The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อ่านจับใจความ ตามเทคนิคบันได๖ขั้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sittisak Jitkamen, 2022-07-09 15:10:56

ชุดการเรียนรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ

อ่านจับใจความ ตามเทคนิคบันได๖ขั้น

~1~

คำนำ

ชุดการเรยี นรกู้ ารอา่ นจบั ใจความสาคัญตามเทคนคิ บันได ๖ ขน้ั สาหรับชั้นมัธยมศกึ ษาตอนตน้ กลมุ่
สาระการเรยี นรภู้ าษาไทยเลม่ นี้ จดั ทาขน้ึ เพอื่ เป็นเคร่อื งมอื ในการพัฒนาทกั ษะการอ่านจบั ใจความสาคัญ
สาหรบั นกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนต้น เปน็ นวตั กรรมทางการศกึ ษาท่ชี ว่ ยใหน้ ักเรียนเกดิ ทักษะในการอ่าน ซ่ึง
เปน็ พน้ื ฐานสาคญั ของการพฒั นาผ้เู รยี นให้รจู้ กั คดิ อย่างเปน็ ระบบ คิดอย่างมเี หตุผล มีวิจารณญาณ มีการ
ไตรต่ รอง มองการณ์ไกล และรู้จักนาความรู้ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ไปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตประจาวัน
อยา่ งเหมาะสม เน้ือหาของชุดการเรยี นรเู้ ป็นวธิ กี ารเรียนรจู้ ากง่ายไปหายาก เป็นนวตั กรรมทเี่ รา้ ความสนใจ
ของนักเรยี น

ชดุ การเรียนรกู้ ารอ่านจบั ใจความสาคัญตามเทคนคิ บนั ได ๖ ข้ัน น้ี นักเรียนสามารถศกึ ษาหาความรู้
โดยฝกึ ตามลาดบั ขั้นตอน ผู้จัดทาขอขอบพระคุณผอู้ านวยการโรงเรียน คณะครแู ละนกั เรียนโรงเรยี นบ้านศรสี ุข
ที่ให้ความร่วมมอื และสนับสนนุ ให้ชุดการเรยี นรู้ชดุ นส้ี าเร็จ สมบรู ณด์ ้วยดี และขอขอบพระคณุ ผเู้ ช่ียวชาญทใ่ี ห้
คาแนะนาและตรวจสอบความถูกตอ้ งของชุดการเรยี นรดู้ ว้ ยดเี สมอมา

จึงขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสน้ี

สทิ ธศิ กั ดิ์ จิตรเขมน้

ผู้จดั ทา

ชดุ การเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง เรือ่ ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

~2~

คำช้ีแจงสำหรบั ครู

ชุดการเรยี นรกู้ ารอ่านจับใจความสาคัญตามเทคนิคบนั ได ๖ ขั้น เลม่ น้ี จัดทาขน้ึ เพอื่ ใช้ประกอบการ
จัดการเรยี นรู้ กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ชนั้ มัธยมศกึ ษาศึกษาตอนตน้ เพ่อื เสรมิ ให้นกั เรียนมคี วามรู้
ความเขา้ ใจ เรอ่ื ง หลกั การอ่านจับใจความสาคญั มากย่งิ ขึ้น

ขนั้ ตอนการใชช้ ุดการเรยี นรกู้ ารอา่ นจับใจความสาคัญตามเทคนคิ บันได ๖ ขั้น
๑. ศกึ ษาคูม่ อื การใชแ้ บบฝึกทกั ษะให้เขา้ ใจ
๒. ชีแ้ จงขนั้ ตอนการเรยี น โดยใชช้ ุดการเรยี นรนู้ ้ีให้นักเรยี นเขา้ ใจ
๓. ให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน จานวน ๑๐ ขอ้
๔. นกั เรียนศกึ ษาใบความรู้ ทากิจกรรมตรวจสอบความรแู้ ละตรวจคาตอบตามเฉลย
๕. ดูแลใหน้ ักเรยี นปฏบิ ัตติ ามข้นั ตอน และให้คาแนะนาเมื่อนกั เรียนพบปัญหา
๖. ประเมนิ ผลการเรยี นของนักเรยี นอยา่ งตอ่ เนือ่ ง และใหแ้ รงเสรมิ ในการปฏบิ ัติกิจกรรมของ
นกั เรยี น
๗. ใหน้ กั เรียนทาแบบทดสอบหลังเรยี น จานวน ๑๐ ขอ้ เมือ่ ศกึ ษาใบความรู้ และทากจิ กรรม
ตรวจสอบความรเู้ สร็จสนิ้
๘. บันทกึ ผลคะแนนการทาแบบทดสอบ และกจิ กรรมตรวจสอบความรทู้ กุ ครั้ง

ใชเ้ วลาเรยี นจานวน ๔ ชวั่ โมง

ชดุ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

~3~

คำชีแ้ จงสำหรับนักเรยี น

ชดุ การเรยี นรกู้ ารอา่ นจบั ใจความสาคัญตามเทคนคิ บนั ได ๖ ขน้ั กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ชนั้
มัธยมศกึ ษาศกึ ษาตอนต้น เล่มน้ี จัดทาขึ้นเพื่อใชป้ ระกอบการจดั การเรยี นรู้ ชดุ การเรยี นรู้เลม่ นป้ี ระกอบด้วย
ใบความรู้ แบบทดสอบ และใบกจิ กรรมตรวจสอบความรู้ เพอื่ ให้เกิดผลดี นกั เรยี นควรปฏบิ ตั ติ ามขน้ั ตอนดงั น้ี

๑. ศึกษาคาชแี้ จงและคาแนะนาการใชช้ ดุ การเรยี นรสู้ าหรบั นกั เรียนใหเ้ ขา้ ใจ
๒. ทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี นเพ่อื วดั ความรู้พ้ืนฐานของนกั เรียน ตรวจคาตอบจากเฉลย แลว้ บันทึก
ผลคะแนนลงในแบบบนั ทกึ การใหค้ ะแนน
๓. ศกึ ษาใบความรู้ และทาใบกจิ กรรมตรวจสอบความรู้ตามลาดับ เมอื่ พบปัญหาให้ปรึกษาครูผู้สอน
๔. ทาแบบทดสอบหลงั เรียนเพอื่ วัดความก้าวหน้าของนักเรยี น ตรวจคาตอบจากเฉลย แลว้ บนั ทกึ
ผลคะแนนลงในแบบบันทกึ การให้คะแนน
๕. ทากิจกรรมด้วยความต้ังใจ และมคี วามซอื่ สตั ย์ ห้ามดูเฉลยคาตอบล่วงหน้า พรอ้ มทงั้ ทาใบ
กจิ กรรมตรวจสอบความรู้จนครบทง้ั เลม่
๖. เปรยี บเทียบคะแนนก่อนเรยี นและหลังเรียนเพือ่ ประเมนิ พฒั นาการการเรียนรู้

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรอื่ ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้

~4~

มำตรฐำนกำรเรยี นร้แู ละตัวชว้ี ัด

มำตรฐำน ท ๑.๑
ใช้กระบวนการอา่ นสร้างความรแู้ ละความคดิ เพ่ือนาไปใชต้ ดั สินใจ แก้ปญั หาในการดาเนินชีวติ และมี

นิสยั รกั การอา่ น

ตวั ชี้วัด
ท ๑.๑ ม ๑/๑ อ่านออกเสียงบทรอ้ ยแกว้ และบทรอ้ ยกรองไดถ้ กู ต้องเหมาะสมกับเรื่องท่อี า่ น
ม ๑/๒ จับใจความสาคัญของเรือ่ งทีอ่ ่าน
ม ๑/๓ ระบุเหตผุ ลและข้อเทจ็ จรงิ กบั ข้อคิดเห็นจากเรอื่ งทอี่ า่ น
ม ๑/๙ มมี ารยาทในการอา่ น
ท ๑.๑ ม ๒/๑ อา่ นออกเสยี งบทรอ้ ยแกว้ และบทรอ้ ยกรองได้ถูกต้อง
ม ๒/๒ จับใจความสาคญั สรปุ ความ และอธบิ ายรายละเอยี ดจากเรอ่ื งท่ีอา่ น
ม ๒/๗ อ่านหนงั สือ บทความ หรือคาประพนั ธอ์ ย่างหลากหลาย และประเมนิ คณุ คา่ หรอื
แนวคดิ ทไี่ ดจ้ ากการอา่ น เพอื่ นาไปใช้แก้ปัญหาในชวี ิต
ม ๒/๘ มมี ารยาทในการอา่ น
ท ๑.๑ ม ๓/๑ อ่านออกเสยี งบทร้อยแก้ว และบทรอ้ ยกรองไดถ้ ูกต้อง
ม ๓/๓ ระบุใจความสาคัญและรายละเอียดของขอ้ มูลที่สนบั สนุนจากเรื่องท่อี า่ น
ม ๓/๕ วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ และประเมินเร่ืองท่ีอา่ นโดยใช้กลวิธีการเปรยี บเทียบเพ่อื ใหผ้ ู้อา่ น
เขา้ ใจได้ดขี ้นึ
ม ๓/๑๐ มีมารยาทในการอา่ น

จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้

๑. นกั เรยี นสามารถบอกความหมายการอา่ นจับใจความสาคัญได้
๒. นกั เรยี นสามารถอา่ นจับใจความสาคญั และใจความรองจากขอ้ ความทก่ี าหนดให้ได้
๓. นกั เรยี นสามารถวิเคราะหแ์ ละตอบคาถามจากการอา่ นจับใจความสาคัญได้
๔. นกั เรยี นสรุปใจความสาคญั จากการอา่ นจบั ใจความสาคัญจากเร่ืองทกี่ าหนดให้ได้
๕. มมี ารยาทในการอ่าน

ชดุ การเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง เร่ือง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

~5~

แบบทดสอบกอ่ นเรยี นรู้

คำชี้แจง เลือกคำตอบท่ีถูกท่ีสุดเพียงขอ้ เดียว ทำเครื่องหมำย  ทบั ตวั อกั ษร ก ข ค หรือ ง
( ๑๐ คะแนน )

๑. ขอ้ ใดคือสำระสำคญั ของกำรอำ่ นจบั ใจควำมสำคญั
ก. อ่ำนเพื่อควำมรู้
ข. อ่ำนเพือ่ ควำมบนั เทิง
ค. อำ่ นเพอื่ หำสำระสำคญั ของเรื่อง
ง. อำ่ นเพื่อคน้ หำแนวทำงในกำรดำเนินชีวติ

๒. ขอ้ ใดไม่ใช่จุดมุ่งหมำยของกำรอำ่ นจบั ใจควำมสำคญั
ก. อำ่ นเพื่อยอ่ เรื่องสรุปเร่ือง
ข. อำ่ นเพื่อสำมำรถจำคำประพนั ธช์ นิดต่ำง ๆ ได้
ค. อำ่ นเพ่ือสำมำรถปฏิบตั ิตำมคำสงั่ และคำแนะนำได้
ง. อำ่ นเพอื่ สำมำรถคำดกำรณ์ และหำควำมจริง แสดงขอ้ คิดเห็นได้

อ่ำนขอ้ ควำมต่อไปน้ีแลว้ ตอบคำถำมขอ้ ๓

แม่คำ้ ซ้ือผลไมจ้ ำกชำวสวนมำขำยท่ีตลำด เขำซ้ือมำมำก ๆ เอำใส่รถหรือเรือมำขำยใหก้ บั เรำ

( ที่มำ : เสนีย์ วลิ ำวรรณ. (๒๕๔๗). ชุดพฒั นำทกั ษะภำษำ เล่ม ๓ )

๓. จำกขอ้ ควำมขำ้ งตน้ ขอ้ ใดคือใจควำมสำคญั ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
ก. แม่คำ้
ข. ใส่รถหรือเรือ
ค. เขำซ้ือมำมำก ๆ เอำใส่รถหรือเรือ
ง. แม่คำ้ ซ้ือผลไมจ้ ำกชำวสวนมำขำยท่ีตลำด

๔. ประโยคใจควำมสำคญั หมำยถึงอะไร
ก. ประโยคตอนตน้ ของเร่ือง
ข. ประโยคตอนทำ้ ยของเร่ือง
ค. ประโยคบอกที่มำของเรื่อง
ง. ประโยคท่ีสรุปเร่ืองน้นั ไวท้ ้งั หมด

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้

~6~

๕. “ตำรวจจบั โจรท่ีปลน้ ร้ำนทองเยำวรำชในตวั เมืองจงั หวดั สงขลำ เม่ือวำนน้ี” ใจควำมสำคญั
คือขอ้ ใด

ก. ตำรวจจบั โจร
ข. โจรปลน้ ร้ำนทอง
ค. ร้ำนทองในจงั หวดั สงขลำ
ง. โจรปลน้ ร้ำนทองเมื่อวำนน้ี

๖. “ตำรวจจบั โจรที่ปลน้ ร้ำนทองเยำวรำชในตวั เมืองจงั หวดั สงขลำเม่ือวำนน้ี” ใจควำมรอง
คือขอ้ ใด

ก. ตำรวจจบั โจร
ข. โจรปลน้ ร้ำนทอง
ค. ร้ำนทองในจงั หวดั สงขลำ
ง. โจรปลน้ ร้ำนทองเมื่อวำนน้ี

อำ่ นขอ้ ควำมตอ่ ไปน้ีแลว้ ตอบคำถำมขอ้ ๗ – ๘

ฝนเทียม คือ กำรบงั คบั เมฆฝนใหต้ กลงมำเป็นฝน โดยใชส้ ำรเคมีพน่ เขำ้ ไปในกลุ่มเมฆ ชำวบำ้ นมกั
เรียกฝนเทียมวำ่ ฝนหลวง เพรำะฝนเทียมเกิดจำกพระรำชดำริ ของพระบำทสมเดจ็ พระเจำ้ อยหู่ วั ภูมิพลอ
ดุลยเดช เมื่อทรงเห็นควำมเดือดร้อนของเกษตรกรท่ีตอ้ งพบกบั สภำวะฝนแลง้ ทำใหป้ ระกอบอำชีพไม่ได้

( ที่มำ : ปรำณี บุญชุ่ม. ( ๒๕๔๙). ภำษำไทย.)

๗. กำรทำฝนเทียมทำอยำ่ งไร ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้
ก. ใชน้ ้ำพน่ เขำ้ ไปในกลุม่ เมฆ
ข. ใชส้ ำรเคมีพน่ ไปในทอ้ งอำกำศ
ค. ใชส้ ำรเคมีพน่ เขำ้ ไปในกลุ่มเมฆ
ง. ใชส้ ำรเคมีพน่ เป็นละอองไอน้ำในช้นั บรรยำกำศ

๘. ทำไมจึงตอ้ งมีกำรทำฝนเทียม
ก. เพรำะเกษตรกรพบกบั สภำวะแหง้ แลง้
ข. เพรำะเจำ้ หนำ้ ท่ีตอ้ งกำรใหม้ ีน้ำฝนมำก
ค. เพรำะเกษตรกรเกบ็ กกั น้ำฝนไวไ้ ม่ได้
ง. เพรำะเจำ้ หนำ้ ที่ตอ้ งกำรใหฝ้ นตกเหนือเข่ือน

ชดุ การเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง เรอื่ ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้

~7~

อ่ำนขอ้ ควำมตอ่ ไปน้ีแลว้ ตอบคำถำมขอ้ ๙ – ๑๐

คนตำบอดสีจะไม่ไดร้ ับอนุญำตใหม้ ีใบขบั ข่ียำนพำหนะในครอบครอง เน่ืองจำกอำกำรบอดสีของตำ
เป็นอปุ สรรคสำหรับกำรบอกสญั ญำณไฟจรำจรบนทอ้ งถนน

( ที่มำ : หนงั สือพิมพไ์ ทยรัฐ. ( ๙ ธนั วำคม ๒๕๕๔). ตำบอดสี. )

๙. ขอ้ ควำมใดเป็นใจควำมสำคญั
ก. คนตำบอดสีขบั รถ
ข. คนตำบอดสีกบั ใบขบั ข่ี
ค. คนตำบอดสีจะไม่ไดร้ ับอนุญำตใหม้ ีใบขบั ข่ี
ง. อำกำรบอดสีของตำเป็นอุปสรรคสำหรับกำรบอกสัญญำณไฟจรำจรบนทอ้ งถนน

๑๐. ขอ้ ควำมใดเป็นใจควำมรอง
ก. คนตำบอดสีกบั ใบขบั ขี่
ข. คนตำบอดสีกบั สญั ญำณไฟ
ค. คนตำบอดสีจะไม่ไดร้ ับอนุญำตใหม้ ีใบขบั ขี่
ง. เนื่องจำกอำกำรบอดสีของตำเป็นอุปสรรคสำหรับกำรบอกสญั ญำณไฟจรำจร

ชดุ การเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

~8~

ใบความรู้

การอ่านจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั

การจับใจความสาคญั เปน็ ทกั ษะพ้ืนฐานทผ่ี เู้ รยี นจาเปน็ ตอ้ งมีเพื่อท่ีจะสามารถรบั สารผ่านการอ่าน
หรอื การฟังได้อย่างรวดเร็วและถกู ต้องตรงประเดน็ นอกจากนี้การจับใจความสาคญั ได้อย่างแม่นยายงั ชว่ ยให้
ผู้รบั สารสามารถใชท้ กั ษะทางภาษาขั้นสงู ย่ิงขึ้น กล่าวคือ สามารถนาใจความสาคัญจากสง่ิ ทไี่ ดอ้ า่ นหรือสง่ิ ที่ได้
ฟัง มาวเิ คราะห์ ตีความ ประเมนิ ค่า และนาไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั ได้ การจับใจความสาคัญจงึ เปน็ ส่ิงสาคญั ท่ี
ผู้เรียน ควรศกึ ษาและหม่นั ฝกึ ฝนใหเ้ กิดความชานาญเพือ่ ประโยชนใ์ นการศึกษาและการทางานอ่นื ๆ ตอ่ ไป

๑. ลักษณะของขอ้ ควำมในแตล่ ะยอ่ หนำ้

ธรรมชาติของการเขยี นนั้น การนาเสนอความคิดหรือความรู้ในงานเขียนมักปรากฏในรูปแบบยอ่ หน้า
หลายยอ่ หนา้ ที่มีเนื้อความต่อเนือ่ งกัน ผ้เู รยี นจงึ ควรทราบกอ่ นว่า ในหนง่ึ ยอ่ หนา้ นั้นมีองคป์ ระกอบลักษณะ
ใดบา้ ง เพ่อื จะช่วยใหค้ น้ หาใจความสาคัญของแต่ละย่อหน้าไดง้ ่ายข้ึน

ในย่อหนา้ หนง่ึ นัน้ จะมลี ักษณะขอ้ ความทีแ่ ตกตา่ งกัน อาจแบ่งออกเปน็ ๒ ลักษณะใหญ่ ๆ คือ
ใจความสาคญั และส่วนขยายใจความสาคญั

๑.๑ ใจควำมสำคญั หรอื ควำมคิดหลกั (main idea) คือ ขอ้ ความที่เป็นแก่นของเนื้อหาทีม่ สี าระ
ครอบคลุมเนื้อความอ่ืน ๆ ในย่อหน้าหรอื ในเร่ืองนน้ั ๆ ใจความสาคญั น้อี าจปรากฏเป็นประโยค เรยี กวา่
ประโยคใจความสาคัญ สามารถเหน็ ไดช้ ัดเจนทีต่ น้ ยอ่ หน้า หรอื ท้ายยอ่ หนา้ หรอื กลางย่อหนา้ หรือปรากฏ ที่
ตน้ และทา้ ยย่อหน้า หรืออาจไมป่ รากฏประโยคใจความสาคญั ให้เหน็ ชัดเจนแตแ่ ฝงอย่ใู นเน้อื ความ

๑.๒ สว่ นขยำยใจควำมสำคัญหรือพลควำม อาจแบง่ ได้เป็น ๒ ประเภท คือ
๑.๒.๑ ใจควำมรองหรอื ควำมคิดรอง (major supporting details) คือ ข้อความที่เปน็

สว่ นขยายหรือสนับสนนุ ใจความสาคญั เพ่ือใหเ้ กดิ ความกระจา่ ง ทาใหเ้ กดิ ความสมเหตสุ มผล ทาใหใ้ จความ
สาคัญชัดเจนขนึ้

๑.๒.๒ รำยละเอียด (minor supporting details) คือ ขอ้ ความท่เี ป็นสว่ นขยายใจความ
รองหรอื ใจความสาคญั ใหช้ ัดเจนย่ิงขึ้น รายละเอยี ดนัน้ อาจเป็นการยกตัวอย่าง การเปรยี บเทียบ สถิติตวั เลข
การอ้างอิงคากลา่ วของบคุ คล และรายละเอยี ดอื่น ๆ ที่เสรมิ ความเขา้ มา

ชดุ การเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง เร่ือง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้

~9~

ตวั อย่ำง
(๑) คนไทยมีความเช่ือว่าคนเราจะฝันได้ด้วยสาเหตใุ หญ่ ๔ ประการ (๒) สาเหตุฝันประการแรก คือ
บุพนิมิต (๓) หมายถึง ฝนั ทเ่ี ชอ่ื กันว่าเป็นลางบอกเหตุทีจ่ ะเกิดต่อไปขา้ งหน้าแกต่ ัวผู้ฝันเองหรอื คนใกลช้ ดิ ทงั้
เหตดุ แี ละเหตุรา้ ย (๔) สาเหตฝุ ันประการท่ีสองเรียกว่า จิตนิวรณ์ (๕) หมายถึง การเกิดฝนั ดว้ ยใจมกี ังวลเปน็
หว่ งผกู พันกบั บคุ คลหรอื กบั สิง่ ใดส่งิ หนงึ่ (๖) เชน่ นักเรียนกังวลเกย่ี วกบั การสอบ ก็อาจฝนั วา่ สอบตกหรือไป
สอบไม่ทนั หากกังวลเกยี่ วกบั การเดนิ ทางก็อาจฝนั ว่าตกรถ (๗) สาเหตฝุ ันประการตอ่ มา คือ เทพสงั หรณ์ (๘)
ซึง่ อาจเปน็ เทวดาบอกเหตุหรือเทวดามาดลใจให้ฝัน มีทง้ั ท่เี ทวดามาเข้าฝันบอกกันตรง ๆ และบอกเปน็ นัย ๆ
ให้คดิ วา่ ควรหรือไม่ควรทาอะไร (๙) สาเหตุฝันประการสดุ ท้าย คือ ธาตุโขภ (๑๐) เป็นการเกิดฝันข้ึน ด้วย
ความผิดปรกติของธาตุท้ังสีใ่ นร่างกายไมอ่ ยู่ในสภาวะสมดลุ หรือเกิดอาการเจบ็ ป่วยขน้ึ
จำกตวั อย่ำงขำ้ งตน้ ใจความสาคญั ของยอ่ หนา้ นคี้ อื ประโยคหมายเลข (๑) “คนไทยมคี วามเชอื่ ว่า
คนเราจะฝันได้ด้วยสาเหตใุ หญ่ ๔ ประการ” เนอ่ื งจากครอบคลมุ สาระทง้ั หมดของยอ่ หน้า จงึ เปน็ แกน่ ของเร่อื ง
ประโยคหมายเลข (๒) (๔) (๗) และ (๙) คือ ใจความรอง ซ่งึ เป็นขอ้ ความที่ขยายแสดงรายละเอียด ของสาเหตุ
ทีท่ าให้เกดิ ความฝันตามความเชือ่ แบบไทยสังเกตจากการใชค้ าวา่ “สาเหตุฝนั ประการแรก” “สาเหตฝุ นั
ประการที่สอง” “สาเหตุฝันประการตอ่ มา” และ “สาเหตฝุ ันประการสุดท้าย” เสริมความให้ประโยคหมายเลข
(๑) ชดั เจนและสมบรู ณ์ขึน้
ส่วนประโยคหมายเลข (๓) คอื รายละเอยี ดทีข่ ยายใจความรองประโยคหมายเลข(๒) สังเกตจากการ
ใช้ คาว่า “หมายถึง” ประโยคหมายเลข (๕) และ (๖) คือ รายละเอียดและตวั อยา่ งทข่ี ยายใจความรองประโยค
หมายเลข(๔) สงั เกตจากการใชค้ าวา่ “หมายถึง” และ “เชน่ ” ประโยคหมายเลข (๘) คือ รายละเอียดทข่ี ยาย
ใจความรองประโยคหมายเลข(๗) สงั เกตจากการใชค้ าวา่ “ซง่ึ ” และประโยคหมายเลข (๑๐) คือ รายละเอียด
ท่ขี ยายใจความรองประโยคหมายเลข(๙)
ตวั อยำ่ งแนวข้อสอบ
(๑) มเี หตผุ ลหลายประการที่ทาใหฉ้ นั ชอบลา่ งหู างกระดง่ิ (๒)ประการแรกคอื เป็นส่งิ ท่ีทา้ ทาย นา่
ต่นื เต้น และมคี วามเสี่ยงสงู (๓)ประการท่สี องเป็นการล่าสัตว์ทไ่ี มม่ ฤี ดกู าล (๔)เราสามารถล่างชู นดิ นไ้ี ดต้ ั้งแต่
ฤดูใบไม้ผลจิ นฤดใู บไมร้ ่วง (๕)นอกจากนั้นยงั เปน็ สิง่ ทา้ ทายให้เราได้เรียนรู้ลกั ษณะนิสยั ของมนั และรวู้ ิธีทีจ่ ะ
เอาชนะมัน (๖)มันจะซอ่ นตวั ลกึ ลบั มคี วามระมัดระวงั และเล่ห์กลมากจนทาให้จบั มันไดย้ าก ซงึ่ เปน็ ส่งิ ทเ่ี ราต้อง
เรยี นร้วู ่าทาอย่างไร เราจงึ จะจับมนั ได้ (๗)เหตุผลประการสุดทา้ ยเราสามารถที่จะชว่ ยลดจานวนงู ซึง่ เปน็ สตั วท์ ี่
อนั ตรายลงไปได้

(ฐิติรัตน์ ลดาวัลย์, ๒๕๕๖, น.๔๘)
ใจความสาคญั คือ ประโยคหมายเลข_________________________________
ใจความรอง คือ ประโยคหมายเลข_________________________________
รายละเอยี ด คือ ประโยคหมายเลข_________________________________

ชดุ การเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง เร่ือง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 10 ~

๒. วธิ ีกำรอำ่ นจบั ใจควำมสำคญั ตำมเทคนคิ บนั ได ๖ ขน้ั

การอ่านจบั ใจความสาคัญเปน็ ทกั ษะเบอ้ื งต้นของการอ่านหนงั สอื และเป็นหวั ใจของการอ่าน (ถนอม
วงศ์ ล้ายอดมรรคผล, ๒๕๖๑, น.๗๖) เพราะถ้าจับใจความสาคัญไม่ไดก้ ็ยอ่ มไม่เขา้ ใจเรอื่ งทอ่ี ่าน หากต้องใช้
ประโยชนจ์ ากการอา่ นนั้นก็ต้องกลบั มาอา่ นกนั ใหม่ ทาให้เสียเวลา การอา่ นจับใจความสาคัญมีแนวทางปฏบิ ตั ิ
ดงั นี้

ขนั้ ที่ ๑ อำ่ นเร่อื งเพื่อทำควำมเข้ำใจภำพรวมของเนือ้ หำทง้ั หมด

ผ้อู ่านตอ้ งอา่ นเร่ืองท่จี ะจบั ใจความสาคัญต้งั แต่ต้นจนจบ เพอ่ื ทาความเข้าใจและไดภ้ าพรวมของ
เน้อื หาของเรื่องทอี่ ่านอยา่ งคร่าว ๆ โดยในขณะท่อี ่านควรตั้งคาถามและพิจารณาว่าผู้เขยี นกาลงั ส่อื เรือ่ งอะไร
ใคร ทาอะไร เม่ือไร ทีไ่ หน ดว้ ยเหตุผลใด และอย่างไร หากเรื่องนั้นมชี ือ่ เรอ่ื งกใ็ ห้พจิ ารณาตั้งแต่ชื่อเรื่อง เพราะ
โดยท่วั ไปชือ่ เร่ืองมกั จะสอดคล้องกบั ใจความสาคญั หรือความคิดหลัก หรือชว่ ยแสดงให้เห็นถึงจดุ สนใจ ของ
เรอ่ื ง

ขั้นท่ี ๒ พจิ ำรณำหำคำสำคญั (key words) ของเนอื้ หำในแต่ละยอ่ หน้ำ

คาสาคัญ (key words) เป็นคาที่กาหนดเปา้ หมายเพอ่ื นาไปสูใ่ จความสาคัญหรือความคดิ หลกั ของ
เรอ่ื งที่อา่ น ในแตล่ ะยอ่ หน้านั้นอาจมีคาสาคญั มากกว่าหนึ่งคา แตเ่ ม่อื นาคาเหล่าน้นั มาเชอื่ มโยงสรา้ ง
ความสัมพนั ธ์ใหเ้ กิดข้นึ ก็สามารถทราบถงึ ใจความสาคัญหรอื ความคดิ หลกั ของเรือ่ งทอ่ี า่ นได้

ลกั ษณะของคำสำคัญ
ธรรมชาติของการเขยี นนัน้ ผู้เขียนมไิ ด้มกี ารกาหนดตาแหน่งท่ตี ง้ั ของคาสาคญั ผ้อู า่ นสามารถจะ
สังเกตคาสาคญั ได้โดยอาศยั หลัก ดงั น้ี
(๑) เป็นคา กลมุ่ คา หรอื ประโยคท่ีเขยี นเหมือนกัน สือ่ ความหมายเหมอื นกนั ปรากฏซ้า ๆ ตงั้ แต่ต้น
จนจบ
(๒) เปน็ คา กลมุ่ คา หรือประโยคทเี่ ขียนต่ำงกนั แตส่ ่อื ความหมายเหมือนกนั ปรากฏซา้ ๆ ต้ังแตต่ น้
จนจบ
ตัวอย่ำง
ส่งิ ท่ชี าวเรือถือกนั มากกค็ อื “หัวเรอื ” นบั ถอื กนั วา่ เป็นท่ีแมย่ า่ นางอยู่ พวกแมค่ า้ ที่ใชเ้ รอื เป็นพาหนะ
บรรทุกของและอยอู่ าศัย ไมว่ ่าจะเป็นเรอื เลก็ หรือใหญ่ มกั ไม่ยอมใหใ้ ครเหยยี บหัวเรือ แมจ้ ะข้าม ก็ยงั ไม่ยอม
ให้ข้าม เจา้ ของเรือบางคนเครง่ มากจะจดุ ธูปบชู าทง้ั เชา้ และเยน็ ท่ีหวั เรอื บางลามีแผน่ ทองเหลือง หุ้มอย่าง
สวยงาม และมีซองทองเหลอื งเลก็ ๆ ตดิ ไวท้ ่ีทวนหัวเรอื สาหรับปกั ธปู บางทีกม็ พี วงมาลัยคลอ้ งหัวเรือ ท่ีเคร่ง
มาก ๆ ถึงกับจัดอาหารเซ่นทุกเช้าก็มี

(ส.พลายนอ้ ย, ๒๕๖๐, น.๗๘)

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรื่อง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

~ 11 ~

จากย่อหนา้ ขา้ งตน้ คาสาคัญลักษณะที่ ๑ ทีเ่ ขียนเหมือนกัน สอื่ ความหมายเหมอื นกนั ปรากฏซ้า ๆ

ต้งั แต่ต้นจนจบในย่อหน้า คอื คาวา่ “หวั เรือ”

สว่ นคาสาคัญลกั ษณะท่ี ๒ ทเ่ี ขียนต่างกัน แต่ส่อื ความหมายเหมอื นกัน ปรากฏซา้ ๆ ตัง้ แต่ต้นจนจบ

ในย่อหนา้ นั้น อาจพจิ ารณารว่ มกบั การอ่านแลว้ ต้งั คาถามวา่ ผู้เขยี นกาลังส่อื เรอื่ งอะไร ใคร ทาอะไร เมอื่ ไร ท่ี

ไหน ด้วยเหตุผลใด และอยา่ งไร ดังน้ี

ยอ่ หนา้ น้ีสือ่ เรอื่ งของใคร จะพบคาท่เี ขยี นตา่ งกันท่ีเกยี่ วขอ้ งกับบุคคล ๓ คา คือ คาวา่ “ชาวเรอื ”

“พวกแมค่ ้าท่ีใชเ้ รือ” และ “เจ้าของเรือ” แม้คาทั้ง ๓ คาจะเขียนต่างกัน แต่สอ่ื ความหมายเหมอื นกนั ถึงบคุ คล

ท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั เรือ เมอื่ พิจารณาแล้ว คาทสี่ ือ่ ความหมายครอบคลุมย่อหนา้ น้กี ็คอื คาว่า “ชำวเรอื ”

ยอ่ หนา้ นสี้ อ่ื เรอ่ื งของ “ชาวเรอื ” ทาอะไร จะพบขอ้ ความท่ีแสดงถึงการกระทาของชาวเรือ ที่แตกต่าง

กัน เช่น “มักไม่ยอมใหใ้ ครเหยยี บหัวเรอื แมจ้ ะขา้ มกย็ งั ไมย่ อมให้ขา้ ม” “เคร่งมากจะจดุ ธปู บชู า ทง้ั เช้าและ

เย็น” “ทเ่ี ครง่ มาก ๆ ถึงกบั จดั อาหารเซ่นทกุ เช้า” แต่การกระทาดังกล่าวนีต้ า่ งส่ือความหมายรว่ มกันแสดงให้

เห็นว่า ชาวเรือ “นับถอื ” หรือ “ถอื ” หัวเรอื นอกจากนีจ้ ากการกระทาหลาย ๆ อย่างดงั กล่าวยังแสดงใหเ้ หน็

ถงึ การนบั ถือหัวเรอื ของชาวเรอื ทีม่ มี ากด้วย

จากคาสาคญั ทไี่ ด้ สามารถสรปุ ใจความสาคญั ของยอ่ หน้าน้ีได้ว่า “ชาวเรอื นบั ถอื หวั เรือมาก” ซงึ่ ส่อื

ความหมายเหมอื นกบั ประโยคแรกของย่อหนา้ นีท้ ว่ี ่า “ส่ิงทช่ี าวเรือถือกันมากกค็ ือ ‘หวั เรอื ’”

ตวั อยำ่ งแนวข้อสอบ

๑. ขอ้ ใดเป็นประเดน็ สาคญั ของข้อความต่อไปน้ี (O-NET ม.๖)

คาพดู ของพอ่ แมอ่ าจทาให้ลูกเกดิ ความเข้าใจไมต่ รงกัน และทาให้เกิดปัญหาตามมาได้ เชน่ พอ่ แมร่ ัก

และเป็นหว่ งลกู เร่อื งการทาการบา้ น หรือการอ่านหนังสือเพอ่ื เตรยี มตวั สอบ แตถ่ า้ คาพดู ของพอ่ แม่เปน็ ไป ใน

ลกั ษณะพรา่ บน่ ลกู อาจเข้าใจผิดคิดว่าพอ่ แม่เคี่ยวเข็ญและกา้ วกา่ ยชีวติ ส่วนตวั มากเกินไป จงึ ต้องมีการอธิบาย

เพ่อื ให้เกิดความเขา้ ใจซึ่งกนั และกัน ลกู จะไดเ้ ขา้ ใจว่าพอ่ แม่หวงั ดีต่อตน

๑) หน้าทีข่ องลกู ท่ีดี ๒) การอบรมสัง่ สอนลูก ๓) โลกส่วนตวั ของเด็ก

๔) ความหวังดีของพอ่ แม่ ๕) การส่อื สารในครอบครัว

จากตัวอยา่ งข้างต้นจะเหน็ ได้วา่ ยอ่ หน้าน้ีมีคาสาคัญ ๔ คา คือ“คาพูด”“พ่อแม่”“ลกู ” และ“ความ

เข้าใจ”

คาสาคัญคาที่ ๑ “คาพูด” ปรากฏซา้ ๆ ต้ังแตต่ น้ จนจบในยอ่ หนา้ ท้ังลักษณะที่ ๑ คอื “คาพดู ” ๒ ครงั้

และลกั ษณะที่ ๒ คอื “พรา่ บน่ ” และ “การอธิบาย” ที่ส่ือความหมายถงึ “คาพดู ”

ส่วนคาสาคญั คาท่ี ๒ “พอ่ แม่” คาที่ ๓ “ลกู ” และคาที่ ๔ “ความเขา้ ใจ” ปรากฏซ้าๆ ตง้ั แต่ต้นจนจบ

ในย่อหนา้ เฉพาะลกั ษณะที่ ๑ คือ “พ่อแม”่ ๕ ครง้ั “ลกู ” ๓ ครั้ง และ “ความเขา้ ใจ” (หรอื “เขา้ ใจ”) ๔ ครั้ง

คำพดู ของพ่อแมอ่ าจทาให้ลกู เกดิ ควำมเขำ้ ใจไม่ตรงกนั และทาให้เกิดปัญหาตามมาได้ เช่น พ่อแมร่ ัก

และเปน็ ห่วงลกู เรื่องการทาการบ้าน หรอื การอ่านหนังสือเพ่ือเตรยี มตัวสอบ แตถ่ า้ คำพดู ของพ่อแมเ่ ปน็ ไป ใน

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

~ 12 ~

ลักษณะพรำ่ บน่ ลูกอาจเข้ำใจผดิ คดิ ว่าพ่อแมเ่ คี่ยวเขญ็ และก้าวก่ายชวี ิตส่วนตัวมากเกนิ ไป จงึ ต้องมี กำร
อธิบำยเพ่ือใหเ้ กิดควำมเขำ้ ใจซึ่งกนั และกนั ลูกจะไดเ้ ขำ้ ใจว่าพ่อแมห่ วังดีต่อตน

จากคาสาคัญทไี่ ด้ ประเด็นสาคัญของย่อหน้าน้จี งึ ตรงกบั ตัวเลอื กท่ี ๕) การสอ่ื สารในครอบครัว เพราะ
คาวา่ “การสอ่ื สาร” สอ่ื ความหมายครอบคลมุ คาสาคญั “คาพูด” “พร่าบ่น” และ “การอธบิ าย” ที่เกย่ี วข้อง
กบั คาสาคญั “ความเข้าใจ” เพราะในกระบวนการส่ือสารจะทาให้เกดิ ผลหรอื ปฏิกริ ยิ าตอบสนอง ซง่ึ หมายถงึ
ปฏิกริ ิยาของผรู้ บั สารอันเปน็ ผลทเี่ กดิ ขึน้ ตอ่ เนอ่ื งจากการรับรคู้ วามหมายของสารที่ส่งมาให้ ตรงกบั คาว่า
“ความเข้าใจ” หรือ “เข้าใจ” ส่วนคาว่า “ครอบครัว” สอื่ ความหมายครอบคลมุ คาสาคญั “พ่อแม่” และ
“ลกู ”

ส่วนตัวเลอื ก ๑), ๒), และ ๔) จะมีคาสาคญั ไมค่ รบ และตัวเลอื ก ๓) คาทใี่ ช้ไม่ปรากฏในย่อหน้าจึงไม่
ถูกต้อง

ขนั้ ที่ ๓ ตดั สว่ นขยำยใจควำมสำคญั ทิ้ง

ธรรมชาติของการเขียนนัน้ การนาเสนอความคิดหรอื ความรู้ในงานเขียน ผู้เขยี นไม่ไดเ้ สนอ แต่
ใจความสาคญั ออกมาอย่างตรงไปตรงมา กลา่ วคือ ผูเ้ ขยี นไม่ได้กล่าวตรง ๆ ว่า เร่อื งท่ีเขยี นนั้นมใี จความสาคญั
อย่างไร แต่จะถูกหอ้ มล้อมดว้ ยบริบท๒ ซ่ึงในโครงสร้างของการเขียนกค็ ือ การขยายความ อาจแสดงอยใู่ น
ลักษณะการใหค้ าจากัดความ การอธิบายให้รายละเอียด การให้เหตุผล การยกตวั อย่าง หรอื การเปรียบเทยี บก็
ได้ ดังนนั้ หน้าทีข่ องผู้อา่ นกค็ อื ตอ้ งแยกใจความสาคัญออกจากขอ้ ความทีเ่ ป็นส่วนขยายใจความสาคญั ออกมา
ใหไ้ ด้
ลักษณะกำรขยำยควำม

๒.๓.๑ กำรใหค้ ำจำกดั ควำม การขยายความลกั ษณะนเ้ี ปน็ การอธบิ ายความหมายของคา หรือสงิ่ ใด
ส่งิ หน่งึ ในเน้ือเรือ่ งเพื่อใหผ้ อู้ ่านเข้าใจตรงกนั นอกจากนย้ี งั รวมถึงการอธิบายขอบเขตของความหมาย ของเร่อื ง
ดว้ ย การขยายความลกั ษณะน้ีอาจจะมีการยกตวั อยา่ งประกอบดว้ ย

๒.๓.๒ กำรอธิบำยใหร้ ำยละเอยี ด การขยายความลกั ษณะน้ีจะใชเ้ ม่อื ต้องการแจกแจงส่งิ ใด ส่ิงหนง่ึ
อธิบายลกั ษณะหรอื องคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ของส่ิงใดสิง่ หนงึ่ หรอื แสดงขั้นตอน กระบวนการ บรรยายเหตกุ ารณ์
อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ อาจจะขยายโดยอธบิ ายให้รายละเอียด หรืออธบิ ายใหร้ ายละเอียด พร้อมยกตัวอย่างกไ็ ด้
การอธิบายให้รายละเอียดนน้ี ิยมใชค้ าเช่ือม “คือ” “กล่าวคอื ” เพอ่ื แสดงใหท้ ราบวา่ ข้อความท่ีอยูห่ ลงั คาเช่ือม
ดังกลา่ วเป็นการอธบิ ายให้รายละเอียด

๒.๓.๓ กำรใหเ้ หตุผล การขยายความลกั ษณะนี้ใชเ้ ขยี นใหผ้ อู้ า่ นเห็นคลอ้ ยตาม การขยายความด้วย
วิธนี ้ีทาได้หลายวิธี อาจเสนอความคิดที่เปน็ ขอ้ สรุปและตามดว้ ยขอ้ สนับสนุนตา่ ง ๆ ซง่ึ เป็นเหตผุ ล หรอื
หลักฐานโดยการยกตวั อยา่ ง หรอื เสนอผลลพั ธ์เพือ่ ใหผ้ ู้อา่ นตระหนักแล้วตามด้วยสาเหตตุ า่ ง ๆ ที่ทาให้ เกดิ ผล
นน้ั

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เร่ือง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 13 ~

การขยายความด้วยการใหเ้ หตุผลน้ีมกั จะปรากฏการใชค้ าเชื่อมแสดงเหตุผล “จึง” และ “เพราะ” ซึ่ง
มีลกั ษณะโครงสร้างคอื เหตุ + “จึง” + ผล และ ผล + “เพราะ” + เหตุ สว่ นทเี่ ป็นใจควำมสำคญั คอื ส่วนที่
แสดง “ผล”

๒.๓.๔ กำรยกตวั อย่ำง การขยายความลักษณะน้มี กั จะใช้ร่วมกบั วธิ ีอ่นื เชน่ การใหค้ าจากัดความ
การอธบิ ายให้รายละเอยี ด หรอื จะใชว้ ิธกี ารยกตวั อยา่ งแต่เพียงอย่างเดียวโดยการยกตวั อยา่ งหลาย ๆ ตวั อย่าง
แล้วจงึ สรปุ ทา้ ยย่อหนา้ ดว้ ยประโยคใจความสาคญั

การยกตวั อย่างนนี้ ิยมใชค้ าเชือ่ ม “เชน่ ” “ได้แก”่ เพื่อแสดงให้ทราบวา่ ข้อความทีอ่ ยู่หลังคาเชือ่ ม
ดงั กลา่ วเปน็ การยกตัวอย่าง

๒.๓.๕ กำรเปรียบเทยี บ การขยายความลักษณะนจ้ี ะใช้เขยี นเพอื่ เปรียบเทยี บในลกั ษณะข้อเทจ็ จรงิ ที่
สามารถพสิ ูจนไ์ ด้ โดยอาจมจี ดุ มุง่ หมายเปรยี บเทียบความเหมอื นกันหรอื ความแตกตา่ งกัน โดยกาหนดประเดน็
ทีเ่ หมอื นกันหรอื แตกตา่ งกนั วา่ มีอะไรบา้ ง แลว้ จงึ เปรียบเทยี บไปทีละประเด็น เพ่อื ใหผ้ อู้ า่ นเข้าใจเร่อื งทย่ี กมา
เปรยี บเทียบไดช้ ัดเจนในดา้ นความเหมอื นกันหรอื ความแตกตา่ งกนั หรอื อาจใชก้ ารยกเรื่องราว เปน็ อุทาหรณ์
ข้ึนมาก่อนแลว้ จึงสรุปประเดน็ ความคดิ สาคัญที่จะเสนอ หรือการเขยี นอุปมาเปรยี บเทยี บสงิ่ ทม่ี ีคุณสมบัตอิ ย่าง
เดียวกันเพื่อให้ความคิดสาคญั ชดั เจนขึน้

การขยายความดว้ ยการเปรียบเทียบน้จี ะมลี ักษณะโครงสรา้ งคอื ตัวตั้ง + คาเชื่อมแสดง การ
เปรียบเทยี บ + ตวั เปรยี บ สว่ นทเ่ี ป็นใจควำมสำคญั คือ ส่วนทแี่ สดง “ตวั ตง้ั ”

ตัวอยำ่ ง
พระราชวงั หมายถงึ วังของพระมหากษัตรยิ ์ มรี ะดับความสาคัญรองจากพระบรมมหาราชวัง เปน็ ท่ี
ประทบั ของพระมหากษตั รยิ ์ตามขัตติยราชประเพณีมาแต่โบราณ การเรียกวังวา่ พระราชวงั ไดน้ ั้น
พระมหากษัตริยจ์ ะทรงประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาวังข้ึนเป็น พระราชวงั จึงจะจดั เป็นทป่ี ระทับ ของ
พระมหากษัตริย์ได้ เช่น พระราชวงั ดสุ ติ เม่ือแรกสรา้ งพระราชทานชื่อว่า สวนดุสติ ตอ่ มาจงึ ประกาศยกข้นึ
เปน็ พระราชวังดุสติ ส่วนพระตาหนกั จติ รลดารโหฐานซึง่ เปน็ ทีป่ ระทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวรัชกาล
ปัจจุบนั สร้างขึ้นในสมัยรชั กาลท่ี ๖ เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังดุสติ เรียกวา่ พระตาหนักจิตรลดารโหฐาน สวน
จติ รลดา พระราชวงั ดสุ ิตไม่เรียกวา่ พระราชวังจิตรลดา ราษฎรทวั่ ไปเรยี กอย่างไมเ่ ป็นทางการวา่ สวนจิตรลดา

(รัตนา ฦๅชาฤทธ์ิ, ๒๕๔๖, น.๑๗๒)

จากตวั อยา่ งข้างตน้ เมอ่ื พิจารณาคาสาคญั จะพบวา่ มี ๑ คา คือ คาว่า “พระราชวัง” จากนน้ั จึง
พิจารณาตัดส่วนขยายใจความสาคญั ทีป่ รากฏ ดังนี้

(๑) “พระราชวงั หมายถึง วงั ของพระมหากษตั รยิ ์” เพราะเปน็ การให้คาจากัดความของคาว่า
“พระราชวงั ” ซงึ่ เป็นคาสาคัญของย่อหน้านี้

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เร่อื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 14 ~

(๒) “มรี ะดับความสาคญั รองจากพระบรมมหาราชวงั เป็นทปี่ ระทบั ของพระมหากษตั รยิ ์ ตามขตั ติย
ราชประเพณีมาแตโ่ บราณ” เพราะเป็นการอธบิ ายให้รายละเอยี ดของคาวา่ “พระราชวัง” ซง่ึ เปน็ คาสาคญั ของ
ยอ่ หน้านี้

(๓) “เชน่ พระราชวังดุสิต เม่ือแรกสรา้ งพระราชทานชือ่ ว่า สวนดสุ ติ ตอ่ มาจงึ ประกาศยกขนึ้ เป็น
พระราชวงั ดสุ ติ ส่วนพระตาหนกั จิตรลดารโหฐานซ่ึงเปน็ ท่ีประทบั ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ วั รชั กาล
ปจั จุบันสร้างขน้ึ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นสว่ นหน่ึงของพระราชวงั ดสุ ติ เรียกวา่ พระตาหนักจิตรลดารโหฐาน สวน
จติ รลดา พระราชวังดสุ ิตไมเ่ รยี กวา่ พระราชวงั จติ รลดา ราษฎรทว่ั ไปเรียกอยา่ งไม่เปน็ ทางการวา่ สวนจิตรลดา”
เพราะเปน็ การยกตวั อยา่ งเพ่ือชว่ ยให้คาวา่ “พระราชวงั ” ซง่ึ เปน็ คาสาคัญของยอ่ หนา้ นชี้ ดั เจนมากยง่ิ ข้นึ

เมอ่ื ตดั ส่วนขยายใจความสาคญั ข้างตน้ แลว้ จะพบว่าย่อหน้าน้มี ใี จความสาคญั เกยี่ วกบั เรือ่ ง “ขอ้
กำหนดกำรเปน็ พระรำชวัง” โดยปรากฏเปน็ ประโยคใจความสาคัญชัดเจนท่ีกลางยอ่ หนา้ วา่ “กำรเรียกวงั ว่ำ
พระรำชวงั ไดน้ ัน้ พระมหำกษตั ริยจ์ ะทรงประกำศพระบรมรำชโองกำรสถำปนำวงั ขน้ึ เปน็ พระรำชวัง จงึ จะ
จัดเปน็ ที่ประทบั ของพระมหำกษัตรยิ ไ์ ด”้

ขัน้ ท่ี ๔ เตมิ คำเชื่อมสว่ นขยำยใจควำมสำคญั เพื่อตดั สว่ นขยำยใจควำมสำคญั ทงิ้

แนวทางปฏบิ ัตขิ องการอา่ นจบั ใจความสาคญั ในขอ้ ๒.๓ ขา้ งต้นนั้น ผู้เรียนสามารถพิจารณา ตดั ส่วน
ขยายใจความสาคัญในยอ่ หนา้ ไดง้ า่ ย โดยสงั เกตจากคาเชือ่ มแสดงส่วนขยายใจความสาคญั หากทวา่ ใน
บางครงั้ ผู้เขียนอาจจะเรยี บเรียงข้อความในยอ่ หน้าโดยไม่ใชค้ าเช่อื มกไ็ ด้ ดงั นั้นหากต้องการจะจบั ใจความ
สาคัญ ผูเ้ รียนจาเป็นต้องเติมคาเชอื่ มสว่ นขยายใจความสาคัญ เพ่ือตัดสว่ นขยายใจความสาคัญทิ้ง

คาเชอ่ื มทนี่ ยิ มเติมในขอ้ ความในยอ่ หนา้ ไดแ้ ก่ กลำ่ วคือ เช่น จงึ เพรำะ
ตัวอย่ำงแนวขอ้ สอบ
๑๒. ผักและผลไมส้ ดจะมเี อนไซมท์ ่ีเปน็ ตัวชว่ ยย่อยอาหารใหเ้ ปน็ โมเลกลุ ทเี่ ล็กที่สดุ เขา้ สูก่ ระแสเลอื ด
ไปใชป้ ระโยชน์ในรา่ งกายอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพมากทส่ี ุด และเรง่ ปฏกิ ริ ิยาการยอ่ ยอาหารให้สมบูรณ์ เอนไซม์
หลายชนดิ เปน็ เอนไซมท์ ่รี า่ งกายไมส่ ามารถสรา้ งข้ึนมาได้ จึงต้องไดร้ ับจากการรบั ประทานผกั ผลไมเ้ ทา่ นัน้
เอนไซมบ์ างชนดิ ยังชว่ ยเปลี่ยนอนุมูลอสิ ระเปน็ น้าและออกซเิ จน บางชนดิ ช่วยเผาผลาญพลังงาน สลายไขมนั
และกาจัดสารพษิ ในรา่ งกาย
ขอ้ ใดเปน็ ใจความสาคญั ของขอ้ ความข้างต้น (O-NET ม.๓)

๑) การรับประทานผกั และผลไมส้ ดจะชว่ ยใหร้ ่างกายแข็งแรงสมบูรณ์
๒) ผักและผลไม้สดมีเอนไซมช์ ว่ ยย่อยสารอาหารไปใชป้ ระโยชนใ์ นรา่ งกาย
๓) เอนไซมห์ ลายชนดิ เป็นเอนไซมท์ รี่ า่ งกายไมส่ ามารถสรา้ งขน้ึ มาไดเ้ อง
๔) เอนไซม์บางชนดิ ช่วยเปล่ยี นอนุมูลอสิ ระบางชนดิ ช่วยเผาผลาญพลังงาน
จากตวั อย่างข้างต้น เมอื่ อ่านเนอ้ื หาในยอ่ หน้านแี้ ลว้
(๑) ต้งั คาถามเพ่อื ทาความเขา้ ใจภาพรวมของเนือ้ หาทง้ั หมด

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เร่ือง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 15 ~

(๑.๑) ยอ่ หนา้ นี้กล่าวถึงเรอ่ื งอะไร
คำตอบคือ ผักและผลไม้สด

(๑.๒) ผกั และผลไมส้ ดเปน็ อย่างไร
คำตอบคือ ผักและผลไม้สดจะมีเอนไซม์

(๑.๓) เอมไซมด์ ังกล่าวเปน็ อยา่ งไร
คำตอบคือ เปน็ ตัวชว่ ยย่อยอาหารใหเ้ ปน็ โมเลกลุ ท่เี ล็กทส่ี ุดเขา้ ส่กู ระแสเลอื ดไปใช้

ประโยชนใ์ นรา่ งกายอย่างมีประสทิ ธภิ าพมากทสี่ ดุ และเร่งปฏิกริ ิยาการย่อยอาหารใหส้ มบูรณ์
(๒) พจิ ารณาหาคาสาคญั ของย่อหนา้ นี้
ย่อหนา้ นมี้ ีคาสาคญั ๒ คา คือ “ผักและผลไม้สด” (หรอื ผกั ผลไม)้ ซง่ึ ปรากฏซา้ ๒ ครั้ง และ

“เอนไซม์” ซง่ึ ปรากฏซ้า ๕ ครั้ง
(๓) เตมิ คาเชือ่ มส่วนขยายใจความสาคญั เพอ่ื ตดั สว่ นขยายใจความสาคญั ทง้ิ
จากย่อหน้าขา้ งต้นสามารถเติมคาเช่อื ม “เพรำะ” หนา้ ข้อความ “เอนไซม์หลำยชนดิ เปน็ เอนไซมท์ ี่

ร่ำงกำยไม่สำมำรถสร้ำงขนึ้ มำได้” ทาให้เหน็ ไดว้ ่าใจความสาคัญของย่อหน้าน้ี คือ “ผกั และผลไม้สดจะมี
เอนไซมท์ ีเ่ ปน็ ตวั ช่วยยอ่ ยอาหารให้เป็นโมเลกลุ ที่เลก็ ที่สดุ เขา้ สูก่ ระแสเลือดไปใชป้ ระโยชน์ในร่างกายอย่างมี
ประสิทธภิ าพมากท่สี ดุ และเร่งปฏิกิรยิ าการยอ่ ยอาหารใหส้ มบรู ณ์” สอดคล้องกบั คาตอบท่ีไดจ้ ากการตัง้
คาถามเพ่ือทาความเข้าใจภาพรวมของเน้ือหาทัง้ หมด

ผักและผลไม้สดจะมเี อนไซมท์ ีเ่ ป็นตัวชว่ ยยอ่ ยอาหารใหเ้ ป็นโมเลกุลทเ่ี ลก็ ที่สุดเข้าสกู่ ระแสเลือดไปใช้
ประโยชนใ์ นรา่ งกายอยา่ งมปี ระสิทธิภาพมากทส่ี ุด และเรง่ ปฏกิ ริ ยิ าการย่อยอาหารใหส้ มบูรณ์ เพรำะเอนไซม์
หลายชนิดเปน็ เอนไซมท์ ี่รา่ งกายไม่สามารถสรา้ งขน้ึ มาได้ จงึ ต้องได้รบั จากการรบั ประทานผกั ผลไมเ้ ทา่ นนั้
เอนไซม์บางชนิดยงั ช่วยเปลย่ี นอนุมูลอสิ ระเปน็ นา้ และออกซิเจน บางชนดิ ชว่ ยเผาผลาญพลงั งาน สลายไขมนั
และกาจดั สารพิษในรา่ งกาย

นอกจากนีห้ ากสงั เกตเน้อื หาในตอนทา้ ยของยอ่ หนา้ จะพบวา่ เน้อื หาที่ปรากฏยังสนบั สนุนใจความ
สาคญั ของยอ่ หนา้ น้ีใหช้ ัดเจนขน้ึ ด้วย ดงั เหน็ ไดจ้ ากขอ้ ความ “เอนไซม์บางชนดิ ยงั ชว่ ยเปลี่ยนอนมุ ลู อสิ ระเป็น
นา้ และออกซิเจน บางชนิดช่วยเผาผลาญพลงั งาน สลายไขมนั และกาจดั สารพิษในรา่ งกาย” ซึ่งมลี กั ษณะเปน็
คาสาคัญลักษณะที่ ๒ ท่ีเขียนต่างกนั แต่สื่อความหมายเหมือนกนั ปรากฏซา้ ๆ คือ

(๑) เอนไซม์บางชนิดยงั ชว่ ยเปลย่ี นอนมุ ลู อสิ ระเป็นนา้ และออกซเิ จน
(๒) บางชนดิ ชว่ ยเผาผลาญพลังงาน
(๓) สลายไขมนั
(๔) กาจัดสารพษิ ในรา่ งกาย
สัมพนั ธก์ บั เนื้อหา “. . .ไปใชป้ ระโยชน์ในร่างกายอย่างมปี ระสทิ ธิภาพมากท่สี ดุ และเรง่ ปฏกิ ิริยาการ
ย่อยอาหารใหส้ มบรู ณ์” ในใจความสาคัญทป่ี รากฏตอนต้นยอ่ หน้า

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 16 ~

คาตอบของแบบฝกึ หัดข้อนี้จึงตอบ ข้อ ๒) ผกั และผลไม้สดมเี อนไซมช์ ่วยย่อยสำรอำหำรไปใช้
ประโยชน์ในร่ำงกำย

ขั้นท่ี ๕ สังเกตคำหรือกล่มุ คำแสดงควำมขดั แย้งหรือตรงข้ำมกันทีป่ รำกฏในยอ่ หนำ้

ปกตแิ ล้วข้อความหรือประโยคแตล่ ะประโยคทีเ่ รียงต่อกนั ในยอ่ หนา้ น้นั จะมีเนือ้ หาเกี่ยวโยงต่อเนือ่ ง

สมั พันธ์กัน การลาดบั ความคิดและการเชอื่ มโยงความคดิ เปน็ ไปอยา่ งมีระเบียบ ชัดเจน “ประดจุ นามะลิแตล่ ะ

ดอกมารอ้ ยเป็นวงรอบ จนเป็นพวงมาลัยทเ่ี ป็นระเบียบสวยงาม ทาให้ผู้อ่านสามารถติดตามเนอ้ื เรื่อง ไดง้ ่ายไม่

สบั สนวกวน อา่ นแล้วไดเ้ น้ือความทีส่ มบรู ณ์แจ่มแจ้ง” (ราตรี ธันวารชร, ๒๕๔๒, น.๘๒)

วิธีหนง่ึ ทท่ี าใหย้ ่อหนา้ เกดิ การเชื่อมโยง คือ การใชค้ าหรอื กลมุ่ คาเป็นเคร่ืองเช่ือมความ คาหรอื กล่มุ คา

ทเ่ี ป็นเครอ่ื งเชื่อมในย่อหนา้ นัน้ มหี ลายลกั ษณะ แต่มีคาหรอื กลุม่ คาลกั ษณะหนง่ึ ที่ชว่ ยให้จับใจความสาคัญได้

งา่ ยขึ้น คือ คาหรือกลุ่มคาแสดงความขัดแย้งหรือตรงขา้ มกัน เช่น แต่ ทวำ่ แตห่ ำก แตว่ ่ำ แต่ทว่ำ อยำ่ งไรก็

ดี ในทำงตรงข้ำม ในทำงกลับกัน ถงึ แม้...แต่ ฯลฯ เพราะใจความสาคญั ทผี่ เู้ ขยี นต้องการสือ่ ในยอ่ หน้านัน้

อาจอยู่หลงั คาหรอื กลุ่มคาดงั กล่าว

ตัวอย่ำงแนวข้อสอบ

๑๗. ข้อใดเปน็ ชอ่ื เรือ่ งท่ีสอดคลอ้ งกบั ข้อความต่อไปนี้ (O-NET ม.๓)

กาแพงเมอื งจีนสร้างข้ึนมาเพื่อป้องกันขา้ ศึก แต่นักประวตั ิศาสตรต์ ่างลงความเห็นว่ากาแพงเมืองจีน

นน้ั ไมส่ ามารถป้องกันขา้ ศกึ ได้ เพราะข้าศึกสามารถโอบลอ้ มป้อมปราการเข้ามาไดห้ ลายครัง้ เชน่ กองทัพแมน

จสู ามารถยกพลขา้ มกาแพงมาพิชิตแผน่ ดินจีนได้ส่วนหนึ่ง นอกจากกาแพงเมืองจีนจะไม่สามารถป้องกนั ขา้ ศึก

ทางบกได้แลว้ เมื่อกองทพั ชาตยิ ุโรปยกทพั มาทางทะเล กย็ ังสามารถกดดนั ให้จีนยอมจานนไดส้ าเร็จในศตวรรษ

ที่ ๑๙

๑) ความลม้ เหลวของกาแพงเมอื งจีน ๒) มูลเหตุของการสร้างกาแพงเมอื งจนี

๓) กองทพั แมนจผู พู้ ิชิตกาแพงเมอื งจีน ๔) กาแพงเมอื งจีนกบั การปอ้ งกันข้าศกึ ทางนา้

จากตัวอยา่ งข้างต้น เมอ่ื พจิ ารณาคาสาคญั จะพบวา่ มี ๒ คา คือ คาว่า “กำแพงเมืองจนี ” และ “ไม่

สำมำรถปอ้ งกนั ขำ้ ศึก” ซึ่งส่อื ความหมายถึง “ยอมจำนน” ดว้ ย จากน้ันจงึ พิจารณาตดั ส่วนขยายใจความ

สาคัญ ที่ปรากฏ ดังน้ี

(๑) “เพราะขา้ ศกึ สามารถโอบลอ้ มป้อมปราการเข้ามาไดห้ ลายครั้ง” เพราะเปน็ กำรให้เหตผุ ลที่

สนับสนนุ ข้อความ “นกั ประวัติศาสตร์ต่างลงความเหน็ วา่ กาแพงเมอื งจีนนัน้ ไมส่ ามารถป้องกันข้าศกึ ได้”

(๒) “เช่น กองทพั แมนจูสามารถยกพลข้ามกาแพงมาพชิ ติ แผ่นดนิ จนี ไดส้ ว่ นหน่ึง” เพราะเป็นกำร

ยกตวั อยำ่ งสนบั สนนุ ข้อความ “เพราะข้าศกึ สามารถโอบล้อมปอ้ มปราการเข้ามาได้หลายครงั้ ”

กำแพงเมอื งจนี สร้างข้ึนมาเพ่ือปอ้ งกนั ข้าศึก แต่นกั ประวัติศาสตร์ตา่ งลงความเห็นวา่ กาแพงเมอื งจีน

นน้ั ไมส่ ำมำรถป้องกันข้ำศึกได้ เพราะข้าศกึ สามารถโอบลอ้ มปอ้ มปราการเขา้ มาได้หลายครง้ั เชน่ กองทพั

แทนจสู ามารถยกพลข้ามกาแพงมาพิชติ แผ่นดนิ จีนไดส้ ว่ นหนึง่ นอกจากกำแพงเมืองจนี จะไมส่ ำมำรถป้องกนั

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรือ่ ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 17 ~

ข้ำศกึ ทางบกไดแ้ ลว้ เมือ่ กองทัพชาตยิ โุ รปยกทพั มาทางทะเล กย็ ังสามารถกดดนั ให้จนี ยอมจำนนไดส้ าเรจ็ ใน
ศตวรรษที่ ๑๙

เมื่อตัดส่วนขยายใจความสาคญั แลว้ จะสังเกตได้วา่ ในย่อหนา้ นีม้ ีการใชค้ าวา่ “แต”่ แสดงความ
ขดั แยง้ หรอื ตรงขา้ มกนั ในย่อหน้า ใจความสาคญั ทผี่ เู้ ขียนตอ้ งการนาเสนอกค็ ือ “นกั ประวตั ศิ าสตร์ตา่ งลง
ความเห็นวา่ กาแพงเมืองจนี นั้นไม่สามารถป้องกันขา้ ศกึ ได้”

สว่ นเนือ้ หาในตอนทา้ ย “เมอื่ กองทพั ชาตยิ ุโรปยกทพั มาทางทะเล ก็ยังสามารถกดดันให้จนี ยอมจานน
ไดส้ าเรจ็ ในศตวรรษท่ี ๑๙” กเ็ ปน็ สว่ นขยายในลักษณะการยกตวั อย่างเพือ่ สนับสนนุ ใจความสาคญั ใหช้ ดั เจน
ขึ้น กลา่ วคือ แสดงใหเ้ หน็ วา่ กาแพงเมืองจีนไมส่ ามารถปอ้ งกันขา้ ศึกท้งั ทางบกและทางทะเล

คาตอบของแบบฝกึ หดั ขอ้ นจ้ี งึ ตอบขอ้ ๑) ควำมล้มเหลวของกำแพงเมืองจีน

ขนั้ ที่ ๖ หำกยอ่ หนำ้ น้นั ไม่ปรำกฏประโยคใจควำมสำคญั ต้องพิจำรณำเน้ือควำมในบรบิ ทอ่ืน ๆ

โดยเฉพาะข้อความในยอ่ หน้าก่อนและหลัง โดยนาใจความสาคญั หรือความคดิ หลักที่กระจายอยู่ในยอ่
หน้านั้น นามาประมวลและเรียบเรยี งให้เป็นประโยคใจความสาคัญดว้ ยสานวนภาษาของตนเอง

ตัวอยำ่ ง
พืชท่คี นไทยนารากมาใชย้ อ้ มผ้า เชน่ ขมิ้น ข่า และยอป่า พชื ทค่ี นไทยนาลาตน้ มาใชย้ ้อมผา้ ไดแ้ ก่
มะพดู หากใช้เฉพาะส่วนเปลอื กนัน้ มีหลายชนิด เช่น กราย ฉาฉา กระหดู โกงกาง ปอแดง และประดู่ สว่ นพืช
ทีเ่ รานาแก่นของเนอ้ื ไมม้ าใช้ยอ่ มผา้ คือ ขนุน ข้ีเหลก็ และเข พชื ท่เี รานาผลของมนั มาใชใ้ นการย้อมผา้ คือ
กระจาย หวา้ มะเกลอื และตะโก เมลด็ จากผลกส็ ามารถนามาใช้ย้อมผา้ ได้ด้วย เชน่ คาแสด พืชที่เรานาดอก
มาใช้ในการยอ้ มผ้า คือ อญั ชัน และคาฝอย พชื ท่ีใบให้สใี นการยอ้ มผ้า ได้แก่ หูกวาง และคราม ซึ่งครามนนั้
นอกจากจะใชใ้ บจากตน้ ครามยอ้ มผ้าได้แลว้ เรายงั สามารถใช้กง่ิ ของมนั ในการยอ้ มผา้ ได้ด้วย

(ปรับจาก ดาวรตั น์ ชทู รพั ย,์ ๒๕๔๗, น.๑๗๔ -๑๗๕)

จากตวั อย่างข้างตน้ เมื่ออา่ นย่อหนา้ จบแลว้ ส่ิงที่ต้องพิจารณาในการจบั ใจความสาคญั คือ
(๑) ย่อหน้าน้ีกล่าวถึงเร่ืองอะไร

คำตอบ คือ เรอื่ งเก่ยี วกบั การใชส้ ว่ นต่าง ๆ ของพชื มายอ้ มผ้าของคนไทย
(๒) พิจารณาหาคาสาคญั ของย่อหน้าน้ี
คาสาคญั ลกั ษณะที่ ๑ ทีป่ รากฏซ้า ๆ ตงั้ แตต่ ้นจนจบในย่อหน้าคอื คาว่า “พืช” “คนไทย” ซึ่งใน
บำงประโยคจะใช้คำวำ่ “เรำ” แทนคำวำ่ “คนไทย” และ “ยอ้ มผ้ำ”
ส่วนคาสาคัญลกั ษณะที่ ๒ ในย่อหน้า คือ คาว่า “รำก” “ลำตน้ ” “เปลอื ก” “แกน่ ของเนือ้ ไม”้
“ผล” “เมล็ดจำกผล” “ดอก” “ใบ” และ “ก่งิ ” จะเหน็ ไดว้ า่ ทุกคาน้ันสอื่ ถึงส่วนตา่ ง ๆ ของพชื
(๓) พิจารณาเน้อื ความทีเ่ ปน็ ส่วนประกอบคาสาคญั เพ่อื ตดั ส่วนขยายใจความสาคัญ

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรื่อง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 18 ~

เน้ือความทเ่ี ป็นสว่ นประกอบคาสาคัญ คือ การอธิบายให้รายละเอียดเก่ียวกับสว่ นตา่ ง ๆ ของพชื ที่
คนไทยนามาใช้ย้อมผ้า คือ ราก ลาตน้ เปลอื ก แกน่ ของเนือ้ ไม้ ผล เมลด็ จากผล ดอก ใบ และกิ่ง ประกอบกับ
การยกตัวอยา่ งพืชทค่ี นไทยนาส่วนต่าง ๆ แตล่ ะสว่ นนนั้ มาใช้ย้อมผา้ สังเกตจำกคำว่ำ “เชน่ ” “ไดแ้ ก”่ และ
“คอื ” ทงั้ หมดนี้คอื ส่วนขยายใจความสาคญั ทีต่ อ้ งตัดท้ิง

(๔) นาใจความสาคัญมาเรยี บเรยี งเปน็ ประโยคใจความสาคัญดว้ ยสานวนภาษาของผอู้ ่าน โดยคงตาม
เนือ้ ความเดิม จากตัวอย่างข้างตน้ ประโยคใจความสาคญั ของยอ่ หนา้ นี้คือ “คนไทยนำส่วนต่ำง ๆ ของพืช
มำใช้ยอ้ มผำ้ ”

๓. สง่ิ ทคี่ วรคำนงึ ในกำรจบั ใจควำมสำคญั

การจบั ใจความสาคัญนน้ั แม้จะมีหลกั และวธิ กี ารดงั กลา่ วแลว้ แตท่ กุ คร้งั ท่ีจบั ใจความสาคัญ ควร
คานึงถึงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ (ฐิติรตั น์ ลดาวลั ย์, ๒๕๕๖, น.๕๖ -๕๗)

๓.๑ วัตถปุ ระสงค์
การจบั ใจความสาคญั ควรวเิ คราะหท์ ุกครัง้ ว่า ผ้เู ขยี นมวี ัตถุประสงคอ์ ย่างไรในการส่งสาร โดยเฉพาะ
การจับใจความสาคัญจากการอ่านในย่อหน้าทีไ่ ม่ปรากฏรูปประโยคใจความสาคญั เพราะจะทาให้เข้าใจสารนน้ั
มากข้นึ ทาให้จับใจความสาคัญไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
๓.๒ ประเภทของสำร
การจับใจความสาคญั ของสารแตล่ ะประเภทมคี วามแตกตา่ งกัน เช่น หากจบั ใจความสาคญั จากขา่ ว
หรอื บันเทิงคดตี า่ ง ๆ เช่น นวนยิ าย เรอื่ งสัน้ บทละคร การจบั ใจความสาคญั จะเปน็ ลักษณะการจับใจความ
รวมของท้งั เรอ่ื ง ไม่จาเปน็ ต้องจบั ใจความทลี ะย่อหน้า หากเนอื้ หาสาระมีความยาวมากก็ควรจบั ใจความเปน็
ตอน ๆ แลว้ จงึ นามาประมวลเป็นใจความสาคัญของเรื่อง
๓.๓ วิธกี ำรเขยี นของผเู้ ขียน
ปกตแิ ลว้ ในหนงึ่ ย่อหน้าจะมีใจความสาคัญประการเดยี ว แตผ่ ู้เขียนบางคนอาจเขียนย่อหน้าโดยมี
ใจความสาคญั มากกวา่ หนึง่ ขอ้ ความ หรือเขียนเปน็ ย่อหนา้ สัน้ ๆ โดยแตล่ ะบรรทัดจะมใี จความสาคญั หรือไมก่ ็
ได้ การจบั ใจความสาคัญลกั ษณะน้ีควรจบั ใจความสาคญั รวมทั้งเร่อื ง
การจบั ใจความสาคัญเป็นเรอื่ งท่ีผเู้ รยี นตอ้ งศกึ ษาและฝึกฝน โดยตอ้ งเข้าใจวธิ ีการจับใจความสาคญั
เข้าใจสารที่ไดร้ ับ ตลอดจนวตั ถปุ ระสงค์ของผเู้ ขียน การจบั ใจความสาคญั จงึ จะบรรลผุ ล ช่วยให้ผอู้ า่ นเขา้ ใจ
เนือ้ หาและความคิดของผู้เขียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการอ่านขั้นสงู คือ การอา่ นวเิ คราะห์และตคี วามต่อไป

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 19 ~

สรปุ

ชดุ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 20 ~

กิจกรรมตรวจสอบความรคู้ รง้ั ที่ ๑

คำช้แี จง ให้นักเรียนตอบคาถามต่อไปน้ีให้ถกู ตอ้ งไดใ้ จความ ( ๑๐ คะแนน )

๑. ใจความสาคัญ คืออะไร ( ๑ คะแนน )

ตอบ ...................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
๒. วธิ กี ารอ่านจบั ใจความสาคัญตามเทคนคิ บันได ๖ ขั้น มกี ีข่ นั้ ตอน มอี ะไรบ้าง ( ๓ คะแนน )

ตอบ ...................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

๓. ลักษณะขอ้ ความแบง่ ออกเปน็ ก่ีลกั ษณะ มีอะไรบา้ ง ( ๓ คะแนน )

ตอบ ...................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

๔. สิ่งท่ีควรคานงึ ถึงในการอ่านจับใจความสาคัญ คืออะไรจงอธิบาย ( ๓ คะแนน )

ตอบ ...................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

ชดุ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรือ่ ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 21 ~
เกณฑ์กำรใหค้ ะแนน

ขอ้ คะแนน เกณฑก์ ำรใหค้ ะแนน

๑ ๑ คะแนน - อธิบายถกู ต้องชดั เจนได้ ๑ คะแนน

- อธิบายไม่ถกู ต้องได้ ๐ คะแนน

๒ ๓ คะแนน - ตอบถกู ประเดน็ ประเดน็ ละ ๐.๕ คะแนน

- ตอบไมถ่ กู ประเดน็ ได้ ๐ คะแนน

๓ ๓ คะแนน - ตอบถกู ทกุ ประเด็น ๓ คะแนน

- ตอบถูกประเด็นเดยี ว ๑ คะแนน

- ตอบไมถ่ ูกประเด็นได้ ๐ คะแนน

๔ ๓ คะแนน - ตอบถกู ประเดน็ ประเดน็ ละ ๑ คะแนน

- ตอบไมถ่ กู ประเด็นได้ ๐ คะแนน

ชดุ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

~ 22 ~

กิจกรรมตรวจสอบความรคู้ รง้ั ที่ ๒

คำชแ้ี จง ให้นักเรยี นอ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคาถามใหถ้ กู ตอ้ ง ( ๑๐ คะแนน )

อ่านขอ้ ความต่อไปนี้ แล้วตอบคาถาม

เตารดี ไหมเ้ ป็นปญั หาท่ีพบบ่อยๆ ซึ่งเมอ่ื นามารดี ผา้ จะทาให้ฝืดรดี ไมค่ ลอ่ ง และท่ีพืน้ เตารดี ก็จะมี
รอยไหมด้ าติดอยู่ วธิ ีการแก้ไขกค็ อื การใช้ยาสฟี นั ปา้ ยท่ีรอยไหมข้ องเตารดี แล้วใช้เศษผ้าถแู รง ๆ ใหท้ ว่ั
รอยไหม้ก็จะหายไป และนาผ้าชบุ นา้ ทาความสะอาดอีกครัง้ เตารดี กจ็ ะใช้ไดด้ ตี ามปกติ

๑. ใคร ( ๑ คะแนน )
ตอบ ……………………………………...………….........…………………………………......…
……………………………………...................………....................………...………………………………
๒. ทาอะไร ( ๑ คะแนน )
ตอบ ……………………………………...………….........…………………………………......…
……………………………………...................………....................………...………………………………
๓. เม่ือไร ( ๑ คะแนน )
ตอบ ……………………………………...………….........…………………………………......…
……………………………………...................………....................………...………………………………
๔. ทาไม/เพราะอะไร ( ๑ คะแนน )
ตอบ ……………………………………...………….........…………………………………......…
……………………………………...................………....................………...………………………………
๕. ผลเปน็ อยา่ งไร ( ๑ คะแนน )
ตอบ ……………………………………...………….........…………………………………...........
……………………………………...................………....................………...………………………………

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เร่ือง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 23 ~

อำ่ นข้อควำมต่อไปน้ี แล้วตอบคำถำม

ช้างพังเป็นแม่ทด่ี แี ละคอ่ นขา้ งเขม้ งวดกบั ลูกของมันมาก มนั ไมย่ อมให้ลกู งอแงกวนใจเลย มนั ใช้
งวงฟาดเพอ่ื สง่ั สอนและไดผ้ ลดที ุกครง้ั เพราะมนั ฟาดค่อนข้างแรง

ที่มา : ทนิ รตั น์ จนั ทราภนิ ันท์ ( ๒๕๕๐ ). แบบฝกึ การอา่ นจบั ใจความสาคญั .

๑. จากเรอื่ งทอ่ี า่ นกล่าวถงึ ใคร ( ๑ คะแนน )
ตอบ ……………………………………...………….........…………………………………......…
……………………………………...................………....................………...………………………………
๒. ทาอะไร ( ๑ คะแนน )
ตอบ ……………………………………...………….........…………………………………......…
……………………………………...................………....................………...………………………………
๓. เมอ่ื ไร ( ๑ คะแนน )
ตอบ ……………………………………...………….........…………………………………......…
……………………………………...................………....................………...………………………………
๔. ทาไม/เพราะอะไร ( ๑ คะแนน )
ตอบ ……………………………………...………….........…………………………………......…
……………………………………...................………....................………...………………………………
๕. ผลเป็นอย่างไร ( ๑ คะแนน )
ตอบ ……………………………………...………….........…………………………………...........
……………………………………...................………....................………...………………………………

ชดุ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรื่อง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

~ 24 ~

กิจกรรมตรวจสอบความรคู้ รง้ั ที่ ๓

คำช้แี จง ให้นักเรียนอ่านขอ้ ความต่อไปน้ี แล้วตอบคาถามใหถ้ กู ตอ้ ง ( ๑๐ คะแนน )

๑. อ่ำนข้อควำมต่อไปน้ี แลว้ แยกประโยคทเ่ี ป็นใจควำมสำคญั และใจควำมรอง ( ๒ คะแนน )

ใบหมอ่ นเปน็ อาหารของตวั ไหม ถา้ เราจะเลยี้ งตวั ไหมกต็ อ้ งปลกู ตน้ หม่อนเพราะตวั ไหม
กนิ ใบหม่อน

ทม่ี า : จนั ทร์ศรี นิตยฤกษ.์ (๒๕๕๓). รวมบทความทางวชิ าการ.

๑.๑ ประโยคใจความสาคัญ คือ
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

๑.๒ ประโยคใจความรอง คือ
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

๒. อำ่ นขอ้ ควำมต่อไปนี้ แลว้ แยกประโยคที่เปน็ ใจควำมสำคญั และใจควำมรอง ( ๒ คะแนน )

ความรกั ความเขา้ ใจ คือ สายใยของครอบครัว เป็นคาขวญั ท่ชี นะเลศิ การประกวดคาขวัญ
ครอบครวั ซงึ่ ตรงกบั วนั ท่ี ๑๔ เมษายน ของทุกปี

ทีม่ า : แววมยุรา เหมอื นนลิ . (๒๕๔๑). การอ่านจับใจความ.

๒.๑ ประโยคใจความสาคญั คอื
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

๒.๒ ประโยคใจความรอง คอื
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรือ่ ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 25 ~

๓. อำ่ นขอ้ ควำมตอ่ ไปน้ี แล้วแยกประโยคทเ่ี ป็นใจควำมสำคญั และใจควำมรอง ( ๒ คะแนน )

อรุ งั อตุ ังเป็นลงิ ขนาดใหญท่ ี่มรี ูปรา่ งคล้ายคน ขนมีตามลาตัวยาวสนี ้าตาลแดง ขาส้นั และ
ค่อนขา้ งเลก็

ทมี่ า : ไทยรัฐ. (๘ กรกฎาคม ๒๕๔๕). ลงิ อุรงั อตุ งั .

๓.๑ ประโยคใจความสาคัญ คอื
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

๓.๒ ประโยคใจความรอง คือ
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

๔. อำ่ นขอ้ ควำมตอ่ ไปนี้ แล้วแยกประโยคที่เปน็ ใจควำมสำคัญและใจควำมรอง ( ๒ คะแนน )

ฤดูนซี้ อ้ื ขา้ วเกรียบมาปิ้งขายตอนเยน็ ตอนค่า คนตอ้ งมาซ้ือแน่ ๆ เพราะอากาศหนาวคนชอบเดนิ
เทย่ี ว และข้าวเกรยี บเปน็ อาหารฤดหู นาว กนิ ไดท้ ุกวนั กนิ ไดท้ ุกวยั

ท่ีมา : แววมยรุ า เหมือนนลิ . (๒๕๔๑). การอ่านจับใจความ.

๔.๑ ประโยคใจความสาคัญ คอื
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

๔.๒ ประโยคใจความรอง คือ
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เร่ือง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

~ 26 ~

๕. อ่ำนขอ้ ควำมตอ่ ไปน้ี แล้วแยกประโยคทีเ่ ป็นใจควำมสำคญั และใจควำมรอง ( ๒ คะแนน )

ความแตกต่างของมนษุ ย์และสัตวท์ เี่ ห็นเดน่ ชดั คอื เรื่องของการใช้ภาษา มนุษย์สามารถถา่ ยทอด
ความรู้ความคดิ ออกมาเป็นตวั เขียน คอื เปน็ ภาษาหนังสือ แตส่ ตั ว์ใช้ได้แตเ่ สยี งเท่านน้ั ในการส่ือสาร
แมแ้ ต่เสียงหลายท่านกย็ ังมีความเหน็ วา่ สัตว์จะทาเสยี งเพือ่ แสดงความรสู้ ึก เชน่ โกรธ หิว เจบ็ ปวดเทา่ น้ัน
เสยี งของสัตวไ์ ม่อาจสือ่ ความหมายไดล้ ะเอียดลออเท่าภาษาพูดของมนุษย์

ทีม่ า : แววมยรุ า เหมอื นนิล. (๒๕๔๑). การอา่ นจบั ใจความ.

๕.๑ ประโยคใจความสาคัญ คอื
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

๕.๒ ประโยคใจความรอง คือ
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

ชดุ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรื่อง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 27 ~

กิจกรรมตรวจสอบความรคู้ รง้ั ท่ี ๔

คำชแี้ จง ให้นักเรยี นอา่ นข้อความต่อไปน้ี แล้วจบั ใจความสาคญั ( ๑๐ คะแนน )

๑. ค้างคาวเปน็ สตั วท์ อี่ อกหากินในเวลากลางคืน มันสามารถบินผาดโผนฉวดั เฉวียนไปมาโดยไมต่ อ้ ง

พ่ึงสายตา มนั อาศยั เสยี งสะทอ้ นกลบั ของตัวมันเอง โดยคา้ งคาวจะสง่ คล่ืนสญั ญาณพิเศษซง่ึ สัน้ และ
รวดเรว็ เมือ่ สัญญาณไปกระทบสิ่งกีดขวางดา้ นหน้าจะสะท้อนกลบั เขา้ มาทาใหร้ ู้ว่ามอี ะไรอยดู่ า้ นหนา้
มันจะบนิ หลบเลี่ยงได้ แม้แตส่ ายโทรศัพท์ทร่ี ะโยงระยางเปน็ เส้นเล็ก ๆ คล่ืนเสยี งกจ็ ะไปกระทบแลว้
สะทอ้ นกลบั เข้าหขู องมนั ได้ ไมม่ สี ัตวช์ นดิ ไหนทจ่ี ะสามารถรับคลืน่ สะท้อนกลบั ไปไดใ้ นระยะใกล้
แตค่ า้ งคาวทาไดแ้ ละบินวนกลับไดท้ นั ท่วงที

ทมี่ า : เอกรนิ ทร์ สมี่ หาศาล และคณะ. ( ๒๕๕๒). ภาษาไทย
.

ใจควำมสำคัญของเร่อื ง (๒ คะแนน)
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

๒ . ความเครียดทาให้เพ่มิ ฮอร์โมนอะดรีนาลีนในเลือด ทาใหห้ ัวใจเตน้ รัว เสน้ เลือดบีบตวั
กล้ามเนอ้ื เขม็งตึง ระบบย่อยอาหารเกิดผิดปกติ เกิดอาการปวดหัว ปวดทอ้ ง ใจสั่น แข้งขาอ่อน
แรง ความเครยี ดจงึ เป็นการทาให้แก่เร็ว .

ใจควำมสำคญั ของเร่ือง (๒ คะแนน)
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรือ่ ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 28 ~

๓. โดยทวั่ ไปผดั ท่ีขายตามทอ้ งตลาดส่วนใหญ่เกษตรกรมักใชส้ ารกาจัดศตั รพู ืช หากไม่มีความ
รอบคอบในการใช้จะทาให้เกดิ สารคา้ ง ทาให้มปี ัญหาสุขภาพ ฉะนน้ั เม่อื ซ้อื ผักไปรบั ประทานจงึ ควร
ลา้ งน้าหลาย ๆ ครั้ง เพราะจะช่วยกาจดั สารตกค้างไปได้บา้ ง บางคนอาจแชผ่ ักไวโ้ ดยผสมโซเดยี ม
คารบ์ อเนตกไ็ ด้ แตอ่ าจทาใหว้ ิตามนิ ลดลง

ใจควำมสำคญั ของเร่อื ง (๒ คะแนน)
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

๔. เชา้ วันรุ่งขน้ึ เสยี งไก่ขัน ฉันและนอ้ งตนื่ ข้นึ แล้วชวนกันไปอาบนา้ แต่งตัวเสร็จ กอ็ อกไปวง่ิ เลน่
ที่สนามหญา้ หน้าบ้าน ฉันพบเห็ดดอกหน่ึงกาลังบาน มขี นาดใหญ่มาก ฉนั กับนอ้ งดดู ้วยความในใจ
คณุ น้าซ่งึ ตืน่ เช้าเชน่ กนั รีบเดนิ เขา้ มาหา้ มไม่ให้ไปเข้าใกลเ้ ห็ด.

ใจควำมสำคญั ของเรอื่ ง (๒ คะแนน)
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

๕. การเดนิ การว่ายน้า การฝกึ โยคะ การออกกาลงั กายดว้ ยอุปกรณต์ ่างๆ ตลอดจนการ
หายใจลึก ๆ มีส่วนทาใหส้ ุขภาพแข็งแรง

ใจควำมสำคัญของเรอื่ ง (๒ คะแนน)
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..………………………

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เร่อื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

~ 29 ~

แบบทดสอบหลงั เรยี นรู้

คำชี้แจง เลือกคำตอบท่ีถูกที่สุดเพียงขอ้ เดียว ทำเครื่องหมำย  ทบั ตวั อกั ษร ก ข ค หรือ ง
( ๑๐ คะแนน )

๑. ขอ้ ใดคือสำระสำคญั ของกำรอ่ำนจบั ใจควำมสำคญั
ก. อ่ำนเพือ่ ควำมรู้
จ. อ่ำนเพอ่ื ควำมบนั เทิง
ฉ. อำ่ นเพ่ือหำสำระสำคญั ของเร่ือง
ช. อ่ำนเพื่อคน้ หำแนวทำงในกำรดำเนินชีวติ

๒. ขอ้ ใดไม่ใช่จุดมุ่งหมำยของกำรอ่ำนจบั ใจควำมสำคญั
ก. อำ่ นเพ่ือยอ่ เรื่องสรุปเรื่อง
จ. อ่ำนเพอ่ื สำมำรถจำคำประพนั ธช์ นิดต่ำง ๆ ได้
ฉ. อ่ำนเพื่อสำมำรถปฏิบตั ิตำมคำสง่ั และคำแนะนำได้
ช. อ่ำนเพอ่ื สำมำรถคำดกำรณ์ และหำควำมจริง แสดงขอ้ คิดเห็นได้

อำ่ นขอ้ ควำมตอ่ ไปน้ีแลว้ ตอบคำถำมขอ้ ๓

แม่คำ้ ซ้ือผลไมจ้ ำกชำวสวนมำขำยท่ีตลำด เขำซ้ือมำมำก ๆ เอำใส่รถหรือเรือมำขำยใหก้ บั เรำ

( ที่มำ : เสนีย์ วลิ ำวรรณ. (๒๕๔๗). ชุดพฒั นำทกั ษะภำษำ เล่ม ๓ )

๓. จำกขอ้ ควำมขำ้ งตน้ ขอ้ ใดคือใจควำมสำคญั ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
ก. แม่คำ้
ข. ใส่รถหรือเรือ
ค. เขำซ้ือมำมำก ๆ เอำใส่รถหรือเรือ
ง. แม่คำ้ ซ้ือผลไมจ้ ำกชำวสวนมำขำยที่ตลำด

๔. ประโยคใจควำมสำคญั หมำยถึงอะไร
ก. ประโยคตอนตน้ ของเรื่อง
ข. ประโยคตอนทำ้ ยของเร่ือง
ค. ประโยคบอกที่มำของเรื่อง
ง. ประโยคท่ีสรุปเร่ืองน้นั ไวท้ ้งั หมด

ชดุ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั

~ 30 ~

๕. “ตำรวจจบั โจรท่ีปลน้ ร้ำนทองเยำวรำชในตวั เมืองจงั หวดั สงขลำ เม่ือวำนน้ี” ใจควำมสำคญั
คือขอ้ ใด

ก. ตำรวจจบั โจร
ข. โจรปลน้ ร้ำนทอง
ค. ร้ำนทองในจงั หวดั สงขลำ
ง. โจรปลน้ ร้ำนทองเม่ือวำนน้ี

๖. “ตำรวจจบั โจรที่ปลน้ ร้ำนทองเยำวรำชในตวั เมืองจงั หวดั สงขลำเมื่อวำนน้ี” ใจควำมรอง
คือขอ้ ใด

ก. ตำรวจจบั โจร
ข. โจรปลน้ ร้ำนทอง
ค. ร้ำนทองในจงั หวดั สงขลำ
ง. โจรปลน้ ร้ำนทองเม่ือวำนน้ี

อำ่ นขอ้ ควำมตอ่ ไปน้ีแลว้ ตอบคำถำมขอ้ ๗ – ๘

ฝนเทียม คือ กำรบงั คบั เมฆฝนใหต้ กลงมำเป็นฝน โดยใชส้ ำรเคมีพน่ เขำ้ ไปในกลุ่มเมฆ ชำวบำ้ นมกั
เรียกฝนเทียมวำ่ ฝนหลวง เพรำะฝนเทียมเกิดจำกพระรำชดำริ ของพระบำทสมเดจ็ พระเจำ้ อยหู่ วั ภมู ิพลอ
ดุลยเดช เม่ือทรงเห็นควำมเดือดร้อนของเกษตรกรท่ีตอ้ งพบกบั สภำวะฝนแลง้ ทำใหป้ ระกอบอำชีพไม่ได้

( ท่ีมำ : ปรำณี บุญชุ่ม. ( ๒๕๔๙). ภำษำไทย.)

๗. กำรทำฝนเทียมทำอยำ่ งไร ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
ก. ใชน้ ้ำพน่ เขำ้ ไปในกลมุ่ เมฆ
ข. ใชส้ ำรเคมีพน่ ไปในทอ้ งอำกำศ
ค. ใชส้ ำรเคมีพน่ เขำ้ ไปในกลุม่ เมฆ
ง. ใชส้ ำรเคมีพน่ เป็นละอองไอน้ำในช้นั บรรยำกำศ

๘. ทำไมจึงตอ้ งมีกำรทำฝนเทียม
ก. เพรำะเกษตรกรพบกบั สภำวะแหง้ แลง้
ข. เพรำะเจำ้ หนำ้ ที่ตอ้ งกำรใหม้ ีน้ำฝนมำก
ค. เพรำะเกษตรกรเกบ็ กกั น้ำฝนไวไ้ ม่ได้
ง. เพรำะเจำ้ หนำ้ ท่ีตอ้ งกำรใหฝ้ นตกเหนือเขื่อน

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรื่อง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั

~ 31 ~

อ่ำนขอ้ ควำมตอ่ ไปน้ีแลว้ ตอบคำถำมขอ้ ๙ – ๑๐

คนตำบอดสีจะไม่ไดร้ ับอนุญำตใหม้ ีใบขบั ข่ียำนพำหนะในครอบครอง เน่ืองจำกอำกำรบอดสีของตำ
เป็นอุปสรรคสำหรับกำรบอกสญั ญำณไฟจรำจรบนทอ้ งถนน

( ที่มำ : หนงั สือพิมพไ์ ทยรัฐ. ( ๙ ธนั วำคม ๒๕๕๔). ตำบอดสี. )

๙. ขอ้ ควำมใดเป็นใจควำมสำคญั
ก. คนตำบอดสีขบั รถ
ข. คนตำบอดสีกบั ใบขบั ข่ี
ค. คนตำบอดสีจะไม่ไดร้ ับอนุญำตใหม้ ีใบขบั ข่ี
ง. อำกำรบอดสีของตำเป็นอุปสรรคสำหรับกำรบอกสญั ญำณไฟจรำจรบนทอ้ งถนน

๑๐. ขอ้ ควำมใดเป็นใจควำมรอง
ก. คนตำบอดสีกบั ใบขบั ข่ี
ข. คนตำบอดสีกบั สญั ญำณไฟ
ค. คนตำบอดสีจะไม่ไดร้ ับอนุญำตใหม้ ีใบขบั ขี่
ง. เน่ืองจำกอำกำรบอดสีของตำเป็นอุปสรรคสำหรับกำรบอกสญั ญำณไฟจรำจร

ชดุ การเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง เรอื่ ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 32 ~

ภาคผนวก

ชดุ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เร่อื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 33 ~

เฉลย แบบทดสอบกอ่ นเรยี นรู้

๑. ค ๖. ง
๒. ข ๗. ค
๓. ง ๘. ก
๔. ง ๙. ค
๕. ก ๑๐. ง

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรื่อง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

~ 34 ~

เฉลยกจิ กรรมตรวจสอบความรคู้ รง้ั ที่ ๑

คำช้แี จง ใหน้ กั เรียนตอบคาถามต่อไปน้ีใหถ้ ูกต้องไดใ้ จความ ( ๑๐ คะแนน )

๑. ใจความสาคญั คอื อะไร ( ๑ คะแนน )

ตอบ ขอ้ ความท่ีเป็นแกน่ ของเนือ้ หาทม่ี สี าระครอบคลุมเน้ือความอนื่ ๆ ในยอ่ หน้าหรอื ในเรอื่ งนนั้ ๆ

๒. วิธกี ารอ่านจบั ใจความสาคัญตามเทคนคิ บันได ๖ ขั้น มกี ี่ข้นั ตอน มอี ะไรบา้ ง ( ๓ คะแนน )

ตอบ ๖ ขั้น ไดแ้ ก่ ข้ันที่ ๑ อา่ นเร่ืองเพื่อทาความเขา้ ใจภาพรวมของเนอ้ื หาทัง้ หมด
ขั้นท่ี ๒ พิจารณาหาคาสาคัญ (key words) ของเนื้อหาในแตล่ ะย่อหนา้
ขั้นที่ ๓ ตดั ส่วนขยายใจความสาคญั ทง้ิ
ขั้นท่ี ๔ เตมิ คาเชอ่ื มสว่ นขยายใจความสาคญั เพื่อตัดสว่ นขยายใจความสาคญั ทงิ้
ขนั้ ท่ี ๕ สังเกตคาหรือกลมุ่ คาแสดงความขัดแยง้ หรอื ตรงข้ามกนั ทีป่ รากฏในยอ่ หนา้
ขนั้ ที่ ๖ หากยอ่ หน้าน้ันไมป่ รากฏประโยคใจความสาคัญ ต้องพจิ ารณาเน้อื ความในบรบิ ทอ่ืน ๆ

๓. ลกั ษณะขอ้ ความแบ่งออกเป็นก่ลี ักษณะ มอี ะไรบ้าง ( ๓ คะแนน )

ตอบ ๒ ลักษณะใหญ่ ๆ คือ ใจความสาคญั หรือความคดิ หลกั (main idea) และ ส่วนขยายใจความ
สาคญั หรอื พลความ
๔. สิง่ ท่คี วรคานงึ ถึงในการอ่านจบั ใจความสาคญั คอื อะไรจงอธบิ าย ( ๓ คะแนน )

ตอบ ๑ วัตถุประสงค์ เพราะจะทาใหเ้ ข้าใจสารน้ันมากขึ้น ทาใหจ้ ับใจความสาคญั ได้อย่างถกู ต้อง
๒ ประเภทของสำร การจับใจความสาคัญของสารแตล่ ะประเภทมีความแตกตา่ งกนั การจับใจความ

สาคัญจะเป็นลักษณะการจับใจความรวมของทั้งเร่อื ง ไมจ่ าเป็นตอ้ งจับใจความทลี ะยอ่ หน้า หากเน้อื หาสาระมี
ความยาวมากกค็ วรจบั ใจความเปน็ ตอน ๆ แล้วจึงนามาประมวลเป็นใจความสาคญั ของเร่อื ง

๓ วิธีกำรเขยี นของผเู้ ขยี น ผู้เขยี นบางคนอาจเขยี นยอ่ หน้าโดยมใี จความสาคัญมากกวา่ หนึ่งข้อความ
หรือเขยี นเปน็ ยอ่ หนา้ ส้ันๆ โดยแต่ละบรรทดั จะมใี จความสาคัญหรอื ไมก่ ไ็ ด้

ชุดการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรือ่ ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

~ 35 ~

เฉลยกิจกรรมตรวจสอบความรคู้ รง้ั ท่ี ๒

ดุลยพินจิ ของครผู ู้สอน

เฉลยกิจกรรมตรวจสอบความรคู้ รงั้ ท่ี ๓

๑. ใจความสาคญั คอื ใบหม่อนเป็นอาหารของตวั ไหม
ใจความรอง คอื ถ้าเราจะเลี้ยงตวั ไหมก็ตอ้ งปลกู ตน้ หม่อนเพราะตวั ไหมกินใบหมอ่ น

๒. ใจความสาคญั คอื ความรกั ความเขา้ ใจ คอื สายใยของครอบครวั เปน็ คาขวญั ที่ชนะเลิศการ
ประกวดคาขวัญครอบครัว
ใจความรอง คอื ซง่ึ ตรงกับวันท่ี ๑๔ เมษายน ของทุกปี

๓. ใจความสาคญั คอื อุรังอุตงั เป็นลิงขนาดใหญท่ ่มี ีรปู ร่างคลา้ ยคน
ใจความรอง คือ ขนมีตามลาตวั ยาวสีน้าตาลแดง ขาส้นั และคอ่ นข้างเล็ก

๔. ใจความสาคญั คือ ฤดูนซี้ อื้ ขา้ วเกรยี บมาปงิ้ ขายตอนเย็น ตอนคา่ มีคนซ้อื แนๆ่
ใจความรอง คือ เพราะอากาศหนาวคนชอบเดนิ เทย่ี วและขา้ วเกรยี บเปน็ อาหาร
ฤดูหนาว กินไดท้ ุกวนั ทกุ วยั

๕. ใจความสาคญั คือ ความแตกตา่ งของมนุษย์และสัตวท์ เ่ี ห็นเดน่ ชดั คือ เร่อื งของการใชภ้ าษา
ใจความรอง คอื ที่เหลือคอื ใจความรอง

เฉลยกจิ กรรมตรวจสอบความรคู้ รง้ั ท่ี ๔

๑. ใจควำมสำคัญของเรือ่ ง ค้างคาวจะออกหากินในตอนกลางคนื โดยไมต่ อ้ งอาศัยสายตา แต่
อาศยั เสียงสะท้อนกลับของตวั มันเอง

๒. ใจควำมสำคญั ของเรอ่ื ง ความเครยี ดทาให้แก่เร็ว
๓. ใจควำมสำคญั ของเรอ่ื ง เมอื่ ซือ้ ผักไปรบั ประทานจงึ ควรลา้ งผกั ด้วยน้าหลาย ๆ ครง้ั
๔. ใจควำมสำคัญของเร่ือง เห็ดทีพ่ บอาจเป็นเห็ดมีพษิ
๕. ใจควำมสำคญั ของเร่ือง การทาใหส้ ุขภาพแข็งแรงทาได้หลายวธิ ี

ชดุ การเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขนั้ ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 36 ~

ชดุ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 37 ~

ชดุ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนตน้

~ 38 ~

ชดุ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง เรอ่ื ง การอา่ นจบั ใจความสาคญั ตามเทคนิคบนั ได ๖ ขน้ั ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาตอนตน้


Click to View FlipBook Version