถาบันวิจัยระดับชาติหรือระดับ จังหวัดมากกว่า 10 แห่ง ฐานฝึกอบรมบุคลากร และพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมชาติพันธุ์ที่รวบรวม สิ่งของเกือบ 20,000 รายการ ห้องสมุดของ


9 มหาวิทยาลัยได้รวบรวมหนังสือกระดาษหลาย ประเภทมากกว่า 1.906 ล้านเล่ม และ e-book เกือบ 1.3 ล้านเล่ม มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ที่จังหวัดชายแดน มุ่งมั่นที่จะให้บริการความสามัคคีและความ เจริญรุ่งเรืองทางชาติพันธุ์ในระดับภูมิภาค ใน บรรดาชนกลุ่มน้อย 25 ชนกลุ่มน้อยในมณฑลยูน นาน กลุ่มแรกในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ เจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ประกอบการของพรรคและรัฐบาล ผู้ประกอบการส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัย ในบรรดาเขตปกครองตนเอง ชาติพันธุ์ 29 แห่งในมณฑลยูนนาน ผู้ปฏิบัติงานชาติพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นผู้สำเร็จ การศึกษาจากมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญอย่างสูงต่อ ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ และทำหน้าที่เป็นช่องทางเปิดกว้างของมณฑลยูน นาน มหาวิทยาลัยได้รับผู้เข้าชมมากกว่า 100,000 คนจากกว่า 80 ประเทศหรือภูมิภาค รวมถึงสมเด็จ พระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราช อาณาจักรบริเตนใหญ่ ดร. เฮนรี อัลเฟรด คิสซิง เจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา กษัตริย์แฮโรลด์ที่ 5 แห่งราชอาณาจักร แห่ง นอร์เวย์ และประธานโฮจิมินห์ แห่งสาธารณรัฐ สังคมนิยมเวียดนาม ในฐานะหนึ่งในสถาบันที่ เก่าแก่ที่สุดในยูนนานที่รับสมัครนักศึกษาต่างชาติ และสอนภาษาจีนเป็นภาษาต่างประเทศ YMU เริ่ม รับสมัครนักศึกษาต่างชาติในปี 1981 นักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษาในปี 1992 และได้สร้างความ ร่วมมือและแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์กับ มหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยมากกว่า 100 แห่ง จากกว่า 100 แห่ง 30 ประเทศ


10 2.4 การศึกษาดูงาน Yunnan PANX I ANG IL Food Company Limited ประวัติการก่อตั้ง แบรนด์ "Pan Xiangji" ก่อตั้งขึ้นครั้งแรก ที่ Xuanwei ในปี 1941 โดย Mr. Pan Guangming ก่อนเริ่มสงครามต่อต้านญี่ปุ่น Pan Guangming เดิมมาที่ยูนนานเพื่อเรียนรู้วิธีการทำ แฮมซวนเว่ย ได้รับผลกระทบจากสงคราม จึง ดำเนินการต่อไม่ได้ เขาไม่มีทางเลือกนอกจากเปิด ร้านขนมเล็ก ๆ ในซวนเว่ยเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เนื่องจาก Pan Guangming มีความซื่อสัตย์และ ไว้วางใจได้ และทำเค้กด้วยวัตถุดิบแท้ ธุรกิจของ ร้านขนมเล็ก ๆ จึงค่อยๆ ดีขึ้น ผู้คนจากทั่วประเทศ มาที่ Pan Xiangji เพื่อซื้อเค้กในช่วงปีใหม่และ เทศกาลต่างๆ ในปี 1949 เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ดินแดน แห่งมาตุภูมิก็เข้าสู่สถานการณ์ที่ทุกอย่างกำลังรอ การปรับปรุง ผานกวงหมิงได้มอบการบริหารร้าน ขนมอบเล็กๆ ให้กับ Pan Junhe ลูกชาย ด้วยคลื่น สีแดงที่เพิ่มขึ้นในประเทศจีนในช่วงทศวรรษ 1960 Pan Guang ปิดร้านเค้ก "ปันเซียงจี" และเดินทาง กลับไปยังบ้านเกิดที่กวางตุ้ง (เจียหยาง) ในปี 1992 จีนเริ่มเผชิญกับการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ Pan Jiexi ผู้สืบทอดรุ่นที่ สามของ "Pan Xiangji" ทำงานอย่างหนักและ เตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นฟูแบรนด์ ในปี 2005 Pan Jiexi ได้ก่อตั้ง Kunming Pan Xiangji Food Co., Ltd. และจดทะเบียน เครื่องหมายการค้า "Pan Xiangji" เริ่มต้นพัฒนา แบรนด์ โดย "ผานเซียงจี" ได้เซ็นสัญญากับหยาง ลี่ปิง นักเต้นชื่อดังระดับนานาชาติจากยูนนาน จากนั้นเป็นต้นมา แบรนด์บ้านเกิด "ปันเซียงจี" ก็ดังก้องไปทั่วที่ราบสูงดินแดงของยูน นานในทันที ทุกคนรู้จักขนมไหว้พระจันทร์ผ่าน อาจารย์หยาง หลี่ปิง หลังปี 2007 เมื่อพูดถึงขนม ไหว้พระจันทร์ ไม่ได้แค่สไตล์ปักกิ่ง สไตล์โซเวียต สไตล์กวางตุ้ง แต่ยังมีสไตล์ยูนนาน อีกด้วย ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา Pan Xiangji ได้ ลงทุนในการก่อสร้างฐานปลูกและแปรรูปดอก


11 กุหลาบแบบออร์แกนิกที่กินได้ในเมืองชิงสุ่ยเหอ ชูสยง และต้าหลี่ ขณะเดียวกันก็รับประกันวัตถุดิบ คุณภาพสูงจากแหล่งต่างๆ แต่ยังช่วยบรรเทาความ ยากจนของประเทศและฟื้นฟูชนบทอีกด้วย ในปี เดียวกันนั้น Pan Xiangji ได้สร้างห้องถ่ายทอดสด แบรนด์องค์กรของตัวเองและโปรโมตแบรนด์และ ผลิตภัณฑ์ไปยังทุกส่วนของประเทศผ่านทาง อินเทอร์เน็ต ปี 2021 ถือเป็นปีที่พิเศษมาก ปีนี้ถือเป็น วันครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งพรรค คอมมิวนิสต์จีน วันครบรอบ 80 ปีของการก่อตั้ง แบรนด์ "ปันเซียงจี" และปีที่โรงงานรุ่นใหม่ของผา นเซียงจีผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ปัจจุบันโรงงาน Pan Xiangji Dream Factory แห่งนี้เริ่มก่อสร้างในปี 2019 และผ่าน การตรวจสอบมาตรฐานในปี 2021 ครอบคลุม พื้นที่ทั้งหมด 37 เอเคอร์ พื้นที่ก่อสร้างมากกว่า 60,000 ตารางเมตร และการลงทุนรวมกว่า 200 ล้านหยวน แม้ว่า Pan Xiangji จะเป็นบริษัทผู้ผลิต อาหารแบบดั้งเดิม แต่มุ่งเน้นตลาดและมุ่งเป้าไปที่ ความต้องการของผู้บริโภคมาโดยตลอด มีการ สำรวจรสชาติใหม่ ๆ และปรับปรุงกระบวนการ ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์ของ Pan Xiangji เช่น ขนมไหว้พระจันทร์ เค้กดอกไม้ ในปี 2023 ฐานการวิจัยหัตถกรรม ระดับชาติของ Global College Student Research Center (คุนหมิง) จะตั้งอยู่ใน Pan Xiangji Dream Factory ด้วยการพัฒนาธุรกิจ เบื้องหลังความสำเร็จอันทรงเกียรติเหล่านี้ก็คือการ ที่ Pan Xiangji ยึดมั่นในปรัชญาการดำเนินธุรกิจ ที่ว่า "วัสดุของแท้ที่ยึดหลักความซื่อสัตย์" มาโดยตลอด โดยไม่ลืมความตั้งใจเดิม โดยคำนึงถึง พันธกิจ และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคด้วย ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม ตามค่านิยม/ปรัชญาของ บริษัท “อย่าลืมความตั้งใจเดิม และเก็บพันธกิจไว้ ในใจ”


12 ฐานแหล่งเพาะปลูกดอกกุหลาบของ Pan Xiangji ตั้งอยู่ในเมืองโบราณ Guanglu, Yao'an, Chuxiong, เมือง Yinqiao, ต้าหลี่ และเขต Qingshuihe, Jinning, คุนหมิง ภายใต้การแนะนำ ของรัฐบาลท้องถิ่น บริษัทได้สร้างกลไกความ ร่วมมือที่เป็นมิตรและได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายกับ เกษตรกร เพื่อเพิ่มรายได้ของเกษตรกรผ่านการ โอนที่ดิน ซึ่งมีส่วนช่วยของ Pan Xiangji ในการ บรรเทาความยากจนและการฟื้นฟูชนบท มีคนเคย กล่าวไว้ว่า "อย่าลืมคนขุดบ่อตอนดื่มน้ำ" Pan Xiangji ยึดถือและจดจำเสมอว่า “ชีวิตที่มีความสุขในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ได้มาอย่าง ยากลำบาก” ปัจจุบันบริษัท Pan Xiangji มีขนาด ใหญ่ขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ มีส่วนร่วมในการ สร้างสิ่งที่ดีกว่า ใส่ใจประเทศ สังคมและผู้คน มา อย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา โดย Pan Xiangji ได้ไปเยี่ยมบ้านสวัสดิการเด็กคุณหมิง ใน ทุกเทศกาลแข่งเรือมังกรและเทศกาลไหว้ พระจันทร์มาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้น เมื่อปลายปี 2022 มีผลกระทบอย่างมากต่อองค์กร ต่างๆ โดยทำให้รายได้ลดลงประมาณ 150 ล้าน หยวนในช่วงสามปีที่ผ่านมา แม้จะมีความ ยากลำบาก แต่ผานเซียงจีก็ยังคงยืนอยู่ในแนวหน้า เดียวกันกับเจ้าหน้าที่ต่อต้านการแพร่ระบาด ใน เดือนมกราคม 2020 เมื่อโรคระบาดเพิ่งเริ่มต้น ผานเซียงจีได้บริจาคเงิน 1 ล้านหยวนให้กับ สหพันธ์การกุศลหวู่ฮั่น เพื่อใช้ในการต่อสู้กับโรค ระบาดในแนวหน้า ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 โรคระบาดเกิดขึ้นในซื่อหลิน ยูนนาน ผานเซียงจีได้บริจาคสินค้ามูลค่า 200,000 หยวนผานเซียงจีได้บริจาคสินค้าอีก 20,000 หยวน เพื่อสนับสนุน Banna's ต่อสู้กับโรคระบาด แผนการสนับสนุนในชั่วข้ามคืน และในวันรุ่งขึ้นมี การรวบรวมขนมปังมากกว่า 500 กล่องและส่งไป ยัง Anning Charity Association โดยฝ่ายบริหารองค์กรของ Pan Xiangji ยึดมั่นในหลักการที่ว่าเทคโนโลยีเป็นกำลังหลักใน การผลิต ความสามารถเป็นทรัพยากรหลัก และ


13 นวัตกรรมเป็นพลังขับเคลื่อนหลัก ในกิจกรรมการ ผลิตของผานเซียงจี เขาปฏิบัติตามข้อกำหนด "การ เคารพธรรมชาติ การปฏิบัติตามธรรมชาติ และการ ปกป้องธรรมชาติ" ใส่ใจการผลิตที่ได้มาตรฐาน กระบวนการผลิดทั้ง 6 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ การเตรียมวัสดุ การผลิต การอบ การระบายความ ร้อน การจัดหา โดยการออกแบบ work flow ตามลำดับความต้องการ วัตถุดิบ บุคลากร และ ผลิตภัณฑ์จะไม่ย้อนกลับและลดมลพิษให้เหลือ น้อยที่สุด กระบวนการแปรรูปดอกกุหลาบของ Pan Xiangji ถือว่าสำคัญมาก หากกลีบกุหลาบที่ ต้องการเข้าไปในโรงงานและกลายเป็นไส้เค้ก ดอกไม้จะต้องผ่านหลายขั้นตอน กลีบดอกต้องผ่าน การประเมิน 4 ขั้นตอน ได้แก่ การทำความสะอาด การคายน้ำ การทำน้ำผึ้ง และการบรรจุในห้องเย็น ก่อนที่กระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้น คำนวณ เวลาแล้วพบว่ากระบวนการทั้งหมดตั้งแต่เก็บดอก กุหลาบจนถึงเก็บในห้องเย็นใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง โดยการใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดและ เทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อรักษาสารอาหารและ ความชื้นในกลีบกุหลาบให้สูงสุด กำลังการผลิตของที่นี่ สามารถอบเค้ก ดอกไม้ได้ 30,000 ชิ้นในหนึ่งชั่วโมง หากคนกิน เค้กดอกไม้ 10 ชิ้นต่อวัน Pan Xiangji ก็จะ สามารถผลิตเค้กดอกไม้ได้ถึง 30,000 ชิ้นในหนึ่ง ชั่วโมง สามารถที่จะมีเค้กดอกไม้อยู่ได้ประมาณ แปดปีสำหรับบุคคลคนหนึ่งเลย Pan Xiangji มีเตา สายพานเหล็กสองเตาและเตาหมุนหลายเตา โรงงานเค้กดอกไม้ Pan Xiangji ยังเป็นโรงงานที่ดี ที่สุดเป็นอันดับสองในประเทศด้วยกำลังการผลิต สูงสุด เป็นสายการผลิตที่ก้าวหน้าเป็นอันดับสาม ในประเทศและเป็นระบบอัตโนมัติที่สุด ลด กำลังคนลงจาก 200 คนเหลือเพียง 110 คนต่อ สายการผลิต ระบบการจัดการความปลอดภัยอาหาร นานาชาติและผ่านการวิเคราะห์อันตราย Hassop การรับรองระบบจุดควบคุม Pan Xiangji ให้ ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารและ สุขภาพของลูกค้าและตรวจสอบทุกขั้นตอนจาก การจัดซื้อวัตถุดิบการผลิตและการวิจัยและการ พัฒนาไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และการขายเพื่อให้ แน่ใจว่าลูกค้าสามารถกินขนมอบเพื่อสุขภาพ ปลอดภัยมีคุณค่าทางโภชนาการและอร่อย


14 มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร ข้อกำหนดมาตรฐาน ISO22000 ระบบ การบริหารงานความปลอดภัยด้านอาหาร ISO22000 คือ มาตรฐานข้อกำหนดของ ระบบการบริหารงานความปลอดภัยด้านอาหาร เป็นข้อกำหนดเฉพาะสำหรับระบบการจัดการ ความปลอดภัยด้านอาหารในห่วงโซ่อาหาร โดย เพื่อให้เป็นมาตรฐานกลางที่ครอบคลุมข้อกำหนด ทุกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพและความ ปลอดภัยของอาหาร ที่มีการบังคับใช้ในทางการค้า สินค้าอาหารอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจที่อยู่ ในห่วงโซ่อาหารมีมาตรฐานเดียวที่สอดคล้องกัน และเป็นมาตรฐานที่ควรประเมินได้ เป็นที่ยอมรับ ในระดับสากล (Auditable standard) รวมทั้งจะ ช่วยผลักดันให้องค์กรให้ความสำคัญต่อการดำเนิน ธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมาย ข้อกำหนดมาตรฐาน ISO22000 1. ระบบการจัดการความปลอดภัยในอาหาร (Food Safety management System) องค์กร ต้องจัดทำเอกสาร (Document) ซึ่งประกอบด้วย นโยบายและวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัย อาหาร ขั้นตอนการดำเนินการ (Procedure) บันทึก (Record) และเอกสารอื่นๆ ที่จำเป็น 2. ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร (Management Responsibility) ผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ต้องมีความมุ่งมั่นใน การสนับสนุนด้านความปลอดภัยอาหาร โดยการ กำหนดนโยบายที่เหมาะสมกับบทบาทขององค์กร ในห่วงโซ่อาหารและสอดคล้องกับกฎหมาย รวมถึง สื่อสารภายในองค์กรให้รับทราบ นอกจากนี้ต้อง แต่งตั้งบุคคลมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมความ ปลอดภัยอาหาร (Food Safety Team Leader) เพื่อจัดทำระบบความปลอดภัยอาหาร รายงาน ประสิทธิผลของระบบ รวมทั้งการประสานงานกับ หน่วยงานภายนอก 3. การจัดการ ทรั พ ยา กร (Resource management) องค์กรต้องจัดหาทรัพยากรให้ เพียงพอทั้งวัสดุ สิ่งก่อสร้าง สิ่งแวดล้อม รวมทั้ง บุคลากรที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การดำเนินการ ทางด้านความปลอดภัยอาหารเป็นไปตาม วัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดสอดคล้องกับ มาตรฐาน 4. การวางแผนและการจัดทำผลิตภัณฑ์ที่มี ความปลอดภัย (Planning and realization of safe products) องค์กรต้องมีโปรแกรมพื้นฐาน ด้านสุขลักษณะ (Pre-requisite program) (PREs) ซึ่งอาจจะเป็น – GAP (Good Agriculture Practice) – GHP (Good Hygienic Practice) – GVP (Good Veterinarian Practice) – GDP (Good Distribution Practice) – GPP (Good Production Practice) – GTP (Good Trading Practice) – GMP (Good Manufacturing Practice) ขึ้นอยู่กับประเภทผู้ประกอบการในห่วงโซ่ อาหาร และต้องจัดทำเป็นเอกสารองค์กรต้องนำ หลักการของระบบ HACCP มาประยุกต์ใช้ เพื่อ ควบคุมอันตรายในผลิตภัณฑ์สุดท้ายให้อยู่ในระดับ


15 ที่ยอมรับได้ ก่อนการจัดส่งไปยังขั้นต่อไปในห่วงโซ่ อาหาร 5. การรับรองผลการทวนสอบและการ ปรับปรุงระบบความปลอดภัยอาหาร (Validation Verification and Improvement of FSMS) องค์กรต้องทำการรับรอง (Validate) เพื่อให้แสดงว่า มาตรการมีประสิทธิภาพ และมี ความสามารถเพื่อให้ผลิตภัณฑ์บรรลุตามที่กำหนด หากไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย ต้องได้รับการ ปรับเปลี่ยนและประเมินใหม่ ก่อนการประยุกต์ใช้ มาตรการควบคุมใน PRPs และแผน HACCP หรือ การเปลี่ยนแปลงใดๆ องค์กรต้องแสดงหลักฐาน เพื่อยืนยันว่าวิธีการเฝ้าระวัง การตรวจวัด และ อุปกรณ์ มีความเหมาะสมที่สามารถให้ผลการ ตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ เครื่องมืออุปกรณ์ต้องมีการ สอบเทียบมีการจัดเก็บและรักษาบันทึกผลการ สอบเทียบและทวนสอบระบบการจัดการด้าน ความปลอดภัยอาหาร เช่น ตรวจประเมินภายใน (Internal audit) หากพบว่าการทวนสอบให้ผลไม่ สอดคล้องตามแผน ต้องลงมือดำเนินการแก้ไขและ ต่องมีการวิเคราะห์ผลลัพธ์ต่อกิจกรรมการทวน สอบ และรายงานผู้บริหารเพื่อนำเข้าสู่การประชุม ทบทวนฝ่ายบริหาร และใช้เป็นข้อมูลปรับระบบให้ ทันสมัย อ้างอิง https://warning.acfs.go.th/th/articlesand-research/view/?page=7 HACCP Hazard Analysis Critical Control Pointเขียนย่อว่า HACCP คือ การ วิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมเป็น ระบบการวิเคราะห์อันตราย และจุดวิกฤตที่ต้อง ควบคุมในการผลิตอาหาร หลักการของ HACCP จะไม่ครอบคลุมถึงคุณภาพของ ผลิตภัณฑ์ (quality) แต่เป็นระบบป้องกัน (preventative system) ที่มุ่งเน้นถึงการประเมิน และวิเคราะห์ อันตรายที่อาจปนเปื้อนในอาหาร (food hazard) ได้แก่ อันตรายทางชีวภาพ ( biological hazard) จุลินทรีย์ก่อโรค (pathogen) อันตราย ทางเคมี (chemical hazard) และอันตรายทาง กายภาพ (physical hazard) การมีระบบตรวจ ติดตาม การแก้ไข และการทวนสอบวิธีการผลิตอัน อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้บริโภค โดยหลักการ สำคัญของระบบ HACCP 7 ประการ คือ หลักการที่ 1 การวิเคราะห์อันตราย จาก ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ที่อาจมีต่อผู้บริโภคที่เป็น กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งอันตรายในอาหารแบ่งออกได้ เป็น อันตรายทางชีวภาพ (biological hazard) อันตรายทางเคมี (chemical hazard) และ อันตรายทางกายภาพ (physical hazard) โดยการ ประเมินความรุนแรงและโอกาสที่จะเกิดอันตราย ต่างๆ ในทุกขั้นตอนการผลิต จากนั้นจึงกำหนด วิธีการป้องกันเพื่อลดหรือขจัดอันตรายเหล่านั้น


16 หลักการที่ 2 การกำหนดจุดควบคุมวิกฤต (Critical Control Point , CCP) ในกระบวนการ ผลิต จุดควบคุมวิกฤต หมายถึงตำแหน่งวิธีการ หรือขั้นตอนในกระบวนการผลิต ซึ่งหากสามารถ ควบคุมให้อยู่ในค่า หรือลักษณะที่กำหนดไว้ได้แล้ว จะทำให้ขจัดอันตราย หรือลดการเกิดอันตรายจาก ผลิตภัณฑ์นั้นได้ หลักการที่ 3 การกำหนดค่าวิกฤต ณ จุด ควบคุมวิกฤต ค่าวิกฤต อาจเป็นค่าตัวเลข หรือ ลักษณะเป้าหมาย ของคุณภาพด้านความปลอดภัย ที่ต้องการของผลผลิต ณ จุดควบคุมวิกฤต ซึ่ง กำหนดขึ้นเป็นเกณฑ์สำหรับการควบคุม เพื่อให้ แน่ใจว่าจุดควบคุมวิกฤตอยู่ภายใต้การควบคุม หลักการที่ 4 ทำการเฝ้าระวัง โดยกำหนด ขึ้นอย่างเป็นระบบ มีแผนการตรวจสอบ หรือเฝ้า สังเกตการณ์ และบันทึกข้อมูลเพื่อให้เชื่อมั่นได้ว่า การปฏิบัติงาน ณ จุดควบคุมวิกฤต มีการควบคุม อย่างถูกต้อง หลักการที่ 5 กำหนดมาตรการแก้ไข สำหรับข้อบกพร่อง และใช้มาตรการนั้นทันที กรณี ที่พบว่า จุดควบคุมวิกฤตไม่อยู่ภายใต้การควบคุม ตามค่าวิกฤตที่กำหนดไว้ หลักการที่ 6 ทบทวนประสิทธิภาพระบบ HACCP ที่ใช้งานอยู่ รวมทั้งใช้ผลการวิเคราะห์ ทดสอบ ทางห้องปฏิบัติการเพื่อประกอบการ พิจารณา ในการยืนยันว่า ระบบ HACCP ที่ใช้อยู่ นั้น มีประสิทธิภาพเพียงพอ ที่จะสร้างความเชื่อมั่น ในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ได้ หลักการที่ 7 จัดทำระบบบันทึก และเก็บ รักษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต และ ผลิตภัณฑ์อาหาร แต่ละชนิดไว้เพื่อเป็นหลักฐานให้ สามารถค้นได้เมื่อจำเป็น Good Manufacturing Practice เรียก ย่อว่า GMP คือการปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหาร เป็นระบบประกันคุณภาพที่มีการปฏิบัติในการ ผลิตอาหาร เพื่อให้ เกิดความปลอดภัยและมั่นใจ ต่อการบริโภค หลักการของ GMP จึงครอบคลุม ตั้งแต่สถานที่ตั้งของสถานประกอบการ โครงสร้าง อาคาร ระบบการผลิตที่ดี มีความปลอดภัย และมี คุณภาพ ได้มาตรฐานทุกขั้นตอน นับตั้งแต่เริ่มต้น วางแผนการผลิต ระบบควบคุมตั้งแต่วัตถุดิบ ระหว่างการผลิต ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป การจัดเก็บ การควบคุมคุณภาพ และการขนส่งจนถึงผู้บริโภคมี ระบบบันทึกข้อมูล ตรวจสอบและติดตามผล คุณภาพผลิตภัณฑ์ รวมถึงระบบการจัดการที่ดีใน เรื่องสุขอนามัย (Sanitation และ Hygiene) GMP ยังเป็นระบบประกันคุณภาพพื้นฐานก่อนที่จะ พัฒนาไปสู่ระบบประกันคุณภาพอื่นๆ ต่อไป เช่น HACCP (Hazard Analysis Critical Control Point) และ ISO 9000 อีกด้วย


17 ส่วนที่ 3 บทสรุปและข้อเสนอแนะ 3.1 บทสรุป เรียนรู้จากบริบทที่สำคัญและความแตกต่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (2021-2025; Chaina 14th Five Year Plan) ที่จะมุ่งสู่ “China Innovation” จีนเป็น หนึ่งในประเทศมหาอำนาจที่มาแรง จากบริษัท เทคโนโลยีที่ก้าวเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากใน ปัจจุบัน ด้วยการเน้นการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี (2021-2025) และมีรายงานจาก Xinhua (ณ วันที่ 11 ก.พ. 2021) ว่า จีนมีแผนที่จะทุ่มเงินกว่า 1.3 ล้านล้านหยวน เพื่อพัฒนา 300 โครงการที่สำคัญ ซึ่งเป็นโครงการที่ครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาชีวิต นวัตกรรม และเทคโนโลยีระดับสูง รวมไปถึงจีน อาจจะแซงสหรัฐฯ ขึ้นเป็นประเทศที่มีระบบ เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในปี 2028 ตาม ผลการวิจัยจาก Centre for Economics and Business (ณ วันที่ 27 ธ.ค. 2020) ซึ่งเร็วกว่าการ คาดการณ์ในปี 2019 ถึง 5 ปี จากการที่จีน สามารถรับมือและฟื้นตัวจากการระบาดของ COVID-19 ได้ดีกว่าสหรัฐฯ เห็นได้จากตัวเลข เศรษฐกิจจีนในปี 2020 ที่ขยายตัวร้อยละ 2.3 YoY ขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯ และประเทศ อื่นๆ ยังคงหดตัว และจีนยังเป็นประเทศที่มี แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าประเทศ อื่นๆ โดย Bloomberg Consensus จีนยังเป็น ประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง กว่าประเทศอื่นๆ โดย Bloomberg Consensus คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนในปี 2021 จะขยายตัว สูงถึงร้อยละ 8.1 จากอุปสงค์ทั้งในและนอก ประเทศที่ฟื้นตัว แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้วางเป้าหมาย การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะปานกลาง โดยปกติจะ มีการจัดทำทุกๆ 5 ปี สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุดคือ ฉบับที่ 14 ซึ่ง บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2021 - 2025 (China’s 14th Five-Year Plan) โดยมีประเด็นที่สำคัญ คือ 1. การพัฒนาเชิงคุณภาพ มากกว่าเชิง ปริมาณ โดยจีนต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตอย่าง สมดุลและยั่งยืน เช่น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ การกระจายรายได้ และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจีนได้ ประกาศเป้าหมาย GDP ที่อัตราสูงกว่าร้อยละ 6 สร้างตำแหน่งงานในเมืองให้มากกว่า 11 ล้าน ตำแหน่ง เพื่อให้อัตราการว่างงานในเมืองอยู่ที่ ประมาณร้อยละ 5.5 (จากเดิมที่ระดับร้อยละ 6) และตั้งเป้าหมายเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับประมาณร้อย ละ 3 2. ยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน (Dual Circulation) หรือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เน้น ความแข็งแกร่งของอุปสงค์ในประเทศ (Internal Circulation) เพื่อสร้างตลาดผู้บริโภคคุณภาพ ขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้นภายในจีน ควบคู่ไปกับการใช้ ประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนระหว่าง ประเทศ (External Circulation) เพื่อเพิ่มแรง ดึงดูดเงินทุนให้ไหลเข้ามาลงทุนในจีนได้อย่าง มหาศาล จากการทยอยเปิดเสรีภาคการเงิน ทั้งใน ส่วนตลาดตราสารทุนและตราสารหนี้ 3. การปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ (Rebalancing) เพิ่มบทบาทการบริโภค ภายในประเทศ โดยเน้นการบริโภคภาคเอกชนที่ ยังต่ำกว่าหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป และ ญี่ปุ่น รวมทั้งรายได้และเพิ่มสวัสดิการทางสังคม


18 พร้อมยกระดับความเป็นสังคมเมือง (Urbanization) ทั้งนี้ Morgan Stanley คาดว่า สัดส่วนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองของจีนจะเพิ่ม ขึ้นอยู่ที่ระดับร้อยละ 75 ในปี 2030 4. ยกระดับการพัฒนาและผลิตเทคโนโลยี เพื่อทำให้ประเทศเป็น Tech-power House สามารถพึ่งพาตนเองได้ (Technology Selfreliance) โดยเฉพาะ Semiconductor ที่เป็น เบื้องหลังหลายๆ เทคโนโลยีที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น AI, IoT, 5G, Next Generation Smartphone, Supercomputing, Renewable Energy, New Energy Vehicles และ Biotechnology ซึ่ง R e u t e r s ร า ย ง า น ว ่ า จ ี น ม ี ก า ร น ำ เข้ า Semiconductor จากต่างประเทศมากถึง 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี จากการผลิต ภายในประเทศได้เพียงร้อยละ 16 ของความ ต้องการใช้งานทั้งหมด โดยจีนได้ตั้งเป้าหมายจะ เพิ่มงบประมาณการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ระดับร้อยละ 7 ของ GDP ส่งผลให้จีน เป็นประเทศที่มีงบประมาณการวิจัยและพัฒนาสูง ที่สุดในโลก ทั้งในมิติมูลค่าและสัดส่วนต่อ GDP 5. ให้ความสำคัญกับ Green Economy ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และรถยนต์พลังงาน ทางเลือกใหม่ (New Energy Vehicles) โดย Bloomberg รายงานว่าจีน เป็นประเทศที่มีการ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก ซึ่ง คิดเป็นประมาณร้อยละ 28 ของทั้งโลก และมี แนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนอาจแตะระดับสูงสุดใน ปี 2030 ตามการคาดการณ์ของประธานาธิบดี สี จิ้ นผิง โดยจีนตั้งเป้าหมายจะบรรลุ Carbon Neutrality ภายในปี 2060 หรือให้มีปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับศูนย์ เพื่อลดปัญหาโลก ร้อนตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) อีก ทั้งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังได้ประกาศว่า ในปี 2025 กว่าร้อยละ 20 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ใน จีนจะเป็นรถยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ และจะ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 ในปี 2035 จากปัจจุบันอยู่ ที่ราวร้อยละ 5 กลุ่ม China Innovation เป็นกลุ่ม อุตสาหกรรมที่เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิต ของคนจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับในช่วงการ ระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ พฤติกรรมของคนเปลี่ยนแปลงไป มีความต้องการ ใช้งานเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น โดยมีรายงานจาก Asia Times ว่า ในปี 2020 จีนมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 989 ล้านคน จากประชากร 1,393 ล้านคน ซึ่งคิด เป็นผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน Smartphone ถึง ร้อยละ 99.7 และรายงานจากศูนย์ข้อมูลเครือข่าย อินเทอร์เน็ตแห่งประเทศจีน (CNNIC) พบว่า จีนมี อินเทอร์เน็ตครอบคลุมพื้นที่คิดเป็นประมาณร้อย ละ 76.3 ของพื้นที่ทั้งหมดแล้ว ยกตัวอย่างบริษัท เทคโนโลยีชั้นนำในจีนอย่าง Huawei ในปี 2019 พบว่า เป็นบริษัทที่มีการจดสิทธิบัตรเป็นอันดับ 1 ในยุโรป โดยมียอดขอจดสิทธิบัตรทั้งสิ้นกว่า 3,524 ฉบับ ซึ่งมีการยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรกลุ่มการ สื่อสารดิจิทัลมากที่สุด แสดงถึงการพัฒนาของ เทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว สำหรับ China Innovation ที่สำคัญอีก หนึ่งกลุ่ม นั่นก็คือ กลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) จากโครงสร้างประชากร ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีของจีนที่มีจำนวน เพิ่มขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของประชากรชนชั้น กลาง และการขยายตัวของประชากรเมือง ทำให้ เป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรม Healthcare ในประเทศจีน โดยข้อมูลจาก World Health Organization (ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2020)


19 พบว่า อุตสาหกรรม Healthcare ของจีนมีขนาด ตลาด (Market Size) เป็นอันดับ 2 ของโลก และ สามารถเติบโตได้เร็วที่สุดในโลก ด้วยอัตราเฉลี่ย ย้อนหลัง 10 ปีที่ประมาณร้อยละ 13 ขณะที่ สหรัฐฯ มีขนาดตลาดเป็นอันดับ 1 ของโลก และ เติบโตเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น อีกทั้งยังมีโอกาสใน การเติบโตอีกมาก เนื่องจากค่าใช้จ่ายในด้าน Healthcare ของจีนยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยจีนมี ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน อยู่ที่ 501 ดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับค่าเฉลี่ย 8 ประเทศที่มีรายจ่ายด้าน Healthcare สูงสุดที่ประมาณ 5,700 ดอลลาร์ สหรัฐฯ ต่อคน ทั้งนี้มีการคาดการณ์จาก National Bureau of Statistics of China (ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2017) ว่า ประชากรสูงอายุในจีนจะมีโอกาสเป็น โรคร้ายแรงเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 ในปี 2030 มีรายงานจาก Bloomberg (ณ วันที่ 31 มี.ค. 2020) ว่า ในไตรมาส 1 ปี 2020 ค่าใช้จ่าย ด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยเฉลี่ยของ บริษัท Healthcare ของจีนเพิ่มขึ้นกว่า 85 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจีนมีการออกใบอนุญาต สำหรับการจำหน่ายยาที่คิดค้นขึ้นมาใหม่และ สารเคมีที่ใช้สำหรับการวินิจฉัยโรค พร้อมทั้งสรร หาผู้ที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และ เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลการดูแลสุขภาพ ซึ่งส่งผลให้ บริษัท Biotech ของจีนมีโอกาสเติบโตได้อย่างมี ประสิทธิภาพในระยะยาว ปฏิรูปสาธารณสุขจีน เปิดรับต่างชาติลดภาระภาครัฐ การปฏิรูประบบสาธารณสุขของประเทศ จีน ถือเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ ความใส่ใจเป็นอย่างมาก เพื่อแก้ปัญหาเรื่อง ช่องว่างทางการรักษาพยาบาล ที่สร้างภาระให้กับ โรงพยาบาลในเมืองใหญ่ ทั้งยังเป็นธุรกิจที่มีโอกาส เติบโตอีกมาก อันเป็นผลจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นใน ประเทศ ประกอบกับจำนวนประชากรสูงอายุที่ เพิ่มขึ้น ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนประสบปัญหาในการ จัดสรรทรัพยากรด้านสาธารณสุขในประเทศให้ ทั่วถึง เพราะงบประมาณสนับสนุนของรัฐบาล ท้องถิ่นในเรื่องการส่งเสริมการพัฒนา สถานพยาบาลมีไม่สูงมาก ประกอบกับค่าแรง บุคลากรทางการแพทย์ที่ต่ำ ทำให้โรงพยาบาล ท้องถิ่นและคลินิกทางการแพทย์ขนาดเล็กไม่มี มาตรฐาน ส่งผลให้เกิดค่านิยมในหมู่ชาวจีนว่า ต้อง เดินทางไกลเพื่อไปรักษาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เท่านั้น จึงจะได้รับบริการที่มีคุณภาพ ค่าตอบแทนแพทย์และพยาบาลที่ต่ำ ยัง ส่งผลให้โรงพยาบาลหาทางออกในการเพิ่มรายได้ ด้วยการสั่งยาให้ผู้ป่วยมากเกินความจำเป็น เพื่อ พึ่งพิงรายได้ส่วนแบ่งจากบริษัทผู้ผลิตยา โดย นิวยอร์กไทมส์ระบุว่า ในปี 2554 รัฐบาลจีนใช้ จ่ายเงินในการซื้อยาถึงร้อยละ 43 ของเงินลงทุน ด้านสาธารณสุข ขณะที่รายได้จากการจ่ายยาคิด เป็นถึงร้อยละ 41 ของโรงพยาบาลในประเทศ ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นภาระทำให้ โรงพยาบาลขนาดใหญ่ต้องแบกรับผู้ป่วยจำนวน มาก จนเกิดเป็นช่องว่างในเรื่องการพัฒนา มาตรฐานโรงพยาบาลในเมืองและในชนบท ทั้งยัง ส่งผลให้เกิดการทุจริตเรื่องราคายา จนรัฐบาลจีน ต้องออกมาตรการตรึงราคาไม่ให้สูงเกินจริง มีการ ตั้งเป้าว่าภายในปี 2560 นี้ ชาวจีนที่เจ็บป่วยด้วย โรครุนแรง จะสามารถเข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาลท้องถิ่นได้ทันที นอกจากการปฏิรูปนโยบายพื้นฐาน ใน ประเทศ รัฐบาลจีนยังเปิดทางให้ภาคเอกชนจาก ต่างประเทศเข้ามาเจาะตลาดอุตสาหกรรม การแพทย์ของจีน ด้วยการเข้าไปถือหุ้นใน


20 โรงพยาบาลเอกชนได้ถึงร้อยละ 100 โดยได้เริ่ม แผนนำร่องในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ตั้งแต่เมื่อปี 2556 พร้อมมองถึงการแปรรูป โรงพยาบาลรัฐขนาดเล็กให้กลายเป็นของเอกชน โดยหวังให้ โรงพยาบาลเอกชนเข้ามาแบกรับส่วน แบ่งในการดูแลประชากรจีนให้ได้ถึงร้อยละ 20 บริษัทที่ปรึกษา McKinsey & Co. ประเมินว่า อุตสาหกรรมการแพทย์ของจีนจะมี มูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2563 ขณะที่จากการประเมินของมาร์เก็ต วอตช์ พบว่า ชาวจีนยังมีแนวโน้มที่จะต้องการยาเพื่อรักษากลุ่ม โรคและอาการต่าง ๆ มากขึ้น เช่น เรื่องอาการติด เชื้อ มะเร็ง โรคหัวใจ โรคที่เกี่ยวกับความดัน โรคเบาหวาน รวมทั้งโรคทางเดินหายใจ อันมา พร้อมกับจำนวนประชากรสูงวัยที่เพิ่มมากขึ้น ถือ เป็นโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับนักลงทุนต่างชาติใน การเข้าไปลงทุนในธุรกิจดูแลสุขภาพของจีน ซึ่งจะ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวจีนให้ดีขึ้นอย่าง เป็นองค์รวม (นสพ.ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 - 20 ก.ย. 2558) เทคโนโลยีจีนกำลังจะเป็นอนาคต ของโลก เชื่อได้ว่าทุกคนจะต้องมีเทคโนโลยีเป็น ส่วนประกอบในชีวิตกันอย่างแน่นอน ในสมัยก่อน เราอาจจะคุ้นชินกับเทคโนโลยีจากทางฝั่งโลก ตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ แต่ ณ เวลานี้ เทคโนโลยี จากจีนกำลังเติบโตก้าวขึ้นมาแซงหน้าเพื่อเป็น เบอร์หนึ่งของโลก หากเราลองย้อนกลับไปดูในปี 2020 ที่ผ่านมา มูลค่าราคาตลาด (Market Capitalization) ของบริษัทเทคโนโลยีจากจีน มี สัดส่วนสูงถึงร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับบริษัท เทคโนโลยีทั้งโลก (source : Hang Seng Index Company, HKEX) ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้จีนกำลังจะก้าว ขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลก คือ การ ส่งเสริมและเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งระบบ ทั้งจาก ภาครัฐและเอกชน โดยจีนตั้งเป้าบรรลุ "การเป็น เศรษฐกิจที่ทันสมัย" พร้อมเป็นผู้นำเทคโนโลยี ระดับโลกภายในปี 2035 โดยจะมีการส่งเสริมการ สร้างเทคโ นโ ลยีในประเทศเพื่อเพิ่มขีด ความสามารถของการแข่งขันฟื้นฟูเศรษฐกิจใน พื้นที่ห่างไกล รวมถึงยังมีการเน้นการทำธุรกิจแบบ E c o-F r i e n d l y ม า ก ข ึ ้ น ล ด ก า ร ผ ลิ ต คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพื่อการเติบโตอย่าง ยั่งยืน จาก "แผนพัฒนาเศรษฐกิจจีน ฉบับที่ 14 (14th Year Plan)" ของประเทศจีน จะเห็นได้ ชัดเจนว่าเน้นเรื่องของการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยการสนับสนุนการศึกษา การ เฟ้นหาบุคลากรและการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่จะขึ้นเป็นเบอร์ หนึ่งของโลกด้านเทคโนโลยีและด้วยประชากร ของจีนที่มีมากกว่า 1,400 ล้านคน เรียกได้ว่าเป็น ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก เพียงแค่ สร้างเทคโนโลยีออกมาให้กับคนจีนใช้ ก็ถือว่าเป็น ตัวเลขผู้ใช้งาน (Users) ที่มหาศาล ทั่วโลกอาจจะ ใช้ Facebook และ Youtube แต่ที่จีนมีการ พัฒนาแอปพลิเคชันอย่าง Weibo Youku Wechat ที่เข้ามาให้บริการแทน แอปพลิเคชันที่ เราคุ้นเคยกันอย่าง Shopee Lazada TikTok หรือแม้แต่ค่ายเกมที่มีชื่อเสียงอย่าง Garena ที่เป็น บริษัทภายใต้เครือ Tencent ที่ให้บริการเกม ออนไลน์อย่าง FIFA Online 4, League of Legends, Blade & Soul หรือจะเป็นเกมมือถือ ยอดนิยมในไทยอย่าง ROV ก็ล้วนมาจากประเทศ จีนทั้งสิ้น


21 บริษัทเทคโนโลยีของจีนที่เข้ามาเขย่า วงการ ต้องยกให้ Xiaomi ที่แทรกซึมเข้ามาอยู่ใน ชีวิตประจำวันของคนทั่วโลกได้ในเวลาไม่นาน จะ เห็นได้ว่ากลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีจีนครอบคลุม หลากหลายอุตสาหกรรม และมีอัตราการเติบโตที่ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน และเทคโนโลยี ของจีนในภาพรวม ที่ "Hang Seng TECH Index" จะนำบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่อยู่ในตลาด ฮ่องกง ซึ่งเป็นบริษัทที่แข็งแรงและมั่นคง มีการ คาดการณ์การเติบโตของมูลค่าตลาด Hang Seng TECH Index จาก 150 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 870 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้ในอีก 5 ปี ข้างหน้า ตัวอย่างบริษัทที่ถูกคำนวณใน Hang Seng TECH Index ได้แก่ Xiaomi, JD.com และ Tencent (ที่มา Goldman Sachs Global Investment Research June 2020) บริษัทเกิดใหม่ (Start-up) ที่มีอัตราการ เติบโตที่สูง สามารถใช้ "SSE Star 50 Index" ที่จะ คำนวณจากบริษัทเทคโนโลยี Start-up 50 อันดับ แรกที่มีแนวโน้มการเติบโตที่สูง คาดการณ์กันว่าใน อีก 5 ปีข้างหน้า มูลค่าตลาด Hang Seng TECH Index จาก 40 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จะมีการ เติบโตขึ้นถึง 800 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ มากกว่า 20 เท่าตัวเลยทีเดียว (ที่มา Goldman Sachs Global Investment Research June 2020) ถอดบทเรียนที่ได้จากศึกษาดูงาน 1. ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม/ภัย ธรรมชาติจีนให้ความสำคัญสูงมาก และเรื่องนี้ถูก บรรจุเป็นแผนพัฒนาประเทศในระยะยาว ที่จะลด มลพิษ และใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมันเชื้อเพลิง สังเกตได้จากการที่รัฐบาลส่งเสริมให้มีการใช้ รถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น มีการวางระบบโครงสร้าง พื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับประเด็นนี้อย่างชัดเจน ทั้ง ยังตั้งเป้าหมายเป็นตัวเลขไว้ติดตามคงามก้าวหน้า ของแผน ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนจักรยาน/รถ มอเตอร์ไซด์ไฟฟ้าสาธารณ การแยกป้ายทะเบียน รถระหว่างรถไฟฟ้า (ป้ายทะเบียนสีเขียว) รถใช้ น้ำมันเชื้อเพลิง (ป้ายทะเบียนสีน้ำเงิน) จุดเด่นของ การขับเคลื่อนนโยบาย ล้วนมาจากการสื่อสาร นโยบายที่ชัดเจนสู่ประชาชน กระตุ้นให้ทุกคน ร่วมมือ 2. ผลกระทบด้านการสาธารณสุข การ ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค จากจำนวน ประชากรที่เพิ่มมากขึ้น และมีประชากรมากที่สุด ในโลก ประกอบกับประชากรกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มมาก ขึ้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการ เข้าถึงการรักษา การดูแลด้านสุขภาพสำหรับ ประชาชน เปิดโอกาสให้ต่างประเทศมาลงทุนใน ระบบ Healthcare ได้ถึงร้อยละ 100 และการ กระจายหน่วยบริการสาธารณสุขลงในทุกจังหวัด จนถึงระดับหมู่บ้าน จากการศึกษาดูงานจะพบ หน่วยบริการสาธารณสุขแบบ Mobile กระจายตัว ให้บริการ 3. การใช้ประโยน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล จากที่จีน ตั้งเป้าบรรลุ "การเป็นเศรษฐกิจที่ ทันสมัย" พร้อมเป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก ภายในปี 2035 โดยจะมีการส่งเสริมการสร้าง เทคโนโลยีในประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของ การแข่งขันฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ห่างไกล รวมถึง ยังมีการเน้นการทำธุรกิจแบบ Eco-Friendly มาก ขึ้น ลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพื่อ การเติบโตอย่างยั่งยืน 4. การจัดการสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน และอาชีวอนามัย


22 สวัสดิการสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาคลอดบุตรได้ 98 วัน (รวมวันหยุดเสาร์อาทิตย์และวันหยุดตาม กฎหมาย) ในจำนวนวันลาดังกล่าวส่วนวันลาก่อน คลอดบุตร 15 วัน หากเกิดการคลอดยาก เพิ่มวัน ลา 15 วัน หากคลอดบุตรมากกว่า 1 คน เพิ่มวัน ลา 15 วันต่อทุก 1 บุตร การจ่ายเงินเดือนในช่วงลูกจ้างหญิงลา คลอดบุตร เรียกว่า “เงินอุดหนุนการคลอดบุตร” ซึ่งเหมือนเงินเดือนในช่วงลูกจ้างหญิงทำงานปกติ หากนายจ้างมีการจ่ายประกันสังคมคลอดบุตรให้ ลูกจ้าง สำนักแรงงานและประกันสังคมในท้องถิ่น จะโอนเงินอุดหนุนการคลอดบุตรให้ลูกจ้าง (นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้างอีกแล้ว) หากนายจ้างไม่ได้จ่ายประกันสังคมคลอดบุตรให้ ลูกจ้าง นายจ้างเป็นคนจ่ายเงินอุดหนุนการคลอด บุตรให้ลูกจ้าง ซึ่งค่าเงินอุดหนุนไม่ควรต่ำกว่า เงินเดือนของลูกจ้าง เงินอุดหนุนการคลอดบุตรสามารถเลือก โอนให้บัญชีของลูกจ้างหรือนายจ้างได้และเงิน อุดหนุนการคลอดบุตรที่สำนักแรงงานและ ประกันสังคมโอนให้ = ฐานเงินเดือนของลูกจ้าง หญิงในระบบประกันสังคม ÷ 30 x จำนวนวันลา เนื่องจากสำนักแรงงานและประกันสังคมจะโอน ก้อนเงินอุดหนุนให้ลูกจ้างได้ครั้งเดียว หลังจาก ลูกจ้างกลับมาทำงานจากการลาคลอดบุตร เพื่อ แก้ปัญหาลูกจ้างไม่มีเงินเดือนใช้จ่ายในระหว่างก การลาคลอดบุตร ในการปฏิบัติบริษัทจีนส่วนใหญ่ จะจ่ายเงินเดือนพื้นฐาน (Basic Salary) ให้ลูกจ้าง ต่อเดือนก่อ น จนถึงสำนักแรงงา น แ ล ะ ประกันสังคมโอนก้อนเงินอุดหนุนการคลอดบุตร เข้าบัญชีนาย จ้างแล้วค่อยคำนวณส่วนต่าง สวัสดิการสำหรับแรงงานทั่วไปของจีน ตามกฎหมาย ห้ามนายจ้างยกเลิกสัญญาจ้างกับ ลูกจ้างในกรณีดังต่อไปนี้1) ลูกจ้างได้รับอันตราย หรือประสบการเจ็บป่วยจากการทำงาน จนต้องมี การทุพพลภาพบางส่วน 2) ลูกจ้างอยู่ระหว่างการ ได้รับการรักษาพยาบาล เนื่องจากการประสบ อันตรายหรือเจ็บป่วย และ 3) ลูกจ้างหญิงที่อยู่ ระหว่างการตั้งครรภ์แท้งบุตร หรือระหว่างพักฟื้น จากการคลอดบุตร หน่ว ยงานสาธ าร ณส ุ ขข อ ง จีน มี แผนปฏิบัติการยกระดับความปลอดภัยของการ ตั้งครรภ์และการคลอดบุตรกำหนด 5 ขอบเขตที่ จะเพิ่มความพยายามปรับปรุง เช่น การป้องกัน ความเสี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ และการปรับปรุง คุณภาพบริการทางการแพทย์และระบบดูแล สุขภาพที่เกี่ยวข้องอย่างการดูแลก่อนคลอด 5. ความปลอดภัยในการทำงาน นายจ้างต้องจัดให้มีระบบการทำงานที่ ปลอดภัยและถูกอนามัย ตามมาตรฐานของรัฐและ มีการฝึกอบรมลูกจ้างเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในการ ทำงาน และลดการเกิดอันตรายในการทำงาน มี การออกกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและการ ควบคุมโรคที่เกิดจากการทำงาน (Prevention and Control of Occupation Diseases) และ กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน (Work Safety) ลูกจ้างจะต้องปฏิบัติตามกฎความ ปลอดภัยในการทำงาน และมีสิทธิปฏิเสธการ ทำงานที่ขัดต่อกฎดังกล่าว หรืองานที่อาจเกิดอน ตรายต่อชีวิตและร่างกายของลุกจ้าง ห้ามลูกจ้าง หญิงทำงานที่สูงกว่าพื้นดิน งานในสถานที่มี อุณหภูมิต่ำ หรือในน้ำที่เย็นจัด ห้ามนายจ้างให้


23 ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานที่เป็นอันตรายต่อ สุขภาพตามที่รัฐกำหนด และห้ามหญิงมีครรภ์เกิน กว่า 7 เดือน ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานกะ กลางคืน หญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อการคลอดได้ไม่ น้อยกว่า 90 วัน ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างที่เป็นเด็ก ทำงานในเหมืองใต้ดิน งานสารเคมีหรืองานอื่นที่ อาจเป็นอันตรายตามที่รัฐกำหนด และให้นายจ้าง จัดให้มีการตรวจสุขภาพเด็กเป็นประจำ นายจ้าง ต้องจัดสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันโรค จากการทำงานในเงื่อนไข ต่อไปนี้1) จัดระบบการ ป้องกันอันตรายในการทำงานให้เป็นไปตาม มาตรฐานตามกฎหมาย 2) มีอุปกรณ์ป้องกัน อันตรายในการทำงานอย่างสมบูรณ์3) มีการแยก ส่วนที่อาจก่อให้เกิดอันตรายในการทำงานออกจาก ส่วนที่ไม่ก่ออันตรายในการทำงาน 4) มีการจัด สถานที่เพื่อสุขภาพของลูกจ้าง เช่น ตู้เก็บของ ห้อง อาบน้ำ และสถานที่พักผ่อนสำหรับหญิงมีครรภ์ และ 5) มีอุปกรณ์ เครื่องมือ และสิ่งอํานวยความ สะดวกอื่นที่เพียงพอในการป้องกันสุขภาพทางกาย และทางใจของลูกจ้าง มีระบบการรายงานการเกิดอันตรายใน การทำงานต่อหน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐ มี ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลการเกิดโรคจากการทำงาน และการป้องกันโรค ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด นายจ้างต้องจัดให้มีการป้องกันและการควบคุมโรค จากการทำงานตามมาตรการ ต่อไปนี้1) จัดตั้ง หน่วยงานขึ้นรับผิดชอบด้านการควบคุมและ ป้องกันโรคจากการทำงาน โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้าน สุขภาพในการทำงานร่วมด้วย ซึ่งอาจมีการทำงาน เต็มเวลา หรือบางเวลาก็ได้2) จัดทำแผนการ ป้องกันและควบคุมโรคจากการทำงานและการนํา แผนไปสู่การปฏิบัติ3) จัดทำระบบและกฎเกี่ยวกับ ความปลอดภัย และดูแลให้มีการปฏิบัติ4) จัดเก็บ แฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพในการทำงาน มีการ ติดตาม และปรับปรุงการทำงานอยู่เสมอ 5) มี ระบบการติดตามและควบคุมปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค เกี่ยวกับการทำงานในที่ทำงาน และ 6) มีการจัดทำ แผนช่วยเหลือเมื่อมีการเกิดอุบัติเหตุในกรณีฉุกเฉิน ที่เกิดจากอันตรายในการทำงาน นายจ้างต้องจัดอุปกรณ์ป้องกันอันตราย ส่วนบุคคลสำหรับลูกจ้างอย่างเพียงพอ และมี ความเหมาะสมในการใช้งาน รวมทั้งจัดเตรียม กริ่ง เตือน อุปกรณ์รักษาพยาบาลเบื้องต้น อุปกรณ์ล้าง มือ และทางออกฉุกเฉิน ต้องให้ความสำคัญกับการ ใช้เทคโนโลยีและวัตถุดิบที่สามารถนำมาใช้ ป้องกันและควบคุมอันตรายในที่ทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และลดโอกาสเกิดอันตรายหรือโรค จากการทำงาน จัดให้มีผู้รับผิดชอบในการตรวจ ตราปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอันตรายในการทำงาน และมีความมั่นใจว่าระบบการติดตามเพื่อให้เกิด ความปลอดภัยอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ดี เมื่อมีการจ้างงาน ต้องบอกลูกจ้างอย่าง ตรงไปตรงมาถึงโอกาสที่จะเกิดอันตรายในการ ทำงาน มาตรการที่ใช้ในการป้องกัน รวมทั้ง อุปกรณ์ที่ลูกจ้างต้องใช้ป้องกันอันตรายนั้น ต้อง เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยในการ ทำงาน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งให้ลูกจ้างได้รับ การฝึกอบรมถึงกฎเกณฑ์ต่างๆเกี่ยวกับการป้องกัน อันตรายในการทำงาน และการใช้เครื่องมือที่ ปลอดภัย พร้อมกับอุปกรณ์ป้องกันอันตรายก่อน ลงมือทำงาน สหภาพแรงงานควรมีบทบาทในการ เรียกร้องและช่วยเหลือนายจ้างในการฝึกอบรม เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน และให้ ข้อเสนอแนะถึงการทำงานที่ปลอดภัยต่อนายจ้าง เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการ ทำงาน นายจ้างควรให้มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุ


24 และหาทางป้องกันแก้ไข และให้ลูกจ้างเข้ารับการ รักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรคที่เกิดจากการ ทำงานโดยตรงหน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐมี หน้าที่ดูแลและควบคุมการเกิดอันตรายและโรค จากการทำงานให้เป็นไปตามกฎหมาย มีมาตรการ ในการกำกับดูแล การเฝ้าระวัง และจัดให้มี ผู้รับผิดชอบในสถานที่ที่อาจเกิดอันตรายในการ ทำงาน หากนายจ้างฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับความ ปลอดภัยในการทำงาน และไม่ปฏิบัติตาม คําแนะนําของหน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐ นายจ้างอาจถูกลงโทษปรับตั้งแต่ 50,000- 200,000 หยวน และอาจถูกเสนอให้ผู้มีอำนาจใน ท้องถิ่นสั่งปิดโรงงานได้ผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาใน หน่วยผลิตและหน่วยงานทางธุรกิจมีหน้าที่ดูแลให้ เกิดความปลอดภัยในการทำงานในหน่วยงานของ ตน ดังนี้1) จัดให้มีระบบความรับผิดชอบในการ ทำงานที่ปลอดภัย 2) จัดให้มีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการ ทำงานที่ปลอดภัย 3) ให้หลักประกันถึงการทำงาน ที่ปลอดภัย 4) กำกับ และดูแลให้เกิดความ ปลอดภัยในการทำงาน และขจัดอันตรายที่ซ่อน เร้นซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายในการทำงาน 5) จัด ให้มีรูปแบบการทำงานที่ปลอดภัยและให้มีการ นําไปปฏิบัติและ 6) นําเสนอผู้บังคับบัญชา ระดับสูงขึ้นไปถึงการเกิดอุบัติเหตุและการขาด ความปลอดภัยในการทำงาน สำหรับกิจการที่มี ลูกจ้างตั้งแต่ 300 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มี ผู้รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยในการทำงานแบบ เต็มเวลาส่วนกิจการที่มีลูกจ้างต่ำกว่า 300 คน อาจจัดให้มีผู้รับผิดชอบที่ทำงานไม่เต็มเวลา หรือ มอบหมายให้วิศวกรหรือช่างเทคนิคที่มีคุณสมบัติ ตามที่กฎหมายกำหนดและมีความรู้เกี่ยวกับการ ทำงานที่ปลอดภัยทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยใน การทำงานได้ลูกจ้างที่ทำงานในงานที่อาจเกิด อันตรายในการทำงานต้องได้รับการฝึกอบรมเรื่อ ความปลอดภัยในการทำงาน ตามหลักเกณฑ์ที่ กฎหมายกำหนดในสถานที่ที่อาจเกิดอันตราย ต้อง จัดให้มีป้ายเตือน ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน เมื่อมีการ เคลื่อนย้ายสารอันตราย ต้องจัดให้มีผู้รับผิดชอบไป ควบคุมเพื่อให้มั่นใจถึงความปลอดภัยในการ เคลื่อนย้ายนั้น ลูกจ้างมีสิทธิที่จะรู้ถึงปัจจัยที่อาจ ก่อให้เกิดอันตรายในที่ทำงาน และมาตรการที่ต้อง ใช้เพื่อป้องกันอันตราย ทั้งมีสิทธิเสนอแนะการ ทำงานที่ปลอดภัยในสถานที่ที่เขาทำงานอยู่รวมทั้ง มีสิทธิได้รับการฝึกอบรมถึงกฎเกณฑ์ในการทำงาน อย่างปลอดภัย และเพิ่มทักษะในการป้องกัน อุบัติเหตุในการทำงาน เมื่อเกิดอันตรายในการ ทำงานขึ้น ให้มีการรายงานไปยังผู้บังคับบัญชา ร ะ ด ั บ ส ู ง ข อ ง ห น ่ ว ย ง า น ใ น ท ั น ท ี แ ละให้ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงนั้นจัดให้มีการช่วยเหลือ และกำหนดมาตรการเพื่อลดอันตรายนั้นลงเพื่อให้ เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด และให้มีการรายงานไป ยังหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง กิจการใดที่ไม่มี มาตรการเรื่องความปลอดภัยตามที่กำหนดใน กฎหมาย และตามหลักเกณฑ์การควบคุมของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะถูกสั่งให้ปิดกิจการและถูก ถอนใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ 6. การประกันสังคมและสวัสดิการ รัฐมีหน้าที่จัดให้มีระบบประกันสังคม เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความช่วยเหลือและเงินทดแทน เมื่อชราภาพ เจ็บป่วยหรือประสบอันตรายจากการ ทำงาน ว่างงาน หรือคลอดบุตร ให้การส่งเสริม นายจ้างให้มีการประกันภัยเพิ่มเติมสำหรับลูกจ้าง ตามสภาพการทำงาน เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่าง นายจ้างกับลูกจ้าง ให้ทั้งสองฝ่ายเข้าสู่ระบบการ


25 ไกล่เกลี่ยหรือการชี้ขาด หรือการฟ้องร้องต่อศาล หรือใช้การปรึกษาหารือเพื่อระงับความขัดแย้ง มีการประชุมอาเซียน - จีน ว่าด้วยความ ร่วมมือด้านความปลอดภัยในการทำงาน (ASEANChina Forum on Work Safety Cooperation) ล่าสุดสำนักงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (Occupational Safety and Health Administration : OSHA) หน่วยงานในสังกัด กระทรวงแรงงาน สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้สร้าง แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลเพื่อเปิดหลักสูตร ฝึกอบรมทั้งหมด 24 หลักสูตร ตามระเบียบการ ฝึกอบรมด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย นายจ้างมีหน้าที่กำกับดูแลให้ลูกจ้างใหม่และ ลูกจ้างเดิม เข้ารับการอบรมหลักสูตรด้านความ ปลอดภัยและและชีวอนามัยขั้นพื้นฐานก่อนการ ปรับเปลี่ยนตำแหน่งงาน เว้นแต่ลักษณะและ สภาพแวดล้อมการทำงานจะคล้ายคลึงกับงานเดิม หากลูกจ้างผ่านการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย และอาชีวอนามัยจากหน่วยงานภาครัฐแล้ว เพียง แค่เข้ารับการอบรมออนไลน์ ก็จะได้ใบรับรอง ชั่วโมงการอบรมจากสำนักงานความปลอดภัยและ อาชีวอนามัย ปัจจุบันมีหลักสูตรอบรมทั้งหมด 24 หลักสูตร ประกอบไปด้วยหลักสูตรสำหรับภาคการ ผลิต ก่อสร้าง การบริการอาหารและเครื่องดื่ม และช่างซ่อมเครื่องใช้ภายในครัวเรือนเป็นต้น ก่อนหน้านี้ กระทรวงสาธารณสุขไทย-จีน มีความร่วมมือทำ MOU กันแล้ว 10 สาขา ได้แก่ การป้องกันโรคติดต่อและโรคระบาด โรคไม่ติดต่อ การแพทย์พื้นบ้าน การพัฒนายาและสมุนไพร อนามัยแม่และเด็ก การแพทย์ผู้สูงอายุ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นวัตกรรมการแพทย์ การบริหารจัดการทางการแพทย์ การวิจัยทาง การแพทย์ การส่งเสริมป้องกันสุขภาพ และระบบ สุขภาพโลก โดยได้ยกร่างบันทึกความเข้าใจฯ ที่ทั้ง สองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน พร้อมเพิ่มเติมประเด็น Hospital Management จับคู่ในรูปแบบ โรงพยาบาลพี่น้อง (Sister Hospital) ระหว่าง โรงพยาบาลของไทยกับจีนในการพัฒนาศักยภาพ ของโรงพยาบาลด้านดิจิทัล ปัจจุบันได้เพิ่มแนวทาง ความร่วมมือระดับทวิภาคีในอนาคต โดยจะมี ความร่วมมือเพิ่มเติมอีก 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านอาชีวเวชศาสตร์ เกี่ยวกับแนวทาง การตรวจสุขภาพแรงงานไทยในสาธารณรัฐ ประชาชนจีน และการแลกเปลี่ยนแพทย์ประจำ บ้านสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงอาชีวเวชศาสตร์ พยาบาล และวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึง แลกเปลี่ยนข้อมูล สื่อการเรียนรู้ เอกสารทาง วิชาการ 2) ด้านสาธารณสุขและการแพทย์ดั้งเดิม โดยจัดให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูล วิชาการ ทั้งทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ แผนจีน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับโรคอุบัติ ใหม่ การวิจัยโรคที่เป็นปัญหาร่วมกัน การพัฒนา บุคลากร การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ และการ พัฒนามาตรฐานยาจากสมุนไพรและการแพทย์ ดั้งเดิมอย่างครบวงจร 3) ด้านการป้องกันควบคุมโรค เน้นการ การส่งเสริมความความร่วมมือด้าน Travel Medicine ระหว่างไทย-จีน เนื่องจากประชาชน ของทั้งสองประเทศเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกัน จำนวนมาก และความร่วมมือด้านวัคซีน โดย องค์การเภสัชกรรมได้พัฒนาความร่วมมือกับ บริษัท CSPC Pharmaceutical Group Ltd. ใน การผลิต mRNA Covid Vaccine และหารือเรื่อง


26 การพัฒนาบุคลากรและถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรมการผลิตวัคซีนในระยะยาว 7. ระบบประกันสุขภาพ ระบบการประกันสุขภาพของจีนเริ่มตั้งแต่ กลางทศวรรษที่ 1990 ขอบเขตในขณะนั้น ครอบคลุมเพียงแค่พนักงานรัฐวิสาหกิจและ วิสาหกิจกลุ่ม 109 ล้านคนเท่านั้น ในต้น คริสต์ศตวรรษที่ 21 รัฐบาลจีนได้ตั้งระบบการ ประกันการรักษาพยาบาลอีก 2 ระบบ ได้แก่ “การ รักษาพยาบาลความร่วมมือชนบทรูปแบบใหม่” สำหรับชาวชนบท และ “การประกันการ รักษาพยาบาลประชากรเมือง” สำหรับประชากร ในเมืองที่ว่างงาน จนถึงปัจจุบัน ผู้ที่เข้าร่วมประกัน สุขภาพขั้นพื้นฐานของจีนมีจำนวนเกิน 1,350 ล้าน คน อัตราการเข้าร่วมประกันคงเสถียรภาพอยู่ที่ ร้อยละ 95 ขอบเขตการประกันเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง สัดส่วนการเบิกจ่ายก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โ ด ย พ ื ้ น ฐ า น ห ล ั ก ป ร ะ ก ั น ก า ร ใ ห ้ บ ร ิ ก าร รักษาพยาบาลสามารถครอบคลุมประชาทั่ว ประเทศแล้ว ในชนบทที่กว้างใหญ่ การปฏิรูปการ ประกันสุขภาพก็กำลังได้รับการผลักดัน ในปี พ.ศ. 2545 ระบบการรักษาพยาบาลความร่วมมือชนบท รูปแบบใหม่ของจีนได้ก่อตั้งขึ้น จนถึงปี พ.ศ. 2553 โดยรวมแล้วระบบนี้ครอบคลุมประชากรในชนบท ทั่วประเทศ ซึ่งก่อนที่จะดำเนินระบบการ รักษาพยาบาลความร่วมมือชนบทรูปแบบใหม่ เกษตรกรในชนบทจีนต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการ รักษาพยาบาลด้วยตนเองทั้งหมด หลายปีมานี้ท้องที่ต่าง ๆ ในจีนเริ่ม ปรับปรุงระบบการประกันการรักษาพยาบาล ประชากรเมืองและความร่วมมือชนบทรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มความยุติธรรมของระบบ เช่น มณฑลซาน ตงได้อนุมัติแผนการประกันการรักษาพยาบาลทั้ง เมืองและชนบท ขอบเขตการใช้ยาของเกษตรกรใน ชนบทขยายเพิ่มเป็น 2,844 ชนิด สัดส่วนการ ชดเชยการประกันโรคร้ายแรงของประชากรเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12 หลายพื้นที่กำลังศึกษาวิธีการก่อตั้งระบบ หลักประกันสุขภาพหลายระดับทั้งนี้ เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ได้ก่อตั้งระบบหลักประกันสุขภาพ หลายระดับ “สี่องค์รวม” ได้แก่ การประกันการ รักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน ประกันโรคร้ายแรง การ ช่วยเหลือรักษาพยาบาล การสาธารณสุข ยกตัวอย่างเช่นการเบิกค่ารักษาพยาบาลโรค ร้ายแรง ในปี พ.ศ. 2562 การประกันโรคร้ายแรง ในเมืองซูโจวก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชากร ประมาณ 130,000 คน มูลค่าเงินชดเชยประมาณ 760 ล้านหยวน ผู้ป่วยที่เข้าร่วมการประกันโรคร้าย หากยอดรวมของค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์ต่อคนเกิน กว่า 20,000 หยวน ก็ยังสามารถขอเบิกได้อีกร้อย ละ 60 ขึ้นไป การประกันสุขภาพได้มีบทบาทสำคัญ อย่างมากในการต่อสู้กับโรคโควิด - 19 จากการ ประมาณการณ์ ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยโควิด - 19 ต่อคนเฉลี่ยประมาณ 17,000 หยวน ทั้งนี้ การ ประกันสุขภาพ จ่ายให้ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 65 ส่วนที่เหลือกระทรวงการคลังช่วยเหลือชดเชย เพิ่มเติม ทำให้ผู้ป่วยโรคโควิด - 19 เข้ารับการ รักษาได้อย่างสบายใจ


27 องค์ความรู้ใหม่ที่ได้รับจากการดูงาน สถานที่ท่องเที่ยว เช่น ภูเขาเจ็ดสีแห่งตง ชวน ภูเขาหิมะเจี้ยวจื่อ น้ำตกคุณหมิง วัดหยวนทง ซุ้มประตูม้าทองและไก่มรกต ถนนคนเดินจิ้นปี้ลู่ ทำให้ได้รับรู้ถึงความตั้งใจในการพัฒนาประเทศ ของประเทศจีน การที่มนุษย์สามารถตัดถนนเชื่อม ภูเขากับภูเขา การทำเคเบิ้ลคาร์ ขึ้นภูเขาสูง เเสดง ให้เห็นถึงความตั้งใจ เราหากตั้งใจทำอะไร ก็จะ สามารถทำได้ทุกอย่างอย่างแน่นอน ดังนั้น “ความ พยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ไม่ต่างกับ การเรียนปริญญาเอก หากเราตั้งใจ เราจะคว้ามาได้ อย่างแน่นอน ได้เรียนรู้วัฒนธรรมจีน ทั้งอาหารการกิน การใช้ชีวิต ของประชาชนชาวมณฑลหยุนนาน มหาวิทยาลัยชนกลุ่มน้อยหยุนนาน ถึงแม้จะเป็น มหาวิทยาลัยเล็กๆ ของจีน แต่นับว่าใหญ่มากหาก เทียบกับประเทศไทย มีระบบการจัดการที่ดี นักศึกษา มี mindset ที่ดีมากในการเรียนและ ต้อนรับ ทำให้เกิดความตั้งใจที่จะพัฒนาประเทศ ไทยต่อไป มีระบบการจัดการของมหาวิทยาลัย มี สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของนักศึกษา เวลาเรียน เรียนอย่างเต็มที่ มหาวิทยาลัยเงียบมาก เวลาพัก ทุกคนจะพักจริงๆ ทุกคนรู้หน้าที่ โรงงานขนมเปี๊ยะกุหลาบ ยิ่งใหญ่มาก มี รูปแบบการจัดการที่ดี พนักงานมี mindset ที่ดีใน การทำงาน รู้จักและรักองค์ มีบรรจุภัณฑ์ยอดเยี่ยม มาก สวยงาม สะอาด โรงงานสามารถทำงานผลิต และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในตัวได้ นี่คือ soft power อย่างแท้จริง ซึ่งประเทศไทยเองก็ไม่แพ้ ชาติใดในโลก มีขนมมากมาย ที่เป็นขนมท้องถิ่น หากรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างแท้จริง ทำพร้อม กันทั้งประเทศ เชื่อว่าจะโด่งดัง ยิ่งใหญ่ ยิ่งกว่า OTOP ที่ครั้งหนึ่งเคยประสบความสำเร็จ ข้อค้นพบสำคัญจากการศึกษาดูงาน 1. จีนสร้างคนบนพื้นฐานการศึกษาและ เพิ่มคุณค่าให้กับทุกคน การจัดให้มีพิพิธภัณฑ์ชน เผ่าในรั้วมหาวิทยาลัย สะท้อนการให้ความสำคัญ กับต้นกำเนิดของชนเผ่า เพื่อให้เยาวชน/ประชาชน ไม่หลงลืมรากเหง้าที่มาของตนเอง เป็นการปลูกฝัง ทัศนคติที่ดีในการนำความรู้กลับไปใช้พัฒนา ท้องถิ่นที่อยู่ 2. จีนมีพลังและตื่นตัวในการเรียนรู้และ ต่อยอดสูงมาก เช่นเทคโนโลยีที่ใช้เพื่อการ ขับเคลื่อนประเทศ อย่างไรก็ตามจะเห็นว่าอาคาร บ้านเรือนไม่แตกต่างกับประเทศอื่นๆ หากมีการ เสริมความเป็นเอกลักษณ์ของจีนในเชิง สถาปัตยกรรม จะเห็นความยิ่งใหญ่ของการพัฒนา ประเทศที่สมบูรณ์ 3. จีนมีความเป็นเอกลักษณ์ในเรื่อง การแพทย์ของจีนในปัจจุบันที่เน้นการจ่ายยา สมุนไพรเพื่อรักษาโรคเป็นลำดับแรก การ ประยุกต์ใช้ศาสตร์การแพทย์แผนจีนร่วมกับ การแพทย์แผนตะวันตก การนำพืชธรรมชาติมาใช้ ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน เน้นสมุนไพรเป็นยา 4. ภูมิอากาศสนับสนุนการเกษตร ลดการ ใช้สารเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง organic farm เช่น ชาดอกไม้ 5. เอกลักษณ์ของ Guide คือ การมี guide จีนที่สามารถสื่อภาษานั้นๆ ได้ทีมไกด์ทุก คนทำงานด้วย mindset ที่ยอดเยี่ยม ตั้งใจดูแลลูก ทัวร์ด้วยใจ มีการประชุมทีมเสมอเพื่อแก้ปัญหา เฉพาะหน้าในการบริหารจัดการทัวร์ คุณหลิง คุณ ดา ไกด์ชาวจีน ที่ตั้งใจเรียนภาษาไทยอย่างมาก จน มีอาชีพการงานอย่างมั่นคง โดยส่งผล


28 5.1 ทำให้เห็นภาพของสถานที่ที่จะไป ความเป็นมาของชื่อสถานที่ต่างๆ 5.2 สะท้อนให้เห็นการเตรียมระบบ การศึกษาเพื่อการเปิดประเทศ แม้กระทั่งใน รพ. จะมีล่ามจีน แต่ละคนจะสื่อสารภาษาที่เรียนมา 6. เมืองคุนหมิง มีการจัดการที่ดีหลาย ด้านทั้งอากาศ อาหาร และเทคโนโลยีต่างๆ เช่น การใช้รถ EV และมีการเตรียมพร้อมรถเช่าไม่ว่าจะ เป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สกูดเตอร์ไฟฟ้า ทั่วเมือง รวมถึงแม้กระทั่งขึ้นเขา ซึ่งเป็นจุดที่สัญญาณ โทรศัพท์เข้าไม่ถึง แต่เมืองคุนหมิงก็มีการวางผังเสา สัญญาณโทรศัพท์ ทำให้การสื่อสารไม่ติดขัด และ การสร้างภาพลักษณ์ของเมืองคุนหมิงที่เป็นเมือง แห่งดอกไม้ จะเห็นว่ารอบเมืองมีแต่ดอกไม้ ซึ่งที่ ผ่านมาจะเห็นว่า ประเทศจีนได้สร้างภาพลักษณ์ ใหม่ๆ มากขึ้น เช่น ห้องน้ำสะอาดที่สะอาดขึ้นและ รองรับชาวต่างชาติ การไม่ทำพฤติกรรมที่ แสดงออกถึงความสกปรก อุปสรรคในการเดินทางในที่ราบสูงและการใช้ ชีวิตในที่ราบสูง ความดันบรรยากาศในแต่ละพื้นที่บนโลกมีค่าไม่ เท่ากัน พื้นที่ที่อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลจะมีความ ดันบรรยากาศลดลง เราลองเปรียบเทียบความดัน ย่อยของออกซิเจนในบรรยากาศที่ความสูงต่าง ๆ โดยให้สัดส่วนโดยปริมาตรของออกซิเจนใน บรรยากาศเป็นร้อยละ 21 เท่ากัน ดังนี้ ที่ระดับน้ำทะเล ความดันบรรยากาศมีค่า 760 mmHg ดังนั้น ความดันย่อยของออกซิเจนมี ค่าประมาณ 160 mmHg คำนวณได้จาก 760 x (21/100) ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,048 เมตร ความดันบรรยากาศมีค่า 523 mmHg ดังนั้น ความดันย่อยของออกซิเจนมีค่าประมาณ 110 mmHg คำนวณได้จาก 523 x (21/100) จะเห็นได้ว่า ความดันย่อยของออกซิเจน ในอากาศที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3.048 เมตร จะลดลงเหลือเพียง 110 mmHg จาก 160 mmHg ภูเขาหิมะเจี้ยวจื่อ ภูเขาหิมะนี้มีความสูง จากระดับน้ำทะเลประมาณ 4,223 เมตร มีค่า ความดันบรรยากาศจากการคำนวณได้ประมาณ 370 mmHg ดังนั้นความดันย่อยของออกซิเจนมี ค่าประมาณ 77.7 mmHg (ซึ่งถือว่าลดลงมากจาก ระดับน้ำทะเล ที่มีค่าประมาณ 160 mmHg) การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อปริมาณ ออกซิเจนที่ร่างกายได้รับหรือไม่ Grocott MPW และคณะ (2009) ได้ ศึกษาค่าออกซิเจนในหลอดเลือดแดง (Artery) ของนักปีนเขาเอเวอเรสต์ ค่าความดันบรรยากาศ (Barometric Pressure. PB) และค่าความดันย่อย ของออกซิเจนที่หายใจเข้า (Partial Pressure of Inspired Oxygen, PiO2 ) สังเกตได้ว่าในพื้นที่ที่มี ระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเลมากขึ้น ความ ดันบรรยากาศและความดันย่อยของออกซิเจนใน บรรยากาศจะยิ่งลดลง และค่าความดันย่อยของ ออกซิเจนในหลอดเลือดแดงอาร์เทอรี (Partial Pressure of Arterial Oxygen, PaO2 ) จะยิ่งลดลง เช่นกัน ทำไมยิ่งสูงจึงยิ่งเหนื่อย เมื่อเราเดินทาง ไปยังสถานที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลมาก ความดันบรรยากาศลดลงความดันของออกซิเจน ลดลง แต่ปอดของเรายังคงมีปริมาตรคงที่ ไม่ว่าเรา จะเดินทางไปสถานที่ใดก็ตาม เราหายใจโดยได้รับ ปริมาตรของอากาศเท่าเดิม ดังนั้น ร่างกายจึง ได้รับออกซิเจนน้อยลง เมื่อประสิทธิภาพในการ


29 หายใจลดลง พลังงานสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ ใน ร่างกายอาจไม่เพียงพอ ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยได้ง่าย โดยทั่วไปอาการแพ้ความสูงจะเกิดขึ้นเมื่อ อยู่ในระดับความสูงที่ 2,500 เมตร (หรือบางคน อาจเริ่มที่ความสูง 2000 เมตร) โดยเริ่มแรกจะมี อาการ ปวดศีรษะอ่อนๆ คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน และอาการอื่น ๆ เช่น นอนไม่หลับ หายใจถี่ ๆ หัว ใจเต้นเร็ว สำหรับคู่มือ WMS: Wilderness Medical Society ได้แนะนำว่า ต้องพิจารณา อาการอื่นร่วมด้วย เพราะอาการดังกล่าวอาจเกิด จาก ภาวะขาดน้ำ (dehydrate) หรือภาวะ โซเดี่ยมในร่างกายต่ำมาก (hyponatremia) อาการป่วยจากการเดินทางไปที่สูง เมื่อนักท่องเที่ยวที่อาศัยอยู่ในที่ราบลุ่ม เดินทางไปพื้นที่อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลมากและ ในเวลาที่รวดเร็ว อาจมีอาการป่วย ที่เรียกว่า ALTITUDE SICKNESS จากการสำรวจพบว่าร้อย ละ 75 ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปพื้นที่ที่มีความ สูงเหนือระดับน้ำทะเลมากกว่า 2,500 เมตร จะ แสดงอาการป่วยที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และหายใจ ลำบาก อาการแพ้ความสูง สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ อย่างแรกที่พบมากที่สุด คือ อาการที่ เรียกว่า AMS: Acute Mountain Sickness มี อาการปวดศีรษะ พร้อมกับอาการอื่น ๆ อย่างน้อย 1 อาการคือ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนล้า ไม่มีแรง และ เวียนศีรษะ แนวทางการรักษา AMS 1. ไม่เพิ่มระดับความสูง 2. อยู่ acclimatize ที่ระดับความสูงเดิม ประมาณ 12-36 ชั่วโมง อาการมักดีขึ้น 3. หากอาการไม่ดีขึ้น ให้ลดระดับความสูง ประมาณ 300-1,000 เมตร 4. ใช้ยา Acetazolamide 125-250mg ร ั บ ป ร ะ ท า น ท ุ ก 12 ช ม . เ พ ื ่ อ เ ร ่ ง ก ก า ร acclimatization 5. ล ด อ า ก า ร ป ว ด ศ ี ร ษ ะ ด ้ ว ย ก า ร รับประทานยา paracetamol หรือ Aspirin, Ibuprofen 6. ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนด้วยการ รับประทานยา Ondansetron ถ้าอาการหนักมาก ๆ AMS ก็จะต่อยอด เป็นอาการที่เรียกว่า HACE: High – Altitude Cerebral Edema ซึ่งเป็นระดับที่อันตรายต่อ สมอง คือเกิดสมองบวมจากของเหลวในสมอง ทำ ให้สมองทำงานผิดพลาด อาการเริ่มต้นจากเวียน ศีรษะ จนไม่สามารถทรงตัว และเดินได้ มีอาการ เดินเซ แบบคนเมา Ataxia จัดเป็นสัญญาณของ อาการ HACE แนวทางการรักษา HACE 1. ล ด ร ะ ด ั บ ค ว า ม ส ู ง ท ั น ท ี ห รื อ evacuation 2. Oxygen 2-4 ลิตร/นาที รักษาระดับ Sat O2 >90% 3. Dexamethasone 8 mg PO, IM, IV หลังจากนั้น 4 mg ทุก 6 ชม. 4. Hyperbaric therapy หากไม่สามารถ ลดระดับความสูงได้


30 อาการต่อมาที่แยกมาจาก AMS, HACE คือ อาการ HAPE: High-Altitude Pulmonary Edema เป็นอาการของหลอดเลือดฝอยในปอด เกิดความเสียหายเนื่องจากมีของเหลวเข้าไปใน ปอด ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง แนวทางการรักษา HAPE 1. ลดระดับทันที หรือ evacuation 2. Oxygen 4 ลิตร/นาที รักษาระดับ Sat O2 >90% 3. Nifedipine 30 mg PO extended release ทุก 12 ชั่วโมง (ถ้าไม่มี Oxygen และไม่ สามารถลดระดับได้) 4. ให้ความอบอุ่น หลีกเลี่ยงอาการเย็นจัด 5. ห้ามให้ผู้ป่วยออกแรงอย่างหนัก 6. Dexamethasone 4 mg PO ทุก 6 ชม. ถ้ามีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย ซึ่งอาการจากการขาดออกซิเจนเหล่านี้จะ ค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายมีการปรับให้คุ้นชินกับ สภาพแวดล้อม ทั้งนี้หากเดินทางไปยังที่สูงมาก ๆ ในบางกรณีอาจมีอาการป่วยที่รุนแรง เช่น ปอด บวมน้ำ สมองบวม เห็นภาพหลอน หมดสติ หรือ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ในการเดินทางจึงไม่ควร เดินทางขึ้นที่สูงเร็วเกินไป ควรวางแผนพักที่เมืองที่ อยู่ต่ำกว่าก่อนเพื่อปรับตัว ในบางคนอาจใช้ถัง อากาศเพื่อเพิ่มแก๊สออกซิเจน การปรับให้คุ้นสภาพแวดล้อมในที่สูงของมนุษย์ มนุษย์สามารถมีการเปลี่ยนแปลงทาง สรีรวิทยาเพื่อตอบสนองกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เช่น ระดับความสูง อุณหภูมิ แ ล ะ ค ว า ม ช ื ้ น ก า ร ป ร ั บ ร ่ า ง ก า ย ใ ห ้ คุ้ น สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้เรียกว่า ACCLIMATIZATION ซึ่งจะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น แตกต่างจากการปรับตัวทางวิวัฒนาการที่เรียกว่า ADAPTATION ที่อาศัยระยะเวลายาวนานเป็น หลายชั่วรุ่นของสิ่งมีชีวิต ร่างกายของเราต้องการออกซิเจนอย่าง เพียงพอตลอดเวลา เพื่อใช้ในการสร้างพลังงาน สำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ สถานที่ที่มีความสูงเหนือ ระดับน้ำทะเลมากจะมีออกซิเจนเบาบาง ทำให้ผู้ที่ เดินทางไปได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เกิดอาการ เหนื่อยล้าวิงเวียน ปวดศีรษะได้ ซึ่งเมื่อร่างกายได้ ปรับให้คุ้นสภาพแวดล้อมนี้ อาการเหล่านี้ก็จะ หายไป อย่างไรก็ดี มีกลุ่มคนอีกจำนวนมากที่อาศัย ในพื้นที่สูงมาหลายชั่วรุ่น และมีการปรับตัวทาง วิวัฒนาการ สรีรวิทยา และพันธุกรรมแตกต่าง ออกไป และเหมาะต่อการเผชิญกับสภาพแวดล้อม ที่มีออกซิเจนเบาบาง โดยมนุษย์มีการปรับให้คุ้นสภาพแวดล้อม เพื่อให้ทนต่อภาวะออกซิเจนน้อยในที่สูง เช่น มี การหายใจลึกและเร็วขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจ เพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้สูบฉีดเลือดดีขึ้นและลำเลียง ออกซิเจนได้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มปริมาณเซลล์เม็ด เลือดแดงที่ช่วยในการขนส่งออกซิเจน ทั้งนี้การ ปรับให้คุ้นสภาพแวดล้อมของแต่ละบุคคลอาจ แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย กลุ่มคนพื้นเมืองที่ตั้งรกรากอาศัยอยู่ที่สูงสามารถ ดำรงชีวิตได้อย่างไร?


31 กลุ่มคนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูง เผชิญกับสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนเบาบางอยู่ ตลอดเวลา แต่สามารถดำรงชีวิตและทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้ปกติ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีการ ปรับตัวทางวิวัฒนาการให้มีสรีรวิทยาที่แตกต่าง จากประชากรทั่วไปที่อยู่ในพื้นที่ต่ำ ซึ่งผลของการ ปรับตัวที่เกิดขึ้นสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม จากรุ่นสู่รุ่นได้ จากการวิจัย (Beall, 2006) พบว่ากลุ่มคนพื้นเมืองที่อาศัยในที่สูงมีปริมาตร ปอดสูง ซึ่งส่งผลให้ปริมาตรอากาศที่หายใจเข้าใน แต่ละครั้งเพิ่มขึ้นและพื้นที่ผิวของถุงลมที่ใช้การ แลกเปลี่ยนแก๊สเพิ่มชื้น นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่ม คนพื้นเมืองในที่สูงแต่ละพื้นที่อาจมีการ เปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาบางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มคนพื้นเมืองที่เทือกเขาแอนดีส ในทวีป อเมริกาใต้ มีการปรับตัวด้วยการเพิ่มความสามารถ ในการลำเลียงออกซิเจนไปใช้ในส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกาย โดยพบว่า มีจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดง และความเข้มข้นของฮีโมโกลบินสูงกว่าปกติ ส่วน ชาวทิเบตมีการปรับตัวให้หายใจเร็วและลึกขึ้น เพื่อนำอากาศเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น อีกทั้ง เส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ช่วยให้มี การลำเลียงออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.2 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ถือเป็น ประเด็นสำคัญที่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการ พัฒนาอย่างจริงจังและเร่งด่วน เพื่อรองรับประเด็น ท้าทายต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทย การให้ ความสำคัญกับการเตรียมบุคลากรในทุกระดับ ใน ทุกกลุ่ม เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ระบบการศึกษาที่ ต้องเปลี่ยนแปลงในขั้นปฏิรูประบบกันขนานใหญ่ เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ทั้งเก่งและมี ความฉลาดด้านอารมณ์ ดังนี้ 1.1 การเตรียมคนในระดับการศึกษา ต่างๆ ควรเตรียมการโดยวางแผนร่วมกันระหว่าง ภาคการศึกษากับทุกกระทรวง เพื่อให้มีกำลังคนที่ เพียงพอ เหมาะสมกับประเภทและลักษณะของ งาน ทำให้มีกำลังคนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น 1.2 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อ รองรับการทำงานในภาคส่วนต่างๆ ต้องมีการ วางแผนล่วงหน้า ตามทิศทางการพัฒนาประเทศ เพื่อเตรียมคนให้เพียงพอต่อการทำงานทั้งภาค ราชการ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ส่วนงานด้านการศึกษาต้องวางแผนร่วมกันภาค ส่วนอื่นที่ต้องการใช้อัตรากำลังคนใน ส่วนต่างๆ จะ ทำให้ลดการว่างงาน และภาคส่วนต่างๆ มีกำลังคน ที่เหมาะสมในการทำงาน 1 . 3 ก า ร พ ั ฒ น า ก า ล ั ง ค น ต ้ อ ง ประกอบด้วย ด้านวิชาการ ด้านปฏิบัติการ เป็นผู้มี ระเบียบวินัย มีคุณธรรม และสามารถทำงานอย่าง มืออาชีพ มีระเบียบวินัย รวมถึงการดำรงชีวิตใน สังคมไทย เพื่อลดปัญหาทางสังคมในทุกด้าน 2. การพัฒนาเทคโนโลยี ส่งเสริมการ คิดค้นและบริหารจัดการในเรื่องต่าง ๆ ด้วยการใช้ เทคโนโลยีที่ทันสมัย ที่สามารถควบคุมการทำงาน


32 ต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ แม้กระทั่งการควบคุมจาก ระยะทางไกลก็ตาม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีความเป็นอัตโนมัติ โดยการ ใช้ Software ควบคุมการทำงานของ Hardware ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด เพื่อการ ประหยัดพลังงาน หรือการใช้พลังงานให้เกิดมูลค่า สูงสุด ด้วยเทคโนโลยี รวมทั้งการวางพื้นฐานการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้กับประเทศไทย เพื่อให้ ได้นักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สามารถรองรับ ประเทศไทยในยุคดิจิทัล 3. การพัฒนาด้านการสาธารณสุข การ พัฒนากำลังพลด้านสุขภาพต้องเป็นบุคลากรที่มี ศักยภาพทำงานได้อย่างคุณภาพ ที่มีจำนวน เพียงพอต่อความต้องการ รู้จักวางแผนระบบ สุขภาพที่เชื่อมต่อกับระบบที่มีอยู่ อาศัย กระบวนการการพัฒนาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทั้งจากส่วนผู้เชี่ยวชาญด้าน สุขภาพและผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ แต่ละด้านเข้า ด้วยกัน เช่น เศรษฐกิจ สังคม พัฒนาชุมชน รัฐศาสตร์ฯลฯ อย่างที่จีน เป็นการวางแผนในภาพ ใหญ่ร่วมกันกับทุกฝ่าย ประเทศไทยจึงต้องวาง แนวทางระบบสุขภาพของประเทศเพื่อพัฒนาไปสู่ สังคมสุขภาพดีมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนด้วย หลักคิดและกระบวนการการมีส่วนร่วมจากทุก ภาคส่วนอย่างแท้จริง ข้อเสนอแนะสำหรับการศึกษาดูงานในอนาคต 1. อยากให้ทำการสำรวจความต้องการใน การศึกษาดูงานจากนิสิตก่อนจัดทำโครงการเพื่อให้ ตอบสนองต่อความต้องการในภาพรวมและให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อผู้เข้าร่วม 2. การศึกษาดูงานโดยนิสิตเลือกสถานที่ดู งานได้เอง/ติดต่อเอง และถ้าเป็นไปได้สามารถ เดินทางเฉพาะสาขาสาธารณสุขศาสตร์ ก็จะเป็น ทริปที่เล็กลง น่าจะง่ายต่อการบริหารจัดการได้ง่าย กว่า โดยมหาวิทยาลัยสนับสนุนโปรแกรมตามปกติ 3. ทางมหาวิทยาลัยอาจมีกิจกรรม ระหว่างการศึกษาดูงาน เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ ระหว่างนิสิตแต่ละสาขา เนื่องจากเป็นการเดินทาง แบบคณะใหญ่ รวมทุกสาขา แม้จะมีไลน์กลุ่มนิสิต ป.เอก ไว้สื่อสาร แต่ก็ไม่ทั่วถึง 4. สัมมนาดูงานครั้งต่อไปอยากให้จัด สถานที่ดูงานที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับหน่วยงาน ด้านสาธารณสุข ระบบสาธารณสุขของประเทศจีน ระบบการจัดการ โรงพยาบาล หรือ ระบบ สาธารณสุขพื้นฐาน เช่น รพสต. หรือ โรงพยาบาล ประจำจังหวัด คุณหมิง ตงชวน เป็นต้น เพื่อจะได้ มีแนวทางหรือนำแนวคิดทางสาธารณสุขไป ประยุกต์ใช้ได้มากขึ้นกับการทำงานในประเทศไทย 5. สถานที่ดูงาน/ท่องเที่ยวต่างๆ อยากให้ อยู่ใกล้กันจะได้ไม่เสียเวลามากไปในการเดินทาง อยากใช้เวลาให้คุ้มค่ากับการมาศึกษาดูงานมาก ที่สุด


33 บทเรียนจากการศึกษาดูงาน สรุปการเรียนรู้และความประทับใจ Clip นำเสนอ ผศ.ดร.กมลมาลย์ วิรัตน์เศรษฐสิน อาจารย์ประจำสาขาฯ ความประทับใจแรก คือ ภาพนิสิตที่เกาะเกี่ยวกัน และขอให้จับ มือกันต่อไป ความประทับใจจากการศึกษาดูงาน คือ การสร้าง Self esteem ที่ชัดเจนให้กับประชาชน โดยเฉพาะในรั้วมหาวิทยาลัยชน เผ่า คือ ความรู้สึกมีตัวตนเท่าเทียมกัน การมี Self esteem จะเป็น พลังผลักดันตนเอง และขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ภุมรินรัตน์ ภัทรอิสริยาไชย (แตน) ในฐานะประธานนิสิตสาขาสาธารณสุขศาสตร์ พี่ประทับใจในความ ร่วมมือ พวกเรามีการเตรียมตัวด้านข้อมูล ด้านการศึกษาดูงาน ขอบคุณทางคณะอาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่ดูแลให้ พวกเราได้มาดูงานทั้งสองแห่ง ทำให้ได้ความรู้และประสบการณ์ที่ดี มีประโยชน์ต่อการเรียน และการทำงาน ขอบคุณทีมงานน้อง ๆ ของ คณะฯ ที่ดูแลงานอย่างดีค่ะ สุเมศวร์ เสนชู (ต้อ) มีโอกาสมาเรียนด้วยกันน้อยมาก ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี มีโอกาส สามรถสร้าง connection เพื่อต่อยอดงานของแต่ละคน นำ ความสามารถขอแต่ละคนมาทำงานร่วมกัน สำหรับอนาคตที่โลก กำลังเปลี่ยนผ่าน ประชาคมอาเซียน จีน+1 ที่เติบโตอย่างก้าว กระโดด เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทั้งเทคโนโลยี เรื่อง AI ทั้งด้าน อาหาร ทั้งวัฒนธรรม การขับเคลื่อนด้านยุทธศาสตร์ของจีน ขอบคุณ ทีมงานทุกคน อาจารย์ที่น่ารัก ที่ช่วยเหลือสนับสนุนพวกเรา


34 นันทภัทร์ เฉลียวศํกดิ์ (หนา) การศึกษาในสถานที่มหาวิทยาลัยชุมชน ได้เรียนรู้การจัดระบบ การศึกษาเน้นให้ความสำคัญกับชุมชน ตามชื่อมหาวิทยาลัย เป็น สาระหลักของการจัดการศึกษา จัดสิ่งแวดล้อมให้น่าเรียน ใกล้ชิด ธรรมชาติและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม การศึกษาดูงานที่โรงงาน ทำขนม ได้เรียนรู้การให้ความสำคัญของผลิตภัณฑ์จากชุมชน เพื่อ ชุมชน สวัสดิการพนักงานที่มีการนำนโยบายของรัฐมาประยุกต์ การ เดินทางแม้จะมีลักษณะเส้นทางที่คดเคี้ยวแม้จะมีข้อจำกัด ส่งผลต่อ สุขภาพแต่ก็เป็นการเรียนรู้จากความเรียบง่ายสู่เส้นทางตาม เป้าหมาย ระหว่างการเดินทางมีกำลังใจ คำพูดที่ปลอบประโลมใจกัน และกัน เสมือนเราอยู่บนเส้นทางการศึกษาที่มุ่งความสำเร็จ การศึกษา ย่อมต้องการกำลังใจ นูรรีย๊ะ ล่าเตะเกะ (ดา) ประทับใจการดูงานทั้งที่มหาวิทยาลัย ได้เรียนรู้วัฒนธรรมชนเผ่า บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัย และสถานที่ดูงานที่ โรงงานผลิตขนมเปี๊ยะกุหลาบ ได้เรียนรู้ระบบมาตรฐานการจัดการ สิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน ระบบอาชีวอนามัย และที่สำคัญมีโอกาสได้ รู้จักกับเพื่อนๆ นิสิตทุกคน รู้สึกยินดีมากค่ะที่ได้มาในทริปนี้ ธภัทร ธนรัชเดชานนท์ (เฌษธ์) การมาสัมมนาครั้งนี้ ประทับใจด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย คงมี วัฒนธรรมจีนที่ยังพอสัมผัสได้ บรรยากาศดีอากาศสบาย ไม่ร้อนเกิน ไม่หนาวเกิน ผู้คนน่ารัก สถานที่สะอาด โดยรวมให้คะแนน 9/10 สำหรับการศึกษาดูงานครั้งนี้ มีโอกาสจะมาที่นี่อีกครั้ง ละมุล แจ้งวาริต (หมี) ประทับใจเพื่อนๆ เพื่อนเป็นห่วงเรื่องอาหารการกินสำหรับตัวเอง อากาศสดชื่น บรรยากาศดี มลพิษน้อย


35 เสฏฐวุฒิ ทองเพ็ชร์ (หมอเอก) มีโอกาสได้รู้จักพี่ๆ ในสาขา บางท่านมีโอกาสได้เรียนพร้อมกัน บาง ท่านไม่มีโอกาสได้เรียนพร้อมกัน แต่ทุกท่านได้แชร์ประสบการณ์ชีวิต ช่วยในการปรับ mindset ในการดำรงชีวิต ตลอดจนการใช้ชีวิต ใน แง่มุมต่างๆ มีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกันหลายวัน ผมรู้สึกได้เติบโตขึ้น หลายๆ ปี ขอบพระคุณอาจารย์กมลมาลย์ที่เมตตาให้ความเอ็นดู ผมรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นอย่างแท้จริง ขอบคุณทุกๆท่านจริงๆครับ การไปดูงานครั้งนี้ ถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่คุ้มค่ามากจริงๆ ครับ ศักดิ์สิทธิ์ มหารัตนวงศ์ (ตุ๊ก) ความประทับใจในสถานที่ที่มาดูงาน ที่มหาวิทยาลัยทั้งบรรยากาศ สถานที่เรียนที่ดี ประเพณีของชนกลุ่มน้อย บรรยากาศน่าเรียน จีนให้ ความสำคัญกับการศึกษาสำหรับประชาชนทุกคนทุกระดับ การก่อตั้ง มหาวิทยาลัยชนเผ่า สถานที่ดูงานสถานที่ 2 โรงงานทำขนม สนับสนุนผลิตท้องถิ่นตั้งแต่วัตถุดิบ เช่น กุหลาบ เรียนรู้การจัดการ สิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งการเดินทาง ท่องเที่ยวไปยังสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรมท้องถิ่น และที่ได้จาก การศึกษาดูงานคือ การที่พวกเราความสามัคคีกันได้เรียนรู้ร่วมกัน ปราโมทย์ จินสกุล ประทับใจเพื่อนร่วมทีม เราสามัคคีกัน มีการช่วยเหลือกัน ประทับใจ จากการดูงาน ยังคงรักษาบรรยากาศความเป็นจีน ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ ยังคงสัมผัสได้ ฉัตรไชย ชูแสง (หมอเจมส์) ที่คุณหมิง มนฑลหยุนนาน การดูงานในครั้งนี้มีความประทับใจ ทั้ง ศิลปะวัฒนธรรม อาหาร ได้รู้จักเพื่อนๆ ได้มิตรภาพ ได้มีโอกาสซื้อ สินค้าท้องถิ่น OTOP เรียนรู้การชำระเงินด้วยวิธีใหม่ ผ่านเทคโนโลยี ที่ทันสมัย ได้กิน ได้ shop ได้เที่ยว ได้มิตรภาพ


36 นิศมา ภุชคนิตย์ (กบ) เป็นการเปิดประสบการณ์ การสร้างสัมพันธภาพระหว่างนิสิตใน สาขาเดียวกันและต่างสาขา แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ แต่การสร้าง มิตรภาพก็เกิดขึ้นได้ โชคดีที่มีอาจารย์ประจำหลักสูตรที่เห็น ความสำคัญในการเตรียมตัวก่อนการศึกษาดูงาน ทำให้เราได้เตรียม ด้านข้อมูล เพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาดูงาน การเตรียมพร้อม เตรียมตัวด้านระบบสื่อสาร อย่างน้อยผู้ติดตาม (คุณพิภพ: สอง) เธอ มีความสุขมากกับ trip นี้ เพราะเธอได้ถ่ายรูปแบบที่เธอชอบ ขอบคุณเวลาที่ทำให้เราทุกคนมาเจอกันที่นี่ Western University มินท์ลภัส กิจเมธาชัยพงศ์(บิว) การเดินทางมาคุณหมิงใช้เวลาไม่นานจากประเทศไทย ได้เรียนรู้ทั้ง การดูงาน การท่องเที่ยว ประทับใจคำทักทายประโยคแรกที่ต้อนรับ คนไทยเสมอ และสถานที่ดูงาน เช่น ความเป็นระเบียบเรียบร้อย จัด สวนร่มรื่น ส่งเสริมบรรยากาศการทำงาน เรียนรู้วัฒนธรรมชนเผ่า ให้ ความสำคัญกับทุกชนเผ่า การศึกษาเข้าถึงคนทุกระดับ การสร้าง มหาวิทยาลัยชนกลุ่มน้อย สามารถผสามผสานความแตกต่าง มาตรฐานการจัดการโรงงานที่ดีระดับสากล มีระบบประกันสุขภาพ มีการเล่าเรื่องความสำเร็จ การสนับสนุนวัตถุดิบจากท้องถิ่น เป็น เสบียงสำหรับเวลาเกิดวิกฤติ แบบที่ผ่านมา กรรณาภรณ์ แสนพล (ปอนด์) เสน่ห์ของการเดินทางไม่ใช่จุดหมายปลายปลาย แต่เป็นความสุข ระหว่างทาง รู้สึกดีใจมากที่ได้ร่วมค้นหาความสุขระหว่างทางกับทุก ท่าน การศึกษาดูงานครั้งนี้ สิ่งสำคัญ คือ ต้องถอดหัวโขน เปิดใจ เติม น้ำแค่ครึ่งแก้วก็พอ เพื่อมาเติมน้ำ เรียนรู้ทุกสิ่งรอบตัว ผู้คน สังคม สิ่งแวดล้อม ขอบคุณทุกท่านที่ทำให้การเรียนรู้ครั้งนี้สำเร็จและ สวยงาม เป็นความประทับใจที่ไม่มีวันลืม พรชัย สินเจริญโภไคย (บอม) การศึกษาดูงานในครั้งนี้ทำให้ทุกๆ คนได้เรียนรู้และรู้จักกันมากขึ้น นอกเหนือจากเวลาที่เจอตอนเรียนแล้ว ได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ของแต่ละคน ได้เรียนรู้วัฒนธรรมจีน เช่น การแพทย์ ของจีนในปัจจุบันที่เน้นการจ่ายยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคเป็นลำดับ แรก การประยุกต์ใช้ศาสตร์การแพทย์แผนจีนร่วมกับการแพทย์แผน ตะวันตก การนำพืชธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน


37 อรกัญญา โยธินมโนช (อร) ความประทับใจด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการ สนับสนุนการใช้สมุนไพร เพื่อการดูแลสุขภาพ เช่น ยาแดง ที่ไกด์ แนะนำให้เราได้ใช้ ดังนั้น เรื่องการสนับสนุนการใช้สมุนไพรกับการ ดูแลสุขภาพ จึงเป็นเรื่องที่เมืองไทยควรจะผลักดันและขับเคลื่อนใน เรื่องนี้ให้มากขึ้น พราว ศุภจริยาวัตร การศึกษาดูงานครั้งนี้มีความประทับใจที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ เพื่อนต่าง สาขา ทำให้มีการแชร์ประสบการณ์หลากหลายสาขา และนำความรู้ นั้นมาประยุกต์ใช้ในสาขาของตัวเอง เป็นการเปิดโลกกว้างมากขึ้น มีการสร้าง connection ที่ดี ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็อบอุ่นใจ ประทับใจที่ได้มาเมืองคุนหมิง ชอบอากาศ อาหาร และเทคโนโลยี ต่างๆ การวางผังเสาสัญญาณโทรศัพท์ ทำให้การสื่อสารไม่ติดขัด และการสร้างภาพลักษณ์ของเมืองคุนหมิงที่เป็นเมืองแห่งดอกไม้ ขอบคุณ อ. กมลมาลย์ที่ให้คำแนะนำ และคอยเล่าประสบการณ์ ต่างๆ ขอบคุณเพื่อนๆสาธา ที่จับมือกันไปในทริปนี้ บ้างครั้ง... จุดหมายปลายทางก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับ “เพื่อนร่วมทาง”


38 บทส่งท้ายกับการศึกษาดูงานต่างประเทศ ความสำเร็จที่ยั่งยืนตามแนวทางใหม่ของการศึกษา จีน ที่เน้นการปลูกฝังความรักชาติ แนวความคิดเกี่ยวกับ สังคมนิยมจีนในยุคใหม่ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่บรรจุ ไว้ในหลักสูตรการศึกษา โดยจะสอนตั้งแต่ประถมศึกษาไป จนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อช่วยบ่มเพาะแนวความคิดของ มาร์กซ์ในเยาวชนจีน ส่งเสริมทฤษฎีทางการเมืองที่เรียกว่า “ความคิดของ สีจิ้นผิง” โดยมีจุดมุ่งหมายในการปลูกฝัง ลัทธิสังคมนิยมด้วยพื้นฐานทางศีลธรรม สติปัญญา กายภาพ และสุนทรียภาพรอบด้าน รวมทั้งจิตวิญญาณการทำงานหนัก โดยในระดับประถมจะเน้นปลูกฝังความรักชาติ พรรคคอมมิวนิสต์จีน และสังคมนิยม ส่วนมัธยมต้นจะมุ่งให้มีความคิดเห็นทางการเมืองขั้นพื้นฐาน ส่วนใน วิทยาลัยจะเน้นการสร้างการคิดเชิงทฤษฎีมากขึ้น โดยสรุปความสำเร็จที่ทำให้ยิ่งใหญ่แบบยั่งยืน มีดังนี้ หลักทฤษฎีที่ถูกปลูกฝังแก่ประชาชนตั้งแต่เด็ก ด้วยการเพิ่มเนื้อหาลงในหลักสูตรการเรียนการสอน นอกจากนั้นรัฐบาลยังเข้าควบคุมสื่อที่มีอิทธิพลต่อสังคมอย่างวงการบันเทิง และสนับสนุนรายการที่ส่งเสริม ขนบธรรมเนียมประเพณี, วิวัฒนาการหรือวัฒนธรรมของระบอบสังคมนิยม หรือมีบรรยากาศของการรัก ชาติ สี จิ้นผิง เดินหน้าหลักการ “ความเจริญร่วมกัน” ให้คนรวยช่วยคนจน บริษัทยักษ์ใหญ่พร้อม สัญญาจะบริจาคเงินมหาศาลเข้าโครงการเพื่อสังคม ดำเนินการควบคุมทางอุดมการณ์อย่างเข้มข้นที่สุดใน รอบหลายสิบปี ย้ำเตือนเรื่องการแทรกซึมทางความคิดจากชาติตะวันตก กระตุ้นให้เกิดการรักชาติอย่าง แข็งกร้าว และจำกัดเสรีภาพสื่อและการศึกษาหนังสือเรียนของเด็กที่โตขึ้นจะมีหัวข้อการเรียนที่ซับซ้อนขึ้น เช่น อุตสาหกรรมอวกาศแห่งชาติ และเส้นทางการเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ตามแนวสังคมนิยมสมัยใหม่ นอกจากนั้นยังมีการศึกษาโดยใช้แรงงาน เพื่อปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการทำงานหนัก และการศึกษาเรื่อง ความมั่นคงของชาติด้วย


39 ภาคผนวก


40 เตรียมก่อนเดินทาง ศึกษาข้อมูลตามกำหนดการของการศึกษาดูงานเพื่อเตรียม วางแผนงาน และศึกษา ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม ประชุมกลุ่มเพื่อวางแผนการศึกษาดูงานผ่านโปรแกรมประชุมออนไลน์ (Zoom) โดยอาจารย์ประจำสาขาวิชาการสาธารณสุขเป็นที่ปรึกษาพร้อมให้คำแนะนำ


41 ศึกษาดูงาน Day 19 มีนาคม 2567 @สนามบินสุวรรณภูมิ สายการบินไชน่า อิสเทิร์น แอร์ไลน์ เที่ยวบิน MU-9622


42 @ คุณหมิง-ภัตตาคาร


Click to View FlipBook Version