The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การประกวดโครงงาน ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 11

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pextw, 2021-09-11 05:51:34

การนำเสนอโครงงานชีววิทยา แบบโปสเตอร์

การประกวดโครงงาน ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 11

Enrichment Program of Science
Mathematics Technology and Environment

การนําเสนอโครงงานของนักเรยี นโครงการหอ้ งเรยี นพเิ ศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสงิ แวดล้อม
โรงเรยี นอยุธยาวิทยาลัย

ผจู้ ัดทําโครงงาน : นางสาวภัทรด์ าพร ศตั รูครา้ ม , นางสาวจัสมนิ มดุ ประดิษฐ , นางสาวปณฑารยี ์ อรญั ศกั ดิ ครูทปี รกึ ษาโครงงาน : อาจารยส์ ธุ าสนิ ี เนคมานรุ กั ษ์

การเปรยี บเทยี บการเจรญิ เติบโตของต้นเมโลแคคตัสระหว่างการปลกู
ด้วยดินผสมและการปลกู ด้วยนา

บทคัดยอ่ วิธกี ารดําเนินการ

โครงงานชวี วิทยา เรอื ง การเปรยี บเทียบการเจรญิ เติบโตของต้นเมโลแคคตัสระหว่างการปลกู ด้วยดินผสมและการปลกู สตู รดินสตู รที 1 : ใบก้ามปูรอ่ น ดินผสมปุยคอก ขุยมะพรา้ ว ทรายหยาบ เพอรไ์ ลท์ หินภูเขาไฟ สตารเ์ กิล จี ปุยออสโมโคท
ด้วยนา ประกอบด้วยการปลกู ดด้วยดินผสมและสตู รนา มีวัตถปุ ระสงค์เพอื สตู รดินสตู รที 2 : ปุยมูลไก่ ดินผสมปุยคอก ขุยมะพรา้ ว ทรายหยาบ เพอรไ์ ลท์ หินภูเขาไฟ สตารเ์ กิล จี ปุยออสโมโคท
1) เพอื หาประสทิ ธภิ าพในการเจรญิ เติบโตของ Melocactus amoenus ในสตู รดินผสมต่างๆ สตู รดินสตู รที 3 : ดินมูลไสเ้ ดือน ขุยมะพรา้ ว ทรายหยาบ เพอรไ์ ลท์ หินภูเขาไฟ สตารเ์ กิล จี ปุยออสโมโคท
2) เพอื หาประสทิ ธภิ าพในการเจรญิ เติบโตของ Melocactus amoenus ในสตู รนา สตู รดินสตู รที 4 : มูลไสเ้ ดือน ขุยมะพรา้ ว ทรายหยาบ เพอรไ์ ลท์ หินภูเขาไฟ สตารเ์ กิล จี ปุยออสโมโคท
3) เพอื เปรยี บเทียบประสทิ ธภิ าพในการเจรญิ เติบโตของ Melocactus amoenusระหว่างสตู รดินผสม และสตู รนาทีต่าง --------
กัน สตู รนาสตู รที 1 :นาปะปา
สตู รนาสตู รที 2 :นาปะปาผสมปุยAB
ในการทดลองที 1 นําเมโลแคคตัสลงปลกู ในดินทีผสมใบก้ามปู ดินทีผสมปุยมูลไก่ ดินมูลไสเ้ ดือน และสตู รมูลไสเ้ ดือน สตู รนาสตู รที 3 :นาปะปาผสมปุยมูลไก่
ตามลําดับ แล้วบนั ทึกนาหนัก รอบวง สว่ นสงู จากการทดลองพบว่าสตู รมูลไสเ้ ดือนทําให้เมโลแคคตัสมีการเจรญิ เติบโต
มากทีสดุ ในการทดลองที 2 นําเมโลแคคตัสลงปลกู ในนาประปา นาทีผสมปุยAB และ นาผสมมูลไก่ ตามลําดับ แล้ว การทดลองที 1 หาประสทิ ธภิ าพในการเจรญิ เติบโตของเมโลแคคตัสในสตู รดินผสมต่างๆ
บนั ทึกนาหนัก รอบวง สว่ นสงู จากการทดลองพบว่า นาทีผสมปุยABสง่ ผลต่อการเจรญิ เติบโตของเมโลแคคตัสมากทีสดุ ขนั ที 1 เทดินแต่ละสตู รลงในถาดทีเตรยี มใชป้ ลกู เมโลแคคตัส แล้วเกลียดินให้ทัวถาด
จากการทดลองทังสองพบว่าการปลกู ด้วยดินผสมทีใชม้ ูลไสเ้ ดือนสามารถทําให้เมโลแคคตัสเจรบิ เติบโตได้ดีกว่ากว่าการ ขนั ที 2 ชงั นาหนัก วัดรอบวง วัดสว่ นสงู ของเมโลแคคตัสทีจะใชป้ ลกู แล้วจดบนั ทึก
ปลกู ด้วยนาทีผสมปุยAB ขนั ที 3 ใชไ้ ม้จิมหน้าดินให้เปนหลมุ ไมต่ ้องลึกมาก แล้วนําเมโลแคคตัสลงปลกู ในหลมุ
ขนั ที 4 ชงั นาหนัก วัดรอบวง วัดสว่ นสงู ของเมโลแคคตัสทกุ ๆ7วัน แล้วจดบนั ทึก
ทมี าและความสาํ คัญ ขนั ที 5 รดนาให้ทัวทังถาด ทัง4ถาด (รดนา7วันครงั )

ในปจจุบนั แคคตัส(Cactus) หรอื กระบองเพชรจิวกําลังเปนทีนิยมเลียงของผู้บรโิ ภคจํานวนมาก ด้วยรูป การทดลองที 2 หาประสทิ ธภิ าพในการเจรญิ เติบโตของเมโลแคคตัสในสตู รนา
รา่ งหน้าตาทีมีเสนห่ ์แปลกตา การดแู ลทีง่ายไมย่ ุง่ ยาก และความสนุกในการพฒั นาสายพนั ธุ์ สง่ ผลให้มีความ ขนั ที 1 เทนาแต่ละสตู รลงในกระปุกทีเตรยี มไว้ ติดเทปกาวปดปากกระปุก แล้วเจาะรูเล็ก ๆ
ต้องการผลิตมากขนึ โดยการขยายพนั ธุแ์ คคตัสมีหลายวิธี โดยปจจัยในการเจรญิ เติบโตทีสาํ คัญคือ แสง ขนั ที 2 ชงั นาหนัก วัดรอบวง วัดสว่ นสงู ของเมโลแคคตัสทีจะใชป้ ลกู แล้วจดบนั ทึก
อุณหภูมิ ความชนื และดิน ซงึ ดินต้องมีลักษณะรว่ นพรุน มีความโปรง่ จึงมีสตู รดินทีหลากหลายมาก จึงสง่ ผล ขนั ที 3 นําเมโลแคคตัสทีชงั นาหนัก วัดรอบวง วัดสว่ นสงู แล้วลงปลกู
ให้การเจรญิ เติบโตของแคคตัสแตกต่างกัน ขนั ที 4 ชงั นาหนัก วัดรอบวง วัดสว่ นสงู ของเมโลแคคตัสทกุ ๆ7วัน แล้วจดบนั ทึก
ขนั ที 5 เปลียนนาทีใชป้ ลกู เมโลแคคตัสทกุ ๆ7วัน
ทางคณะผู้จัดทําจึงมีความสนใจทีจะสบื ค้นและทดลองศึกษาเปรยี บเทียบการเจรญิ เติบโต Melocactus
amoenus ในสตู รดินและสตู รนาทีต่างกัน เพอื เปนตัวชว่ ยในการตัดสนิ ใจเลือกใชด้ ินในการปลกู แคคตัส ให้ การทดลองที 3
กับผู้เลียงหรอื ผู้ทีสนใจในการเลียงแคคตัส เปรยี บเทียบประสทิ ธภิ าพในการเจรญิ เติบโตทีดีทีสดุ ของเมโลแคคตัสระหว่างสตู รดินผสมต่างๆ และสตู รนา
ขนั ที 1 เลือกสตู รดินและสตู รนาทีทําให้เมโลแคคตัสมีการเจรญิ เติบโตทีดีทีสดุ
ขนั ที 2 เปรยี บเทียบดวู ่าสตู รไหนเกินการเจรญิ เติบโตได้ดีกว่า

วัตถปุ ระสงค์ ตารางเเสดงผลการทดลอง

1) เพอื หาประสทิ ธภิ าพในการเจรญิ เติบโตของ Melocactus amoenus ในสตู รดินผสม ต่างๆ สูตร 1 2 3 4 5 6 7
2) เพอื หาประสทิ ธภิ าพในการเจรญิ เติบโตของ Melocactus amoenus ในสตู รนา (ดนิ ) (ดนิ ) (ดิน) (ดิน) (นาํ ) (นาํ ) (นํา)
3) เพอื เปรยี บเทียบประสทิ ธภิ าพในการเจรญิ เติบโตของ Melocactus amoenusระหว่างสตู รดินผสม และสตู ร นาํ หนกั 0.468 0.384 0.132 0.697 0.318
นาทีต่างกัน (กรัม) 0.410 0.604
0.331 1.032 1.076 2.126 0.905
สรุปและอภิปรายผล รอบวง 0.711 2.199
(มิลลเิ มตร) 2.680 1.984 1.334 4.086 3.708
ในการทดลองที 1 นําเมโลแคคตัสลงปลกู ในดินทีผสมใบก้ามปู ดินทีผสมปุยมูลไก่ ดินมูลไสเ้ ดือน 3.008 5.724
และสตู รมูลไสเ้ ดือน ตามลําดับ แล้วบนั ทึกนาหนัก รอบวง สว่ นสงู จากการทดลองพบว่าสตู รมูล ความสูง
ไสเ้ ดือนทําให้เมโลแคคตัสมีการเจรญิ เติบโตมากทีสดุ รองลงมาคือ ดินมูลไสเ้ ดือน ดินทีผสมใบ (มิลลิเมตร)
ก้ามปู และดินทีผสมปุยมูลไก่ ตามลําดับ ในการทดลองที 2 นําเมโลแคคตัสลงปลกู ในนาประปา
นาทีผสมปุยAB และ นาผสมมูลไก่ ตามลําดับ แล้วบนั ทึกนาหนัก รอบวง สว่ นสงู จากการทดลอง
พบว่า นาทีผสมปุยABสง่ ผลต่อการเจรญิ เติบโตของเมโลแคคตัสมากทีสดุ รองลงมาคือ นาผสม
ปุยมูลไก่และนาประปา ตามลําดับ จากการทดลองทังสองพบว่าการปลกู ด้วยดินผสมทีใชม้ ูล
ไสเ้ ดือนสามารถทําให้เมโลแคคตัสเจรบิ เติบโตได้ดีกว่ากว่าการปลกู ด้วยนาทีผสมปุยAB

สรุปผล

จากการทดลองพบว่า สูตรดินผสมทีทําให้เมโลแคคตัสมีการเจริญเติบโตมากทีสดุ คือ สตู รมูลไสเ้ ดือน
จากการทดลองปลูกเมโลแคคตัสในนาพบว่า นาทีผสมปุยAB ทําให้เมโลแคคตัสเจรญิ ได้ดีทีสดุ
และจากการทดลองทังสองพบว่า สูตรมูลไสเ้ ดือนทําให้เมโลแคคตัสเจริญเติบโตได้ดีกว่าสตู รนาทีผสมปุยAB

โรงเรยี นโครงการหอ้ งเรยี นพเิ ศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสงิ แวดล้อม
เครอื ขา่ ยภาคกลางตอนบน วันที 15 - 16 กันยายน พ.ศ. 2564

การศึกษาสภาวะทีเหมาะสมต่อการเลียงและการเจรญิ เติบโตของ Artemia salina

จดั ทําโดย : กวสิ รา โสดาวงค์ , จติ ลดา ตังคปุ ตานนท์
ครทู ีปรกึ ษา : นางแพรทิพย์ คล้ายเจรญิ สขุ ,นายรณชยั กลินกล้า

บทคัดยอ่ ขนั ตอนการทดลอง

การจดั ทําโครงงานในครงั นมี วี ตั ถปุ ระสงค์เพอื ศึกษาสภาวะทีเหมาะสมต่อการ ขนั ตอนการเตรยี ม สภาพแวดล้อมทีใชเ้ ลียง Artemia Salina

เลียงและการเจรญิ เติบโตของ Artemia Salina ในปพ.ศ.2556-2557เกิดปญหา 1.ใสน่ าํ ในโถทีจะเลียง 3600 กรมั ต่อเกลือทะเล 108 กรมั
2.ต่อสายออกซเิ จน กับลกู ยาง เพอื ทีจะใหอ้ อกซเิ จนแก่ Artemia Salina
โรคระบาดในก้งุ สง่ ผลใหม้ กี ้งุ ทีติดเชอื และตายเปนจาํ นวนมาก เกษตรกรทีประสบ 3.เลียง Artemia Salina ในอุณหภมู หิ อ้ ง 25 องศาเซลเซยี ส

ปญหาดงั กล่าวจงึ คิดแก้ปญหาโดยใชย้ าปฏิชวี นะแต่หากใชต้ ิดต่อกันเปนเวลานาน ขนั ตอนการทดสอบประสทิ ธภิ าพของโปรไบโอติก

อาจสง่ ผลเสยี ต่อผบู้ รโิ ภคก้งุ ได้ จงึ หนั มาใชโ้ ปรไบโอติกซงึ เปนจุลินทรยี ท์ ีมี 1.เลียง Artemia Salina จาํ นวน 150 ตัว เปนเวลา 25 วนั ติดต่อกัน
โดยใหย้ สี ต์เปนอาหารหลัก 1 ชอ้ นตักสาร เปนประจาํ ทกุ วนั เวลา 3 โมงเยน็
ประโยชนแ์ ละไมเ่ ปนพษิ โดยการศึกษาโปรไบโอติกในยาคลู ท์ ในขนั แรกจะเรมิ สงั เกตและดกู ารเปลียนแปลงทกุ วนั
2.เลียง Artemia Salina จาํ นวน 150 ตัว เปนเวลา 25 วนั
ตังแต่ฟกไขA่ rtemia Salina จาํ นวน 1 ชอ้ น เพอื ศึกษาวฏั จกั รการเจรญิ เติบโต โดยใหย้ สี ต์เปนอาหารหลัก และ
เพมิ โปรไบโอติก วนั ละ 2 หยดพรอ้ มยสี ต์ 1 ชอ้ นตักสาร เปนประจาํ ทกุ วนั
ขนั ตอนต่อมาทดสอบจากการเลียง Artemia Salina จาํ นวน 150 ตัว จาํ นวน เวลา 3 โมงเยน็ สงั เกตและดกู ารเปลียนแปลงทกุ วนั

2โถ ในนาํ 3600 กรมั และใสเ่ กลือทะเลจาํ นวน 108 กรมั เพอื จาํ ลองสภาพ

แวดล้อมการอยูข่ องArtemia Salina และใหย้ สี ต์เปนอาหารเปนประจาํ ทกุ วนั ในโถ

แรกเลียงโดยใหแ้ ต่ยสี ต์ทีเปนอาหาร โถทีสองเลียงโดยใหโ้ ปรไบโอติกและยสี ต์

เพอื เปนการเปรยี บเทียบอัตราการอยูร่ อดของArtemia Salina จะอยูร่ อดไดด้ ใี น

สภาวะใด ผลการทดลองพบวา่ โถแรกเมอื เลียงดว้ ยยสี ต์อยา่ งเดียวจาํ นวน150ตัว

รอดทังหมด42ตัว โถที2เลียงดว้ ยโปรไบโอติกและยสี ต์ 150ตัว รอดจาํ นวน47ตัว

ทีมาและความสาํ คัญ ผลการทดลอง 50
40
ก้งุ เปนสตั วเ์ ศรษฐกิจทีสาํ คัญประเทศไทยมมี ูลค่าการสง่ ออกก้งุ มากกวา่ การนาํ เขา้ ทางผทู้ ดลองไดท้ ําการซอื อุปกรณเ์ พอื จดั ทําบอ่ เลียง 30
อยา่ งไรก็ตามในปพ.ศ. 2556-2557 เกิดปญหาโรคระบาดในก้งุ เชน่ โรคตายดว่ นในก้งุ Artemia salina ใหเ้ หมาะสมกับสภาพแวดล้อมที Artemia salina 20
สง่ ผลใหม้ กี ้งุ ทีติดเชอื และตายเปนจาํ นวนมากและสง่ ผลต่อมูลค่าการสง่ ออกก้งุ ของ สามารถอยูไ่ ดแ้ ละทางผจู้ ดั ทําไดท้ ําการทดลองเลียงเปนเวลา 10
ประเทศไทยใหม้ คี ่าลดลงทางเกษตรกรทีประสบปญหาดงั กล่าวจงึ คิดแก้ปญหาโดยการ 25 วนั และพบวา่ Artemia salina มขี นาดใหญข่ นึ จนสามารถมอง
ใชย้ าปฏิชวี นะอยา่ งไรก็ตามการใชย้ าปฏิชวี นะปรมิ าณมากและติดต่อกันเปนเวลานาน เหน็ ไดด้ ว้ ยตาเปล่า และเมอื นบั จาํ นวนอัตราอยูร่ อดของโถทีใส่ 0
ยอ่ มเกิดผลเสยี ต่อผบู้ รโิ ภค โปรไบโอติก และไมใ่ สแ่ ล้วพบวา่ อัตราการอดไมไ่ ดแ้ ตกต่างกันมาก ยีสตอ ยา งเดียว ยีสตแ ละโปรไบโอติก
นกั โถทีไมไ่ ดใ้ สโ่ ปรไปโอติก มอี ัตราการอยูร่ อดที 42 ตัว และโถทีใส่
ทางผจู้ ดั ทําจงึ เล็งเหน็ วา่ โปรไบโอติกและสารสกัดจากใบฝรงั มสี ารในการยบั ยงั โปรไบโอติกรอด 47 ตัว จากทังหมด 150 ตัว
เชอื ก่อโรคตระกลู วบิ รโิ อ ซงึ เปนแบคทีเรยี แกรมลบมรี ปู รา่ งแท่ง สามารถสรา้ งแฟลก
เจลลาทีมอี ยูห่ นงึ เสน้ ทีปลายขวั ดา้ นหนงึ เจรญิ เติบโตไดด้ ใี นอาหารทีมคี ่าpH9-10 และ อภิปรายผลการทดลอง
เกลือแกงรอ้ ยละ2-4จงึ ทําใหต้ ระกลู วบิ รโิ อเจรญิ เติบโตไดด้ ใี นสภาพแวดล้อมทีใชใ้ นการ
เลียงก้งุ ในระยะเวลา25วนั ทีไดท้ ําการทดลองเลียง Artemia salina มกี ารเจรญิ เติบโต
อยา่ งรวดเรว็ โดยทีเลียงแล้ว ใหป้ รมิ าณอาหารเท่ากันแต่อาจมบี างตัวทีตายเพราะได้
วตั ถปุ ระสงค์ รบั สารอาหารไมเ่ พยี งพอ และเนอื งจากโถเลียงมขี นาดไมเ่ พยี งพอต่อจาํ นวน
ของArtemia salina ใหแ้ รงดนั นาํ มมี ากจงึ สง่ ผลใหเ้ กิดอันตรายต่อ Artemia salina
เพอื ศึกษาสภาวะทีเหมาะสมต่อการเลียงและการเจรญิ เติบโตของ
Artemia salina

โรงเรยี นโครงการหอ้ งเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสงิ แวดล้อม
เครอื ขา่ ยภาคกลางตอนบน 15-16 กันยายน พ.ศ.2564

การนาํ เสนอโครงงานของนกั เรียนโครงการหอ้ งเรยี นพิ เศษวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสิงแวดลอ้ ม
โรงเรียนชยั นาทพิ ทยาคม

การศกึ ษาประสิทธิภาพของสเปรยห์ ้ามเลอื ดจากสมนุ ไพร

ผู้จัดทาํ : นางสาวจนิ หจ์ ฑุ า โตอ่อน, นางสาวพวงเพชร อยู่เย็น และนางสาวพุ ดนําบศุ ย์ วงศ์เหลอื ง
ครูทีปรึกษา : นางสาวนฤมล โตออ่ น และนางสาวภัสสร์สิรี บญุ เสรมิ รกั ษ์

บทคัดยอ่ วธิ ีดาํ เนนิ การทดลอง

โครงงานการศกึ ษาประสทิ ธิภาพของสเปรยห์ ้ามเลือดจากสมนุ ไพร มจี ดุ ประสงค์ คอื 1. เพือ 1. ขนั ตอนการสกดั สาร
ศกึ ษาและเปรียบเทยี บประสิทธิภาพของสารสกัดจากสมนุ ไพรแตล่ ะชนดิ ทีมีผลต่อการแข็งตวั ของเลือด 1. นําสมนุ ไพรทงั 3 ชนดิ ไดแ้ ก่ ใบบวั บก ใบกลว้ ย และผลมะกอดิบมาล้างนาํ แลว้ หนั เปนชนิ เล็ก ๆ
2. เพือศึกษาอตั ราส่วนของสารสกัดใบบวั บก ใบกล้วย และผลมะละกอทมี ีผลต่อการแข็งตวั ของเลือด 2. ใสต่ ะแกรงแลว้ นําไปตากแดดใหแ้ ห้งเปนเวลา 1 วนั
และ 3. เพือจัดทาํ สเปรย์ห้ามเลอื ดจากสมุนไพร โดยนาํ พืชสมุนไพร 3 ชนดิ ได้แก่ ใบบวั บก ใบกลว้ ย 3. นําสมุนไพรแหง้ มาบด แล้วชังดว้ ยเครืองชงั ดจิ ทิ ลั โดยชงั ชนดิ ละ 10 กรัม
และผลมะละกอ มาสกัดด้วยตัวทาํ ละลายเอทิลแอลกอฮอล์ 95% จากผลการศึกษาประสิทธิภาพในการ 4. นาํ สมุนไพรใสภ่ าชนะ ภาชนะละ 1 ชนดิ จํานวน 10 กรัม ผสมกบั ตัวทําละลาย
ห้ามเลือดของสมุนไพร 3 ชนดิ ได้แก่ ใบบัวบก ใบกลว้ ย และผลมะละกอ พบว่า ประสทิ ธภิ าพของสาร
สกดั จากใบบวั บก สามารถทําให้เลอื ดแขง็ ตัวได้เร็วทีสดุ คอื 2.06 นาที รองลงมา คอื ใบกล้วย (2.50 เอทลิ แอลกอฮอล์ 95% ปรมิ าตร 150 ml จากนนั แช่ทงิ ไวเ้ ปนเวลา 3 วัน
นาท)ี และผลมะละกอ (4.22 นาท)ี ตามลําดบั เมอื ศกึ ษาอตั ราส่วนทเี หมาะสมของสารสกัดจากสมุนไพร 5. กรองสารสกัดดว้ ยผา้ ขาวบาง และบรรจใุ ส่ในขวดสีชา
ต่อการแขง็ ตัวของเลอื ด โดยใชส้ ารสกัด ใบบวั บก : ใบกล้วย : ผลมะละกอ ในอตั ราส่วน 1 : 1 : 1, 1 :
1 : 2, 1 : 2 : 1 และ 2 : 1 : 1 พบว่า อตั ราส่วนสารสกัด 2 : 1 : 1 มีประสทิ ธภิ าพดีทีสุด สามารถทาํ ให้ 2. ขนั ตอนการทดลอง
เลือด แขง็ ตัวได้ในเวลา 1.36 นาที รองลงมา คอื อัตราสว่ น 1 : 1 : 1, อัตราส่วน 1 : 2 : 1 และ การทดลองที 1 ศกึ ษาและเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสารสกัดจากสมุนไพรแตล่ ะชนิดทมี ีผลตอ่
อตั ราส่วน 1 : 1 : 2 ทําให้เลอื ดแขง็ ตวั ไดใ้ นเวลา 2.00, 2.14 และ 3.20 นาที ตามลาํ ดบั สเปรย์ห้าม การแขง็ ตวั ของเลือด
เลอื ดจากสมุนไพรมปี ระสิทธภิ าพทาํ ให้เลอื ดแข็งตัวได้เร็วกว่าผลิตภณั ฑ์จากทอ้ งตลาด โดยใช้เวลา
1.01 นาที ในขณะทีผลิตภัณฑจ์ ากทอ้ งตลาด ใช้เวลา 4.58 นาที 1. นาํ สารสกัดจากสมุนไพรทงั 3 ชนิด จํานวนอย่างละ 3 ml บรรจลุ งในภาชนะ ภาชนะละ 1 ชนิด
2. หยดเลือดหมจู ํานวน 3 หยด ดว้ ยหลอดหยดสาร ลงในภาชนะทบี รรจสุ ารสกดั สมนุ ไพร
ทีมาและความสําคญั แต่ละชนิดและหยดใสอ่ ีกหนึงภาชนะทีไมม่ ีสารสกัดบรรจอุ ยู่
3. จบั เวลา สงั เกตการแขง็ ตวั ของเลือดหมูและบนั ทกึ ผลการทดลอง
ในปจจบุ ันทางการแพทย์ได้คิดค้นและพัฒนาวิธีการห้ามเลือดขนึ มาอยา่ งหลากหลายเพือชว่ ย การทดลองที 2 ศึกษาอัตราสว่ นของสารสกดั ใบบวั บก ใบกล้วย และผลมะละกอทมี ผี ลตอ่ การแข็งตวั ของเลอื ด
ปฐมพยาบาลเบืองตน้ แกผ่ ทู้ ีไดร้ บั บาดเจบ็ จนทําให้เกดิ อาการเสยี เลอื ด (Bleeding) ทีเกิดจากการฉกี ขาด 1. นาํ สารสกัดจากใบบัวบก ใบกลว้ ย และผลมะละกอ มาบรรจลุ งในภาชนะแต่ละใบ ในอตั ราสว่ น
ของเนอื เยอื และอวัยวะภายในของรา่ งกาย โดยปกติร่างกายจะมรี ะบบกลไกในการห้ามเลอื ดโดยธรรมชาติ ใบบัวบก : ใบกลว้ ย : ผลมะละกอ คอื 1 : 1 : 1, 1 : 1 : 2, 1 : 2 : 1 และ 2 : 1 : 1
ซงึ เปนกระบวนการทางชวี เคมที ีสําคญั ของร่างกายเพือควบคุมใหเ้ ลือดคงสภาพเปนของเหลวไหลเวยี น 2. หยดเลือดหมจู ํานวน 3 หยด ลงในภาชนะทีบรรจสุ ารสกัดทัง 3 ชนดิ
เปนปกตอิ ยู่ภายในหลอดเลือด ประกอบดว้ ยกลไกทีสําคญั 2 ระบบ ได้แก่ ระบบการแข็งตวั เปนลมิ ของ 3. จบั เวลา สังเกตการแขง็ ตัวของเลือดหมแู ละบนั ทกึ ผลการทดลอง
เลอื ด และระบบการสลายลมิ เลือด (ชชั วาลย์ ศรสี วสั ดิ, 2562) ซงึ จะทํางานรว่ มกันอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ การทดลองที 3 จัดทาํ สเปรยห์ า้ มเลอื ดจากสมนุ ไพร
เพราะระบบกลไกในการห้ามเลือดโดยธรรมชาตขิ องรา่ งกายยังคงใชเ้ วลานานจึงไดม้ กี ารพัฒนาการห้าม 1. นาํ อตั ราส่วนของสารสกดั จากใบบัวบก ใบกลว้ ย และผลมะละกอทมี ีผลตอ่ การแขง็ ตวั ของเลอื ด
เลือดด้วยวิธีตา่ ง ๆ ขึนมา ซึงบัวบก กล้วย และมะละกอเปนสมุนไพรทมี ีสารทีช่วยในการแขง็ ตัวของ ดที สี ุด (จากการทดลองที 2) ได้แก่ อัตราส่วน 2 : 1 : 1 มาใช้ในในการทาํ สเปรย์
เลือด ทางคณะผจู้ ดั ทําจงึ มีความคิดทจี ะนาํ สมนุ ไพรมาเปนส่วนประกอบในการทําผลติ ภณั ฑห์ า้ มเลอื ดโดย 2. เตมิ ซลิ ิกอนไดออกไซดล์ งไปในสารสกดั จํานวน 0.5% และเติมไอโซโพรพิล ไมรสิ เตท จํานวน 3%
จัดทําในรูปแบบสเปรย์ เนืองจากมีวธิ ีการทสี ะดวกและสามารถนาํ มาใชง้ านไดง้ า่ ย 3. ผสมใหเ้ ขา้ กัน จากนันบรรจใุ สข่ วดสเปรย์
4. นาํ สเปรย์หา้ มเลือดจากสมนุ ไพรและผลิตภัณฑ์ Neo To Go First Aid Antiseptic/Pain
Relieving Spray มาอยา่ งละ 3 ml ใส่ลงในภาชนะแต่ละใบ
5. หยดเลอื ดหมจู าํ นวน 3 หยด ลงในภาชนะทีบรรจุสารทัง 2 ภาชนะ
6. จับเวลา สงั เกตการแขง็ ตวั ของเลอื ดหมู และบันทึกผลการทดลอง

วัตถุประสงค์ ผลการทดลอง

1. ศกึ ษาและเปรียบเทียบประสิทธภิ าพของสารสกดั จากสมุนไพรแตล่ ะชนิดทมี ีผลต่อการแข็งตวั ของเลือด
2. ศึกษาอตั ราส่วนของสารสกัดใบบวั บก ใบกลว้ ย และผลมะละกอทีมผี ลต่อการแขง็ ตัวของเลือด
3. จดั ทําสเปรยห์ ้ามเลือดจากสมนุ ไพร

สมมติฐาน การทดลองที 1 การทดลองที 2 การทดลองที 3

1. สเปรยห์ ้ามเลือดจากสมุนไพรสามารถหา้ มเลือดได้ ผลการศึกษา พบวา่ ประสทิ ธภิ าพ ผลการศึกษา พบว่า อตั ราส่วนของ ผลการศกึ ษา พบวา่ สเปรย์
2. สเปรยห์ ้ามเลอื ดจากสมุนไพรทมี ีอัตราสว่ น 2 : 1 : 1 ใช้เวลาในการหา้ มเลอื ดน้อยทสี ดุ ของสารสกดั จากใบบัวบก สามารถทําให้ สารสกัด 2 : 1 : 1 มีประสิทธิภาพดที สี ุด ห้ามเลอื ดจากสมนุ ไพรมีประสทิ ธภิ าพ
เลือดแขง็ ตัวได้เร็วทีสดุ ในเวลา 2.06 สามารถทําให้เลอื ดแข็งตวั ได้ในเวลา 1.36 ทาํ ให้เลือดแข็งตัวได้เรว็ กวา่ ผลิตภัณฑ์
ตวั แปร นาที รองลงมา คือ สารสกดั จากใบกล้วย นาที รองลงมา คือ อัตราสว่ น 1 : 1 : 1 ใช้ จากทอ้ งตลาด โดยใช้เวลา 1.01 นาที
และสารสกดั จากผลมะละกอ ใชเ้ วลา 2.50 เวลา 2.00 นาที, อตั ราสว่ น 1 : 2 : 1 ใช้ ในขณะทผี ลิตภัณฑจ์ ากท้องตลาด ใช้
ตวั แปรตน้ : สมนุ ไพรชนิดตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่ ผลมะละกอ ใบกลว้ ยนาํ วา้ และใบบัวบก และ 4.22 นาที ตามลาํ ดับ เวลา 2.14 นาที และ อัตราส่วน 1 : 1 : 2 เวลา 4.58 นาที
ตัวแปรตาม : เวลาในการแข็งตวั ของเลอื ด ใช้เวลา 3.20 นาที ตามลําดบั
ตัวแปรควบคมุ : ชนิดของเลือดทใี ช้ทดลอง, ปรมิ าณเลือดทใี ช้ทดลอง, ปริมาณสารสกดั จาก
สมุนไพรทหี ยดลงในเลือด, อุณหภูมิของห้องทใี ช้ทดลอง, อณุ หภูมขิ องสารสกัดจากสมนุ ไพร สรปุ ผลการทดลอง

อา้ งอิง : จากผลการทดลองที 1 พบว่า ประสิทธิภาพของสารสกัดจากใบบวั บก สามารถทาํ ให้เลอื ดแข็งตวั ไดเ้ รว็ ทสี ุด
จนั ทรพร ทองเอกแก้ว. “บวั บก : สมุนไพรมากคุณประโยชน์” วารสารวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี , ฉบบั ที 3 คอื ใช้เวลา 2.06 นาที

(กันยายน-ธันวาคม 2556) : 70-71. จากผลการทดลองที 2 พบวา่ อัตราสว่ นของสารสกัด 2 : 1 : 1 มีประสิทธภิ าพดีทีสดุ สามารถทําใหเ้ ลอื ด
ชชั วาลย์ ศรีสวสั ดิ. (2562). ชีวเคมีของเลอื ด. พิมพ์ครงั ที 4. ภาควชิ าชวี เคมี คณะแพทยศาสตรศ์ ิริราช แข็งตัวไดใ้ นเวลา 1.36 นาที

พยาบาล มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล. กรุงเทพมหานคร. จากผลการทดลองที 3 พบว่า สเปรย์หา้ มเลอื ดจากสมนุ ไพรมีประสทิ ธิภาพทาํ ให้เลือดแขง็ ตวั ได้เร็วกว่า
สวุ รรณา เสมศรี และคณะ. “ฤทธขิ องสารสกดั ใบกะเม็ง ใบสาบเสือ ใบบัวบก และลกู เบญกานี ตอ่ ระบบ ผลิตภณั ฑ์ห้ามเลอื ดจากทอ้ งตลาด โดยใชเ้ วลา 1.01 นาที

การแขง็ ตัวของเลอื ด” วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี , ฉบบั ที 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2560) : 51-52.

โรงเรยี นโครงการห้องเรยี นพิ เศษวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสงิ แวดล้อม
เครอื ข่ายภาคกลางตอนบน วันที 15-16 กนั ยายน พ.ศ.2564



การนาํ เสนอโครงงานของนกั เรยนโครงการหอ้ งเรยนพิเศษ
วทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสิงแวดลอ้ ม
โรงเรยนจอมสุรางค์อปุ ถมั ภ์

ก า ร ศึ ก ษ า นาํ ปุ ย ห มั ก จ า ก พื ช พื น บ้ า น ที มี ต่ อ ก า ร เ พิ ม ผ ลิ ต ท า ง ก า ร เ ก ษ ต ร

THE STUDY OF COMPOST WATER INCREASE AGRICULTURAL PRODUCTIVITY

ผจู้ ัดทาํ โครงงาน: นางสาวฐิตา เรอนปงวงั วิธกี ารทดลอง
นางสาวณัฐณชิ า แสงประภา
นางสาวศภุ รัตน์ ศภุ กําเนดิ วธีการทดลองที 1 :
ทดลองปลูกพชื 3 แปลง แลว้ ใชป้ ยุ ทแี ตกตา่ งกนั สงั เกตดปู ระสทิ ธภิ าพ
ทปี รกึ ษาโครงงาน: คุณครูเพ็ญลภา การกลิน ของปยุ แตล่ ะแบบ
วธีการทดลองที 2 :
คณุ ครูธีระรัตน์ อุบลรัตน์ เมือได้สูตรทดี ที ีสดุ จากการทดลองที 1 แล้ว ลองปรับเปลยี นสตู ร
สดั สว่ นของปยุ แล้วสงั เกตบันทึกผล
บทคัดย่อ วธกี ารทดลองที 3 :
ทดลองเปรยบเทยี บประสทิ ธิภาพของปยุ หมกั สูตรทดี ีทสี ดุ กบั ปยุ เคมี
เนืองจากในปจจุบันมีเกษตรกรมากมายไดร้ ับความเสียหายจากการทผี ลผลิตไมเ่ ปนไปตาม
ทคี าดหมายไว้ คอื ตน้ พชื มคี วามแคระแกร็น ตน้ เลก็ ไม่อวบ ดไู มน่ า่ รับประทาน ทาํ ให้เกษตรกร ผลการทดลอง
ขายสินคา้ หรอผลผลิตไดน้ อ้ ย ไมไ่ ด้กาํ ไร ทงั นดี ว้ ยปญหาทไี ด้กลา่ วมาข้างต้นนันเกษตรกร
จงึ จาํ เปนจะต้องใชป้ ยุ เคมีเพือให้พืชเจรญเติบโตได้ โดยการใช้ปยุ เคมเี ปนการเพิมตน้ ทนุ สรุปผลการทดลอง
อกี ทังยังสร้างความเสียหายใหแ้ ก่ทดี ินทาํ การเกษตรและสิงมชี วี ตทอี ย่ใู นระบบนิเวศเนืองจาก
สารเคมที ตี กคา้ งหลงเหลอื อยใู่ นดินซงึ กอ่ ใหเ้ กิดปญหาในระยะยาวอกี ทังยังส่งผลเสยี ตอ่ สุขภาพ จากการทดลองเพอื การศกึ ษาวจัยในครังนีทางเรามีวตั ถปุ ระสงคเ์ พือศกึ ษาสูตรของปยุ
ของเกษตรกรผใู้ ช้สารเคมแี ละส่งผลเสียตอ่ ผบู้ รโภคทซี ือผกั ผลไม้มาจากเกษตรกรต่อไปเปน หมัก
ทอดๆ ซงึ ทางเราไดเ้ ลง็ เหน็ ถงึ ปญหาดังกล่าวจงึ คิดทจี ะจัดทาํ ต่อยอดปยุ หมกั ซงึ ไมม่ สี ารเคมี ทีมสี ว่ นผสมของพชื ตา่ งๆทีหาไดง้ ่ายทัวไปโดยเฉพาะผกั เสียนทที างโรงเรยนจอมสรุ างคอ์ ุป
ไม่กอ่ ผลเสียต่อสุขภาพและสงิ แวดล้อมจากผักเสยี นซงึ เปนพืชทีทางโรงเรยนจอมสรุ างคอ์ ุปถัมภ์ ถมั ปใหค้ วามสนใจและดูแลศกึ ษาอยู่ โดยทาํ การทดลองสตู รปยุ ทมี ีสว่ นประกอบของผกั เสียน
ให้ความสนใจและทาํ การศึกษาเพิมเตมิ อยู่นันมาเปนส่วนผสมหลักเพราะผกั เสียนเปนไมล้ ้มลุกพืน และพชื ชนดิ อืนๆในอัตราสว่ นทแี ตกต่างกนั นํามารดใสพ่ ืชตัวอย่างทไี ด้ทาํ การปลกู ไว้
บ้านหาได้งา่ ย ตน้ ทุนตํา และอีกประการคอื ปยุ หมกั นยี งั สามารถทาํ ไดง้ ่าย พบวา่ ปยุ หมกั สูตรที 4 (ปยุ สูตรทีประกอบด้วยผักเสยี น 2 ส่วน ใบน้อยหนา่ 1 สว่ น
อีกทังยังส่งผลดตี อ่ การเจรญเติบโตของพชื กระเทยี ม 1 สว่ น และ นําฝน 1 สว่ น) เปนสูตรทีทําให้พชื ตวั อยา่ งมีความสงู ของต้นมากทสี ดุ
และยงั มีคณุ ภาพทดี ที ีสดุ อกี ด้วย
โดยทางเราได้จัดหาขอ้ มลู เกียวกบั การทาํ ปยุ หมักพบวา่ นอกจากผักเสยี นแล้วยงั มีใบนอ้ ยหนา่
กระเทยี ม ซงึ ใบนอ้ ยหน่าและกระเทยี มนนั อุดมไปด้วยสารอาหารทพี ชื ต้องการ และเพอื ทาํ ใหป้ ยุ
หมักมปี ระสิทธิภาพมากขึนทางคณะผจู้ ดั ทาํ จงึ ใสใ่ บน้อยหน่ากระเทยี มและมนี ําฝนเปนตวั ทํา
ละลาย

ทีมาและความสาํ คัญ

ทางคณะผจู้ ัดทาํ ไดล้ งความเหน็ เกียวกับพืชเศรฐกจิ ชนดิ ตา่ งๆทพี บปญหาด้านการเจรญเติบโต
3 ชนิด สรุปไดว้ า่ พืชเศรฐกิจทีพบปญหาดา้ นการเจรญเติบโต 3 ชนดิ คอื คะน้า กวางตุ้ง
และผกั กาดขาว
ทางเราจงึ ตงั ใจทาํ การศึกษาวจยั เกยี วกบั การเจรญเติบโตของพืชเศรษฐกจิ ทีกล่าวมาข้างต้น

โดยปญหาของพืชเศรษฐกิจทีพบ คือพืชมกี ารเจรญเตบิ โตไมเ่ ตม็ ทตี ้นไม้เกิดการแคระเกร็น
เจรญเตบิ โตช้าเนอื งจากขาดแร่ธาตแุ ละสารอาหารทางคณะผจู้ ัดทาํ จงึ ทดลองนําพืชทอ้ งถนิ
ทีมีสารอาหารและแร่ธาตุทพี ืชต้องการเพอื การเจรญเติบโต นนั คือผกั เสยี นขาว ทเี ปนพชื ล้มลุก
พบได้ทวั ไปทังยงั อดุ มไปดว้ ยสารอาหารทีพืชตอ้ งการเพือการเจรญเตบิ โต
คณะผจู้ ดั ทําจึงมีความประสงคท์ ีจะจดั ทําวจยั การศึกษานาํ ปยุ หมักจากพืชพนื บา้ นทมี ีต่อการ
เพมิ ผลผลิตทางการเกษตร เพอื ให้ไดผ้ ลผลติ ทไี ม่มีสารเคมี ไม่ก่ออันตรายแกผ่ ูเ้ กษตรกร
ผบู้ รโภคและสงิ แวดล้อม

วัตถุประสงค์ของการวิจยั

1.เพอื ศึกษาสูตรของปยุ หมักจากผกั เสียน
2.เพือศกึ ษาอัตราส่วนของสว่ นผสมของปยุ หมกั ทตี ่างกนั นา่ จะมผี ลตอ่ การเจรญเติบโต
ของพืชพืนบา้ นตา่ งกัน
3.เพือเปรยบเทียบการเจรญเตบิ โตของพืชพืนบ้านทีได้จากปยุ หมักและปยุ เคมี

ขอบเขตของการศึกษา

นาํ ปยุ หมักจากพืชพืนบ้านทมี ตี อ่ การเพิมผลผลิตทางการเกษตร
เพือใหไ้ ด้ผลผลติ ทีไม่มีสารเคมี

สมมตฐิ าน

1.สตู รปยุ หมักต่างกนั นา่ จะมผี ลต่อการเจรญเตบิ โตของพชื พนื บ้านต่างกนั
2.อัตราสว่ นของสว่ นผสมของปยุ หมักทีตา่ งกันนา่ จะมผี ลตอ่ การเจรญเติบโตของพืชพืนบา้ นตา่ งกัน
3.ชนดิ ของปยุ หมกั ทีต่างกันน่าจะมีผลตอ่ การเจรญเตบิ โตของพชื พืนบ้านตา่ งกนั

กำรนำเสนอโครงงำนของนกั เรียนโครงกำรหอ้ งเรยี นพเิ ศษวทิ ยำศำสตร์ คณติ ศำสตร์ เทคโนโลยแี ละสง่ิ แวดลอ้ ม
โรงเรยี นโคกกะเทียมวิทยำลัย

โครงงำนวทิ ยำศำสตร์ ระดับมธั ยมศึกษำตอนปลำย ประเภทกำรทดลอง วิธีกำรทดลอง
เรื่อง กำรศึกษำผลกำรป้องกันและไล่มอดจำกขำ้ วสำรด้วยสำรสกัดสมุนไพร 1. กำรเตรียมสำรสกัดสมนุ ไพร

ผจู้ ดั ทำ นางสาวกมลพรรณ จนั ทรแ์ จง้ 1.1 ทาความสะอาดสมุนไพรท้งั 3 ชนิด
นางสาวนรศิ รา เม็กขุนทด 1.2 หั่นสมนุ ไพรเป็นชน้ิ เล็ก ๆ
นางสาวพรพรรณ ช่างทอง 1.3 ชงั่ สมุนไพรน้าหนัก 300 กรมั
1.4 นาสมุนไพรมาใสโ่ ถเครอื่ งปนั่ ละเอียด เตมิ เอทานอล ปรมิ าตร 700 มิลลิลิตร ปั่นจนละเอยี ด
ระดับช้ัน มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 1.5 กรองดว้ ยผ้าขาวบางเพ่อื ให้ไดส้ ารสกดั สมนุ ไพรทัง้ 3 ชนิด
ครูท่ีปรึกษำ นางสาวเดน่ นภา ลาดนาเลา 2. กำรทำขำ้ วสำรเคลอื บสำรสกัดสมุนไพร
2.1 นาสารสกัดสมนุ ไพรแต่ละชนดิ เคลอื บเมล็ดข้าวสาร โดยนาขา้ วสารแช่ในสารสกดั สมุนไพรเปน็ เวลา 15 นาที
นางสาวธนพรรณ ลอยลม 2.2 นาขา้ วสารท่เี คลือบด้วยสารสกัดสมุนไพรผงึ่ ให้แห้งเปน็ เวลา 24 ชว่ั โมง
3. กำรศกึ ษำทิศทำงกำรเคล่อื นทข่ี องมอดในข้ำวสำรเคลอื บสมุนไพร มะกรดู ตะไคร้หอม และใบนอ้ ยหนำ่
ทีม่ ำและควำมสำคัญ 3.1 นาข้าวสารทีแ่ ห้งแล้วช่ังใหไ้ ดน้ ้าหนัก 250 กรมั ใส่ลงในบีกเกอร์ขนาด 500 มิลลิลิตร ทาทั้งสมุนไพร 3 ชนิด
ประเทศไทยเป็นผสู้ ่งออกข้าวทสี่ าคญั ของโลกและเกษตรกรไทยทป่ี ลูกข้าวได้พบกับปัญหามอดปะปนอยู่ในข้าว แต่ละชนดิ ทา 3 ซา้
3.2 นามอดใส่ลงในกลอ่ งพลาสติกใส วางบกี เกอร์ขา้ วสารไว้กลางกล่อง ใส่มอดในบีกเกอร์ 10 ตัว ปิดปากกล่อง
ทาให้ข้าวเสียหาย เน่ืองมาจากการกัดกินเมล็ดข้าวของมอดทาให้ข้าวนั้นมีคุณภาพท่ีลดลงหรือแม้กระท่ังตาม ดว้ ยผา้ ขาวบาง ทาจนครบทกุ บกี เกอร์
ครัวเรือนเอง 3.3 สังเกตทิศทางการเคลื่อนทขี่ องมอด จับเวลา 0 20 40 60 นาที บันทกึ จานวนมอดท่มี ีทศิ ทางการ
เคลอ่ื นทีเ่ ขา้ หาและออกจากข้าวสาร
เมื่อพบมอดในข้าวสารก็ยากที่จะนามอดออกจากข้าวสารได้ทั้งหมด จากการศึกษาค้นคว้าและศึกษาภูมิ 4. กำรศกึ ษำผลของขำ้ วสำรท่เี คลอื บสำรสกดั สมุนไพรต่อกำรกนิ ข้ำวสำรและกำรตำยของมอด
ปัญญาท้องถิ่นพบว่า มีการนาพืชสมุนไพรมาไล่มอดหลายชนิด ดังนั้น กลุ่มของข้าพเจ้าจึงมีความสนใจท่ีจะทาสาร 4.1 ทาการทดลองเหมือนข้อ 5 แล้วปิดด้วยพลาสติกใสทเ่ี จาะรเู ล็ก ๆ แล้วทง้ิ ไว้ 30 วัน และ 60 วัน บันทึก
สกัดจากสมุนไพรแล้วนามาเคลือบเมล็ดข้าวสารแทนสารเคมีท่ีใช้กันในปัจจุบัน เพ่ือไล่มอดและการป้องกันการกัดกิน นา้ หนักขา้ วสารทีล่ ดลงจากเดมิ และจานวนมอดทต่ี าย
ขา้ วสารของมอด อกี ท้ังสมุนไพรเหลา่ น้ันไมม่ ีผลกระทบต่อสขุ ภาพของผบู้ รโิ ภค 5. กำรศึกษำสำรสกัดสมุนไพรเคลือบขำ้ วสำรท่มี ีผลตอ่ กล่นิ และรสชำติของข้ำวสุกหลงั นงึ่
5.1 นาข้าวสารที่เคลือบด้วยสารสกัดสมุนไพรท้ัง 3 ชนิด ชั่งน้าหนัก 200 กรัม มาห่อด้วยผ้าขาวบาง
สมมุติฐำนกำรศึกษำ ชนิดละ 3 หอ่ นาไปแช่น้าเป็นเวลา 7 ชั่วโมง
สารสกดั สมุนไพรสามารถปอ้ งกันและไล่มอดจากข้าวสารได้จริง 5.2 ตม้ น้าใหเ้ ดอื ด นาข้าวสารไปเรียงในซงึ้ แลว้ น่งึ พร้อมกันทงั้ หมดดว้ ยซึง้ เป็นเวลา 45 นาที
5.3 ข้าวสุกยกลงจากเตา ทดสอบการดมด้วยจมูกและชิมรสชาติข้าวสุกท้ัง 3 ชุดการทดลอง บันทึกกล่ินและ
ตัวแปรกำรศกึ ษำ รสชาติของข้าวสกุ
ตวั แปรต้น ชนิดของสมนุ ไพร
ตวั แปรตาม ผลการปอ้ งกนั และไลม่ อดจากขา้ วสาร ตำรำง แสดงกล่นิ และรสชำตขิ องข้ำวสกุ หลงั นงึ่
ตัวแปรควบคมุ ปริมาณสารสกดั สมุนไพร จานวนมอด ผ้ทู ดสอบ
ขำ้ วสำรทเ่ี คลอื บ กลิ่นและรสชำติของขำ้ วสุกหลังน่งึ
จุดมุ่งหมำยของกำรทำโครงงำน สำรสกัดสมุนไพร
1. เพอ่ื เตรียมสารสกดั สมนุ ไพร จากมะกรดู ตะไคร้หอม และใบนอ้ ยหน่า ดว้ ยตวั ทาละลายเอทานอล บีกเกอรท์ ่ี 1 บีกเกอรท์ ี่ 2 บกี เกอรท์ ี่ 3 ผลสรปุ
2. เพื่อเปรียบเทียบผลการป้องกันและการไล่มอดของสารสกัดสมุนไพร จากมะกรูด ตะไคร้ หอม ไมเ่ คลอื บ
กล่ินปกติ กลิน่ ปกติ กล่ินปกติ กลนิ่ ปกติ
และใบน้อยหนา่ มะกรดู รสหวาน รสหวาน รสหวาน รสหวาน
3. เพ่ือศึกษาผลของสารสกัดสมนุ ไพรจากมะกรูด ตะไคร้หอม และใบน้อยหน่าทมี่ ีต่อกล่ินและรสชาติของข้าว
ตะไครห้ อม กลิ่นปกติ กลน่ิ ปกติ กลิน่ ปกติ กลิ่นปกติ
สุกหลังนึ่ง รสหวาน รสหวาน รสหวาน รสหวาน
ขอบเขตของโครงงำน ใบน้อยหน่ำ
กลิน่ ปกติ กล่ินปกติ กล่นิ ปกติ กลิ่นปกติ
1. เพ่อื สกดั สารสกดั จากสมนุ ไพรโดยใชเ้ อทานอลตอ่ ปริมาณสมนุ ไพรในอตั ราสว่ น 2 : 1 รสหวาน รสหวาน รสหวาน รสหวาน
2. สมนุ ไพรที่ใช้ในปอ้ งกันและไล่มอดได้แก่ มะกรูด ตะไคร้หอม ใบนอ้ ยหน่า
3. นาสารสกัดสมุนไพรมาศึกษาสมบัติในการป้องกันและไล่มอดโดยทดลองกับข้าวสารท่ีมอดใน บีกเกอร์ กล่ินฉนุ กลิ่นฉนุ กล่นิ ฉุน กล่นิ ฉุน
จานวนบีกเกอร์ละ 10 ตัว รสหวาน รสหวาน รสหวาน รสหวาน
4. นาข้าวสารท่ีเคลอื บดว้ ยสารสกัดสมนุ ไพรมาศึกษาผลท่มี ีต่อกล่ินและรสชาติ
ขอบเขตกำรศึกษำ อภปิ รำยผลกำรทดลอง
1. ชว่ ยสง่ เสรมิ การคา้ ขายข้าวสารแบบปลอดสารเคมี จากผลการทดลองพบว่า ข้าวสารที่เคลือบด้วยสารสกัดสมุนไพรเม่ือนาไปทดสอบกับมอดในระยะเวลา
2. สามารถถนอมเมลด็ ข้าวไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
3. ลดความกงั วลใหก้ ับผูบ้ รโิ ภคข้าวทม่ี ตี อ่ สขุ ภาพ 0 ถงึ 60 นาที มจี านวนมอดทีม่ ีทศิ ทางการเคล่ือนที่ออกจากข้าวสารทีเ่ คลือบด้วยสารสกัดจากใบน้อยหน่า มะกรูด
และตะไคร้หอม คิดเป็นรอ้ ยละ 70 50 30 ตามลาดับ เมอื่ ขังมอดไว้ในข้าวสารระยะเวลา 30 และ 60 วัน
นยิ ำมศัพทเ์ ฉพำะ มปี รมิ าณข้าวสารทถ่ี ูกมอดกินทเี่ คลือบดว้ ยสารสกัดจากมะกรูด ใบน้อยหน่าและตะไครห้ อม คิดเป็นรอ้ ยละ 0.4 1.2
สารสกัดสมุนไพร หมายถึง สารสกัดจากมะกรูด ตะไคร้หอม และใบน้อยหน่า ทาการสกัดด้วยตัว ละลาย 3.2 และ 1 1.6 4.8 ตามลาดับ และมจี านวนมอดท่ีตายในข้าวสารที่เคลือบสารสกัดจากใบน้อยหน่า มะกรูด และ
ตะไครห้ อม คิดเป็นรอ้ ยละ 60 40 30 ตามลาดับ และข้าวสารท่เี คลือบด้วยสารสกัดสมนุ ไพรท้ัง 3 ชนิด เมื่อนาไป
เอทานอล 95 % น่งึ ใหส้ กุ พบว่า ขา้ วสุกทเี่ คลือบดว้ ยสารสกดั จากใบน้อยหนา่ มีกล่ินฉุนเล็กน้อย ส่วนข้าวสุกทเี่ คลือบดว้ ยสารสกัดจาก
มอด หมายถึง แมลงตัวเล็ก ลักษณะลาตัวสีน้าตาลแก่จนถึงสีดา ลาตัวยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ส่วนหัวเรียว มะกรูดและตะไครห้ อมไมม่ กี ลิ่นฉนุ และไม่มีผลต่อรสชาติของข้าวสกุ

แหลมยาวออกมาลกั ษณะคลา้ ยงวง แมลงชนดิ นีก้ ัดกนิ เมลด็ ข้าว ขา้ วโพด ขา้ วฟ่าง ข้าวสาลี และเมล็ดธญั พชื อนื่ ๆ สรุปผลกำรทดลอง
ขา้ วสาร หมายถงึ ขา้ วสารขา้ วเหนียวพนั ธ์ุ กข 6 ทม่ี ีอายุหลงั การเก็บเก่ียวประมาณ 1 ปี สารสกัดจากพืชสมุนไพรสามารถป้องกันและไล่มอดจากข้าวสารได้จริง สารสกัดจากพืชสมุนไพรท่ีสามารถ

ป้องกันการกินข้าวสารของมอดได้ดีที่สุด คือ มะกรูด ใบน้อยหน่าและตะไคร้หอม ตามลาดับ ส่วนสารสกัดจากพืช
สมนุ ไพรท่สี ามารถไล่มอดจากขา้ วสารได้ดที ี่สุด คือ ใบน้อยหน่า มะกรดู และตะไครห้ อม ตามลาดับ เนื่องจากกลิ่น
ฉุนของใบน้อยหน่าในข้าวสุกหลังนึ่งไม่เหมาะในการนามารับประทาน เพราะฉะน้ันพืชท่ีมีความเหมาะสมที่จะ
นามาใช้ท่สี ดุ คือ มะกรูด

โรงเรียนโครงกำรห้องเรยี นพเิ ศษวทิ ยำศำสตร์ คณิตศำสตร์ เทคโนโลยแี ละสงิ่ แวดล้อม
เครอื ขำ่ ยภำคกลำงตอนบน วันที่ 15-16 เดอื นกันยำยน พ.ศ. 2564

การนําเสนอโครงงานของนกั เรยี นโครงการห้องเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสงิ แวดล้อม
โรงเรยี นสระบุรวี ทิ ยาคม

การสกัดแทนนนิ จากกล้วยนําวา้ ดิบ
Extraction of tannin from unripe Cultivated banana

ทมี าและความสําคัญ คณะผ้จู ัดทําโครงงาน : นายณฐั ภัทร วงศ์โสภิต นายปรนิ ทร แทนโสภา นายพงศกร ไขส่ วุ รรณ
อาจารยท์ ีปรกึ ษา : นางสาวจิราพร เหล่าบุราณ
สาขาชวี วทิ ยา

แทนนนิ เปนสารประกอบเชงิ ซอ้ นพวกฟนอลิกแบง่ ออกเปน 2 ประเภทใหญๆ่ คือ ไฮโดรไลซเ์ ซเบลิ แทนนนิ ซงึ มโี มเลกลุ ขนาดเล็ก กับคอนเดนซแ์ ทนนนิ ซงึ มโี มเลกลุ

ขนาดใหญ่ แทนนนิ ทังสองประเภทกระจายอยูต่ ามสว่ นต่างๆ ของผกั ผลไมท้ ังผล เปลือก เมล็ดและใบ สามารถนาํ ไปใชป้ ระโยชนใ์ นอุตสาหกรรมหลายประเภท แทนนนิ ยงั

ใชเ้ ปนสารเคลือบอาหาร เชน่ เนอื สตั ว์ ความต้องการของปรมิ าณแทนนนิ ในอุตสาหกรรมต่างๆ สงู ขนึ ดังนนั จงึ มคี วามจาํ เปนต้องหาแหล่งวตั ถดุ ิบทีมศี ักยภาพและ
ปรมิ าณสารแทนนนิ เพยี งพอ เชน่ กล้วยนาํ วา้ เปนผลไมเ้ ขตรอ้ น มชี อื วทิ ยาศาสตรว์ า่ Musa sapientum L. นยิ มนาํ มารบั ประทานและแปรรูปเปนผลิตภัณฑ์ต่างๆ

เนอื งจากกล้วยนาํ วา้ เปนพชื ทีสามารถปลกู ได้ทัวไป จงึ ทําให้มพี นื ทีปลกู กระจายอยูท่ ัวประเทศ จงึ เหมาะทีจะนาํ มาสกัด เพราะมปี รมิ าณมากและมสี ารแทนนนิ เปนสว่ น
ประกอบ งานวจิ ยั นีมแี นวความคิดทีจะศึกษาสารสกัดจากกล้วยนาํ วา้ ดิบทัง 4 รูปแบบ และนาํ ไปวดั ค่าการดดู กลืนแสงโดยเทียบจากสารละลายกรดแทนนกิ องค์วามรูท้ ีได้

จากงานวจิ ยั นีสามารถใชเ้ ปนแนวทางในการพฒั นาเพอื การผลิตและการใชแ้ ทนนนิ ในอุตสาหกรรมต่อไป

วตั ถปุ ระสงค์ วิธกี ารดําเนินการทดลอง

1. เพอื ศึกษาการสกัดสารแทนนนิ จากกล้วยนาํ วา้ ดิบ4 แบบ โดยแบบที 1 (เนอื กล้วยสด) ตอนที 1 ขนั การเตรยี มวตั ถดุ ิบ ตอนที 2 ขนั ตอนการอบแหง้
แบบที 2 (เปลือกกล้วยสด) แบบที 3 (ผงเนอื กล้วย) แบบที 4 (ผงเปลือกกล้วย)

2. เพอื เปรยี บเทียบค่าการดดู กลืนแสงจากสารสกัดแทนนนิ ทีได้จากการสกัดกล้วยนาํ วา้
ดิบทัง 4 แบบ โดยนาํ มาเปรยี บเทียบกับสารละลายกรดแทนนกิ

สมมตฐิ าน ตอนที 3 ขนั การสกัดดว้ ยตัวทําละลายและวดั ค่าการดดู กลืนแสง

สารสกัดแทนนนิ ทีได้จากแบบที 3 (ผงเนอื กล้วย) ค่าการดดู กลืนแสงใกล้เคียงกับ
สารละลายกรดแทนนกิ เมอื วดั ทีความยาวคลืน 750 นาโนเมตร

ผลการทดลอง

ตารางที 4.1 ค่าการดดู กลืนแสงทีวดั ได้จากสารสกัด กราฟที 4.1 แสดงการเปรยี บเทียบค่าการดดู กลืนแสงทีวดั ได้ สรปุ และอภิปรายผลการทดลอง

และกรดแทนนกิ โดยเครอื งสเปกโตรโฟโตมเิ ตอร์ จากสารสกัดและกรดแทนนกิ โดยเครอื ง
(Spectrophotometer) สเปกโตรโฟโตมเิ ตอร์ (Spectrophotometer)

จากการศึกษาค้นควา้ การสกัดสารแทนนนิ จากกล้วยนาํ วา้ ดิบทัง 4 แล้วนาํ
ไปวดั ค่าการดดู กลืนแสงทีความยาวคลืน 750 นาโนเมตร สารสกัดทีได้จากผง

เนอื กล้วยนาํ วา้ มคี ่าการดดู กลืนแสงใกล้เคียงกับสารละลายกรดแทนนกิ มาก

ทีสดุ และตามด้วย ผงเปลือกกล้วยนาํ วา้ เปลือกกล้วยนาํ วา้ ดิบ เนอื กล้วยนาํ วา้

ดิบตามลําดับ และเมอื เปรยี บเทียบระหวา่ งผงเนอื กล้วยนาํ วา้ กับเนอื กล้วยนาํ วา้

ดิบสด และระหวา่ งผงเปลือกกล้วยนาํ วา้ กับเปลือกกล้วยนาํ วา้ ดิบสดพบวา่ ค่า

การดดู กลืนแสงทีวดั ได้จากสารสกัดทีสกัดได้จากกล้วยดิบแบบผงทังแบบ

เปลือกและเนอื มคี ่าใกล้เคียงกับค่าการดดู กลืนแสงของสารละลายกรดแทนนกิ

จากการทดลองสกัดสารแทนนนิ จากกล้วยนาํ วา้ ดิบทัง 4 แบบ ทําการสกัดด้วยสารละลายอะซโิ ตน แล้วนาํ มากกวา่ สารสกัดทีได้จากทังสว่ นเปลือกและเนอื ของกล้วยนาํ วา้ แบบสด
ไปวดั ค่าการดดู กลืนแสงทีความยาวคลืน 750 นาโนเมตร โดยมคี ่าเฉลียดังนี เปลือกกล้วยนาํ วา้ ดิบมคี ่าการดดู
กลืนแสง 0.007 เนอื กล้วยนาํ วา้ ดิบมคี ่าการดดู กลืนแสง 0.002 ผงเปลือกกล้วยนาํ วา้ ดิบมคี ่าการดดู กลืนแสง
0.018 ผงเนอื กล้วยนาํ วา้ มคี ่าการดดู กลืนแสง 0.063 จงึ สรุปได้วา่ สารสกัดทีได้จากผงเนอื กล้วยนาํ วา้ มคี ่าการ

ดดู กลืนแสงใกล้เคียงกับสารละลายกรดแทนนกิ มากทีสดุ เมอื เปรยี บเทียบกรดแทนนกิ ทีมคี ่าการดดู กลืนแสง
0.100

โรงเรยี นโครงการห้องเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสงิ แวดล้อม
เครอื ขา่ ยภาคกลางตอนบน วนั ที 15 - 16 กันยายน พ.ศ. 2564

การนําเสนอโครงงานของนักเรียนโครงการพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยแี ละส่ิงแวดล้อม

โรงเรียนสิ งห์บุรี <<ข้ันตอนการทําแผน่ รองเท้า>>

โครงงานวิทยาศาสตร์ ข้นั ตอนการสกัดนามนั หอมระเหย

การศึกษาประสิทธิภาพการใชง้ านและความพงึ ไอนา 1. นําผิวมะกรูดปริมาณ 200 กรัม มาสับให้ละเอียดแล้วใส่ในขวดกล่ัน

พอใจการใชแ้ ผ่นรองเท้าจากมะกรูดและส้ม 2. จากน้ันเติมนาปริมาตร 350 มลิ ลิลิตร
3. เปิดเคร่ืองทําความร้อน

4. แล้วนํานามันที่ได้จากการกลั่นมาใช้

<<บทคัดยอ่ >> 5. ทําซาในข้ันตอนท่ี 1-5 แต่เปลี่ยนจากผิวมะกรูดเปน็ เปลือกส้มแทน

ขน้ั ตอนการทําแผน่ รองเท้า

การดํารงชวี ิตของมนุษยใ์ นปจั จุบันสวมใส่รองเท้าเพ่ือความสะดวกต่อการ 1) นํายางซลิ ิโคนมาละลายและผสมกับตัวเร่ง จากนั้นนํานามนั หอมระเหย
ทํางานหรือเพอ่ื ความสวยงามข้นึ อยูก่ ับจุดประสงค์ของแต่ละบุคคล ประเทศไทยเปน็ ที่ได้จากการสกัดมาผสม
ประเทศที่มที ่ีต้ังอยู่ในเขตร้อนชน้ื ขณะสวมใส่รองเท้าอากาศภายในรองเท้าจะมกี ารถ่ายเท 2) นํามาเทลงในแมพ่ มิ พท์ ี่ได้เตรียมไว้
ไม่สะดวกทําให้ภายในรองเท้าเกิดความอับชนื้ จากเหงื่อ ในภาวะเชน่ นี้จะทําให้พวกเชอ้ื รา 3) ทิ้งไว้เป็นเวลา 60 นาที เพอื่ ให้ซลิ ิโคนแห้ง
แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี ผลที่เกิดตาม 4) จากนั้นนํามาทดสอบประสิทธิภาพ

มาทําให้เกิดกล่ินทีไมพ่ งึ ประสงค์และทําให้เกิดโรคผิวหนัง โดยโครงงานเรื่องน้ีมวี ตั ถุ <<ผลการศึกษา>>
ประสงค์เพือ่ ศึกษาประสิทธิภาพการใชง้ านและความพงึ พอใจในการใชแ้ ผ่นรองรองเท้า

กําจดั กลิ่นไมพ่ ึงประสงค์จากมะกรูดและส้ม จากตารางจงึ สรุปผลได้

ในการทําโครงงานนี้คณะผูจ้ ดั ทํา สรุปผลการทดลองได้ว่า แผ่นรองรองเท้าท่ีได้รับ ข้อท่ี 1,3,4 [มากท่ีสุด = 5] [มาก = 4] [ปานกลาง = 3] [น้อย = 2]
ความพึงพอใจมากที่สุดคือ แผน่ รองรองเท้าท่ีทําจากเปลือกส้ม เน่ืองจากมรี ะดับความพงึ [น้อยท่ีสุด = 1]
พอใจของผู้ใชส้ ูงที่สุด 3 ด้าน คือ ด้านความหอม คิดเปน็ ร้อนละ 94 ด้านกล่ินเหมน็ แทรก
คิดเป็นร้อยละ 9 และความชอบแผน่ รองรองเท้า คิดเปน็ ร้อยละ 89 ตามลําดับ ส่วนด้าน ข้อท่ี 2 [มากที่สุด = 1] [มาก = 2] [ปานกลาง = 3] [น้อย = 4]
[น้อยท่ีสุด = 5]
ความสะด<วก<สบทาย่ีมในากแารลใชเ้ะปค็นรวองาแมค่แสผํ าน่ รคองัญรอง>เท้>าจากท้องตลาด

รองเท้าเหมน็ เปน็ สิ่งท่ีไม่พึงประสงค์ เกิดเชอ้ื โรคและเชอื้ รา ทําใหส้ ุขภาพ

ของเท้าเส่ือมลง สาเหตเุ กิดมาจาก แบคทีเรีย และเหงอื่ ท่ีร่างกายขบั ออกมา ชนิดของแผน่ ความหอมตามระดับ มกี ล่ินเหมน็ ความสะดวกสบายในการ ความชอบแผน่ รองเท้า
ดังนั้นเราจงึ ต้องการหาวธิ ีกําจดั กล่ินเหม็นของรองเท้า โดยใชส้ ารท่ีได้จาก รองเท้า ความพงึ พอใจ
ธรรมชาติ หลีกเล่ียงสารเคมีที่เปน็ อันตรายต่อเท้า แทรก ใช้งาน
แผน่ รองเท้า
จากการสังเกตพบว่า การนําผิวมะกรูด มีสมบตั ิที่สามารถชว่ ยในการดดู จากเปลือกส้ม 94 89 93 93
ความชน้ื และกลิ่นไม่ดีต่างๆ กลุ่มของพวกเราจึงนํามาศึกษา เนื่องจากสมบัติน้ี
มีส่วนชว่ ยในการลดการเกิดเหงือ่ ได้ ในการทดลองครั้งน้ีกล่มุ ของพวกเราจงึ แผน่ รองเท้า 92 87 93 90
เลือกใชถ้ ่านไม้ ในการดับกลิ่นเหม็นของรองเท้า จากผวิ ส้ม
57 71 93 64
แผน่ รองเท้า
จากท้องตลาด

v <<วัตถุประสงค์ของโครงงาน>> <<สรุ ปผลการศึ กษา>>

- เพอื่ ศึกษาประสิทธิภาพการใชง้ านและความพงึ พอใจในการใชแ้ ผน่ จากการศึกษาการทําแผน่ รองเท้ากําจดั กลิ่นไม่พึงประสงค์ในรองเท้าในการทํา
รองรองเท้ากําจดั กลิ่นไม่พึงประสงค์จากมะกรูดและส้ม โครงงานนี้

<<ขอบเขตของโครงงาน>> คณะผู้จัดทําได้ได้ทําการทดสอบประสิ ทธิภาพของแผ่นรองเท้าและทํา
แบบสอบถามได้ผลสรุปว่าแผน่ รองเท้าที่ได้รับความพึงพอใจมากที่สุดคือ แผน่
1) เพ่ือกําจดั กล่ินเหมน็ ของรองเท้าผ้าใบ โดยหลีกเลี่ยงการใชส้ ารเคมีท่ีอาจ รองเท้าที่ทําจากเปลือกส้ม เนื่องจากมรี ะดับความพงึ พอใจของผู้ใชส้ ูงท่ีสุด จาํ นวน
เปน็ อันตรายต่อเท้า 3 ด้าน คือ ด้านความหอม ด้านกล่ินเหม็นแทรก และความชอบแผ่นรองเท้า คิด
เป็นร้อยละ 94, 9 และ ร้อยละ 89 ตามลําดับ ส่วนด้านความสะดวกสบายในการใช้
2) ระยะเวลาต้ังแต่ชว่ งเดือน พฤศจิกายน 2563 – มนี าคม 2564 เป็นรองแค่แผน่ รองเท้าจากท้องตลาด
3) สถานท่ีในการทดลอง

<<สมมติฐาน>> <<อภิปรายผล>>

- แผน่ รองรองเท้าที่ผลิตด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ มปี ระสิทธิภาพในการ จากการศึกษาประสิทธิภาพการกําจัดกลิ่นไม่พงึ ประสงค์
กําจดั กล่ินไมพ่ ึงประสงค์ได้ดีกว่าสารกําจัดกล่ินที่ขายตามท้องตลาด และได้รับ พบว่าแผ่นรองเท้าท่ีทําจากสมุนไพรคือจากผิวมะกรู ดและ
ความพงึ พอใจมากที่สุด เปลือกของส้มสามารถชว่ ยกําจัดกล่ินไมพ่ ึงประสงค์ได้ดีกว่า
แผ่นรองเท้าในท้องตลาดแต่ยงั ไม่สามารถกําจดั กล่ินได้หมด
<<ข 100%ได้ อาจเนื่องจากตัวกล่ินของสารจากธรรมชาติไม่ติดทน
กับตัววสั ดุที่ทําแผ่นรองเท้า
<<ตัวแแปรท่ีศึกษา>>
<<ข้อเสนอแนะ>>
ตัวแปรต้น : แผน่ กําจดั กล่ินรองเท้า ที่ทําจากนามนั หอมระเหยของผวิ มะกรูด
เปลือกส้ม และแผน่ กําจัดกลิ่นที่มีขายตามท้องตลาด ศึกษาประสิทธิของแผ่นรองเท้า ที่ระดับความเข้มขน้ ของ
นามันหอมระเหยต่างกันต่างกัน ท่ีมผี ลต่อการ
ตัวแปรตาม : ความสามารถในการกําจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในรองเท้า
ตัวแปรควบคุม : กิจกรรมในการทําให้เกิดเหงอื่ ผู้ทดลอง ชว่ งเวลาที่ใชใ้ น <<เอกสารอ้างอิง>>
การทดลอง สถานที่ และอุณหภมู ิเดียวกัน

<<นิยามเชงิ ปฏิบตั ิการ>> CARE STEP (2563) ปัญหาเท้าเหมน็ (ออนไลน์) สืบค้นจาก
https://carestep.com/blog/detail?id=32&fbclid[30 ต.ค.2563] เมดไทย (Medthai)
1) ความพึงพอใจในการใชแ้ ผน่ รองเท้า คือ ความพงึ พอใจในด้านความหอม (2558) ///////วธิ ีดับกล่ินเท้า มกี ล่ินเท้าเหมน็ ทําไงดี(ออนไลน์)สืบค้นจาก
การไมม่ กี ลิ่นเหม็นแทรก ความสะดวกสบายในการใช้ และความชอบแผ่น https://medthai.com ///////วิธีดับกลิ่นเท้า คะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (2558)
รองเท้า กล่ินเท้า…ใครวา่ ไมส่ ําคัญ ///////(ออนไลน์) สืบค้นจาก
https://pharmacy.mahidol.ac.th//knowledge/article/ ///////290กลิ่นเท้า
2) ความสามารถในการกําจัดกล่ินไมพ่ งึ ประสงค์ในรองเท้า คือ สารสกัดจากผวิ
มะกรูด เปลือกส้ม และแผน่ กําจัดกลิ่นท่ีมขี ายตามท้องตลาด สามารถกําจดั กลิ่นไม่ <<ครู ท่ีปรึกษาโครงงาน>>
พงึ ประสงค์ได้
คณุ ครู ปนัดดา สุรเมธสกุล

คณุ ครู ภัทรกิตติ์ วรรณสุทธ์ิ

คณุ ครู เอกชัย สุเคหา

คณะผูจ้ ดั ทํา

นายจิรวฒั น์ ศรแี ก้ว เลขที่3
นายปรนิ ทร รตั นถาวร เลขที่7

นายวชิรวทิ ย์ มชี าญ เลขท่ี11

โรงเรียนโครงการห้องเรียนพเิ ศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
เครือข่ายภาคกลางตอนบน

ตวั อยางผลการทดลองในสปั ดาหท่ี 1 อตั ราสวนระหวางนํ้าและเชื้อราไตรโคเดอรม า
1 : 250

การนาเสนอโครงงานของนักเรียนโครงการห้องเรยี นพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดลอ้ ม
โรงเรยี นอุทัยวทิ ยาคม จังหวดั อุทัยธานี

การศึกษาประสิทธภิ าพของอนภุ าคเงินนาโน (AgNPs) จากสารสกัดใบกะเพราควาย
ที่มคี วามสามารถในการยับยัง้ เชื้อจลุ ินทรีย์บนหน้ากากอนามยั

บทคดั ยอ่ ผลการทดลอง

โครงงานน้ีมีวัตถุประสงค์ดังน้ี เพื่อศึกษาเช้ือจุลินทรีย์ในหน้ากากอนามัย ตอนที่ 1 ศึกษาเช้ือจลุ ินทรีย์ในหน้ากากอนามัย
สังเคราะห์อนุภาคเงินนาโน (AgNPs) ด้วยสารสกัดจากใบกะเพราควาย และการนา
อนุภาคเงินนาโนท่ีสังเคราะห์ได้จากพื ชไปประยุกต์ใช้งานในด้านการยับย้ัง ลกั ษณะโคโลนีลักษณะผิวเรียบ
เช้ือจุลินทรีย์บนหน้ากากอนามัย ซ่ึงมีวิธีการดาเนินการแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ขอบนูนและเป็นวงใส ขอบชัดเจน
ได้แก่ ข้ันตอนที่ 1 ศึกษาเช้ือจุลินทรีย์ในหน้ากากอนามัย ข้ันตอนที่ 2 การ มีสีเหลืองอ่อน
สังเคราะห์ AgNPs ด้วยสารสกัดจากใบกะเพราควาย ข้ันตอนท่ี 3 ประสิทธิภาพ
การยับยัง้ เชื้อของ AgNPs ใชว้ ธิ ีการ Well diffusion method ตอนท่ี 2 ศึกษาการสังเคราะห์ AgNPs ตอนท่ี 3 ประสิทธิภาพการ
ดว้ ยสารสกดั จากใบกะเพราควาย ยับย้ังเช้อื ของ AgNPs
ผลการทดลองพบวา่ เชอื้ จลุ ินทรยี ์ในหน้ากากอนามยั น้นั เปน็ Bacteria sp.
และสารสกัดจากใบกะเพราควายสามารถรีดิวซ์สารละลายซิลเวอร์ไนเตรต (AgNO3) การเปลย่ี นสีของสารละลาย สารละลาย ค่าเฉล่ยี Inhibition zone
ใหอ้ นุภาคอยู่ในระดบั นาโนได้ พบว่า อนภุ าคเงนิ นาโนทใี่ ชป้ รมิ าตรของสารสกดั จาก (mm.)
ใบกระเพราะควาย จานวน 4 มิลลลิ ติ ร (AgNPs4) ประสิทธิภาพในการยบั ยงั้ เช้อื ไดด้ ี Os Os Os Os Os Os Os Os Os Os
ท่สี ุด จงึ นาไปประยุกต์ใชโ้ ดยการเคลือบบนแผน่ กรองหน้ากาก อนามยั ได้ 1 mL 2 mL 3 mL 4 ml 5 ml 1 mL 2 mL 3 mL 4 ml 5 ml AgNPs1 14.42
AgNPs2 15.67
บทนา วธิ ีการทาง AgNPs3 14.00
เคมสี ีเขียว AgNPs4 17.08
ทม่ี าและความสาคัญ AgNPs5 15.67

ก่อน หลงั AgNPs1 AgNPs2

การวดั UV-VIS Control + Control - Control + Control -

AgNPs AgNPs3 AgNPs4

การสะสมเชอ้ื จลุ นิ ทรยี ์ อนภุ าคเงนิ นาโน ยับยัง้ เชือ้
ในหนา้ กากอนามยั
ในหน้ากากอนามยั จากสารสกดั ใบกะเพราควาย Control + Control - Control + Control -

วตั ถปุ ระสงค์

1. เพ่ือศึกษาเชอ้ื จลุ ินทรียใ์ นหนา้ กากอนามัย AgNPs5 Control + Control -

2. เพ่ือศึกษาการสังเคราะห์ AgNPs โดยใช้สารสกดั จากใบกะเพราทเ่ี ปน็ สรุปผลและอภปิ รายผล

ตวั รีดวิ ซ์ ตอนท่ี 1 ศึกษาเช้ือจลุ นิ ทรียใ์ นหนา้ กากอนามัย
-เปน็ เชอ้ื จลุ นิ ทรียป์ ระเภท Bacteria sp.
3. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการยับยง้ั เชอ้ื จุลินทรยี ์ของ AgNPs
ตอนท่ี 2 ศึกษาการสังเคราะห์ AgNPs ดว้ ยสารสกัดจากใบกะเพรา
วธิ ีการทดลอง -สารสกัดจากใบกะเพราควายมีสารสาคญั คอื ฟลาโวนอยดท์ ี่อยู่

ตอนท่ี 1 ศึกษาเช้อื จลุ นิ ทรยี ์ในหนา้ กากอนามยั ในกลมุ่ ของฟลาโวน ซึง่ สามารถรีดิวซ์ AgNO3 (aq) ใหเ้ ปน็ อนภุ าคเงนิ
นาโนได้ (AgNPs) โดยสังเกตสีทเ่ี ปลยี่ นแปลงและการวดั UV-VIS
Swab เชื้อจากหน้ากากอนามัย สังเกตโคโลนีของเชือ้ ทเ่ี กิดขึน้ ตอนท่ี 3 ประสิทธิภาพการยบั ยง้ั เชอ้ื ของ AgNPs

ตอนที่ 2 การศึกษาการสังเคราะห์ AgNPs ด้วยสารสกดั จากใบกะเพราควาย -AgNPs4 น้นั มีประสิทธิภาพการยบั ยั้งเชอื้ มีประสิทธิภาพดีทส่ี ุด
และนามาประยกุ ต์ใช้โดยเคลอื บบนแผ่นกรองหน้ากากอนามัยได้
Os Os Os Os Os
1 mL 2 mL 3 mL 4 ml 5 ml ข้อเสนอแนะ

เตรยี มสารสกดั จากใบกะเพราควาย เทสารสกดั จากใบกะเพราใส่ใน AgNO3 (aq) นาสารละลายมาวัดคา่ 1. ศึกษาสมุนไพรชนดิ อน่ื ๆทน่ี ามาใชใ้ นการสังเคราะหอ์ นภุ าคเงนิ นาโน
จานวน 1 , 2 , 3 , 4 และ 5 ml. และ ทิง้ ไว้ 24 hr. และสังเกตสีที่เปล่ียนแปลงไป UV-VIS 2. ศึกษาเช้ือจุลินทรีย์ชนดิ แกรมบวกและชนดิ แกรมลบเพ่ิมเตมิ ในการศึกษา
0.001 M AgNO3 (aq) จานวน 10 mL
ครั้งตอ่ ไป
ตอนที่ 3 การศึกษาประสิทธภิ าพการยบั ย้งั เชื้อจลุ นิ ทรีย์ของ AgNPs
เอกสารอ้างองิ
Control + Control -
Kumar, R., Roopanb, S.M., Prabhakarnc, A., Khannaa, V.G. and Chakrobortyd, S. (2558) Agricultural waste Annona
squamosa peel extract: Biosynthesis of silver nanoparticles. Spectrochimica Acta Part A: Molecular and
Biomolecular Spectroscopy, 90:173–176.

ทดสอบดว้ ยวธิ ีการ well diffusion method วัดเส้นผ่านศูนย์กลาง

โดยทาซ้า 6 ครงั้ Inhibition zone และหาคา่ เฉลย่ี

โโรรงงเเรรยี ียนนโโคครรงงกกาารรหหอ้ ้องงเเรรียยี นนพพิเิเศศษษววิททิ ยยาาศศาาสสตตรร์ ์ คคณณติ ติ ศศาาสสตตรร์ ์ เเททคคโโนนโโลลยยแี แี ลละะสสิ่ง่ิงแแววดดลล้อ้อมม
เเคครรอื ือขข่าา่ ยยภภาาคคกกลลาางงตตออนนบบนนววันันทที่ ่ี 1155--1166 กกันันยยาายยนน 22556644

การนาํ เสนอโครงงานของนกั เรยี นหอ้ งเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตรเ์ ทคโนโลยแี ละสงิ แวดล้อม
โรงเรยี นนวมนิ ทราชูทิศ บดนิ ทรเดชา

สเปรยท์ ําความสะอาดโชติชว่ งชชั วาล
Chodchungchudchawan cleaning spray

บทคัดยอ่ ทีมาและความสาํ คัญ

การศึกษาครงั นเี ปนการศึกษาเชงิ ทดลอง มวี ตั ถปุ ระสงค์เพอื ศึกษาสมุนไพรที จากสงั เกตโต๊ะในบรเิ วณโรงอาหารของโรงเรยี นพบวา่ มคี ราบสกปรกบนโต๊ะอาหารทีหลงเหลืออยูห่ ลังจากการรบั ประทาน
สามารถนาํ มาทดแทนการใชผ้ ลิตภัณฑ์จากสารเคมไี ดแ้ ก่ ตะไคร้ ใบมะกรดู และศึกษา อาหารเชา้ และอาหารกลางวนั มลี ักษณะเปนคราบตกค้างสว่ นใหญ่ โดยความสกปรกเกิดจากเศษอาหารต่างๆ ความมนั ของ
เปรยี บเทียบคณุ สมบตั ิของนาํ ยาสเปรยอ์ เนกประสงค์ทีผลิตขนึ กับนาํ ยาในท้องตลาด อาหารทีตกค้างอยู่ และในบางบรเิ วณเกิดจากมูลของนก ซงึ เปนสาเหตทุ ําใหเ้ กิดการสะสมของเชอื โรคต่างๆได้ ยกตัวอยา่ งเชน่
โดยศึกษาคณุ สมบตั ิการกําจดั สงิ สกปรก คราบความมนั ทีอยูบ่ นโต๊ะอาหารในพนื ผวิ เชอื ราครปิ โตคอคคัส นโี อฟอรแ์ มนส์ (Cryptococcus neoformans) ซงึ เปนเชอื ราทีพบไดบ้ อ่ ยในกล่มุ นกพริ าบและนกตระกลู
ชนดิ ต่างๆ รวมไปถึงปญหาคราบมูลนกบนโต๊ะอาหารของโรงเรยี น โดยวธิ กี ารทดลอง เดยี วกัน อีกทังในตัวนกพริ าบยงั มไี รนก พยาธิ เชอื ไวรสั ตับอักเสบบี เชอื ก่อโรคเยอื หมุ้ สมองอักเสบ ปอดอักเสบเฉียบพลัน ถ้า
ศึกษาอัตราสว่ นของสว่ นประกอบและประสทิ ธภิ าพ ไดแ้ ก่ ผลการขจดั คราบมนั บนพนื หากไดร้ บั เชอื เหล่านเี ขา้ สรู่ า่ งกายก็อาจจะก่อใหเ้ กิดผลเสยี ต่อรา่ งกายทีไดก้ ล่าวไปแล้วขา้ งต้น นอกจากนคี ราบสงิ สกปรกและ
โต๊ะผวิ ไม้ กระจก พลาสติก คณุ สมบตั ิเรอื งกลิน สเปรยอ์ เนกประสงค์ กับ แมบ่ า้ น เศษอาหารจะสง่ กลินเหมน็ และดไู มส่ ะอาดตา จงึ เปนอุปสรรคสาํ หรบั การรบั ประทานอาหารในโรงอาหาร หรอื การใชป้ ระโยชน์
พนกั งานทําความสะอาด โรงเรยี นนวมนิ ทราชนิ ทู ิศ บดนิ ทรเดชา มกี ารสมุ่ ตัวอยา่ ง อืนๆ จากโต๊ะอาหารเชน่ สอบยอ่ ย หรอื ใชค้ ยุ งานกล่มุ
จาํ นวน 3 คน เก็บรวบรวมขอ้ มูลโดยการทําแบบสอบถาม และนาํ ไปใหท้ ดลอง ผลการ
ศึกษาค้นควา้ พบวา่ สเปรยท์ ําความสะอาดโชติชว่ งชชั วาลนี เปนสเปรยท์ ีนาํ มาใชเ้ ชด็ ผลิตภัณฑ์ทําความสะอาดทีมจี าํ หนา่ ยในท้องตลาดสว่ นใหญม่ อี งค์ประกอบเปนสารเคมี ซงึ สารเคมเี หล่านอี าจจะเปน
เพอื ขจดั คราบมนั คราบสงิ สกปรก สง่ กลินทีหอมเปนเอกลักษณจ์ ากสมุนไพรโดย อันตรายและก่อใหเ้ กิดผลเสยี ต่อสขุ ภาพ ในบางรายอาจจะเกิดอาการแพส้ ารเคมบี างชนดิ จากการสมั ผสั ได้ ทางผจู้ ดั ทําไดเ้ ล็ง
การนาํ ตะไคร้ ใบมะกรดู มาใชเ้ ปนสว่ นผสมของสเปรยท์ ําความสะอาดทีผจู้ ดั ทําไดท้ ําขนึ เหน็ ถึงประโยชนแ์ ละสรรพคณุ ของสมุนไพรทีจะนาํ มาทดแทนสารเคมี สมุนไพรเหล่านพี บไดท้ ัวไปในชุมชน มคี วามปลอดภัย
นาํ มาแทนการใชน้ าํ ยาทําความสะอาดจากสารเคมี ซงึ ชว่ ยสามารถลดต้นทนุ ในการซอื และมรี าคาถกู อีกดว้ ย
นาํ ยาทําความสะอาดโต๊ะได้
จากเหตผุ ลทีกล่าวมาคณะผจู้ ดั ทําจงึ จดั ทําผลิตภัณฑ์ทําความสะอาดโชติชว่ งชชั วาลขนึ มา คณะผจู้ ดั ทําหวงั เปนอยา่ งยงิ วา่
จะเกิดการลดค่าใชจ้ า่ ยในการซอื ผลิตภัณฑ์ทําความสะอาด ดบั กลินไมพ่ งึ ประสงค์ และไมก่ ่อใหเ้ กิดอันตรายในการสมั ผสั

วตั ถปุ ระสงค์ ขอ้ ตกลงเบอื งต้นและศัพท์เทคนิค

1. เพอื ศึกษาสมุนไพรทีสามารถนาํ มาทดแทนการใชผ้ ลิตภัณฑ์จากสารเคมี 1. สมุนไพร หมายถึง ยาทีไดจ้ ากพชื สตั ว์ หรอื แร่ ซงึ ยงั ไมไ่ ดผ้ สมปรงุ ซงึ ยงั ไมไ่ ดผ้ า่ นการแปรรปู ใดๆ
2.เพอื ศึกษาคณุ สมบตั ิและสรรพคณุ ของสมุนไพร 2.สารทําความสะอาด หมายถึง คณุ สมบตั ิในการกําจดั ความสกปรกต่างๆตลอดจนฆา่ เชอื โรคทีเกาะอยูต่ าม
3.เพอื ใหไ้ ดส้ เปรยท์ ําความสะอาดทีทํามาจากสมุนไพร
พนื ผวิ หรอื สงิ ของ

ผลการดําเนินงาน

สี กล่ิน คา pH สี กลน่ิ คา pH สี กลนิ่ คา pH

สูตรสเปรยท ําความสะอาดโตะ วันแรก ผา นไป ผา นไป วันแรก ผา นไป ผานไป วนั แรก ผานไป ผา นไป สูตรสเปรยท าํ ความสะอาดโตะ วนั แรก ผานไป ผา นไป วันแรก ผา นไป ผา นไป วันแรก ผานไป ผานไป สูตรสเปรยทําความสะอาดโตะ วนั แรก ผา นไป ผานไป วันแรก ผานไป ผานไป วนั แรก ผานไป ผา นไป
สตู ร 1: ตะไคร + น้ําสม สายชู 1 สัปดาห 2 สปั ดาห 1 สปั ดาห 2 สัปดาห 1 สปั ดาห 2 สปั ดาห สูตร 1: ตะไคร + น้ําสมสายชู 1 สปั ดาห 2 สัปดาห 1 สัปดาห 2 สัปดาห 1 สัปดาห 2 สปั ดาห สูตร 1: ตะไคร + น้ําเกลือ 1 สปั ดาห 2 สัปดาห 1 สปั ดาห 2 สัปดาห 1 สปั ดาห 2 สปั ดาห

เหลือง-สม สม-แดงออน แดงเขม ตะไครออ น น้ําสม สายชู ฉนุ 4-5 4-5 5 เขยี วออน เขียวขมี้ าเขม น้ํ าตาลเขม ตะไครออน น้ํ าสมสายชู ฉนุ 3-4 3-4 3-4 เหลอื ง-สม สม -แดงออน น้ําตาลแดง หอมตะไคร ตะไครอ อน น้ําสมสายชู 5-6 5-6 5-6
+น้ํ าสมสายชู -เหลอื ง -น้ํ าตาล +น้ํ าสมสายชู

สตู ร 2 : มะกรดู + น้ําสมสายชู เขยี วขมี้ า ออ น เขียวขมี้ าออ น เขียวขมี้ าเขม มะกรูดออ น น้ําสม สายชู ฉนุ 3-4 3-4 3-4 สูตร 2 : มะกรูด + น้ําสมสายชู เขยี วขมี้ าออ น เขยี วขมี้ าเขม เขยี วขมี้ า เขม มะกรดู ออ น น้ํ าสมสายชู ฉุน 4-5 4-5 5 สตู ร 2 : มะกรดู + น้ําเกลือ เขียวขีม้ า ออ น เขียวขมี้ า ออ น เขยี วขมี้ า เขม หอมมะกรูด มะกรดู ออ น น้ําสม สายชู 6 6 6
+น้ําสม สายชู +น้ําสม สายชู 3

สูตร 3 : ตะไคร + มะกรดู เขยี วขมี้ า ตะไคร สูตร 3 : ตะไคร + มะกรดู ตะไคร สูตร 3 : ตะไคร + มะกรูด เขียวขีม้ า หอมตะไคร ตะไคร
+ น้ําสม สายชู เขม -น้ําตาล +มะกรดู ออ น + น้ําสม สายชู + น้ําเกลอื เขม -น้ําตาล +มะกรดู
เขยี วขมี้ า เขม น้ํ าตาล +น้ําสม สายชู น้ํ าสมสายชู ฉุน 5-6 5-6 5 เขียวขีม้ า ออ น น้ําตาลออ น น้ําตาล +มะกรดู ออน น้ําสม สายชู ฉุน 2-3 2-3 เขียวขมี้ าเขม น้ํ าตาลเขม +มะกรูดออนๆ น้ําสม สายชู 6 6 6

+น้ํ าสมสายชู

ผลการทดสอบคณุ สมบตั ิของสเปรย์ ผลการทดสอบคณุ สมบตั ิของสเปรย์ ผลการทดสอบคณุ สมบตั ิของสเปรย์
สตู รนาํ สม้ สายชู สตู รนาํ สม้ สายชู สตู รนาํ เกลือ

(ทดลองครงั ที 1 ) (ทดลองครงั ที 2 ) (ทดลองครงั ที 2 )

สรุปผลและอภิปรายผล

จากการทีผจู้ ดั ทําไดน้ าํ สมุนไพรทีมใี นท้องถินมาใชแ้ ปรรปู เปนสเปรยโ์ ชติชว่ งชชั วาล ซงึ เปนสเปรยท์ ีใชท้ ําความสะอาดสงิ ของต่างๆ สามารถใชใ้ นการขจดั คราบมนั คราบสงิ สกปรก รวมทังสง่
กลินทีหอมเปนเอกลักษณจ์ ากสมุนไพรทีนาํ มาเปนองค์ประกอบคือ ตะไคร้ ใบมะกรดู มาใชใ้ นการดบั กลินไมพ่ งึ ประสงค์ สเปรยท์ ําความสะอาดโชติชว่ งชชั วาลนคี ณะผจู้ ดั ทําไดท้ ําขนึ มาเพอื ทดแทนการ
ใชน้ าํ ยาทําความสะอาดประเภทต่างๆจากสารเคมี ซงึ ชว่ ยลดต้นทนุ ในการซอื ผลิตภัณฑ์ทําความสะอาด สามารถนาํ สมุนไพรในท้องถินมาใชใ้ หเ้ กิดประโยชนส์ งู สดุ รวมถึงศึกษาคณุ สมบตั ิและสรรพคณุ
ของแต่ละสมุนไพรทําใหอ้ อกมาเปนสเปรยท์ ําความสะอาดทีดแี ละใชไ้ ดจ้ รงิ

โรงเรยี นโครงการหอ้ งเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสงิ แวดล้อม
เครอื ขา่ ยภาคกลางตอนบน วนั ที 15-16 กันยายน พ.ศ.2564

การนาํ เสนอโครงงานของนักเรยี นห้องเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสิงแวดลอ้ ม

โรงเรยี นอ่างทองปทมโรจน์วทิ ยาคม

การศกึ ษาประสทิ ธภิ าพของแบคทเี รยี ละลายโพแทสเซยี มต่อการงอกของเมล็ดพะยงู พันธไ์ุ ทย

EFFECT OF POTASSIUM SOLUBILIZING BACTERIA (KSB) TO ENHANCE SEED GERMINATION OF DALBERGIA COCHINCHINENSIS PIERRE

ผจู้ ดั ทํา : นายธติ พิ ันธ์ุ ปานโสภณ, นายชนกนั ต์ กิตตวิ ิริยะ, นางสาวรฐั ชญา แสงวิเชยี ร
ครูทปี รกึ ษา : นายวิศรุฒม์ เอมสมบรู ณ์

ทีมาและความสาํ คญั

+K +K +K

+K

พะยงู เปนไม้ยืนต้นมเี นอื ไมท้ ี นาํ มาทาํ ไม้ทมี คี ณุ ภาพดอี ีกทงั ยัง เมล็ดของพะยูงมีเปลอื กหุ้มเมล็ดทหี นาส่งผล แบคทเี รยี ละลายโพแทสเซยี ม(KSB) แบคทีเรียละลายโพแทสเซียม( KSB)
ละเอยี ดแขง็ ทนทานสีนําตาล สามารถใช้ประโยชน์ในการเลียง ทําใหน้ ําไมส่ ามารถเข้า สู่ภายในเมลด็ ได้ เปนจุลินทรยี ท์ ีอย่บู รเิ วณ ซงึ มบี ทบาทสาํ คญั ตอ่ การเจริญเติบโตของพืช
ออ่ นจัดเปนไม้เศรษฐกจิ ทมี ี ครัง(Lac)ซงึ เปนเพลียอาศยั เกาะ ทําให้อตั ราการงอกของพะยงู ต่
มูลคา่ สูงและยังมีประโยนใ์ น ตามกงิ ไม้ รากพืช เชน่ รากของต้นพะยูงไทย และจากการศึกษาเพิมเตมิ พบว่าจลุ ินทรีย์
ด้านตา่ งๆมากมาย บริเวณรากสามารถสง่ เสรมิ การเจริญเตบิ โต

และมีการหลังฮอรโ์ มนพืช
ทีมีสว่ นชว่ ยในการกระต้นุ การงอกของเมล็ด

บทคดั ย่อ วธิ กี ารดําเนนิ งาน แชเ่ มล็ดในกรดซลั ฟวริก 98%

นําเมล็ดทีแช่กรดไปอบทีอณุ หภูมิ 3 ระดับ

โครงงาน เรอื ง การศึกษาประสทิ ธภิ าพของแบคทีเรยี ละลายโพแทสเซียมตอ่ การงอกของเมล็ดพะยูงพันธ์ไุ ทย มี

วัตถปุ ระสงคเ์ พือ

1) ศึกษาผลของอณุ หภมู ิทีมตี อ่ การงอกของเมลด็ พะยูง

2) ศึกษาการเพาะเมล็ดพะยูงดว้ ยแบคทีเรยี ละลายโพแทสเซียม

3) ศึกษาอัตราสว่ นของแบคทีเรียละลายโพแทสเซยี มทมี ีผลตอ่ อัตราการงอกของเมล็ดพะยูง ทําอาหารแบคทเี รยี นําอาหารเข้าตู้ Autocrape เขยี เชอื แบคทเี รียKSB

4) ศกึ ษาการสร้าง KSB ball จากแบคทเี รยี ละลายโพแทสเซยี ม โดยเพาะเมล็ดพะยูงทีอณุ หภูมติ า่ งกนั 3 ระดบั คอื 25,

30 และ 35 องศาเซลเซียส ระยะเวลา 48 ชวั โมง จากนนั นาํ แบคทเี รียละลายโพแทสเซยี มผสมกับ สารละลาย

โพแทสเซียมคลอไรด์เขม้ ข้น 0.1 mol/L มาใสใ่ นวัสดุรองฐานเพาะเมล็ดพะยงู และอบทีอณุ หภูมิ 35 องศาเซลเซยี ส ใน

ระยะเวลาทตี ่างกัน 3 ระดับ คอื 24, 48 และ 72 ชัวโมง และศึกษาอตั ราส่วนของแบคทเี รยี ละลายโพแทสเซยี ม :

สารละลายโพแทสเซยี มคลอไรด์เข้มข้น 0.1 mol/L ใน 3 อตั ราส่วน คอื 1:1, 2:1 และ 3:1 ทอี ุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส

ระยะเวลา 48 ชวั โมง และนาํ แบคทีเรียละลายโพแทสเซยี มมาขนึ รปู เปน KSB ball โดยมอี ตั ราส่วนของแบคทีเรยี ละลาย - - - ทาํ KSB ball - - -

โพแทสเซยี ม : แปงมนั สาํ ปะหลัง : อาหารวุน้ : นํา เปน 3 อตั ราส่วน คอื 1:1:1:1, 1:1:1:2 และ 1:1:1:3 ผลการศึกษาพบวา่

1) อณุ หภูมิมผี ลตอ่ การงอกของเมลด็ พะยูงโดยอณุ หภมู ิทีเหมาะสมทีสุดในการงอกของเมลด็ พะยูง คอื 35 องศา-

เซลเซยี ส ในระยะเวลา 48 ชวั โมง 2) แบคทีเรยี ละลายโพแทสเซียมมีผลตอ่ การงอกของเมล็ดพะยงู โดยทําให้รากมคี วาม

ยาวเฉลีย 1.22 cm. 3) อตั ราส่วนของแบคทเี รียละลายโพแทสเซยี ม : สารละลายโพแทสเซียมคลอ-ไรด์เขม้ ขน้ 0.1

mol/L ที 2:1 ทาใหร้ ากมีความยาวเฉลยี มากทีสุด คือ 0.97 cm. 4) การสรา้ ง KSB ball อัตราส่วน 1:1:1:1 ทาให้

เกดิ การคงรปู ร่างของ KSB ball ไดด้ ที ีสุด สรุปได้ว่าแบคทีเรยี ละลายโพแทสเซียมส่งผลใหเ้ มลด็ พะยูงงอกได้เรว็ ขึน โดย

อตั ราส่วนของแบคทเี รียละลายโพแทสเซยี ม : สารละลายโพแทสเซียมคลอไรดเ์ ข้มขน้ 0.1 mol/L ที 2:1 ในอณุ หภมู ิ 35

องศาเซลเซยี ส ระยะเวลา 48 ชวั โมง ทาให้รากมคี วามยาวมากทีสดุ และสามารถสร้าง KSB ball ทีมสี ว่ นผสมของ

แบคทีเรยี ละลายโพแทสเซียมได้ สรปุ ผลการทดลอง

วตั ถุประสงค์ 1.อุณหภูมทิ เี หมาะในการงอกเมล็ดพะยูง คือ 35 °C เวลา 48 ชม. ความยาวรากเฉลีย 0.2 cm
2.แบคทีเรยี มีผลตอ่ การงอกของเมล็ดพะยงู โดยทําใหม้ คี วามยาวรากเฉลยี คือ 1.22 cm
1. เพือศกึ ษาผลของอุณหภูมิทมี ีตอ่ การงอกของเมลด็ พะยงู 3.อตั ราส่วนของแบคทีเรียละลายโพแทสเซยี ม:สารละลายโพแทสเซยี มคลอไรด์ ที 2:1 ทาํ ใหร้ ากมีความยาวเฉลียมากทีสุด
2. เพือศกึ ษาการเพาะเมลด็ พะยงู ด้วยแบคทีเรียละลายโพแทสเซยี ม คือ 0.97 cm
3. เพือศกึ ษาอัตราสว่ นของแบคทเี รยี ละลายโพแทสเซียมทมี ผี ลตอ่ อตั ราการงอกของเมลด็ พะยงู 4.จากการศกึ ษาการสร้าง KSB ball สตู รที 1 คือ 1:1:1:1 สามารถคงตัวรูปร่างไดด้ ีทสี ดุ
4. เพือศกึ ษาการสร้าง KSB ball จากแบคทเี รยี ละลายโพแทสเซียม

สมมตฐิ าน ขอ้ เสนอแนะ

1. อณุ หภูมมิ ผี ลต่อการงอกของเมล็ดพะยูง 1. ควรศกึ ษาผลของแบคทีเรียละลายโพแทสเซยี มทีมตี อ่ เมล็ดพืชชนิดอนื
2. แบคทเี รียละลายโพแทสเซียมมผี ลตอ่ การงอกของเมล็ดพะยงู 2. ควรศกึ ษาระยะเวลาในการงอกทีเหมาะสมของพืชแตล่ ะชนดิ เนอื งจากบางชนิดงอกไดด้ ใี น
3. อตั ราส่วนของแบคทีเรยี ละลายโพแทสเซียมตา่ งกันทําให้เมล็ดพะยูงงอกได้ต่างกัน อณุ หภูมิทีแตกตา่ งกัน
4. สามารถสรา้ ง KSB ball จากแบคทเี รียละลายโพแทสเซยี มได้

โรงเรียนโครงการหอ้ งเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยีและสงิ แวดลอ้ ม
เครือขา่ ยภาคกลางตอนบน 15-16 กันยายน พ.ศ. 2564



การน้าเสนอโครงงานหอ้ งเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี และส่งิ แวดลอ้ ม
โรงเรยี นสตรอี า่ งทอง

การศกึ ษาอตั ราส่วนและวิธกี ารใชส้ ารสกดั จากเปลือกกลว้ ยนา้ ว้าดิบต่อการชะลอการเกดิ สนี ้าตาลในดอกมะลิลา
The study on the ratio and use of extract from raw cultivated banana peel delaying browning of jasmine flower ( Jasminum sambac Ait. )

ทมี่ าและความสา้ คญั วธิ ดี า้ เนนิ การทดลอง

ดอกมะลิลาสามารถน้ามาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย แต่มีข้อจ้ากัด คือ ตอนที่ 1 การสกดั สารสกัดจากเปลือกกลว้ ยนา้ วา้ ดบิ 1
ภายหลังการเก็บเกี่ยวจากต้นแล้ว ดอกมะลิลาจะมีอายุการใช้งานค่อนข้างสัน 1. หน่ั เปลอื กกล้วยน้าวา้ ดบิ ขนาดเล็กประมาณ 2 มลิ ลเิ มตร แล้วผึ่งลมไวใ้ หแ้ ห้ง
เน่ืองจากการเปล่ียนแปลงทางชีวเคมภี ายในดอกซงึ่ จะน้าไปสู่การเส่ือมสภาพของดอก
เช่น การเปลย่ี นเปน็ สีนา้ ตาลของกลบี ดอก และการเห่ียวแหง้ ของดอก เปน็ ต้น 2. อบเปลอื กกล้วยนา้ ว้าดบิ ท่ีได้จากขนั ตอนที่ 1 ในต้อู บลมรอ้ นทอ่ี ณุ หภูมิ 80 °C นาน 5 ชว่ั โมง

โดยการชะลอการเกิดสีน้าตาลในดอกมะลิลาท้าได้ด้วยการใช้สาร 3. บดเปลอื กกล้วยนา้ ว้าดบิ จนละเอยี ด และเตรียมเอทลิ แอลกอฮอล์ความเข้มขน้ 70%
แอนติออกซิเดนท์เพื่อยืดอายุการใช้งานของดอกไม้ โดยสารแอนติออกซิเดนท์ที่ทาง
ผู้จัดท้าเลือกน้ามาใช้ คือ สารสกัดจากเปลือกกล้วยน้าว้าดิบ เนื่องจากเปลือกกล้วย 4. เตรียมอตั ราส่วนระหว่างเปลอื กกลว้ ยน้าว้าดิบบดละเอียดต่อเอทิลแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 70% (g : ml)
น้าว้าดิบมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกซ่ึงเป็นสารแอนติออกซิเดนท์สูงกว่ากล้วย
ชนิดอ่นื ๆ เปน็ 1 : 5, 1 : 10, 1 : 15 และ 1 : 20

เน่ืองจากการแก้ไขปัญหาการเสื่อมสภาพของดอกไม้ตามท้องตลาด 5. แช่เปลือกกล้วยน้าว้าดิบบดละเอียดในเอทิลแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 70% ตามอัตราส่วนในขันตอนที่ 4
โดยทั่วไป มักมีการน้าสารฟอร์มาลดีไฮด์หรือสารฟอร์มาลีนมาใช้ในการชะลอ
การเสื่อมสภาพของดอกไม้ซ่ึงเป็นอันตรายต่อร่างกายหากได้รับสารนีเข้าไปผ่านทาง เป็นเวลา 24 ช่วั โมง
กระบวนการหายใจและการสัมผัส ดังนันทางคณะผ้จู ัดท้าจึงได้ท้าการศึกษาอตั ราส่วน
และวิธีการใช้สารสกัดจากเปลือกกล้วยน้าว้าดิบต่อการชะลอการเกิดสีน้าตาล 6. กรองสารสกัดทไี่ ดท้ งั หมด 2 ครัง แล้วบรรจุสารสกัดลงในขวดแก้วท่ีมีฝาปดิ และขวดสเปรย์
ของดอกมะลลิ า
ตอนท่ี 2 การทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดจากเปลือกกล้วยน้าว้าดิบต่อการชะลอการเกิดสีน้าตาล
ในดอกมะลิลาโดยวธิ ีการแช่

2 1. นา้ ดอกมะลิลาแช่ลงในสารสกดั จากเปลือกกล้วยน้าวา้ ดิบในอัตราสว่ นต่าง ๆ เป็นเวลา 30 และ 60 วนิ าที

2. บันทึกภาพการเปล่ียนแปลงสีของกลีบดอกมะลิลาทุก ๆ 1 วัน แล้ววิเคราะห์ข้อมูลที่ได้และบันทึกผลลงใน
ตารางบนั ทกึ ผล

ตอนท่ี 3 การทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดจากเปลือกกล้วยน้าว้าดิบต่อการชะลอการเกิดสีน้าตาลใน 3
ดอกมะลิลาโดยวิธกี ารฉดี ด้วยขวดสเปรย์

1. ฉีดสารสกดั จากเปลือกกล้วยน้าว้าดิบในอัตราส่วนต่าง ๆ ด้วยขวดสเปรย์ลงบนดอกมะลิลา โดยฉีดทังหมด
4 ครัง/ดอก และฉดี ใหท้ ว่ั ทงั ดอก

2. บันทึกภาพการเปลี่ยนแปลงสีของกลีบดอกมะลิลาทุก ๆ 1 วัน แล้ววิเคราะห์ข้อมูลที่ได้และบันทึกผลลงใน
ตารางบันทกึ ผล

จุดมงุ่ หมายของการศึกษาคน้ คว้า ตารางบนั ทึกผลการทดลองชุดการทดลองที่ 1, 11 และ 12

เพื่อท้าการศึกษาหาอัตราส่วนและวิธีการใช้สารสกัดจากเปลือกกล้วย ชดุ การ อัตราส่วน วธิ ีการใช้ วันที่ 1 ค่าสที ม่ี ีค่ารอ้ ยละสงู สดุ ในแต่ละวัน วนั ที่ 4
น้าว้าดบิ ต่อการชะลอการเกิดสีนา้ ตาลในดอกมะลิลา ทดลองท่ี เปลือกกลว้ ยน้าวา้ ดิบ สารสกัด วนั ท่ี 2 วนั ที่ 3 Raw Umber
: เอทลิ แอลกอฮอล์
สมมตฐิ านของการศกึ ษาค้นคว้า Tobacco Brown Russet
(g : ml)
อัตราส่วนและวิธีการใช้สารสกัดจากเปลือกกล้วยน้าว้าดิบท่ีเหมาะสม
มีผลต่อการชะลอการเกิดสีน้าตาลในดอกมะลิลา

1 (ชดุ ควบคุม) - - ไมเ่ กดิ สีนา้ ตาล

ตวั แปรที่เก่ยี วข้อง Saddle Brown
11 1 : 20 แช่ 30 วินาที ไมเ่ กดิ สนี ้าตาล ไมเ่ กิดสนี า้ ตาล ไม่เกิดสนี า้ ตาล
ตัวแปรตน้ ไดแ้ ก่ อัตราส่วนและวธิ กี ารใช้สารสกดั จากเปลือกกลว้ ยน้าวา้ ดบิ
ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ ระยะเวลาในการเร่ิมเกิดสีน้าตาลในดอกมะลิลา Fallow Saddle Brown
ตวั แปรควบคมุ ไดแ้ ก่ ดอกมะลิลาจ้านวน 39 ดอก สถานทก่ี ารทดลอง 12 1 : 20 แช่ 60 วินาที ไม่เกดิ สีนา้ ตาล ไม่เกดิ สีน้าตาล

จ้านวนดอกมะลิลาท่ที ดลอง ภาชนะทีใ่ ช้ใส่ อปุ กรณ์การทดลอง

สรปุ ผลการทดลอง

จากการศึกษาเพื่อหาอัตราส่วนและวิธีการใช้สารสกัดจากเปลือกกล้วยน้าว้าดิบต่อการชะลอการเกิดสีน้าตาลในดอกมะลิลาพบว่า จากการเก็บผลก ารทดลองเป็นระยะเวลา 4 วัน
ชุดการทดลองที่ดีที่สุด คือ สารสกัดท่ีมีอัตราส่วนระหว่างเปลือกกล้วยน้าว้าดิบต่อเอทิลแอลกอฮอล์ความเข้มข้นร้อยละ 70 เป็น 1 : 20 โดยใช้วิธีการแช่ดอกมะลิลาในสารสกัดเป็นเวลานาน
30 วินาที

โรงเรียนโครงการหอ้ งเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และส่ิงแวดลอ้ ม

เครือขา่ ยภาคกลางตอนบน

วนั ท่ี 15-16 กันยายน พ.ศ. 2564

ผจู้ ดั ท้า : นางสาวธรรมสรณ์ ศิริลว้ น I นางสาวมณฑติ า เอ่ยี มมงคล ครูท่ีปรึกษาโครงงาน : คณุ ครนู ศิ ารตั น์ ทาพันธ์ I คุณครสู วุ พิชญ์ เกษมสุข



การนาํ เสนอโครงงานของนกั เรยี นโครงการหอ้ งเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาสตรค์ ณิตศาสตรเ์ ทคโนโลยแี ละสงิ แวดล้อม
โรงเรยี นพบิ ูลวทิ ยาลัย

คณะผจู้ ดั ทํา : นางสาวญาณศิ า ธนรตั นส์ วุ รรณ, นางสาวปลายฝน ทองทา, นางสาวมธุรนิ ทร์ นาควงศ์
ทีปรกึ ษา : อาจารยศ์ ศิวมิ ล เกลียวทอง

ทีมาและความสาํ คัญ

ขา้ วเปนสงิ ทีอยูก่ ับคนไทยมาชา้ นาน ไมว่ า่ จะเปนในด้านเกษตรกรรม เศรษฐกิจ หรอื การดาํ รงชวี ติ ซงึ ประเทศไทยมกี ารบรโิ ภคขา้ วเปนอาหารมอื หลัก
ขา้ วประกอบด้วยสารอาหารต่าง ๆ ทีมปี ระโยชน์ต่อรา่ งกาย ซงึ ขา้ วทกุ ชนิดมคี ารโ์ บไฮเดรต โดยเปนแปงเกือบทังหมด มนี าํ ตาลซูโครส (sucrose) และนาํ
ตาลเดกซท์ รนิ (dextrin) เล็กน้อย มโี ปรตีนไมม่ าก สว่ นปรมิ าณไขมนั นันในขา้ วกล้องมปี รมิ าณไขมนั สงู กวา่ ขา้ วชนิดอืน ๆ แต่ขา้ วมอี ายุการเก็บรกั ษาทีสนั
ซงึ การเน่าเสยี ของขา้ วนันเกิดจากหลายปจจยั ได้แก่ ความชนื อุณหภมู สิ งู จุลินทรยี แ์ ละเอนไซม์ เปนต้น

กรดซติ รกิ เปนสว่ นประกอบลงไปทําใหข้ า้ วมอี ายุการเก็บรกั ษาไดน้ านขนึ โดยกรดซติ รกิ มคี ณุ สมบตั ิหลายประการ เชน่ ใชเ้ ปนตัวทําละลายเพอื ใหย้ า
เกิดการแตกตัวและกระจายตัวไดด้ ขี นึ นอกจากนกี รดซติ รกิ ยงั มหี นา้ ทีในการควบคมุ pH ทําใหส้ ามารถใชใ้ นการถนอมอาหารได้ เปนสารกันเสยี หรอื สารแอน
ติออกซแิ ดนท์ (Antioxidant) เนอื งจากมฤี ทธยิ บั ยงั การเกิดปฏิกิรยิ าออกซเิ ดชนั

ดงั นนั กล่มุ ของขา้ พเจา้ จงึ ไดท้ ําการศึกษาระยะเวลาการเนา่ เสยี ของขา้ วและทดลองเปรยี บเทียบความสามารถในการยดื อายุของขา้ วโดยใชก้ รดซติ รกิ
จากธรรมชาติ ไดแ้ ก่ มะนาว สม้ และสม้ โอ เพอื เปรยี บเทียบความสามารถในการยดื อายุขา้ วดงั กล่าว

วตั ถปุ ระสงค์ 1. เพอื ศึกษาระยะเวลาการเนา่ เสยี ของขา้ ว สมมติฐาน
2. เพอื เปรยี บเทียบความสามารถในการยดื ระยะเวลาการเนา่ เสยี ของ
ถ้านาํ มะนาวมกี รดซติ รกิ สงู ทีสดุ
ขา้ วโดยใชก้ รดซติ รกิ จากธรรมชาติ ไดแ้ ก่ มะนาว สม้ และสม้ โอ ดงั นนั นาํ มะนาวจะสามารถยดื อายุขา้ วไดด้ ที ีสดุ

วธิ ดี ําเนนิ การทดลอง ผลการทดลอง

ตอนที 1 การศึกษาการเนา่ เสยี ของขา้ วทัง 3 ชนดิ กราฟที 1 กราฟแสดงชนดิ ของขา้ วกับระยะเวลาทีขา้ ว
1. ตวงขา้ วหอมมะลิดว้ ยถ้วยตวง 1 ถ้วยตวง เรมิ มกี ารเนา่ เสยี
2. นาํ ขา้ วทีตวงมาซาวขา้ วจาํ นวน 1 ครงั และเทนาํ ออก
3. ตวงนาํ 1 ถ้วยตวง ใสล่ งในหมอ้ ขา้ ว กราฟที 2 กราฟแสดงการเปรยี บเทียบความ
4. ทําการหงุ ขา้ วเปนระยะเวลา 15 นาที สามารถในการยดื อายุขา้ วโดยใชก้ รดซติ รกิ
5. ใชท้ ัพพตี ักขา้ วบรรจุลงในกล่องขา้ ว
6. สงั เกตและบนั ทึกการเปลียนแปลงของขา้ วทกุ ๆ 1 ชวั โมง จากธรรมชาติชนดิ ต่าง ๆ
หมายเหตุ : ทําเชน่ เดยี วกันกับ ขา้ วกล้อง และขา้ วไรซเ์ บอรร์ ี
อภิปรายผลการทดลอง
ตอนที 2 การเปรยี บเทียบความสามารถในการยดื อายุขา้ ว
ด้วยกรดซติ รกิ จากมะนาว สม้ และสม้ โอ จากผลการทดลอง ขา้ วหอมมะลิมอี ายุการเก็บรกั ษานอ้ ยทีสดุ เพราะขา้ วหอมมะลิมดี ชั นี
1. ตวงขา้ วดว้ ยถ้วยตวง 1 ถ้วยตวง นาํ ตาลสงู ทีสดุ เมอื เทียบกับขา้ วกล้องและขา้ วไรซเ์ บอรร์ ี ดงั นี ขา้ วหอมมะลิมคี ่าดชั นนี าํ ตาล คือ
2. นาํ ขา้ วทีตวงมาซาวขา้ วจาํ นวน 1 ครงั และเทนาํ ออก 98-100 รองลงมา คือขา้ วไรซเ์ บอรร์ มี คี ่าดชั นนี าํ ตาล คือ 68 และขา้ วกล้องมคี ่าดชั นนี าํ ตาลตํา
3. ตวงนาํ 1 ถ้วยตวง ใสล่ งในหมอ้ ขา้ ว ทีสดุ คือ 55 โดยนาํ ตาลเปนปจจยั สาํ คัญทีสง่ ผลทําใหข้ า้ วเกิดการเนา่ เสยี จงึ ไดน้ าํ ขา้ วหอมมะลิ
4. ทําการหงุ ขา้ วเปนระยะเวลา 15 นาที มาทดลองกับกรดซติ รกิ จากธรรมชาติ และไดผ้ ลการทดลองวา่ กรดซติ รกิ จากมะนาวสามารถยดื
5. คันนาํ มะนาวเปนปรมิ าตร 40 มลิ ลิลิตร ใสแ่ ก้วใบเล็กไว้ อายุการเก็บรกั ษาขา้ วไดน้ านทีสดุ เพราะมะนาวมกี รดซติ รกิ สงู ทีสดุ คือ 4.62 g/100 ml juice
6. เมอื หงุ ขา้ วครบ 15 นาที แล้วนาํ แก้วทีบรรจุนาํ มะนาววางไวเ้ หนอื ขา้ ว เมอื เทียบกับสม้ และสม้ โอซงึ มกี รดซติ รกิ คือ 3.08 g/100 ml juice และ 1.10 g/100 ml juice
7. ทําการหงุ ขา้ วต่อไปอีก 15 นาที ตามลําดบั โดยกรดซติ รกิ สามารถยบั ยงั การเจรญิ เติบโต ของจุลินทรยี จ์ งึ ทําใหส้ ามารถยดื อายุ
8. ใชท้ ัพพตี ักขา้ วบรรจุลงในกล่องขา้ ว การเก็บรกั ษาขา้ วไดน้ านขนึ
9. สงั เกตและบนั ทึกการเปลียนแปลงของขา้ วทกุ ๆ 1 ชวั โมง
หมายเหตุ : ทําเชน่ เดยี วกันกับ สม้ และสม้ โอ

สรุปผลการทดลอง

จากการทดลองเปรยี บเทียบชนดิ ของขา้ ว ไดแ้ ก่ ขา้ วหอมมะลิ ขา้ วกล้อง และขา้ วไรซเ์ บอรร์ ี โดยชนดิ
ขา้ วทีมรี ะยะเวลาในการเก็บรกั ษาทีสนั ทีสดุ คือ ขา้ วหอมมะลิ ซงึ เปนระยะเวลา 9 ชวั โมง จงึ ไดม้ กี ารนาํ ขา้ ว
หอมมะลิมาใชใ้ นการทดลองเพอื เปรยี บเทียบความสามารถของกรดซติ รกิ จากธรรมชาติ ไดแ้ ก่ มะนาว สม้
และสม้ โอไดผ้ ลการทดลองวา่ มะนาวสามารถยดื อายุการเก็บรกั ษาขา้ วได้ 24 ชวั โมง สม้ สามารถยดื อายุ
การเก็บรกั ษาขา้ วได้ 12 ชวั โมง และสม้ โอสามารถยดื อายุการเก็บรกั ษาขา้ วได้ 11 ชวั โมง จากผลการ
ทดลองจะเหน็ ไดว้ า่ มะนาวสามารถยดื อายุการเก็บรกั ษาขา้ วไดด้ ที ีสดุ

โรงเรยี นโครงการหอ้ งเรยี นพเิ ศษวทิ ยาศาตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสงิ แวดล้อม
เครอื ขา่ ยภาคกลางตอนบน วนั ที 15-16 กันยายน พ.ศ.2564



การนําเสนอโครงงานของนกั เรยี นโครงการหองเรียนพิเศษวทิ ยาศาสตร คณติ ศาสตร เทคโนโลยแี ละสง่ิ แวดลอ ม
โรงเรยี นสตรนี นทบรุ ี

การศึ กษาประสิทธภิ าพของนามนั มะพรา้ วสกดั เยน็ ในการยบั ยงั การเจรญิ เตบิ โตของเชือรา Colletotrichum gloeosporioides
ทเี ปนสาเหตหุ ลกั ของโรคแอนแทรคโนสบนผลมะมว่ งนาดอกไม้

ผจู้ ดั ทาํ โครงงาน : นางสาวปารวี วงค์แพทย,์ นางสาวพิชชาพร จนั ทรศ์ ิรพิ รชยั , นางสาววรรณศทุ ธกานต์ เจรญิ ศิริ
ทปี รกึ ษาโครงงาน : นางมสั ยมาศ รกั ษ์สาคร และ อาจารย.์ ดร.ปรศิ นา วริ ยิ ะจติ สมบรู ณ์

บทคัดยอ่

โครงงานนมี้ ีวัตถปุ ระสงค1 ) เพอ่ื ศกึ ษาประสทิ ธภิ าพของนา้ํ มนั มะพราวสกดั เยน็ ท่ีมีฤทธิใ์ นการยับย้ังเชอ้ื รา Colletotrichum spp. ทก่ี อ ใหเ กิดโรคแอนแทรคโนสบนผลมะมวงน้าํ ดอกไม 2) เพ่อื ศึกษาความเขมขน ของนํ้ามนั มะพราวสกัดเย็นทีม่ ีฤทธิ์ในการยบั ย้ังเชอื้ รา
Colletotrichum spp. ทกี่ อใหเ กิดโรคแอนแทรคโนสบนผลมะมวงนํา้ ดอกไม และ 3) เพ่อื ศกึ ษาและเปรียบเทยี บประสิทธภิ าพของนา้ํ มันมะพรา วสกดั เย็นกับสารเคมโี พรคลอราซ ทม่ี ีฤทธิใ์ นการยบั ยงั้ เช้ือรา Colletotrichum spp. ที่กอใหเ กิดโรคแอนแทรคโนสบนผล
มะมวงนํ้าดอกไม โดยมีวิธกี ารทดลอง คือ คดั แยกเชอื้ รากอโรคแอนแทรคโนส ดวยวิธี Tissue transplanting แลวนําเช้อื ราท่ีคดั แยกไดไ ปพสิ ูจนก ารกอ โรคกับผลมะมว งน้ําดอกไมสกุ จากน้นั นําไปศกึ ษาลกั ษณะทางสณั ฐานวทิ ยา และทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งเช้ือรา
ของน้าํ มนั มะพราวสกัดเย็น ดวยวธิ ี Agar disc diffusion ที่ระดับความเขม ขน รอยละ 60, 80 และ 100 เปรียบเทียบกับประสทิ ธภิ าพการยบั ยั้งเชอ้ื ราของสารเคมโี พคลอราซทร่ี ะดบั ความเขม ขน 0.075 รอ ยละโดยปริมาตร จากผลการทดสอบพบวานํ้ามันมะพราวสกัดเยน็
ที่ระดบั ความเขม ขน รอยละ 60, 80 และ 100 สามารถยบั ย้ังการเจรญิ ของเชือ้ ราไดรอยละ 26.85, 46.04 และ 67.63 ตามลําดับ และสารเคมโี พรคลอราซทีร่ ะดับความเขมขน 0.075 รอ ยละโดยปรมิ าตร สามารถยบั ยง้ั การเจรญิ ของเชอื้ ราไดรอ ยละ 29.62

ทมี าและความสําคัญ วตั ถุประสงค์

มะพรา วเปนพชื นิยมปลกู ทวั่ ไปในทกุ ภาคของประเทศไทย ปจ จบุ นั มีการบรโิ ภคนา้ํ มนั 1) เพือ่ ศึกษาประสิทธิภาพของนาํ้ มันมะพราวสกดั เยน็ ท่มี ีฤทธิใ์ นการยับยัง้ เช้อื รา Colletotrichum gloeosporioides ท่กี อใหเ กิดโรค
มะพราวอยางแพรหลาย และเพม่ิ มากขนึ้ เนือ่ งจากนํา้ มันมะพรา วอุดมไปดวยคุณคา ทางโภชนาการ แอนแทรคโนสบนผลมะมวงน้าํ ดอกไม
ประกอบดว ยไขมันท่มี ปี ระโยชนตอ รา งกาย โดยเฉพาะกรดไขมันอิ่มตัว ทมี่ ีปริมาณสูงถึงรอ ยละ 90
สว นใหญเ ปนกรดลอริก มีรายงานวา กรดลอรกิ และสารอนพุ ันธข องกรดลอรกิ โดยเฉพาะสาร 2) เพอื่ ศกึ ษาความเขม ขน ของนา้ํ มันมะพราวสกดั เย็นที่มฤี ทธ์ใิ นการยับย้ังเชอื้ รา Colletotrichum gloeosporioides ท่ีกอ ใหเ กิดโรค
โมโนลอรนิ ในนา้ํ มนั มะพรา วมีฤทธ์ิตานไวรัส แบคทเี รีย เช้อื รา ตา นออกซิเดชนั และฤทธล์ิ ดไขมันในเลอื ด แอนแทรคโนสบนผลมะมวงนํ้าดอกไม

มะมวงน้าํ ดอกไม เปนผลไมทนี่ ยิ มบรโิ ภคเปน อยา งมาก เนื่องจากมรี สชาติท่อี รอย ทง้ั นผ้ี ลผลติ 3) เพอื่ ศกึ ษาและเปรียบเทยี บประสิทธภิ าพของนํ้ามันมะพราวสกดั เย็นกบั สารเคมโี พรคลอราซ ทีม่ ฤี ทธิใ์ นการยบั ย้ังเชอื้ รา
ของมะมวงไทยไดร ับการยอมรับจากตลาดภายใน และภายนอกประเทศ แตมักประสบปญหาทาง Colletotrichum gloeosporioides ทก่ี อใหเกดิ โรคแอนแทรคโนสบนผลมะมว งนํ้าดอกไม
ดา นผลผลิตหลังการเกบ็ เกย่ี ว เนือ่ งจากมะมวงมีเปลือก และผวิ ทบี่ าง ไมคอยตานทานตอ โรค
ซึ่งโรคท่เี หน็ ไดช ัดเจนหลังการเกบ็ เก่ยี ว คือ โรคแอนแทรคโนส สาเหตเุ กดิ จากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides สมมตฐิ าน
ทางคณะผจู ัดทาํ ทราบถึงไขมันท่ีมปี ระโยชนต อรา งกายในน้ํามนั มะพรา วสกัดเย็น คณะผจู ัดทาํ จงึ สนใจท่ีจะนาํ นํ้ามนั มะพราว
สกัดเย็นมายบั ยัง้ เชอื้ รา Colletotrichum gloeosporioides ทเ่ี ปนสาเหตทุ าํ ใหเ กิดโรคแอนแทรคโนสบนผลมะมว งน้าํ ดอกไม 1) ถาประสิทธภิ าพของนา้ํ มนั มะพราวสกัดเยน็ มฤี ทธิ์ในการยบั ยั้งเช้ือรา Colletotrichum spp. แลวโรคแอนแทรคโนสบนผลมะมวง
นา้ํ ดอกไมจะลดลง
ขันตอนการดาํ เนินงาน
2) ถาระดบั ความเขมขน ของนา้ํ มันมะพรา วสกัดเย็นสูง แลวจะสามารถยับยงั้ การเจรญิ เติบโตของเชอ้ื รา Colletotrichum spp. ทก่ี อใหเ กดิ
การเตรยี มอาหารเลย้ี งเช้อื รา Potato Dextrose Agar (PDA) โรคแอนแทรคโนสบนผลมะมวงนํ้าดอกไมไดมากที่สุด

การคดั แยกเชือ้ รากอโรคแอนแทรคโนส ดว ยวธิ ี Tissue transplanting 3) ถา นาํ้ มันมะพราวสกัดเย็นมีฤทธิใ์ นการยับย้งั เชื้อรา Colletotrichum spp. ทก่ี อ ใหเ กดิ โรคแอนแทรคโนสบนผลมะมวงน้าํ ดอกไมได
มากกวา หรือเทา กับสารเคมโี พรคลอราซ แลว นํ้ามันมะพรา วสกัดเยน็ จะมีประสิทธิภาพมากกวา สารเคมโี พรคลอราซ
การพิสูจนการกอ โรคของเช้ือรากอ โรคแอนแทรคโนส
ผลการทดลอง รอยละการยบั ย้งั
การศึกษาลกั ษณะทางสัณฐานวิทยาของเชอ้ื รากอโรคแอนแทรคโนส
กราฟแสดงรอ ยละการยบั ย้ังการเจริญเติบโตของเช้อื
ราของนา้ํ มันมะพราวสกัดเย็นรอยละ 60 80 และ100
เปรียบเทียบกับสารเคมโี พรคลอราซเจือจางกับน้ํา
ท่ีความเขมขน 0.075 รอยละโดยปริมาณ

สารทดสอบ

การทดสอบประสทิ ธิภาพของสารสกดั จากน้าํ มนั มะพราวสกัดเย็นความเขมขน สรุปและอภปิ รายผล
รอยละ 60, 80 และ 100, ตวั ควบคมุ เชงิ บวก (สารเคมโี พรคลอราซเจือจาง
กับนํ้า ใชอตั รา 0.75 มลิ ลิลิตร ตอ น้ํา 1 ลติ ร), ตวั ควบคมุ เชงิ ลบ (Hexane) จากผลการคัดแยกเชอื้ รากอ โรคแอนแทรคโนสพบวา สามารถแยกเชื้อราไดท ั้งหมด 8 ไอโซเลท ไดแ ก MG001, MG002,
ในการยบั ย้งั เชือ้ รากอโรคแอนแทรคโนส ทดสอบดวยวธิ ี Agar disc diffusion MG003, MG004, MG005, MG006, MG007 และ MG008 จากผลการทดสอบประสทิ ธภิ าพของสารสกดั ในการยับยง้ั เชือ้ รา
วเิ คราะหความแตกตา งทางสถิติของคารอยละการยบั ย้ังการเจริญของเสนใยรา กอ โรคแอนแทรคโนส พบวาน้ํามันมะพราวสกัดเยน็ ทรี่ ะดับความเขมขนรอ ยละ 100 สามารถยับยัง้ การเจรญิ ของเช้อื ราไดมาก
ดวยวิธี Independent-Samples t-Test ทร่ี ะดับความเชือ่ มน่ั รอยละ 95 ที่สุด โดยคดิ เปน รอ ยละ 67.63 ยับย้ังการเจริญของเชือ้ ราไดมากกวา สารเคมีโพรคลอราซ และจากการทดสอบประสิทธิภาพ
และโปรแกรม Excel เปรียบเทียบระหวา งชดุ ทดลอง และชุดควบคมุ บวก ของสารเคมโี พรคลอราซในการยบั ยั้งการเจริญของเชื้อรากอ โรค พบวา สารเคมโี พรคลอราซที่ระดับความเขมขน 0.075
รูปเลม โครงงานฉบบั สมบรู ณ รอยละโดยปริมาตร สามารถยับยงั้ การเจริญของเช้ือราได โดยคดิ เปน รอยละ 29.62 จึงสามารถสรปุ ไดวา นํ้ามันมะพรา วสกัด
เย็นท่ีระดบั ความเขมขน 100 สามารถยบั ย้งั การเจริญของเชื้อราไดม ากกวาสารเคมีโพรคลอราซ อยางมีนยั สาํ คัญที่ระดบั ความ
เช่ือมัน่ รอ ยละ 95

โรงเรียนโครงการหอ งเรยี นพิเศษวทิ ยาศาสตร คณติ ศาสตร เทคโนโลยแี ละส่ิงแวดลอม
เครือขา ยภาคกลางตอนบน วันท่ี 15-16 กนั ยายน พ.ศ. 2564

การนําเสนอโครงงานของนกั เรียนโครงการหอ งเรียนพเิ ศษวทิ ยาศาสตร คณิคศาสตร เทคโนโลยีและส่งิ แวดลอ ม โรงเรยี นทวีธาภิเศก

การศกึ ษาสขี องจากหลอด LED แสงสแี ดง สนี าเงิน สขี าวและสเี ขยี ว จากหลอด LED ต่อการเจรญิ เติบโต
ของต้นใต้ใบแดงและต้นดาวกระจาย

The Study of Effects of Color Light Emitting Diode Red Bule White and Green of on the Growth of Ludwigia Repens and Hygrophila difformis
นาย สริ ภัทร สวุ รรณคาม นาย นายนธิ ศิ เกศกะงาม นายปวเรศ แสงสวัสดิ
ครูทีปรกึ ษา นางสาวณภาพร จันทรด์ วง

บทคัดยอ่ วิธกี ารดําเนินโครงงาน

เนอื งจากในปจจุบนั นวี งการการปลกู พรรณไมน้ ากําลังเปนทีนยิ มและมกี ารสง่ ออกทํารายได้เขา้ ประเทศเปนจํานวนมากโดยเฉพาะต้นใต้ใบแดงและ วัสดแุ ละอุปกรณ์ทใี ชท้ ําโครงงานได้แก่
ต้นดาวกระจาย และเนอื งจากแสงเปนปจจัยทีสาํ คัญในการเลียงพรรณไมน้ า กล่มุ ของเราจึงได้คิดโครงงานการศกึ ษาผลของแสงสแี ดง สนี าเงิน และสี 1.ต้ปู ลา 12 นวิ 4 ตู้
เขยี ว จากหลอด LED ทีสง่ ผลต่อการเจรญิ เติบโตของต้นใต้ใบแดงและต้นดาวกระจาย ซงึ มวี ัตถปุ ระสงค์เพอื เปรยี บเทียบความสงู ของต้นใต้ใบแดงและ 2.ยอดต้นดาวกระจายและต้นใต้ใบแดง
ต้นดาวกระจาย เพอื เปรยี บเทียบจํานวนใบของต้นใต้ใบแดงและต้นดาวกระจาย และเพอื เปรยี บเทียบความยาวรากของต้นใต้ใบแดงและต้นดาว 3.ดินสาํ หรบั ปลกู พชื นา 160 กรมั
กระจาย โดยการดําเนนิ การเรมิ จากการจัดตังอุปกรณ์ ติดตังไฟ LED ทําความสะอาดต้ปู ลา 12 นวิ นาํ หนิ มาตวงใหไ้ ด้ปรมิ าณ 10 กรมั และตวงดินใหไ้ ด้ 4.หนิ พมั มสิ 80 กรมั
ปรมิ าณ 20 กรมั ใสใ่ นขวดแก้วทังหมด 8 ขวด จากนนั นาํ พรรณไมน้ าทังสองชนดิ มาตัดใหไ้ ด้ความยาว 6 ซม. จํานวนชนดิ ละ 8 ต้น แล้วนาํ ไปปกชาํ ใน 5.ไฟ LED 4 สไี ด้แก่ (สขี าว,สแี ดง,สเี ขยี ว และสนี าเงิน)
ขวดแก้ว โดยบนั ทึกผลจากค่าเฉลียความสงู จํานวนใบและความยาวของรากทีเพมิ ขนึ โดยวัดทกุ วันเปนเวลาทังหมด 14 วัน ผลจากการทดลองการเจรญิ 6.ขวดแก้ว 8 ขวด
เติบโตของต้นใต้ใบแดงพบว่าแสงสที ีมผี ลต่อความสงู มากทีสดุ คือสแี ดง 10.6 ซม. รองลงมาคือแสงสเี ขยี วกับสขี าว 10.1 ซม. และนอ้ ยทีสดุ คือแสง 7.กล่องกระดาษขนาด 50x32.5x31 4 กล่อง
สนี าเงิน 9.7 ซม. แสงสมี ผี ลต่อการงอกของจํานวนใบมากทีสดุ คือแสงสแี ดง 12 ใบ รองลงมาคือแสงสเี ขยี วกับสขี าว 10 ใบ และนอ้ ยทีสดุ คือแสงสนี าเงิน 8.ไมบ้ รรทัด
8 ใบ แสงสมี ผี ลต่อความยาวของรากมากทีสดุ คือแสงสแี ดง 4.8 ซม. รองลงมาคือแสงสขี าว 4.3 ซม. และนอ้ ยสดุ ทีสดุ คือแสงสเี ขยี ว 4.1 ซม. ผลการ 9.เทอรโ์ มมเิ ตอร์
ทดลองการเจรญิ เติบโตของต้นดาวกระจายพบว่าแสงสที ีมผี ลต่อความสงู มากทีสดุ คือสนี าเงิน 10.2 ซม. รองลงมาคือแสงสเี ขยี ว 10.0 ซม. และนอ้ ยทีสดุ
คือแสงสแี ดง 9.2 ซม. แสงสมี ผี ลต่อการงอกของจํานวนใบมากทีสดุ คือแสงสนี าเงินกับสเี ขยี ว 12 ใบ รองลงมาคือแสงสขี าวกับสแี ดง 10 ใบ แสงสมี ผี ลต่อ วิธกี ารจัดทําโครงงาน
ความยาวของรากมากทีสดุ คือแสงสนี าเงิน 4.3 ซม. รองลงมาคือแสงสเี ขยี วกีบสแี ดง 4.2 ซม. และนอ้ ยสดุ ทีสดุ คือแสงสขี าว 4.1 ซม. สรุปได้ว่าแสงสแี ดง ตอนที 1 การเตรยี มกล่องกระดาษสาํ หรบั การปลกู ต้นดาวกระจายและต้นใต้ใบแดง
มผี ลต่อการเจรญิ เติบโตของต้นใต้ใบแดงมากทีสดุ และแสงสนี าเงินมผี ลต่อการเจรญิ เติบโตของต้นดาวกระจายมากทีสดุ
1.เจาะรูด้านบนกล่องกระดาษทัง 4 กล่อง
วัตถปุ ระสงค์ 2.ติดหลอดไฟ LED ทัง 4 กล่อง
ตอนที 2 การปลกู ต้นใต้ใบแดงและต้นดาวกระจาย
1) เพอื เปรยี บเทียบความสงู ของต้นใต้ใบแดงและต้นดาวกระจาย 1.ตวงหนิ 10 กรมั และเทลงขวดแก้ว
2) เพอื เปรยี บเทียบจํานวนใบของต้นใต้ใบแดงและต้นดาวกระจาย 2.ตวงดินสาํ หรบั ปลกู นา 20 กรมั และเทลงขวดแก้ว
3) เพอื เปรยี บเทียบความยาวรากของต้นใต้ใบแดงและต้นดาวกระจาย 3.นาํ ขวดแก้วลงไปในต้ปู ลาทีเติมนาแล้วต้ลู ะ 4 ขวด
4.ตัดยอดต้นใต้ใบแดงออก 6 เชนติเมตรใหไ้ ด้ 8 ต้น
ทมี าและความสาํ คัญ 5.ตัดยอดต้นดาวกระจายออก 6 เซนติเมตรใหไ้ ด้ 8 ต้น
6.นาํ ยอดทังหมดทีตัดแล้วไปปกชาํ ในขวดแก้วโดยปกขวดแก้วละ 2 ต้น
เนอื งจากในปจจุบนั นวี งการการปลกู พรรณไมน้ าเพอื ชว่ ยบาํ บดั นา ลดปรมิ าณการเปลียนถ่ายนา ทําใหน้ าใสหรอื เพอื ความสวยงามกําลังเปนทีนยิ ม 7.นาํ ต้ปู ลาไปจัดวางในกล่องกระดาษ
และยงั มกี ารสง่ ออกทํารายได้เขา้ ประเทศเปนจํานวนมากทางกล่มุ เราได้เหน็ ถึงความสาํ คัญขอ้ นจี ึงคิดโครงงานเกียวกับพรรณไมน้ าขนึ มาเพอื พฒั นา 8.ติดตังเครอื งกรองนา
คณุ ภาพการผลิตของพรรณไมน้ าใหไ้ ด้มากขนึ และเนอื งจากแสงเปนปจจัยทีสาํ คัญในการเลียงพรรณไมน้ าเราจะเหน็ ได้ว่าในการปลกู พรรณไมน้ า 9.เปดไฟและปดฝากล่องกระดาษ
เพอื ประดับในต้ปู ลานนั สขี องแสงจากหลอด LED นนั จะมปี ระสทิ ธภิ าพมากกว่าแสงสขี าวตามธรรมชาติเพราะภายในแสงสขี าวประกอบด้วยแสงสี 10.วัดอุณหภมู นิ าและบนั ทึกผลการทดลอง
ต่างๆ ทีมคี วามยาวคลืนของแสงทีแตกต่างกัน ซงึ พรรณไมน้ าแต่ละชนดิ จะใชแ้ สงสที ีแตกต่างกันในการสงั เคราะหแ์ สงเราจึงต้องเลือกสขี องแสงและ ตอนที 3 วิธกี ารบนั ทึกผล
แหล่งกําเนดิ แสงทีเหมาะสม รวมไปถึงปจจัยอืนๆนอกจากแสงเชน่ การปรบั ปรุงสภาพนา จะชว่ ยใหก้ ารเจรญิ เติบโตของไมน้ าทีเราเลียงเปนไปอยา่ ง 3.1 เครอื งมอื ทีใชใ้ นการบนั ทึกขอ้ มลู
ทีต้องการได้ดียงิ ขนึ
1)ไมบ้ รรทัด
ผลการทดลอง ตารางแสดงผลการทดลองครงั ที 2 การศกึ ษาแสงทีมผี ลต่อจํานวนใบของต้นใต้ใบแดง 2)เทอรโ์ มมเิ ตอร์
3.2 การบนั ทึกขอ้ มลู สาํ หรบั วิเคราะหผ์ ลการดําเนนิ งาน
ตารางแสดงผลการทดลองครงั ที 1 การศกึ ษาแสงทีมผี ลต่อความสงู ของต้นใต้ใบแดง 1)ความสงู จะวัดจากสว่ นปลายของลําต้นจนถึงโคนต้นและนาํ มาหาค่าเฉลีย
2)จํานวนใบ จะนบั จํานวนใบทังหมดทีมอี ยูบ่ นต้นโดย 1 ใบจะต้องมคี วามยาวของเสน้ ผา่ น
ศนู ยก์ ลางมากกว่า 1 เซนติเมตรจึงนบั เปนหนงึ ใบและนาํ มาหาค่าเฉลีย
3)ความยาวของราก จะวัดจากสว่ นปลายของรากจนถึงโคนรากโดยจะวัดจากรากทีมคี วามยาวมาก
ทีสดุ และนาํ มาหาค่าเฉลีย

จากตารางสรุปได้ว่าความสงู ของดอกต้นใต้ใบแดงทีปลกู ในแสงสแี ดงมคี วามสงู มากทีสดุ จากตารางสรุปได้ว่าความสงู ของดอกต้นใต้ใบแดงทีปลกู ในแสงสแี ดงมจี ําใบมากทีสดุ รอง สรุปผลการทดลอง
คือ 10.6 ซม. รองลงมาเปนแสงสขี าวและแสงสเี ขยี วมคี วามสงู เท่ากัน 10.1 ซม. และแสง ลงมาเปนแสงสขี าวและแสงสเี ขยี วมจี ํานวนใบทีเท่ากัน และแสงสนี าเงินมจี ํานวนใบนอ้ ย
สนี าเงินมคี วามสงู นอ้ ยทีสดุ 9.7 ซมตามลําดับ ทีสดุ ตามลําดับ จากการทดลองการเจรญิ เติบโตของต้นใต้ใบแดงพบว่าแสงสที ีมผี ลต่อความสงู มากทีสดุ คือสแี ดง 10.6 ซม. รองลง
มาคือแสงสเี ขยี วกับสขี าว 10.1 ซม. และนอ้ ยทีสดุ คือแสงสนี าเงิน 9.7 ซม. แสงสมี ผี ลต่อการงอกของจํานวนใบมากทีสดุ
ตารางแสดงผลการทดลองครงั ที 3 การศกึ ษาแสงทีมผี ลต่อความยากรากของต้นใต้ใบแดง ตารางแสดงผลการทดลองครงั ที 1 การศกึ ษาแสงทีมผี ลต่อความสงู ของต้นดาวกระจาย คือแสงสแี ดง 12 ใบ รองลงมาคือแสงสเี ขยี วกับสขี าว 10 ใบ และนอ้ ยทีสดุ คือแสงสนี าเงิน 8 ใบ แสงสมี ผี ลต่อความยาว
ของรากมากทีสดุ คือแสงสแี ดง 4.8 ซม. รองลงมาคือแสงสขี าว 4.3 ซม. และนอ้ ยสดุ ทีสดุ คือแสงสเี ขยี ว 4.1 ซม.
จากตารางสรุปได้ว่าความสงู ของดอกต้นใต้ใบแดงทีปลกู ในแสงสแี ดงมคี วามยาวรากมากทีสดุ คือ จากตารางสรุปได้ว่าความสงู ของดอกต้นดาวกระจายทีปลกู ในแสงสนี าเงินมคี วามสงู มากทีสดุ คือ
4.8 ซม. รองลงมาเปนแสงสขี าว 4.3 ซม. แสงสนี าเงิน 4.2 ซม. และแสงสเี ขยี วมคี วามยาวรากนอ้ ย 10.2 รองลงมาเปนแสงสขี าว 9.7 ซม. แสงสเี ขยี ว 10.0 ซม. และแสงแดงมคี วามสงู นอ้ ยทีสดุ 9.2 จากการทดลองการเจรญิ เติบโตของต้นดาวกระจายพบว่าแสงสที ีมผี ลต่อความสงู มากทีสดุ คือสนี าเงิน 10.2 ซม.
ทีสดุ 4.1 ซม.ตามลําดับ ตามลําดับ รองลงมาคือแสงสเี ขยี ว 10.0 ซม. และนอ้ ยทีสดุ คือแสงสแี ดง 9.2 ซม. แสงสมี ผี ลต่อการงอกของจํานวนใบมากทีสดุ คือ
แสงสนี าเงินกับสเี ขยี ว 12 ใบ รองลงมาคือแสงสขี าวกับสแี ดง 10 ใบ แสงสมี ผี ลต่อความยาวของรากมากทีสดุ คือแสง
ตารางแสดงผลการทดลองครงั ที 2 การศกึ ษาแสงทีมตี ่อจํานวนใบของต้นดาวกระจาย ตารางแสดงผลการทดลองครงั ที 3 การศกึ ษาแสงทีมตี ่อความยาวรากของต้นดาวกระจาย สนี าเงิน 4.3 ซม. รองลงมาคือแสงสเี ขยี วกีบสแี ดง 4.2 ซม. และนอ้ ยสดุ ทีสดุ คือแสงสขี าว 4.1 ซม.

จากตารางสรุปได้ว่าจํานวนใบของดอกต้นดาวกระจายทีปลกู ในแสงสนี าเงินและแสงสเี ขยี วมจี ํานวน จากตารางสรุปได้ว่าความยาวรากของดอกต้นดาวกระจายทีปลกู ในแสงสนี าเงินมคี วามยาวมากทีสดุ อภิปรายผลการทดลอง
ใบมากทีสดุ คือ 12 ใบ แสงแดงและแสงสขี าวมจี ํานวนใบนอ้ ยทีสดุ 10 ใบ ตามลําดับ คือ 4.3 ซม. รองลงมาเปนแสงสเี ขยี วกับแสงสแี ดงมคี วามยาวเท่ากัน 4.2 ซม. และแสงสขี าวมคี วาม
ยาวนอ้ ยทีสดุ 4.2 ซม. ตามลําดับ จากการทดลองการเจรญิ เติบโตของต้นใต้ใบแดงผลการศกึ ษาทีได้พบว่าแสงสที ีมผี ลต่อความสงู มากทีสดุ คือสแี ดง 10.6
ซม. รองลงมาคือแสงสเี ขยี วกับสขี าว 10.1 ซม. และนอ้ ยทีสดุ คือแสงสนี าเงิน 9.7 ซม. แสงสมี ผี ลต่อการงอกของจํานวนใบมาก
ทีสดุ คือแสงสแี ดง 12 ใบ รองลงมาคือแสงสเี ขยี วกับสขี าว 10 ใบ และนอ้ ยทีสดุ คือแสงสนี าเงิน 8 ใบ แสงสมี ผี ลต่อความยาว
ของรากมากทีสดุ คือแสงสแี ดง 4.8 ซม. รองลงมาคือแสงสขี าว 4.3 ซม. และนอ้ ยสดุ ทีสดุ คือแสงสเี ขยี ว 4.1 ซม. สอดคล้องกับ
บทความทางวิชาการของ นภัทร วัจนเทพนิ ทร์ และไชยยนั ต์ บุญมี (2560) ได้ศกึ ษาเรอื ง ไดโอดเปล่งแสงสอี ะไรเหมาะสมกับ
การปลกู พชื ว่ามกี ารใชแ้ สงเทียมจากไดโอดเปล่งแสงเปน แหล่งกําเนดิ แสงอยา่ งแพรห่ ลาย ทังทีใชใ้ นหอ้ งปลอดเชอื เพอื การ
เพาะเลียงเนอื เยอื และใชใ้ นการเพาะปลกู พชื ภายใต้โรงเรอื นแบบปดและแบบเปดโดยทดลอง ใชก้ ับพชื หลายชนดิ และพบว่า
สี ของแสงและชว่ งความยาวคลืนแสงทีจําเปนต่อการ เจรญิ เติบโตของพชื คือ แสงสนี าเงินทีมคี วามยาวคลืน
แสง 400 - 500 นาโนเมตร

จากการทดลองการเจรญิ เติบโตของต้นดาวกระจายผลการศกึ ษาทีได้พบว่าแสงสที ีมผี ลต่อความสงู มากทีสดุ คือสนี าเงิน
10.2 ซม. รองลงมาคือแสงสเี ขยี ว 10.0 ซม. และนอ้ ยทีสดุ คือแสงสแี ดง 9.2 ซม. แสงสมี ผี ลต่อการงอกของจํานวนใบมากทีสดุ
คือแสงสนี าเงินกับสเี ขยี ว 12 ใบ รองลงมาคือแสงสขี าวกับสแี ดง 10 ใบ แสงสมี ผี ลต่อความยาวของรากมากทีสดุ คือแสง
สนี าเงิน 4.3 ซม. รองลงมาคือแสงสเี ขยี วกีบสแี ดง 4.2 ซม. และนอ้ ยสดุ ทีสดุ คือแสงสขี าว 4.1 ซม. สอดคล้องกับงานวิจัยของ
พรอนนั ต์ วงศใ์ หญ่ (2558) ได้ศกึ ษาเรอื งการเพมิ อัตราการเจรญิ เติบโตและคณุ ค่าทางโภชนาการของสาหรา่ ยสไปรูลินา่ ด้วย
เทคนคิ การสงั เคาระหแ์ สงจากหลอดแอลอีดีจากงานวิจัยระบุว่า การศกึ ษาครงั นมี วี ัตถปุ ระสงค์เพอื ศกึ ษาผลของหลอดไฟ
LED ทีมผี ลต่อการเจรญิ เติบโตของสาหรา่ ยสไปรูลินา่ และเปรยี บเทียบประสทิ ธภิ าพการเพาะเลียงสาหรา่ ยสไปรูลินา่ แบบ
ปกติและแบบใชร้ ว่ มกับหลอดไฟ LED เมอื พจิ ารณาค่าเฉลียอัตราการเจรญิ เติบโตจําเพาะของสาหรา่ ยสไปรูลินา่ จากระยะ
เวลาเพาะเลียง 14 วัน และนาํ มาวิเคราะหท์ างสถิติ ค่าเฉลียอัตราเจรญิ เติบโตจําเพาะของสาหรา่ ยสไปรูลินา่ ในชว่ งเวลาเปด
หลอดไฟ LED 24 ชวั โมง พบว่าแสงสแี ดงมผี ลต่ออัตราการเจรญิ เติบโตจําเพาะของสาหรา่ ยสไปรูลินา่ มากทีสดุ

โรงเรยี นโครงการหอ้ งเรยี นพเิ ศษวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยแี ละสงิ แวดล้อม
เครอื ขา่ ยภาคกลางตอนบน วันที 15-16 กันยายน พ.ศ.2564


Click to View FlipBook Version