ระบำ รำ ฟ้อ ฟ้ น กลุ่มลุ่ สาระการเรียรีนรู้ ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นชั้ ประถมศึกษาปีที่ ๖
สารัญ มาตรฐานการเรียนรู้ 1 นาฏศิลป์ 2 ระบำ 3 รำ 7 ฟ้อน 9 ประวัติผู้จัดทำ 12
มาตรฐานการเรียนรู้ ศ ๓.๑ :เข้าใจและแสดงออกทางนาฎศิลป์อย่างสร้างสรรค์วิเคราะห์วิพากษ์ วิจารณ์ คุณค่าทางนาฎศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิดอย่างอิสระชื่นชมและประยุกต์ ใช้ในชีวิตประจำ วัน ตัวชี้วัด ป. ๖/๓ :แสดงนาฎศิลป์และละครง่ายๆ สาระสำ คัญ การแสดงนาฎศิลป์ไทยและนาฎศิลป์พื้นบ้าน เป็นการแสดงที่มีความสวยงามเป็นศิลปะ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไทยและเป็นเอกลักษณ์ด้านศิลปะวัฒนธรรมของชาติที่ทุก คนร่วมมือกันอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่ชาติไทยสืบไป สาระการเรียนรู้ ๑.อธิบายความหมายของระบำ รำ ฟ้อนและนาฎศิลป์พื้นบ้านได้ ๒.อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างระบำ ฟ้อน กับนาฎศิลป์พื้นบ้านได้ ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด ๓.ปฏิบัติท่ารำ รำ วงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นนาฎศิลป์พื้นบ้านได้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๔.บอกประโยชน์และเห็นคุณค่าของการเรียนเรื่องระบำ รำ ฟ้อนและนาฎศิลป์พื้นบ้าน 1
นาฏศิลป์ เป็นการรวมความเป็นเลิศของศิลปะแขนงต่าง ๆ วิวัฒนาการ มาพร้อมกับความเจริญของมนุษย์โดยอาศัยพลังและเจตนา เป็นเครื่องผลัก ดันให้จิตกระตุ้นร่างกายให้แสดงการเคลื่อนไหว มีจังหวะ มีแบบแผน เพื่อให้ เกิดความสุขความเข้าใจและความงดงามแก่ตนเองและผู้อื่น นาฏศิลป์ไทย เป็นศิลปวัฒนธรรมประจำ ชาติแต่โบราณ เป็นศิลปะชั้นสูงแยกประเภทการ แสดงออกเป็นหลายแบบ ใช้ภาษาท่าเหมือนกัน แต่แยกลักษณะแลประเภท การแสดงแตกต่างกัน ขอบข่ายของนาฏศิลป์ไทยจำ แนกเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่ โขน หนัง หุ่น ละครรำ ละครรำ ละครร้องละครสังคีตละครพูด การละเล่นของหลวง การเล่นเบิกโรง การละเล่นพื้นเมือง นาฏศิลป์ไทยประเภทต่างๆ ดังกล่าวมานี้ เรียกกันโดยทั่วไปว่า "มหรสพ" ซึ่งหมายถึงการเล่นรื่นเริง มีโขน ละคร หรือสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ปัจจุบัน มหรสพมีความหมายกว้างขวาง รวมไปถึงการเล่นรื่นเริงทุกชนิด มีระบำ รำ ฟ้อน เป็นต้น 2
3
ระบำ คือศิลปะของการร่ายรำ ที่แสดงพร้อมกันเป็นหมู่เป็นชุดความงามของการแสดงระบำ อยู่ที่ความสอดประสานกลมกลืนกัน ด้วยความพร้อมเพรียงกันการแสดงมีทั้งเนื้อร้องและ ไม่มีเนื้อร้อง ใช้เพียงดนตรีประกอบ คำ ว่า "ระบำ " รวมเอา "ฟ้อน"และ "เซิ้ง" เข้าไว้ด้วยกัน เพราะวิธีการแสดงไปในรูปเดียวกัน แตกต่างกันที่วิธีร่ายรำ และการแต่งกายตามระเบียบ ประเพณีตามท้องถิ่น 4
ระบำ แบ่งออกเป็น ๒ ชนิดคือระบำ ดั้งเดิมหรือระบำ มาตรฐาน และระบำ ปรับปรุง หรือระบำ เบ็ดเตล็ด ๑. ระบำ ดั้งเดิมหรือระบำ มาตรฐาน หมายถึง การแสดงที่ปรมาจารย์ได้กำ หนดเนื้อร้อง ทำ นองเพลงลีลาท่ารำ และการแต่งกายตลอดถึงกระบวนการแสดงไว้อย่างแน่นอน ตายตัวและได้สั่งสอน ฝึกหัด ถ่ายทอดต่อๆ กันมาเป็นเวลานาน จนนับถือเป็นแบบฉบับ จัดเป็นระบำ มาตรฐาน เป็นแม่บทที่ควรธำ รงรักษาไว้ ซึ่งใครจะเปลี่ยนแปลงลีลาท่ารำ ไม่ได้ เช่น ระบำ ดาวดึงส์ระบำ กฤดาภินิหาร ระบำ เทพบันเทิง ระบำ โบราณคดี ๒. ระบำ ปรับปรุงหรือระบำ เบ็ดเตล็ด หมายถึง การแสดงที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามประสงค์ ตามเหตุการณ์ ตามสมัยนิยม และตามเนื้อเรื่องที่ผู้ประพันธ์ต้องการ ระบำ ปรับปรุงแยก ออกเป็น 5
รำ หมายถึง การแสดงที่มุ่งความงามของการร่ายรำ เป็นการแสดงท่าทางลีลาของผู้รำ โดยใช้มือแขนเป็นหลัก ประเภทของการรำ ได้แก่ การรำ เดี่ยว การรำ คู่การรำ หมู่ ๑.การรำ เดี่ยวคือ การรำ ที่ใช้ผู้แสดงเพียงคนเดียว จุดมุ่งหมายคือ ๑.๑ ต้องการอวดฝีมือในการรำ ๑.๒ ต้องการแสดงศิลปะร่ายรำ ๑.๓ต้องการสลับฉากเพื่อรอการจัดฉาก หรือตัวละครแต่งกายยังไม่เสร็จเรียบร้อย การรำ เดี่ยว เช่น การรำ ฉุยฉายต่าง ๆ รำ มโนราห์บูชายัญ รำ พลายชุมพลฯลฯ การรำ คู่แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือรำ คู่ในเชิงศิลปะการต่อสู้ไม่มีบทร้องและรำ คู่ในชุด สวยงาม ๒.๑ การรำ คู่ในเชิงศิลปะการต่อสู้ได้แก่ กระบี่ กระบองดาบสองมือโล่ดาบ เขน ดั้ง ทวน และรำ กริช เป็นการรำ ไม่มีบทร้อง ใช้สลับฉากในการแสดง ๒.๒ การรำ คู่ในชุดสวยงาม ท่ารำ ในการรำ จะต้องประดิษฐ์ให้สวยงาม ทั้งท่ารำ ที่มีคำ ร้อง ตลอดชุด หรือมีบางช่วงเพื่ออวดลีลาท่ารำ มีบทร้องและใช้ท่าทางแสดงความหมายในตอน นั้น ๆ ได้แก่ หนุมานจับสุพรรณมัจฉา หนุมานจับนางเบญกาย พระรามตามกวาง พระลอ ตามไก่ รามสูร เมขลา รจนาเสี่ยงพวงมาลัย ทุษยันต์ตามกวาง รำ แม่บท รำ ประเลง รำ ดอกไม้เงินทอง รถเสนจับม้า การรำ หมู่ เป็นการแสดงมากกว่า ๒ คนขึ้นไป ได้แก่ รำ โคม ญวนรำ กระถาง รำ พัดรำ วง มาตรฐาน และรำ วงทั่วไป การแสดงพื้นเมืองของชาวบ้าน เช่น เต้นกำ รำ เคียว รำ กลองยาว 6
รำ เดี่ยว รำ หมู่ รำ คู่ 7
ฟ้อน หมายถึงศิลปะการแสดงที่เป็นประเพณีของทางภาคเหนือจะใช้ผู้แสดงเป็น จำ นวนมากมีลีลาการฟ้อนพร้อมเพรียงกันด้วยจังหวะที่ค่อนข้างช้าการพิจารณา ศิลปะการฟ้อนที่ปรากฏในลานนาปัจจุบัน อาจารย์ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุลได้แบ่ง การฟ้อนออกเป็น ๕ ประเภท คือ ๑.ฟ้อนที่สืบเนื่องมาจาการนับถือผีเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อและพิธีกรรม เป็นการ ฟ้อนเก่าแก่ที่มีมาช้านาน ได้แก่ ฟ้อนผีมด ผีเม็ง ฟ้อนผีบ้านผีเมือง ฟ้อนผีนางดัง ๒.ฟ้อนแบบเมือง หมายถึงศิลปะการฟ้อนที่มีลีลาแสดงลักษณะเป็นแบบฉบับของ "คนเมือง" หรือ"ชาวไทยยวน" ได้แก่ ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนเจิงตบมะผาบ ฟ้อน ดาบ ตีกลองสะบัดไชย ฟ้อนสาวไหม ๓.ฟ้อนแบบม่านเป็นการผสมผสานกันระหว่างศิลปะการฟ้อนของพม่า กับของไทย ลานนา ได้แก่ ฟ้อนม่านมุ่ยเชียงตา ๔.ฟ้อนแบบเงี้ยวหรือแบบไทยใหญ่ หมายถึง การฟ้อนตลอดจนการแสดงที่รับ อิทธิพล หรือมีต้นเค้ามาจากศิลปะการแสดงของชาวไทยใหญ่ ได้แก่ เล่นโต กิ่งกะห ร่า(กินนรา) หรือฟ้อนนางนก กำ เบ้อคง มองเซิง ฟ้อนไต(ไทยใหญ่) ฟ้อนเงี้ยว ๕.ฟ้อนที่ปรากฏในบทละครเป็นการฟ้อนที่มีผู้คิดสร้างสรรขึ้นในการแสดงละคร พันทาง ซึ่งนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้แก่ ฟ้อนน้อยใจยา ฟ้อนลาวแพน ฟ้อนม่าน มงคล 8
ฟ้อนเทียน ฟ้อนดอกบัว ฟ้อนแพน ฟ้อนนกกิงกะหร่า เซิ้ง ฟ้อนม่านมงคล ฟ้อนมาลัย 9
อ้างอิง 10 แผนการสอนนาฏศิลป์ ป.6ตชว.3-4สืบค้นออนไลน์ https://anyflip.com/awdii/rrtx/basicค้นเมื่อ 30 กรกฏาคม 2566 โรงเรียนสันต้นหมื้อสืบค้นออนไลน์ https://www.stms.ac.th/ค้นเมื่อค้นเมื่อ 30 กรกฏาคม 2566
ประวัติผู้จัดทำ ชื่อ- นฤมล บุญก้ำ โรงเรียนบ้านสันต้นหมื้อ สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต3 11
ระบำ รำ ฟ้อ ฟ้ น กลุ่มลุ่ สาระการเรียรีนรู้ ศิลปะ สาระนาฏศิลป์ ชั้นชั้ ประถมศึกษาปีที่ปี ที่ ๖