The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติศาสตร์ล้านนา วัดเจดีย์หลวง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by shimeizhen2001, 2022-02-09 04:55:41

ประวัติศาสตร์ล้านนา วัดเจดีย์หลวง

ประวัติศาสตร์ล้านนา วัดเจดีย์หลวง

เรอ่ื ง ประวัติศาสตร์ล้านนา “วัดเจดยี ์หลวง”
เสนอ

อาจารย์ ดร.ปานแพร เชาวนป์ ระยรู อุดมรักษาทรพั ย์
จดั ทำโดย

นางสาวณัฐชยา วงศบ์ ุญมา 6209101321
นายตะวัน ผิวทน 6209101328

นายไตรมาตร พลายวงษ์ 6209101331
นางสาวธนชั พร ศิริพงศา 6209101335
นางสาวธวลั รตั น์ ใจปิน 6209101337
นางสาวพชรนนั ท์ ศกั ดนิ า 6209101349

รายงานฉบับน้ีเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนวิชา พท 330 ประวัตศิ าสตร์ไทยเพ่ือการทอ่ งเที่ยว สาขาวิชา
พฒั นาการทอ่ งเทย่ี ว มหาวิทยาลัยแมโ่ จ้ ภาคการศึกษาที่ 2 ปกี ารศกึ ษาท่ี 2564



คำนำ

รายงานฉบบั น้ีเป็นส่วนหนึ่งของวชิ า พท 330 ประวัติศาสตร์ไทยเพ่ือการท่องเทีย่ ว โดยมีจดุ ประสงค์ เพอื่
การศึกษาความรู้ที่ไดจ้ ากเรื่องประวัตศิ าสตร์ความเปน็ มาของวัดเจดียห์ ลวง ท้งั น้ี ในรายงานนมี้ เี นอื้ หา
ประกอบด้วยความรเู้ ก่ียวกบั วดั เจดีย์หลวง ตลอดจนการประยกุ ตใ์ ช้

ผ้จู ัดทำไดเ้ ลอื กหัวข้อนใ้ี นการทำรายงาน เนอ่ื งมาจากเป็นเรื่องทีน่ า่ สนใจ ผู้จดั ทำต้องขอขอบคุณอาจารย์
ดร.ปานแพร เชาวน์ประยูร อุดมรกั ษาทรพั ย์ ผู้ให้ความรู้ และแนวทางการศึกษา หวงั วา่ รายงานฉบบั น้ีจะให้ความรู้
และเป็นประโยชนแ์ กผ่ ู้อ่านทุก ๆ ท่าน หากมีขอ้ เสนอแนะประการใด ผู้จัดทำขอรับไวด้ ้วยความขอบพระคณุ ย่งิ

สารบัญ ข

คำนำ หน้า
สารบญั ก

ประวัติศาสตร์ลา้ นนา 1
ประวัติความเป็นมา 1
ตำนานเสาอินทขิล 4
ประเพณีอินทขิล 7
สถานท่สี ำคัญในวดั เจดียห์ ลวง 9
บทสมั ภาษณ์นักท่องเทย่ี ว 11
บรรณานกุ รม 12



1

ประวตั ิศาสตรล์ ้านนา

เมื่อราวพุทธศตวรรษท่ี 19 บริเวณภาคเหนอื ตอนบน ของประเทศไทยซึ่งรวมไปถงึ ดนิ แดนบางส่วนของ
ประเทศพม่า จีน ลาว เคยเป็นทีต่ ั้งของชนกลมุ่ หนึง่ ที่มีการปกครองเปน็ แควน้ อสิ ระในช่ือทีเ่ รียกกนั ว่า ล้านนากลุ่ม
บ้านเมืองกล่มุ นี้มีความสัมพันธก์ นั ทั้งในทางการเมือง เช้ือชาติ ศาสนา ประเพณี และศลิ ปวัฒนธรรม มเี มอื ง
เชยี งใหม่เปน็ ศนู ย์กลางการปกครองและมคี วามเจรญิ รุง่ เรืองมากในช่วง พทุ ธศตวรรษที่ 20-21 และไดเ้ สือ่ มสลาย
ลงและตกอยูภ่ ายใต้อิทธพิ ลของพม่าในช่วงพุทธศตวรรษท่ี 22 แตไ่ ด้พยายามกอบกู้เอกราชไดบ้ า้ งเปน็ คร้ังคราว
จนถงึ พทุ ธศตวรรษที่ 24 ไดต้ กเปน็ เมืองข้ึนต่อกรุงรตั นโกสินทร์และไดถ้ ูกรวมเปน็ สว่ นหนึง่ ของประเทศสยามใน
พุทธศตวรรษที่ 25 เป็นต้นมาจะเหน็ ได้ว่าประวัติศาสตรอ์ นั ยาวนานของล้านนาไดห้ ล่อหลอมให้ผู้คนในดนิ แดนแหง่
น้ีมแี บบแผนทางศลิ ปวัฒนธรรมประเพณตี ่างๆท่ีมีลักษณะเปน็ ของตนเองความแตกต่างไปจากผู้คนในดินแดนอ่นื

ประวัติความเป็นมาวัดเจดีย์หลวง

วดั เจดีย์หลวงวรวหิ าร เป็นพระอารามหลวงในจังหวัดเชียงใหม่ มชี ือ่ เรยี กหลายชอ่ื ได้แก่ ราชกฏุ าคาร วัด
โชตกิ าราม สร้างข้ึนในรชั สมัยพญาแสนเมืองมา พระมหากษตั รยิ ์รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย ไม่ปรากฏปีทส่ี ร้าง
แน่ชัด สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะสร้างในปี พ.ศ. 1928 - 1945 และมีการบูรณะมาหลายสมัย โดยเฉพาะพระ
เจดีย์ ที่ปัจจุบันมีขนาดความกว้างด้านละ 60 เมตร เป็นองค์พระเจดีย์ที่มีความสำคัญอีกองค์หนึ่งของจังหวัด
เชียงใหม่ วัดเจดีย์หลวงสร้างอยู่กลางใจเมืองเชียงใหม่ ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการปกครองของ
อาณาจักรล้านนา ต้ังอยู่เลขที่ 103 ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ภายใน
วัดประมาณ 32 ไร่ 1 งาน 27 ตารางวา

จุลศักราช 289 (พ.ศ. 1874) พญาแสนภูโปรดให้สร้างเมืองเชียงแสน และต่อมาอีก 4 ปีทรงสร้างมหา
วหิ ารข้นึ ในกลางเมืองเชยี งแสน[1] คือวดั เจดยี ห์ ลวงองค์ท่ี 1 ซ่ึงอยใู่ นวัดพระเจ้าตนหลวง เมอื งเชียงแสน สมัยพระ
เจ้าแสนเมืองมาซึ่งเป็นโอรสของพญากือนา ขณะที่มีพระชนมมายุ 39 ปี พระองค์โปรดให้สร้างพระเจดีย์หลวง
กลางเมืองเชียงใหม่ แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จดีก็สวรรคต พระราชินีผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ได้โปรดให้ทำยอด
พระธาตุเจดีย์หลวงจนแล้วเสร็จ ปี พ.ศ. 2055 พระเมืองแก้ว พร้อมด้วยชาวเมืองทั้งหลาย เอาเงินมาทำกำแพง
ลอ้ มพระธาตุเจดยี ์หลวง 3 ชั้นไดเ้ งิน 254 กโิ ลกรมั จากนนั้ จงึ ได้เอาเงนิ มาแลกเป็นทองคำจำนวน 30 กโิ ลกรมั แลว้

2

แผเ่ ปน็ แผ่นทบึ หุ้มองค์พระธาตุเจดยี ์หลวง เมอื่ รวมกบั ทองคำท่หี ุ้มองค์พระเจดยี ห์ ลวงอยู่เดิม ได้น้ำหนักทองคำถึง
2,382.517 กโิ ลกรมั ประมาณ พ.ศ. 2088 สมยั พระนางจริ ประภามหาเทวี ไดเ้ กดิ แผน่ ดนิ ไหวคร้ังใหญ่ในเชียงใหม่
จึงทำให้ยอดพระเจดีย์หลวงหักพังทลายลงมา หลังจากนั้นพระเจดีย์หลวงจึงถูกทิ้งให้ร้างมานานกว่า 400 ปี
กระท่ังปี พ.ศ. 2423 พระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7 ได้รื้อพระวิหารหลังเก่าและสร้าง
วิหารหลวงขึ้นใหม่ด้วยไม้ทั้งหลัง ช่วงปี พ.ศ. 2471-2481 สมัยพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์
สุดท้าย ถือได้ว่าเป็นทศวรรษแห่งการบูรณะครั้งสำคัญของวัดพระเจดีย์หลวง ได้มีการรื้อถอนสิ่งปรักหักพัง แผ้ว
ถางป่าที่ขึ้นปกคลุมโบราณสถานต่าง ๆ ออก แล้วสร้างเสริมเสนาสนะขึ้นใหม่ให้เป็นวัดสมบูรณ์แบบในเวลาตอ่ มา
พระเจดีย์หลวง ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่โดยกรมศิลปากร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2533 ใช้งบประมาณใน
การบูรณะถึง 35 ล้านบาท แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2535 แต่เดิมวัดเจดีย์หลวง ชื่อ “โชติการาม
วหิ าร” แปลวา่ พระอารามที่มีแต่ความรุ่งเรอื งสว่างไสว เนื่องจากเป็นสถานที่บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุของ
องคส์ มเดจ็ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเรือ่ งเลา่ ต่อกันมาว่าในกาลคร้ังหนง่ึ เมือ่ พระเจ้าอโศกมหาราชสง่ สมณะทูต 8 รูป
ภายใตก้ ารนำพระโสณะ และ พระอตุ ตะระ เขา้ มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในเขตสุวรรณภมู ิ รวมทั้งภูมิภาคน้ีด้วย
ได้นำเอาพระบรมธาตมุ าบรรจุไวใ้ นองคเ์ จดีย์องคเ์ ล็กสูง 3 ศอก ทีส่ รา้ งขึ้น ณ บริเวณอนั เป็นท่ตี ้ังของพระธาตุเจดีย์
หลวงในปัจจุบัน ในเวลานนั้ มชี ายผู้หนงึ่ อายุ 120 ปี มีใจเล่อื มใส ได้แกเ้ อาผ้าห่มชุบนำ้ มนั จุดบูชา และได้ทำนายว่า
ต่อไปในภายภาคหน้าตรงนี้จะเป็นอารามใหญ่ชื่อโชติการาม พวกลัวะทั้งหลายเอาข้าวของบูชาพระธาตุ
พระพุทธเจ้า จึงก่อเจดีย์หลังหนึ่งสูง 3 ศอกไว้เป็นที่สักการบูชา นอกจากนี้ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งของคำว่า
“โชติการาม” คือ เวลาที่มีการจุดประทีปโคมไฟไปประดับบูชาองค์พระธาตุเจดีย์หลวง จะปรากฏแสงสีสว่างไสว
มองเห็นองคพ์ ระเจดียค์ ล้ายเชงิ เทยี นที่มีเปลวไฟลกุ โชติชว่ งสว่างไสว ดแู ล้วมคี วามงดงามยิ่งนกั สามารถมองเห็นได้
แตไ่ กล ต่อมาได้มกี ารเปล่ยี นชือ่ มาเป็น “วดั เจดีย์หลวง” เนื่องจากในภาษาเหนอื หรือคำเมอื ง หลวงแปลวา่ “ใหญ”่
หมายถงึ พระธาตุเจดยี ท์ ่มี ขี นาดใหญ่

ตำนานเมืองเหนือกล่าวถึงการสร้างวัดเจดีย์หลวงในสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ซึ่งเป็นโอรสของพระ
เจ้ากอื นาว่า “ส่วนเจา้ กอื นาตนพอ่ เมอ่ื ละวางอารมณไ์ ปแล้ว กไ็ ด้เป็นอสุรกายรุกขเทวดารกั ษาตน้ ไม้นโิ ครธต้นหนึ่ง
อย่รู ิมทางเดินทจ่ี ะเดินเข้าไปเวยี ง ขณะนั้นมพี ่อคา้ หมู่หนง่ึ ไปเมืองพุกามมา กม็ าถงึ ต้นนิโครธต้นนนั้ และพักอยู่ เมื่อ
นั้นรุกขเทวดาก็แสดงบอกแก่พ่อค้าทั้งหลายว่า กูนั้นเป็นพญากือนา กินเมืองเชียงใหม่ที่นี่แล ก็ครบด้วยสหาย มี
ศิลปอาคมเป็นหมอช้าง ครั้นกูตายก็ได้มาเป็นอสุรกายรุกขเทวดา อยู่รักษาต้นไม้นี้แล กูจะไปเกิดในสวรรค์เทวดา
โลกไม่ได้ ให้สูไปบอกแก่ลูกกูเจ้าแสนเมืองมา ให้สร้างพระเจดีย์หลังหนึ่งที่ท่ามกลางเวียง สูงพอคนอยู่ไกลสองปัน

3

วาแลเห็นนั่นเถิด จึงให้ทานกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่กู กูจักได้พ้นอันเป็นรุกขเทวดาที่นี่ แล้วจักได้ไปเกิดใน
สวรรค์”

เมื่อพระเจ้าแสนเมืองมาทราบความ จึงโปรดให้แผ้วถางที่ แล้วก่อพระเจดีย์สวมทับไว้ แต่ยังไม่ทันแล้ว
เสร็จพระเจ้าแสนเมืองก็สวรรคตเสียก่อน ต่อมาจึงได้มีผู้สร้างเจดีย์เพิ่มเติมขึ้นภายหลัง ปี พ.ศ. 2055 พระราชา
(พระเมืองแก้ว) พร้อมด้วยชาวเมืองทั้งหลาย เอาเงินมาทำกำแพงล้อมพระธาตุเจดีย์หลวง 3 ชั้นได้เงิน 254
กิโลกรมั จากนัน้ จึงได้เอาเงินมาแลกเปน็ ทองคำจำนวน 30 กิโลกรัม แล้วแผเ่ ป็นแผ่นทบึ หุ้มองค์พระธาตุเจดีย์หลวง
เม่ือรวมกบั ทองคำทห่ี ุ้มองค์พระเจดีย์หลวงอยเู่ ดมิ ไดน้ ำ้ หนกั ทองคำถึง 2,382.517 กโิ ลกรมั

ต่อมาในสมัยพระมหาเทวีจิระประภา ประมาณ พ.ศ.2088 ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเชียงใหม่ จึงทำ
ให้ยอดพระเจดีย์หลวงหักพังทลายลงมา หลังจากนั้นพระเจดีย์หลวงจึงถูกทิ้งให้ร้างมานานกว่า 400 ปี กระทั่งปี
พ.ศ.2423 พระเจ้าอนิ ทวิชายานนท์ เจา้ ผูค้ รองนครเชยี งใหม่ องคท์ ี่ 7 ได้รื้อพระวหิ ารหลังเก่าและสร้างวิหารหลวง
ขึน้ ใหมด่ ว้ ยไม้ท้งั หลัง

ช่วงปี พ.ศ.2471-2481 สมัยพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ถือได้ว่าเป็น
ทศวรรษแห่งการบูรณะครั้งสำคัญของวัดพระเจดีย์หลวง ได้มีการรื้อถอนสิ่งปรักหักพัง แผ้วถางป่าที่ขึ้นปกคุลม
โบราณสถานต่างๆออก แลว้ สรา้ งเสรมิ เสนาสนขึ้นใหม่ใหเ้ ป็นวัดสมบรู ณแ์ บบในเวลาต่อมา

4

ตำนานเสาอินทขลิ

นอกจากนนั้ ในวดั เจดยี ห์ ลวง ยงั เป็นทีป่ ระดิษฐานของเสาอนิ ทขลิ ซงึ่ เป็นสิ่งศักดสิ์ ทิ ธิค์ เู่ มอื งเชยี งใหม่มาช้า
นาน ซง่ึ มีตำนานเลา่ สบื ต่อกันมาวา่ ในสมยั กอ่ นบริเวณที่ตั้งของเมอื งเชียงใหมเ่ ปน็ ทตี่ ้ังเมืองของพวกลัวะ ซึ่งมักจะ
ถูกผีร้ายรบกวนต่าง ๆ นานาจนเป็นที่เดือดร้อนทั่วทั้งเมือง พระอินทร์ทรงเล็งเห็นความเดือดร้อนของพลเมือง ก็
คดิ จะชว่ ยเหลอื โดยได้บอกให้ชาวเมืองถือศลี รักษาคำสัตย์ บา้ นเมืองจึงรอดพน้ จากอนั ตราย ชาวเมืองก็เช่ือฟังและ
ปฏิบัติตาม เมื่อพระอินทร์เห็นว่าชาวเมืองมีสัตย์ดีแล้วจึงบันดาลให้บ่อเงนิ บ่อทองและบ่อแก้วขึ้นภายในเมืองและ
ให้ชาวเมืองอธษิ ฐานเอาตามความปรารถนา เมืองน้จี ึงได้ชอื่ ว่า “เมอื งนพบุร”ี

อาณาจักรลวั ะหรือละว้าโบราณที่มาของตำนานเสาอินทขิลน้ีน้ัน มีศูนยก์ ลางการปกครองหรือราชธานีอยู่
ที่ เวียงเชษฐบุรี หรือ เวียงเจ็ดริน (อยู่เชิงดอยสุเทพด้านทิศตะวันออก สถานที่เลี้ยงโคนมกรมปศุสัตว์และสถาบัน
เทคโนโลยีราชมงคลปัจจุบัน) และเวียงนพบุรีในเวลาต่อมา แล้วก็ล่มสลายในสมัยขุนหลวงวิรังคะ ราชันย์แห่ง
ขุนเขาผู้ยิ่งยงเมื่อต้องพ่ายแพ้ พระนางจามเทวี แห่งอาณาจักรหริภุญไชยในการทำสงครามเมื่อ พ.ศ. 1211 (พ.ศ.
1204 วาสุเทพฤาษสี ร้างเมอื งหรภิ ุญไชย, พ.ศ.1206 พระนางจามเทวีครองเมืองหรภิ ุญไชย, พ.ศ.1211 เกิดสงคราม
กบั ขุนหลวงวิรังคะ, พ.ศ.1213 พระนางจามเทวีสละราชสมบัติ)

อาณาจักรลัวะโบราณรุ่งเรืองมั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ตำนานกล่าวไว้
ว่า บ้านเมืองของลัวะมีขุมทรัพย์คือ บ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว อยู่ตามทิศต่าง ๆ ผู้คนตั้งสัจจาธิษฐานเอาได้ตาม
ปรารถนา และมีผู้คนพลเมืองมาก มีเมืองสำคัญๆหลายแห่ง เช่น เวียงสวนดอก ทางทิศใต้เวียงเชษฐบุรีและเวียง
นพบุรี (เมืองใหม่/เมืองทั้ง 9 ตามชื่อเศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ยาว 1,000 วา กว้าง 900 วา อยู่ทาง
ทิศตะวนั ออกของเวียงเชษฐบรุ ี เป็นศนู ย์กลางการปกครองของอาณาจักรลัวะแห่งสุดท้าย กอ่ นล่มสลายในสมัยขุน
หลวงวริ งั คะดัวกล่าวแลว้

เศรษฐีลัวะ 9 ตระกูลที่ทำการปกครองอาณาจักรลัวะครั้งโบราณก็มี ..โชตกิ เศรษฐี เมณฑกะเศรษฐี ภัททิ
ยะเศรษฐี ชติละเศรษฐี เศรษฐีพ่อเรือน เศรษฐีปอเลิงหรือพ่อเลี้ยง เศรษฐีหมื่นล้าน เศรษฐีพันเตา พญาวีวอ..
เศรษฐีทั้ง 9 ตระกูลนี้แบ่งหน้าที่ปกครองอาณาจักรตามเขตหรือภูมิภาคต่าง ๆ และ 3 ตระกูลร่วมกันบริหาร
คุ้มครองบ่อเงิน 3 ตระกูลบริหารคมุ้ ครองบ่อทอง 3 ตระกลู บรหิ ารคมุ้ ครองบ่อแก้ว

แรกเริ่มนั้น ชาวลัวะเป็นชาวปา่ กึ่งอารยชนยังไมม่ ีศาสนา การสร้างบ้านแปงเมือง การปกครองอาณาจักร
ต้องอาศยั หมอผี และพระดาบสฤาษีที่ถอื ศลี บำเพญ็ พรตอยูต่ ามป่าเขาเป็นวศิ กร เป็นสถาปนกิ ท่ีปรึกษา เป็นท่ีกราบ

5

ไหว้บูชาและเป็นสื่อกลางติดต่อกับผีสางเทวดา ที่ปรากฏให้เห็นในลักษณะของปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ที่
ลึกลับนา่ สะพรึงกลวั ทใี่ หท้ ั้งคณุ และโทษ ทีพ่ วกเขาเกรงกลวั ตอ้ งเซน่ ไหวท้ ำพลกี รรม

การสร้างเวียงนพบุรีของลัวะ ที่มีพระฤาษีเป็นที่ปรึกษากำหนดขอบเขตและแบบแปลนแผนผังของเมือง
ให้ รวมทง้ั เปน็ ส่ือติดต่อขอเสาหลักเมืองที่ทำดว้ ยศลิ าแท่งทบึ จากพระอินทร์มาให้นัน้ เสาหลักเมืองจึงได้ช่ือว่า เสา
อินทขิล ตั้งแต่นั้นมา (พระอินทร์/เทวดา อาจหมายถึงกษัตริย์เมืองอื่นที่มีอำนาจเหนือชาวลัวะก็ได้ คำว่า “อิน
ทขลิ ” หมายถงึ เสาเข่ือนหรอื เสาประตูเมือง เวียงปา่ ซางก็มีเสาอินทขิล แมแ่ ตงกม็ ีตำบลอนิ ทขลิ คงมิไดห้ มายความ
วา่ ตำบลทพี่ ระอินทร์มอบให้) แมเ้ สาหลกั เมอื งนพบุรีศรเี ชียงใหม่ ท่ีชนชาติไทยสรา้ งขน้ึ ภายหลังในถ่ินท่ีแผ่นดินเก่า
ของลัวะ ก็ใหช้ ือ่ วา่ เสาอนิ ทขิลถอื เปน็ มงคลนามตามน้ันดว้ ย

เสาอนิ ทขิลมอี ยู่ดว้ ยกนั 3 ต้นคือ

ต้นที่ 1 นั้นเมื่อตั้งอยู่ในบ้านเมืองใด ถ้าพระยาอามาตย์พร้อมใจกันกราบไหว้บูชา จะอยู่เจริญผาสุก แม้ข้าศึกศัตรู
มารุกรานกแ็ ตกพ่ายหนีไปและล้มตายหมดสน้ิ

ต้นที่ 2 ต้นท่ามกลาง เมื่อตั้งอยู่ที่ในบ้านเมืองใด ถ้าพร้อมใจกันทำการกราบไหว้บูชา ก็จะเจริญผาสุก มั่งมีด้วย
ทรัพยส์ ินสมบัติ มเี ดชานภุ าพ แม้ขา้ ศกึ ศตั รมู ารกุ รานก็จะพา่ ยแตกไปโดยไม่ต้องออกรบ

ต้นท่ี 3 ตง้ั อยบู่ า้ นเมอื งใด เมือ่ พร้อมใจกันทำการกราบไหวบ้ ชู าแลว้ ขา้ ศกึ ศตั รูไมอ่ าจเขา้ มารกุ รานผา่ นเขตแดนได้

พระอินทร์ได้ประทานเสาอินทขิลต้นที่ 2 ให้เวียงนพบุรี โดยให้กุมภัณฑ์ 2 ตนเอาเสาอินทขิลใส่สาแหรก
หามนำมาประดิษฐานไว้เหนือแท่นกลางเมืองนพบุรี ที่ข้างล่างแท่นเป็นหลุมกว้าง 7 วา 1 ศอก ลึก 2 วา ตบแต่ง
ผนังเลื่อมมันมั่นคงแข็งแรงดีแล้ว เอารูปสัตว์ต่าง ๆ บรรดามีในโลก ทั้งสัตว์น้ำสัตว์บก อย่างละคู่ (ผู้ตัวเมียตัว) ท่ี
หล่อด้วยทองบรรจุไว้ในวัดเจดีย์หลวงในปัจจุบัน มีรูปปั้นกุมภัณฑ์อยู่สองศาลสองตน รูปพระฤาษีหนึ่งตน ถือเป็น
ของคู่กันกับเสาอินทขิล “เมื่อจุลศักราช 1162 ปีวอกโทศก (พ.ศ.2343) พระเจ้ากาวิละได้ก่อรูปกุมภัณฑ์ 1 คู่ รูป
ฤาษี 1 ตน ไว้ ณ วดั เจดียห์ ลวง กลางเมืองฯ”

เมือ่ คร้ังพระเจ้ามังรายทรงเตรียมจะสร้างเมืองเชียงใหม่ ปี พ.ศ.1835 ณ บริเวณปา่ ละเมาะพงหญ้าคาพื้น
ทตี่ ้งั เมอื งเชยี งใหม่เก่าขณะน้ี “กไ็ ดพ้ บซากเมืองเก่าลกั ษณะสัณฐานรปู ส่เี หล่ียมจตุรัส ในขณะทพ่ี ญามงั รายให้เสนา
ข้าราชบริพารแผ้วถางทรากเวียงเก่าน้ัน ได้พบโบราณวัตถุคือรูปกมุ ภัณฑก์ ่ออิฐถือปนู สืบมาจากชนชาวลัวะ เสนา
บางพวกจะทำลายบางพวกห้ามไว้แล้วนำเรื่องขึ้นกราบทูลพญามังราย พญามังรายจึงมีบัญชาให้แต่งเครื่อง

6

บรรณาการใชใ้ ห้เสนาชอื่ สรีกรชยั ผูพ้ ูดภาษาลวั ะไดไ้ ปหาพญาลวั ะบนดอยอุฉุจบรรพต พญาลัวะแนะนำว่า เวียงน้ี
หากจะให้อยู่ร่มเยน็ เป็นสขุ กใ็ หบ้ ชู ากมุ ภัณฑแ์ ละเสาอินทขิล”

เมื่อชาวเมืองทำการกราบไหว้บูชาเสาอินทขิลมิได้ขาดและทำการเว่นไหว้พลีกรรมกุมภัณฑ์เป็นประจำ
พรอ้ มท้ังตั้งตนอยู่ในศลี ห้า รักษาสัจจะตามท่ีพระฤาษีส่งั สอน บา้ นเมืองกว็ ัฒนาผาสุกรม่ เย็น ทำมาหากินค้าขึ้น ฝน
ฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพรรณธญั ญาหารให้ผลอุดมสมบูรณโ์ รคร้ายภัยพิบัติตา่ งไม่เบยี ดเบยี น ทำให้มั่งคั่งร่ำรวย
ด้วยทรัพย์สินเวินทอง เปรียบเสมือนมีขุมทรัพย์ที่เนืองนองด้วย บ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้ว อยู่ทุกทิศทุกเขตของ
บ้านเมืองที่ใคร ๆ (มีปัญญา/ขยัน) เมื่อตั้งมั่นอยู่ในศีลสัตย์ ก็ตั้งสัจจาธิษฐานเอาได้ตามใจปราร ถนา แม้ผู้คนจาก
บ้านอื่นเมืองไกล ที่มุ่งร้ายหมายมารุกรานย่ำยี เมื่อมาถึงเมืองนพบุรีแล้วก็จะสยบสวามิภักดิ์ แปรสภาพเป็นพ่อค้า
วาณิชมุ่งทำมาคา้ ขายหาความร่ำรวยผาสกุ ร่นื รมย์ไปหมด

แต่เมื่อนานเข้า ผู้คนกลับไม่รักษาคำสัตยป์ ฏิบัติตนเปน็ คนทุศีล ไม่ทำการเซ่นไหว้ แต่ทำการอุกอาจย่ำยดี ู
หมิ่นและทิ้งของปฏิกูลบูดเน่าขี้เยี่ยวรดราดกุมภัณฑ์ กุมภัณฑ์จึงนำเสาอินทขิลกลับไปเสีย ต่อมามีผู้เฒ่าลัวะคน
หนึ่งที่เคยมากราบไหว้เสาอินทขิลประจำ เมื่อไม่เห็นก็เกิดปริวิตกทุกข์ร้อน กลัวว่าจะเกิดเหตุเภทแก่บ้านเมือง
ถงึ กบั รอ้ งห่มร้องไห้เสียใจ จึงละเพศจากฆราวาส ถอื เพศเป็นตาปะขาวรักษาศีลบำเพญ็ ภาวนาอยู่ ณ บริเวณที่เคย
ตั้งเสาอินทขิล ใตต้ น้ ยางนนั้ เป็นเวลานานถึง 3 ปี

ขณะน้ันมีพระเถระรูปหน่ึง ปฏบิ ัติธรรมบำเพ็ญเพยี รภาวนาอยูใ่ นป่าเขาจนบรรลุฌานสมาบัติ มีญาณหย่ัง
รคู้ วามเปน็ ไปในเหตกุ ารณ์ขา้ งหน้า ไดม้ าบอกตาปะขาวว่า บ้านเมอื งจะถูกข้าศึกศัตรยู ่ำยีถงึ กาลวิบัติล่มจม เพราะ
ไม่มีเสาหลักเมืองให้ผู้คนได้ยึดเหนี่ยวกราบไหวบ้ ูชา อันเป็นที่มาของความสมัครสมานสามัคคีของผู้คน ตาปะขาว
จึงประชุมปรึกษาหารือกับชาวเมืองและตกลงกันว่า ขอให้พระเถระเปน็ สื่อติดต่อของเสาอินทขิลจากพระอินทรม์ า
ให้อกี

พระอินทร์สั่งให้กุมภัณฑ์นำเสาอินทขิลลงไปให้เมืองนพบุรีอีกครั้ง เมื่อทราบเหตุการณ์จากพระเถระ
แลว้ แตก่ ุมภณั ฑ์ไม่ยอมไป ดว้ ยเกลยี ดกลวั ตอ่ พฤติกรรมต่ำหยาบของชาวเมือง พระอนิ ทรจ์ งึ ขอให้พระเถระไปบอก
ชาวเมือง ให้สร้างเสาอินทขิลและปั้นรูปกุมภัณฑ์เทียมขึ้นใหม่ โดยหล่อกะทะขอบหนา 8 นิ้วกว้าง 8 ศอก ปั้นรูป
สัตว์บกสัตว์น้ำบรรดามีในโลกอย่างละคู่และรูปมนุษย์ครบ 101 เจ็ดภาษา บรรจุไว้ในกะทะฝังไว้ท่ามกลางเมือง
กลบดินปรับพื้นเสมอดแี ล้วสร้างเสาหลกั เมืองด้วยอิฐก่อสอปูนประดิษฐานไว้บนนัน้ แล้วทำการกราบไหวบ้ ูชามิให้
ขาด กจ็ ะเกิดสวัสดมิ งคลแก่บา้ นเมืองและผู้คน พลเมืองจะอยดู่ ีกินดี ม่งั คง่ั ดว้ ยทรัพยส์ ินเงนิ ทอง ฝนฟา้ ตกต้องตาม
ฤดูกาล ไมม่ ีโรคร้ายระบาดภัยเบียดเบยี น (เสาอินทขิลท่ีพระเจ้ากาวิละยา้ ยจากวัดสะดือเมืองมาไว้ท่ีวัดเจดีย์หลวง

7

เมื่อ พ.ศ.2343 นี้คือ เสาที่พระเจ้ามังรายทรงสร้างขึ้นเมื่อครั้งสร้างเมืองเชียงใหม่ปี พ.ศ.1839 ต่อมาได้รับการ
ปฏิสังขรณ์หลายครั้ง ผู้คนเชื่อว่า รูปแบบพิธีกรรมและอุดมการณ์เกี่ยวกับเสาอินทขิล ส่วนหนึ่งสืบสานมาจาก
อาณาจกั รลวั ะโบราณนี้เอง)

เสาอินทขิลปัจจุบัน ตง้ั อย่กู ึง่ กลางวิหารจตรุ มุขศิลปะแบบลา้ นนา เป็นเสาอฐิ กอ่ สอปูนตดิ กระจกสีรอบเสา
วัดได้สูง 2.27.5 เมตร วัดรอบโคนเสาได้ 5.67 เมตร รอบปลายเสา 3.4 เมตร มีพระพุทธรูปทองสำริดปางรำพึง ท่ี
พลตรีเจ้าราชบุตร (วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่) นำมาถวายวัดเจดีย์หลวง เมื่อปี 2514 ประดิษฐานอยู่ภายในบุษบก
เหนือเสาอินทขิลให้ได้สักการบูชาคู่กับหลักเมืองด้วย พระเจ้ามังรายปฐมกษัตริย์ ราชวงศ์มังราย ทรงสร้างเสาอิน
ทขิลเมื่อครั้งสถาปนาราชธานี “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ปี พ.ศ.1839 แรกสร้างตั้งอยู่วัดสะดือเมือง พระเจ้า
กาวลิ ะ เจา้ ผู้ครองนครเชยี งใหม่ องคท์ ี่ 1 วงศ์ทพิ จกั ร ใหย้ ้ายมาไว้ ณ วดั เจดียห์ ลวงเมื่อ พ.ศ.2343

ประเพณีอินทขิล

ในอดีตเจ้าผู้ครองนครจะเริ่มพิธีด้วยการเซ่นสังเวยเทพยาดาอารักษ์ ผีบ้าน ผีเมือง และบูชากุมภัณฑ์
พร้อมกับเชิญผีเจ้านายลงทรง เพื่อถามความเป็นไปของบ้านเมืองว่าจะดีจะร้ายอย่างไร ฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์
หรือไม่ หากคนทรงทำนายว่าบ้านเมืองชะตาไม่ดี ก็จะทำพิธีสืบชะตาเมือง เพื่อแก้ไขปัดเป่าให้เบาบางลง
นอกจากนย้ี ังมกี ารซอและการฟ้อนดาบ เปน็ เคร่ืองสกั การะถวายแดว่ ิญญาณบรรพบรุ ษุ ด้วย พธิ ีกรรมนีท้ ำสืบต่อมา
จนถงึ สมยั สงครามโลกครง้ั ท่ี 2 จงึ หยดุ ไป ปจั จุบันเทศบาลนครเชียงใหมไ่ ด้ดำเนนิ การสืบทอดประเพณีอนิ ทขิล โดย
มีพิธีทางพุทธศาสนาเข้ามาผสมผสาน ในวันแรกของการเข้าอินทขิล มีการแห่พระเจ้าฝนแสนห่า หรือพระพุทธรปู
คนั ธารราษฎรร์ อบตัวเมอื ง เพอ่ื ให้ประชาชนสรงน้ำและใสข่ นั ดอกก่อนอญั เชญิ ประดิษฐานด้านหน้าพระวหิ ารหลวง
เพ่ือใหป้ ระชาชนไดส้ รงน้ำและใส่ขนั ดอกตลอด 7 วนั เปน็ สริ ิมงคลกบั ชวี ิต ส่วนภายในวิหารอนิ ทขลิ พระสงฆ์ 9 รูป
จะทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์บูชาเสาอินทขิล ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินภายใต้บุษบกที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูป เมื่อเสร็จ
พธิ จี ะมีมหรสพสมโภชตลอดงาน สำหรบั พิธบี ูชาเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมอื ง ซงึ่ ชาวเชยี งใหมเ่ ช่อื วา่ เป็นเสาหลักท่ี
สรา้ งความม่ันคง การอยูด่ ีมีสุขให้คนเชียงใหม่ อนิ ทขิลหรือเรยี กว่า เสาหลกั เมอื งเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ทราบดีว่า
ทกุ ๆ ปีจะต้องมพี ธิ ีสักการะบูชาเสาอนิ ทขลิ เพื่อสร้างขวัญและกำลงั ใจเป็นสริ ิมงคลแกช่ วี ิต ให้แก่ชาวบ้านชาวเมือง
รวมทั้งผู้ท่ีทำเกี่ยวกบั เกษตรโดยการเพาะปลกู โดยงานดังกล่าวได้อัญเชิญพระเจ้าฝนแสนห่าอันเป็นพระพทุ ธรูปท่ี
บนั ดาลใหฝ้ นตกมาเป็นประธานในขบวนแหแ่ ละมีการสวดคาถาอนิ ทขลิ ของหมูส่ งฆ์ดว้ ย ชาวเชียงใหม่จะทำพิธีบูชา
อินทขิลในตอนปลายเดือน 8 ต่อเดือน 9 หรือระหว่างเดือนพฤษภาคมต่อเดือนมิถุนายน โดยเริ่มในวันแรม 3 ค่ำ

8

เดือน 8 เรียกว่า วันเข้าอินทขิล การเข้าอินทขิลจะมีไปจนถึงในวันขึ้น 4 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งเป็นวันออกอินทขิล จึง
เรียกวา่ เดือน 8 เขา้ เดอื น 9 ออกถอื วา่ เปน็ ประเพณที ี่งดงามสืบทอดมาแตโ่ บราณกาล

พระเจดีย์หลวง ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่โดยกรมศิลปากร เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2533 ใช้
งบประมาณในการบรู ณะถงึ 35 ล้านบาท แลว้ เสรจ็ เมื่อวนั ท่ี 30 ธนั วาคม 2535 จนปจั จบุ ันมีขนาดความกว้างด้าน
ละ 60 เมตร เป็นองค์พระเจดยี ท์ ีม่ ีความสำคัญที่สุดองคห์ นงึ่ ในเชียงใหม่ตั้งเดน่ เปน็ สง่าอยู่กลางเมือง

9

สถานทส่ี ำคัญในวดั เจดยี ์หลวง

1. พระวิหารหลวง เป็นสถาปตั ยกรรมลล้านนาประยุกต์สร้างคร้ังแรกโดยพระนางติดลกะจดุ า (ฑา) พระราช
มารดาของพระเจา้ สามหฝงั่ แกน เมื่อ พ.ศ. 1955

2. พระอัฏฐารส พระพุทธปฎิมาประธานในพระวิหารหลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสำริดปางห้าม
ญาติ สงู 8.23 เมตร พร้อมทงั้ พระอคั รสาวก

3. พระธาตุเจดีย์หลวง เปน็ พระเจดยี ์เก่าแกอ่ ายุกวา่ 600 ปี สูงที่สุดในอาณาจักรลา้ นนาไทยและประเทศไทย
สรา้ งครง้ั แรกในปีพ.ศ. 1934 สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา กษตั ริย์รัชกาลท่ี7 แหง่ ราชวงศม์ ังราย (ครองราชย์
พ.ศ. 1929-1944)

4. บอ่ เปงิ บอ่ นำ้ ใหญ่/ลึก ก่ออิฐกนั ดินพังไวอ้ ย่างดี อยู่หา่ งจากพระเจดียไ์ ปทางทิศใต้ 57.75 เมตร บ่อเปิงขุด
มาเพื่อนำน้ำมาใช้ในการสร้างพระธาตุเจดีย์หลวง สมัยพระเจ้าติโลกราช ทรงสร้างเสริมพระธาตุเจดีย์
หลวง พ.ศ. 2022-1024

5. ต้นยางใหญ่ ในวัดเจดีย์หลวงมีต้นยางใหญ่ 3 ต้น อายุกว่า 200ปี ปลูกสมัยพระเจ้ากาวิละ ต้นหนึ่งอยู่
ก่ึงกลางระหว่างวหิ ารอลิ ทขีล-ศาลกุมภณั ฑ์ดา้ นหนา้ วัด

6. เจดีย์บูรพาจารย์ เป็นที่บรรจุอัฐิธาตุอดีตเจ้าอาวาสและบูรพาจารย์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับวัดเจดีย์หลวง
สมโภช ณ วันท่ี 11 กรกฎาคม 2554

7. วิหารหลวงปูม่ ัน่ เป็นวิหารท่ีสร้างขึ้นเพื่อเปน็ ที่ประดิษฐานบษุ ษกบบรรจุอัฐิธาต/ุ ฟนั กราม และรูปเหมือน
หลวงปมู่ ั่น ภรู ิตตโตล้านนายคุ สมัยพระเจา้ อินทวชิ ยานนท์ ทำพธิ ีถวายวันท่ี 7 พฤศจิกายน 2546

8. วิหารจตุรมุขบูรพาจารย์ เป็นปูชนียสถานประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และอัฐิธาตุของบูรพาจารย์
สมโภชถวาย วันที่13-14 มกราคม 2549

9. พระนอน หรือพระพุทธไสยาส เป็นพระพทุ ธรูปเก่าแก่ค่กู ับพระเจดยี ์ แตไ่ ม่ปรากฏวา่ ใครสรา้ งเม่อื ใด สร้าง
ดว้ ยการก่ออิฐฉาบปูน ปิดทอง

10. โบสถ์เก่า เป็นสถาปัตยกรรมพื้นบ้านล้านนายุคสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์
ท7่ี มีการบูรณหลายคร้งั เพื่อใหค้ งสภาพเดิมไว้ เนอ่ื งด้วยเป็นหนงึ่ ในหมวดอโุ บสถสำคัญในเขตกำแพงเมือง
เชียงใหม่มาแตโ่ บราณ

11. หอธรรม/พิพิธภัณฑ์ เมอื่ ปี พ.ศ.ลกราชได้สร้างพระวิหารหลงว 2017 พนะเจ้าติโลกราชไดส้ ร้างพระวิหาร
หลวงใหม่พร้อมทั้งให้สร้างหอธรรม (หอพระไตรปิฎก) ไว้ทางด้านเหนือองค์พระเจดีย์คือ สังฆาวาสหอ
ธรรม หลังปัจจุบนั สรา้ งเมื่อ พ.ศ. 2551

10

12. พระมหากัจจายน์ มี2 องค์ องค์ท่ี1 ประดิษฐานอยู่หลังเจดีย์ติดกับพระนอน องค์ที่ 2 ประดิษฐานอยู่ใน
วิหารหลงั เลก็ อยู่ห่างจากเจดีย์ไปทางทศิ เหนือ (คณะหอธรรม) 46.27 เมตร ไม่มหี ลักฐานวา่ สร้างเมอ่ื ใด

13. กุมภณั ฑ์ สร้างขึน้ เพ่อื คอยรักษาเสาอินทขิลมีอยู่ 2 ตน 2 ศาลากมกี ารฝ่า
14. วิหารเสาอนิ ทขลี อนิ ทขีลหรือเสาหลกั เมืองเชียงใหม่ ตง้ั อยู่ในวิหารอนิ ทขลี สร้างขึ้นเมือ่ ปี พ.ศ. 2343

11

บทสัมภาษณ์นกั ท่องเท่ียว
นักทอ่ งเทย่ี วคนที่ 1
ฉัน : มาจากไหน รจู้ กั วดั นี้ได้ยงั ไง
นักท่องเที่ยว : มาจากประเทศจนี ตอนทีก่ ำลงั เดินเล่นอยเู่ หน็ จากขา้ งนอกสวยดีเลยเข้ามาดูเพราะ
ปกตเิ ป็นคนชอบเทยี่ ววัดอยู่ อยู่เชียงใหม่ 1 ปแี ล้วแต่ไม่เคยมาท่ีนมี่ ากอ่ น
นักทอ่ งเทีย่ ว : เมอื่ วานฉนั ก็พ่ึงไปดอยสุเทพมา แล้ววัดสร้างมากปี่ แี ล้วเหรอ
ฉนั : ประมาณ 600 กว่าปีค่ะ เจดยี น์ ค้ี ือเจดยี ท์ ีใ่ หญท่ สี่ ดุ ในภาคเหนือ

นกั ท่องเทย่ี วคนที่ 2
ฉนั : คุณมาจากไหรรู้จักวัดนไี้ ดย้ งั ไง
นักทอ่ งเทยี่ ว : มาจากเนเธอร์แลนด์ ไกด์แนะนำมาและฉนั อา่ นจากหนงั สือและอินเทอร์เน็ตก็เลยมา
เทย่ี วตาม
ฉนั : อะไรท่คี ณุ สนใจในวัดน้ี
นกั ท่องเท่ยี ว : เพราะเปน็ วัดเกา่ แก่เลยอยากจะมาและวัดท่ีใหญใ่ นเชียงใหมด่ ว้ ย และเป็นวัดท่ี
มหศั จรรย์มากเลย
คำถาม : ใชค่ ่ะนคี่ ือเจดีย์ที่ใหญท่ ี่สุดในเชยี งใหมค่ ะ่

12

บรรณานกุ รม

https://www.chiangmainews.co.th/
https://raktiaw.com/
https://www.topchiangmai.com
https://th.wikipedia.org/


Click to View FlipBook Version