พื้นที่ท าการเกษตรบ้านทุ่งนา หมู่ที่ 4 ต าบลหนองเป็ด อ าเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นพื้นที่ลาดเชิงเขา ดินเป็นดินร่วนปนกรวด ง่ายต่อการชะล้าง พังทลาย ความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ า เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งต้องลงทุนสูงทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ฯลฯ อีกทั้งการใช้ ปุ๋ยเคมี สารเคมีก าจัดศัตรูพืชและวัชพืชอย่างต่อเนื่อง ท าให้เกิดการตกค้างของ สารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และการปลูกพืชอย่างต่อเนื่องโดยขาดมาตรการ อนุรักษ์ดินและน้ าที่เหมาะสม ท าให้ดินเสื่อมโทรมลง การส่งเสริมท าเกษตรอินทรีย์บนพื้นที่ลาดเชิงเขา เป็นการบริหาร จัดการและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน สร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศน์ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ และเกษตรกรสามารถผลิตสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน การบริหารจัดการ 1 สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน • ปลูกปอเทือง สลับกับถั่วพร้า ปีละ 6 ครั้ง ปลูกต่อเนื่องกัน 2 ปี • ใช้ปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือใช้ในฟาร์ม และน้ าหมักชีวภาพ 2 การจัดการพื้นที่ • บนที่ลาดเชิงเขา ปลูกหญ้าแฝก เพื่อชะลอการไหลของน้ า ดักตะกอนดิน • จัดการพื้นที่และปลูกพืชตามความลาดชัน 2 ระดับ คือ ที่ลาดเชิงเขา ปลูกไผ่ ไม้ผล ป่าใช้สอย ที่ราบ ปลูกกล้วย มะละกอ ฝรั่ง ไม้ผล ผักสวนครัว สมุนไพร 3 • ขุดสระน้ าและบ่อบาดาล ท าการเกษตร และให้น้ าโดยใช้ระบบสปริงเกอร์ 4 การจัดท้าแนว/พื้นที่กันชน • ปลูกไผ่ ป่าใช้สอย ส่วนที่ไม่สามารถปลูก ต้นไม้ได้ ใช้สแลนขึง ป้องกัน สารเคมีจากภายนอก 6 การก้าจัดวัชพืช • ใช้วิธีตัดและคลุมดิน ช่วยรักษาความชื้น และเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน 7 การจัดท้าบัญชีครัวเรือน สร้างแหล่งน้้าในพื้นที่ • เพื่อการบริหารจัดการที่คุ้มค่าต่อการลงทุน 5 การจัดการโรคและแมลงศัตรูพืช • ใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ แทนการใช้สารเคมี ผลส้าเร็จการด้าเนินงาน • พื้นที่ที่ท้าการเกษตรมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น • ลดต้นทุนการผลิต • ผลผลติทางการเกษตรมีความปลอดภัย ไม่มีสารพิษตกค้าง ขายได้ราคาดีขึ้น • เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ภาครัฐให้การสนับสนุน เสริมความสามารถการผลิต และโอกาสทางการตลาด • สุขภาพที่ดีทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค อโนชา เทพสุภรณ์กุล กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน เอกสารฉบับเต็มหัวข้อที่ 32 เกษตรอินทรีย์บนพื้นที่ลาดเชิงเขา จากหนังสือ 37 เทคโนโลยีเพื่อการจัดการดินอย่างยั่งยืน 46
เกษตรอินทรียป์ ัถวีโมเดล เป็นกลุ่ม เกษตรกรชาวสวนผลไม้ในพื้นที่ต าบลปัถวี อ าเภอ มะขาม จังหวัดจันทุบรี ที่ปรับเปลี่ยนวิธีการท า เกษตรแบบดั้งเดิม มารวมกลุ่มกันท าสินค้าเกษตร อินทรีย์ แนวคิดที่ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนการท า การเกษตร เป็นผลมาจากดินมีความอุมสมบูรณ์ต่ า มี ลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย ธาตุอาหารไม่เพียงพอ ต่อความต้องการของพืช โดยเฉพาะไม้ผล รวมถึงมี โรคและแมลงรบกวน ท าให้มีการใช้ปุ๋ยเคมีและ สารเคมีป้องกันก าจัดศัตรูพืชในปริมาณมากอย่าง ต่อเนื่อง ก่อให้เกิดการตกค้างในดินและในผลผลิตซึ่ง ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม รวมถึงสุขภาพของ ผู้ผลิตและผู้บริโภค จึงปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต เป็นรูปแบบเกษตรอินทรีย์มาใช้เพื่อให้ตนเอง ปลอดภัย ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยต่อ ผู้บริโภค เกษตรอินทรีย์ปัถวีโมเดลมีวัตถุประสงค์ เพื่อผลิต สินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพมาตรฐานที่ก าหนด ปราศจากการใช้สารเคมี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิตและผู้บริโภคปลอดภัย ปัจจุบันมีสมาชิกที่ท าการเกษตรตามมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์ Organic Thailand และ มาตรฐาน การรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS เพิ่มขึ้นมีผลผลิตจ านวนมาก สามารถจัดจ าหน่ายทั้ง ในและตลาดต่างประเทศ ในชื่อสินค้า “ปัถวีโมเดล” กลุ่มเกษตรอินทรีย์ปัถวิโมเดล นายรัฐไท พงษ์ศักดิ์ เป็นผู้ริเริ่มท าสวนไม้ผล อินทรีย์ในหมู่บ้านปัถวีที่ ประสบผลส าเร็จ เกษตรกรผู้ที่สนใจรวมตัวกัน จัดตั้งกลุ่มเรียกว่า “กลุ่มเกษตรอินทรีย์ปัถวี โมเดล” เพื่อเป็นศูนย์กลาง ของ เกษตรกรที่ผลิตสินค้า ให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ใน รูปแบบ PGS (Participatory Guarantee System) 1.กลุ่มเกษตรอินทรีย์ ปัถวีโมเดล ด าเนิน กิจกรรมมุ่งเน้น 3 ด้าน 2. ด้านการผลิต 3. ด้านการตลาด 4. ด้านการท่องเที่ยว เชิงเกษตร กิจกรรมพิเศษของกลุ่ม -เที่ยวชม ดูงาน -อบรมการท าเกษตร อินทรีย์ -การเปิดสวนให้เที่ยวฟรี กินฟรี และจ าหน่ายผลผลิต -เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้ เรียนรู้วิธีและขั้นตอนการ ท าเกษตรอินทรีย์ Technology Transfer -สนับสนุนงานของ ภาครัฐ -การสนับสนุน เครื่องจักรแปรรูป ผลิตภัณฑ์ผลไม้อินทรีย์ จากบริษัทเอกชน -สนับสนุนปัจจัยการ ผลิตจากภาครัฐ นายรัฐไท พงษ์ ศักดิ์ประธานกลุ่ม กลุ่มเกษตรอินทรีย์ ปัถวีโมเดล การบริหาร จัดการกลุ่ม กิจกรรมพิเศษของ กิจกรรมกลุ่ม การสนับสนุนจาก ภาครัฐและเอกชน เกษตรอินทรีย์ปัถวีโมเดล ประภา ธารเนตร กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน 47
ข้อก ำหนด 3 ประกำร ในการขับเคลื่อนงานของ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ปัถวีโมเดล 1. มีแหล่งน ำเฉพำะที่ใช้ในกำรท ำเกษตร โดยการขุด สระเก็บน้ าเอง หรือใช้น้ าจากแหล่งน้ าสาธารณะที่มั่นใจว่า ไม่มีการปนเปื้อนสารเคมี 2. ปฏิบัติตำมข้อก ำหนดในกำรผลิตตำมมำตรฐำน เกษตรอินทรีย์ (มกท.) ดังนี้ 2.1) มีระยะปรับเปลี่ยนสู่การเป็นเกษตรอินทรีย์ไม้ผล 8 เดือน พืชผัก/สมุนไพร 12 เดือน 2.2) มีแมลงที่เป็นประโยชน์ (ผึ้ง, ตัวห้ า, ตัวเบียน) 2.3) ปลูกพืชสมุนไพรและไม้ป่า สร้างระบบนิเวศน์ 2.4) ท าระบบน้ า เพื่อบ าบัดน้ าและการให้ปุ๋ยทางน้ า 2.5) มีสถานที่ท าและเก็บรักษาน้ าหมักสมุนไพร 2.6) ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีก าจัดศัตรูพืชและวัชพืช 2.7) ท าแนวกันชนที่ชัดเจน เพื่อป้องกันสารเคมีทางดิน ทางน้ า และทางอากาศ เช่น แนวกันชนแบบพืช เป็นต้น 2.8) ไม่ใช้เครื่องมือการเกษตรร่วมกับพื้นที่ที่ใช้สารเคมี 2.9) ไม่ใช้อุปกรณ์การเก็บเกี่ยวและการขนส่งร่วมกับ ผลผลิตที่ใช้สารเคมี 2.10) มีป้ายชื่อสวน 2.11) ต้องมีสมุดบันทึกข้อมูลการผลิต สถิติผลผลิต 2.12) สัตว์เลี้ยงต้องมีอิสระ 2.13) มีความเป็นธรรมต่อแรงงาน 2.14) การผลิตแบบประณีต ทั้งก่อนเก็บเกี่ยวระหว่างเก็บ เกี่ยว และหลังเก็บเกี่ยว 2.15) เก็บผลผลิตแล้ว ไม่วางผลผลิตลงบนพื้นดิน 2.16) จัดเก็บสวนให้สะอาด เรียบร้อย มีความเหมาะสม 2.17) ขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการไม่ฉีดพ่น สารเคมีก าจัดวัชพืชริมทาง และไม่พ่นหมอกควันฆ่ายุงใน พื้นที่การเกษตร 2.18) ใช้ระยะเวลาปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่จากเกษตรเคมี เป็นเกษตรอินทรีย์ 3 ปี (ตามมาตรฐาน PGS ทั่วไป) 3. ต้องเป็นสมำชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee System; PGS) 3.1) สมาชิกมีใจรักที่จะท าเกษตรอินทรีย์ และต้องการ ผลิตสินค้าอินทรีย์เหมือนกัน 3.2) ใช้ชีวิตตามหลักเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง ประโยชน์ที่ได้รับจำกกลุ่มปัถวีโมเดล คือ 1. ได้ผลผลิตสินค้าทางการเกษตรที่ปลอดภัย และไม่มี สารเคมีเจือปนในทุกขั้นตอนการผลิต 2. ระบบนิเวศน์ดีขึ้นทั้ง (ดิน น้ า พืช อากาศ) 3. สุขภาพดีขึ้นทั้งตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภค 4. มีโอกาสทางการตลาด เอกสารฉบับเต็ม หัวข้อที่ 33 กลุ่มเกษตรอินทรีย์ปัถวีโมเดล หัวข้อที่ 34 เกษตรอินทรีย์ปัถวีโมเดล จากหนังสือ 37 เทคโนโลยีเพื่อการจัดการดินอย่างยั่งยืน 48
49
ต ำบลวังโตนด อ ำเภอนำยำยอำม จังหวัดจันทบุรี 1. ถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยอบรม ดูงาน แปลงสาธิต นิทรรศการ และสื่อสิ่งพิมพ์ 2. สร้างเครือข่ายศูนย์เรียนรู้เรื่องดิน น า้ปุ๋ย 3. เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ 4. จ าหน่ายผลิตภัณฑ์ เช่น เมล็ดพันธุ์ ผลิตภัณฑ์พริกไทยสดและแปรรูป 5. จัดแสดงผลงานนอกสถานที่ 6. น าเสนอการวิเคราะห์ทางตลาด 1. คัดเลือกสถานที่และเกษตรกรเป็นศูนย์เรียนรู้ฯ 3. จัดท าแปลงสาธิต ได้แก่ การปลูกพริกไทยคุณภาพ ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ 7. จ าหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ เช่น เมล็ดพันธุ์ ผลิตภัณฑ์จากพริกไทย 4. จัดให้มีการอบรม ศึกษา ดูงาน และเยี่ยมชม 5. สร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีร่วมกัน จัดหาเมล็ดพันธุ์พริกไทย 2. ประชาสัมพันธ์ เช่น แสดงนิทรรศการ ประชาสัมพันธ์ผ่าน YouTube 6. เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม/เครือข่ายจากการเรียนรู้ดูงาน 8. จัดตั้งธนาคารปุ๋ยอินทรีย์รวมกลุ่มเกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยหมัก) 9. สร้างความเข้มแข็งให้แก่ศูนย์การเรียนรู้อย่างสม า่เสมอ ศ ู นย์เร ี ยนร ู ้ เร ื่อง ดิน น ้ำ ป ุ ๋ ย และกำรผลิตพริกไทยคุณภำพ แหล่งเรียนรู้ ด้ำนกำรจัดกำรดินตื้น ดินกรด ดินเสื่อมโทรม และสร้ำงเครือข่ำย เพื่อผลิต พริกไทยคุณภำพ เกษตรกรเจ้ำของศูนย์เรียนรู้ ฯ เป็นผู้มีควำมรู้และมีควำมภำคภูมิใจใน ควำมส ำเร็จจำกกำรใช้เทคโนโลยีและมีควำมพร้อมที่จะถ่ำยทอดควำมรู้นั้นไปสู่ชุมชนข้ำงเคียง โดยมีแปลงสำธิตให้เยี่ยมชมดูงำน มีกระบวนกำรถ่ำยทอด และท ำหน้ำที่เป็นวิทยำกรบรรยำย กระบวนกำรด ำเนินงำนเพื่อขับเคลื่อนของศูนย์ฯ ขั้นตอนกำรด ำเนินงำน เกิดแหล่งเรียนรู้ดูงาน เพื่อศึกษาหาข้อมูล น าไปแก้ไขปัญหาใน การประกอบอาชีพ เกิดการแลกเปลี่ยน องค์ความรู้ซึ่งกันและกัน จุดแข็งของศูนย์เรียนรู้ ศูนย์เรียนรู้เรื่อง ดิน น ้ำ ปุ๋ย และกำรผลิตพริกไทยคุณภำพ เกิดความมั่นคงในอาชีพ มีเครือข่ายข้อมูล การผลิตและการตลาด สมจินต์วานิชเสถียร กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน เอกสารฉบับเต็ม หัวข้อที่ 36 ศูนย์เรียนรู้เรื่อง ดิน น้ำ ปุ๋ย และการผลิตพริกไทยคุณภาพ จากหนังสือ 37 เทคโนโลยีเพื่อการจัดการดินอย่างยั่งยืน 50
การจัดการดินกรด เพ ื ่ อปลูกพริกไถยคุณภาพ การใช้ปูนโดโลไมท์ตามค่า LR ปรับปรุงดินกรด และปลูกถั่วพร้าบ ารุงดิน เพื่อปลูกพริกไทยคุณภาพ ในปี 2552 ภาคตะวันออกนิยมปลูกพริกไทย เพื่อแก้ปัญหาราคาผลไม้ตกต่ า เนื่องจากพริกไทยมีช่องทาง การตลาดที่ดีกว่า และสามารถเก็บผลผลิตไว้ได้นาน แต่ด้วยสภาพดินที่เป็นกรด จึงเป็นอุปสรรคต่อ การเจริญเติบโตใบและล าต้นเหลือง แล้วตายในที่สุด 1. เก็บตัวอย่างดิน เพื่อวิเคราะห์ค่า pH และค่าความต้องการปูน (Lime requirement (LR)) 2. หว่านปูนโดโลไมท์ตามค่าการวิเคราะห์ดิน 3. ไถพรวนดิน ลึก 15 - 120 ซม. 4. ในพื้นที่ดินลูกรัง ใช้รถแบคโฮลขุดหลุมปลูก ลึก 8 ซม. 5. พักดิน 3 - 4 เดือน 6. ปลูกพริกไทยระยะ 2 x 2 เมตร 7. ใส่ปูนโดโลไมท์อัตราเดิมอีกครั้ง เมื่อพริกไทยอายุ 3 เดือน 8. ปลูกถั่วพร้าแซมระหว่างแถวต้นพริกไทย การจัดการดินกรด เพื่อปลูกพริกไถยคุณภาพ (อินถรีย์) ได้ผลผลิตพริกไทยเฉลี่ย 2 ตัน/ไร่/ปี ราคาขายผลผลิต 80 - 300 บาท/กก. ผลผลิต ณรงค์เดช ฮองกูล กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน 51
8.3 ล้าน ha Latin America North America 3.6 ล้าน ha เกษตรอินทร ี ย ์ แบบม ี ส ่ วนร ่ วม PGS คํานิยาม : เกษตรอินทรีย์ Asia 5.9 ล้าน ha 36 ล้าน ha Oceania 16.5 ล้าน ha 0.057 ล้าน ha Europe Thailand พ ืนท ีเกษตรอินทรีย์โลก พ นืที เกษตรอินทรยีอ์ ินทรยีท์ ัว โลก ครอบคลมุ 178 ประเทศ มเีนื อที รวม 72.3 ล้านเฮกตาร์ ออสเตรเลีย 35.7 ล้านเฮกตาร์ อารเ์จนตินา 3.7 ล้านเฮกตาร์ สเปน 2.4 ล้านเฮกตาร์ 1. 2. 3. พ ืนท ีเกษตรอินทรีย์ไทย มพี นืที ทําเกษตรอินทรยี ์เปน อันดบัที 58 ใน 178 ประเทศ มพี นืที ทัง หมด 222,137 ไร่ เกษตรกรทัง หมด 15,974 ราย + 408 กล่มุ PGS คือกระบวนการรบัรองแบบมีสว่นรว่มท ีสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ(IFOAM) พฒันาข ึน ต ังแต่ป 2548 นบัเปน อีกระบบหน งึของการรบัรองผู้ผลิตตามหลักการและมาตรฐานเกษตรอินทรยี ์ โดยการมสีว่นรว่มอยา่งเขม้แขง็ต่อเน ืองของผู้มีสว่นได้สว่นเสียของชุมชน ภายใต้หลักการพ นืฐาน ความโปรง่ ใส ความไว้วางใจซ งึกันและกัน มกีารสร้างเครือขา่ยทางสังคมด้วยการแลกเปล ียนเรยีนรู้ เพื อกระต้นุใหเ้กษตรกรพัฒนาการผลิตเข้าสูม่าตรฐานเกษตรอินทรยี ์มากยิ งข ึน Participatory Guarantee Systems (PGS) คือ ? การมสีว่นรว่ม หลักการ พจีเีอส กระบวนการเรยีนรู้ สมัพนัธ์แนวราบ แลกเปลย ี นความเหน็ ความโปรง่ ใส ความไว้วางใจ หมายถึง ระบบการจัดการผลิตด้าน การเกษตรแบบองค์รวม ที เก ือหนุนต่อระบบนิเวศ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ วงจรชีวภาพ โดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติหลีกเลี ยงการใช้ วัตถุดิบจากการสังเคราะห์และไม่ใช้พืช สัตว์หรอื จุลินทรยี ์ที ได้มาจากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม (genetic modification) มีการจัดการกับ ผลิตภัณฑ์โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวัง เพ ือรกัษาสภาพการเป นเกษตรอินทรยี ์และคุณภาพ ที สาํคัญของผลิตภัณฑ์ในทุกขัน ตอน ผลสา ํ เร ็ จ ของ PGS เชิงเศรษฐกิจ เกษตรกรมคีวามสามารถกําหนดราคาผลผลิตได้เอง ลดปญ หาความผนัผวนทางราคาผลผลิต หรือถกูกดราคาจากพอ่ค้า คนกลาง ลดต้นทนุของปจ จัยการผลิต ลดปรมิาณวัสดเุหลือใชท้างการเกษตรในไรน่า ทําให้เกษตรกรมีรายได้เพ ิมข ึน เชิงคุณภาพและ ปริมาณ เกิดกล่มุผผู้ ลิตเกษตรอินทรีย์ข นึซ งึเปน กล่มุท ีมคีวามเขม้แขง็มกีลุ่มเกษตรกรเพิ มข ึน จากเริ มแรก เกษตรกรและ ประชาชนในชุมชนมสีขุภาพท ีดีข นึเกิดต้นแบบธนาคารปุย อินทรีย์และธนาคารเมล็ดพืชปุ ยสด รวมถึงเกิดแบรนด์ ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรียท์ ีมีคณุภาพผา่นการรบัรอง และเปน ท ีพึงพอใจต่อผู้บริโภค เชิงส ิงแวดล้อม ความหลากหลายทางชวีภาพในท้องถิ นเพม ิข นึซ งึเปน ดัชนชี ีวัดความสมดุลของระบบนิเวศ บง่บอกถึงความสมบูรณ์ของ ทรพัยากรธรรมชาติท ีได้รบัการฟ น ฟู 52 ปราโมทย์แย้มคลี่กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิ ความเขมแสง ปริมาณน้ำฝน และการปลอยกาซเรือนกระจกสงผลทำใหภาคการเกษตรมีความแปรปรวน นับตั้งแต ป พ.ศ. 2543 จนถึงปจจุบันภาคเกษตรของไทย มีการปลอยกาซเรือนกระจก มากเปนอันดับ 2* รองจากภาคพลังงาน NO2 NH4 CO2 เพราะกระบวนการทางธรรมชาติ และกิจกรรมทางการเกษตร ปกติตนไมทำหนาที่ดูดซับและกักเก็บ กาซคารบอนไดออกไซดจากบรรยากาศสูดิน แตเมื่อถูกปรับเปลี่ยนเปนพื้นที่เพาะปลูก และทุงหญา ทำใหการกักเก็บคารบอน ในดินลดลงเกิดการปลอดปลอยสูบรรยากาศ เพิ่มขึ้น เปนสาเหตุหนึ่งของกาซเรือนกระจก 1 2 3 4 5 CO2 CO2 CO2 CO2 CO2 CO2 CO2 CO2 CO2 CO2 CO2 CO2 CO2 *แหลงที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม, 2564 การนำเศษซากพืชกลับลงดินหรือปลูกพืชคลุมดิน สามารถชดเชยการสูญเสียคารบอนจากการไถพรวน ปลูกพืชหมุนเวียน โดยเฉพาะพืชที่มีระบบรากยาว ชวยการกักเก็บคารบอนในดินไดดียิ่งขึ้น การปลูกพืชปุยสดและใสปุยหมัก เพื่อเพิ่มศักยภาพดิน การเกิดเม็ดดิน และประสิทธิภาพการกักเก็บคารบอนที่ดี ฟนฟูดินดวยวัสดุธรรมชาติ เพื่อที่จะค้ำจุนจุลินทรีย, เพิ่มการเจริญเติบโตของพืช ขณะเดียวกัน ที่ดินในภาคการเกษตรมีบทบาทสำคัญ ในการเปนแหลงกักเก็บคารบอนที่ใชพลังงานและตนทุนที่ต่ำ โดยการบริหารจัดการที่ดินอยางถูกตอง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก... จะรับมืออยางไรในภาคการเกษตร? บรรเจิดลักษณ จินตฤทธิ์ CO2 CO2 CO2 CO2 ใสปุยในอัตราที่เหมาะสม เพื่อการผลิตพืช CO2 กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน 53
ผูนำการวิจัยพัฒนาการจัดการที่ดิน สรางนวัตกรรมนำสูความยั่งยืนทางการเกษตรบนพื้นฐานพอเพียง กองวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน Research and Development for Land Management Division