The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21ผู้จัดทํา
นางสาวสุทธิดา สุวรรณมณี รหัสนักศึกษา 6521110008
กลุ่มเรียน D1 เลขที่ 8
สาขาวิชา คณิตศาสตร์ ( หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต )

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 008 สุทธิดา สุวรรณมณี, 2023-11-14 07:56:57

แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21

แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21ผู้จัดทํา
นางสาวสุทธิดา สุวรรณมณี รหัสนักศึกษา 6521110008
กลุ่มเรียน D1 เลขที่ 8
สาขาวิชา คณิตศาสตร์ ( หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต )

แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรีภรณ์ บางเขียว ผู้จัดทํา นางสาวสุทธิดาสุวรรณมณีรหัสนักศึกษา 6521110008 กลุ่มเรียน D1 เลขที่ 8 สาขาวิชา คณิตศาสตร์ ( หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต ) รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการพัฒนาหลักสูตร ( 1190201 ) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา


คำนำ รายงานฉบับนี้จัดทำเพื่อประกอบการศึกษาวิชาการพัฒนาหลักสูตร เรื่อง แนวโน้มการพัฒนา หลักสูตรในศตวรรษที่ 21 โดยสาเหตุที่ผู้จัดเลือกที่จะนำเสนอแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษ ที่ 21 เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน ซึ่งมีผลต่อการนำไปใช้ในอนาคต โดยนำมาเรียบ เรียงเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย ผู้จัดทำขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรีภรณ์ บางเขียว อาจารย์ผู้สอนวิชา การ พัฒนาหลักสูตรใน มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา รวมทั้งเพื่อน ๆ ทุกคนที่ให้คำแนะนำ และช่วยเหลือในการจัดทำรายงานเป็นอย่างดี ผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ไม่มากก็น้อย หากผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ผู้จัดทำ นางสาวสุทธิดา สุวรรณมณี


สารบัญ บทที่ 1 สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) 11 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 16 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 20 หลักสูตรปริญญาตรี สายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช 2562 23 หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิศึกษา) 25 บทที่ 2 สภาพปัญหาของหลักสูตรประเทศไทย หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 32 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) 33 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 33 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 34 หลักสูตรปริญญาตรี สายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช 2562 35 หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิศึกษา) 35 บทที่ 3 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 38 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) 39 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 40 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 40 หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิศึกษา) 40 สรุปรวม 43 บรรณานุกรม 44


บทที่ 1 สภาพปัจจุบัน ของหลักสูตรไทย


1 บทที่ 1 สภาพปัจจุบันของหลักสูตรไทย หลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี จัดขึ้นสำหรับพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่ เกี่ยวข้อง กับการอบรมเลี้ยงดูพัฒนาเด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนา การ และการ เรียนรู้อย่าง เหมาะสมกับเด็กเป็นรายบุคคล หลักการ เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมพัฒนาการ ตามอนุสัญญาว่าด้วย สิทธิเด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่าง เหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง เด็ก กับพ่อแม่ เด็กกับ ผู้สอน เด็กกับผู้เลี้ยงดู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู การพัฒนา และให้ การศึกษาแก่เด็กปฐมวัย เพื่อให้ เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้านอย่าง เป็นองค์รวม มีคุณภาพ และเต็มตาม ศักยภาพ โดยกำหนดหลักการ ดังนี้ 1. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน 2. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึง ความแตกต่าง ระหว่าง บุคคลและวิถีชีวิตของเด็ก ตามบริบทของชุมชน สังคม และ วัฒนธรรมไทย 3. ยึดการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม ผ่านการเล่นแต่ละอย่างอย่างมีความหมาย และมี กิจกรรม ที่ หลากหลาย ได้ลงมือกระทำในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เหมาะสมกับวัย และมีการ พักผ่อนเพียงพอ 4. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตน ตามหลักปรัชญา ของ เศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และมีความสุข 5. สร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็ก ระหว่างสถานศึกษา กับพ่อ แม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา เด็กปฐมวัย จุดมุ่งหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี มุ่งส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถ ความสนใจ และความแตกต่าง ระหว่างบุคคลดังนี้ 1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขภาพดี สุภาพจิตดีและมีความสุข 2. มีทักษะชีวิตและสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบตัว และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 3. มีทักษะการใช้ภาษาสื่อสารและสนใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ


2 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี กำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ดังนี้ 1. พัฒนาการด้านร่างกาย 1.1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขภาพดี 1.2. ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน 2. พัฒนาการด้านอารมณ์ - จิตใจ 2.1. มีความสุขและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย 3. พัฒนาการด้านสังคม 3.1. รับรู้และปฏิเสธกับบุคคลและสิ่งแวดล้อม 3.2. ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย 4.พัฒนาการด้านสติปัญญา 4.1. สื่อความหมายและใช้ภาษาได้เหมาะสมกับวัย 4.2. สนใจเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว การอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์ การอบรมเลี้ยงดูและการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุ ต่ำกว่า 3 ปี เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ จากประสบการณ์ตรง ได้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคมและสติปัญญา สามารถจัดใน รูป ของกิจกรรม บูรณาการผ่านการเล่น การอบรมเลี้ยงดู และการจัดประสบการณ์ ควรคำนึงถึงสิ่ง สำคัญ ต่อไปนี้ 1. อบรมเลี้ยงดูเด็กและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นเด็กเป็นสำคัญ 2. ตระหนักและสนับสนุนสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กพึงได้รับ 3. ปฏิบัติตนต่อเด็กด้วยความรักความเข้าใจและใช้เหตุผล 4. ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างสมดุลครบถ้วนทุกด้าน 5. ปลูกฝังระเบียบวินัยคุณธรรมและวัฒนธรรม 6. ชาติภาษาที่เหมาะสมกับความสามารถและการเรียนรู้ของเด็ก 7. สนับสนุนการเล่นตามธรรมชาติของเด็ก 8. จัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก 9. ประเมินการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ 10. ประสานความร่วมมือระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้เลี้ยงดูสถานพัฒนาเด็กประถมวัยและ ชุมชน การประเมินพัฒนาการ


3 การประเมินพัฒนาการเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีควรประเมินให้ครอบคลุมครบทุกช่วงอายุเพรา ะ ช่วงวัยนี้มี การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอีกทั้งมีความเสี่ยงต่อสภาพความผิดปกติต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องเฝ้า ระวังและติดตาม ดูแลอย่าง ใกล้ชิด พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูควรสังเกต พัฒนาการเด็ก โดยคำนึงถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคลหากพบความผิดปกติต้องรีบพาไปพบแพทย์ หรือผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เกี่ยวกับการพัฒนา เพื่อหาทางแก้ไขหรือบำบัดฟื้นฟูโดยเร็ว หลักใน การประเมินพัฒนาการมีดังนี้ 1. ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้าน 2. ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง 3. ประเมินด้วยวิธีการที่หลากหลายซึ่งวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี มี การ สังเกต พฤติกรรมของเด็กในกิจกรรมต่างๆ และกิจวัตรประจำวันการบันทึกพฤติกรรมการ สนทนาการ สัมภาษณ์เด็ก และผู้ใกล้ชิด การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็ก 4. บันทึกพัฒนาการลงในสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก และใช้คู่มือการเฝ้าระวังและส่งเสริม พัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) ของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขหรือของหน่วยงานอื่น นำผลที่ ได้ จากการ ประเมินพัฒนาการไปพิจารณาจัดกิจกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กมีพัฒนาการเหมาะสม ตามวัย การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดู และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จะนำ หลักสูตร การศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงตาม เจตนารมณ์ ของหลักสูตร ที่ มุ่งเน้นการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ ควร ดำเนินการ ดังนี้ 1. การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูมีความเชื่อ และ วิธีการในการอบรมเลี้ยงดูเด็กแตกต่างกันไปตามแนวความคิด และสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่ ตนเองอยู่อาศัย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ฉบับนี้ จะเป็นแนวทางให้พ่อ แม่หรือผู้เลี้ยงดูใช้ในการ อบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็ก ซึ่งมีข้อแนะนำ ดังนี้ 1.1. ศึกษาปรัชญาการศึกษา หลักการ จุดหมาย เพื่อทำความเข้าใจกับแนวทางการ พัฒนาเด็ก อย่างมี คุณภาพ 1.2. ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เพื่อใช้เป็นแนวทางการอบรมเลี้ยงดูและ ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสม ในกรณีการอบรมเลี้ยงดูเด็กช่วงอายุแรกเกิด - 6 ปี ให้ ใช้ แนวปฏิบัติการอบรม เลี้ยงดูตามวิถีชีวิตประจำวันเป็นกรอบการพัฒนาเด็ก และหากมีการอบรม เลี้ยงดู เด็กช่วงอายุ 2-3 ปี ให้ใช้ แนวปฏิบัติการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้


4 1.3. ติดตามประเมินพัฒนาการทุกด้านของเด็ก โดยการสังเกตและบันทึกการ เจริญเติบโต และ พัฒนาการตามช่วงอายุที่กำหนด รวมถึงการเฝ้าระวังปัญหาพัฒนาการที่ล่าช้าหรือ ความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก หากพบว่าเด็กมีพัฒนาการช้ากว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อช่วยเหลือเด็กต่อไป 1.4. ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการเร็วช้า ต่างกัน พ่อ แม่หรือผู้ เลี้ยงดูหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบเด็ก หรือเลือกปฏิบัติต่อเด็กเฉพาะคน แต่ควร จัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริม พัฒนาการด้านที่บกพร่องหรือด้านที่เด็กขาดโอกาสในการพัฒนา 2. การใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควร ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือบุคคลในครอบครัว แต่เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ประกอบกับครอบครัวส่วนใหญ่มักจะเป็น ครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่จึงนำเด็กไปรับการเลี้ยงดูในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ดังนั้น สถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัยแต่ละแห่งควรดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยวางแผนหรือกำหนดแนว ทางการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มตาม ศักยภาพ ตรงตามปรัชญาการศึกษาและหลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมกับพ่อแม่ ครอบครัว บุคลากรทางสาธารณสุข ผู้เลี้ยงดูหรือผู้สอน คณะกรรมการที่มีส่วนเกี่ยวข้องเด็กให้บรรลุ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และชุมชนเพื่อการพัฒนา 2.1 การจัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย หลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ควรออกแบบและจัดทำบนพื้นฐานของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย โดยสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยกำหนด คุณลักษณะที่พึงประสงค์สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยทั้งนี้ กระบวนการจัดทำหลักสูตร สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีดังนี้ 2.1.1 ศึกษาทำความเข้าใจหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย และคู่มือหลักสูตร การศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี รวมทั้งรวบรวมข้อมูลด้านต่าง ๆ เช่น วิธีการอบรมเลี้ยง ดู ความต้องการของพ่อแม่ ผู้ปกครอง วัฒนธรรมความเชื่อของท้องถิ่น และความพร้อมของสถาน พัฒนาเด็กปฐมวัย 2.1.2 จัดทำหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยการกำหนดปรัชญา การศึกษา วิสัยทัศน์ ภารกิจหรือพันธกิจ เป้าหมาย คุณลักษณะที่พึงประสงค์ และกำหนดสาระการ เรียนรู้ในแต่ละช่วงอายุอย่างกว้าง ๆ ให้ครอบคลุมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ผ่านประสบการณ์สำคัญที่ เด็กใช้ในการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยและสาระที่ควรเรียนรู้ ซึ่งอาจต่างกันตามบริบทหรือ สภาพแวดล้อมของเด็ก การจัดประสบการณ์ การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้


5 และการประเมินพัฒนาการ โดยสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอาจกำหนดหัวข้ออื่น ๆ ได้ตามความ เหมาะสมและความ จำเป็นของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแต่ละแห่ง 2.1.3 ประเมินหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นขั้นตอนของการ ตรวจสอบหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย แบ่งออกเป็นการประเมินก่อนนำหลักสูตรไปใช้ เป็นการ ประเมินเพื่อตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรหลังจากที่ได้จัดทำแล้ว โดยอาศัยความคิดเห็นจากผู้ใช้ หลักสูตร ผู้มีส่วนร่วมในการทำหลักสูตร ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ การประเมินระหว่าง การ ดำเนินการใช้หลักสูตร เป็นการ ประเมินเพื่อตรวจสอบว่าหลักสูตรสามารถนำไปใช้ได้ดีเพียงใด ควรมี การปรับปรุงแก้ไขในเรื่องใด และ การประเมินหลังการใช้หลักสูตรเป็นการประเมินเพื่อ ตรวจสอบหลักสูตรทั้งระบบหลังจากที่ใช้หลักสูตรครบแต่ละช่วงอายุ เพื่อสรุปผลว่าหลักสูตรที่จัดทำ ควรมีการปรับปรุงหรือพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างไร หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการจัดการศึกษาในลักษณะการอบรม เลี้ยงดู และให้การศึกษา เด็กจะได้รับการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ตามวัยและ ความสามารถของแต่ละบุคคล จุดมุ่งหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี มุ่งให้เด็กพัฒนาการตามวัยเต็มตาม ศักยภาพและมีความพร้อมในการเรียนรู้ต่อไปจึงกำหนดจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดกับเด็กเมื่อจบ การศึกษาระดับปฐมวัย ดังนี้ 1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี 2. สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม 3. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 4. มีทักษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย การจัดประสบการณ์ การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะการบูรณา การ ผ่านการเล่น การลงมือกระทำจากประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย เกิดทักษะ คุณธรรม จริยธรรม ร่วมทั้งเกิดการพัฒนาทางด้านร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ สังคม และสติปัญญา ไม่จัดเป็น รายวิชา โดยมี หลักการ แนวทางในการจัดประสบการณ์ และการจัดกิจกรรมประจำวัน ดังนี้ 1. หลักการจัดประสบการณ์


6 1.1 จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรู้อย่างหลากหลายเพื่อพัฒนาโดนองค์รวมอย่าง สมดุลและต่อเนื่อง 1.2 เน้นเด็กเป็นสำคัญสนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและ บริบทของสังคมที่เด็กอาศัยอยู่ 1.3 เน้นเด็กได้รับการพัฒนาโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก 1.4 จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของการจัด ประสบการณ์ พร้อมทั้งนำผลการประเมินมาพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง 1.5 ให้พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก 2. แนวทางการจัดประสบการณ์ 2.1 จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการทำงานของสมองให้ เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ และระดับพัฒนาการ 2.2 จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับแบบการเรียนรู้ของเด็ก เด็กได้ลงมือทำและเรียนรู้ผ่าน ประสาทสัมผัสทั้งห้า สำรวจ เล่น สังเกต ค้นหา ทดลอง และแก้ปัญหาด้วยตนเอง 2.3 จัดประสบการณ์บูรณาการ โดยบูรณาการทั้งกิจกรรมทักษะและสาระการเรียนรู้ 2.4 จัดประสบการณ์ให้เด็กได้คิดริเริ่ม วางแผน ตัดสินใจลงมือทำและนำเสนอควา มคิดโดย ผู้สอนหรือผู้จัดประสบการณ์เป็นผู้อำนวยความสะดวกและเรียนรู้ร่วมกับเด็ก 2.5 จัดประสบการณ์ให้เด็กได้มีส่วนร่วมกับคนอื่น ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อ ต่อการ เรียนรู้ในบรรยากาศที่อบอุ่น มีความสุข และเรียนรู้การทำกิจกรรมแบบร่วมมือในลักษณะต่าง ๆ กัน 2.6 จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายและอยู่ในวิถี ชีวิตของเด็กสอดคล้องกับบริบทสังคม และวัฒนธรรมที่แวดล้อมเด็ก 2.7 จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจำวันตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจ พอเพียง พร้อมทั้งสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และระเบียบวินัยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 2.8 จัดประสบการณ์ทั้งในลักษณะที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนที่เกิดขึ้นในสภา พจริง โดยไม่ได้คาดการณ์ไว้ 2.9 จัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเป็น รายบุคคลนำมาไตร่ตรองและใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็กและวิจัยในชั้นเรียน 2.10 จัดประสบการณ์โดยให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมทั้งการวางแผนการ สนับสนุนสื่อแหล่งเรียนรู้การเข้าร่วมกิจกรรมและการประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการ


7 การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์- จิตใจ สังคม และ สติปัญญาของเด็กโดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม ที่ จัดให้เด็กในแต่ละวัน ผลที่ได้จากการสังเกตต้องนำมาจัดทำข้อมูลหลักฐานหรือเอกสารอย่า งเป็น ระบบด้วยการรวบรวมผลงานสำหรับเด็กเป็นรายบุคคลที่ สามารถบอกเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่ เด็กได้รับว่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมีความก้าวหน้าเพียงใด ทั้งนี้ให้นำข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการ เด็กมาพิจารณาปรับปรุง วางแผนการจัดกิจกรรม และ ส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตา ม จุดหมายของหลักสูตรอย่างต่อเนื่องการประเมิน พัฒนาการควรยึดหลักดังนี้ 1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ 2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน 3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี 4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่ หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ 5. สรุปผลการประเมินจัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็กสำ หรับวิธีการ ประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3-6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึก พฤติกรรม การสนทนา กับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ( ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 ) จากปัญหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 คณะกรรมการกา รศึกษาขั้น พื้นฐานจึงได้ทบทวนและปรับปรุงเป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักการสำคัญ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้สมรรถนะสำ คัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนไว้เป็นเป้าหมายของการจัดกระบวนการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระ การเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามเป้าหมายโดยส่งเสริมให้เรียนรู้จากการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ การได้ สัมผัสสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อม มนุษย์และธรรมชาติลงมือปฏิบัติจริงฝึกให้คิดเป็นทำ เป็น แก้ปัญหาเป็นรักการอ่านและใฝ่รู้ ใฝ่เรียนอย่างต่อเนื่อง 2. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปี ของ แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อให้ครูผู้สอนมองเห็นผลคาดหวังที่ต้องพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้มีความรู้ความสามารถและทักษะที่สำคัญของแต่ละชั้นปีและต่อเนื่องจนจบการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ดังนั้น การจัดทำสาระการเรียนรู้ การกำหนดเนื้อหา การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ การจัดการเรียนการ สอน และการวัดประเมินผลการเรียนรู้ จะต้องสะท้อนคุณภาพของผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้


8 และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพผู้เรียนและ เทียบโอนผลการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีคุณลักษณะตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้เองมีส่วนร่วมในการสร้างผลการ เรียนรที่มีความหมายแก่ตนเองผู้สอนต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และจัดประสบการณ์การเรียน รอย่างเป็นระบบเน้นประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดแก่ผู้เรียนและคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคพัฒนา ผู้เรียนจนเต็มศักยภาพตามความถนัดและความสนใจเป็นรายบุคคล 4. การจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปีจะต้อง ใช้กระบวนการการเรียนรู้ที่หลากหลาย ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงกระบวนการ คิด กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการทางสังคม กระบวนการแก้ปัญหากระบวนการปฏิบัติ กระบวนการพัฒนาค่านิยม กระบวนการบูรณาการ ฯลฯ กระบวนการที่ผู้สอนต้องฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้และพัฒนาตนเองจนบรรลุมาตรฐาน การเรียนรู้ของหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพ 5. ผู้สอนต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยศึกษาวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์และสาระการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัยผู้เรียน แล้วจึงเลือกใช้วิธี สอนและเทคนิคการสอน สื่อ แหล่งเรียนรู้ เครื่องมือ และวิธีการวัดและประเมินผล ที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาผู้เรียนไปสู่เป้าหมายการเรียนรู้ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและเต็มตาม ศักยภาพของผู้เรียนแต่ละคนกระทรวงศึกษาธิการ (2551: 4-30) จึงได้กำหนดส่วนประกอบสำคัญ ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้แก่ วิสัยทัศน์ เป้าหมาย สมรรถนะ สำคัญของผู้เรียนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และการวัดประเมินผล ซึ่งมีความสัมพันธ์ กันเป็นระบบ ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน การศึกษาต่อ การ ประกอบอาชีพ และการเรียนรู้ ตลอดชีวิต จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และ ประกอบ อาชีพ จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์มีศักยภาพในการศึกษาต่อจึงกำหนดเป็น จุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนา ที่ตนนับถือยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมีทักษะ ชีวิตมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 3. มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก มีความรักชาติ ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์


9 วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และ สร้างสิ่งที่ดีงามในสังคมและอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้ สอดคล้องตาม บริบทและจุดเน้นของตนเอง มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำ คัญของการ พัฒนาคุณภาพผู้เรียนมาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ มีคุณธรรม จริยธรรม และ ค่านิยมที่พึงประสงค์ที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการ เรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะ สะท้อนให้ทราบว่าต้องการ ะไร ต้องสอนอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็น


10 เครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการ ประกันคุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมิน คุณภาพภายใน และการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษาและการทดสอบ ระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพ ดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยสะท้อนภาพการจัด การศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่มาตรฐานการเรียนรู้กำหนดเพียงใด โครงสร้างเวลาเรียน การกำหนดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานและเพิ่มเติมสถานศึกษาสามารถดำเนินกา รดังนี้ ระดับประถมศึกษา สามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ตามความ เหมาะสม ทั้งนี้ต้องมีเวลาเรียนรวมตามที่กำหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และผู้เรียนต้องมี คุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดระดับมัธยมศึกษาต้องจัดโครงสร้างเวลาเรียน พื้นฐานให้เป็นไปตามที่กำหนดและสอดคล้องกับเกณฑ์การจบหลักสูตรสำหรับเวลาเรียนเพิ่มเติมทั้งใน ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติมหรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยพิจารณา ให้สอดคล้องกับความพร้อมจุดเน้นของสถานศึกษาและเกณฑ์การจบหลักสูตรเฉพาะระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 สถานศึกษา อาจจัดให้เป็นเวลาสำหรับสาระการเรียนรู้พื้นฐานในกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่กำหนดไว้ในชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีละ 120 ชั่วโมง และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 จำนวน 360 ชั่วโมง นั้นเป็นเวลาสำหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะแนวกิจกรรมนักเรียนและกิจกรรมเพื่อสังคมและ สาธารณประโยชน์ในส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ให้สถานศึกษาจัดสรรเวลาให้ ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้ ระดับประถมศึกษา (ป.ด - 6 ) รวม 5 ปี จำนวน 50 ชั่วโมง ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1 - 3) รวม 3 ปี จำนวน 45 ชั่วโมง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4 - 6) รวม 3 ปี จำนวน 60 ชั่วโมง การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการคือ การ ประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียนในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ ประสบผลสำเร็จนั้นผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพื่อให้บรรลุตามมาตรฐาน การเรียนรู้สะท้อนสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักใ น การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียนระดับสถานศึกษา ระดับเขต พื้นที่การศึกษาและระดับชาติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศที่แสดงพัฒนาการความก้าวหน้าและควา มสำ เร็จ ทางการเรียนของผู้เรียนตลอดจนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนา และ เรียนรู้อย่างเต็มตามศักยภาพ


11 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับ สถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนดำเนินการเป็นปกติและ สม่ำเสมอในการจัดการเรียนการสอนใช้เทคนิคการประเมินอย่าง หลากหลายเช่น การซักถามการ สังเกตการตรวจการบ้านการประเมินโครงงานการประเมินชิ้นงาน/ ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้ แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนประเมินตนเองเพื่อนประเมิน เพื่อน ผู้ปกครองร่วมประเมิน การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการความก้าวหน้า ในการ เรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่จะต้อง ได้รับการพัฒนา ปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอนใช้ ปรับปรุงการเรียน การสอนของตนด้วย ทั้งนี้ โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด 2. การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการเรียนของผู้เรียนเป็นรายปี ราย ภาค ผลการประเมิน การอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์และกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียนและเป็นการประเมิน เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษาว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของ ผู้เรียนตามเป้าหมายอย่างไร มีสิ่งที่ต้องการพัฒนาในด้านใด รวมทั้งสามารถนำผลการเรียนของผู้เรียน ในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติและระดับเขตพื้นที่การศึกษาผลการประเมินระดับ สถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการปรับปรุงนโยบายหลักสูตรโครงการหรือวิธีการจัดการ เรียนการสอนตลอดจนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามแนวทางการ ประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัดการศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้น พื้นฐานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานผู้ปกครอง 3. การประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขตพื้นที่ การศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อใช้เป็นข้อมูล พื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ เขตพื้นที่การศึกษาตามภาระความรับผิดชอบสา มารถ ดำเนินการโดยประเมินคุณภาพผู้เรียนด้วยวิธีการและเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานที่จัดทำและดำเนินการ โดยเขตพื้นที่การศึกษาหรือด้วยความ ร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดและหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังได้จากการตรวจสอบทบทวน ข้อมูลจากการประเมินระดับสถานศึกษาในเขตพื้นที่ การศึกษา 4. การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐานการ เรียนรู้ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียนในชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 และ 5 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 5 เข้ารับการประเมินผลจากการประเมินใช้เป็น


12 ข้อมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผน ยกระดับคุณภาพ การจัดการศึกษาตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ ข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาในกา รตรวจสอบ ทบทวนพัฒนาคุณภาพผู้เรียนถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่จะต้องจัดระบบดูแล ช่วยเหลือ ปรับปรุง แก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามศักยภาพบนพื้นฐานความ แตกต่างระหว่างบุคคลที่จำแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการได้แก่ กลุ่มผู้เรียนทั่วไป กลุ่ม ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ กลุ่มผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาด้าน วินัยและพฤติกรรมกลุ่มผู้เรียนที่ปฏิเสธโรงเรียน กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม กลุ่ม พิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูลจากการประเมินจึงสำคัญมากในการดำเนินการ ช่วยเหลือผู้เรียนได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาและประสบความสำเร็จในการเรียน สถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษาจะต้องจัดทำระเบียบว่าด้วยการวัดและ ประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่เป็น ข้อกำหนดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายถือปฏิบัติ ร่วมกัน หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 หลักการของหลักสูตร 1. เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหลังมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า ด้าน วิชาชีพที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนการศึกษาแห่งชา ติเป็นไปตาม กรอบคุณวุฒิแห่งชาติมาตรฐานการศึกษาของชาติและกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติเพื่อผลิตและ พัฒนากำลังคนระดับฝีมือให้มีสมรรถนะมีคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพสามารถ ประกอบอาชีพได้ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ 2. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้อย่างกว้างขวางเน้นสมรรถนะเฉพาะด้านด้วย การปฏิบัติจริงสามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียนเปิดโอกา สให้ผู้เรียน สามารถ เทียบโอนผลการเรียนสะสมผลการเรียนเทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากแหล่ง วิทยาการสถาน ประกอบการและสถานประกอบอาชีพอิสระ 3. เป็นหลักสูตรที่สนับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่าง หน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน 4. เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาสถานประกอบการชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมใน การพัฒนาหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการโดยยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพและสอดคล้องกับสภาพ ยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ


13 จุดหมายของหลักสูตร 1. เพื่อให้มีความรู้ทักษะและประสบการณ์ในงานอาชีพสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ สามารถนําไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพเลือกวิถีการดำรงชีวิตและการ ประกอบอาชีพ ได้อย่างเหมาะสมกับตน สร้างสรรค์ความเจริญต่อชุมชน ท้องถิ่นและประเทศชาติ 2. เพื่อให้เป็นผู้มีปัญญามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใฝ่เรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและการ ประกอบอาชีพ มีทักษะการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะการ คิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาทักษะด้านสุขภาวะและความปลอดภัยตลอดจนทักษะการจัดการ สามารถสร้างอาชีพและพัฒนาอาชีพให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ 3. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพมีความมั่นใจและภาคภูมิใจในวิชาชีพที่เรียน รักงาน รัก หน่วยงาน สามารถทำงานเป็นหมู่คณะได้ดีโดยมีความเคารพในสิทธิและหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น 4. เพื่อให้เป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงามทั้งในการทำงานการอยู่ร่วมกันการต่อต้านควา ม รุนแรงและสารเสพติดมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวหน่วยงานท้องถิ่นและประเทศชาติดำรงตนตาม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เข้าใจและเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่นมีจิตสาธารณะและจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี 5. เพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดีมีคุณธรรม จริยธรรม และวินัยในตนเองมีสุขภาพ อนามัยที่ สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจเหมาะสมกับงานอาชีพ 6. เพื่อให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสังคมการเมืองของประเทศ และ โลกความรักชาติสำนึกในความเป็นไทยเสียสละเพื่อส่วนรวมดำรงรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักเกณฑ์การใช้ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562 1.การเรียนการสอน 1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียนที่กำหนด และนำผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้สามารถขอเทียบโอนผลการเรียนและขอเทียบ โอนความรู้และประสบการณ์ได้ 1.2 การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริงสามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลาย รูปแบบเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในหลักการวิธีการและการดำเนินงานมีทักษะการปฏิบัติงาน ตามแบบแผนในขอบเขตสำคัญและบริบทต่างๆ ที่สัมพันธ์กันซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานประจำให้คำแนะนำ พื้นฐานที่ต้องใช้ในการตัดสินใจวางแผนและแก้ไขปัญหาโดยไม่อยู่ภายใต้การควบคุมในบา งเรื่อง สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ทักษะทางวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการแก้ปัญหา และการปฏิบัติงานในบริบทใหม่ รวมทั้งรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นตลอดจนมีคุณธรรมจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพเจตคติและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำงาน


14 2. การจัดการศึกษาและเวลาเรียน การจัดการศึกษาในระบบปกติใช้ระยะเวลา 3 ปีมีการจัดเวลาเรียนให้ดำเนินการ ดังนี้ 2.1 ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติหรือระบบทวิภาค ภาค เรียนละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผลโดยมีเวลาเรียนและจำนวนหน่วยกิตตามที่กำหนดและ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร 2.2 การเรียนในระบบชั้นเรียนให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำการสอนไม่น้อย กว่าสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ ไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดยกำหนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ 60 นาที 3. การคิดหน่วยกิต ให้มีจำนวนหน่วยกิต ตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 103 - 110 หน่วยกิต การคิดหน่วยกิต ถือ เกณฑ์ดังนี้ 3.1 รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปรายจำนวน 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 18 ชั่วโมง ต่อภาคเรียนรวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.2 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ จำนวน 2 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ หรือ 36 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.3 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึก ปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม จำนวน 3 ชั่วโมง ต่อ สัปดาห์ หรือ 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่า เท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.4 การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาค ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่าจำนวน 54 ชั่วโมงต่อภาค เรียน รวมเวลาการวัดผลมีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่าจำนวน 4 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.6 การทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวม เวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 4. โครงสร้างหลักสูตร โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 แบ่งเป็น 3 หมวดวิชา และกิจกรรมเสริมหลักสูตร ดังนี้ ไม่น้อยกว่า 22 หน่วยกิต 4.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง 4.1.1 กลุ่มวิชาภาษาไทย 4.1.2 กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ 4.1.3 กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ 4.1.4 กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ 4.1.5 กลุ่มวิชาสังคมศึกษา


15 4.1.6 กลุ่มวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ไม่น้อยกว่า 71 หน่วยกิต 4.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ 4.2.1 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน 4.2.2 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ 4.2.3 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก 4.2.4 ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ 4.2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 4.3 หมวดวิชาเลือกเสรี ไม่น้อยกว่า 10 หน่วยกิต หน่วยกิต 4.4 กิจกรรมเสริมหลักสูตร (2 ชั่วโมง/สัปดาห์) หมายเหตุ 1. จำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชาและกลุ่มวิชาในหลักสูตรให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน โครงสร้างของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา 2. การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะจะ เป็นรายวิชาบังคับที่สะท้อนความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพด้านสมรรถนะวิชาชีพ ของสาขาวิชาซึ่งยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพจึงต้องพัฒนากลุ่มรายวิชาให้ครบจำนวนหน่วยกิตที่กำหนด และผู้เรียนต้องเรียนทุกรายวิชา 3. สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาเลือกตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และหรือพัฒนาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตามยุทธศาสตร์ภูมิภา ค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั้งนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและมาตรฐาน การศึกษาวิชาชีพที่ประเภทวิชาสาขาวิชาและสาขางานกำหนด การประเมินผลการเรียน เน้นการประเมินสภาพจริง ทั้งนี้ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่า ด้วยการจัด การศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร 1.ได้รายวิชาและจำนวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชาครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชาและตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด 2.ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 3.ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ 4.ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนดและ “ผ่าน” ทุกภาคเรียน


16 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 หลักการของหลักสูตร 1.เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงเพื่อพัฒนากำลังคนระดับเทคนิคให้มี สมรรถนะมีคุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพสามารถประกอบอาชีพได้ตรงตามความ ต้องการของตลาดแรงงานและการประกอบอาชีพอิสระสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติและแผนการศึกษาแห่งชาติเป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติมาตรฐานการศึกษา ของชา ติ และกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ 2.เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้อย่างกว้างขวางเน้นสมรรถนะเฉพา ะด้านด้วย การปฏิบัติจริงสามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียนเปิดโอกา สให้ผู้เรียน สามารถเทียบโอนผลการเรียนสะสมผลการเรียนเทียบโอนความรู้และประสบการณ์จากแหล่ง วิทยาการสถานประกอบการและสถานประกอบอาชีพอิสระ 3.เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะในการประกอบอาชีพมีความรู้เต็ม ภูมิปฏิบัติได้จริง มีความเป็นผู้นำและสามารถทำงานเป็นหมู่คณะได้ดี 4.เป็นหลักสูตรที่สนับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกันระหว่าง หน่วยงานและองค์กร ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน 5.เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาสถานประกอบการชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมใน การ พัฒนาหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับสภาพยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเพื่อเพิ่ม ขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จุดหมายของหลักสูตร 1. เพื่อให้มีความรู้ทางทฤษฎีและเทคนิคเชิงลึกภายใต้ขอบเขตของงานอาชีพมีทักษะด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตและงานอาชีพสามารถศึกษา ค้นคว้า เพิ่มเติมหรือศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น 2. เพื่อให้มีทักษะและสมรรถนะในงานอาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพสามารถบูรณาการความรู้ ทักษะจากศาสตร์ต่างๆ ประยุกต์ใช้ในงานอาชีพสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 3. เพื่อให้มีปัญญามีความคิดสร้างสรรค์มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์วางแผนบริหาร จัดการตัดสินใจแก้ปัญหาประสานงานและประเมินผลการปฏิบัติงานอาชีพมีทักษะการเรียนรู้แสวงหา ความรู้และแนวทางใหม่ๆ มาพัฒนาตนเองและประยุกต์ใช้ในการสร้างงานให้สอดคล้องกับวิชาชีพและ การพัฒนางานอาชีพอย่างต่อเนื่อง 4. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพมีความมั่นใจและภาคภูมิใจในงานอาชีพรักงานรักหน่วยงาน สามารถทำงานเป็นหมู่คณะได้ดีมีความภาคภูมิใจในตนเองต่อการเรียนวิชาชีพ


17 5. เพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดีมีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ มีวินัย มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงทั้ง ร่างกายและจิตใจ เหมาะสมกับการปฏิบัติงานในอาชีพนั้น ๆ 6. เพื่อให้เป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงามต่อต้านความรุนแรงและสารเสพติดทั้งในการ ทำงานการอยู่ร่วมกันมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวองค์กรท้องถิ่นและประเทศชาติอุทิศตนเพื่อสังคม เข้าใจและเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยภูมิปัญญาท้องถิ่นตระหนักในปัญหาและความสำคัญของ สิ่งแวดล้อม 7. เพื่อให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศโดย เป็น กำลังสำคัญในด้านการผลิตและให้บริการ 8. เพื่อให้เห็นคุณค่าและดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์ ปฏิบัติตนใน ฐานะพลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักเกณฑ์การใช้ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 1.การเรียนการสอน 1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้ทุกวิธีเรียนที่กำหนด และนำผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้สามารถขอเทียบโอนผลการเรียน และขอเทียบ โอนความรู้และประสบการณ์ได้ 1.2 การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริงสามารถจัดการเรียนการสอนได้หลากหลาย รูปแบบเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในหลักการวิธีการและการดำเนินงานมีทักษะการปฏิบัติงาน ตามแบบแผนและปรับตัวได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงสามารถบูรณาการและประยุกต์ใช้ความรู้และ ทักษะทางวิชาการที่สัมพันธ์กับวิชาชีพเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการตัดสินใจวา งแผน แก้ปัญหาบริหารจัดการประสานงานและประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสมมีส่วนร่วมในการ วางแผนและพัฒนาริเริ่มสิ่งใหม่มีความรับผิดชอบต่อตนเองผู้อื่นและหมู่คณะรวมทั้งมีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยที่เหมาะสมในการทำงาน 2. การจัดการศึกษาและเวลาเรียน 2.1 การจัดการศึกษาในระบบปกติสำหรับผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าในประเภทวิชาและสาขาวิชาตามที่หลักสูตรกำหนดใช้ระยะเวลา 2 ปี การศึกษาส่วนผู้เข้าเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าและผู้เข้าเรียนที่ สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าต่างประเภทวิชาและสาขาวิชาที่ กำหนดใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษาและเป็นไปตามเงื่อนไขที่หลักสูตรกำหนด 2.2 การจัดเวลาเรียนให้ดิวเนินการ ดังนี้


18 2.2.1 ในปีการศึกษาหนึ่งๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติหรือระบบ ทวิภาค ภาคเรียนละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผลโดยมีเวลาเรียนและจำนวนหน่วยกิตตา มที่ กำหนดและ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามที่เห็นสมควร 2.2.2 การเรียนในระบบชั้นเรียนให้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันเปิดทำ การ สอน ไม่น้อยกว่า สัปดาห์ละ 5 วัน ๆ ละไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดยกำหนดให้จัดการเรียนการสอนคาบละ 60 นาที การคิดหน่วยกิต ให้มีจำนวนหน่วยกิต ตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 83 - 90 หน่วยกิต การ คิด หน่วยกิต ถือเกณฑ์ดังนี้ 3.1 รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปราย 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 18 ชั่วโมง ต่อภาค เรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.2 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ 2 ชั่วโมงต่อ สัปดาห์ หรือ 36 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.3 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.4 การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวม เวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3.6 การทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อภาคเรียน รวม เวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 4. โครงสร้างหลักสูตร โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 แบ่งเป็น 3 หมวด วิชาและกิจกรรมเสริมหลักสูตร ดังนี้ ไม่น้อยกว่า 21 หน่วยกิต 4.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง 4.1.1 กลุ่มวิชาภาษาไทย 4.1.2 กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ 4.1.3 กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ 4.1.4 กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์ 4.1.5 กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ 4.1.6 กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ ไม่น้อยกว่า 56 หน่วยกิต 4.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ 4.2.1 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน


19 4.2.2 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ 4.2.3 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือก 4.2.4 ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ 4.2.5 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 6 หน่วยกิต 4.3 หมวดวิชาเลือกเสรี 4.4 กิจกรรมเสริมหลักสูตร (2 ชั่วโมง/สัปดาห์) หมายเหตุ 1. จำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชาและกลุ่มวิชาในหลักสูตรให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ใน โครงสร้างของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา 2. การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะจะ เป็นรายวิชาบังคับที่สะท้อนความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพด้านสมรรถนะวิชาชีพ ของสาขาวิชาซึ่งยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพจึงต้องพัฒนากลุ่มรายวิชาให้ครบจำนวนหน่วยกิตที่กำหนด และผู้เรียนต้องเรียนทุกรายวิชา 3. สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาเลือกตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และหรือพัฒนาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตามยุทธศาสตร์ภูมิภา ค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั้งนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและมาตรฐาน การศึกษาวิชาชีพที่ประเภทวิชาสาขาวิชาและสาขางานกำาหนด การประเมินผลการเรียน เน้นการประเมินสภาพจริงทั้งนี้ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัด การศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร 1. ได้รายวิชาและจำนวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชา ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ใน หลักสูตร แต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา และตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำาหนด 2. ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 3. ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐาน วิชาชีพ 4. ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนดและ “ผ่าน” ทุกภาคเรียน หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช 2562 เป้าหมายการอาชีวศึกษา (มาตรา 6) เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนในด้านวิชาชีพระดับ ฝีมือ ระดับ เทคนิคและระดับเทคโนโลยี รวมทั้งเป็นการยกระดับการศึกษาวิชาชีพให้สูงขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับ


20 ความต้องการของตลาดแรงงาน โดยนำความรู้ในทางทฤษฎีอันเป็นสากลและภูมิปัญญาไทยมาพัฒนา ผู้รับการศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถในทางปฏิบัติและมีสมรรถนะจนสามารถนำไปประกอบอาชีพ ในลักษณะผู้ปฏิบัติหรือผู้ ประกอบอาชีพโดยอิสระได้การจัดอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ (มาตรา 9) ให้จัดตามหลักสูตร ที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด ดังต่อไปนี้ 1.หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ 2.หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง 3.หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยี/ปฏิบัติการ 4. หลักสูตรเพื่ออาชีพ/ศึกษาต่อ/กลุ่มเฉพาะ การจัดการศึกษา การจัดการศึกษาในระบบและระบบทวิภาคีใช้ระยะเวลา 2 ปีการศึกษา การจัดภาคเรียนให้ ใช้ระบบทวิภาค โดยกําหนดให้ 1 ปีการศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ภาคเรียน และใน 1 ภาคเรียนปกติ มี ระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 18 สัปดาห์ สำหรับภาคเรียนฤดูร้อนให้กำหนดระยะเวลาและจำนวน หน่วยกิตให้มีสัดส่วนเทียบเคียงกันได้กับภาคเรียนปกติการจัดภาคเรียนระบบอื่นให้แสดงรายละเอียด เกี่ยวกับระบบการศึกษานั้นรวมทั้งการเทียบเคียงหน่วยกิตกับระบบทวิภาคไว้ในหลักสูตรให้ชัดเจน การคิดหน่วยกิตต่อภาคเรียน 1.รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปราย ไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต 2. รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ ไม่น้อยกว่า 36 ชั่วโมงเท่ากับ 1 หน่วยกิต 3. รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม ไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต 4. การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต 5. การฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพในสถานประกอบการ ไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วยกิต 6. การทำโครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 54 ชั่วโมง เท่ากับ 2 หน่วยกิต มีจํานวน หน่วยกิตรวมระหว่าง 72 - 87 หน่วยกิต โครงสร้างหลักสูตร 1. หมวดวิชาทักษะชีวิต ประกอบด้วยกลุ่มวิชาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในกา รปรับตัว และดำเนินชีวิตในสังคม สมัยใหม่เห็นคุณค่าของตนและการพัฒนาตนมีความใฝ่รู้แสวงหาและพัฒนา ความรู้ใหม่ม ร ความสามารถในการใช้เหตุผลการคิดวิเคราะห์การแก้ปัญหาและการจัดการมีทักษะใน การสื่อสารการ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการทำงานร่วมกับผู้อื่นมีคุณธรรม จริยธรรม มนุษย สัมพันธ์ รวมถึงความ รับผิดชอบต่อตนเองและสังคมรวมไม่น้อยกว่า 15 หน่วยกิต


21 การจัดวิชาในหมวดวิชาทักษะชีวิตสามารถทำได้ในลักษณะเป็นรายวิชาหรือลักษณะบูรณา การ ให้ครอบคลุมกลุ่มวิชาภาษาไทย กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มวิชา คณิตศาสตร์ กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุ จุดประสงค์ของหมวดวิชาทักษะชีวิต 2. หมวดวิชาทักษะวิชาชีพ ประกอบด้วยกลุ่มวิชาที่พัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะวิชาชีพมี ความสามารถในการคิด วิเคราะห์วางแผนจัดการประเมินผลแก้ปัญหาควบคุมงานสอนงานและพัฒนา งานโดยบูรณาการ ความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานรวมทั้งประยุกต์สู่อาชีพ รวมไม่น้อยกว่า 51 หน่วยกิต ประกอบด้วย 4 กลุ่ม ดังนี้ 2.1 กลุ่มทักษะวิชาชีพเฉพาะ 2.2 กลุ่มทักษะวิชาชีพเลือก 2.3 ฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพ 2.4 โครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ ในการกำหนดให้เป็นสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งต้องศึกษากลุ่มทักษะวิชาชีพเฉพาะใน สาขาวิชา นั้น ๆ รวมไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต นอกจากนี้กำหนดให้มีโครงการพัฒนาทักษะวิชาชีพ จำนวน 5 หน่วยกิต ในกรณีที่จัดการศึกษาระบบทวิภาคีอาจยกเว้นการฝึกประสบการณ์ทักษะวิชาชีพ ได้ 3.หมวดวิชาเลือกเสรีประกอบด้วยวิชาที่เกี่ยวกับทักษะชีวิตหรือทักษะวิชาชีพเพื่อเปิดโอกาส ให้ ผู้เรียนเลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจเพื่อการประกอบอาชีพหรือการศึกษาต่อรวมไม่ น้อย กว่า 6 หน่วยกิต การยกเว้นการเรียนรายวิชาในหมวดวิชาทักษะชีวิตหมวดวิชาทักษะวิชาชีพและหมวดวิชา เลือกเสรีสามารถทำได้โดยการเทียบโอนผลการเรียนหรือโดยการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ เข้าสู่หน่วยกิตตามหลักสูตรตามหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด การวัดผลและประเมินผลการเรียน และการสำเร็จการศึกษา 1. การวัดผลและประเมินผลการเรียนให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการ จัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ 2. การสําเร็จการศึกษาต้องได้จำนวนหน่วยกิตสะสมครบถ้วนตามโครงสร้างที่กำหนดไว้ใน หลักสูตรและได้คะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 จากระบบ 4 ระดับคะแนนและผ่านการประเมิน มาตรฐานวิชาชีพการให้ปริญญาตรีเกียรตินิยมให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 34 กำหนดให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาจัดทำมาตรฐานการอุดมศึกษาที่สอดคล้องกับ


22 ความต้องการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของ ชาติโดยคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา คณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานการอุดมศึกษาเพื่อใช้เป็นกลไก ระดับกระทรวง ระดับคณะกรรมการการอุดมศึกษา และระดับหน่วยงานเพื่อนำไปสู่การกำ หนด นโยบายของสถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนาการอุดมศึกษาต่อไป อาศัยอำนาจตามควา มในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารรา ชกา ร กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 4546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยคำแนะนำของ คณะกรรมการการอุดมศึกษาในคราวประชุมครั้งที่ 7/2549 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 จึงประกาศ มาตรฐานการอุดมศึกษาไว้ดังต่อไปนี้ มาตรฐานการอุดมศึกษาประกอบด้วย มาตรฐาน 3 ด้าน 12 ตัวบ่งชี้ ดังนี้ 1. มาตรฐานด้านคุณภาพบัณฑิต บัณฑิตระดับอุดมศึกษาเป็นผู้มีความรู้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความสามารถในการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองสามารถประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อการดำรงชีวิต ในสังคมได้อย่างมีความสุขทั้งทาง ร่างกายและจิตใจมีความสำนึกและความรับผิดชอบในฐานะ พลเมืองและพลโลก ตัวบ่งชี้ 1. บัณฑิตมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในศาสตร์ของตนสามารถเรียนรู้สร้างและประยุกต์ใช้ ความรู้เพื่อพัฒนาตนเองสามารถปฏิบัติงานและสร้างงานเพื่อพัฒนาสังคมให้สามารถแข่งขันได้ใน ระดับสากล 2. บัณฑิตมีจิตสำนึกดำรงชีวิตและปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม 3. บัณฑิตมีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีการดูแล เอาใจใส่ รักษา สุขภาพของตนเอง อย่างถูกต้องเหมาะสม 2. มาตรฐานด้านการบริหารจัดการการอุดมศึกษา มีการบริหารจัดการการ อุดมศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลและพันธกิจของการอุดมศึกษาอย่างมี ดุลยภาพ ก. มาตรฐานด้านธรรมาภิบาลของการบริหารการอุดมศึกษามีการบริหารจัดการการ อุดมศึกษา ตามหลักธรรมาภิบาลโดยคำนึงถึงความหลากหลายและความเป็นอิสระทางวิชาการ ตัวบ่งชี้ 1. มีการบริหารจัดการบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมีความยืดหยุ่นสอดคล้อง กับความต้องการที่หลากหลายของประเภทสถาบันและสังคมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงานอย่าง มีอิสระทางวิชาการ


23 2. มีการบริหารจัดการทรัพยากรและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มี ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลคล่องตัวโปร่งใสและตรวจสอบได้มีการจัดการศึกษาผ่านระบบและ วิธีการต่างๆ อย่างเหมาะสมและคุ้มค่าคุ้มทุนอย่างต่อเนื่อง 3. มีระบบการประกันคุณภาพเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการอุดมศึกษา ข. มาตรฐานด้านพันธกิจของการบริหารการอุดมศึกษาการดำเนินงานตามพันธกิจ ของการ อุดมศึกษาทั้ง 4 ด้าน อย่างมีดุลยภาพโดยมีการประสานความร่วมมือรวมพลังจา กทุกภาค ส่วนของ ชุมชนและสังคมในการจัดการความรู้ ตัวบ่งชี้ 1. มีหลักสูตรและการเรียนการสอนที่ทันสมัยยืดหยุ่นสอดคล้องกับความต้องการที่ หลากหลายของประเภทสถาบันและสังคมโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนแบบผู้เรียน เป็นสำคัญเน้นการเรียนรู้และการสร้างงานด้วยตนเองตามสภาพจริงใช้การวิจัยเป็นฐานมีการประเมิน และใช้ผลการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและการบริหารจัดการหลักสูตรตลอดจนมีการบริหารกิจการ นิสิตนักศึกษาที่เหมาะสมสอดคล้องกับหลักสูตรและการเรียนการสอน 2. มีการวิจัยเพื่อสร้างและประยุกต์ใช้องค์ความรู้ใหม่ที่เป็นการขยายพรมแดนความรู้และ ทรัพย์สินทางปัญญาที่เชื่อมโยงกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมตา มศักยภา พ ของ ประเภทสถาบันมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประกาศตามที่มาตรา 34 แห่ง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พศ. 2542 ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 กำหนดให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาเสนอมาตรฐานการอุดมศึกษาที่ สอดคล้องกับความต้องการของสังคมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนการศึกษา แห่งชาติโดยคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาระดับ ปริญญาตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาแต่ละแห่งและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการ การอุดมศึกษาจึงได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษา เพื่อ นำไปสู่ การพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาตามกลุ่มสถาบันที่มีปรัชญาวัตถุประสงค์และพันธกิจในการจัดตั้ง ที่ แตกต่างกันเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 และมาตรา 16 แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการ สถาบันอุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันได้ในระดับ นานาชาติ ของสังคมและประเทศชาติ 3. มีการให้บริการวิชาการที่ทันสมัยเหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของสังคมตา ม ระดับความเชี่ยวชาญของประเภทสถาบันมีการประสานความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา กับ ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนของสังคม และประเทศชาติ


24 4. มีการอนุรักษ์ฟื้นฟู สืบสาน พัฒนา เผยแพร่ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น เพื่อ เสริมสร้าง ความรู้ความเข้าใจและความภาคภูมิใจในความเป็นไทยมีการปรับใช้ศิลปะวัฒนธรรม ต่างประเทศ อย่างเหมาะสมเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ 3. มาตรฐานด้านการสร้างและพัฒนาสังคมฐานความรู้ สังคมแห่งการเรียนรู้ การ แสวงหา การสร้างและจัดการความรู้ตามแนวทาง/หลักการอันนำไปสู่สังคมฐานความรู้และสังคมแห่ง การ เรียนรู้ ตัวบ่งชี้ 1. มีการแสวงหา การสร้าง และการใช้ประโยชน์ความรู้ทั้งส่วนที่เป็นภูมิปัญญา ท้องถิ่น และ เทศเพื่อเสริมสร้างสังคมฐานความรู้ 2. มีการบริหารจัดการความรู้อย่างเป็นระบบโดยใช้หลักการวิจัยแบบบูรณาการ หลักการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้หลักการสร้างเครือข่ายและหลักการประสานความร่วมมือรวมพลังอัน นำไปสู่สังคม แห่งการเรียนรู้ เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี โดยที่เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2548 ได้ประกาศใช้ มาเป็นระยะเวลา หนึ่ง จึงมีความจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าวสำหรับการผลิตบั ณฑิต ระดับอุดมศึกษาที่เหมาะสมกับพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วโดยมีเจตนารมณ์ให้เกณฑ์ มาตรฐานหลักสูตรระดับ ปริญญาตรี พ.ศ. 2554 รองรับการบริหารจัดการหลักสูตรที่มีลักษณะที่ แตกต่างตามจุดเน้นของสาขาวิชาการ และวิชาชีพต่างๆ ตอบสนองการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภา พ สอดคล้องกับกรอบมาตรฐาน คุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติตลาดแรงงานความก้าวหน้าของศาสตร์ และเทคโนโลยีรวมทั้งบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบ บริหาร ราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยคำแนะนำ ของ คณะกรรมการการอุดมศึกษา ในคราวประชุมครั้งที่ 8/2558 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 จึงออก ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2558” ดังต่อไปนี้ 1. ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ นี้เรียกว่า “เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับ ปริญญาตรี พ.ศ. 2558" 2. ให้ใช้ประกาศกระทรวงนี้สำหรับหลักสูตรระดับปริญญาตรีทุกสาขาวิชา ที่จะเปิดใหม่ และ หลักสูตรเก่าที่จะปรับปรุงใหม่ของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนและให้ใช้บังคับตั้งแต่วัน ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 3. ให้ยกเลิก


25 3.1 ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับ ปริญญา ตรี พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 3.2 ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “การจัดการศึกษา หลักสูตรระดับ ปริญญา ตรี (ต่อเนื่อง) ของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2553 ลงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553 4. ในประกาศกระทรวงนี้ “อาจารย์ประจำ” หมายถึง บุคคลที่ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ผู้ช่วย ศาสตราจารย์รอง ศาสตราจารย์และศาสตราจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรนั้นที่มี หน้าที่รับผิดชอบตาม พันธกิจของการอุดมศึกษาและปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา สำหรับอาจารย์ประจำที่สถาบันอุดมศึกษารับเข้าใหม่ตั้งแต่เกณฑ์มาตรฐานนี้เริ่มบังคับใช้ ต้องมีคะแนนทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการ การอุดมศึกษา เรื่อง มาตรฐานความสามารถภาษาอังกฤษของอาจารย์ประจำ “อาจารย์ประจำ หลักสูตร” หมายถึง อาจารย์ ประจำที่มีคุณวุฒิตรงหรือ สัมพันธ์กับสาขาวิชาของหลักสูตรที่เปิดสอน ซึ่งมีหน้าที่สอนและค้นคว้าวิจัยในสาขา วิชาดังกล่าว ทั้งนี้ สามารถเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรหลาย หลักสูตรได้ในเวลาเดียวกัน แต่ต้องเป็นหลักสูตร ที่อาจารย์ผู้นั้นมีคุณวุฒิตรงหรือสัมพันธ์กับสาขาวิชา ของหลักสูตร “อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร” หมายถึง อาจารย์ประจำหลักสูตรที่มี ภาระหน้าที่ใน การบริหารและพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน ตั้งแต่การ วางแผน การควบคุมคุณภาพ การ ติดตามประเมินผลและการพัฒนาหลักสูตร อาจารย์ผู้รับผิดชอบ หลักสูตร ต้องอยู่ประจำหลักสูตรนั้น ตลอดระยะเวลาที่จัดการศึกษา โดยจะเป็นอาจารย์ ผู้รับผิดชอบหลักสูตรเกินกว่า 1 หลักสูตรในเวลา เดียวกันไม่ได้ยกเว้น พหุวิทยาการ หรือสหวิทยาการ ให้เป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรได้ อีกหนึ่ง หลักสูตร และอาจารย์ ผู้รับผิดชอบหลักสูตรสามารถซ้ำได้ไม่เกิน 2 คน “อาจารย์พิเศษ” หมายถึง ผู้สอนที่ไม่ใช่อาจารย์ประจำ 5. ปรัชญา และวัตถุประสงค์ มุ่งให้การผลิตบัณฑิตมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับแผนพัฒนา การศึกษาระดับ อุดมศึกษา ของชาติ ปรัชญาของการอุดมศึกษาปรัชญาของสถาบันอุดมศึกษา และ มาตรฐานวิชาการและวิชาชีพ ที่เป็นสากล ให้การผลิตบัณฑิตระดับอุดมศึกษาอยู่บนฐานควา มเชื่อว่า กำลังคนที่มีคุณภาพต้องเป็น บุคคลที่มีจิตสำนึกของความเป็นพลเมืองดีที่สร้างสรรค์ ประโยชน์ต่อ สังคมและมีศักยภาพในการพึ่งพา ตนเองบนฐานภูมิปัญญาไทย ภายใต้กรอบศีลธรรมจรรยาอันดีงาม เพื่อนำพาประเทศสู่การพัฒนาที่ ยั่งยืนและทัดเทียมมาตรฐานสากล ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับส่งเสริมกระบวนการผลิตบัณฑิตที่เน้นการพัฒนา ผู้เรียน ให้มี ลักษณะของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรม ภายใต้กระแส โลกา ภิวัตน์ ที่มีการสื่อสารแบบไร้พรมแดน มีศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิตมีควา มสา มา รถในการ ปฏิบัติงานได้ตามกรอบ มาตรฐานและจรรยาบรรณที่กำหนด สามารถสร้างสรรค์งานที่เกิดประโยชน์ ต่อตนเองและสังคม ทั้งในระดับท้องถิ่นและสากล โดยแบ่ง หลักสูตรเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้


26 5.1 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาการ แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ 5.1.1 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาการที่มุ่งผลิตบัณฑิตให้มีความรอบรู้ทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติเน้นความรู้และทักษะด้านวิชาการ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง ได้อย่างสร้างสรรค์ 5.1.2 หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาการ ซึ่งเป็นหลักสูตรปริญญา ตรี สำหรับผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถระดับสูง โดยใช้ หลักสูตรปกติที่เปิดสอนอยู่แล้วให้รองรับศักยภาพของผู้เรียน โดยกำหนดให้ผู้เรียนได้ศึกษาบาง รายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษาที่เปิดสอนอยู่แล้ว และสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ทำวิจัยที่ลุ่มลึกทางวิชาการ 5.2 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ 5.2.1 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ที่มุ่งผลิตบัณฑิต ให้มีความ รอบรู้ ทั้ง ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เน้นความรู้ สมรรถนะและทักษะด้านวิชาชีพ ตามข้อกำหนดของ มาตรฐานวิชาชีพ หรือมีสมรรถนะและทักษะด้านการปฏิบัติเชิงเทคนิค ในศาสตร์สาขาวิชานั้น ๆ โดย ผ่านการฝึกงานในสถาน ประกอบการ หรือสหกิจศึกษา ๆ หลักสูตรแบบนี้เท่านั้นที่จัดหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ได้ เพราะมุ่งผลิต บัณฑิต ที่มีทักษะการปฏิบัติการอยู่แล้ว ให้มีความรู้ด้านวิชาการมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้รับการฝึกปฏิบัติ ขั้นสูง เพิ่มเติม หลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร ปริญญาตรี และ จะต้อง สะท้อนปรัชญาและเนื้อหาสาระของหลักสูตรปริญญาตรีนั้น ๆ โดยครบถ้วน และให้ระบุคำว่า “ต่อเนื่อง” ในวงเล็บต่อท้ายชื่อหลักสูตร 5.2.2 หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ซึ่งเป็นหลักสูตร สำหรับ ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้สมรรถนะทางวิชาชีพหรือ ปฏิบัติการขั้นสูง โดยใช้หลักสูตรปกติที่เปิดสอนอยู่แล้ว ให้รองรับศักยภาพของผู้เรียน โดยกำหนดให้ ผู้เรียนได้ศึกษาบางรายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษาที่เปิดสอนอยู่แล้ว และทำวิจัยที่ลุ่มลึกหรือได้รับการ ฝึกปฏิบัติขั้นสูงในหน่วยงาน องค์กร หรือสถานประกอบการ หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาการหรือทางวิชาชีพ หรือปฏิบัติการ ต้องมี การเรียนรายวิชาระดับบัณฑิตศึกษาไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต 6.ระบบการจัดการศึกษา ใช้ระบบทวิภาคโดย 1 ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ภาค การศึกษา ปกติ 1 ภาคการศึกษา ปกติมีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 15 สัปดาห์ สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดการศึกษาภาคฤดูร้อนให้กำหนดระยะเวลาและจำนวนหน่วยกิตโดย มีสัดส่วนเทียบเคียงกันได้กับการศึกษาภาคปกติสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาในระบบไตรภาค หรือระบบจตุรภาค ให้ถือแนวทางดังนี้


27 ระบบไตรภาค 1 ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ภาคการศึกษาปกติ 1 ภาคการศึกษาปกติ มี ระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 12 สัปดาห์ โดย 1 หน่วยกิตระบบไตรภาค เทียบได้กับ 12/15 หน่วยกิตระบบทวิภาค หรือ 4 หน่วยกิต ระบบทวิภาค เทียบได้กับ 5 หน่วยกิตระบบไตรภาค ระบบจตุรภาค 1 ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น 4 ภาคการศึกษาปกติ ภาคการศึกษาปกติ มี ระยะเวลา ศึกษาไม่น้อยกว่า 10 สัปดาห์ โดย 1 หน่วยกิตระบบจตุรภาค เทียบได้กับ 10/15 หน่วยกิต ระบบทวิภาค หรือ 2 หน่วยกิต ระบบทวิภาค เทียบได้กับ 3 หน่วยกิตระบบจตุรภาค สถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาระบบอื่นให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับระบบการศึกษานั้น รวมทั้งรายละเอียดการเทียบเคียงหน่วยกิตกับระบบทวิภาคไว้ใน หลักสูตรให้ชัดเจนด้วย 7. การคิดหน่วยกิต 7.1 รายวิชาภาคทฤษฎี ที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปรายปัญหาไม่น้อยกว่า 15 ชั่วโมง ต่อภาค การศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิตระบบทวิภาค 7.2 รายวิชาภาคปฏิบัติ ที่ใช้เวลาฝึกหรือทดลองไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมง ต่อภาค การศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิตระบบทวิภาค 7.3 การฝึกงานหรือการฝึกภาคสนาม ที่ใช้เวลาฝึกไม่น้อยกว่า 45 ชั่วโมง ต่อภาค การศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิตระบบทวิภาค 7.4 การทำโครงงานหรือกิจกรรมการเรียนอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมาย ที่ใช้เวลาทำ โครงงาน หรือกิจกรรมนั้นๆ ไม่น้อยกว่า 45 ชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต ระบบทวิภาค 8. จำนวนหน่วยกิตรวมและระยะเวลาการศึกษา 8.1 หลักสูตรปริญญาตรี (4 ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 120 หน่วยกิต ใช้เวลา ศึกษาไม่เกิน 4 ปีการศึกษา สําหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา และไม่เกิน 12 ปีการศึกษา สําหรับการ ลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลา 8.2 หลักสูตรปริญญาตรี ( 5 ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 150 หน่วยกิต ใช้เวลา ศึกษาไม่เกิน 10 ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนเต็ม เวลา และไม่เกิน 15 ปี การศึกษา สำหรับการ ลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลา 8.3 หลักสูตรปริญญาตรี (ไม่น้อยกว่า 5 ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 180 หน่วยกิต ใช้เวลาศึกษาไม่เกิน 12 ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา และไม่เกิน 18 ปี การศีกษาสําหรับการลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลา


28 8.4 หลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 72 หน่วย กิต ใช้ เวลาศึกษาไม่เกิน 4 ปีการศึกษา สำหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา และไม่เกิน 5 ปี การศึกษา สำหรับการ ลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลา ทั้งนี้ให้นับเวลาศึกษาจากวันที่เปิดภาคการศึกษา แรกที่รับเข้าศึกษาในหลักสูตรนั้น 9.โครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วยหมวดวิชาศึกษาทั่วไป หมวดวิชาเฉพาะและหมวดวิชา เลือกเสรีโดยมีสัดส่วนจำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชา ดังนี้ 9.1 หมวดวิชาศึกษาทั่วไป หมายถึง หมวดวิชาที่เสริมสร้างความเป็นมนุษย์ ที่ สมบูรณ์ ให้มีความรอบรู้อย่างกว้างขวาง เข้าใจและเห็นคุณค่าของตนเอง ผู้อื่น สังคม ศิลปวัฒนธรรม และ ธรรมชาติ ใส่ใจต่อความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ดำเนินชีวิตอย่างมี คุณธรรม พร้อมให้ความ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของสังคมไทยและสังคม โลก สถาบันอุดมศึกษาอาจจัดวิชาศึกษาทั่วไปในลักษณะเป็นรายวิชาหรือลักษณะบูรณาการใด ๆ ก็ได้ โดยผสมผสานเนื้อหาวิชาที่ครอบคลุมสาระของกลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ภาษาและกลุ่ม วิชาวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหมวดวิชาศึกษา ทั่วไป โดยให้มีจํานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต การจัดวิชาศึกษาทั่วไปสำหรับหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) อาจได้รับการยกเว้น รายวิชาที่ ได้ ศึกษามาแล้วในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือ ระดับอนุปริญญา ทั้งนี้ จำนวน หน่วยกิ ตของรายวิชาที่ ได้รับการยกเว้นดังกล่าว เมื่อนับ รวมกับรายวิชาที่จะศึกษาเพิ่มเติมใน หลักสูตร ปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ต้องไม่ น้อยกว่า 30 หน่วยกิต 9.2 หมวดวิชาเฉพาะ หมายถึง วิชาแกนวิชาเฉพาะด้านวิชาพื้นฐา นวิชา ชีพและ วิชาชีพ ที่มุ่งหมายให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจและปฏิบัติงานได้ โดยให้มีจำนวน หน่วยกิตรวม ดังนี้ 9.2.1 หลักสูตรปริญญาตรี (4 ปี) ทางวิชาการให้มีจำนวนหน่วยกิต หมวด วิชา เฉพาะรวมไม่น้อยกว่า 72 หน่วยกิต 9.2.2 หลักสูตรปริญญาตรี (4 ปี) ทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการให้มีจำนวน หน่วยกิต หมวดวิชาเฉพาะรวมไม่น้อยกว่า 72 หน่วยกิต โดยต้องเรียนวิชาทางปฏิบัติกา รตา มที่ มาตรฐานวิชาชีพกำหนด หากไม่มีมาตรฐานวิชาชีพกำหนดต้องเรียนวิชาทางปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิตและทางทฤษฎีไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต หลักสูตร(ต่อเนื่อง)ให้มีจำนวนหน่วยกิตหมวดวิชา เฉพาะรวมไม่น้อยกว่า 42 หน่วยกิต ในจำนวนนั้นต้องเป็นวิชาทางทฤษฎีไม่น้อยกว่า 14 หน่วยกิต 9.2.3 หลักสูตรปริญญาตรี (5 ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิตหมวดวิชา เฉพาะ รวมไม่ น้อยกว่า 40 หน่วยกิต 9.2.4 หลักสูตรปริญญาตรี (ไม่น้อยกว่า 5 ปี) ให้มีจำนวนหน่วยกิต หมวด วิชาเฉพาะรวมไม่น้อยกว่า 108 หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจจัดหมวดวิชาเฉพา ะในลักษณะ


29 วิชาเอกเดี่ยว วิชาเอกคู่ หรือวิชาเอกและวิชาโทก็ได้ โดยวิชาเอกต้องมีจำนวนหน่วยกิต ไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต และวิชาโทต้องมีจำนวหน่วยกิตไม่น้อยกว่า 15 หน่วยกิต ในกรณีที่จัดหลักสูตรแบบ วิชาเอกคู่ต้องเพิ่มจำนวนหน่วยกิตของวิชาเอกอีกไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต และให้มีจำนวนหน่วย กิตรวมไม่น้อยกว่า 150 หน่วยกิต สำหรับหลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าผู้เรียนต้องเรียนวิชาระดับ บัณฑิตศึกษาใน หมวดวิชาเฉพาะไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต 9.3 หมวดวิชาเลือกเสรี หมายถึง วิชาที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจตา มที่ ตนเองถนัดหรือสนใจ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเรียนรายวิชาใด ๆ ในหลักสูตรระดับปริญญาตรี โดยให้มีจำนวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 5 หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจยกเว้นหรือเทียบโอน หน่วยกิตรายวิชาในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป หมวดวิชาเฉพาะและหมวดวิชาเลือกเสรีให้กับนักศึกษาที่มี ความรู้ความสามารถที่สามารถวัดมาตรฐานได้ ทั้งนี้นักศึกษาต้องศึกษาให้ครบตามจำนวนหน่วยกิตที่ กำหนดไว้ในเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร และเป็นไปตามหลักเกณฑ์การเทียบโอนผลการเรียนระดับ ปริญญาเข้าสู่การศึกษาในระบบ และแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการเทียบโอนของสำนักงา น คณะกรรมการการอุดมศึกษา 10.เกณฑ์การวัดผลและการสำเร็จการศึกษา ให้สถาบันอุดมศึกษากำหนด เกณฑ์การวัดผล เกณฑ์ขั้นต่ำของแต่ละรายวิชา และเกณฑ์การสำเร็จ การศึกษาตามหลักสูตร โดยต้องเรียนครบตาม จำนวนหน่วยกิตที่กำหนดไว้ในหลักสูตร และต้องได้ระดับคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.00 จากระบบ 4 ระดับคะแนนหรือเทียบเท่า จึงถือว่าเรียนจบหลักสูตรปริญญาตรี สถาบันอุดมศึกษาที่ใช้ระบบการ วัดผลและการสำเร็จการศึกษาที่แตกต่างจากนี้ จะต้องกำหนดให้มีค่าเทียบเคียงกันได้ ปัจจุบันหลักสูตรไทย ยังไม่ได้มีการเน้นย้ำไปในเรื่องของการนำไปประยุกต์ ใช้ใน ชีวิตประจำวัน หลักสูตรไทยในปัจจุบันเน้นการให้การศึกษาที่รอบรู้แก่นักเรียน หลักสูตรนี้มี จุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และค่านิยมของนักเรียนในวิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษา และศิลปะ คุณลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของหลักสูตรไทยคือการเน้นการส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นไทย วัฒนธรรมและค่านิยม นักเรียนจะได้รับการสอนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ประเพณี และมรดกทาง วัฒนธรรมของประเทศไทย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่แนวทางที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางมากขึ้นใน หลักสูตรไทย ซึ่งหมายความว่ามีการมุ่งเน้นที่การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง การคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น จุดมุ่งหมายคือเพื่อพัฒนานักเรียนที่เป็นอิสระและ เรียนรู้ด้วยตนเอง


30 หลักสูตรไทยยังตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีในการศึกษาอีกด้วย มีการบูรณาการ เครื่องมือและทรัพยากรดิจิทัลในการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางเทคโนโลยีของนักเรียนและ เตรียมความพร้อมสำหรับยุคดิจิทัล นอกจากนี้ ยังมีความพยายามเพื่อให้การศึกษาแบบครอบคลุมในหลักสูตรไทย มีมาตรการ เพื่อสนับสนุนนักเรียนที่มีความต้องการด้านการศึกษาพิเศษและส่งเสริมการไม่แบ่งแยกในห้องเรียน มุ่งมั่นที่จะจัดเตรียมนักเรียนให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็นเพื่อประสบความสำเร็จในโลกยุคโลกา ภิ วัตน์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบุคคลที่รอบรู้ มีความรู้ นักคิดเชิงวิพากษ์ และเป็นผู้ช่วยเหลือสังคมอย่างแข็งขัน


31 บทที่ 2 สภาพปัญหา ของหลักสูตรประเทศไทย


32 บทที่ 2 สภาพปัญหา ของหลักสูตรประเทศไทย สภาพปัญหา ของหลักสูตรประเทศไทย หลักสูตรของประเทศไทยประสบปัญหาหลายประการ ประเด็นหลักประการหนึ่งคือการขาด ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการและความสนใจที่ หลากหลายของนักศึกษา หลักสูตรนี้มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเข้มงวดเกินไปและเน้นไปที่การท่องจำ มากกว่าการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการพัฒนาทักษะในทางปฏิบัติ ซึ่งอาจขัดขวางความสามารถ ของนักเรียนในการคิดอย่างสร้างสรรค์และนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริง ความท้าทายอีกประการหนึ่งคือเนื้อหาและวิธีการสอนที่ล้าสมัยในบางวิชา ในขณะที่โลก เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลักสูตรจำเป็นต้องตามให้ทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และประเด็นระดับโลก อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี หลักสูตรล้มเหลวในการบูรณาการควา มรู้ใหม่ๆ เหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างระหว่างความรู้และทักษะที่สอนในโรงเรียนกับควา มต้องการ ของตลาดงาน นายจ้างหลายรายในประเทศไทยแสดงความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมของบัณฑิตใน การเข้าสู่ตลาดแรงงาน หลักสูตรควรสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น และมอบทักษะที่จำเป็นสำหรับตลาดงานแก่นักเรียน หากมีโอกาสและทรัพยากรทางการศึกษาที่ แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างพื้นที่ชนบทและในเมือง โรงเรียนในชนบทมักขาดโครงสร้าง พื้นฐานที่เหมาะสม ครูที่มีคุณสมบัติ และการเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งสามารถขยายช่องว่างทางการศึกษา ได้มากขึ้น สภาพปัญหาของหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1. การไม่ได้ใช้ประโยชน์จากหลักสูตรอย่างเต็มที่ 2. แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรยังขาดความเป็นเอกภาพ 3. การเรียนการสอนจะเน้นสอนเนื้อหาวิชาตามหลักสูตรมากกว่าการพัฒนาการเด็กทําให้ เด็กเกิดความเครียด 4. การไม่ได้ใช้ประโยชน์จากหลักสูตรอย่างเต็มที่ 5. แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรยังขาดความเป็นเอกภาพ 6. ระบบการผลิตครูปฐมวัยจากค่านิยมของการเข้ารับราชการที่มีสวัสดิการที่ดีและมีความ มั่นคงในชีวิต เกิดความต้องการเพิ่มคุณวุฒิด้านการศึกษาของครูให้สูงขึ้นแต่ระบบการผลิตครูใน ปัจจุบันยังขาดกลไกในการคิดตามและประเมินคุณภาพ เช่น การเปิดรับครูปฐมวัยจํานวนมา กทําให้ อัตราส่วน ระหว่างอาจารย์กับจํานวนนักศึกษาไม่สอดคล้องกันส่งผลต่อประสิทธิภาพในด้านการเรียน การสอนเนื่องจากระบวนการพัฒนาครูปฐมวัยไม่สามารถทําได้ด้วยการบรรยายเท่านั้น แต่จําเป็นต้อง มีการ ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยมีอาจารย์ ที่เชี่ยวชาญ ด้านการศึกษาปฐมวัย มาดูแลอย่างใกล้ชิด


33 7. การขาดความรู้ความเข้าใจของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เนื่องจาก ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนา การที่ สําคัญตามช่วง วัยของเด็ก 8. การขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการศึกษาปฐมวัยของครู ผู้บริหารและ สถานศึกษาการขาดแคลนความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการส่งเสริมพัฒนาการด้าน สติปัญญาที่เหมาะสมกับวัยจึงทําให้ครูเน้นให้เด็กอ่านเขียนมากกว่าวัยและเน้นการสอนที่มีลักษณะให้ เด็กท่องจํามากกว่าทักษะด้านการคิด การตัดสินใจ ในขณะที่ผู้บริหารสถานศึกษาบางส่วน บริหารงาน เพื่อชื่อเสียงของโรงเรียนจึงเตรียมความพร้อมของเด็ก เพื่อการสอบแข่งขันมากกว่า การศึกษาเพื่อ พัฒนาศักยภาพของเด็ก รวมถึงปัญหาสถานศึกษาไม่สามารถจัดการศึกษา ที่มีคุณภาพ อย่างเท่าเทียม และทั่วถึง จึงทําให้เกิดการเรียนเพื่อสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ระดับอนุบาล 9. การเรียนการสอนจะเน้นสอนเนื้อหาวิชาตามหลักสูตรมากกว่าการพัฒนาการเด็กทําให้ เด็กเกิดความเครียด ซึ่งจากที่กล่าวมาข้างต้น บางหลักสูตรไม่ได้ประสบปัญหาเหล่านี้ สถาบันหลายแห่งกำ ลัง แก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและปรับหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม สภาพปัญหาของหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) 1. การจัดโครงสร้างหลักสูตรใหม่ทําให้ครูต้องสอนเนื้อหาหนักมากขึ้นและผู้เรียนต้องเรียน หนักมากขึ้น 2. ครูขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวหลักสูตร 3. ครูไม่มีเวลาศึกษาทําความเข้าใจหลักสูตรก่อนสอน 4. ครูไม่สนใจจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 5. ครูไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการวัดและประเมินผล 6. จํานวนครูที่สอนวิชาทักษะและความสามารถเฉพาะทางไม่เพียงพอปัญหาด้านผู้บริหาร โรงเรียน 7. ผู้บริหารมีความรู้ ความเข้าใจในหลักสูตรน้อย 8. ผู้บริหาร ไม่มีความรู้ ความสามารถในการนิเทศ 9. ผู้บริหาร ไม่สนับสนุนการใช้หลักสูตรของคณะครูเท่าที่ควร 10. ผู้บริหาร ไม่ได้ประชาสัมพันธ์การใช้หลักสูตร ให้กว้างขวางและสถานศึกษาจัดทําเอง ไม่ มีความชัดเจน กรมวิชาการและกรมเจ้าสังกัดมีจุดเน้นที่ไม่ตรงกัน 11. ครูไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการสอน ซึ่งจากที่กล่าวมาข้างต้น บางหลักสูตรไม่ได้ประสบปัญหาเหล่านี้ สถาบันหลายแห่งกำ ลัง แก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและปรับหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม สภาพปัญหาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พุทธศักราช 2562


34 1. ผู้เข้าเรียนในการอาชีวศึกษาไม่มีคุณภาพเท่าที่ควรหลักสูตรก่อนถึงระดับ ปวช. คือระดับ มัธยมต้น หรือการศึกษาผู้ใหญ่เป็นการปูพื้นฐานความรู้ระดับต่อไป เช่น อ่าน สะกดคําไม่ได้ 2. ขาดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเมื่อมาเรียนต่อในระดับอาชีวศึกษาจึงเกิดปัญหา แม้ครูจะเตรียมการสอนดีอย่างไรผู้เรียนไม่สามารถต่อยอดความรู้ได้เพราะพื้นฐานความรู้ไม่ดี เพียงพอ 3. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อปัญหาการบริหารหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ทวิศึกษา) เพื่อให้ได้ข้อมูลในการนํามาเป็นแนวทางในการปรับปรุงและการพัฒนาการบริหาร หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ทวิศึกษา)ต่อไป 4. เนื้อหาไม่สอดคล้องกับทักษะที่จําเป็นต่อการใช้ประกอบอาชีพ 5. ควรศึกษาสภาพและปัญหาการจัดครูให้เข้าสอนตรงตามวิชาเอกเพื่อเป็นข้อมูลในการ พัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ 6. ควรศึกษาสภาพและปัญหาการจัดครูให้เข้าสอนตรงตามวิชาเอกเพื่อเป็นข้อมูลในการ พัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ สภาพปัญหาของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563 1. ทรัพยากรที่จำกัด การขาดเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพออาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานที่รา บรื่น ของโปรแกรม ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและการฝึกอบรมที่จัดให้ 2. หลักสูตรที่ล้าสมัย หากหลักสูตรไม่ได้รับการอัปเดตเป็นประจำ อาจล้มเหลวในการตามข้อกำหนดของ อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างทักษะที่สอนและทักษะที่นายจ้างต้องการ 3. ความร่วมมือในอุตสาหกรรมไม่เพียงพอ การมีส่วนร่วมอย่างจำกัดกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมและนายจ้างอาจทำให้เกิดควา มไม่ ตรงกันระหว่างทักษะที่สอนและทักษะที่จำเป็นในตลาดงาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของ ผู้สำเร็จการศึกษา 4. การแนะแนวด้านอาชีพที่ไม่เพียงพอ นักเรียนอาจไม่ได้รับการแนะแนวด้านอาชีพและการให้คำปรึกษาที่เหมาะสม ซึ่งนำไปสู่ความ สับสนเกี่ยวกับโอกาสในการทำงานในอนาคตและขาดทิศทาง 5. การขาดแคลนครู การขาดแคลนครูและผู้ฝึกอบรมที่มีคุณสมบัติอาจส่งผลต่อคุณภาพการสอน และจำกัดความ สนใจส่วนบุคคลที่มอบให้กับนักเรียน 6. โอกาสในการฝึกอบรมภาคปฏิบัติมีจำกัด หากไม่มีการฝึกอบรมภาคปฏิบัติที่เพียงพอ นักเรียนอาจประสบปัญหาในการประยุกต์ใช้ ความรู้ที่ได้รับในสถานการณ์จริง ส่งผลให้ความพร้อมในการจ้างงานลดลง 7 การเข้าถึง บุคคลบางคนอาจไม่สามารถเข้าถึงโปรแกรมได้เนื่องจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์หรือข้อจำกัด ทางการเงิน ซึ่งอาจยกเว้นบางกลุ่มไม่ให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากการศึกษาสายอาชีพ


35 เพราะฉะนั้น บางหลักสูตรไม่ได้ประสบปัญหาเหล่านี้ สถาบันหลายแห่งกำลังแก้ไขปัญหา เหล่านี้อย่างจริงจังและปรับหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม สภาพปัญหาของหลักสูตรปริญญาตรี สายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช 2562 1. เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และอาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับหลักสูตรระดับปริญญา ตรีในการตามทันความก้าวหน้าล่าสุด ซึ่งอาจนำไปสู่ช่องว่างด้านทักษะและหลักสูตรที่ล้า สมัยในหมู่ ผู้สำเร็จการศึกษา 2. ขาดประสบการณ์ภาคปฏิบัติ หลักสูตรระดับปริญญาตรีด้านเทคโนโลยีบางหลักสูตรเน้นความรู้ทางทฤษฎีมากกว่าทักษะ ภาคปฏิบัติ ซึ่งอาจทำให้ผู้สำเร็จการศึกษานำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ยาก 3. ความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่จำกัด เทคโนโลยีเป็นอุตสาหกรรมที่เจริญรุ่งเรืองจากความร่วมมือและนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม หลักสูตรระดับปริญญาตรีบางหลักสูตรอาจขาดความสัมพันธ์ที่แน่น หนา กับผู้เชี่ยวชาญใน อุตสาหกรรมและบริษัทต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างทักษะที่สอนในโปรแกรมและทักษะ ที่นายจ้างต้องการ 4. การมุ่งเน้นที่ทักษะด้านอารมณ์ไม่เพียงพอ แม้ว่าทักษะทางเทคนิคจะมีความสำคัญในด้านเทคโนโลยี แต่ทักษะด้านอารมณ์ เช่น การ สื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ปัญหา ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน บางโปรแกรมอาจไม่เน้นการ พัฒนาทักษะเหล่านี้ ซึ่งอาจขัดขวางความสำเร็จในที่ทำงานของผู้สำเร็จการศึกษา 5. การขาดความหลากหลาย อุตสาหกรรมเทคโนโลยีถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการขาดความหลากหลาย และปัญหานี้ก็ สามารถสะท้อนให้เห็นในหลักสูตรระดับปริญญาตรีได้เช่นกัน การเป็นตัวแทนผู้หญิง กลุ่มชนกลุ่มน้อย และบุคคลจากภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันอย่างจำกัดสามารถขัดขวางการเติบโต โดยรวมและการไม่แบ่งแยกของโปรแกรมได้ ซึ่งจากที่กล่าวมาข้างต้น บางหลักสูตรไม่ได้ประสบปัญหาเหล่านี้ สถาบันหลายแห่งกำ ลัง แก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและปรับหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม สภาพปัญหาของหลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) 1. ขาดแคลนอาจารย์ประจําที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์โดยเฉพาะสาขาวิชาที่มีความ ต้องการมากทางด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และเกษตรกรรม 2. อุดมศึกษามุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการ ละเลยคุณธรรม จริยธรรม การบริการวิชาการ แก่ สังคม 3. มหาวิทยาลัยมักเลียนแบบต่างประเทศโดยไม่เข้าใจหลักการและเป้าหมายที่แท้จริงของ หลักการที่เลียนแบบ 4. การเรียนการสอนยังเน้นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติเน้นความรู้มากกว่าการนําไปใช้


36 5. การตื่นตัวทางการวิจัยมุ่งการกําหนดให้เลื่อนตําแหน่งทางวิชาการซึ่งเน้นการวิจัยมา ก เกินไปจนทําให้ลดความสําคัญด้านการสอน 6. กลุ่มผู้บริหารอุดมศึกษามีลักษณะอนุรักษ์นิยมสูง 7. งบประมาณในการพัฒนาการศึกษาระดับนี้ก็ยังมีไม่เพียงพอ 8. สถาบันอุดมศึกษาปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องการสร้า งและ พัฒนาคุณภาพมาตรฐานการเรียนการสอนและการวิจัย เปิดหลักสูตรตามความพอใจ โดยไม่คํานึงถึง คุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ขาดการวางแผนพัฒนาสถาบันในระยะยาว รวมถึงคณะกรรมการ บริหารสถาบัน/สภาสถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนหลายแห่งไม่มีการบริหารจัดการที่ดี 9. มหาวิทยาลัยไทยโดยภาพรวมยังมีจุดอ่อนเรื่องการบริหารจัดการเชิงคุณภาพโดยเฉพาะ การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยซึ่งจะสังเกตได้ว่ามหาวิทยาลัยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนําของโลกล้วน เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น บางหลักสูตรไม่ได้ประสบปัญหาเหล่านี้ สถาบันหลายแห่งกำลังแก้ไขปัญหา เหล่านี้อย่างจริงจังและปรับหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม ดังนั้น สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นของหลักสูตร พบว่าเป็น ปัญหามาจากการที่ผู้ใช้หลักสูตรไม่เข้าใจ เนื้อหาในหลักสูตรเท่าที่ควร มีเทคโนโลยีที่อาจยังนำ มา ประยุกต์ใช้ได้ ไม่เยอะเท่าที่ควร จึงทําให้ผู้เรียนได้รับความรู้ไม่เพียงพออีกทั้งยังเป็นผลมาจา กการที่ บุคคลากรครูมีไม่เพียงพอทําให้ภาระหน้าที่ของครูเยอะครูสอนไม่ตรงเอกที่จบมาสื่อการเรียนรู้ที่แปลก ใหม่มาสอน จึงทําให้เกิดปัญหาการใช้หลักสูตรใน ประเทศไทยที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร


37 บทที่ 3 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21


38 บทที่ 3 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 ในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาหลักสูตรได้เห็นแนวโน้มที่โดดเด่นหลายประการ การเรียนรู้ส่วนบุคคล : มีการมุ่งเน้นที่มากขึ้นในการตอบสนองความต้องการและควา มชอบ ของนักเรียนแต่ละคน การเรียนรู้เฉพาะบุคคลช่วยให้นักเรียนควบคุมการศึกษาของตนเองได้มากขึ้น ด้วยเส้นทางการเรียนรู้ที่กำหนดเองและจังหวะการเรียนที่ยืดหยุ่น การบูรณาการเทคโนโลยี: เทคโนโลยีได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาหลักสูตร มีการ ใช้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การสอนและการเรียนรู้ ส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัล และอำนวยความ สะดวกในการสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างนักเรียนและครู การเรียนรู้จากโครงงาน : การเรียนรู้จากโครงงานกำลังได้รับความนิยม เนื่องจากเป็นการเปิด โอกาสให้นักเรียนได้ใช้ความรู้และทักษะของตนกับสถานการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง ส่งเสริม ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกัน การตระหนักรู้ระดับโลกและวัฒนธรรม : ด้วยโลกที่เชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น จึงมีการเน้นมาก ขึ้นในการพัฒนาความตระหนักรู้ในระดับโลกและวัฒนธรรมในหมู่นักศึกษา ขณะนี้หลักสูตรมีการ มุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจมุมมองที่หลากหลาย ส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจ และส่งเสริม ความสามารถระหว่างวัฒนธรรม การศึกษา STEAM : การศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และ คณิตศาสตร์ (STEAM) ได้รับความโดดเด่น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อบูรณาการสาขาวิชา เหล่านี้เพื่อ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และทักษะการแก้ปัญหาที่จำเป็นสำหรับบุคลากรแห่งศตวรรษ ที่ 21 การเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ : ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาแบบองค์รวม การ พัฒนาหลักสูตรจึงมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนความ เป็นอยู่ที่ดีทางอารมณ์ ความเห็นอกเห็นใจ ความยืดหยุ่น และทักษะในมนุษยสัมพันธ์ของนักเรียน หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 1. การจัดการศึกษาปฐมวัยในอนาคตควรมีการขยายการจัดบริการเพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาส ได้รับ บริการ อย่างทั่วถึง 2. พัฒนาสุขภาพและสมองของเด็กซึ่งการจะเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษาจำเป็นต้องมี การ ปฏิรูป การศึกษาตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์ โดยการให้ความรู้แก่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะคู่สมรสและคนหนุ่ม สาว ในเรื่อง การ วางแผนครอบครัว 3. ให้ความสำคัญกับคุณภาพของครูและพี่เลี้ยงเด็กที่มีความรู้ความเข้าใจและความตั้งใจใน การ ปฏิบัติหน้าที่เพื่อฝึกฝนให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ 4. ส่งเสริมให้มีการทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร การ เรียนการสอน และวิธีการสอนที่เหมาะสมสำหรับเด็ก


39 5. ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในรูปของการจัดตั้งคณะกรรมการโรงเรียน ที่มี ผู้ปกครองและสมาชิกชุมชนร่วมเป็นกรรมการด้วย 6. รัฐควรมีมาตรการในการให้ความช่วยเหลือแก่แม่ที่มีปัญหาพิเศษบางกลุ่ม 7. รัฐควรมีมาตรการคุ้มครองเด็กที่มีปัญหา อาทิ เด็กถูกทารุณกรรม โดยจัดหา องค์กรกลุ่ม บุคคล หรือ ครอบครัวที่มีความพร้อมในการให้ความอนุเคราะห์ 8. ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้จากระบบสื่อสารให้มากขึ้น 9. พ่อแม่ควรจะได้เรียนรู้วิธีการใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างมีคุณภาพรวมถึงการให้การศึกษาแก่ ผู้สูงอายุใน การเลี้ยงดูเด็ก หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) 1. ด้านหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ 1.1 ส่งครูไปอบรมหลักสูตรให้ครบทุกคน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่สมบูรณ์ 2. ด้านการจัดการเรียนการสอน 2.1 ปรับปรุง และพัฒนาครูผู้สอนที่มีอยู่ให้เกิดความชำนาญในแต่ละสาขาวิชานั้นๆ 2.2 ครูต้องศึกษา เอกสารหลักสูตร วิธีสอน เตรียมสื่อ และแผนการสอนเป็นตัวช่วย ให้มากขึ้น 3. ด้านสื่อการเรียนการสอน 3.1 ควรจัดสรรงบประมาณในการซื้อสื่อเพิ่มให้มากขึ้น จัดให้มีการอบรมการผลิตสื่อ และ การใช้สื่อ การสอน การยุบโรงเรียนรวมเข้าด้วยกันแทนการสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ การเรียนรู้โดยเน้น “การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยผู้เรียนจะต้องอาศัย กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายเป็นเครื่องมือที่จะนำพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร ซึ่ง กระบวนการเรียนรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน ได้แก่ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการ สร้างความรู้ กระบวนการคิดกระบวน การทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือทำจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง และกระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย ซึ่งผู้สอน จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจัด กระบวนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เมื่อนำมาเทียบเคียงกับทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ที่ ควรได้รับการพัฒนาแล้วนับว่าเป็นหลักสูตรที่มีความพยายามให้ครูผู้สอนได้พัฒนาตนเองเพื่อพัฒนา ผู้เรียนให้เรียนรู้โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ของตนเองมากขึ้น แต่ยังไม่เน้นย้ำที่ชัดเจนในเรื่องของ ทักษะสำคัญในการใช้เทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 ซึ่งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ โรงเรียนในปัจจุบันนี้ยังถือว่าเป็นแนวทางเดิมแบบศตวรรษที่ 20 ซึ่งใช้ไอซีทีเป็นเครื่องมือเพิ่ม ประสิทธิผลของการสอนแบบเก่า เช่น การใช้โปรแกรมประมวลผลคำเพื่อเพิ่มผลงาน การใช้ คอมพิวเตอร์พิมพ์งาน การใช้โปรแกรมช่วยคำนวณข้อมูล ซึ่งเป็นการเพิ่มความสะดวกในการทำงาน แต่การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากไอซีทีได้อย่างเต็มที่ในการแสดงความคิดเห็น การ


40 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตีความ ตัดสินใจ และใช้สารสนเทศในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ซึ่งเป็นทักษะที่ จำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานและการใช้ชีวิตของคนในศตวรรษที่ 21 ดังนั้นแนวโน้มการปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงจำเป็นต้องมีการ ปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาครูและผู้เรียนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) 1. ผู้บริหารสถานศึกษาได้รับการพัฒนาความรู้ใหม่ให้เท่าทันกับสภาวการณ์ปัจจุบันและมี ทักษะ ต่อการ เปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 2. สถานศึกษาใช้เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะทางและครูภูมิ ปัญญาท้องถิ่นด้านวิชาชีพมา ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียน เพื่อลดปัญหาความ ขาดแคลนครู 3. ครูจัดทำแผนพัฒนาผู้เรียน รายบุคคล (Individual Planning: ID PLAN) เพื่อให้ผู้เรียนได้ เกิด การเรียนรู้ตามศักยภาพของ แต่ละบุคคลโดยผู้เรียนสามารถเลือกเรียนรายวิชาที่สนใจ 4. การประเมินคุณภาพการศึกษาต้องเน้น กระบวนการในการจัดการศึกษาเพื่อให้เกิดควา ม ยั่งยืน และต่อเนื่อง 5. ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนด เป้าหมายการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับแผน ยุทธศาสตร์ชาติ 6. มีระเบียบกฎเกณฑ์ที่ยืดหยุ่น โดยการเรียนรู้แบบสะสมหน่วยกิตหรือ หลักสูตรระยะสั้นที่ สามารถนำมาเทียบโอนเป็น ผลการเรียนในหลักสูตรแต่ละระดับได้เพื่อสร้าง โอกาสในการเรียนรู้ ตลอดชีวิต 7. เพิ่มงบประมาณในการจัดหาวัสดุครุภัณฑ์ตามสภาวการณ์ปัจจุบันเพื่อการฝึกทักษะผู้เรียน ให้ เกิดสมรรถนะ วิชาชีพตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน 8. กระบวนการจัดการอาชีวศึกษาให้มีคุณลักษณะเป็นที่ต้องการของสถานประกอบการ ด้าน ทักษะและด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์สถานศึกษาจะต้องมีการพัฒนากระบวนการต่างๆ ซึ่ง ประกอบไปด้วย ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถาน ศึกษา มีอัตราส่วนที่เหมาะสมของครูต่อผู้เรียน ภายใต้ การจัดห้องเรียนขนาดเล็ก หลักสูตรมีความเชื่อมโยงกับมาตรฐานอาชีพระดับชาติหรือระดับสากล โดยความร่วมมือกับสถานประกอบการ มีผู้เชี่ยวชาญและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดการเรียน การสอนตามแผนการเรียนรู้ 9. สถานศึกษาใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ ดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆในการติดตาม ผู้สำเร็จ การศึกษา 10. สถานศึกษาต้อง จัดการฝึกอบรมให้แก่ครูผู้สอนวิชาชีพให้เท่าทัน การเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยีของแต่ละอาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีทางอาชีพในการปฏิบัติงานได้ หลักสูตรอุดมศึกษา (ภายใต้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา) 1. หลักสูตรใหม่แบบบูรณาการ 2 ศาสตร์ขึ้นไป จากการเปลี่ยนแปลงของสังคม และการ แข่งขัน ใน ด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำให้คนในสังคม ต้องการเพิ่มความรู้ความสา มารถใน


41 หลายสาขา เพื่อให้ตนเองรู้เท่าทันและอยู่รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ของสังคมในทุกด้าน จึงหัน มาสนใจ หลักสูตรการศึกษาที่ ให้ความรู้ตั้งแต่สองศาสตร์ขึ้นไป เช่น บัญชีควบคู่กับ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ควบคู่กับเศรษฐศาสตร์นิติศาสตร์ ควบคู่กับสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น 2. หลักสูตรนานาชาติมีแนวโน้มมากขึ้น เนื่องจากสภาพโลกาภิวัตน์มีการเชื่อมโยงด้านการค้า และ การลงทุน ทำให้ตลาดแรงงานในอนาคต ต้องการคนที่มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ส่งผลให้ ความ ต้องการหลักสูตรนานาชาติมีมากขึ้น และ จากการเปิดเสรีทางการศึกษา ยังเป็น โอกาสให้ สถาบันอุดมศึกษา จากต่างประเทศเข้าในไทย และเปิดหลักสูตร ภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ ยิ่งกระตุ้นให้หลักสูตรการศึกษานานาชาติ ได้รับความนิยม มากขึ้น แต่ เนื่องจากหลักสูตรนานาชาติมีค่าใช้จ่าย สูง ดังนั้น การเรียนในหลักสูตรนี้ยังคงจำกัด ใน กลุ่มผู้เรียน ฐานะดี 3. หลักสูตรสำหรับกลุ่มคนทำงาน หลักสูตรสำหรับกลุ่มคนทำงานจะมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อ ยกระดับฝีมือแรงงานของบุคลากรใน องค์กร สถาบันอุดมศึกษาอาจเปิดหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรภาคค่ำ นอกเวลาทำงาน หลักสูตรทางไกลที่ เรียน ผ่านอินเทอร์เน็ต โดยเนื้อหาหลักสูตรควร มีความหลากหลาย มีความ น่าสนใจ และตอบสนองความ ต้องการของ ผู้เรียนในวัยทำงาน อาทิ หลักสูตรเฉพาะที่มีความจำเป็นต่อการ พัฒนาคนในวัยแรงงาน เป็นได้ทั้งหลักสูตร ระยะสั้นหรือ หลักสูตรหลักในสถาบันการศึกษาก็ได้ เช่น หลักสูตรที่ เกี่ยวกับ Global literacy ได้แก่ ภาษา คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสารสนเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ สังคมและวัฒนธรรม ในโลก หลักสูตรการ คิด ได้แก่ การคิดเชิงสร้างสรรค์การคิดเชิงกลยุทธ์ การคิดเชิงอนาคต การคิดเชิงวิพากษ์ การคิด เชิงสังเคราะห์ ฯลฯ หลักสูตรเพิ่มความสามารถสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงไปทั่วโลก ได้แก่ หลักสูตรในการสร้าง หุ้นส่วน การ เจรจาต่อรอง การประสานประโยชน์ เป็นต้น หลักสูตรปริญญา 2 ใบ ควบกันเหมาะสำหรับคน วัยทำงานที่ ต้องการลงทุนด้านการศึกษาครั้งเดียวแต่ได้คุ้มค่า สถาบันอุดมศึกษาต้องมีการปรับเปลี่ยนและติดตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก และการจัด การศึกษาเพื่อทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้การส่งมอบผลผลิตสู่หน่วยผู้ใช้ได้อย่างเหมาะ สมและมี ประสิทธิภาพ รวมถึงการผลิตบัณฑิตที่ตอบสนองพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 ที่ให้ ความสำคัญกับการ จัดการศึกษาที่ยึดหลักความรับผิดชอบต่อสังคม หลักเสรีภาพทางวิชาการ หลัก ความเป็นอิสระ หลักความเสมอ ภาค และหลักธรรมาภิบาล (ราชกิจจานุเบกษา, 2562) ตามทัศนะ ของผู้เขียนควรส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษามี ระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมีความเป็นอิสระ ทางวิชาการ สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ มีองค์ความ รู้ทางวิชาการในแขนง ต่าง ๆ ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก มีการวิจัยและการสร้าง นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้แก่กลุ่ม อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตลอดจนสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ อย่าง เหมาะสม เพื่อ สร้างความเป็นเลิศในทางวิชาการและมีทักษะขั้นสูงในการประกอบวิชาชีพ สามารถตอบสนอง ความ ต้องการของภาครัฐและภาคเอกชนได้อย่างแท้จริง แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรพิจารณาได้จากข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรที่ถูก รวบรวม วิเคราะห์เชื่อมโยงเป็นชุดของจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ใช้ในการวางแผนพัฒนาหลักสูตรและ นำไป ออกแบบหลักสูตร โดยการอธิบายเหตุผลการได้มาของสาระความรู้ในหลักสูตร ที่มีเหตุผล


42 ประอบ หลักวิชาโดยอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆและนักพัฒนาหลักสูตรนำมากำหนดเป้าหมายการ พัฒนา ผู้เรียน กำหนดสาระเนื้อหาและผลการเรียนรู้ ข้อมูลต่างๆเหล่านี้สามารถเป็นแนวทา งช่วยให้ อธิบาย แนวโน้มของหลักสูตรได้


43 สรุปรวม หลักสูตรปัจจุบันในประเทศไทยมุ่งเน้นไปที่การให้การศึกษาที่รอบรู้แก่นักเรียน ครอบคลุม วิชาต่างๆ เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาอังกฤษ และอาชีวศึกษา โดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และค่านิยมทาง จริยธรรมของนักเรียน หลักสูตรแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ การศึกษาขั้นพื้นฐาน มัธยมศึกษา และการศึกษา ระดับอุดมศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นภาคบังคับสำหรับนักเรียนทุกคนและครอบคลุมเกรด 1 ถึง เกรด 9 การศึกษาระดับมัธยมศึกษาซึ่งรวมถึงเกรด 10 ถึงเกรด 12 เปิดสอนทั้งสายการศึกษาทั่วไป และสายอาชีวศึกษาเพื่อตอบสนองความสนใจที่หลากหลายและแรงบันดาลใจในอาชีพของนักเรียน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการให้ความสำคัญมากขึ้นในการส่งเสริมการศึกษา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) เพื่อให้นักเรียนมีทักษะที่จำเป็นสำ หรับ ตลาดงานในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการมุ่งเน้นที่ความรู้ด้านดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม เพิ่มมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาแบบองค์รวมโดยผสมผสานกิจกรรมนอกหลักสูตร กีฬา และศิลปะเข้ากับระบบการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีความพยายามในการยกระดับคุณภาพการสอน และการเรียนรู้ผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมครูและการบูรณาการเทคโนโลยีในห้องเรียน สภาพปัญหาหลักสูตรในประเทศไทย จากการค้นคว้าข้อมูลพบว่า เกิดจากปัญหาที่ หลากหลาย ได้แก่ ปัญหาขาดครูที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ปัญหาของการพัฒนาหลักสูตร คือปัญหาที่ เกิดขึ้นในกระบวนการยกระดับของหลักสูตรจากระดับที่เป็นขึ้นสู่อีกระดับหนึ่ง ปัญหาอันเกิดจากการ ร่วมคิดร่วมทำ ร่วมกันสร้างหลักสูตร และร่วมกันนำหลักสูตรไปใช้ ปัญหาการจัดอบรมครูปัญหาการ ไม่ยอมรับและไม่เปลี่ยนแปลงบทบาทการสอนของครูตามแนวหลักสูตร ศูนย์การพัฒนาหลักสูตร ไม่ เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน ขาดการประสานงานที่ดีระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ผู้บริหารต่าง ๆ ไม่ สนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร ปัญหาขาดแคลนเอกสาร เนื่องจากขาดงบประมาณและการ คมนาคมขนส่งไม่มีประสิทธิภาพพอ และขาดการวางแผนด้านเวลา การที่ไม่มีการวางแผนเรื่องเวลาใน การทำงานพัฒนาหลักสูตร ไม่ลดคาบสอน เพื่อวางแผนการทำงานร่วมกัน แนวโน้มการพัฒนา หลักสูตรในศตวรรษที่ 21 จากที่ได้ศึกษาข้อมูลพบว่า การพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 เป็นการ จัดการเรียนการสอนในอนาคตที่จะนำความเจริญและทันสมัย จึงเน้นการเรียนรู้ที่สา มารถพัฒนา ผู้เรียนให้มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ การทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม โดย การอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบ สาน เผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่นและของชาติ บูรณาการการให้สอดคล้องกับการ เรียนการสอนและ กิจกรรมของ ผู้เรียน มีองค์ความรู้ทางวิชาการในแขนงต่าง ๆ ที่ทันต่อการ 39 เปลี่ยนแปลงของโลก มี การวิจัยและการสร้าง ๆ นวัตกรรมใหม่ ๆ การเพิ่มงบประมาณในการจัดหาสื่อ การปรับปรุงคุณภาพ และหลักสูตรโดยเน้นการประกอบอาชีพ


44 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2560).หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560.(สืบค้นวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566). กระทรวงศึกษาธิการ. (2560).หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. (สืบค้น วันที่ 5 พฤศจิกายน 2566). สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษากระทรวงศึกษาธิการ. (2553). มาตรฐานการอุดมศึกษาและ เกณฑ์มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง.(สืบค้นวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566) กระทรวงศึกษาธิการ. (2563).หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) พุทธศักราช 2563. (สืบค้นวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566). กระทรวงศึกษาธิการ. (2562).หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พุทธศักราช 2562. (สืบค้นวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566). พิชญ์สุกานต์ จรพุทธานนท์. (2556).สาระที่ 7 ปัญหาและแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตร. (สืบค้น วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566). ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์.(2557).แนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในศตวรรษที่ 21.(สืบค้นวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566). กลิ่นแก้ว มาตา ,ชวนชม ชินะตังกูร,และกมลมาลย์ ไชยศิริธัญญา. (2563).การจัดการศึกษาปฐมวัย ในสองทศวรรษหน้า.มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี.(สืบค้นวันที่ 10 พฤศจิกายน 2566) สันติงามเสริฐ. (2560).การบริหารการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างมืออาชีพในศตวรรษที่21.(สืบค้น วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566).


Click to View FlipBook Version