รายงานการวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 โดย นางสาวซาวาณี เจะดาโอะ Sawanee Chedaoh รายงานการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 2 ระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ปีการศึกษา 2565
ก ชื่อวิจัย การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัย นางสาวซาวาณี เจะดาโอะ สาขา วิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะกรรมการที่ปรึกษา ........................................................กรรมการ (อาจารย์ดร.ปัทมา พิศภักดิ์) (อาจารย์นิเทศก์หลักสูตร) ........................................................กรรมการ (นางนิชา ธรรมสะโร) (ครูพี่เลี้ยง) รายงานการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 4 ระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร ปีการศึกษา 2565
ข ชื่อวิจัย การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัย นางสาวซาวาณี เจะดาโอะ สาขา วิทยาศาสตร์ทั่วไป ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับ สิ่งแวดล้อมมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือเพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลัง เรียนใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม และ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียน บ้านบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา จำนวน 25 คน เป็นการสุ่มแบบยกกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT 2. แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และ 3. แบบทดสอบความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรม วิทยาศาสตร์การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ t-test (Dependent) ผลการวิจัยพบว่า (1) ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 88/84 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 (3) ความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับมากสุด ( X = 4.584, S.D. = 0.232343 )
ค คำสำคัญ : การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ TGT ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนความพึง พอใจ Research name Development of learning activities by using cooperative learning management, TGT technique, arranged environment to promote learning achievement. of students in elementary school year 5 Researcher Ms. Sawanee Chedaoh Can general medicine study 2565 Abstract Development of science activity series, TGT cooperative learning management technique on living things and Environment has the purpose of research. is to develop activities Cooperative learning astrology, TGT technique on life and environment of grade 5 students with efficiency according to 80/80 criteria to compare science learning achievement. of grade 5 students before and after studying using the TGT Cooperative Learning Management Science Activity Set on Organisms and the Environment and to study the students' satisfaction with the learning activities. by using a set of management science activities Collaborative learning about TGT techniques on living things and the environment. The sample group of students in the research consisted of 25 students studying in Prathomsuksa 5 in the first semester of the academic year 2022 at Ban Budi School, Muang District, Yala Province, by using Cluster Random Sampling. ) Research instruments 1. Science activity series, TGT cooperative learning management technique, 2. Science achievement test, and 3. Satisfaction test on the activity series. TGT Cooperative Learning Management Science on Organisms and the Environment The statistics used in the data analysis were percentage, mean, standard deviation. The hypothesis was tested using t-test (Dependent). The results showed that (1) the TGT Cooperative Learning Science Activity Set on Organisms and Environment of Prathomsuksa 5 students was effective at 88/84 ( 2) the achievement of Grade 5 students after school are higher than before. (3) The students' satisfaction with the TGT Cooperative Learning Science Activity Set on Life and Environment of Grade 5 students was at the highest level. (X = 4.584, S.D. - 0.232343) Keywords : TGT collaborative learning management, science activity series academic achievement should satisfied
ง กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เนื่องจากได้รับความกรุณาอย่างสูงจาก อาจารย์ดร.ปัทมา พิศภักดิ์ อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยที่กรุณาให้คำแนะนำ คำปรึกษา ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่องต่าง ๆ ด้วย ความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง ผู้วิจัยตระหนักถึงความตั้งใจจริงและความทุ่มเทของอาจารย์และขอกราบขอบคุณเป็น อย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบคุณโรงเรียนบ้านบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ที่ได้ให้ความร่วมมือในการวิจัยในครั้งนี้ และ ขอขอบคุณคณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านบุดีที่ให้ความร่วมมือ อนึ่งผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยฉบับนี้จะมี ประโยชน์อยู่ไม่น้อย จึงขอมอบส่วนดีทั้งหมดที่มีให้แก่อาจารย์ทุกท่านที่ได้ให้ความรู้ ทำให้ผลงานวิจัยเป็น ประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้อ ขอขอบคุณ นางนิชา ธรรมสะโร ครูประจำกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์อาจารย์พูรกอนี มูซอ และ อาจารย์ ดร.โรซวรรณา เซพโฆลามอาจารย์ประจำหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ทั่วไป คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร ผู้ทรงคุณวุฒิที่กรุณาให้คำแนะนำ และความอนุเคราะห์ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัย อนึ่งผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยฉบับนี้จะมีประโยชน์และคุณค่า และขอขบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้ ผู้วิจัยได้มีโอกาสได้ศึกษา ทำให้ผู้วิจัยได้มีโอกาสทำงานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีสำหรับข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นนั้น ผู้วิจัยขอน้อมรับ และยินดีที่จะรับฟังคำแนะนำจากทุกท่านที่เข้ามาศึกษา เพื่อเป็น ประโยชน์ในการพัฒนางานวิจัยต่อไป นางสาวซาวาณี เจะดาโอะ
จ สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย บทคัดย่อภาษาอังกฤษ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ สารบัญตาราง บทที่ 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1.2 จุดประสงค์การวิจัย 1.3 ประโยชน์ที่ได้รับ 1.4 สมมติฐานของการวิจัย 1.5 ขอบเขตของงานวิจัย 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 2.1 ทฤษฎีเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT 2.2 ชุดกิจกรรม 2.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.4 ความพึงพอใจ 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.6 กรอบแนวคิดการวิจัย บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิจัย บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
ฉ 4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 4.2 การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม 4.3 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลัง 4.4 ผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.2 อภิปรายผล 5.3 ข้อเสนอแนะ บรรณานุกรม ภาคผนวก ก ชุดกิจกรรม ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ภาคผนวก ค ประมวลภาพการจัดการเรียนรู้ด้วยห้องปฏิบัติการเสมือนจริง ประวัติผู้วิจัย
ช สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 2. การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 3. ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและ หลังเรียน 4. ผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 5. แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบันทึกคะแนน/แบบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6. ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการใช้ชุดกิจกรรม E1/E2 7. วิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 8. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน 9. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม
1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้า และสร้าง องค์ความรู้ และการแก้ปัญหาที่หลากหลายให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำ กิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอยางหลากหลายและเหมาะสมกับระดับชั้น กระทรวงศึกษาธิการ (2551, น. 1) ซึ่งสอดคล้องกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 ที่ระบุว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด สถาบันส่งเสริม การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สสวท (2555, น.11-12) การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์จำเป็นจะต้องเน้น กระบวนการที่นักเรียนเป็นผู้คิด ลงมือปฏิบัติศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการ ปฏิบัติกิจกรรมภาคสนาม การสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลองในห้องปฏิบัติการ การสืบค้นข้อมูลจาก แหล่งข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ การจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ใน ท้องถิ่น โดยต้องคำนึงถึงวุฒิภาวะ ประสบการณ์เดิม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมต่างกันที่นักเรียนได้รับรู้ มาแล้วก่อนเข้าเรียนสสวท (2557, น. 216) ซึ่งในปัจจุบันการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์มีวิธีการ เรียนการสอนที่หลากหลาย สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น ชุดกิจกรรมเป็น นวัตกรรมประเภทหนึ่ง ที่ครูผู้สอนใช้ในการประกอบการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ โดยนักเรียนสามารถ ศึกษาสื่อต่างๆและเป็นรูปแบบของการสื่อสารระหว่างครูผู้สอน กับนักเรียน ซึ่งประกอบไปด้วยคำแนะนำให้ นักเรียนทำกิจกรรมต่างๆอยางมีขั้นตอนและเป็นระบบ ชัดเจน อีกทั้งกิจกรรมยังเน้นการฝึกทักษะกระบวนการ คิดวิเคราะห์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาการ ความคิดซึ่งมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต กรมวิชาการ (2546, น. 40) ซึ่งสอดคล้องกับอนุวัฒน์ เดชไธสง ชุดกิจกรรมเป็นนวัตกรรมประเภทหนึ่ง ที่ครูผู้สอนใช้ในการประกอบการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ โดยนักเรียนสามารถศึกษาสื่อต่างๆและเป็นรูปแบบของการสื่อสารระหว่างครูผู้สอน กับนักเรียน ซึ่งประกอบ ไปด้วยคำแนะนำ ให้นักเรียนทำกิจกรรมต่างๆอย่างมีขั้นตอนและเป็นระบบ ชัดเจน อีกทั้งกิจกรรมยังเน้นการ ฝึกทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาการ ความคิดซึ่งมีประโยชน์ต่อการดำเนิน
2 ชีวิต กรมวิชาการ (2546, น. 40) ซึ่งสอดคล้องกับอนุวัฒน์ เดชไธสง (2553, น.19) กล่าวถึง ชุดกิจกรรม ไว้ว่า สื่อการเรียนการสอนอย่างหนึ่งที่เป็นการนำเอาสื่อ การเรียนรู้หลายๆอย่างมาใช้ให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่ ประกอบด้วยคู่มือการใช้กิจกรรมการเรียนการ สอน แผนการจัดการเรียนรู้ ใบกิจกรรม แบบฝึกหัด และสื่อ ประกอบการเรียน เพื่อช่วยให้นักเรียน มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ให้เป็นไปอยางมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น พนมพร ค่ำคูณ (2556, น.29) กล่าวถึง ชุดกิจกรรม เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ครูเป็นผู้สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษา และ ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองตามความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคล โดย ใช้แหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยครูเป็นผู้วางแผน กำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์การเรียนรู้ สิ่งที่ต้องการ ให้ผู้เรียนรู้และในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยครูมีหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาเท่านั้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียน ประสบความสำเร็จและบรรลุตามวัตถุประสงค์ นอกจากการใช้ชุดกิจกรรมแล้ว การสอนวิชา วิทยาศาสตร์ ยัง มีรูปแบบการเรียนการสอนหลากหลายรูปแบบ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ เช่น การสอน รูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือ การเรียนรู้ที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถนำมาใช้กับการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คือ การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค Team Games Tournament (TGT) การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค Team Games Tournament (TGT) เป็นเทคนิคการเรียนรู้โดย แบ่ง ผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มเพื่อทำงานร่วมกัน กำหนดให้สมาชิกของกลุ่มได้แข่งขันกันใน เกมการเรียนรู้ที่ครูจัดเตรียมเอาไว้แผนการจัดการเรียนรู้แล้วทำการทดสอบความรู้โดยใช้เกมการแข่งขัน คะแนนที่ได้จากการแข่งขันของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะเป็นลักษณะการแข่งขันตัว ต่อตัวหรือกลุ่ม กับทีมอื่น ที่มีความสามารถระดับเดียวกัน นำเอาคะแนนมารวมกันเป็นคะแนนของทีม ผู้สอนต้องมีเทคนิคการเสริมแรง เช่น ให้รางวัล ให้คำชมเชย เป็นต้น ดังนั้นสมาชิกของกลุ่มจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่ง กันและกันในการเรียนรู้ เพื่อความสำเร็จของกลุ่ม ณัฐวุฒิ วงษ์เจริญ (2550, น.39) จากการศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนบ้านบุดี ในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (ป.4- ป.5) พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ในเรืองสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากครูผู้สอนใน วิธีการสอนบรรยายมากกว่า การที่ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ ทดลอง ทำกิจกรรมด้วยตนเอง ด้วยเหตุผลที่ กล่าวมานี้ ผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนรายวิชาวิทยาศาสตร์ระดับชั้นประถมศึกษาที่ 5 โรงเรียนบ้านบุดี จึงมีความ สนใจที่พัฒนาชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เพื่อส่งเสริมการ เรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนให้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการพัฒนาการปฏิบัติงานของครุและผู้สอนก่อให้เกิดประโยชน์ต่อครูผู้สอนรวมทั้งสามารถนำ รูปแบบการเรียนรู้ไปใช้เป็นนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นอื่นๆอีก ด้วย
3 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ TGT เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้ชุดกิจกรรมโดยใช้เทคนิคแบบร่วมมือ TGT เพื่อส่งเสริม ผลสัมฤทธิ์การเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 1.3 ประโยชน์ของการวิจัย 1. ได้ชุดกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ให้มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงขึ้น 2. ผู้เรียนมีความพึงพอใจที่ได้เรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมโดยใช้ชุดกิจกรรม เทคนิคการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ TGT เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน และมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงขึ้น 1.4 สมมติฐานของการวิจัย 1.ชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ TGT เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 มีประสิทธิภาพ 80/80 2. นักเรียนมีการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้ชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร์และเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ TGT เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 มีคะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 อยู่ใน ระดับมาก 1.5 ขอบเขตของงานวิจัย 1.5.1 กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบุดี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านบุดี จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน 25 คน
4 1.5.2 ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรที่ศึกษาในงานวิจัยดังนี้ ตัวแปรต้น 1.ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ 2.การเรียนแบบร่วมมือเทคนิค TGT ตัวแปรตาม 1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 2.ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมและเทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 1.5.3 ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ใช้เวลาทั้งสิ้น จำนวน 10 ชั่วโมง มี แผนการจัดการเรียนรูทั้งหมด 2 แผน 1.5.4 สถานที่ใช้ในการวิจัย โรงเรียนบ้านบุดีอำเภอเมือง จังหวัดยะลา 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ การพัฒนาชุดกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร์ หมายถึง เอกสารที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบ ในการเรียนการ สอนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ซึ่ง ประกอบด้วย แผนการเรียนรู้ ใบความรู้ แบบฝึกหัด แบบทดสอบ และแบบทดสอบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคTGT หมายถึง เทคนิคการเรียนรู้แบบการแข่งขันระหว่าง กลุ่มด้วยเกมแบบ แบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียน มีการจัดกลุ่มคละความสามารถ เก่ง กลาง อ่อน อยู่ด้วยกัน ในกลุ่ม ทำให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบเอาใจใส่ตัวเองและสมาชิกในกลุ่มเพื่อความสำเร็จของกลุ่ม ดังนั้นสมาชิก ของกลุ่มจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย ขั้นตอนดังนี้ การนำเสนอเนื้อหา การปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม การเรียนรู้ การแข่งขัน และการชมเชย
5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ คะแนนที่ได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ วิชา วิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิต กับสิ่งแวดล้อม เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทิศนา แขมมณี(2550) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ท่งการเรียนร หมายถึง การเข้าถึงความรู้ การพัฒนาทักษะ ในการเรียน อาจพิจารณาได้จากคะแนนสอบที่กำหนด คะแนนที่ได้จากงานที่ครูมอบหมายหรือทั้งสองอย่าง ศิริชัย กาญจนวาสี (2556) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลง ปริมาณ หรือคุณภาพของความรู้ความสามารถ พฤติกรรม หรือลักษณะทางจิตใจ ไปในทิศทางที่พึงประสงค์ ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร อันเป็นผลมาจากประสบการณ์การเรียนการสอนที่ผู้สอนจัดกทำขึ้น
6 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ผู้วิจัยได้ทำการศึกษา ค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 2.1ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT 2.1.1 ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2.1.2 ความหมายของเทคนิคกลุ่มแข่งขัน TGT 2.1.3 ขั้นตอนของเทคนิคกลุ่มแข่งขัน 2.1.4 การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคกลุ่มแข่งขัน 2.2 ชุดกิจกรรม 2.2.1 ความหมายของชุดกิจกรรม 2.2.2 ความสำคัญของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2.2.3 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม 2.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.4. ความพึงพอใจ 2.4.1 ความหมายความพึงพอใจ 2.4.2 การสร้างความพึงพอใจ 2.5.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.6. กรอบแนวคิดการวิจัย
7 2.1 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT 2.1.1 ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ ทิศนา แขมมณี (2545, หน้า 98) กล่าววา การเรียนรู้แบบร่วมมือ คือการเรียนรู้เป็นกลุ่มยอยโดยมี สมาชิกในกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกันประมาณ 3-6 คนช่วยกนเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของกลุ่ม สมศักดิ์ ภู่วิภาดาวรรธน์ (2554, หน้า 3) กล่าวไว้ว่า การเรียนแบบร่วมมือเป็นวิธีการ เรียนที่มีการจัดกลุ่ม การทำงานเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และเพิ่มพูนแรงจูงใจทางการเรียน การเรียนแบบร่วมมือไม่ใช่วิธีการจัด นักเรียนเข้ากลุ่มกันแบบธรรมดา แต่เป็นการรวมกลุ่ม อย่างมีโครงสร้างที่ชัดเจน คือสมาชิกแต่ละคนในทีมจะมี ปฏิสัมพันธ์ต่อกันในการเรียนรู้และสมาชิกทุกคนจะได้รับการกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจ เพื่อที่จะช่วยเหลือและ เพิ่มพูนการเรียนรู้ของสมาชิกในทีม สรุปได้ว่า การเรียนแบบร่วมมือ คือการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และทำงาน ร่วมกันในกลุ่ม สมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกันคือ เก่ง ปานกลาง และอ่อน ซึ่งสมาชิก ในกลุ่มแต่ละคนมีส่วนรับผิดชอบ ร่วมกันในการทำกิจกรรมการเรียน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการเรียนรู้ทั้งของตนเองและของกลุ่ม ซึ่ง ความสำเร็จของทุกคนคือความสำเร็จ ของกลุ่ม 2.1.2 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2553, หน้า 208)กล่าวถึงการเรียนแบบทีมแข่งขัน (Team Games Tournament: TGT) ว่าเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียน ได้รวมกลุ่ม เพื่อทำงานร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน สมาชิกในแต่ละทีมจะประกอบด้วย สมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน คือ ความสามารถสูง ปาน กลาง และต่างมารวมกลุ่มกัน ในอัตราส่วน 1: 2: 1 ซึ่งสมาชิกของทีมจะได้แข่งขันกันในเกมเชิงวิชาการ โดย ความสำเร็จ ของทีมจะขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2553, หน้า 126-127) กล่าวถึงกลุ่มร่วมมือแข่งขัน (TeamsGames- Tournaments: TGT) ไว้วา เทคนิคกลุ่มร่วมมือแข่งขันเป็นกิจกรรมที่สมาชิกใน กลุ่มเรียนรู้เนื้อหาสาระจากผู้สอนด้วยกัน แล้วแต่ละคนแยกย้ายไปแข่งขันทดสอบความรู้คะแนนที่ได้ของแต่ละคนจะนำมารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม กลุ่มที่ได้คะแนนรวมสูงสุด ได้รับรางวัล จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า เทคนิคกลุ่มแข่งขัน หมายถึงกิจกรรมการเรียน การสอนรูปแบบหนึ่งของ การเรียนแบบร่วมมือ โดยการเรียนจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยสมาชิกที่มี
8 ความสามารถแตกต่างกัน ค่อยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการเรียนรู้ เมื่อเรียนจบในแต่ละเรื่องหรือแต่ละ บทเรียน สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องแข่งขัน ตอบคำถามกับสมาชิกกลุ่มอื่นที่มีความสามารถระดับเดียวกัน คะแนนที่ได้จากการแข่งขัน แต่ละคนจะนำมารวมกันเป็นคะแนนของกลุ่ม 2.1.3 ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ทิศนา แขมมณี(2552, หน้า 68-69) ได้อธิบายขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอน ของรูปแบบ ที.จี.ที. (TGT) ไว้วา ่ “TGT” ยอมาจาก ่ “Team Games Tournament” ซึ่งมีการดำเนินการ ดังนี้ 1. จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ(เก่งกลางอ่อน) กลุ่มละ4 คนและนักเรียน กลุ่มนี้ว่ากลุ่ม บ้านของเรา (Home Group) 2. กลุ่มบ้านของเราได้รับเนื้อหาสาระและศึกษาเนื้อหาร่วมกัน 3. สมาชิกในกลุ่มบ้านของเราแยกย้ายกันเป็นตัวแทนกลุ่มไปแข่งขันกับกลุ่มอื่น โดยจัดกลุ่มแข่งขันตาม ความสามารถคือคนเก่งในกลุ่มบ้านเราแต่ละกลุ่มไปรวมกัน และ คนอ่อนไปรวมกับคนอ่อนของกลุ่ม กลุ่มใหม่ ที่รวมกันนี้เรียกว่ากลุ่มแข่งขัน กำหนดให้มีสมาชิกกลุ่มละ4 คน 4. สมาชิกในกลุ่มแข่งขัน เริ่มแข่งขันกันดังนี้ 4.1 แข่งขันกันตอบคำถาม 10 คำถาม 4.2 สมาชิกคนแรกจับคำถามขึ้นมา 1 คำถาม และอ่านคำถามให้กลุ่มฟัง 4.3 ให้สมาชิกคนที่อยู่ซ้ายมือของผู้อ่านคำถามคนแรกตอบคำถามก่อนต่อไปจึงให้คนถัดไปตอบจนครบ 4.4 ผู้อ่านคำถาม เปิดคำตอบ แล้วอ่านเฉลยคำตอบที่ถูกให้กลุ่มฟัง 4.5 ให้คะแนนคำตอบ ดังนี้ ผู้ตอบถูกเป็นคนแรกได้2 คะแนน ผู้ตอบถูกคนต่อไปได้1 คะแนน ผู้ตอบผิดได้0 คะแนน 4.6 ต่อไปสมาชิกกลุ่มที่สองจับคำถามที่2 และเริ่มเล่นตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคำถามหมด 4.7 ทุกคนรวมคะแนนของตนเอง ผู้ได้คะแนนสูงสุด 1 ได้โบนัส 10 คะแนน
9 ผู้ได้คะแนนสูงสุด 2 ได้โบนัส 8 คะแนน ผู้ได้คะแนนสูงสุด 3 ได้โบนัส 5 คะแนน ผู้ได้คะแนนสูงสุด 4 ได้โบนัส 4 คะแนน 5. เมื่อแข่งขันเสร็จแล้ว สมาชิกกลุ่มกลับไปกลุ่มบ้านของเราแล้วนำคะแนนที่แต่ละคนได้รวมเป็นคะแนนของ กลุ่ม 2.1.4 การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคกลุ่มแข่งขัน มีขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. ขั้นเตรียมเนื้อหา ประกอบด้วย 1.1 การจัดเตรียมเนื้อหาสาระ ผู้สอนจัดเตรียมเนื้อหาสาระหรือเรื่องที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ 1.2 การจัดเตรียมเกม ผู้สอนจะต้องจัดเตรียมคำถามง่ายๆซึ่งเป็นคำถามจาก เนื้อหาสาระที่ผู้เรียน เรียนรู้ วิธีการให้คะแนนโบนัสในการเล่นเกม รวมทั้งสื่ออุปกรณ์การเรียนรู้ เช่น ใบงาน ใบความรู้ ชุดคำถาม กระดาษคำตอบ กระดาษบันทึกคะแนน เป็นต้น 2. ขั้นจัดทีม ผู้สอนจัดทีมผู้เรียนโดยให้คละกันทั้งเพศ และความสามารถทีมละ ประมาณ 4 – 5 คน เช่น ทีมที่ มีสมาชิก 4 คน อาจประกอบด้วยชาย 2 คน หญิง 2 คน เป็นคนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน เป็นต้น เพื่อเรียนรู้โดยการปฏิบัติกิจกรรม ตามคำสั่งหรือใบงานที่กำหนดไว้ 3. ขั้นการเรียนรู้ 3.1ผู้สอนแนะนำวิธีการเรียนรู้ 3.2 ทีมวางแผนการเรียนรู้และการแข่งขัน 3.3 สมาชิกในแต่ละทีมร่วมกันปฏิบัติกิจกรรมตามคำสั่งหรือใบงาน 3.4 กลุ่มหรือทีมเตรียมความพร้อมให้กับสมาชิกในกลุ่มทุกคน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจใน บทเรียนและพร้อมที่จะเข้าสู้สนามแข่ง 3.5 แต่ละทีมทำการประเมินความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของสมาชิกในทีม โดยอาจตั้งคำถาม ขึ้นมาเองโดยให้สมาชิกของทีมทดลองตอบคำถาม 3.6 สมาชิกของทีมช่วยกันอธิบายเพิ่มเติมในประเด็นที่บางคนยังไม่เข้าใจ 4. ขั้นการแข่งขัน ผู้สอนจัดการแข่งขัน ประกอบด้วย
10 4.1ผู้สอนแนะนำการแข่งขันให้ผู้เรียนทราบ 4.2 จัดผู้เรียนหรือสมาชิกตัวแทนของแต่ละทีมเข้าประจำโต๊ะแข่งขัน 4.3ผู้สอนแนะนำเกี่ยวกับเกม โดยอธิบายจุดประสงค์และกติกาของการเล่นเกม 4.4 สมาชิกหรือผู้เรียนทุกคนเริ่มเล่นเกมพร้อมกน ด้วยชุดคำถามที่เหมือนกัน ผู้สอนเดินตามโต๊ะ การแข่งขันต่าง ๆ เพื่อตอบปัญหาข้อสงสัย 4.5 เมื่อการแข่งขันจบลงให้แต่ละโต๊ะตรวจคะแนน จัดลำดับผลการแข่งขัน และให้หาค่าคะแนน โบนัส 4.6ผู้เข้าร่วมการแข่งขันกลับเข้าทีมเดิมของตัวเอง พร้อมด้วยคะแนนโบนัส ของตนเอง 4.7 ทีมนำคะแนนโบนัสของแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนรวมของทีม อาจจะหาค่าเฉลี่ยหรือไม่ ก็ได้ ทีมที่ได้คะแนนสูงสุดจะได้รับการยอมรับว่าเป็นทีมชนะเลิศและรองชนะเลิศตามลำดับ 5. ขั้นยอมรับความสำเร็จของทีม ผู้สอนประกาศผลการแข่งขันและเผยแพร่สู่ สาธารณชนด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ปิดประกาศที่บอร์ด ลงข่าวหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น จดหมาย ข่าว ประกาศหน้าเสาธง เป็นต้น รวมทั้งการ มอบรางวัล ยกยอง ชมเชย สรุปว่า การเรียนด้วยเทคนิคกลุ่มแข่งขัน หรือเกมแข่งขัน เป็นการเรียนที่เปิดโอกาส ให้ นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มยอยโดยคละความสามารถ และเพศ กิจกรรมการเรียน ส่วนมากจะให้ นักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติค้นคว้าด้วยตนเองและเร้าความสนใจด้วยเกมการแข่งขัน เพื่อให้ทุกคนในกลุ่มได้ ร่วมมือกันทำงานที่ได้รับมอบหมาย มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความคิดเห็นซึ่งกันและกัน รวมทั้งการเรียนรู้สภาพอารมณ์ การปรับตัว การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกน และการช่วยเสริมสร้าง บรรยากาศในชั้นเรียนให้ดีขึ้น ลดความตึงเครียด เกิดความสนุกสนานและมีความภูมิใจในตนเอง เพราะทุกคนช่วยกนเรียนช่วยกันทำงาน ให้บรรลุเป้าหมาย ผู้เรียนมีโอกาสประสบความสำเร็จเท่า เทียมกันทำให้เกิดความมันใจในตนเอง และเป็นแนวทางในการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ใน ชีวิตประจำวัน 2 ชุดกิจกรรม 2.2.1 ความหมายของชุดกิจกรรม นักการศึกษาและนักวิชาการได้ให้ความหมายของขุดกิจกรรม ไว้ดังนี้สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2550, หน้า 51) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็น กระบวนการเรียนรู้จากชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นสื่อ การสอนที่เป็นลักษณะของสื่อประสม (multimedia) เป็นการใช้สื่อตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปร่วมกัน เพื่อให้
11 นักเรียนได้รับความรู้ที่ต้องการ โดยอาจจัดตั้งสำหรับหน่วยการเรียนตามหัวข้อเนื้อหาและประสบการณ์ของแต่ ละหน่วยที่ต้องการให้นักเรียนได้เรียนรู้ อาจจัดเอาไว้เป็นชุดๆ บรรจุในกล่อง ซองหรือกระเป๋า ชุดกิจกรรม การเรียนรู้แต่ละชุดประกอบด้วย เนื้อหาสาระ บัตรคำสั่ง ใบงาน วัสดุอุปกรณ์ เอกสาร ใบความรู้เครื่องมือ หรือ สื่อที่จำเป็นสำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งแบบประเมินผลการเรียนรู้มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2551, หน้า 14-15) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือ ชุดการสอน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า (instructional package) เป็นสื่อประสมประเภทหนึ่งซึ่ง มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเรื่องที่สอน แม้ชุดการเรียนการสอนจะเป็นเรื่อง ที่ค่อนข้างใหม่สำหรับบางคน แต่นักการศึกษาไทยได้มีแนวคิดการทำชุดการเรียนการสอนมาเป็นเวลานาน แม้ จะยังไม่มีคำว่า ชุดการเรียนการสอนขึ้นมาก็ตาม ชุดการเรียนการสอนเป็นสื่อประสมที่ได้จัดระบบการผลิต และ การนำสื่อการสอนที่สอดคล้องกับวิชา หน่วย หัวเรื่อง และวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้การเปลี่ยน พฤติกรรม การเรียนมีประสิทธิภาพ วรวิทย์ นิเทศศิลป์ (2551, หน้า 269) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือชุดการ สอน หมายถึง ระบบการผลิตและนำสื่อประสมที่สอดคล้องมาใช้กับวิชาหรือหน่วยหรือหัวเรื่องเพื่อช่วยให้การ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, หน้า 14) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมเป็นนวัตกรรมที่ครูใช้ประกอบ การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยผู้เรียนศึกษาและใช้สื่อ ต่างๆ ในชุดกิจกรรมที่ผู้สอนสร้างขึ้น ชุดกิจกรรมเป็นรูปแบบของการสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ซึ่ง ประกอบด้วยคำแนะนำให้ผู้เรียน ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างมีขั้นตอนที่เป็นระบบชัดเจน จนกระทั่งนักเรียนสามารถบรรลุตามจุดประสงค์ ที่ กำหนดไว้ โดยผู้เรียนเป็นผู้ศึกษาชุดกิจกรรมด้วยตนเอง ผู้สอนเป็นเพียงที่ปรึกษาและให้คำแนะนำ กฤษมันต์วัฒนาณรงค์ (2554, หน้า 107) กล่าวว่า ชุดการสอน คือ สื่อและวิธีการสอน ที่นำมาใช้สำหรับ การสอนของผู้สอนและใช้สำหรับการเรียนของผู้เรียน ประกอบด้วยสื่อการสอน ทั้งในรูปของวัสดุอุปกรณ์และ เทคนิควิธีการต่างๆ ซึ่งมีกระบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบบนฐาน ของทฤษฎีการเรียนรู้และมีการตรวจสอบ ประสิทธิภาพก่อนนำไปใช้และใช้ได้ผลดีในศูนย์การเรียน นาถอนงค์กางถัน (2555) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นสื่อการสอนที่จะช่วยสร้าง ความมั่นใจและ ความพร้อมให้แก่ครูเพราะชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีการจัดระบบการใช้สื่อ ผลิตสื่อ และกิจกรรมการเรียนรู้ รวมทั้งมีข้อแนะนำการใช้สำหรับครูโดยที่ครูผู้นั้นไม่จำเป็นต้องมีความชำนาญ มากนัก ก็สามารถใช้สื่อนี้ได้เลย ทำให้ครูมีความพร้อมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จึงก่อให้เกิด ประสิทธิภาพในการเรียนการสอนอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงเป็นสื่อการสอนที่เหมาะสมกับครูมือใหม่ ที่ด้อยประสบการณ์การสอนอย่างยิ่ง บราวน์และคนอื่นๆ (Brown, et al., 2001) กล่าวว่า ชุดการสอน คือ ชุดสื่อแบบประสมที่ สร้างขึ้น เพื่อ ช่วยให้สามารถสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในชุดการสอนประกอบด้วยสิ่งของหลาย อย่าง เช่น ภาพโปร่งใส
12 ฟิล์ม สคริป ภาพเหมือน โปสเตอร์สไลด์และแผนภูมิบางชุดอาจประกอบ เอกสารเพียงอย่างเดียว แต่บางชุด อาจเป็นโปรแกรมที่มีบัตรคำสั่งให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง คาลลาฮาน และคลาค (Callahan & Clark, 2003) กล่าวว่า ชุดการเรียนเป็นสื่อที่ใช้ศึกษา อย่างอิสระ หรือศึกษารายบุคคล ประกอบด้วยข้ออ้างอิง แบบฝึกหัด ปัญหา เนื้อหา ที่สมบูรณ์และ ข้อแนะนำอื่นๆ นักเรียนต้องเรียนรู้ในแต่ละหน่วยด้วยตนเอง และในเวลาเดียวกันเมื่อนักเรียนเรียนรู้ในชุดการเรียนหนึ่ง แล้ว สามารถเปลี่ยนชุดการเรียนใหม่ได้โดยไม่ต้องรอเพื่อนคนอื่นๆ เพื่อเป็น การเตรียมกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ที่ ต่อเนื่อง ครูควรมีบทบาทเสริมอื่นๆ ดวน (Duane, 2003) กล่าวว่า ชุดการเรียน (instructional package) เป็นชุดของวัสดุ ประกอบการเรียนรู้ เป็นรายบุคคล ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนตามเป้าหมาย ผู้เรียน จะเรียนไปตามอัตรา ความสามารถและความต้องการของตนเอง ราวน์ทรี(Rowntree, 2007) กล่าวว่า ชุดการสอน หมายถึง ชุดของสื่อประสม ที่รวบรวม เนื้อหาไว้เป็น หัวข้ออย่างชัดเจน สำหรับการเรียนเป็นรายบุคคลหรือ การเรียนเป็นกลุ่ม พร้อมทั้งมีคำแนะนำในการเรียน ให้กับผู้เรียน จากความหมายชุดกิจกรรมดังกล่าว สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรม หมายถึง สื่อที่ใช้ในการจัด กิจกรรม การเรียนรู้โดยครูเป็นผู้สร้างขึ้นประกอบด้วย คำชี้แจง จุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหา เวลา ที่ใช้สอน สื่อ อุปกรณ์กิจกรรมการเรียนการสอนอย่างหลากหลาย และการวัดผลประเมินผล ซึ่งผู้สร้างได้รวบรวมและจัด อย่างเป็นระบบไว้เป็นกลุ่ม เพื่อให้ผู้เรียนศึกษาและปฏิบัติกิจกรรม ด้วยตนเองเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองตาม ความสามารถและความสนใจ มีครูเป็นที่ปรึกษาหาคำแนะนำ ช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนา จนบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด 2.2.2 ความสำคัญของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สถาบันที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ได้กล่าวถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ ไว้ดังนี้ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(2551, หน้า 14-16) ได้กล่าวถึงความสำคัญของชุดกิจกรรม การเรียนรู้ ไว้ ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้สอนถ่ายทอดเนื้อหาและประสบการณ์ที่สลับซับซ้อน และมีลักษณะเป็น นามธรรมสูง เช่น การ ทำงานของเครื่องกล อวัยวะในร่างกาย การเติบโตของสัตว์ชั้นต่ำ ฯลฯ ซึ่งผู้สอน ไม่สามารถถ่ายทอดด้วยการ บรรยายได้ดี 2. ช่วยเร้าความสนใจของนักเรียนต่อสิ่งที่กำลังศึกษา เพราะชุดกิจกรรมการเรียนรู้จะเปิด โอกาสให้ผู้เรียนมี ส่วนร่วมในการเรียนของตนเองและสังคม
13 3. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึกการตัดสินใจ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และมีความรับผิดชอบ ต่อตนเองและสังคม 4. ช่วยสร้างความพร้อมและมั่นใจให้แก่ผู้สอน เพราะชุดกิจกรรม ผลิตไว้เป็นหมวดหมู่ สามารถหยิบไปใช้ได้ ทันที โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาในการเตรียมการสอนล่วงหน้า 5. ทำให้การเรียนการสอนของผู้เรียนเป็นอิสระจากอารมณ์ของผู้สอน ชุดการเรียนการสอน สามารถทำให้ ผู้เรียนเรียนได้ตลอดเวลา ไม่ว่าผู้สอนจะมีสภาพอย่างไร หรือมีความขัดข้องทางอารมณ์มากน้อยเพียงใด 6. ช่วยให้การเรียนเป็นอิสระจากบุคลิกภาพของผู้สอน เนื่องจากชุดกิจกรรม ทำหน้าที่ ถ่ายทอดความรู้แทนครู แม้ครูจะพูดหรือสอนไม่เป็น ผู้เรียนก็สามารถเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากชุดกิจรรมที่ได้ผ่านการทดสอบ ประสิทธิภาพมาแล้ว 7. ในกรณีครูขาด ครูคนอื่นก็สามารถสอนแทนโดยใช้ชุดกิจกรรม เพราะเนื้อหาวิชาอยู่ในชุด กิจกรรมเรียบร้อย แล้ว 8. สำหรับชุดการเรียนการสอนรายบุคคล และชุดการเรียนการสอนทางไกล สามารถช่วยให้การศึกษามวลชน ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับผู้เรียนได้สรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มี ความสำคัญ คือ ช่วยให้ผู้สอนถ่ายทอดเนื้อหา และ ประสบการณ์ที่สลับซับซ้อนและมีลักษณะเป็นนามธรรมสูง เร้าความสนใจของผู้เรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึกการตัดสินใจ แสวงหาความรู้ด้วย ตนเอง ช่วยสร้างความพร้อม และ บุคลิกภาพของผู้สอน ครูคนอื่นสามารถนำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปใช้สอน แทนได้และประหยัด ค่าใช้จ่าย 2.2.3 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม นักการศึกษาได้เสนอแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม ไว้ดังนี้ ชัยยงค์พรหมวงศ์และคณะ (2551, หน้า 17) ได้กล่าวถึงแนวคิดที่จะนำไปสู่ระบบการผลิต ชุดกิจกรรม ประกอบด้วยแนวคิด 5 ประการ พอสรุปได้ดังนี้ แนวคิดที่ 1 ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล นักศึกษาได้นำหลักจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ใน การเรียน การสอน โดยคำนึงถึงความต้องการ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนเป็นสำคัญซึ่งความ แตกต่างระหว่าง บุคคลมีหลายด้าน คือความสามารถสติปัญญาความต้องการความสนใจ ร่างกาย อารมณ์สังคม เป็นต้น ในการ จัดการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลวิธีทีเหมาะสมที่สุด คือ การจัดการสอน รายบุคคล การศึกษาโดยเสรีการศึกษาด้วยตนเอง ซึ่งล้วนเป็นวิธีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนตาม สติปัญญาความสามารถและความสนใจ โดยมีครูคอย แนะนำช่วยเหลือตามความเหมาะสม
14 แนวคิดที่ 2 ความพยายามที่จะเปลี่ยนการเรียนการสอนที่ยึดครูเป็นแหล่งความรู้หลักมาเป็น การจัด ประสบการณ์ให้ผู้เรียน เรียนด้วยการใช้แหล่งความรู้จากสื่อการเรียนการสอนจากแหล่งต่างๆ ซึ่งได้จัดให้ตรง กับเนื้อหาประสบการณ์ตามหน่วยวิชาการสอนต่างๆ การเรียนด้วยวิธีนี้ครูจะถ่ายทอด ความรู้ให้แก่ผู้เรียนเป็น หนึ่งในสามส่วนของเนื้อหาทั้งหมด อีกสองส่วนผู้เรียนจะศึกษาด้วยตัวเอง จากสิ่งที่ผู้สอนเตรียมไว้ในรูปแบบ ชุดกิจกรรม แนวคิดที่ 3 การใช้โสตทัศนูปกรณ์ในรูปของการจัดระบบสื่อหลายอย่างมาบูรณาการให้เหมาะสม และใช้ เป็นแหล่งความรู้สำหรับนักเรียนแทนที่ครูจะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียน ตลอดเวลา แนวทางใหม่จึงเป็น การสอนแบบประสมให้เป็นชุดกิจกรรม แนวคิดที่ 4 ปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และนักเรียนกับสภาพแวดล้อมซึ่งเดิม นักเรียนเป็น ฝ่ายรับรู้จากครูเท่านั้น นักเรียนจึงขาดทักษะการแสดงออกและการทำงานเป็นกลุ่ม แนวโน้มทางอนาคตของ การเรียนรู้จึงมีการนำกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์มาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ร่วมกัน ซึ่งนำมาสู่การผลิตสื่อออกมาในรูปของชุดกิจกรรม แนวคิดที่ 5 การจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้โดยยึดหลักจิตวิทยาการเรียนรู้มาใช้โดยจัด สถานการณ์ ออกมาเป็นการสอนแบบโปรแกรม ซึ่งหมายถึงระบบการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เข้าร่วม กิจกรรมการเรียนการสอนด้วยตนเอง ได้ทราบว่าการตัดสินใจหรือการปฏิบัติงานของ ตนถูกหรือผิดอย่างไร และได้รับการเสริมแรงที่ทำให้ผู้เรียนภาคภูมิใจที่ได้ทำถูกคิดถูกอันจะทำให้เกิด การทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีกใน อนาคตได้เรียนรู้ไปทีละขั้นตอนตามความสามารถและความสนใจของ ตนเอง ทิศนา แขมมณี(2554, หน้า 51) กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้ต้องยึดหลักทฤษฎีการเรียนรู้ทางจิตวิทยาโดยมี รายละเอียด ดังนี้ 1. กฎการเรียนรู้ของธอร์นไดค์เกี่ยวกับกฎแห่งการฝึกหัด คือสิ่งใดก็ตามที่มีการฝึกหัดหรือ กระทำบ่อยๆย่อม ทำให้ผู้ฝึกมีความคล่องแคล่วและสามารถทำได้ดีในทางตรงกันข้าม สิ่งใดก็ตามที่ ไม่ได้รับการฝึกหัด หรือ ทอดทิ้งไปนานแล้วย่อมจะทำได้ไม่ดี 2. ความแตกต่างระหว่างบุคคล ควรคำนึงถึงว่านักเรียนแต่ละคนมีความรู้ความถนัด ความสามารถ และความ สนใจต่างกัน ดังนั้นในการสร้างแบบฝึกจึงควรพิจารณาถึงความเหมาะสม คือ ไม่ยากหรือง่ายจนเกินไป และ ควรมีรูปแบบที่หลากหลาย 3. การจูงใจนักเรียน โดยการจัดแบบฝึกจากง่ายไปหายาก เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจ ของนักเรียน ซึ่งจะทำ ให้เกิดผลสำเร็จในการฝึก และช่วยยั่วยุให้ติดตามต่อไป
15 4. ใช้แบบฝึกสั้นๆ เพื่อไม่เกิดความเบื่อหน่ายการพัฒนาชุดกิจกรรมเป็นงานที่ละเอียดต้อง อาศัยความ รอบคอบ ความเข้าใจเพื่อให้ได้ชุดกิจกรรมที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายการเรียนการสอน อย่างสมบูรณ์เคมพ์ (Kemp, 1977 อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี, 2554, หน้า 52) ได้กำหนดองค์ประกอบของ การเรียนการสอนที่ใช้ ชุดการสอนไว้9 ขั้นตอน คือ 1. กำหนดหัวข้อที่จะใช้สอนและเขียนจุดประสงค์ 2. ศึกษาคุณลักษณะของผู้เรียน 3. ระบุจุดมุ่งหมายของการสอนในเชิงพฤติกรรม 4. กำหนดเนื้อหาวิชาที่สนับสนุนวัตถุประสงค์ในแต่ละข้อ 5. ทดสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถ 6. เลือกกิจกรรมและแหล่งวิชาการสำหรับการเรียนการสอน 7. ประสานงานในเรื่องต่างๆ เช่น เอกสาร การเงิน บุคลากร อาคาร สถานที่ เครื่องมือ เครื่องใช้ ต่างๆ และดำเนินการไปตามแผนการที่กำหนดไว้ 8. ประเมินผลการเรียนของผู้เรียนว่า บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เพียงใด 9. พิจารณาดูว่า ควรมีการแก้ไขปรับปรุงแผนการเรียนการสอนให้ดีขึ้นอย่างไร จากแนวคิดทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน พอสรุปได้ว่า แนวคิด และทฤษฎีที่นำมา ประยุกต์ใช้ในการพัฒนา ชุดกิจกรรมนั้น ได้ยึดหลักทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยการกระทำและการเสริมแรง จากการกระทำ โดย การให้รางวัลคำชมเชย และคำนึงถึงแตกต่างระหว่างบุคคลมาพิจารณาในการ ผลิตชุดกิจกรรม เป็นการนำแนวคิดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ มาใช้เปิด โอกาสให้ ผู้เรียนประกอบกิจกรรมร่วมกัน การฝึกปฏิบัติฝึกการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และ การ สะท้อนกลับ ที่แสดงถึงความก้าวหน้าในการเรียน ซึ่งผู้เรียนได้เรียนรู้จากสื่อและค้นพบคำตอบ ด้วยตนเอง 2.2.4 ประเภทของชุดกิจกรรม นักการศึกษาได้กล่าวถึงประเภทของชุดกิจกรรมไว้ดังนี้สุวิทย์มูลคำ และอรทัย มูลค า (2550, หน้า 52-53) ได้แบ่งชุดการสอนหรือชุดกิจกรรม ออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบคำบรรยายของครูเป็นชุดการสอนสำหรับ นักเรียนกลุ่มใหญ่ หรือเป็นการสอนที่มุ่งเน้นการปูพื้นฐานให้ทุกคนรับรู้และเข้าใจในเวลาเดียวกัน ใน การขยายเนื้อหาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบนี้ลดเวลาในการอธิบายของ ครูผู้สอนให้พูดน้อยลง เพิ่มเวลาให้นักเรียนได้ปฏิบัติมากขึ้นโดยใช้สื่อที่อยู่ในชุดกิจกรรม เรียนรู้การ
16 นำเสนอเนื้อหาต่างๆ สิ่งสำคัญคือสื่อที่นำมาใช้จะต้องให้นักเรียนได้เห็นชัดเจนทุกคนและมีโอกาส ได้ ใช้ครบทุกคนหรือทุกกลุ่ม 2. ชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกิจกรรมกลุ่ม หรือชุดการสอนสำหรับการเรียน เป็นกลุ่มย่อย เป็นชุดการสอนต่างๆ ที่บรรจุไว้ในชุดการสอนแต่ละชุด มุ่งที่จะฝึกทักษะในเนื้อหาวิชา ที่เรียนโดยให้นักเรียนมีโอกาสทำงานร่วมกัน ชุดการสอนชนิดนี้มักใช้ในการสอนแบบกิจกรรมกลุ่ม 3. ชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายบุคคล เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เรียนด้วย ตนเอง เป็นรายบุคคล คือนักเรียนจะต้องศึกษาหาความรู้ตามความต้องการและความสนใจของตนเอง อาจจะเรียนที่โรงเรียนหรือเรียนที่บ้านก็ได้จุดประสงค์หลักคือมุ่งทำความเข้าใจกับเนื้อหาวิชาเพิ่มเติม และนักเรียนสามารถประเมินผลการเรียนด้วยตนเองได้ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2551, หน้า 7) เสนอแนวคิดในการแบ่งชุดการเรียน การสอน หรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้มี4 ประเภท ดังนี้ 1. ชุดการเรียนการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบคำบรรยาย เป็นชุดการเรียน การ สอนที่มุ่งช่วยขยายเนื้อหาสาระการสอนแบบบรรยายให้ชัดเจนขึ้น ช่วยให้ผู้สอนพูดน้อยลงและ ให้สื่อ การสอนทำหน้าที่แทนชุดการสอนแบบบรรยายนี้นิยมใช้กับการฝึกอบรมและการสอน ใน ระดับอุดมศึกษาที่ยังถือว่าการสอนแบบบรรยายยังมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้แก่ นักเรียน 2.ชุดการเรียนการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มกิจกรรม เป็นชุดการเรียน การสอนที่ มุ่งให้นักเรียนได้ประกอบกิจกรรมกลุ่มเช่นในการสอนแบบศูนย์การเรียนการสอนแบบกลุ่ม สัมพันธ์ 3. ชุดการเรียนการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้รายบุคคล เป็นชุดการเรียนการสอนที่มุ่ง ให้ นักเรียนสามารถศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองตามความแตกต่างระหว่างบุคคล อาจเป็นการเรียน ในโรงเรียนหรือที่บ้านก็ได้เพื่อให้นักเรียนก้าวไปข้างหน้าตามความสามารถ ความสนใจและ ความ พร้อมของนักเรียน ชุดการเรียนการสอนรายบุคคลอาจออกมาในรูปของหน่วยการสอนย่อย 4. ชุดการเรียนการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทางไกล เป็นชุดการเรียนการสอนที่ผู้สอน กับ นักเรียนอยู่ต่างถิ่นต่างเวลากัน มุ่งสอนให้นักเรียนศึกษาได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมาเข้าชั้นเรียน ประกอบด้วยสื่อประเภทสิ่งพิมพ์รายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ภาพยนตร์และการสอน เสริมตามศูนย์การศึกษา เช่น ชุดการเรียนการสอนทางไกลมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จาก ประเภทของชุดกิจกรรมข้างต้น พอสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรม จำแนกตามลักษณะการใช้งาน ได้ ประเภท 3 ประเภท คือ ชุดกิจกรรมประกอบการบรรยาย ชุดกิจกรรมกลุ่ม และชุดกิจกรรม รายบุคคลองค์ประกอบของชุดกิจกรรม นักการศึกษาได้เสนอองค์ประกอบของชุดกิจกรรมไว้ดังนี้
17 กฤษมันต์วัฒนาณรงค์ (2554, หน้า 107) ได้แบ่งองค์ประกอบของชุดการสอนที่สำคัญ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ 1. องค์ประกอบด้านการจัดการ ประกอบด้วยคู่มือครูและแบบฝึกปฏิบัติสำหรับครูผู้ใช้ชุด การสอน และผู้เรียนที่เรียน เป็นการจัดเตรียมการเรียนการสอนของผู้สอนและผู้เรียน มีคำสั่ง หรือ การมอบงาน เพื่อกำหนดแนวทางการเรียนให้กับนักเรียนและการสอนของผู้สอน 2. องค์ประกอบด้านเนื้อหา เป็นเนื้อหาสาระที่ถูกออกแบบให้อยู่ในรูปของสื่อการสอนและ กิจกรรมการเรียนการสอน ทั้งแบบกลุ่มและรายบุคคล ซึ่งกำหนดไว้ให้ผู้เรียนสามารถบรรลุผลได้ ตาม วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 3. องค์ประกอบด้านการประเมินผล เป็นการประเมินกระบวนการ โดยวัดจากแบบฝึกหัด รายงานการค้นคว้า จากใบงาน ใบประลอง และจากการทดลอง ในส่วนที่เป็นผลลัพธ์ของการ เรียน โดยวัดจากแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์หลังจากการเรียนด้วยชุดการสอน สุวิทย์มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2550, หน้า 52) ได้กล่าวถึงชุดกิจกรรมการเรียนรู้มี องค์ประกอบสำคัญ 4 ประการได้แก่ 1. คู่มือครูเป็นคู่มือหรือแผนการสอนสำหรับผู้สอนใช้ศึกษาและปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ซึ่ง มี รายละเอียดชี้แจงไว้อย่างชัดเจน เช่น การนำเข้าสู่บทเรียน การจัดชั้นเรียน บทบาทนักเรียน เป็น ต้น ลักษณะของคู่มืออาจจัดทำเป็นเล่มหรือแผ่นพับก็ได้ 2. คำสั่งหรือบัตรงาน เป็นเอกสารที่บอกให้นักเรียนประกอบกิจกรรมแต่ละอย่างตามขั้นตอนที่ กำหนดไว้บรรจุอยู่ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้บัตรคำสั่งหรือบัตรงานจะมีครบตามจำนวนกลุ่มหรือ จำนวนนักเรียน ซึ่งจะประกอบด้วยคำอธิบายในเรื่องที่จะศึกษา คำสั่งให้นักเรียนประกอบ กิจกรรม และการสรุปบทเรียน การจัดทำบัตรคำสั่งหรือบัตรงานส่วนใหญ่นิยมใช้กระดาษแข็ง ขนาด 6 x 8 นิ้ว 3. เนื้อหาสาระและสื่อการเรียนประเภทต่างๆ จัดในรูปของสื่อการสอนที่หลากหลายอาจ แบ่งได้ เป็น 2 ประเภท 3.1 ประเภทเอกสารสิ่งพิมพ์เช่น หนังสือวารสารบทความใบความรู้(fact sheet) ของ เนื้อหา เฉพาะเรื่องบทเรียนโปรแกรม เป็นต้น 3.2 ประเภทโสตทัศนูปกรณ์ เช่น รูปภาพ แผนภาพ แผนภูมิสมุดภาพ สไลด์(slide) เทป บันทึกเสียง วีดิทัศน์(video) ซีดีรอม (cd-rom) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เป็นต้น
18 4. แบบประเมินผล แบบทดสอบที่ใช้วัดและประเมินความรู้ด้วยตนเองทั้งก่อนเรียนและหลัง เรียนอาจจะเป็นแบบทดสอบชนิดจับคู่ เลือกตอบหรือกาเครื่องหมายถูกผิด ทิศนา แขมมณี(2554, หน้า 10-12) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบในการจัดทำชุดกิจกรรม ดังนี้ 1. ชื่อชุดกิจกรรม หมายถึง ชื่อกิจกรรม 2. ชื่อหน่วย หมายถึง หัวข้อย่อยที่ประกอบขึ้นเป็นชุดกิจกรรมในแต่ละชุดกิจกรรม 3. คำชี้แจง สำหรับนักเรียนในการปฏิบัติกิจกรรมในชุดกิจกรรมหมายถึงข้อแนะนำ ในการเรียนรู้ด้วย ตนเองจากชุดกิจกรรมของนักเรียน 4. สาระการเรียนรู้หมายถึง เนื้อหารายละเอียดของหน่วยการเรียนรู้ในชุดกิจกรรม 5. ตัวบ่งชี้ในการเรียนรู้หมายถึง การระบุพฤติกรรมการเรียนรู้ของเนื้อหาในหน่วยย่อยของ ชุด กิจกรรมตามที่หลักสูตรกำหนด 6. เวลาที่ใช้หมายถึงระยะเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมในแต่ละหน่วยของชุดกิจกรรม 7. กิจกรรมการเรียนรู้ในหน่วย หมายถึง การกำหนดงานที่จะให้นักเรียนปฏิบัติ 8. สื่อและอุปกรณ์ที่ใช้หมายถึง วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้กับการเรียนการสอนในชุดกิจกรรม 9. การประเมินผล หมายถึง การทดสอบความสามารถของนักเรียนหลังจากเรียน ด้วยหน่วยการเรียน ในชุดกิจกรรม วรวิทย์นิเทศศิลป์(2551, หน้า 275) กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ดังนี้ 1. มีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนในการใช้ชุดการสอนสิ่งที่จะต้องเตรียมตลอดจน กระบวนการของ การเรียนการสอน 2. คู่มือการเรียนสำหรับนักเรียนประกอบด้วยคำแนะนำในการเรียนคำสั่งกิจกรรมที่ผู้เรียน ต้องปฏิบัติ ตลอดจนการเรียนการสอน 3. เนื้อหาและสื่อการสอนแบบประสมกิจกรรมการเรียนการสอนวัตถุประสงค์ทั่วไปและ วัตถุประสงค์ ของเนื้อหาในแต่ละตอน 4. นักเรียนเป็นผู้กระทำกิจกรรมด้วยตนเองและเรียนได้ตามความสามารถความสนใจหรือ ความ ต้องการของตนเอง
19 5. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนครูและคุณภาพการเรียนรู้ได้ 6. ให้ความสะดวกแก่ครูผู้สอนและช่วยให้ครูมีความมั่นใจในการสอนของตนเอง 3.1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Leaning Achievement) เป็นผลที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ในการจัดการศึกษา นักการศึกษาหลาย ๆ ท่าน จึงได้ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เนื่องจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นดัชนีประการหนึ่งที่สามารถบอกถึงคุณภาพการศึกษา ซึ่งนักการศึกษาหลายท่าน ได้ให้ความหมายของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ ไฟโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ได้คำกำจัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจาก การเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมี จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมี ความสามารถด้านใดมากน้อยไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆทั้งใน โรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่างๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย สุพัตรา เกษมเรืองกิจ (2551, หน้า 32) กล่าวว่า ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ ความสามารถในการแก้ปัญหาและทักษะทางวิชาการ รวมทั้ง สมรรถภาพทางสมองด้าน ต่าง ๆ ที่ได้จากการอบรมสั่งสอนและวัดได้โดยอาศัยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย สิริสรณ์สิทธิรินทร์(2554, หน้า 18) กล่าวว่า ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จทางการเรียนของบุคคลที่วัดได้จากกระบวนการทดสอบหรือกระบวนการที่ไม่ ต้องอาศัยการ ทดสอบด้วยวิธีการอย่างหลากหลาย เช่น การตรวจผลงานของผู้เรียนการสังเกต พฤติกรรมเป็นต้น กูด (Good, 1993, p. 7 อ้างถึงใน รสริน พันธุ, 2550, หน้า 42) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์คือ การทำให้ สำเร็จ (accomplishment) หรือประสิทธิภาพทางด้านการกระทำที่กำหนดให้หรือใน ด้านความรู้ส่วน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การซึ้งความรู้(knowledge attained) การพัฒนา ทักษะในการเรียน ซึ่ง อาจจะพิจารณาจากคะแนนสอบที่กำหนดให้คะแนนที่ได้จากงานที่ครูมอบหมายให้หรือทั้งสองอย่าง
20 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทำให้ นักเรียนเกิดจากเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 2.4.ความพึงพอใจ 2.4.1 ความหมายความพึงพอใจ ความพึงพอใจ หมายถึง เป็นความรู้สึกในเชิงการประเมินค่า อันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการ เรียนรู้ที่สัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ของการเรียน ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล (สุรางค์ โค้วตระกูล, 2551; สมบัตร บารมี (2551) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกเป็นสุขที่เกิดจาก ทัศนคติทางด้าน บวกที่มีต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายในและภายนอกของปัจเจกบุคคล 2.4.2 การสร้างความพึงพอใจ การสร้างความพึงพอใจให้เกิดขึ้นในบุคคล อาจกล่าวโดยรวมได้ดังนี้ (สุนันทา เลาหนันท์, 2551) 1. จัดหาหรือให้บริการเพื่อตอบสนอง ความต้องการทางด้านร่างกายด้วยสิ่งที่มีคุณภาพ ตามความ ต้องการของบุคคล 2. อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสิ่งที่ บุคคลต้องการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันตามความสามารถ และมีการอำนวยความสะดวก ตามความเหมาะสม 3. ในการส่งเสริมให้เกิดความพึงพอใจใน การปฏิบัติงาน ควรจัดแนวปฏิบัติที่เหมาะสมและ ท้าทาย ตามความสามารถของแต่ละบุคคล 4. เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนร่วม ในสังคมหรือในการวางแผนการดำเนินงาน ซึ่งเป็น แรงจูงใจ ในการทำงานประการหนึ่งที่นำไปสู่ การเกิดความพึงพอใจ 5. ให้การยกย่องชมเชยด้วยความจริงใจ 6. มอบความไว้วางใจให้รับผิดชอบมากขึ้น ให้อำนาจเพิ่มขึ้น เลื่อนขั้นหรือเลื่อนตำแหน่ง ให้สูงขึ้น 7. ให้ความมั่นคงและความปลอดภัย 8. ให้ความเป็นอิสระในการทำงาน
21 9. เปิดโอกาสให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ได้มีโอกาสเข้าร่วมฝึกอบรม ศึกษาดูงาน การ หมุนเวียนงานและการสร้างประสบการณ์จาก การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ 10. ให้เงินรางวัลหรือรางวัลตามลักษณะงาน 11. ให้โอกาสในการแข่งขันเพื่อความเป็น เลิศในการปฏิบัติงานอันเป็นแรงกระตุ้นในแสวงหา แนวคิด ใหม่ๆ สำหรับนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน 2.5 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สุวิทย์ สุวรรณชาติ (2559) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT กับการจัดการเรียนรู้ แบบปกติมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องดินในท้องถิ่น ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT กับการจัดการเรียนรู้ แบบปกติ และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2557 โรงเรียนวัดคลอง ชัน ตำบลลาดสวาย อำเภอ ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 2 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 34 คน แล้วจับฉลากให้ห้องที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม ห้องที่ 2 เป็นกลุ่มทดลอง เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ (1) แผนการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT และแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างละ 9 แผน (2) แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง ดินในท้องถิ่น (3) แบบวัดความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ ค่าที แบบ Independent Sample ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 กลุ่มที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT มีคะแนน เฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์สูงกว่า นักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (2) นักเรียน กลุ่มที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ในภาพรวมอยู่ ในระดับมาก Stullอ้างถึงใน นิตยา กัลยาณี(2551, น.36) ได้ศึกษาประสิทธิภาพของการเรียน ยุทธศาสตร์ร่วมต่อ ผลสัมฤทธิ์ การเรียนวิทยาศาสตร์ เพื่อสรุปวิธีการใดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในยุทธศาสตร์การเรียนร่วมต่อ ผลสัมฤทธิ์ ในสาขาวิทยาศาสตร์ ในการใช้อุปกรณ์ต่อระดับของ นักเรียนใน Bloom ’s Taxonomy ในชั้น ระดับ 5 สองห้องถูกคัดเลือกมาจากโรงเรียนประถมศึกษา ในเวอจิเนียตะวันออกให้เข้าร่วมในการศึกษาครั้งนี้ ก่อนสอนควรจัดทดสอบก่อนสอน (Pre-Test) ทุกครั้งเพื่อจะดู พื้นฐานความรู้ของนักเรียนในเนื้อหาที่สอนและ ใช้ข้อสอบเข้า t-test โดยใช้คะแนน ของวิชาวิทยาศาสตร์ร่วมด้วยเมื่อสอนเสร็จทำการทดสอบหลังเรียน (Post-Test) เพื่อจะดูว่ายุทธศาสตร์ใดเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดต่อนักเรียนที่เรียนแต่ละทักษะการวิเคราะห์
22 เห็นว่า คะแนนจากPre-Test และPost -Test ของแต่ละบทเรียน ชี้นำให้เห็นว่าน่าสนใจ แม้ว่านักเรียนทั้งสอง กลุ่มคือ STAD และ TGT เพื่อพิสูจน์ว่าการใช้วิธีการแข่งขันจะมีประสิทธิภาพต่อนักเรียนที่ทักษะด้านความรู้ที่ ต่ำ และค้นพบว่าการใช้วิธี TGT จะประสบผลสำเร็จและกระตุ้นมากกว่ากลุ่ม STAD และไม่มีความแตกต่างอ ยางมีนัยสำคัญระหว่างวิธีการสอนแบบกลุ่มร่วมมือเพื่อให้ทักษะสูงขึ้น เมื่อนำผลไปวิเคราะห์ และประเมินผล อยางไรก็ตาม การศึกษานี้พบว่า วิธีการสอนแบบกลุ่มประสบผลในการกระตุ้นนักเรียนได้มากกวากลุ่มที่แยกย ย่อยเล็ก ๆ ยุทธพงษ์ อินทมอน (2555) ได้ศึกษาเกี่ยวกับ การสร้างชุดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบ ร่วมมือส่งเสริมพฤติกรรมกลุ่มและการนำเสนอผลงาน เรื่องมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เพื่อหาประสิทธิภาพของชุด กิจกรรมการเรียนรู้ ประเมินพฤติกรรมกลุ่มและการนำเสนอผลงานหาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน และประเมิน ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนโรงเรียน สารสาสน์ประชาอุทิศพิทยาคาร ชั้นมัธยมศึกษา ปี ที่ 3 ภาคเรียนฤดูร้อนปี การศึกษา 2555 ซึ่งได้มาโดยการ สุ่มแบบแบ่งชั้นตามระดับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนจำนวน 40 คน จากนั้นแบ่งกลุ่มในสัดส่วน สูง ปานกลาง และต่ำในอัตราส่วน 1:2:1 จำนวน 10 กลุ่ม สถิติที่ใช้ในการหาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนใช้ t-test for Dependent ผลการวิจัย พบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเป็นสื่อการเรียนที่จัดอย่างเป็นระบบส่งเสริม พฤติกรรมกลุ่ม และการนำเสนอผลงานนักเรียน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีคุณภาพเนื้อหา และคุณภาพด้านสื่อ อยู่ในระดับดี ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้เท่ากับ 80.50/81.17 ผลการประเมินพฤติกรรม กลุ่มอยูในระดับดี ผลการน าเสนอผลงานของนักเรียนอยู ่ ในระดับดีมาก ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน พบว่า นักเรียนมีคะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 และ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้อยูในระดับมากที่สุด ดังนั้นชุดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ ดังกล่าว สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้จริง 2.6. กรอบแนวคิดการวิจัย การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม 1.การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ 1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เทคนิค TGT ร่วมกับชุดกิจกรรม 2.ความพึงพอใจของนักเรียน
23 บทที่ 3 วิธีการดำเนินงานวิจัย การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนบ้านบุดีผู้วิจัยได้ วิธีดำเนินการศึกษาตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 3.1ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนบ้านบุดี จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน 25 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ในครั้งนี้ ได้แก่ 1.1 ชุดกิจกรรมการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 เล่ม พร้อมคู่มือการใช้ชุดกิจกรรม
24 1.2 แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิต กับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 3 แผนการจัดการเรียนรู้ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค TGT หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ 2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) จำนวน 5 ข้อ 3.3 การสร้างหาคุณภาพของเครื่องมือ 3.3.1 การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) คู่มือครู คู่มือและประเมินผลวิทยาศาสตร์ หนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสอน การจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ 2. ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ 3. ศึกษาเอกสาร ตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 4. ดำเนินการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้แก่ 4.1 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 5. นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่สร้างเสร็จแล้วเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาความเหมาะสม ของเนื้อหาในชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในด้านตัวชี้วัด เนื้อหา กิจกรรม และการประเมินผล ซึ่ง ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน
25 6. นำผลการประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรม ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์หา ค่าเฉลี่ย และเทียบกับเกณฑ์คุณภาพและความเหมาะสม โดยใช้เกณฑ์แบบประเมินชนิดมาตรา ส่วนประมาณค่า (rating scale) ตามวิธีของลิเคอร์ท (likert scale) ซึ่งมี 5 ระดับ ได้แก่ ให้ 5 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ให้ 4 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ให้ 3 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ให้ 2 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ให้ 1 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ยแบบประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด 7. นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะตามข้อเสนอแนะของ ผู้เชี่ยวชาญ 8. แก้ไขปรับปรุงชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทุก รายการ ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 9. จัดทำชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ฉบับสมบูรณ์ ไปใช้ กับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดสอบเครื่องมือ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้าน บุดี จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน 25 คน 10. หลังจากนำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง นำข้อมูลจากการหาประสิทธิภาพของ กระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) เพื่อหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ตามมาตรฐานที่ 80/80 3.3.2 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้
26 1. ศึกษาจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 5 หนังสือเรียนและคู่มือครูเพื่อเป็นแนวทาง ในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ 2. ศึกษาคู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ระหว่างมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด เนื้อหา จุดประสงค์และขอบข่ายเนื้อหาของวิชา วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ TGT 4. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ทำไว้มาบรรจุในแผนแต่ละ แผน จำนวน 2 แผนรวมเวลา 10 ชั่วโมง ในแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ TGT ประกอบด้วยหัวข้อต่างๆดังนี้ 4.1 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ 4.2 มาตรฐานการเรียนรู้ 4.3 ตัวชี้วัดชั้นปี 4.4 สาระสำคัญ 4.5 จุดประสงค์การเรียนรู้ 4.6 เนื้อหาสาระ 4.7 กระบวนการจัดการเรียนรู้ 4.8 สื่อและแหล่งเรียนรู้ 4.9 การวัดผลและประเมินผล 5. นำแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ ทั้งหมด 3 ท่าน จากนั้นหาความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ TGT โดยจัด อันดับคุณภาพแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยใช้เกณฑ์แบบประเมินชนิดมาตรา ส่วนประกอบค่า (rating scale) ตามวิธีของลิเคอร์ท (likert scale) ซึ่งมี 5 ระดับ ได้แก่ ให้ 5 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ให้ 4 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ให้ 3 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ให้ 2 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด
27 ให้ 1 คะแนน หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ยแบบประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด เกณฑ์การแปลความหมายค่าเฉลี่ยแบบประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มีดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 4.51-5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.51-4.50 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 2.51-3.50 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 1.51-2.50 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.50 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด 6. นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ TGT ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้มาปรับปรุง และแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง 7. นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ TGT ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ปรับปรุง และแก้ไขเรียบร้อยแล้ว นำไปทดสอบใช้กับกลุ่มเรียบร้อยแล้ว นำไปทดสอบใช้กับกลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน 25 คน โดยใช้คู่กับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 8. นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ TGT ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไปใช้กับกลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการทดสอบเครื่องมือ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา จำนวน 1 ห้อง จำนวน 25 คน 3.3.3 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ สำหรับ้ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุด กิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีขั้นตอนในการสร้างดังนี้ 1. ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบในการวัดผลและประเมินผลจากตำราต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการ สร้างแบบทดสอบ เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และผลการเรียนรู้ เลือกใช้จำนวน 10 ข้อ
28 3. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำแนะนำในการ ปรับปรุง จำนวน 3 คนเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การ เรียนรู้และความถูกต้องของการใช้ภาษาโดยกำหนดความคิดเห็น ดังนี้ +1 คือ เห็นด้วยว่าข้อสอบนั้นวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ 0 คือ ไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ตามจุดประสงค์ 1 คือ แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ไม่ตรงตามจุดประสงค์ 4. คัดเลือกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากค่าเฉลี่ยความเห็น ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไปจึง ถือว่าแบบทดสอบมีความเที่ยงตรง 5. นำคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ นำแบบทดสอบจำนวน 10 ข้อมาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเชื่อมั่น (reliability) 6. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แล้วนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการทดสอบเครื่องมือ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อำเภอเมือง จังหวัดยะลา จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน 25 คน 3.2.4 การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 1. ศึกษารูปแบบการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ 2. กำหนดโครงสร้างของแบบสอบถามความพึงพอใจ ประกอบด้วย เนื้อหาสาระ รูปแบบของสื่อ และ ประโยชน์ที่ได้รับ 3. สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 จำนวน 5 ข้อ 4. นำแบบวัดความพึงพอใจให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ตรวจสอบความสอดคล้อง (IOC) แล้วนำข้อมูล มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC (index of Item-objective congruence) (อนุวัติ คูณแก้ว, 2555) ซึ่งใช้เกณฑ์การให้คะแนน คือ +1 คือ แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดได้ตรงตามรายการ 0 คือ ไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดได้ตรงตามรายการ -1 คือ แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดได้ไม่ตรงตามรายการ
29 5. พิจารณาความเหมาะสมของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จากค่าเฉลี่ยความเห็น ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป จึงถือว่าแบบสอบถามนั้นมีความเที่ยงตรง 6. นำแบบสอบถามมาหาค่าความเชื่อมั่น (reliability) โดยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบัค (cronbach’s alpha coefficient) (Cronbach อ้างถึงใน สุภาเพ็ญ จริยะเศรษฐ์, 2542) 7. จัดพิมพ์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว จำนวน 5 ข้อ เพื่อนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการทดสอบเครื่องมือ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 1 ห้อง รวม 25 คน 3.2.5 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก ทั้งหมด 10 ข้อ ซึ่งแบบทดสอบทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อ ทดสอบความรู้ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สำหรับนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยมีค่า คะแนนเท่ากับ 10 คะแนน 2.แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาชุดกิจกรรมการโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 แบบสอบถามความพึงพอใจเป็นแบบประเมิน 5 ระดับ (Rating Scale) โดยผู้วิจัยสอบถาม 3 ด้าน คือ ด้านสาระการเรียนรู้ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และด้านสื่อการเรียนรู้ 3.2 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ผู้วิจัยวิเคราะห์และสำรวจปัญหา ศึกษาสภาพปัญหาของนักเรียนโดยการสัมภาษณ์ครูผู้สอนวิชา วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสบการณ์และนักเรียน เพื่อวิเคราะห์ให้ได้รายละเอียด และตรงกับสภาพปัญหาจริงที่เกิดในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์มากที่สุด 2. ศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้และเทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้ เพื่อวิเคราะห์และหาแนวทาง ที่จะนำมาแก้ปัญหาในห้องเรียน 3. เลือกนวัตกรรมหรือวิธีการในแก้ปัญหา 4. การสร้างเครื่องมือวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย - แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT - ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม - แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
30 - แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 5. นำเครื่องมือที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วมาใช้ในการเก็บข้อมูลวิจัยกับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบุดีอำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยมีลำดับขั้นตอนการเก็บข้อมูลดังนี้ - ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบความรู้ก่อนเรียน (Pre-test) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 - ดำเนินการสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใช้เวลาจำนวน 10 ชั่วโมง - หลังจากได้จัดการเรียนการสอนครบทั้ง 10 ชั่วโมงแล้ว ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ฉบับเดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) - รวบรวมข้อมูลแล้วนำคะแนนจากชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม มาวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อใช้ในการสรุปผลการวิจัย 3.4 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านบุดี ทำการวิเคราะห์ ข้อมูลโดยการหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) -นำใบกิจกรรมประจำแต่ละเรื่องในชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนทุกคนมาตรวจและให้คะแนน -นำคะแนนของนักเรียนทุกคนที่ได้จาก ใบกิจกรรมประจำแต่ละเรื่องในชุดกิจกรรมการ เรียนรู้มาหาค่าเฉลี่ยและคิดค่าร้อยละจากคะแนนเต็มทั้งหมดของทุกกิจกรรม ซึ่งเป็นการหาประสิทธิภาพของ กระบวนการ (E1) ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น -เมื่อผู้เรียนเรียนจบทั้งหมด ผู้วิจัยนำคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนมาหาค่า ร้อยละจากคะแนนเต็มทั้งหมด ซึ่งเป็นการหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) ของชุดกิจกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
31 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียนดังนี้ -นำคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน มาคำนวณหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) -วิเคราะห์ข้อมูลหาร้อยละของคะแนนความก้าวหน้าของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เรื่อง การ เปลี่ยนแปลงของสาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 -นำคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 มาหาค่าความเชื่อมั่น โดยใช้สูตรของคูเดอร์และริชาร์ดสัน (Kuder and Richardson: KR-20) -เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระ ต่อกัน (ค่า t-test dependent sample) 3. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับชุด กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีการ ดำเนินการตามลำดับดังนี้ -นำผลการตอบแบบสอบถามของนักเรียนมาตรวจให้คะแนน โดยบันทึกข้อมูลเป็นรายบุคคล ซึ่งใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบสอบถาม ดังนี้ 5 คะแนน หมายถึง มากที่สุด 4 คะแนน หมายถึง มาก 3 คะแนน หมายถึง ปานกลาง 2 คะแนน หมายถึง น้อย 1 คะแนน หมายถึง น้อยที่สุด -นำผลการตอบแบบสอบถามของนักเรียนมาหาค่าเฉลี่ย(x̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 3.5 สถิติที่ใช้ในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับการวิจัยครั้งนี้ คือ 1. สถิติพื้นฐาน มีดังนี้ 1.1 ค่าร้อยละ ร้อยละ = จำนวนที่ต้องการเปรียบเทียบ จ ำนวนเต็ม X 100
32 1.2 ค่าเฉลี่ย̅= ∑ เมื่อ x̅แทน ค่าเฉลี่ย X แทน ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด N แทน จำนวนข้อมูลทั้ง 1.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ΣX แทน ผลบวกของข้อมูลทุกค่า 1.4 การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) สามารถหาได้จากสูตร 3.6 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ 3.6.2.1 การหาความตรงเชิงเนื้อหาทำได้โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบ ( Index of Item Objective Congruence: IOC ) โดยผู้เชี่ยวชาญ IOC = ∑R N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับลักษณะพฤติกรรม ∑ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 3.6.3.2 การทดสอบค่าที (t-test) ชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Sample)เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และการคิด วิเคราะห์ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ใช้สูตรดังนี้ S.D.= √∑ 2−(∑) 2 (−1)
33 เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการพิจารณาใน t – distribution D แทน ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ n แทน จำนวนคู่ของคะแนนหรือจำนวนนักเรียน ∑ D แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดสอบ ∑ D2 แทน ผลรวมของกำลังสองของผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดสอบ
34 บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยมีการวิเคราะห์ ข้อมูลและนำเสนอผลการวิจัยดังนี้ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 นำมาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และค่าร้อยละ ตอนที่ 1 ศึกษาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการ ทาง วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 4.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ตารางที่4.1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง (จำแนกตามเพศ) เพศ จำนวน (คน) ร้อยละ ชาย 14 56 หญิง 11 44 รวม 25 100 จากตารางที่1 แสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างเพชชายจำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 56 และเพศหญิง จำนวน 44 คน คิดเป็นร้อยละ 44 4.2 การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 ตารางที่ 2 ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ร่วมกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม (E1/E2)
35 จำนวนนักเรียน (25 คน) คะแนนการเรียนด้วยชุดกิจกรรม (E1) คะแนนหลัง เรียน (E2) เรื่องการปรับ โครงสร้าง และลักษณะ ของสิ่งมีชีวิต ในแหล่งที่อยู่ เรื่อง ความสัมพันธ์ ในสิ่งแวดล้อม เรื่องการ ถ่ายทอด พลังงาน ของ สิ่งมีชีวิต เรื่อง ความสำคัญ ของ สิ่งแวดล้อม รวม (E1) (5) (5) (5) (5) (20) (10) 1 4 3 5 5 17 8 2 3 4 4 5 16 8 3 4 5 4 5 18 10 4 4 4 4 5 17 8 5 4 4 4 5 17 7 6 4 5 5 5 19 8 7 4 5 5 5 19 9 8 4 5 5 5 19 7 9 3 4 4 5 16 9 10 4 4 4 5 17 7 11 3 4 4 5 16 9 12 4 4 5 5 18 10 13 4 4 5 5 18 7 14 4 4 5 5 18 8 15 4 4 5 5 18 7 16 4 5 5 5 19 8 17 3 4 5 5 17 8 18 3 5 4 5 17 9 19 4 4 5 5 18 9 20 4 5 5 5 19 10 21 4 5 5 5 19 8 22 4 5 5 5 19 9 23 3 4 4 5 16 9 24 3 5 4 5 17 9 25 3 4 4 5 16 9
36 รวม 92 109 114 125 440 210 ค่าเฉลี่ย 3.68 4.36 4.56 5 17.6 8.4 S.D 0.4761 0.56862 0.50662 0 1.091089 0.966092 ร้อยละ 73.6 87.2 91.2 100 88 84 จากตารางที่ 4.2 พบว่าผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มี ประสิทธิภาพ 88/84 (E1) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.6 คิดเป็นร้อยละ 88 และคะแนนประสิทธิภาพหลังกิจกรรม (E2) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.4 คิดเป็นร้อยละ 84 มีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ตอนที่2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรม การ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 4.3 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน โดยใชชุด กิจกรรมวิทยาศาสตร์ เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ตารางที่ 3 การวิเคราะห์การเปรียบเทียบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรม เรื่องสิ่งมีชีวิต กับสิ่งแวดล้อม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ N คะแนนเต็ม x̄ S.D t ก่อนเรียน 25 10 4.84 1.1431 12.5655755 หลังเรียน 25 10 8.4 0.966092 จากตารางที่ 4.3 แสดงให้เห็นว่า คะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มี คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.84 ส่วนหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 8.4 เมื่อนำคะแนนมา เปรียบเทียบพบว่า คะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรม วิทยาศาสตร์ เรื่องสิ่งมีชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5
37 ตอนที่ 4 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ การจัดการเรียนรู้เทคนิคแบบ TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 4.4 ผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ตารางที่ 4.4 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ การจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม รายการ x̄ S.D ความพึงพอใจ 1. นักเรียนพอใจในบทบาทหน้าที่ที่ได้รับในการดำเนิน กิจกรรม 4.48 0.509902 มาก 2. นักเรียนพึงพอใจเวลาในการจัดกิจกรรม 4.32 0.556776 มาก 3. นักเรียนพึงพอใจที่มีส่วนร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน เช่น ตอบคำถามคุณครู 4.48 0.509902 มาก 4. นักเรียนพึงพอใจที่ได้แสดงความคิดเห็นภายในกลุ่ม 5 0 มากที่สุด 5. นักเรียนพึงพอใจสื่อในการจัดการเรียนการสอน 4.64 0.489898 มาก รวมเฉลี่ย 4.584 0.232343 มาก จากตารางที่ 4 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจทีมีต่อชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์การจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจมากสุด (x̄= 4.584, S.D. = 0.232343) เมื่อพิจารณา พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุด คือ ข้อที่ 4 นักเรียนพึงพอใจที่ได้แสดงความ คิดเห็นภายในกลุ่ม (X = 5 , S.D.= 0) และต่ำสุดคือ ข้อที่ 2 นักเรียนพอใจเวลาในการจัดกิจกรรม ( X = 4.32, S.D. = 0.556776)
38 บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิจัย ดังนี้ 1. สรุปผลการวิจัย 2. อภิปรายผลการวิจัย 3. ข้อเสนอแนะ 5.1 สรุปผลการวิจัย จากการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิต กับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ผู้วิจัยได้สรุป ผลการวิจัยดังนี้ 5.1.1 จากการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มี ประสิทธิภาพ ผลการประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับ เหมาะสมมาก มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 89/85.8 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 88/84 5.1.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.5 5.1.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์การเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับความ พึงพอใจมากสุด (x̄= 4.584, S.D. = 0.232343) 5.2 อภิปรายผลการวิจัย
39 จากการวิจัยศึกษาการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่อง สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สามารถอภิปราย ผลได้ดังนี้ 5.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดอย่างมิวิจารณญาณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี 5 หลัง เรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม เป็นสื่อ ที่เน้นความแตกต่าง ของผู้เรียนในการใช้ ความสามารถแต่ละด้านของแต่ละคน เพื่อร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ที่ต่าง ๆ ในชุดกิจกรรม ซึ่งชุดกิจกรรมจะ เน้น สถานการณ์จริง หรือเหตุการณ์ใกล้ตัว การแก้ปัญหาในสถานการณ์หนึ่ง สามารถมีทางแก้ไขสถานการณ์ ได้มากกว่าหนึ่งทาง และแม้นักเรียนจะไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ นักเรียนก็ยังได้ ประสบการณ์ ในกระบวนการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มต่าง ๆ ว่าเหตุใดจึงประสบความสำเร็จหรือไม่ ประสบความสำเร็จ ภายในชั้นเรียนส่งผลให้นักเรียน กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก และสนุกไปกับกิจกรรรม มีความกระตือรือร้นในการเรียน สอดคล้องกับงานวิจัย ของ สาวิตรี หงษา (2560, น. 18 – 24) 5.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่านักเรียน มีความพึงพอใจอยู่ใน ระดับ ความพึงพอใจมากสุด (X = 4.584, S.D. = 0.232343) เนื่องจาการจัดการเรียนรู้ ชุดกิจกรรม วิทยาศาสตร์การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 กระตุ้นให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน รู้จักหน้าที่ของตนเอง ได้ฝึก แก้ไขปัญหาสถานการณ์จริง สอดคล้องกับงานวิจัยของ เกศินี อินถา ภาณุพัฒน์ ชัยวร และอโนดาษ์ รัชเวทย์ (2558) 5.3 ข้อเสนอแนะ 5.3.1 ข้อเสนอแนะเพื่อนาผลการวิจัยไปใช้ ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ลงมือจัดกิจกรรมด้วยตนเอง โดยการเตรียมสื่อและอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งใน การจัดกิจกรรมผู้วิจัยพบปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินกิจกรรม จึงได้เขียนข้อเสนอแนะให้ผู้ที่ สนใจหาแนวทางการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เรื่องสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สู่ห้องเรียน ดังนี้ 5.3.1.1 การสร้างชุดกิจกรรมเพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT ผู้สอนควร วางแผนให้ดีในการสร้างชุดกิจกรรมในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ต้องสร้างให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่เรียน
40 เรื่องนั้นๆ และให้เหมาะสมกับเวลากับเวลาและสถานที่ในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้การดำเนินการจัดการ เรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพครบทุกขั้นตอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ 5.3.1.2 การประเมินผลหลังจากการจัดการเรียนการสอนเสร็จสิ้นลงในแต่ละกิจกรรม จะมีกลุ่มที่ ได้คะแนนสูงสุดและคะแนนต่ำสุดในแต่ละกลุ่มแข่งขัน ซึ่งอาจทำให้นักเรียนเสียใจ เสียความรู้สึก ท้อแท้ ดังนั้น ผู้สอนจึงควรหาวิธีแก้ไขโดยการให้กำลังใจ ให้คำชมทุกกลุ่ม และจะต้องสอนให้นักเรียนรู้จักการยอมรับความ จริงและพยายามฝึกฝนตนเองทุกครั้งเมื่อทำกิจกรรมเสร็จ เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกทุคนร่วมมือกันและตั้งใจทำ กิจกรรมใหม่เพื่อให้ได้คะแนนมากกว่าเดิม 5.3.2 ข้อเสนอแนะเพื่อทำการวิจัยครั้งต่อไป ควรศึกษารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT เพราะสามารถส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเนื่องจากมีการแข่งขันเข้ามาเกี่ยวข้องในการจัดการเรียน การสอน จึงทำให้นักเรียนเกิดความรู้และความสนุกสนานควบคู่กันไป
41 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักวิชาการและมาตร การศึกษา (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา อนุวัฒน์ เดชไธสง. (2553). ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องเวคเตอร์ โดยใช้โปรแกรม C.a.R.สําหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบปฏิบัติการตามแนวคอนสตรัคติวิซึม (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต).กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กรมวิชาการ. (2546). เอกสารประกอบหลักสูตรสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่ม สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ .กรุงเทพฯ: องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. ณัฐวุฒิ วงษ์เจริญ. (2550). การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทิศและ แผนผัง ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 โดยการเรียนรู้ แบบร่วมมือ TGT (วิทยานิพนธ์ศึกษา มหาบัณฑิต) หลักสูตรและการ สอน, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พนมพร ค่ำคูณ. (2556). การพัฒนาชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ เรื่องการ ดํารงชีวิตของพืช เพื่อพัฒนาทักษะการคิดโดยใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักร สืบเสาะหาความรู้ (วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต). ฉะเชิงเทรา: มหาวิทยาลัยราชภัฏ ราชนครินทร์. ทิศนา แขมมณี. (2545). ศาสตร์ การสอน : องค์ความรู้ เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพ (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธีระพัฒน์ ฤทธิ์ ทอง. (2547). 30 รูปแบบการจัดกิจกรรมโดยยึดผู้เรียนเป็ นสําคัญ. กรุงเทพฯ : บริษัทเฟื่ องฟ้ าพริ้นติ้ง.
42 ภาพผนวก ก ชุดกิจกรรม