1โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ 2การประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่าโดยครูประจำวิชานางกิ่งดาว สวัสดีครูที่ปรึกษานายจักกฤษณ์ วัฒนากูลนายประสพชัย ชูช่วยโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรนาฏดุริยางคศิลประดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 ประเภทวิชา ศิลปกรรมปีการศึกษา 2565กนกพร พลเยี่ยมชัญญภัทร ภิญญะวราธรฐิตินันท์ ข้องม่วงณัฐนนท์ ประมูลศรีณัฐรดี แก้วทูลธีรนันท์ กิจเพียรพงศกร ธิระพันธุ์มานะศักดิ์ ปาลพันธ์รัฐภูมิ ขุนทองไทยวรากร กัณศิริวานุพงษ์ จะเส็งอัจฉรา นูมหันต์อุรัสยา รัตนวิไล
กบทคัดย่อโครงงานเรื่อง : การประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่าอาจารย์ที่ปรึกษา : นายจักกฤษณ์ วัฒนากูล นายประสพชัย ชูช่วย ปีการศึกษา : 2565โครงงานการประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของวัดป่าเลไลยก์และประเพณีงานบุณเดือน 5 และเดือน12 และประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า โดยรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้จากเอกสาร งานวิจัย การสัมภาษณ์และลงพื้นที่สังเกต โดยคณะผู้ศึกษาดำเนินการศึกษา 5 ขั้นตอนตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้CDASP Model คือ ขั้นตอนที่ 1 (C) Collect & Critical thinking: วิเคราะห์ประเด็นการคิดอย่าง เป็นระบบ ขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop: ออกแบบและพัฒนาภายในกลุ่ม ขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess: ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่างปฏิบัติ ขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share: แสดงและแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่ม ขั้นตอนที่ 5 (P) Prove & Proud: ปรับปรุงและชื่นชมผลการศึกษาพบว่าวัดป่าเลไลยก์ (ป่าเลไลยก์) ตั้งเมื่อ พ.ศ. 1369 เดิมชื่อ “วัดลานมะขวิด” โดยเอาชื่อ “หมู่บ้านลานมะขวิด” มาตั้งเป็นชื่อ เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแต่สมัยโบราณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระวินิจฉัย ว่าคงจะสร้างขึ้นในสมัยอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีใน ทุกๆปีชาวเมืองสุพรรณบุรีจะมาร่วมกันนมัสการหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์เป็นงานเทศกาล เรียกกันว่างานไหว้พระวัดป่า การประพันธ์เพลงได้แรงบันดาลใจมาจาก ประเพณีงานบุญเดือน5 และเดือน12 แบ่งรูปแบบการบรรเลง เป็น 5 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 ได้นำทำนองรัวฉิ่งพระฉันมาเป็นวรรคต้นและได้ประพันธ์เพลงขึ้นใหม่เพื่อเป็นเพลงหลักในการเชื่อมทำนองไปยังช่วงที่ 2 นำเอาการรับร้องของทำนองราชนิเกลิงในการแสดงลิเกมาเพื่อให้ผู้ฟังได้นึกถึงบรรยากาศการชมลิเก ช่วงที่ 3 เป็นทำนองที่ประพันธ์ขึ้นจากการร้องเกริ่นนำของการร้องเพลงอีแซว เพื่อส่งร้องให้นักร้องได้ร้องเพลงอีแซว ช่วงที่ 4 สร้างทำนองให้มีความกระชับเปรียบเสมือนการเดินเข้าประตูโบสถ์และหยุดการบรรเลงต่อมาฆ้องวงใหญ่บรรเลงเลียนเสียงระฆัง3ครั้งและนักร้องสวดบทบูชาหลวงพ่อโตเป็นทำนองสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ช่วงที่ 5 ขลุ่ยเพียงออเป่าทำนองหลักและบรรเลงทำนอง ที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ในช่วงสุดท้ายเพื่อสื่อถึงบรรยากาศในงานช่วงสุดท้ายที่ทุกคนต่างแยกย้ายเดินทางกลับบ้านทั้ง5ช่วงนี้ทำให้เกิดความสอดคล้องสมบูรณ์ แบบรวมถึงได้กลิ่นอายของประเพณีงานบุญวัดป่างบัลดานใจมาจาก ประเพณีงานบุญเดือน5 และเดือน12 แบงรัวฉิ่ง
ขพระฉนมาเป็นวรรคต้นและได้ประพันธ์เพลงขึ้นใหม่เพื่อเป็นเพลงหลักในการเชื่อมท านองในช่วงต่อๆ ไป ช่วงที่ 2 น าเอากากิตติกรรมประกาศโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาของอาจารย์ จักกฤษณ์ วัฒนากูล คุณครูประสพชัย ชูช่วย ที่กรุณาให้คำปรึกษา ความรู้ ข้อเสนอแนะ และอำนวยความสะดวกในการทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้ ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยความละเอียด เพื่อให้รายงานโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพนี้บรรลุตามวัตถุประสงค์ คณะผู้จัดทำจึงขอกราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ขอกราบขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิ คุณครูณรงค์เดช หมอกเมฆ ที่ได้กรุณาให้คำปรึกษาและข้อมูลในการศึกษาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพพร้อมให้คำแนะนำอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งใน การสนับสนุนให้งานโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชชาชีพจนทำให้งานดำเนินไปได้ด้วยดีขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.วาสนา บุญญาพิทักษ์ อาจารย์ ดร.ทิพอนงค์ กุลเกตุ ตลอดจนคณะผู้บริหาร ครู วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ให้ความร่วมมือในการศึกษา โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพจนทำให้งานดำเนินไปได้ด้วยดีขอขอบพระคุณ นางเกลียว เสร็จกิจ (แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์) ที่ได้ถ่ายทอดข้อมูลความรู้เกี่ยวกับงานบุญเดือน 5 และเดือน 12ที่ได้บรรยายให้เห็นบรรยากาศภายในงานเพื่อนำแนวทางมาสร้างสรรค์ผลงานชุด เริงสราญงานวัดป่า ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบคุณค่าและประโยชน์ของโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ ขอมอบแด่บิดา มารดา และครูอาจารย์ ทุกท่านที่ได้อบรมสั่งสอนให้ความรู้แก่คณะผู้จัดทำมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคณะผู้จัดทำ
คสารบัญเรื่อง หน้าที่บทคัดย่อ กกิตติกรรมประกาศ ขสารบัญ คสารบัญภาพ จสารบัญตาราง ฉสารบัญแผนภูมิ ชบทที่ 1 บทนำ 1- ความเป็นมาและความสำคัญ 1- วัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน 3- ขอบเขตของโครงงาน 3- วิธีการดำเนินการ 4- นิยามศัพท์เฉพาะ 6- ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6- กรอบแนวคิดสร้างสรรค์ 7บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8- ประวัติวัดป่าเลไลยก์วรวิหารและประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 9 และเดือน 12 9- มหรสพการละเล่น 11- การประพันธ์เพลงสร้างสรรค์ 12 - หลักการสร้างสรรค์ทางดนตรี 17- แนวคิดตามรูปแบบกระบวนการ CDASPModel 18- งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 20บทที่ 3 วิธีการดำเนินการทำโครงงาน 21- ขั้นตอนการดำเนินงานตามรูปแบบ CDASP Model 21- ขั้นตอนรวบรวมข้อมูล 22- ขั้นตอนวิเคราะห์ข้อมูล 23- ขั้นตอนสรุปและการทำโครงงาน 23
งสารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้าที่บทที่ 4 ผลการศึกษา 26- ศึกษาประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโตและวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร 26 จังหวัด สุพรรณบุรี 26- สร้างสรรค์การประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า 28- ผลการประเมินการประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า 36บทที่ 5 สรุปผลศึกษา อภิปรายผลศึกษา ข้อเสนอแนะ 38- สรุปผลศึกษา 38- อภิปรายศึกษา 40- ข้อเสนอแนะ 41บรรณานุกรม 42ภาคผนวก 43ประวัติคณะผู้จัดทำ 53
จสารบัญภาพเรื่อง หน้าที่ภาพที่ 1 รูปแบบการเรียนการสอน CDASP 20ภาพที่ 2 ขลุ่ยเพียงออ 45ภาพที่ 3 ระนาดเอก 45ภาพที่ 4 ระนาดทุ้ม 46ภาพที่ 5 ฆ้องวงใหญ่ 46ภาพที่ 6 ซอด้วง 47ภาพที่ 7 ซออู้ 47ภาพที่ 8 ตะโพนไทย 48ภาพที่ 9 กลองแขก 48ภาพที่ 10 ลูกเปิงมาง 49ภาพที่ 11 ฉิ่ง 49ภาพที่ 12 ฉาบเล็ก 50ภาพที่ 13 กรับคู่ 50ภาพที่ 14 คีย์บอร์ด 51ภาพที่ 15 ระฆังราว 51ภาพที่ 16 ฉาบกลองชุด 52
ฉสารบัญตารางเรื่อง หน้าที่ตารางที่ 1 แผนภูมิแสดงระยะเวลาในการปฏิบัติงานในแต่ละกิจกรรม 24ตารางที่ 2 งบประมาณการจัดทำโครงงานการแสดงสร้างสรรค์ 25 ชุด เริงสราญงานวัดป่า 25ตารางที่ 3 ผลการประเมินการประพันธ์เพลงประกอบการแสดงสร้างสรรค์ 36 ชุด เริงสราญงานวัดป่า 36รรยากาศ การชมลิเก ช่วงที่ 3 เป็นท านองที่ประพันธ์ขึ้นจากการร้องเกริ่นน าของการร้องเพลงอีแซว เพื่อส่งร้องให้นักร้องได้ร้องเพลงอีแซว ช่วงที่ 4 สร้างท านองให้มีความกระชับเปรียบเสมือนการเดินเข้าประตูโบสถ์และหยุดการบรรเลง ต่อมาฆ้องวง ใหญ่บรรเลงเลียนเสียงระฆัง3ครั้ง และนักร้อง
ชสารบัญแผนภูมิเรื่อง หน้าที่กรอบแนวคิดสร้างสรรค์ 7
ซ
1บทที่ 1บทนำ1.ความเป็นมาและความสำคัญจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นเมืองโบราณที่มีประวัติอันยาวนานเดิมชื่อว่า“เมืองสุพรรณภูมิ” ตั้งอยู่ที่เมืองอู่ทอง ปัจจุบันเป็นที่ว่าการอำเภออู่ทอง เมืองสุพรรณภูมิเปลี่ยนชื่อมาเป็นเมืองสุพรรณบุรีเมื่อใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เมื่อเมืองอู่ทองร่วงโรยไป จึงต้องสร้างเมืองใหม่เพื่อเป็นป้อมค่ายป้องกันศัตรูในสมัยนั้น ฉะนั้นคำว่าเมืองสุพรรณจึงเกิดขึ้นบริเวณใกล้กับวัดป่าเลไลยก์ ดังกำแพงเมืองเก่า ที่ยังปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบัน (วัดป่าเลไลยก์. 2550 : 1-2)จากหลักฐานในพงศาวดารที่เขียนขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาที่ 1 สมัยอยุธยา ตอนปลาย ได้เรียกชื่อเมืองนี้ว่า “สุพรรณบุรี” สันนิษฐานว่าตัวเมืองเก่านั้นคงเป็นเมืองที่มีชื่อเรียกว่า “สุพรรณภูมิ” ซึ่งน่าจะสร้างขึ้น ครั้งแรกตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 ดํารงฐานะความเป็นเมืองอิสระที่มีความสัมพันธ์กับกรุงศรีอยุธยาแบบเครือญาติมาจนกระทั่งเจ้านครอินทร์หรือสมเด็จ พระนครินทราธิราช ผู้ครองเมืองสุพรรณภูมิเสด็จไปครองกรุงศรีอยุธยา เมืองสุพรรณภูมิจึงได้ ลดฐานะลงมาเป็นเมืองลูกหลวงของกรุงศรีอยุธยา และอาจเป็นช่วงเวลานี้เองที่เมืองถูกลดขนาดลงมาอยู่เฉพาะฝั่งตะวันตก ของแม่น้ำเมืองสุพรรณบุรีคงถูกรื้อ ทําลายไปในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ สุพรรณบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งในเขตภาคกลางด้านทิศตะวันตกของ ประเทศไทย ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มแม่นํ้าท่าจีน หรือแม่น้ำสุพรรณบุรี ไหลผ่านตามแนวยาวของ จังหวัดสุพรรณบุรีจากเหนือจรดใต้ จังหวัดสุพรรณบุรียังมีสถานที่สําคัญและศักดิ์สิทธิ์นั่นก็คือ “วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร” ในทุกๆ ปีชาวเมืองสุพรรณบุรีจะมาร่วมกันนมัสการหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร อันเป็นงานเทศกาล เรียกกันว่างานไหว้พระวัดป่าวัดจะได้รับการประดับไฟสวยงาม ภายในงาน มีการออกร้านขายของ และมหรสพสมโภชมากมาย เช่น ลิเก เพลงอีแซว งานประจำปีวัดป่าเลไลยก์ว่าเป็นงานสําคัญของเมืองสุพรรณบุรี โดยจังหวัดสุพรรณบุรีกำหนดจัดให้มีปีละ 2 ครั้ง วันขึ้น 6 , 7 และ 8 ค่ำ ในช่วงเดือน 5 และเดือน 12 แต่ละครั้งจัดรวมกันเป็นระยะเวลา 5 วัน 5 คืน สืบเนื่องกันมา เป็นเวลานานแล้ว
2จังหวัดสุพรรณบุรีจึงมีรากฐานวัฒนธรรมทางด้านดนตรีที่มีความเข้มแข็ง และผสมกลมกลืนกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน ทั้งศิลปะ ดนตรีพื้นบ้าน ภาษาท้องถิ่น ที่มีเอกลักษณ์ รวมทั้งยังเป็นถิ่นกำเนิดของศิลปินทางด้านดนตรีที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดสุพรรณบุรีและประเทศชาติมาอย่างช้านานปูชณียบุคคลทางด้านดุริยางค์ศิลป์ไทย และศิลปินแห่งชาติของประเทศหรือศิลปินนักดนตรีรุ่นใหม่ทั้งเพลงลูกทุ่ง และเพลงไทยสากลที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบันเรียกได้ว่าจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นบ้านของศิลปิน นักดนตรี คนดนตรีที่มีชื่อเสียงมากมายนับไม่ถ้วนจังหวัดสุพรรณบุรีมีความโดดเด่นที่ภาคเกษตรกรรม แต่หารู้ไม่ว่าความเป็นแผ่นดินเกษตรนี้เป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดดนตรีพื้นบ้านสุพรรณอย่าง “เพลงอีแซว” และมีหลายเสียงที่กล่าวกันว่าด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดินสุพรรณนั้นส่งผลให้ชาวสุพรรณบุรีมีเนื้อเสียงที่ไพเราะ มีเอกลักษณ์หาใครจะเปรียบได้ดนตรีไทย จังหวัดสุพรรณบุรีมี 2 ศิลปินแห่งชาติด้านดนตรีไทยโดยท่านแรกคือ ครูแจ้ง คล้ายสีทอง ศิลปินแห่งชาติ ปี 2538 สาขาศิลปะการแสดง (คีตศิลป์) ผู้มีความเชี่ยวชาญสามารถ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการขับเสภา พร้อมด้วยเนื้อเสียงยอดเยี่ยม และทักษะในการขยับกรับ โดยมีผลงาน ที่มีชื่อเสียง คือ การขับเสภาในละครเรื่องขุนช้าง ขุนแผนหมื่นพรหมสมพัตสร (เสมียนมี) เป็นกวีและจิตรกรในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้มีโอกาสไปไหว้พระวัดป่าเลไลยก์ในหน้าเทศกาลเดือน 12 และได้แต่งนิราศ เมืองสุพรรณบรรยายความสนุกสนานของงานไหว้พระวัดป่าเลไลยก์ไว้ดังนี้\"แล้วไหว้พระวัดป่าฯ น่าสนุก ที่ความทุกข์รันทดค่อยปลดเปลื้องมาประชุมกันทั่วพวกรั้วเมือง ดูแน่นเนื่องแนวน้ำออกคล่ำไปเดือนสิบสองเจ็ดค่ำค่อยสำเหนียก มาพร้อมเพรียกประทับท่าเคยอาศัยเป็นพวกพวกหญิงชายสบายใจ ไม่มีร้ายแผ้วพ้นพวกคนพาลครั้นพลบค่ำย่ำแสงพระสุริย์ศรี พวกนารีร้องเพลงวังเวงหวานวิเวกโหวยโหยให้อาลัยลาญ เสียงประสานแช่ซ้องร้องแก้กัน\"บ้างร้องส่งปี่พาทย์ระนาดฆ้อง เสียงหนอดหน่องโหน่งเหน่งเพลงขันขันมโหรีรี่เรื่อยเฉี่อยฉ่ำครัน ทั้งโอดพ้นไพเราะเสนาะนวล”
3จากบทประพันธ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์สุพรรณบุรีของประชาชนชาวสุพรรณบุรีหรือผู้ที่มีความเคารพศรัทธา ในหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ถึงสุพรรณบุรีและบรรยากาศงานประจำปีงานวัดป่าเลไลยก์ที่มีผู้ศรัทธาจากทั่วสารทิศเดินทางมาสักการะจากข้อมูลเบื้องต้น คณะผู้ศึกษาเห็นถึงความสำคัญงานประจำปีวัดป่าเลไลยก์ซึ่งเป็นประเพณีสืบทอดมายาวนาน รวมถึงเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน คณะผู้ศึกษาจึงเกิดแรงบันดาลใจใน การสร้างสรรค์ชุด เริงสราญงานวัดป่า มานำเสนอในรูปแบบบทเพลงแนวร่วมสมัย (Contemporary) เพื่อสร้างสร้างองค์ความรู้ใหม่ และเก็บไว้เป็นหลักฐานทางดนตรีสำหรับผู้ที่สนใจสืบต่อไป2. วัตถุประสงค์ของโครงงาน1) ศึกษาประวัติความเป็นมาของวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร และประเพณีงานบุญเดือน 5 และเดือน 122) ประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า3. ขอบเขตของโครงงาน1.ขอบเขตด้านเนื้อหาประวัติความเป็นมาของวัดป่าเลไลยก์วรวิหารและประเพณีงานบุญเดือน 5 และเดือน 122.ขอบเขตด้านกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา2565 สาขาดุริยางคศิลป์ วิชาเอก ปี่พาทย์ เครื่องสายไทย และคีตศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จํานวน 13 คน3.ขอบเขตด้านระยะเวลาโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาได้กําหนดระยะเวลาการดําเนินงาน ในภาคเรียนที่ 1 และภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565
44. วิธีดำเนินการการศึกษาครั้งนี้ คณะผู้ศึกษาใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตำราที่เกี่ยวข้อง และการศึกษาภาคสนาม โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้4.1 เก็บรวบรวมข้อมูลศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการ และศึกษาข้อมูลกี่ยวกับประเพณีงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์วรวิหารจังหวัดสุพรรณบุรี จากแหล่งข้อมูล ดังนี้1) หอสมุดแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ2) หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี3) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี4) วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี5) ศูนย์สารสนเทศ วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีการสัมภาษณ์ รวบรวมข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 2 ท่าน1) ดร.ถนัด ยันต์ทอง อาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต อาจารย์พิเศษที่วิทยาลัยสงฆ์ สุพรรณบุรีศรีสุวรรณภูมิ ที่ปรึกษาพิเศษ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี2) นางเกลียว เสร็จกิจ (แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ปี 2539) 4.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาแบบสัมภาษณ์ มุ่งประเด็นเกี่ยวกับเนื้อหา ประวัติความเป็นมาของประเพณีงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี
54.3 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการวิเคราะห์เชิงพรรณนาโดยประมวลข้อมูลทางเอกสาร ตำรา หนังสือ การสัมภาษณ์ และการสร้างสรรค์ของคณะผู้ศึกษา โดยเสนอเป็นขั้นตอนดังนี้บทที่ 1 บทนำ - ความเป็นมาและความสำคัญ - วัตถุประสงค์ของโครงงาน - ขอบเขตของโครงงาน - วิธีดำเนินการ - นิยามศัพท์เฉพาะ- กรอบแนวคิดสร้างสรรค์ - ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา บทที่ 4 การวิเคราะห์การประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า บทที่ 5 สรุป ข้อเสนอแนะ และอภิปรายผล - สรุปผลการศึกษา - อภิปรายผล - ข้อเสนอแนะ
65. นิยามศัพท์เฉพาะการประพันธ์เพลง หมายถึง การสร้างทำนอง จังหวะ จังหวะ เพลง ขึ้นตามหลักดนตรีไทยContemporary หมายถึง รูปแบบการเรียบเรียงเพลงที่มีการผสมผสานของเครื่องดนตรีหลาย-ชนิด ที่ปรากฏอยู่ในยุคปัจจุบัน ทั้งเครื่องดนตรีที่บรรเลงได้จริง และเครื่องดนตรีสังเคราะห์ที่เกิดจากเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์เริงสราญ หมายถึง ความรู้สึกสนุกสนานเบิกบานใจ บันเทิงใจ ระเริง ร่าเริง รื่นเริง สุข ความสุข สุขสบาย ความสบายกายงานวัดป่า หมายถึง เทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1) ทราบถึงประวัติวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร และประเพณีงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 2) เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานการสร้างสรรค์ชุด เริงสราญงานวัดป่า ในมิติการบรรเลงวงดนตรี ร่วมสมัย 3) ได้สร้างสรรค์ผลงานอย่างเป็นรูปธรรมและได้ร่วมอนุรักษ์ประเพณีงานบุญเดือน 5 และเดือน 12
77. กรอบแนวคิดสร้างสรรค์การสร้างสรรค์กรอบแนวความคิด เพื่อนำไปเก็บข้อมูล เกี่ยวกับการวิเคราะห์และสร้างสรรค์ การประพันธ์เพลง เริงสราญงานวัดป่า โดยแยกออกเป็นส่วน ๆ เพื่อนำไปเก็บข้อมูลดังต่อไปนี้ 1.ศึกษาประวัติ เอกสารงานวิจัยสื่อสิ่งพิมพ์และเก็บข้อมูลภาคสนาม2.ทฤษฎีดุริยางค์ศิลป์ไทยหลักการสร้างสรรค์ทางดนตรี3.กำหนดแนวคิดและออกแบบโครงสร้างเพลง4.งานสร้างสรรค์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า
8บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ เรื่องการประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า ประเพณีเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 คณะผู้จัดทำได้ศึกษา หนังสือ เอกสาร สื่อสิ่งพิมพ์ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง สามารถแบ่งหัวข้อตามลำดับได้ดังนี้2.1 ประวัติวัดป่าเลไลยก์วรวิหารและประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 122.2 ความหมายมหรสพการละเล่น2.3 การประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า 1) ทฤษฏีดุริยางค์ศิลป์ไทย 2) การผสมวงดนตรีไทย 3) ดนตรีไทยร่วมสมัย 4) หลักการสร้างสรรค์ทางดนตรี2.4 แนวคิดตามรูปแบบกระบวนการ CDASP Model2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
92.1 ประวัติวัดป่าเลไลยก์วรวิหารและประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 121) ประวัติวัดป่าเลไลยก์วรวิหารเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 249 บ้านรั้วใหญ่ ถนนมาลัยแมน หมู่ที่ 2 ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรีสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัด มีเนื้อที่ ไร่ 3 งาน 46 ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือ จดถนน มาลัยแมน และที่ดินเอกชน ทิศใต้และทิศตะวันออก จดที่ดินเอกชน และทางรถไฟ ทิศตะวันตก จดที่ดินเอกชน และคลองชลประทานอาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย พระอุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2468 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ทรงไทยหลังคา 3 ชั้น ศาลาการเปรียญ กว้าง 18 เมตร ยาว 54 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2514 เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กทรงไทย 2 ชั้น หอสวดมนต์ 1 หลัง พระวิหาร กว้าง 21.30 เมตร ยาว 31.10 เมตร เป็นอาคาร ก่ออิฐ ถือปูน ไม่มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ หน้าบันประดิษฐ์รูปลายไทยปูนปั้น ปั้นเป็นรูปพระมหามงกุฎประดิษฐานบนพระแท่น มีฉัตรทองคู่ประดับซ้ายขวาอันเป็นเครื่องหมายตราประจำรัชกาล ที่ 4 สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 1437 ปูชนียวัตถุมีพระประธาน ประจำอุโบสถ และมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางป่าเลไลยก์ ชาวบ้านเรียกว่า “พระป่าเลไลยก์” สูง 23.58 เมตร วัดรอบพระวรกายใหญ่ 11.20 เมตร สร้างก่ออิฐถือปูน สร้างประมาณ ปี 1215 ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารใหญ่ (ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศคณะสงฆ์ภาค 14. 2564) วัดป่าเลไลยก์ เมื่อ พ.ศ. 1369 เดิมชื่อ “วัดลานมะขวิด” โดยเอาชื่อ “หมู่บ้าน ลานมะขวิด” มาตั้งเป็นชื่อ เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแต่สมัยโ บราณ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระวินิจฉัย ว่าคงจะสร้างขึ้นในสมัยอู่ทอง โดยสันนิษฐาน จากลักษณะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานภายในพระวิหารประจำวัดที่เรียกนามกันว่า “พระป่า เลไลยก์”แต่เดิมคงเป็นพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ต่อมาองค์พระชำรุดหักพังลงชนชั้นหลัง ที่มาปฏิสังขรณ์องค์พระขึ้นมาใหม่ เปลี่ยนเป็น พระปางป่าเลไลยก์แต่จะเปลี่ยนแปลงครั้งไหน ไม่ปรากฏหลักฐานครั้นสมัยกรุงศรีอยุธยาสมเด็จ พระเจ้าอู่ทอง ได้โปรดให้ขุนหลวงพ ระงั่ว (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1) ไปรักษาเมืองสุพรรณบุรีในปี พ.ศ. 1893 และได้มีการบูรณะ ปฏิสังขรณ์วัดป่าเลไลยก์เป็นการใหญ่ ครั้นถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยรัชกาลที่ 4 วัดนี้ รกร้างไม่มีพระสงฆ์ปกครองดูแล จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาบดินทร์ไปสร้างวัดป่าเลไลยก์ ร่วมกันกับ หลวงพ่อกล่ำ เจ้าอาวาสวัดประตูสารจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ทำการก่อสร้างถาวรวัตถุขึ้นใหม่เกือบหมดทั้งวัด ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะ วัดป่าเลไลยก์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2468 ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 2561
10เขตวิสุงคามสีมากว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร การบริหาร และการปกครอง มีเจ้าอาวาสเท่าที่ ทราบนาม คือรูปที่ 1 หลวงพ่อกล่ำ พ.ศ. 2421 รูปที่ 2 เจ้าอธิการสุด พ.ศ. 2547 รูปที่ 3 พระครูโพธาภิรัต (สอน) พ.ศ. 2456-2475 รูปที่ 4 พระครูรักขิตวันมุนี (พร) พ.ศ. 2475-2480 รูปที่ 5 พระครูโพธาภิรัต (โต๊ะ) พ.ศ. 2480 2483 รูปที่ 5 พระวิสุทธิสารเถร (ถิร) พ.ศ. 2494-2527 รูปที่ 7 พระธรรมมหาวีรานุวัตร (ฉลอง) พ.ศ. 2527-ปัจจุบัน การศึกษามีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม เปิดสอน เมื่อ พ.ศ. 2527 และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. 2527 ปัจจุบัน ได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีประจำจังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 25422) ประวัติเทศกาลงานบุญเดือน 5 และเดือน 12วัดป่าเลไลยก์ จังหวัดสุพรรณบุรีในทุกๆปีชาวเมืองสุพรรณบุรีจะมาร่วมกันนมัสการ หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์เป็นงานเทศกาล เรียกกันว่างานไหว้พระวัดป่า วัดจะได้รับการประดับด้วยไฟไม้คบซึ่งเป็นการนำผ้ามาพันไม้แล้วจุ่มด้วยน้ำมันจุดเพื่อประดับตามต้นไม้ ภายในงานมีการออกร้า นขายของและมหรสพสมโภชมากมาย เช่น เพลงอีแซว โดยจะมีคณะอีแซวหลายคณะ กระจายอยู่ภายในงานก็จะจัดจนถึงเช้าเพราะชาวบ้านในสมัยนั้นไม่มีไฟการเดินกลับนั้นยากลำบาก ชาวบ้านจึงนอนค้างแรมกันที่วัด นับได้ว่าเป็นงานสำคัญของเมืองสุพรรณบุรี งานเทศกาลนี้จัดให้มีปีละ 2 ครั้ง กำหนดวันขึ้น 6 , 7 , 8 ค่ำ เดือน 5และ เดือน 12 แต่ละครั้งรวม 5 วัน 5 คืน สืบเนื่องกันมา หมื่นพรหมสมพัตสร (เสมียนมี) กวีและจิตรกรใน แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้มีโอกาสไปไหว้พระวัดป่าเลไลยก์ในหน้าเทศกาลเดือน 12 และได้แต่งนิราศสุพรรณบรรยายความสนุกสนานของงานไหว้พระวัดป่าเลไลยก์(ดร.ถนัด ยันต์ทอง. สัมภาษณ์ 2 กรกฎาคม 2565)
11จากนิราศดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการมาไหว้พระที่วัดป่าเลไลยก์ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน ในเดือน 12 ซึ่งเป็นหน้าน้ำ ทุก ๆ คนก็จะมาพร้อมกันด้วยความศรัทธาในทุกๆ ปีเมื่อถึงเวลาตกเย็นก็จะมีมหรสพมากมาย เช่น เพลงอีแซว ปี่พาทย์2.2 มหรสพการละเล่น ประวัติศาสตร์ของชาติได้จารึกไว้ชัดเจนว่าพระมหากษัตริย์ของไทยนับตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศชาติ และประชาชนเป็นอเนกนานัปการนอกจากจะเป็นผู้นำชุมชนในการก่อตั้งราชอาณาจักร ทรงเป็นนักรบนำกองทัพต่อสู่ขับไล่อริราชศัตรูนำความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่อาณาประชาราษฎร์แล้ว ยังทรงทะนุบำรุงสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมและความเจริญในด้านต่างๆ ไว้เป็นมรดกสมบัติของชาติสืบต่อกันมา การละเล่น คือ เพลงร้องแก้กัน (ร้องโต้ตอบกันระหว่างกลุ่มชายหญิง) ที่เรียกว่าการเล่น “เพลง” โดยมีพ่อเพลง แม่เพลง และลูกคู่ว่าโต้ตอบกัน อาทิ เพลงเทพทอง เพลงปรบไก่ เพลงเรือ เพลงเป๋ (เพลงฉ่อย) เพลงทรงเครื่อง แอ่วลาว แอ่วเคล้าซอ ลำตัด อื่นๆ(ว่าที่ร้อยตรีสรบัญชา หมื่นแสวงและคณะ. 2560 : 48)“แล้วไหว้พระวัดป่าฯ น่าสนุก ที่ความทุกข์รันทดค่อยปลดเปลื้องมาประชุมกันทั่วพวกรั้วเมือง ดูแน่นเนื่องแนวน้ำออกคล่ำไปเดือนสิบสองเจ็ดค่ำค่อยสำเหนียก มาพร้อมเพรียกประทับท่าเคยอาศัยเป็นพวกพวกหญิงชายสบายใจ ไม่มีร้ายแผ้วพ้นพวกคนพาลครั้นพลบค่ำย่ำแสงพระสุริย์ศรี พวกนารีร้องเพลงวังเวงหวานวิเวกโหวยโหยให้อาลัยลาญ เสียงประสานแช่ซ้องร้องแก้กันบ้างร้องส่งปี่พาทย์ระนาดฆ้อง เสียงหนอดหน่องโหน่งเหน่งเพลงขันขันมโหรีรี่เรื่อยเฉี่อยฉ่ำครัน ทั้งโอดพ้นไพเราะเสนาะนวล”
122.3 การประพันธ์เพลงสร้างสรรค์1) ทฤษฏีดุริยางค์ศิลป์ คณะผู้ศึกษาได้ทำการศึกษารวบรวม ทฤษฎีดุริยางคศิลป์ไทย ได้แก่ องค์ประกอบของ ดนตรีไทยและระดับเสียงของดนตรีไทย ดังนี้องค์ประกอบของดนตรี1) เสียง (Tone) เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ส่วนเสียงอึกทึก หรือเสียงรบกวน (Noise) เกิดจากการสั่นสะเทือนของอากาศที่ไม่สม่ำเสมอ ลักษณะความแตกต่างของเสียงขึ้นอยู่กับคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ ระดับเสียง ความยาวของเสียงความเข้มของเสียง และคุณภาพของเสียง2) ระดับเสียง (Pitch) หมายถึง ระดับความสูง - ต่ำของเสียงซึ่งเกิดจากจำนวนความถี่ของการสั่นสะเทือน กล่าวคือ ถ้าเสียงที่มีความถี่สูง ลักษณะการสั่นสะเทือนช้าจะส่งผลให้มีระดับเสียงต่ำ3) ความสั้น - ยาวของเสียง (Duration) หมายถึง คุณสมบัติที่เกี่ยวกับความยาว - สั้นของเสียง ความยาว และสั้นของเสียงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งของการกำหนดลีลา จังหวะในดนตรีตะวันตก การกำหนดความสั้น - ยาวของเสียง 4) ความเข้มของเสียง (Intensity) ความเข้มของเสียงเกี่ยวข้องกับน้ำหนักของความหนักเบาของเสียง ความเข้มของเสียงจะเป็นคุณสมบัติที่ก่อประโยชน์ในการเกื้อหนุนเสียง ให้มีลีลาจังหวะที่สมบูรณ์ 5) คุณภาพเสียง (Quality) เกิดจากคุณภาพของแหล่งกำเนิดเสียงที่แตกต่างกันปัจจัยที่ทำให้คุณภาพของเสียงเกิดความแตกต่างกันนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น วิธีการผลิตเสียง รูปทรงของแหล่งกำเนิดเสียง และวัสดุที่ใช้ทำแหล่งกำเนิดเสียง เป็นต้น (เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี. 2542 : 3-4)
13 จังหวะในดนตรีไทย สามารถแยกพิจารณาได้ 2 ประเภท1) จังหวะภายใน เป็นจังหวะที่เกื้อหนุน และแฝงอยู่ในลีลาทำนอง ได้แก่ ความช้า - เร็ว (Tempo) ความหนัก - เบา (Accent) และลีลาจังหวะ (Rhythm)2) จังหวะภายนอก เป็นจังหวะเสริมเพิ่มเติมจากภายนอก สามารถแยกได้จากลีลาของทำนอง จังหวะภายในประสานสัมพันธ์อยู่ในลีลาทำนอง โดยมีเครื่องดนตรีประเภททำนอง หรือเสียงร้อง ทำหน้าที่เป็นสื่อผลิต ในจังหวะภายนอกเป็นจังหวะเพิ่มเติมให้กับลีลาทำนองได้มีสีสันมากขึ้น โดยมีเครื่องดนตรีประเภทใช้ทำจังหวะเป็นสื่อผลิตเสียง จังหวะภายนอกสามารถแยกเป็น 2 ประเภท คือ จังหวะฉิ่ง และจังหวะหน้าทับ2.1) จังหวะฉิ่ง เป็นจังหวะที่เกิดจากการกระทำของฉิ่งมีระเบียบการบรรเลงแตกต่างกันไป ตามลักษณะประเภทของเพลง และสำเนียงของเพลง ถึงแม้ว่าฉิ่งจะมีศักยภาพในการผลิตเสียงเพียง 2 เสียง คือ เสียง “ฉิ่ง” และเสียง “ฉับ” ก็ตามที แต่ในเชิงปฏิบัติแล้วการสลับสับเปลี่ยนระหว่าง เสียงฉิ่ง และฉับที่เปลี่ยนไปตามลีลาของเพลง และสำเนียง สามารถสร้างรูปแบบของการบรรเลง ได้อย่างหลากหลาย 2.2) จังหวะหน้าทับ เป็นจังหวะที่เกิดจากการกระทำของเครื่องหนัง หรือกลอง ความหนักเบาของเสียงที่ผลิตหมุนเวียน สลับสับเปลี่ยนกันไปมา หน้าทับที่ใช้บรรเลงในดนตรีไทยมีหลายประเภทแต่หน้าทับที่มักจะได้ยินได้ฟังเสมอ คือ หน้าทับปรบไก่ และหน้าทับสองไม้ ทำนอง (Melody) เป็นทำนองของดนตรีไทย 1) ทำนองหลัก (Basic Melody) ทำนองหลักเป็นเนื้อทำนองที่แท้จริงของเพลงไทย ในหมู่นักดนตรีไทยเรียกกันว่า “ลูกฆ้อง” ที่เรียกว่า ลูกฆ้องนั้น เป็นการเรียกตามวิธีการแต่งเพลงไทย ที่ครูอาจารย์ผู้ประพันธ์จะอาศัยการประดิษฐ์ทำนอง โดยยึดลีลาของทำนองฆ้องวงใหญ่เป็นหลักตลอด ทั้งตามระเบียบวิธีขณะที่กำลังบรรเลงดนตรีไทย ผู้บรรเลงเครื่องดนตรีชนิดอื่นจะต้องยึดถือทำนองของฆ้องวงใหญ่เป็นหลัก2) ทำนองตกแต่ง เป็นการประดิษฐ์ตกแต่งประดับประดาทำนองหลัก หรือลูกฆ้องให้มีความไพเราะเหมาะสมกับเครื่องดนตรีแต่ละประเภท กระบวนการตกแต่งทำนองให้ไพเราะ และเหมาะสมกับเครื่องดนตรีแต่ละเครื่องเรียกว่า “การแปรทำนอง”
14 พื้นผิวของเสียง (Texture) โดยในเชิงดนตรีนั้น พื้นผิว หมายถึง ลักษณะ หรือรูปแบบของเสียงที่ประสานสัมพันธ์ และไม่ประสานสัมพันธ์ โดยอาจจะเป็นการนำเสียงมาบรรเลงซ้อนกัน หรือพร้อมกันซึ่งอาจพบในแนวตั้ง และแนวนอนตามกระบวนการประพันธ์เพลง ผลรวมของเสียง หรือแนวทั้งหมดเหล่านั้นจัดเป็นพื้นผิวตามนัยของดนตรีทั้งสิ้น ลักษณะรูปแบบพื้นผิวของเสียงมีอยู่และรูปแบบดังนี้1) Monophonic Texture เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่มีแนวทำนองเดียว ไม่มีเสียงประสาน พื้นผิวเสียงในลักษณะนี้ถือเป็นรูปแบบการใช้แนวเสียงของดนตรีในยุคแรกๆ ของดนตรี ในทุกวัฒนธรรม ในวัฒนธรรมดนตรีตะวันตก ดนตรีประเภทมีแนวทำนองเดียวได้มีพัฒนาการมาจากเพลงสวดในศาสนพิธีของชาวคริสเตียน ซึ่งเรียกว่า เพลงชานท์ ( Chant หรือ Plainsong) หากพิจารณาในส่วนของดนตรีไทยแล้ว เพลงที่มีแนวทำนองเดียว เช่น การขับร้องเพลงไทย การเดี่ยวซอด้วง และการเดี่ยวปี่ เป็นต้น2) Polyphonic Texture เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่ประกอบด้วยแนวทำนองตั้งแต่สองแนวขึ้นไป โดยแต่ละแนวมีความเด่น และเป็นอิสระจากกัน ในขณะที่ทุกแนวสามารถประสานกลมกลืนไปด้วยกัน3) Homophonic Texture เป็นลักษณะพื้นผิวของเสียงที่ประสานด้วยแนวทำนองเดียว โดยมีกลุ่มเสียง (Chords) ทำหน้าที่สนับสนุนในคีตนิพนธ์ประเภทนี้ แนวทำนองมักเคลื่อนที่ในระดับเสียงสูงสุดในบรรดากลุ่มเดียวกัน ในบางโอกาสแนวทำนองอาจจะเคลื่อนที่ในระดับเสียงต่ำได้เช่นกัน 4) Heterophonic Texture เป็นรูปแบบของแนวเสียงที่มีทำนองหลายทำนอง แต่ละแนว มีความสำคัญเท่ากันทุกแนว ลักษณะการผสมผสานของแนวทำนองในลักษณะนี้เป็นรูปแบบการประสานเสียงในวัฒนธรรมดนตรีไทย ในการบรรเลง ดนตรีไทยแนวหลายแนว สีสันของเสียง (Tone Color) หมายถึง คุณลักษณะของเสียงที่กำเนิดจาก แหล่งเสียงแตกต่างกัน แหล่งกำเนิดดังกล่าว เป็นไปได้ทั้งที่เป็นเสียงร้องของมนุษย์ และเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ คีตลักษณ์ (Forms) หรือรูปแบบของเพลง เปรียบเสมือนกรอบที่หลอมรวมเอาจังหวะ ทำนองพื้นผิว และสีสันของเสียงให้เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน เพลงที่มีขนาดสั้น - ยาววนกลับไปมา ล้วนเป็นสาระสำคัญของคีตลักษณ์ทั้งสิ้น ในกรณีเพลงไทย คีตลักษณ์สามารถพิจารณาจากลักษณะดังนี้
151) รูปแบบของเพลงเป็นส่วนที่เป็นกรอบภายนอก การที่เพลงจะสั้น - ยาว มีกี่ท่อน มีอัตราจังหวะที่ช้า - เร็วอย่างไร เท่าใด ล้วนเป็นบทบาทที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบของเพลง รูปแบบเพลงไทย ที่สำคัญ เช่น เพลงเถา เพลงตับ เพลงลา และโหมโรง เป็นต้น2) ลีลาของเพลงในดนตรีไทย ลีลาของเพลงจะมีความเกี่ยวข้องกับวิธีการที่ผู้ประพันธ์เพลง ที่ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน เช่น เพลงลูกล้อลูกขัด เพลงเก็บ เพลงกรอ เป็นต้น จากการศึกษาองค์ประกอบของดนตรีไทย ดนตรีเป็นศิลปะของเสียงที่เกิดจากความพากเพียรของมนุษย์ในการสร้างเสียงอยู่ในระเบียบของจังหวะ ทำนอง สีสันของเสียงและคีตลักษณ์ดนตรีไม่ว่าจะเป็นของชาติใด ล้วนมีพื้นฐานมาจากส่วนต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นดนตรีไทยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ เสียง จังหวะ จังหวะหน้าทับ ทำนอง พื้นผิวของเสียง คีตลักษณ์และสีสันของเสียง2) การผสมวงดนตรีไทยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าไว้ว่าได้กล่าวข้างต้นมาว่าปี่พาทย์เดิมเป็นเครื่องอุปกรณ์การฟ้อนรำเช่นเล่นหนัง (ใหญ่) และโขนละคร เป็นต้น หรือเป็นเครื่องประโคมให้ครึกครื้น ครั้นพระยาสมเด็จพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชดำริให้ขับเสภาส่ง ปี่พาทย์ก็กลายเป็นเครื่องเล่นสำหรับให้ไพเราะโดยลำพังเพราะฉะนั้นเมื่อเล่นเสภาส่งปี่พาทย์กันแพร่หลายต่อมาในรัชกาลที่ 3 จึงมีผู้คิดเครื่องปี่พาทย์เพิ่มเติมขึ้นให้เป็นคู่หมดทุกอย่าง เครื่องที่เพิ่มเติมขึ้นใหม่นั้นมีสงสัยว่าจะเพิ่มมาแต่ก่อนรัชกาลที่ 3 อยู่ 3 สิ่ง คือกลองแขกคู่ 1 เห็นจะเพิ่มตั้งแต่เล่นละคร เรื่องอิเหนา แต่ครั้งกรุงเก่ามา สำหรับแต่เวลารำอย่างแขก เช่น รำกริช เป็นต้น (แล้วจึงเลยเอาไปทำกระบี่กระบอง) กองปี่พาทย์ เดิมก็ใบเดียว (อย่างเช่นใช้ใน ปี่พาทย์เครื่องห้า) เติมกลองขึ้นเป็น 2 ใบมีอีกสิ่ง 1 เครื่อง 3 สิ่งที่กล่าวมานี้เห็นจะเติมเข้าในเครื่องปี่พาทย์มาก่อน(ธนิต อยู่โพธิ์. 2523 : 67)
163) ดนตรีไทยร่วมสมัยปรัชญาดนตรีและลักษณะของวงปี่พาทย์ร่วมสมัย ปรัชญาดนตรีของวงฟองน้ำ คือการเสนอดนตรีด้วยทัศนคติที่เต็มไปด้วยความเคารพต่อครูบาอาจารย์ แต่ในเวลาเดียวกันก็กล้าที่จะพัฒนาในบางจุด ที่เห็นว่าคนสมัยโบราณก็เคยทำมาแล้ว การนำเครื่องดนตรีไฟฟ้าเข้ามาใช้นั้น \"วงฟองน้ำ\" เชื่อว่าไม่ใช่การทิ้งของไทย แต่เป็นการใช้วิธีอย่างที่คนโบราณทำคือ ถือว่า ทำนอง จังหวะ หลักใหญ่ๆ จะต้องยึดไว้เป็นหลักที่มั่งคงขณะเดียวกันก็อาจจะมีการทดลองนำเครื่องดนตรีอื่นๆ เข้ามาประกอบเพื่อที่จะได้เสียงใหม่ๆขึ้นมา และเพิ่มสีสันให้กับดนตรีไทย เช่น การที่นักดนตรีสมัยก่อนนำเอาระนาดทุ้มเข้ามา ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หรือการนำเอาซอฝรั่ง (ไวโอลิน) เข้ามาในสมัยกลางรัตนโกสินทร์ หรืออย่างที่เคยมีผู้ทำวงเครื่องสายผสมออร์แกนมาแล้ว \"วงฟองน้ำ\" เห็นว่า การใช้เครื่องดนตรีที่เป็นที่นิยมแล้วหาสำเนียงอันนั้นเพื่อนกระตุ้นความคิดและความสนใจของวงสมัยใหม่ให้กลับมาสนใจดนตรีไทย เป็นการสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษไทย เจตนารมณ์ของ \"วงฟองน้ำ\" คือ พยายามที่จะพัฒนาดนตรีไทยให้เป็นที่สนใจ เป็นที่เข้าใจของคนรุ่นใหม่ เพื่อดนตรีไทยจะได้ไม่สูญหายไปตามกาลเวลา หรือถูกกลืนหายไปพร้อมกับวัฒนธรรมตะวันตก(พงษ์สิทธิ์ จักรสมิทธานนท์. 2533 : 11)
174) หลักการสร้างสรรค์ทางดนตรี การสร้างสรรค์ เป็นการสร้างงานทางศิลปะ ดังนั้นการสร้างสรรค์จึงเป็นการดำเนินเพื่อหาความรู้ ข้อเท็จจริง หรือข้อสรุปของสิ่งต้องการทราบ ซึ่งองค์ความรู้ใหม่ แล้วจึงนำเอาองค์ความรู้นั้นมาพัฒนาหรือสร้างสรรค์ใหม่เป็นทางศิลปะ เช่น การศึกษาเพลงพื้นบ้าน หรือการละเล่นพื้นบ้าน เมื่อได้องค์ความรู้แล้ว จึงนำความรู้ในบทเพลงใดบทเพลงหนึ่ง หรือการละเล่นใดการละเล่นหนึ่งมาสร้างสรรค์ใหม่ โดยการแต่งเนื้อร้องใหม่ ปรับทำนองใหม่หรือทำนองเพลงเดิมมาเรียบเรียงเสียงประสาน หรือ นำทำนองเดิมมาเป็นหลักแล้วแต่งเป็นเพลงตับ เพลงเถา หรือคิดการละเล่นใหม่โดยใช้แนวทางละเล่น ที่เรียนรู้มานำเสนอใหม่ หลักการสร้างสรรค์ทางดนตรี (รศ.ดร.ปัญญา รุ่งเรื่อง.2561 : 12-14เอกสารประกอบการอบรม)1.แรงบันดาลใจ2.แนวความคิด3.รูปแบบ แนวเรื่อง4.วัสดุ เทคนิค วิธีการ5.สิ่งแวดล้อมงานศิลปะ
182.4 แนวคิดตามรูปแบบกระบวนการ CDASP MODELนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้รูปแบบ CDASP MODELเป็นนวัตกรรมที่คิดค้น พัฒนา สร้างสรรค์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาด้านวิชาการให้เป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม โดยสังเคราะห์งานวิจัยนำมาสู่การออกแบบการจัดการเรียนรู้ให้เป็นเอกลักษณ์ของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ซึ่งนำอักษรย่อภาษาอังกฤษของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี COLLEGE OF DRAMATIC ARTS SUPHANBURI (CDASP) มาออกแบบเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับคณะครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาเป็นผู้คอยชี้แนะ และให้คำปรึกษา อนึ่งหลักสูตรนาฏดุริยางคศิลป์ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 กำหนดให้ผู้เรียนมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรการเรียนรู้สร้างสรรค์ตามแนวคิด STEAMEducation มุ่งเน้นให้ผู้เรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปีการศึกษา 2562 – 2563 มีศักยภาพสามารถสร้างนวัตกรรม STEAM Educationซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่นำศิลปะ(นาฏศิลป์ ดนตรี) มาบูรณาการกับการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ให้มีความทันสมัย แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของนาฏดุริยางคศิลป์ศาสตร์เก่าแก่ของไทยและถือได้ว่าเป็นมรดกของชาติให้ก้าวทันสังคมในศตวรรษที่ 21 อีกทั้งยังเป็นแนวทางหรือแบบอย่างใน การจัดการเรียนรู้สำหรับสถานศึกษา ที่มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ด้วยตนเองภายหลังจากการลงมือปฏิบัติจริงนำมาสู่นวัตกรรม STEAM โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CDASPMODELซึ่งมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ คือขั้นตอนที่ 1(C)Collect&Critical thinking ระบุปัญหา รวบรวมข้อมูล คิดอย่างเป็นระบบกล่าวคือ เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะต้องระบุปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งที่ตนเองประสบปัญหาด้านนาฏดุริยางคศิลป์รวบรวมปัญหาที่พบ วิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนแนวทางการแก้ปัญหา และวางแผนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop : ออกแบบและพัฒนาภายในกลุ่มกล่าวคือ เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ปัญหา และแนวทางการแก้ปัญหาด้านนาฏดุริยางคศิลป์ แล้วนำแนวทางมาออกแบบรูปแบบนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหา พัฒนารูปแบบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบนวัตกรรมภายในกลุ่มตนเองขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess : ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่างปฏิบัติกล่าวคือ เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนลงมือสร้างสรรค์ชิ้นงานเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาความสามารถ รวมถึงประเมินชิ้นงานของกลุ่มว่ามีความพร้อม จุดเด่น จุดด้อย ส่วนใดบ้างเพื่อให้การลงมือปฏิบัติเป็นไปตามจุดมุ่งหมายและสอดคล้องตามแนวคิด STEAMขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share : แสดงและแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่ม
19เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่นักเรียนแต่ละกลุ่มนำชิ้นงานมาแสดงให้คุณครู และสมาชิกในสายชั้นได้รับชม พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะจากคุณครูและเพื่อนในสายชั้นเพื่อนำ ความคิดเห็น ไปปรับปรุงผลงาน ทั้งนี้ผลงานดังกล่าวจะมีคณะครูด้านนาฏดุริยางคศิลป์และคณะครูภาควิชาศึกษาทั่วไปเป็นผู้ประเมินชิ้นงาน STEAM Educationขั้นตอนที่ 5 (P) Prove & Proud : ปรับปรุงและชื่นชมกล่าวคือ เป็นขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนนำความคิดเห็นจากครูและสมาชิกในสายชั้นไปปรับปรุงผลงานให้ดีขึ้น เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุดและชื่นชมผลงาน ทั้งนี้ผู้เรียนยังต้องนำผลงานเผยแพร่สู่ชุมชนหรือสังคมภาพที่ 1 รูปแบบการเรียนการสอน CDASP Model วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีจึงกล่าวได้ว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้CDASP MODEL เป็นนวัตกรรมการจัด การเรียนรู้ที่มุ่งส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมนาฏดุริยางคศิลป์ ตามแนวคิดSTEAM Educationสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา นำมาสู่การยกระดับคุณค่า ทางศาสตร์วิชาชีพสู่สังคมและชุมชน
202.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องนุสรา สิงห์ชัย และคณะ (2563) ศึกษาเรื่อง ร้อยเรียงสำเนียงสิบสองภาษา ทางครูฐิระพล น้อยนิตย์ ผลการศึกษาพบว่าครูฐิระพล น้อยนิตย์ ได้เรียบเรียงเพลงชุดสิบสองภาษา เมื่อปี พ.ศ.2552 โดยมีแนวคิดและแรงบันดาลใจจากการเดินทางไปศึกษาดูงานศิลป์ในประเทศต่างๆ จึงเกิดแนวคิดในการเรียบเรียงเพลงชุดสิบสองภาษาอีกทางหนึ่ง มีความประสงค์ให้เพลงชุดสิบสองภาษาทางนี้มีความสนุกสนานตลกขบขัน ในอีกมุมหนึ่งโดยนำบทเพลงที่เป็นของเดิม บทเพลงที่ประพันธ์จากโครงสร้างเพลงเดิม และประพันธ์ขึ้นใหม่ มาเรียบเรียงต่อกันให้มีความหลากหลาย และใช้วงปี่พาทย์นางหงส์ มาบรรเลง โดยมีเครื่องประกอบจังหวะที่เพิ่มอรรถรสในแต่ละภาษาให้มีความสนุกสนาน โครงสร้าง และรูปแบบของเพลงชุดสิบสองภาษาทางครูฐิระพล น้อยนิตย์พบว่าโครงสร้างมีการเชื่อมโยงการออกภาษาทั้งหมด 3 รูปแบบคือเชื่อมโยงด้วยทำนองเพลงเชื่อมโยงด้วยการขับร้องและเชื่อมโยงด้วยเครื่องประกอบจังหวะรูปแบบที่ใช้ส่วนมากเป็นเพลงสองชั้น ชั้นเดียว และเพลงทำนองท่อนเดียวชนะชัย กอผจญ ดุษฎีนิพนธ์ (2559) ศึกษาเรื่อง การสร้างสรรค์บทเพลง ตับวิฬาร์เริงสำราญ ผลการศึกษาพบว่า การประพันธ์เพลง \"ตับวิฬาร์เริงสำราญ\" เป็นการประพันธ์เพลงตับ ประเภทตับเรื่องกำหนดใช้วงดนตรีไทยประยุกต์ร่วมสมัยทำการบรรเลง ทำนองเพลงแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ปฐมบทกล่าวถึงประวัติความเป็นมา ความเชื่อและบริบทต่างๆ ของแมวไทย ทำนองแบ่งออกเป็น ลูกนำ 4 ท่อน ส่วนที่สอง มัชฌิมบท กล่าวถึงอุปนิสัย สัญชาตญาณ พฤติกรรม ทำนองเพลงแบ่งออกเป็นทำนองอุปนิสัย 5 ท่อน และส่วนที่สาม ปัจฉิมบท กล่าวถึงลักษณะเด่นของแมวไทยทั้ง 5 ชนิด ทำนองเพลงแบ่งออกเป็น 5 เพลงตามชนิดของแมวไทย ทำนองเพลงมีทั้งการประพันธ์ทำนอง 8 ห้องโน้ตเพลงและแบบฉิ่งตัดได้แก่ 7 ห้องโน้ตเพลง ทำนองเพลงประพันธ์โดยยึดหลักการประพันธ์เพลงเกี่ยวกับสัตว์โดยคัดเลือก นก มาเป็นแนวในการประพันธ์อิงขนบและทำการประพันธ์ ทำนองใหม่โดยไม่อิงขนบ เครื่องดนตรีสากลและเครื่องตบแต่งทำนองที่นำมาใช้ ได้แก่ คลาริเน็ต หมากกะโหล่ง โปงเหล็ก เกราะ กังสดาล ระฆัง กระพรวน ขลุ่ยนกชนิดต่าง ๆ ขลุ่ยจีน ส่วนเครื่องกำกับจังหวะหน้าทับได้แก่กลองแขก ตะโพนไทย เปิงมาง จังหวะหน้าทับที่นำมาตีกับทำนองมีทั้งจังหวัดอิสระและจังหวะหน้าทับเดิมได้แก่ หน้าทับพระทอง หน้าทับกระบี่ลีลา หน้าทับเบ้าหลุด หน้าทับลาว หน้าทับสองไม้สองชั้น หน้าทับตะเขิ่ง (กลองแขก) หน้าทับสดายงค์ ชั้นเดียว
21บทที่ 3วิธีดำเนินการโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ เรื่อง การประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า คณะผู้จัดทำได้ศึกษา เอกสาร สื่อสิ่งพิมพ์ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องรวมถึงสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับงานโดยวางลำดับกระบวนการทำงาน 5 ขั้นตอน (CDASP) ดังนี้ขั้นตอนที่ 1 (C) Collect & Critical thinking: วิเคราะห์ประเด็น คิดอย่างเป็นระบบการสัมภาษณ์แบบซักถามอย่างมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ แบบเป็นทางการหรือกึ่งทางการ แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ เพื่อเป็นการนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปขั้นตอนที่ 2 (D) Design & Develop: ออกแบบและพัฒนาภายในกลุ่มการประพันธ์เพลงชุด เริงสราญงานวัดป่า เมื่อคณะผู้จัดทำได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆแล้วจึงนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์เพื่อออกแบบแนวคิดการสร้างสรรค์ของเพลง ชุดเริงสราญงานวัดป่า โดยใช้เครื่องมือในการศึกษา เพื่อลงมือปฏิบัติดังนี้ขั้นตอนที่ 3 (A) Act & Assess: ลงมือปฏิบัติและประเมินระหว่างปฏิบัติจากประเด็นคำถามสัมภาษณ์ที่ใช้ข้างต้น คณะผู้จัดทำได้ถอดเนื้อความสัมภาษณ์ออกมาและเรียบเรียงเพื่อจำแนกตรวจสอบข้อมูลเพื่อนำไปสู่กระบวนการสร้างสรรค์ขั้นตอนที่ 4 (S) Show & Share: แสดงและแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มนำเสนอผลการศึกษา และผลการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นตอนที่ 5 (P) Prove & Proud: ปรับปรุงและชื่นชมการปรับปรุงคณะผู้จัดทำได้ออกแบบการประเมิน เพื่อสอบถามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับการประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า และเมื่อได้ผลการประเมินแล้ว คณะผู้จัดทำได้นำผลนั้นมาปรับปรุงแก้ไขผลงานการประพันธ์ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
223.1 ขั้นตอนรวมรวบข้อมูล จากเอกสารมีดังนี้1. แหล่งข้อมูล หนังสือ เอกสาร ดังนี้1) หอสมุดแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ2) หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี3) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี4) ศูนย์สารสนเทศ วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี2.ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ 1) แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ (ศิลปินแห่งชาติ )สาขาศิลปะการแสดง ปี 2539 2) ดร.ถนัด ยันต์ทอง อาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิตอาจารย์พิเศษวิทยาลัยสงฆ์ สุพรรณบุรีศรีสุวรรรณภูมิ 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาการประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า คณะผู้จัดทำได้สร้างเครื่องมือที่ใช้ใน การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีรายละเอียด ดังนี้1.การสร้างเครื่องมือแบบสัมภาษณ์ คณะผู้จัดทำได้สร้างแบบข้อคำถามในการสัมภาษณ์ เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินการเก็บข้อมูลในการศึกษา โดยมีขั้นตอนการสร้างแบบสัมภาษณ์ ดังนี้ 1) ศึกษาข้อมูลวิธีการสร้างแบบสัมภาษณ์จากหนังสือ และเอกสาร นำข้อมูลที่ได้ จากการศึกษา มาสร้างแบบสัมภาษณ์ โดยสร้างข้อคำถามให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงงาน หรือสร้างคำถาม กำหนดประเด็นให้ครอบคลุม โดยพิจารณาจากคำสำคัญของวัตถุประสงค์ 2) หลังจากได้สร้างคำถามแบบสัมภาษณ์ ได้นำเสนอเค้าโครงแบบสัมภาษณ์ โดยคณะผู้จัดทำให้อาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบข้อคำถามของเครื่องมือว่ามีความสัมพันธ์ และเป็นไปตามประเด็นของโครงงาน เพื่อนำแบบสัมภาษณ์มาใช้เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ
233.2 ขั้นตอนวิเคราะห์ข้อมูลคณะผู้ศึกษานำข้อมูลที่ได้จากการรวมรวบข้อมูลมาตรวจสอบและวิเคราะห์ รวมถึงการออกแบบแนวคิดการสร้างสรรค์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่าและจัดทำเป็นเอกสารโครงงาน 5 บท ตามขั้นตอนดังนี้บทที่ 1 บทนำ1) ความเป็นมาและความสำคัญ2) วัตถุประสงค์ของโครงงาน3) ขอบเขตของโครงงาน4) วิธีดำเนินการ5) นิยามศัพท์เฉพาะ6) กรอบแนวคิดสร้างสรรค์7) ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับบทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องบทที่ 3 วิธีการดำเนินการทำโครงงาน 1) ขั้นตอนรวบรวมข้อมูล 2) ขั้นตอนวิเคราะห์ข้อมูล 3) ขั้นตอนสรุปและการทำโครงงานบทที่ 4 ผลการศึกษาบทที่ 5 สรุปผลศึกษา อภิปรายผลศึกษา และข้อเสนอแนะ 1) สรุปผลศึกษา 2) อภิปรายผลศึกษา 3) ข้อเสนอแนะ3.3 ขั้นตอนสรุปผลการโครงงาน1) นำเสนอผลการศึกษา และผลการวิเคราะห์ข้อมูล2) สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
24ตารางที่1 ตารางแผนภูมิแสดงระยะเวลาในการปฏิบัติงานในแต่ละกิจกรรมระยะเวลากิจกรรมปีการศึกษา 2565หมายเหตุมิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค.1.กำหนดหัวข้อ2.ศึกษาประวัติความเป็นมา3.ทำบทที่ 14.ศึกษาข้อมูล5.เก็บรวบรวมข้อมูล6.ทำบทที่ 27.วางแผนการดำเนินการ8.ทำบทที่ 39.เริ่มทำบทเพลงประกอบการแสดง10.สร้างสรรค์รูปแบบการแสดง11.คัดเลือกผู้บรรเลง12.จัดเครื่องดนตรีประกอบการแสดง13.การออกแบบทำนองเพลง14.ทำบทที่ 415.ทำบทที่ 5การแสดงสร้างสรรค์ ชุดเริงสราญงานวัดป่าหมายเหตุ : กรณีนอกเหนือจากที่กำหนดสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
25ตารางที่ 2 ตารางงบประมาณการทำโครงงานการประพันธ์เพลง ชุดเริงสราญงานวัดป่ารายการ หน่วย จำนวนเงิน1.งบดำเนินการ - ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเก็บข้อมูล2. ค่าวัสดุสำนักงาน- การจัดทำรูปเล่ม3. ค่าวัสดุการแสดง- ค่าของที่ระลึกมอบให้ แม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ คนละ 15 บาท x จำนวน 24 คน- ค่ารถจ้างเหมา คนละ 10 บาท x จำนวน 14 คน- กระดาษ a4 ผงหมึกเครื่องพิมพ์ ฯลฯ - ค่าอุปกรณ์เครื่องดนตรีเสริม 360 บาท500บาท4,000บาท 500 บาทหมายเหตุ: กรณีนอกเหนือจากที่กำหนดให้นักศึกษาชี้แจงเหตุผลในการเบิก-จ่าย กับทางครูที่ปรึกษา
26บทที่ 4ผลการศึกษาคณะผู้จัดทำโครงงานพัฒนาสมถรรนะวิชาชีพ การประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า ได้แบ่งวัตถุประสงค์2 ข้อ โดยมีผลการศึกษาดังนี้4.1 ศึกษาประวัติความเป็นมาของวัดป่าเลไลยก์วริหาร จังหวัดสุพรรณบุรีวัดป่าเลไลยก์เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่บนสถานที่ดอน เขตตำบล รั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ห่างจากฟากแม่น้ำท่าจีน ตรงกันข้ามกับสถานที่ตั้งศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี ในปัจจุบันแม่น้ำท่าจีนตอนที่ไหลผ่านจังหวัดสุพรรณบุรีนี้ ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่าแม่น้ำสุพรรณ ศาลากลางจังหวัดตั้งอยู่ฝั่งตะวันออก ส่วนวัดป่าเลไลยก์ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำด้านตะวันตกห่างจากศาลากลางประมาณ ๓ กิโลเมตร วัดนี้เขียนนามวัดว่า 'ปาเลไลยก์\"เพื่อให้ตรงตามตำนานปางพระปาลิไลยกะในคัมภีร์ภาษาบาลี แต่ชาวบ้านเรียกกันสั้นๆ ว่าวัดป่าเลไลยก์ เป็นวัดเก่าแก่ก่อสร้างในสมัยโบราณ หากประมาณนับด้วยพันปีขึ้นไป ไม่ปรากฎว่าท่านผู้ใดเป็นผู้สร้าง เดิมมามีชื่อว่าวัดลานมะขวิด เพราะสถานที่ตรงนี้ท่านผู้ใหญ่เล่าว่า มีหมู่ต้นมะขวิดเป็นดงใหญ่ ทั้งหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ ณ บริเวณนี้ก็มีชื่อว่า บ้านลานมะขวิดภายหลังสร้างวัดขึ้นมา ก็เลยได้ชื่อว่า วัดลานมะวิด ตามชื่อหมู่บ้านไปด้วยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระวินิจฉัยว่า คงจะสร้างขึ้นในสมัยอู่ทอง โดยทรงพระสันนิษฐานจากลักษณะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถประจำวัด ที่เรียกนามกันว่าพระป่าเลไลยก์ พระพุทธรูปลักษณะนี้ มีลักษณะเช่นเดียวกันกับพระสมัยอู่ทอง ชั้นเดิมมาคงจะสร้างเป็น พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา เหมือนกันกับพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ ณ องค์พระปฐมเจดีย์ โดยทรงอธิบายว่า ต่อมาองค์พระชำรุดหักพังลง ชั้นหลังที่มาปฏิสังขรณ์องค์พระขึ้นใหม่ คงจะไม่เข้าใจในความรู้เรื่อง พระปางปฐม -เทศนา จึงสร้างเปลี่ยนเป็นพระปางป่าเลไลยก์ แต่จะได้ทำ การเปลี่ยนแปลงกันมาแต่ครั้งไหน ก็ไม่ปรากฏหลักฐานระบุไว้ มีที่จะ พึงสังเกตได้อยู่ ก็คือ เมื่อหมื่นพรหมสมพักสร หรือที่เรียกนามว่า เสมียนมี เดินทางขึ้นไปเก็บอากรที่เมืองสุพรรณบุรี เมื่อปีมะโรง ฉศกพุทธศักราช 2487ได้แต่งนิราศตั้งปัญหาไว้ว่า
27\"พระวัดป่าเลไลยก์นี้ใครสร้าง ดูรกร้างโรยราน่าสงสารเป็นพระปั้นปิดทองของโบราณ เห็นจะนานนักหนากว่าพันปีพระพาหาขวาซ้ายทลายหัก องค์พระพักตร์ทองหมองไม่ผ่องศรีห้อยพระชงค์ลงเรียบระเบียบดี แล้วก็มีลิงช้างข้างละตัว\"แม้ในหนังสือวรรณคดีเรื่องขุนช้าง ขุนแผน ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวกันกับวัดนี้ ตามพระมติของสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ก็ทรงไว้ว่า ขุนช้างขุนแผน และนางพิม เกิดในระหว่าง พ.ศ. 2039-2072 ตรงกับ รัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา ก็เรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดป่าเลไลยก์เหมือนกัน ดังที่กล่าวไว้ในบทเสภาตอนหนึ่งว่า\"ทีนี้จะกล่าวเรื่องเมืองสุพรรณ ยามสงกรานต์คนนั้นก็พร้อมหน้าจะทำบุญให้ทานการศรัทธา ต่างก็มาที่วัดป่าเลไลยก์หญิงชายน้อยใหญ่ไปแออัด ขนทรายเข้าวัดอยู่ขวักไขว่\"ข้อนี้แสดงว่า นามของวัดนี้ ได้เปลี่ยนมาเป็นวัดป่าเลไลยก์ พร้อมกับเรียกขานมาก่อนหน้านี้เป็นเวลานาน จนเป็นที่รู้กันโดยทั่วๆ ไปแล้วสันนิษฐานว่า วัดป่าเลไลยก์นี้ เดิมทีคงจะเป็นเพียงวัดพุทธาวาสไม่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา คงมีแต่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ในคฤหรูปมณฑล มีหลังคาปกคลุมเฉพาะองค์พระ ภายหลังเมื่อได้ปรากฏว่า องค์พระป่าเลไลยก์เป็นพระสำคัญของบ้านเมือง มีประชาชนพร้อมทั้งบรรพชิตเดินทางไปนมัสการเป็นอันมากโดยไม่ขาดสายจำเป็นจะต้อง มีพระภิกษุสงฆ์อยู่ประจำ คอยเฝ้าดูแลรักษาองค์พระ จึงเป็นเหตุให้มีเขตสังมาวาสขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ปัจจุบันมีหมู่กุฏิ ที่พำนักพักอาศัยของบรรดาพระภิกษุสงฆ์ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขตพุทธาวาสอีกส่วนหนึ่ง
284.2 สร้างสรรค์การประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า1) แนวคิดและแรงบันดาลใจจึงทำให้คณะผู้จัดทำ เล็งเห็นถึงความสำคัญของเทศกาลงานบุญ เดือน 5 เเละ เดือน 12 เกิดแรงบันดาลใจเเละเเนวคิดในการสร้างสรรค์เพลงชุดเริงสราญงานวัดป่า ที่มีมาคู่กับ ชาวสุพรรณบุรี โดยนำรูปแบบการจัดงานเทศกาลบุญเดือน 5 เเละเดือน 12 รวมถึงการจัด มหรสพ สมโภช ในงานนี้เช่น เพลงอีแซว ลิเก มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ชุดเริงสราญงานวัดป่า สามารถออกแบบโครงสร้างการแสดงชุดเริงสราญงานวัดป่า 3 ช่วง ดังนี้เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงในงานสร้างสรรค์เพลงชุดเริงสราญงานวัดป่า ประกอบด้วยดังนี้ขลุ่ย ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงใหญ่กลองแขก คีย์บอร์ด ฉาบ ระฆังราวฯ2) โครงสร้างเพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่าช่วงที่ 1 คณะผู้จัดทำนำทำนอง รัวฉิ่งพระฉัน มาเป็นวรรคต้นของเพลงโดยใช้เครื่องดนตรีสากล เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ในช่วงที่1เพื่อสร้างบรรยากาศเสมือนก่อนจะเข้าวัด เปรียบเสมือนให้ผู้ชมและผู้ฟังยืนอยู่หน้าวัด ต่อมาจะเป็นการเข้าสู่ทำนองหลักเพลงเริงสราญงานวัดป่าที่เป็นทำนองที่มีจังหวะกระชับเป็นทำนองที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ให้ความรู้สึกสนุกสนานร่าเริงให้บรรยากาศเหมือนท่านผู้ชมผู้ฟังได้เห็นสภาพแวดล้อมของเทศกาลงานบุญวัดป่าเลไลยก์ว่ามีบรรยากาศเป็นอย่างไรจะบรรเลงทำนองนี้ 2 รอบ เพื่อนำเข้าสู่ช่วงต่อไปช่วงที่1ทำนองเกริ่น- - - - - - - ร - ม - ซ - ล - ท - - - - - - - ล - - ซ ล - ซ - ซทำนองหลัก- - ด ร - ฟ - ซ - - ฟ ซ - ล - ดํ - - ซ ล - ดํ - รํ - ฟํ รํ- ดํ ล - ดํ- - รํ ดํ - ล - ซ - ฟ ร - ด ร ฟ ซ - - ล ดํ - ล - ซ - ล ซ - ฟ ซ ล ดํ- ซ ดํ ล - ซ - ล - ดํ ล - ซ ฟ ซ ล - ล ดํ ล - ซ - ล - ดํ ล - ซ ล ดํ รํ- รํฟํรํ - ดํ - รํ - ฟํ รํ - ดํ ล - ซ - - ด ร - ฟ - ซ ล ซ ดํล - ซ - ฟ
29ช่วงที่ 2 คณะผู้จัดทำนำเอกลักษณ์ลิเก คือ ทำนองเพลง\"ราชนิเกลิง\"มาร้อยเรียงใหม่โดยนำช่วงรับร้องสั้นๆมาทั้งหมด 3 จุด โดยให้ตะโพนประกอบจังหวะหน้าทับราชนิเกลิง จึงนำทำนองเพลงที่สร้างสรรค์ขึ้น มาเรียบเรียงใหม่และเพิ่มเครื่องดนตรีสากลในช่วงทำนองนี้แต่ทั้งนั้นทำนองช่วงที่แสดงถึงการแสดงลิเกจะไม่ปรากฏการร้องราชนิเกลิงแต่อย่างใดคณะผู้จัดทำมีความประสงค์ ผู้ชมผู้ฟังรับรู้บรรยากาศเสมือนว่าท่านได้ชมลิเกอยู่ในช่วงท้ายมีการบรรเลงรัวใบไม้ร่วงเพื่อเป็นเชื่อมทำนองทั้ง 2 ให้มีความสอดคล้องเพื่อไปสู่ช่วงต่อไปทำนองลิเก 1- - - - - - - - - - - - - - - ดํ - - - - - - - - ฟํ รํ ดํ ล - ซ - ฟ- - - - - - - - - - - - - - - ด - - - - - - - - ร ด ล ด - ร - ฟ- - - - - ด - ฟ - ซ - ล - ท - ดํ ดํ รํ ดํ ดํ ดํ รํ ดํ ดํ ฟํ รํ ดํ ล - ซ - ฟทำนองลิเก 2- - ด ร - ด - ฟ - - ด ร - ฟ - ซ - - ด ร - ฟ - ซ ล ซ - - ฟ ร - ฟ- - ด ร - ด - ฟ - - ด ร - ฟ - ซ - - ดํ ดํ - - - ด - - ด ด - ด - ฟทำนองหลัก- - ด ร - ฟ - ซ - - ฟ ซ - ล - ดํ - - ซ ล - ดํ - รํ - ฟํ รํ- ดํ ล - ดํ- - รํ ดํ - ล - ซ - ฟ ร - ด ร ฟ ซ - - ล ดํ - ล - ซ - ล ซ - ฟ ซ ล ดํ- ซ ดํ ล - ซ - ล - ดํ ล - ซ ฟ ซ ล - ล ดํ ล - ซ - ล - ดํ ล - ซ ล ดํ รํ- รํฟํรํ - ดํ - รํ - ฟํ รํ - ดํ ล - ซ - - ด ร - ฟ - ซ ล ซ ดํล - ซ - ฟ
30ช่วงที่ 3 ทำนองเพลงช่วงนี้เป็นการบรรเลง ระนาดเอก ซออู้ ซอด้วง ขลุ่ยเพียงออ เป็นทำนองโดยทำนองนี้สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ คล้ายกับการด้นสด ( Improvise) โดยให้ระนาดเอกล้อนำจากนั้น ขลุ่ยเพียงออ จึงล้อนำ ซออู้และซอด้วง อีกครั้งหนึ่ง ในช่วงนี้ใช้จังหวะอัตรา สองชั้น ประกอบหน้าทับลาวด้วยกลองแขกเหมือนการที่ให้ความรู้สึกเหมือนทุกท่านได้เดินผ่านร้านค้าต่างๆภายในงาน แต่ยัง มีการแว่วสำเนียงเสียงร้องเพลงอีแซว จากนั้นตะโพนจึงบรรเลงหน้าทับลาว นักร้องเกริ่นทำนองเพลง อีแซวขึ้นมา โดยจะมีคำร้องว่า\"...ที่จังหวัดสุพรรณบุรีก็มีงานวัดป่า คนทุกทิศมุ่งมาที่วัดป่าเลไลยก์ปิดทองหลวงพ่อโตแล้วก็โมทนา บุญกุศลรักษาชีวาสดใสได้ทำบุญสุนทานก็เบิกบานอุรา สุขสันต์หรรษาถ้วนหน้ากันไปได้ดูลิเกละครเวลาก็ค่อนคืนแล้ว เพลงฉ่อยเพลงอีแซวก็เจื้อยแจ้วปลุกใจ...ในระหว่างที่ลูกคู่ร้องรับในวรรคสุดท้าย นักดนตรีจะบรรเลงรับในทำนองรับลูกคู่แล้วดนตรีหยุด เพื่อใช้ระฆังราวเชื่อมเข้าสู่ทำนอง ที่เป็นตัวแทนของเพลงอีแซว ซึ่งเป็นทำนองที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ โดยประพันธ์จากการร้องเกริ่นเพลงอีแซวในอัตราจังหวะชั้นเดียว ประกอบหน้าทับสองไม้บรรเลงด้วยกลองแขก โดยทำนองนี้บรรเลงจำนวน 2 รอบ เมื่อจบจากการละเล่นเพลงอีแซว จะเป็นการบรรเลงสลับกันระหว่างกลองแขกและตะโพน โดยประกอบด้วยอัตราจังหวะชั้นเดียวกลองแขกบรรเลงหน้าทับสองไม้และตะโพนบรรเลงหน้าทับวรเชษฐ์ โดยเป็นการทอนจังหวะลงมาและเหลือเพียงตะโพน ในทำนองช่วงนี้สื่อถึงบรรยากาศพ่อค้าแม่ค้าที่นำสินค้าต่างๆมาขายภายในงานจากนั้นจึงบรรเลงทำนองหลักเพลงเริงสราญงานวัดป่าขึ้นอีกครั้ง โดยมีการปรับให้มีเล่นจังหวะในช่วงต้นเพลงรอบแรกและบรรเลงในเสียงนี้จำนวน 2 รอบ แล้วเปลี่ยนบันไดเสียง (Transpose) โดยขยับขึ้นมา 1 ช่วงเสียง เพื่อให้ทำนองไปถึงจนสูงสุด (Peak) โดยบรรเลง 2 รอบ ในรอบที่ 2 จะกระชับจังหวะขึ้นเป็นทำนองที่ก้าวเข้าใกล้สู่บทสรุปของเพลงเมื่อครบ 2 รอบ ทำนองเพลงจะหยุด เพื่อส่งเข้าทำนองช่วงต่อไป
31ทำนองอีแซว 1บรรเลงทำนองอีแซว 1 โดยมีระนาดเอก ซอด้วง ซออู้ ขลุ่ยเพียงออระนาดเอก- - - - - - - - - - - - - - - ดํ - - - - - - - - ร ด ล ด - ร - ฟ- - - - - - - - ซ ฟ ด ฟ - ซ - ล - - - ดํ - - - - ซ ล ด ล ซ ฟ - ซซอด้วง และซออู้- - - - - - ดํ ลํ - - ดํ ซ ลํ ฟ ซ ลํ - ฟ ซ ล - ดํ- รํ - ซ - ฟ - ร - ดขลุ่ยเพียงออฟ ซ ฟ ล ซ ล ดํ ฟ มํ รํ ดํ ล ซ ฟ ซ ล ฟ ซ ฟ ล ซ ล ดํ รํ ฟํ รํ ซํฟํ รํ ฟํ รํ ดํซอด้วง และซออู้- - - - - ด - ล - - ด ซ ล ฟ ซ ล - ฟ ซ ล - ด - ร - ซํ - ฟ - ร - ดตะโพนบรรเลงหน้าทับเพลงลาว 3 จังหวะ แล้วร้องทำนองอีแซว ตามลักษณะการเล่นเพลงอีแซว และมีการร้องรับลูกคู่เป็นระยะบทร้องอีแซวหญิง: ที่จังหวัดสุพรรณนั้นมีงานวัดป่า ชาย: คนทุกทิศมุ่งมาที่วัดป่าเลไลยก์ (รับ)หญิง: ปิดทองหลวงพ่อโตแล้วก็โมทนา หญิง: บุญกุศลรักษาพาชีวาสดใสหญิง: ได้ทำบุญสุนทานก็เบิกบานอุรา หญิง: สุขสันต์หรรษาถ้วนหน้ากันไปหญิง: ได้ดูลิเกละครเวลาก็ค่อนคืนแล้ว(รับ) หญิง: เพลงฉ่อยเพลงอีแซวก็เจื้อยแจ้วปลุกใจ (รับ)ทำนองอีแซว 2วงดนตรีบรรเลงรับทำนองอีแซว 2 จำนวน 2 รอบ ลักษณะทำนองลูกล้อลูกขัด(ซ ซ ล ซ ฟ ซ ล ด) ซ ซ ล ซ ฟ ซ ล ด (ซ ล ด ร ฟ ร ด ล) ซ ล ด ร ฟ ร ด ล(ซ ล ด ล ซ ฟ - ซ) ซ ล ด ล ซ ฟ - ซ (ด ร ฟ ซ ด ล ซ ฟ) ด ร ฟ ซ ด ล ซ ฟตะโพนบรรเลงหน้าทับวรเชษฐ์ (ป๊ะเท่งป๊ะ) และกลองแขกบรรเลงหน้าทับสองไม้ อัตราจังหวะ ชั้นเดียว สลับกันและทอนลงเป็นจังหวะ แล้วจึงกลับมาบรรเลงทำนองหลักอีกครั้ง แต่ในรอบแรกมีการเล่นจังหวะ ดังนี้
32ทำนองหลัก (เล่นจังหวะ)- - ด ร - ฟ - ซ ซ - ฟ ซ - ล - ดํ ดํ - ซ ล - ดํ - รํ - ฟํ รํ- ดํ ล - ดํแล้ววงดนตรีจึงบรรเลงทำนองหลักตามเดิม 1 รอบ- - ด ร - ฟ - ซ - - ฟ ซ - ล - ดํ - - ซ ล - ดํ - รํ - ฟํ รํ- ดํ ล - ดํ- - รํ ดํ - ล - ซ - ฟ ร - ด ร ฟ ซ - - ล ดํ - ล - ซ - ล ซ - ฟ ซ ล ดํ- ซ ดํ ล - ซ - ล - ดํ ล - ซ ฟ ซ ล - ล ดํ ล - ซ - ล - ดํ ล - ซ ล ดํ รํ- รํ ฟํ รํ - ดํ - รํ - ฟํ รํ - ดํ ล - ซ - - ด ร - ฟ - ซ ล ซ ดํ ล - ซ - ฟทำนองหลัก (เปลี่ยนเสียง)จากนั้นวงดนตรีจึงบรรเลงเปลี่ยนบันไดเสียง 1 ช่วงเสียง 2 รอบ- - ร ม - ซ - ล - ซ - ล - ท – รํ - - ล ท - รํ - มํ ซํ มํ - - รํ ท - รํ- - มํ รํ - ท - ล - ซ ม - ร ม ซ ล - - ท รํ - ท - ล - ท ล - ซ ล ท ร- ล รํ ท - ล - ท - รํ ท - ล ซ ล ท - ท รํ ท - ล - ท - รํ ท - ล ท รํ มํ- ม ซ ม - รํ - มํ - ซํ ม - รํ ท - ล - - ร ม - ซ - ล ท ล รํ ท - ล - ซ
33ช่วงที่ 4 ด้วยแรงสัทธาผู้คนที่ตั้งใจมากราบนมัสการหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์คณะผู้จัดทำจึงสร้างสรรค์ทำนองให้เกิดความกระชับจังหวะยิ่งขึ้นขึ้นเปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่ประตูโบสถ์และเมื่อทำนองหยุดลงจึงมีการบรรเลงฆ้องวงใหญ่และระฆังราวบรรเลงเลียนเสียงระฆังวัดเพื่อให้ความรู้สึกสงบร่มเย็น โดยจะบรรเลงเลียนเสียงระฆังจำนวน 3 ครั้ง บทสวดบูชาหลวงพ่อโตก็จะดังขึ้นโดยทำนองนี้เป็นทำนองที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ เมื่อสวดจบ ฆ้องวงใหญ่บรรเลงเลียนเสียงระฆังต้องเนื่องจากบทสวด 3 ครั้ง และจึงจบด้วยเสียงฆ้องเพื่อให้รู้สึกความสงบ สุขใจ และอิ่มใจ เมื่อใช้เกิดความรู้สึก สงบ สุขใจ รวมถึงอิ่มเอม เมื่อบรรเลงจบแล้วคีย์บอร์ดจึงบรรเลงสร้างบรรยากาศ ฆ้องวงใหญ่ตีเป็นคู่ 11 คือ โน้ตเรต่ำ (รฺ) และ โน้ตซอลกลาง (ซ)กล่าวคือ ลูกฆ้อง ลูกที่ 1 และ ลูกที่ 11 บรรเลงเป็นระยะห่าง ๆ เพื่อเลียนแบบเสียงระฆัง โดยบรรเลงตลอดหลังจากนั้นผู้ขับร้องจะเริ่มสวดบทสวดบูชาหลวงพ่อโตพร้อมกับเสียงฆ้องและคีย์บ อร์ด กำหนดผู้ขับร้องเป็นโทนเสียงผู้ชายบทสวดบูชาหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์“…โตเสนโต วะระธัมเมนะสัฏฐาเน สิเว วะเรโตสังอะกาสิ ชันตูนังโตสะจิตตัง นะมามิหัง...”เมื่อสวดจบฆ้องวงใหญ่บรรเลงเลียนเสียงระฆังต่อเนื่องจากบทสวด 3ครั้ง เมื่อฆ้องวงใหญ่บรรเลงครบ 3 รอบ
34ช่วงที่ 5หลังจากฆ้องวงใหญ่บรรเลง 3 ครั้ง ขลุ่ยเพียงออเป่าทำนองหลักโดยมีตะโพนเป็นเครื่องประกอบจังหวะบรรเลงหน้าทับสองไม้(ระบำ) ฉิ่งบรรเลงอัตราจังหวะ 2 ชั้น เปรียบเสมือนช่วงที่หลังจากการไหว้พระเสร็จแล้ว ผู้คนจึงชวนกันออกจากโบสถ์เพื่อได้ชมมหรสพและเที่ยวงานในห้องสุดท้ายวงดนตรีบรรเลงรับจากขลุ่ยในทำนองเดียวกับในช่วงที่เสียงเปลี่ยนแล้วจึงบรรเลงทำนองหลักอีกหนึ่งครั้ง โดยเพิ่มความเร็วขึ้นแล้วจึงบรรเลงทำนองจบหนึ่ง เปรียบเสมือนผู้คนมาเที่ยว เริ่มเก็บของและเริ่มม้วนเสื่อเพื่อเตรียมกลับบ้าน จากนั้นจึงบรรเลงทำนองจบ เพื่อให้จิตนาการถึงช่วงชุนลมุนในช่วงที่ตลาดวายและผู้คนกำลังรีบเดินกลับบ้านจะถึงว่าจบ การบรรเลงดนตรีสร้างสรรค์ชุด เริงสราญงานวัดป่าทำนองหลักขลุ่ยเพียงออบรรเลงทำนองหลัก 1เที่ยวแล้วดนตรีบรรเลงรับวรรคท้าย จากขลุ่ยเพียงออ อีก 1 รอบ- - ร ม - ซ - ล - ซ - ล - ท - รํ - - ล ท - รํ - มํ ซํ มํ- - รํ ท - รํ- - มํ รํ - ท - ล - ซ ม - ร ม ซ ล - - ท รํ - ท - ล - ท ล - ซ ล ท ร- ล รํ ท - ล - ท - รํ ท - ล ซ ล ท - ท รํ ท - ล - ท - รํ ท - ล ท รํ มํ- ม ซ ม - รํ - มํ - ซํ ม - รํ ท - ล - - ร ม - ซ - ล ท ล รํ ท - ล - ซทำนองจบ 1หลังจากนั้นบรรเลงทำนองจบ 1 จำนวน 4 รอบ- ล ท รํ - ซ ล ท - รํ ท ล ซ ม - ซทำนองจบ 2หลังจากนั้นบรรเลงทำนองจบ 2 จำนวน 8 รอบ โดยเร่งจังหวะขึ้นเมื่อครบแล้วจึงถือว่า จบเพลงรํ ท ล ซ
35ตารางสรุปโครงสร้างเพลงสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่าลำดับช่วง รายชื่อเพลง เครื่องดนตรี1- ทำนองเกริ่น - ฆ้องวงใหญ่- คีย์บอร์ด- ระฆังราว- ทำนองหลัก - บรรเลงรวมวง2- ทำนองลิเก 1 - บรรเลงรวมวง- ทำนองลิเก 2- ทำนองหลัก3- ทำนองอีแซว 1 - ระนาดเอก- ซอด้วง- ซออู้- ขลุ่ยเพียงออ- ร้องอีแซว - ตะโพน- ทำนองอีแซว 2 - บรรเลงรวมวง4- ร้องบทสวดบูชาหลวงพ่อโต- คีย์บอร์ด- ฆ้องวงใหญ่- ระฆังราว5- ทำนองหลัก (ขลุ่ย) - ขลุ่ยเพียงออ- ตะโพน- ทำนองหลัก - บรรเลงรวมวง- ทำนองจบ 1 - บรรเลงรวมวง- ทำนองจบ 2
364.3 ผลการประเมินการประพันธ์เพลงประกอบการแสดง ชุด เริงสราญงานวัดป่าคณะผู้จัดทำได้ดำเนินการประพันธ์เพลงประกอบการแสดงสร้างสรรค์ชุด เริงสราญงานวัดป่า และดำเนินการให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและประเมินการสร้างสรรค์เพลง กับการพัฒนาผลงานเพลงในการประพันธ์เพลงประกอบการแสดงสร้างสรรค์ เริงสราญงานวัดป่า ผลการประเมิน ดังตารางตารางที่ 3 ตารางผลการประเมินการประพันธ์เพลงประกอบการแสดงสร้างสรรค์ชุด เริงสราญงานวัดป่า ดังนี้ที่ ข้อคำถาม ผู้เชี่ยวชาญ แปลผลคนที่ 1 คนที่2 คนที่31แต่ละช่วงของบทเพลงให้อารมณ์ความสอดคล้องกับการแสดงเพลงมีคุณภาพใช้ได้2ทำนองเพลงสามารถเล่าเรื่องราวควบคู่ไปกับการแสดงได้อย่างดีเพลงมีคุณภาพใช้ได้3ทำนองเพลงมีความสร้างสรรค์ เพลงมีคุณภาพใช้ได้5รูปแบบเครื่องดนตรีที่นำมาประสมวงให้เป็นดนตรีร่วมสมัยเพลงมีคุณภาพใช้ได้6การบรรเลงประสานเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดผสมผสานได้เป็นอย่างดีเพลงมีคุณภาพใช้ได้7อัตราจังหวะของเพลงมีความหลากหลายและสนุกไปกับการ แสดงเพลงมีคุณภาพใช้ได้8ทำนองเพลงมีความไพเราะ ราบรื่น เพลงมีคุณภาพใช้ได้
379การเชื่อมทำนองต่อของเพลง มีความเรียบเนียนเพลงมีคุณภาพใช้ได้10ทำนองเพลงสามารถทำให้ ผู้ชมคล้อยตามได้ เพลงมีคุณภาพใช้ได้จากตาราง ผลการประเมินการประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า พบว่า ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน เห็นถึงความสอดดคล้องของการประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า มีความคิดสร้างสรรค์เหมาะสมกับการแสดง จากการประเมินภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก เพลงมีคุณภาพใช้ได้ มีรูปแบบของการบรรเลงสร้างสรรค์
38บทที่ 5สรุปผลการศึกษา อภิปรายผลการศึกษา และข้อเสนอแนะ โครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ เรื่อง การประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่ามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโตและวัดป่าเลไลยก์วริหาร จังหวัดสุพรรณบุรี และสร้างสรรค์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า สามารถสรุปผลการดำเนินงานได้ดังนี้สรุปผลการศึกษาศึกษาประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโตและวัดป่าเลไลยก์วริหาร จังหวัดสุพรรณบุรีวัดป่าเลไลยก์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่บนสถานที่ดอน เขตตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี วัดนี้เขียนนามวัดว่า “ปาเลไลยก์” เพื่อให้ตรงตามตำนานปรางพระปาลิไลยในกะคัมภีม์ภาษาบาลี แต่ชาวบ้านเรียกกันสั้นๆว่า วัดป่าเลไลยก์ เป็นวัดเก่าแก่ไม่ปรากฏว่าท่านผู้ใดเป็นผู้สร้างแต่เดิมมามีชื่อว่าวัดล่นมะขวิด เพราะสถานที่นี้ท่านผู้ใหญ่เล่าว่า มีหมู่ต้นมะขวิดเป็นวงใหญ่ ณ บริเวณนี้ก็มีชื่อว่าบ้านลานมะขวิดภายหลังสร้างวัดขึ้นมา ก็เลยได้ชื่อว่า วัดลานมะขวิด สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาราชานุภาพ ทรงพระวินิจฉัยว่า คงจะจัดสร้างขึ้นในสมัยอู่ทอง โดยทรงพระสันนิษฐานจากลักษณะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ์ประจำวัด ที่เรียกนามกันว่าพระป่าเลไลยก์ พระพุทธรูปลักษณะนี้มีลักษณะเช่นเดียวกันกับพระสมัยอู่ทอง ต่อมาองค์พระชำรุดหักพังลงชั้นหลังที่มาปฎิสังขรณ์องค์พระขึ้นใหม่ เมื่อหมื่นพรหมสมพักสร หรือที่เรียกนนามว่า เสมียนมี เดินทางขึ้นไปเก็บอากรที่เมืองสุพรรณบุรี เมื่อปีวอก ฉศกพุทธศักราช 2487 ได้แต่นิราศตั้งปัญหาไว้ว่า\"พระวัดป่าเลไลยก์นี้ใครสร้าง ดูรกร้างโรยราน่าสงสารเป็นพระปั้นปิดทองของโบราณ เห็นจะนานนักหนากว่าพันปีพระพาหาขวาซ้ายทลายหัก องค์พระพักตร์ทองหมองไม่ผ่องศรีห้อยพระชงค์ลงเรียบระเบียบดี แล้วก็มีลิงช้างข้างละตัว\"วัดป่าเลไลยก์เดิมทีคงจะเป็นเพียงวัดพุทธาวาสไม่มีพระสงฆ์อยู่ประจำพรรษาคงมี แต่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่ในสคฤหรูปมณฑล มีหลังคาปกคลุมเฉพาะองค์พระ ภายหลัง เมื่อได้ปรากฎว่าองค์พระป่าเลไลยก์เป็นพระสำคัญของบ้านเมืองมีประชาชนพร้อมทั้งบรรพชิตเดินทางไปนมัสการเป็นอันมากโดยไม่ขาดสายจำเป็นจะต้องมีพระภิกษุสงฆ์อยู่ประจำจนถึงปัจจุบัน
39คณะผู้จัดทำได้เล็งเห็นความสำคัญของบุญเดือน5และเดือน12 ได้เกิดแนวคิดการสร้างสรรค์เพลงชุดเริงสราญงานวัดป่าโดยได้นำรูปแบบการจัดงานเทศกาลบุญเดือน 5 และเดือน 12 รวมถึง การจัดมหรสพสมโภชในงานนี้ เช่นเพลงอีแซว ลิเก คณะผู้จัดทำได้ออกแบบโครงสร้างเพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า สำหรับช่วงที่1 คณะผู้จัดทำได้นำทำนองรัวฉิ่งพระฉันมาเป็นวรรคต้นของเพลงเพื่อสร้างบรรยากาศเสมือนก่อนจะเข้าวัด ต่อมาเป็นการเข้าสู่ทำนองหลักเพลงเริงสราญงานวัดป่าเป็นทำนองที่มีจังหวะกระชับให้ความรู้สึกสนุกสนานร่าเริงบรรยากาศเหมือนได้เห็นสภาพแวดล้อมของวัดป่าเลไลยก์ ช่วงที่ 2 คณะผู้จัดทำนำเอกลักษณ์ลิเกคือทำนองเพลงราชเกลิงมาร้อยเรียงใหม่ช่วงรับร้องสั้นๆมาทั้งหมด3จุด โดยสื่อถึงบรรยากาศว่าได้ชมลิเกอยู่ และในช่วงท้ายมีการบรรเลง รัวใบไม้ร่วงและต่อด้วยการบรรเลงทำนองหลักเพื่อเป็นการเชื่อมทำนองทั้ง2ให้มีความสอดคล้องเพื่อไปสู่ช่วงต่อไปช่วงที่3 ทำนองเพลงช่วงนี้เป็นการบรรเลงระนาดเอก ซออู้ ซอด้วง และขลุ่ยเพียงออ เป็นทำนองสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ โดยให้ระนาดเอกล้อนำ จากนั้นซออู้และซอด้วงจึงบรรเลงรับในเที่ยวที่2ขลุ่ยเพียงออ เป็นผู้บรรเลงล้อนำ และมีซออู้ ซอด้วง บรรเลงรับอีกครั้งหนึ่งในช่วงนี้ใช้อัตรา จังหวะสองชั้นประกอบหน้าทับลาว ด้วยกลองแขกให้ความรู้สึกเหมือนได้เดินผ่านร้านค้าต่างๆในงานแต่ยังมีการแว่วสำเนียงเสียงร้องเพลงของอีแซวจากนั้นตะโพนจึงบรรเลงหน้าทับลาวต่อมานักร้องได้ร้องทำนองเพลงอีแซวขึ้นมาโดยจะมีคำร้องว่า \"...ที่จังหวัดสุพรรณบุรีก็มีงานวัดป่า คนทุกทิศมุ่งมาที่วัดป่าเลไลยก์ปิดทองหลวงพ่อโตแล้วก็โมทนา บุญกุศลรักษาชีวาสดใสได้ทำบุญสุนทานก็เบิกบานอุรา สุขสันต์หรรษาถ้วนหน้ากันไปได้ดูลิเกละครเวลาก็ค่อนคืนแล้ว เพลงฉ่อยเพลงอีแซวก็เจื้อยแจ้วปลุกใจ...\" ในระหว่างลูกคู่ร้องรับในวรรคสุดท้ายนักดนตรีจะบรรเลงลูกคู่ แล้วดนตรีหยุด เพื่อใช้ระฆังราวเพื่อเชื่อมเข้าสู่ทำนองที่เป็นตัวแทนของเพลงอีแซวที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยประพันธ์จากการร้องเกริ่นอีแซวเมื่อจบการละเล่นเพลงอีแซว จะเป็นการบรรเลงสลับกันระหว่างกลองแขกและตะโพนในช่วงทำนองนี้จะสื่อถึงพ่อค้าแม่ค้าที่นำสินค้าต่างๆมาขายภายในงานจากนั้นจึงบรรเลงทำนองหลักเพลงเริงสราญงานวัดป่าขึ้นอีกครั้งก่อนเข้าช่วงการแสดงมีการเล่นจังหวะ ในช่วงต้นเพลงรอบแรกและบรรเลงในเสียงนี่ จำนวน2รอบ แล้วเปลี่ยนบันไดเสียง (transpose) โดยขยับขึ้น1ช่วงเสียง เพื่อให้ทำนองไปสู่จุดสูงสุด (peak) ทำนองเพลงจะหยุดเพื่อส่งเข้าทำนองต่อไป ด้วยศรัทธาจึงมากราบหลวงพ่อโตที่วัดป่า
40ช่วงที่4 คณะผู้จัดทำจึงสร้างทำนองให้มีความกระชับยิ่งขึ้นเปรียบเสมือนการเดินเข้าประตูโบสถ์เมื่อทำนองเพลงหยุดลงจึงบรรเลง ระฆังราวบรรเลงเลียนเสียงระฆัง เพื่อให้รู้สึกสงบร่มเย็น และบรรเลงเลียนเสียงระฆัง3ครั้ง บทสวดบูชาหลวงพ่อโตจะถูกสวดขึ้นที่เป็นทำนองสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ดังนี้\"...โตเสโต วะระธํมเมนะ สัฐฐาเน สิเว วะเร โตสังอะกาสิ ชันตูนัง โตสะจิตตัง นะมามิหังฯ...\"พอสวดจบฆ้องวงใหญ่เลียนเสียงระฆังต่อจากบทสวด 3 ครั้ง เพื่อให้รู้สึกอิ่มใจ อิ่มเอม ช่วงที่ 5 หลังจากฆ้องวงใหญ่บรรเลง 3 ครั้ง ขลุ่ยเพียงออเป่าทำนองหลักโดยมีตะโพนเป็นเครื่องประกอบจังหวะบรรเลงหน้าทับสองไม้(ระบำ) ฉิ่งบรรเลงอัตราจังหวะสองชั้น เปรียบเสมือนช่วงที่หลังจากการไหว้พระเสร็จแล้ว ผู้คนจึงชวนกันออกจากโบสถ์เพื่อได้ชมมหรสพและเที่ยวงานในห้องสุดท้ายวงดนตรีบรรเลงรับจากขลุ่ยในทำนองเดียวกับในช่วงที่เสียงเปลี่ยนแล้วจึงบรรเลงทำนองหลักอีกหนึ่งครั้ง โดยเพิ่มความเร็วขึ้นแล้วจึงบรรเลงทำนองจบหนึ่ง เปรียบเสมือนผู้คนมาเที่ยว เริ่มเก็บของและเริ่มม้วนเสื่อเพื่อเตรียมกลับบ้าน จากนั้นจึงบรรเลงทำนองจบ เพื่อให้จิตนาการถึงช่วงชุนลมุนในช่วงที่ตลาดวายและผู้คนกำลังรีบเดินกลับบ้านจะถึงว่าจบการบรรเลงดนตรีสร้างสรรค์ ชุด เริงสราญงานวัดป่าอภิปรายผลการศึกษาการศึกษาเรื่อง การประพันธ์ชุด เริงสราญงานวัดป่า พบว่าวัดป่าเลไลยก์จังหวัดสุพรรณบุรี เดิมมีชื่อว่า วัดลานมะขวิด เนื่องจากมีต้นมะขวิดขึ้นเป็น ต่อมาได้สร้างวัดขึ้นในบริเวณนี้ จึงได้ชื่อว่า วัดลานมะขวิด สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาราชานุภาพ ทรงพระวินิจฉัยว่าวัดนี้ คงสร้างขึ้นในสมัยอู่ทอง จากการสันนิษฐานจากพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายใ นพระอุโบสถ เรียกกันว่า พระป่าเลไลยก์ ซึ่งเป็นพระพุทธลักษณะนี้คล้ายกับพระในสมัยของอู่ทอง วัดป่าเลไลยก์เดิมเป็นเพียงวัดพุทธาวาสซึ่งไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา มีเพียงพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในมณฑลต่อมาได้ปรากฏองค์พระป่าเลไลยก์เป็นพระสำคัญของบ้านเมือง ประชาชนจึงพร้อมใจไปนมัสการไม่ขาดสายจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นที่เคารพนับถือของชาวสุพรรณบุรีสืบเนื่องมาช้านาน จึงได้เป็นประเพณีงานบุญเดือน 5 และเดือน 12 สืบมาจนถึงปัจจุบัน คณะผู้จัดทำจึงได้มีแรงบันดาลใจและแนวคิดมาจากการละเล่นกับมหรสพภายในงาน ประเพณีบุญเดือน 5 และเดือน 12 ณ วัดป่าเลไลยก์
41คณะผู้จัดทำได้นำบรรยากาศภายในงานวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ที่มีผู้คนและชาวบ้านเดินเข้ามา ในงาน ส่วนในทำนองของเพลงนั้นจะเอาทำนองของการละเล่นหรือการร้องต่างๆ เช่น ทำนองลิเก ทำนองการร้องอีแซว มาประยุกต์ ใส่ในบทเพลง เริงสราญงานวัดป่า เพื่อที่ผู้ได้รับฟังได้เข้าถึงบรรยากาศภายในงานวัด โดยทำนองหลักนั้นจะมีอารมณ์ที่มีลักษณะคลื้นเคลงสนุกสนาน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสร้างสรรค์ทางดนตรี ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์งานทางศิลปะ ดังนั้นการสร้างสรรค์จึงเป็นการดำเนินเพื่อความรู้ ข้อเท็จจริง หรือข้อสรุปของสิ่งต้องการทราบ ซึ่งองค์ความรู้ใหม่ แล้วจึงนำเอาองค์ความรู้นั้นมาพัฒนาหรือสร้างสรรค์ใหม่เป็นทางศิลปะข้อเสอแนะจากการดำเนินการทำโครงงาน เรื่อง การประพันธ์เพลง ชุด เริงสราญงานวัดป่า คณะผู้ศึกษาพบข้อเสนอแนะที่ควรนำมาศึกษาดำเนินการทำโครงงานในจังหวัดสุพรรณบุรีมีวัดที่มีความสำคัญในแต่ละด้านอยู่มากมาย สำหรับทั้งงานประเพณีงานที่เป็นเอกลักษณ์ประจำวัดแต่ละวัด ดังนั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ควรศึกษาเพิ่มเติม สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาความเป็นมาเอกลักษณ์และอัตลักษณ์งานบุญ งานพิธีต่างๆที่ควรค่าแก่การศึกษาเพื่อนำมาใช้ให้ควรอยู่สืบต่อไปในภายภาคหน้า