The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เรื่องพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by fanta_1551, 2022-01-26 08:11:32

พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทย

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เรื่องพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทย

พระราชกรณียกิจ
กษัตริย์ไทย

สมัยก่อนรัตนโกสินทร์ & สมัยรัตนโกสินทร์

จัดทำโดย
น.ส.ปริยณัฐ หวิงปัด ม.4/3 เลขที่ 44

คำนำ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง พระราชกรณียกิจกษัตริย์ไทยสมัยก่อนรัตนโกสินทร์และสมัย
รัตนโกสินทร์ ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเรียน การสอน สำหรับนักเรียนตลอดจนผู้ที่สนใจ
เรื่องของพระราชกรณียกิจของกษัตริย์ไทย
ผู้จัดทำหวังอย่างยิ่งว่า เนื้อหาสาระของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จะเป็นประโยชน์และให้
ความรู้แก่นักเรียนและผู้สนใจ

นางสาวปริยณัฐ หวิงปัด

พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ ข อ ง ก ษั ต ริ ย์ ไ ท ย
ส มั ย ก่ อ น รั ต น โ ก สิ น ท ร์ & ส มั ย รั ต น โ ก สิ น ท ร์

ต า ร า ง ส า ร บั ญ สมเด็จพระเจ้าตากสิน 1


1. พระราชประวัติ
2
2. พระราชกรณียกิจ
3
การกู้เอกราช 3
การสร้างและสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง 4
สงครามป้องกันประเทศ 5
ด้านการปกครอง 6
ด้านเศรษฐกิจ 7
การค้าขายกับต่างประเทศ 8
ด้านศาสนา 9
ด้านวรรณกรรมและศิลปกรรม

สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

1. พระราชประวัติ 10


2. พระราชกรณียกิจ
11
การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์
การปกครอง 11
การป้องกันราชอาณาจักร 12
ด้านสังคมและวัฒนธรรม 13
ด้านเศรษฐกิจ 14
ด้านวรรณกรรม 14
15

พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ ข อ ง ก ษั ต ริ ย์ ไ ท ย ส มั ย ก่ อ น รั ต น โ ก สิ น ท ร์ แ ล ะ ส มั ย รั ต น โ ก สิ น ท ร์

สมเด็จ
พระเจ้าตากสิน

สมัยก่อนรัตนโกสิ นทร์

พระราชประวัติ

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
มีพระนามเดิมว่า สิน เป็นคนไทยเชื้อสายจีน เป็นพระมหา
กษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรธนบุรี และเป็นพระมหากษัตริย์
พระองค์เดียวของราชอาณาจักรธนบุรี

พระองค์ได้เป็นผู้นำขับไล่ทหารพม่าที่ยึดครองกรุ งศรีอยุธยาอยู่ในเวลานั้น
และได้ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาอีกเจ็ดเดือนถัดมา โดย
พระองค์ย้ายเมืองหลวงไปยังกรุงธนบุรี และรวบรวมแผ่นดินซึ่งมีขุนศึกก๊ก
ต่าง ๆ ปกครองให้กลับเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังทรงฟื้ นฟูราช
อาณาจักรในด้านต่าง ๆ ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติหลังสงคราม ภายหลังรัฐบาล
ไทยประกาศให้วันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีเป็น "วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน"
และยังทรงได้รับสมัญญานามมหาราช

1

พระราช
กรณียกิจ

การที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงกู้เอกราชกรุ งศรีอยุธยากลับคืนจากพม่าได้นั้น
ทำให้กิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่ว พระเกียรติยศของพระองค์จึงแพร่ไปว่าเป็นผู้

สามารถกู้แผ่นดินไทยให้พ้นจากอำนาจพม่าข้าศึกได้ ทำให้ไพร่บ้านพลเมืองที่ยัง
หลบลี้อยู่ตามที่ต่างๆ พากันมาอ่อนน้อมเข้าร่วมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินเป็น
จำนวนมาก ซึ่งจะเป็นกำลังในการศึกสงครามและการบูรณะบ้านเมืองต่อไป

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ ดังนี้

2

การกู้เอกราช

เมื่อปี พ.ศ. 2309 พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ในสมัยพระเจ้าเอกทัศ และได้เสียกรุงแก่
พม่าเป็นครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310 เหตุการณ์ในกรุงศรีอยุธยาขณะนั้นเกิดความระส่ำระสาย
ทหารพม่าได้ล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ พระยาตากเห็นว่าคงสู้พม่าไม่ได้แล้ว จึงนำทหารจำนวน
หนึ่งตีฝ่าวงล้อมพม่าออกมา และได้รวบรวมกำลังอยู่ที่เมืองจันทบุรี แล้วยกทัพกลับไปตีพม่าที่
กรุงศรีอยุธยา ทัพของพระยาตากสามารถตีพม่าจนแตกพ่ายไป พระยาตากสามารถรวบรวม
ผู้คนกอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมาจากพม่าได้ภายในเวลา 7 เดือน

การสร้ างและสถาปนา
กรุ งธนบุ รีเป็ นเมื องหลวง

หลังจากได้กอบกู้กรุ งศรีอยุธยากลับคืนจากพม่าได้แล้ว
พระองค์ทรงเห็นว่าทางกรุ งศรีอยุธยาถูกพม่าเผาผลาญ
เสียหายมากและยากที่จะ ฟื้ นฟูให้เจริญเหมือนเดิมได้
พระองค์จึงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่กรุงธนบรี แล้วทรง
ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า
พระบรมราชาธิราชที่ 4 ครองกรุงธนบุรีอยู่ 15 ปี นับว่า
เป็นกษั ตริย์พระองค์เดียวที่ปกครองกรุ งธนบุรี

พระราชกรณี ยกิ จ สมเด็ จพระเจ้ าตากสิ น 3

สงครามป้องกันประเทศ

สงครามกับราชอาณาจักรอังวะ ครั้งที่ 1: บางกุ้ง พ.ศ.2310

ครั้นพระเจ้ามังระ1 แห่งราชอาณาจักรอังวะ ทราบข่าวมีคนไทยตั้งตนเป็นใหญ่อีกครั้ง (โดยเจ้ากรุงศรีสัต
นาคนหุต ที่มีใจฝักใฝ่พม่า) จึงได้มีพระบรมราชโองการให้ "แมงกี้มารหญ้า" เจ้าเมืองทวาย ยกทัพมาปราบปราม.

แมงกี้มารหญ้า ยกทัพเข้ามาทางเมืองไทรโยค เป็นจำนวนไพร่พล 20,000 นาย เมื่อทัพมาถึงบางกุ้ง ก็สั่งให้
ทหารเข้าล้อมค่ายค่ายทหารของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ฝ่ายพระเจ้าตากจึงให้พระมหามนตรี (บุญมา) เป็นทัพ
หน้า มีพระเจ้าตากเป็นทัพหลวง ซึ่งมีพระยาพิชัย เป็นนายทหารองครักษ์คู่พระทัยตามเสด็จไปรบด้วย โดยยกทัพ
ทางชลมารคไปทางสมุทรสงคราม เข้าโจมตีข้าศึก แมงกี้มารหญ้าเห็นสู้ไม่ได้ก็ยกทัพถอย ทำให้กองทัพไทย
สามารถยึดเรือรบ เครื่องศัตราวุธ และเสบียงอาหารเป็นจำนวนมาก.

สงครามกับราชอาณาจักรอังวะ ครั้งที่ 2: เมืองสวรรคโลก พ.ศ.2313

รบกับพม่าครั้งพม่าตีเมืองสวรรคโลก ไทยสามารถตีแตกไปได้

สงครามกับราชอาณาจักรอังวะ ครั้งที่ 3: ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก พ.ศ.2313-2314

เป็นการรบกับพม่าเมื่อฝ่ายไทยยกไปตีนครเชียงใหม่ครั้งแรก แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากขาดเสบียง

สงครามกับราชอาณาจักรอังวะ ครั้งที่ 4: เมืองพิชัยครั้งที่หนึ่ง พ.ศ.2315

โปสุพลา แม่ทัพยกทัพไปช่วยเมืองเวียงจันทน์รบกับหลวงพระบาง ขากลับแวะตีเมืองพิชัย แต่ไม่สำเร็จ ไทยชนะ

สงครามกับราชอาณาจักรอังวะ ครั้งที่ 5: เมืองพิชัยครั้งที่สอง พ.ศ.2316

พม่ายกมาตีเมืองพิชัย ครั้งที่ 2 แต่พม่าตีไม่สำเร็จ พระยาพิชัย ได้สร้างวีรกรรม พระยาพิชัยดาบหัก

สงครามกับราชอาณาจักรอังวะ ครั้งที่ 6: ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่สอง พ.ศ.2317

กองทัพไทยชนะ ยึดนครเชียงใหม่กลับจากพม่าได้ เพราะชาวล้านนาออกมาสวามิภักดิ์กับไทย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงแต่งตั้งให้ พระยาจ่าบ้าน เป็น พระยา
วิเชียรปราการ ปกครองนครเชียงใหม่ พระยากาวิละ ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์กาวิละ ปกครองนครลำปาง และ พระยาลำพูน เป็น พระยาวัยวงศา ปกครองเมืองลำพูน
การครั้งนี้จึงได้ เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และ น่าน กลับมาเป็นของไทย

สงครามกับราชอาณาจักรอังวะ ครั้งที่ 7: บางแก้ว เมืองราชบุรี พ.ศ.2317

เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงรู้ข่าวว่าพม่ายกพลตามพวกมอญที่หนีเข้ามาในเขตไทย จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพมุ่งตรงไปยังราชบุรี โดยทรงบัญชาการทัพด้วย
พระองค์เอง ทรงตั้งค่ายล้อมค่ายพม่าและลอบตีตัดทางลำเลียงเสบียงอาหาร โดยได้กำลังสนับสนุนจากพระยายมราช ในที่สุดพม่าจึงต้องยอมแพ้ ชัยชนะในครั้งนี้
ส่งผลให้ผู้คนที่หลบซ่อนตามที่ต่าง ๆ เข้ามาสวามิภักดิ์เป็นจำนวนมาก เนื่องจากหมดความกลัวเกรงพม่า นับเป็นสงครามแบบจิตวิทยาโดยแท้

สงครามกับราชอาณาจักรอังวะ ครั้งที่ 8: อะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือ พ.ศ.2318

เป็นสงครามที่ใหญ่มาก อะแซหวุ่นกี้เป็นผู้นำที่เชี่ยวชาญศึก มีอัธยาศัยสุภาพ ส่วนทางด้านฝ่ายไทยนั้น มี เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) และ เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิ
ราช (บุญมา) ในการครั้งนี้พม่ายกพลมา 30,000 คน เข้าล้อมเมืองพิษณุโลก อีก 5,000 คน ล้อมเมืองสุโขทัย ส่วนเมืองพิษณุโลกมีพลประมาณ 10,000 คน เท่านั้น
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงยกทัพไปช่วย และในที่สุดอะแซหวุ่นกี้ต้องยกทัพกลับ เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินพม่าสวรรคต กองทัพพม่าส่วนที่ตามไปไม่ทันจึงถูก
กองทัพทหารจับ

สงครามกับราชอาณาจักรอังวะ ครั้งที่ 9: พม่าตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ.2319

พระเจ้าจิงกูจาโปรดให้เกณฑ์ทัพพม่ามอญ 6,000 คน ยกมาตีเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2319 พระยาวิเชียรปราการได้พิจารณาแลเห็นว่า นครเชียงใหม่ไม่มีพลมากมาย
ขนาดที่จะว่าป้องกันเมืองได้ จึงให้ประชาชนพลเรือนอพยพลงมาอยู่ที่เมืองสวรรคโลก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรสีห์คุมกองทัพเมือง
เหนือขึ้นไปสมทบกองกำลังพระยากาวิ เจ้าเมืองนครลำปาง ยกไปตีเมืองเชียงใหม่คืนสำเร็จ และทรงให้นครเชียงใหม่เป็นเมืองร้างถึง 15 ปี จนถึงสมัยกรุง
รัตนโกสินทร์จึงได้ฟื้ นฟูใหม่

พระยาพิชัยดาบหัก

พระราชกรณี ยกิ จ สมเด็ จพระเจ้ าตากสิ น 4

ด้านการปกครอง

หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาแตก กฎหมายบ้านเมือง
กระจัดกระจายสูญหายไปมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ทำการสืบเสาะ ค้นหามารวบรวมไว้ได้ประมาณ 1 ใน 10 และ
โปรดฯ ให้ชำระกฎหมายเหล่านั้น ฉบับใดยังเหมาะแก่กาล
สมัยก็โปรดฯ ให้คงไว้ ฉบับใดไม่เหมาะก็โปรดให้แก้ไขเพิ่มเติม
ก็มี ยกเลิกไปก็มี ตราขึ้นใหม่ก็มี
และเป็นการแก้ไขเพื่อราษฎรได้รับผลประโยชน์มากขึ้น เช่น โปรดฯ ให้แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการพนันให้
อำนาจการตัดสินลงโทษขึ้นแก่ศาลแทนนายตราสิทธิ์ขาด และยังห้ามนายตรานายบ่อนออกเงินทดลองให้ผู้
เล่น เกาะกุมผูกมัดจำจองเร่งรัดผู้เล่น กฎหมายพิกัดภาษีอากรก็เกือบไม่มี เพราะผลประโยชน์แผ่นดินได้จาก
การค้าสำเภามากพอแล้ว กฎหมายว่าด้วยการจุกช่องล้อมวงก็ยังไม่ตราขึ้น เปิดโอกาสให้ราษฎรได้เฝ้าแหน
ตามรายทาง โดยไม่มีพนักงานตำรวจแม่นปืนคอยยิงราษฎร

สมเด็จพระเจ้ากรุ งธนบุรีทรงปกครองบ้านเมืองคล้ายคลึงกับพระราโชบายของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
คือ แบบพ่อปกครองลูก ทรงหาวิธีให้ไพร่บ้านพลเมืองได้ทำมาหากินโดยปกติสุข กฎหมายที่ใช้ในสมัย
กรุงธนบุรีนั้นเป็นกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงให้กรมวังหรือ
กระทรวงวังเป็นผู้รับผิดชอบการพิจารณาว่าคดีใดควรขึ้นศาลใด แล้วส่งคดีไปยังศาลกรมนั้น ๆ โดยได้แบ่ง
งานศาลออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ฝ่ายรับฟ้อง มีหน้าที่ในการเขียนคำฟ้องและพิจารณารูปคดีว่าควรจะ
ฟ้องหรือไม่ ก่อนจะส่งขึ้นศาลเพื่อพิจารณาเรื่องปรับไหมและลงโทษผู้กระทำผิด และฝ่ายตรวจสำนวนและ
พิพากษา เดิมเป็นหน้าที่ของพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแขนงต่าง ๆ จำนวน 12 คน โดยเรียกว่า "ลูกขุน ณ
ศาลหลวง" ต่อมาได้มีคนไทยที่เชี่ยวชาญกฎหมายเข้ามาทำหน้าที่นี้ด้วย คณะลูกขุน ณ ศาลหลวงนี้ไม่มีอำนาจ
ในการปรับหรือลงโทษ

ในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระองค์จะทรง กฎหมายพระสงฆ์ฉบับแรกของไทย เกิดในสมัยสมเด็จ
ใช้ศาลทหารเป็นส่วนใหญ่ โดยในการตัดสินคดีทุก พระเจ้าตากสินมหาราช
ครั้ง แม้พระองค์จะตัดสินให้ลงโทษสูงสุดแล้ว แต่ก็จะ
มีรับสั่งให้ทยอยการลงโทษจากขั้นต่ำสุดก่อน ซึ่ง
หลายครั้งจะปรากฏว่านักโทษที่มีความผิดร้ายแรงก็
มักจะได้รับการพระราชทานอภัยโทษหนัก โดยให้ไป
กระทำการอย่างอื่นเป็นการไถ่โทษแทน
พระองค์ออกพระราชกำหนดสักเลก พ.ศ. 2316 เพื่อ
สะดวกในการควบคุมกำลังคน การขยายอำนาจเข้าไป
ในดินแดนที่เคยเป็นประเทศราชของไทยในลาวและ
เขมรเพื่อทำให้ประเทศเข้มแข็งมั่นคง และการเตรียม
การให้กรมขุนอินทรพิทักษ์ ไปปกครองเขมรในฐานะ
เมืองประเทศราช แต่ได้เกิดจลาจลในกรุงธนบุรีเสีย
ก่อนจึงไม่สำเร็จ ส่วนหัวเมืองใหญ่ ๆ ที่เป็นทางผ่าน
ของทัพพม่าก็โปรดให้แม่ทัพนายกองที่มีความ
สามารถไปปกครอง เช่น เจ้าพระยาสุรสีห์ไปครอง
เมืองพิษณุโลก เจ้าพระยาพิชัยราชาไปครองเมือง
สวรรคโลก

พระราชกรณี ยกิ จ สมเด็ จพระเจ้ าตากสิ น 5

ด้านเศรษฐกิจ

ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขึ้นครองราชสมบัตินั้น บ้านเมืองกำลังประสบความตกต่ำ
ทางเศรษฐกิจอย่างที่สุด ขาดแคลนข้าวปลาอาหาร เกิดความอดอยากยากแค้น จึงมีการปล้นสะดม
แย่งชิงอาหารอยู่ทั่วไป การทำไร่ทำนาต้องหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ในช่วงปี พ.ศ. 2311 - 2319 ข้าวปลา
อาหารฝืดเคืองมาก มิหนำซ้ำยังเกิดภัยธรรมชาติซ้ำเติม ทำให้ภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายอยู่แล้วกลับ
ทรุ ดหนักลงไปอีก

ได้เกิดมีหนูระบาดออกมากินข้าวในยุ้งฉาง ความ เศรษฐกิจในสมัยธนบุรีเป็นเศรษฐกิจแบบยังชีพ การทำนาเป็นอาชีพหลัก
ขาดแคลนในระยะนั้นได้ทวีความรุนแรง ถึงกับมี เมื่อบ้านเมืองพ้นจากภาวะสงคราม ราษฎรมีเวลาตั้งหน้าประกอบการอาชีพ
ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากกว่าเมื่อครั้งที่พม่าเข้าตี ทำให้ฐานะดีขึ้น บ้านเมืองจึงสามารถกลับฟื้ นคืนสู่สภาพปกติได้ภายในเวลา
กรุงศรีอยุธยาเสียอีก สมเด็จพระเจ้าตากสิน ไม่กี่ปี ส่งผลให้เกิดธุรกิจการผลิต และการติดต่อค้าขายขยายกว้างออกไป
มหาราชได้ทรงแก้ไขวิกฤตการณ์ ด้วยกุศโลบายอัน เกิดบริเวณชุมชนตามแหล่งผลิตต่างๆ ในการสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจนั้น
แยบคายทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ดังต่อไปนี้

1. ทรงสละพระราชทรัพย์ซื้อข้าวสารราคาแพงที่ พระองค์ได้ทรงดำเนินการในด้านต่างๆ ดังนี้
ต่างชาตินำมาขาย แล้วนำไปขายให้ราษฎรในราคา 1) การสร้างงานด้านการเกษตร
ถูก และทรงแจกเสื้อผ้า อาหารแก่ผู้ยากไร้ เพื่อแก้ เพื่อเร่งรัดการผลิตอาหารได้เพียงพอ ในขั้นแรกได้ทรงใช้แรงงานคน ไทย
โดยระดมกำลังจากกองทัพ แต่หลังจากที่ทรงปราบปรามหัวเมืองต่างๆ ไว้ได้
ปัญหาเฉพาะหน้า

จึงได้แรงงานจากเชลยที่กวาดต้อนมาได้

2. ทรงเร่งรัดการทำนา เพื่อให้มีข้าวบริโภคเพียงพอ 2) การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในหัวเมือง
โดยการเกณฑ์ข้าราชการทำนาปรัง (การทำนานอก เมื่อแรงงานในส่วนกลางมีมากขึ้น จึงทรงใช้แรงงานเหล่านั้นไปสร้างความ
ฤดูกาล) ในเวลาเดียวกันก็ป่าวประกาศให้ราษฎรดัก เจริญให้แก่หัวเมือง เช่น ให้คนลาวไปตั้งบ้านเรือนทำการเพาะปลูกที่เมือง
สระบุรี ราชบุรี เพชรบุรี จันทบุรี ให้ชาวจีนบางกลุ่มไปประกอบอาชีพทำไร่
หนูในนามามอบให้ทางราชการ เพื่อกำจัดการ เช่น ไร่อ้อย ไร่พริกไทย ตามหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออก และอาชีพทำ
ระบาดของหนูนา

3. ทรงวางแผนระระยาว เพิ่มเนื้อที่ปลูกข้าวใกล้พะ เหมืองทางภาคใต้ ทำให้เกิดความเจริญเติบโตของเมือง ระบบเศรษฐกิจแบบ
นคร โดยทรงให้ปรับปรุงพื้นที่นอกกำแพงเมืองทั้ง ยังชีพ ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ ทำให้เกิดมีโรงสีข้าว โรงงาน
2 ฟาก ซึ่งเคยเป็นสวนเป็นป่า ให้เป็นทะเลตม พอ น้ำตาล และเหมืองดีบุกขึ้นมา
เสร็จศึกพม่าราวกลางปี พ.ศ. 2319 ก็ทรงบัญชาให้ 3) การเปิดรับความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเห็นความสำคัญของความรู้ที่ต้องใช้ใน
กองทัพลงมือทำนาในที่ซึ่งตระเตรียมไว้นั้น

ด้วยพระปรีชาสามารถและการตัดสินพระทัยอย่าง การพัฒนา ชาติบ้านเมือง จึงทรงสนับสนุนให้ชาวจีนเข้ามาช่วยเหลือกิจการ
เฉียบขาด ในการแก้ปัญหาของสมเด็จ ในด้านเหล่านี้ เป็นต้นว่า การต่อเรือ การเดินเรือ การตั้งโรงงานแปรรูปสินค้า
เกษตรกรรม เช่น โรงสี โรงเลื่อยจักร โรงงานน้ำตาล ปรากฏว่าความรู้และ
พระเจ้าตากสินมหาราช ประกอบกับความอุดม เทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ ทำให้ผลผลิตจากชนบทเข้าสู่เมืองมากขึ้น และส่ง
สมบูรณ์ของดิน น้ำ เมืองไทยจึงสามารถฟื้ นตัวทาง เสริมให้ธุรกิจเชิงพาณิชย์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
เศรษฐกิจได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ราคาข้าวซึ่งเคย 4) การส่งเสริมการค้าขายกับต่างประเทศ
สูงถึงเกวียนละ 75 - 125 ตำลึง เมื่อปี พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ส่งเรือสำเภาไปค้าขายยังประเทศจีน อินเดีย
จึงมีราคาถูกลง เป็นเกวียนละ 10 ตำลึง ในปี พ.ศ.

2317

และประเทศใกล้เคียง สำหรับสิ่งของที่บรรทุกเรือสำเภาหลวงไปขาย มี ดีบุก

พริกไทย ครั่ง ขี้ผึ้ง ไม้หอม ฯลฯ และเมื่อขายสินค้าหมดแล้วก็จะซื้อสินค้าต่าง

ประเทศที่ต้องการใช้ในประเทศ เช่น ผ้าลายและถ้วยชามมาขายให้แก่

ประชาชนอีกต่อหนึ่ง แต่ยังใช้ระบบการค้าขายแบบเดียวกับสมัยอยุธยา คือ

อยู่ภายใต้การดูแลของพระคลังสินค้า หรือกรมท่า

พระราชกรณี ยกิ จ สมเด็ จพระเจ้ าตากสิ น 6

ก า ร ค้ า ข า ย
กั บ ต่ า ง ป ร ะ เ ท ศ

จีน ในสมัยธนบุรี มีสำเภาของพ่อค้าจีนเข้ามาติดต่อค้าขายด้วยตลอดรัชกาล
สมเด็จพระเจ้าตากสินได้โปรดเกล้าฯ ให้ส่งสำเภาหลวงบรรทุกสินค้าออกไป
ค้าขายกับจีนอยู่เสมอ จึงนับได้ว่าจีนเป็นชาติสำคัญที่สุดที่ไทยค้าขายด้วย
ความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างไทยกับจีนเริ่มต้นจากการค้าข้าวเป็นสำคัญ
ต่อมาได้ขยายเพิ่มขึ้นโดยประเทศจีนได้ส่งสินค้าพื้นเมืองจากแต้จิ๋วมาขายที่
สำคัญ คือ เครื่องลายคราม ผ้าไหม ผักดอง และเสื่อ เป็นต้น เที่ยวกลับก็จะ
ซื้อสินค้าจากไทย อาทิ ข้าว เครื่องเทศ ไม้สัก ดีบุก ตะกั่ว กลับไปยังเมืองจีน
ด้วย เช่นกัน
นอกจากนั้นในปีพุทธศักราช 2320 ได้มีหนังสือจีน ฉบับหนึ่งในสมัย
ราชวงศ์ ไต้เชงแห่งแผ่นดิน เฉียงหลง ปีที่ 42 ได้บันทึกไว้ว่า "สินค้าของไทย
มี อำพัน ทอง ไม้หอม งาช้าง กระวาน พริกไทย ทองคำ หินสีต่าง ๆ ทองคำ
ก้อน ทองคำทราย พลอยหินต่างๆ และตะกั่วแข็ง เป็นต้น

โปรตุเกส ในสมัยกรุงธนบุรีได้มีการติดต่อค้าขายกับชาวโปรตุเกสอยู่บ้างโดยทางไทย
เคยส่งสำเภาหลวงออกไปค้าขายยังประเทศอินเดียจนถึงเขตเมืองกัว เมืองสุ
รัตซึ่งเป็นอาณานิคมของโปรตุเกสในครั้งนั้น แต่ยัง ไม่มีการเจริญทางพระ
ราชไมตรีเป็นทางการต่อกัน

อังกฤษ ประเทศที่ไทยติดต่อซื้ออาวุธที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศอังกฤษ ซึ่งมี
ศูนย์กลางอยู่ที่อินเดีย ในปีพุทธศักราช 2319 ชาวอังกฤษชื่อฟรานซีสไลท์
หรือ กัปตันเหล็ก ซึ่งอยู่ที่ปีนังได้ส่งปืนนกสับเข้ามาถวาย สมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราช เป็นจำนวนพันสี่ร้อยกระบอกพร้อมกับสิ่งของ
เครื่องราชบรรณาการต่างๆ ต่อมาไทยจึงสั่งซื้ออาวุธปืน จากอังกฤษโดยฟ
รานซีสไลท์เป็นผู้ติดต่อ มีการแลกเปลี่ยนพระราชสาส์นกัน และเมื่อ
พุทธศักราช 2320 นายยอร์จ สแตรตัน ผู้สำเร็จราชการแห่งมัทราสในขณะ
นั้นได้ส่งสาส์นพร้อมกับดาบทองคำประดับพลอยมาถวายสมเด็จ
พระเจ้าตากสิน

ฮอลันดา ในปีพุทธศักราช 2313 แขกเมืองตรังกานู และแขกเมืองยักตรา (จาการ์ตา)
ได้นำปืนคาบศิลามาถวาย 2,200 กระบอก สมัยนั้นฮอลันดามีอำนาจ
ปกครองเกาะชวาอยู่

พระราชกรณี ยกิ จ สมเด็ จพระเจ้ าตากสิ น 7

ด้ า น ศ า ส น า การสมโภชพระแก้วมรกต
ภายหลังจากที่รบชนะเมืองเวียงจันทน์
การจัดระเบียบสั งฆมณฑล สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงโปรดเกล้าฯให้
โปรดเกล้าฯให้จัดระเบียบสังฆมณฑลทันที อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบางกลับ
ภายหลังการสถาปนากรุ งธนบุรีเป็นราชธานี มายังกรุงธนบุรีด้วย โดยให้จัดขบวนเรือ
ครั้งที่ยกทัพไปปราบชุมนุมเจ้าพระฝางเมื่อ พยุหยาตรามโหฬารถึง 246 ลำ และเสด็จ
ทรงเห็นว่าพระสงฆ์ทางฝ่ายหัวเมืองเหนือมัว พระราชดำเนินขึ้นไปรับด้วยพระองค์เอง
หมอง ก็ได้อาราธนาพระราชาคณะจากใน แล้วให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไป
กรุ งไปสั่งสอนทำให้พระสงฆ์กลับบริสุทธิ์และ ประดิษฐานไว้ ณ พระอุโบสถ วัดอรุณ
เป็นปกติสุขขึ้น ราชวราราม ซึ่งต่อมาถือเป็นพระพุทธรูป
ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองไทยมาจนทุกวันนี้

การบูรณะปฏิสั งขรณ์วัด พระราชกำหนดว่าด้วยศี ลสิ กขา
สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงสละพระราช สมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดเกล้าฯ ให้ตรา
ทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์ กฎหมายว่าด้วยวัตรปฏิบัติในทางธรรมวินัย
วัดวาอารามต่างๆเป็นจำนวนมาก และโปรด ของพระสงฆ์ เมื่อปีพุทธศักราช 2316 โดยถือ
เกล้าฯ ให้ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง เป็นต้นฉบับกฎหมาย พระสงฆ์ฉบับแรกของ
เช่น วัดอินทาราม, วัดหงส์รัตนาราม และวัด ไทย และทรงนำแนวคิดทางพุทธศาสนามาใช้
อรุ ณราชวราราม เป็นหลักในการจัดระเบียบสังคมในสมัยนั้นด้

การรวบรวมพระไตรปิฎก
สมเด็จพระเจ้าตากสิน ยังได้ทรงมุ่งมั่นในการสืบเสาะค้นหาต้นฉบับพระไตรปิฎกที่ยังเหลือ
อยู่หลังจากเสียกรุ งเพื่อนำมาคัดลอกจำลองไว้สำหรับการสร้างพระไตรปิฎกฉบับหลวงต่อไป
ซึ่งจะเห็นได้จากเมื่อคราวที่เสด็จไปปราบชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราชในปีพุทธศักราช 2312 ได้
มีรับสั่งให้ขอยืมคัมภีร์ พระไตรปิฎกจากนครศรีธรรมราชบรรทุกเรือเข้ามาคัดลอกใน
กรุงธนบุรี และในปีถัดมาในคราวที่เสด็จ ไปปราบชุมนุมเจ้าพระฝางที่เมืองอุตรดิตถ์ ได้โปรด
เกล้าฯ ให้นำพระไตรปิฎกลงมาเพื่อใช้สอบทานกับ ต้นฉบับที่ได้จากเมืองนครศรีธรรมราชซึ่ง
นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสังคายนาพระไตรปิฎก ในสมัยต่อมา

พระราชกรณี ยกิ จ สมเด็ จพระเจ้ าตากสิ น 8

ด้านวรรณกรรมและ
ศิลปกรรม

วรรณกรรม
การสร้างกรุงธนบุรีเป็นราชธานีแทนกรุงศรีอยุธยา เท่ากับเป็นการสร้างชุมชนใหม่ของไทย
การสูญเสียอิสรภาพของไทยให้กองทัพพม่าที่เข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาแตกยับเยิน พ.ศ.2310 นั้น
ก็หมายถึงการสูญสลายของศิลปวัฒนธรรมไทยในบางส่วน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรง
จำเป็นต้องฟื้ นฟูศิลปวัฒนธรรมไทยที่เสื่อมโทรมลงไปขึ้นมาใหม่ แต่ก็คงจะทำนุบำรุงได้ไม่เต็ม
ที่ เพราะบ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะสงคราม จึงมีไม่มากนักแต่ที่ยังพอมีปรากฏอยู่ก็ล้วนแล้วแต่
มีคุณค่าแทบทั้งสิ้น เช่น

บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ลิลิตเพชรมงกุฏ อิเหนาคำฉันท์
(บางตอน)

ศิลปการช่าง

ภาพเขียนที่งดงามประณีตในสมัยธนบุรีที่สำคัญยิ่ง คือ "สมุดภาพไตรภูมิ" เป็นภาพเขียนที่
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2319 ซึ่งนับได้ว่าเป็นสมุดภาพไตรภูมิขนาดใหญ่เล่ม
หนึ่งของเมืองไทย เมื่อคลี่ออกจะมีความยาวถึง 34.72 เมตร เขียนด้วยสีลงในสมุดทั้ง 2 ด้าน
โดยฝีมือช่างเขียน 4 คน ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ ณ หอสมุดแห่งชาติท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ

งานฝีมือช่าง
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเล็งเห็นว่า ช่างไทยสมัยธนบุรีมีเหลืออยู่น้อยมากจึงโปรด
เกล้าฯให้รวบรวมและฟื้ นฟูการช่างทุกแขนงขึ้นใหม่ เช่น ช่างต่อเรือ ช่างก่อสร้าง ช่างรัก ช่าง
ประดับ และช่างเขียน แต่เนื่องจากมีเวลาจำกัด บ้านเมืองอยู่ในระหว่างสงคราม สิ่งของที่เป็น
ฝีมือช่างชั้นดีประณีตงดงามจริงๆ ในสมัยธนบุรีจึงหาได้ยากที่มีให้เห็นอยู่บ้าง ได้แก่
-พระแท่นบรรทม ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐาน อยู่ที่วัดอินทาราม ฝั่ งธนบุรี
-พระแท่นสำหรับทรงเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารเล็กหน้า พระ
ปรางค์วัดอรุณราชวราราม ฝั่ งธนบุรี
-ตู้ลายรดน้ำ ที่มีศักราชแจ้งชัดว่าสร้างในสมัยกรุงธนบุรี อยู่ในหอสมุดวชิรญาณ ภายในหอ
สมุด แห่งชาติท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ
-ท้องพระโรงพระราชวังเดิม ซึ่งเคยเป็นที่ประทับและเสด็จออกว่าราชการ ปัจจุบันอยู่ในการ
ดูแลของ กองทัพเรือ

พระราชกรณี ยกิ จ สมเด็ จพระเจ้ าตากสิ น 9

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระนามเดิมว่า ทองด้วง  เป็นพระ
ราชโอรสของหลวงพินิจอักษร  ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) 
พระราชมารดาทรงพระนามว่า “นางหยก” เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 1 ใน
ราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 ปราบดาภิเษก
เป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ขณะมีพระ

ชนมายุได้ 45 พรรษา และทรงย้ายราชธานีจากฝั่ งธนบุรีมาอยู่ฝั่ งพระนคร

10

พระราชกรณียกิจ

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร (หรือกรุง
รัตนโกสินทร์) เป็นราชธานี และทรงสถาปนาราชวงศ์จักรีปกครองราชอาณาจักรไทยเมื่อ 6
เมษายน พ.ศ. 2325 (วันจักรี) ภายหลังการเสด็จเสวยราชย์แล้ว พระองค์ทรงมีพระราชกรณีกิจ
ที่สำคัญยิ่ง คือ การป้องกันราชอาณาจักรให้ปลอดภัยและทรงฟื้ นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็น
มรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา การที่ไทยสามารถปกป้องการรุ กรานของข้าศึก
จนประสบชัยชนะทุกครั้ง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพระองค์ในการบัญชาการรบอย่าง
มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามกับพม่าใน พ.ศ. 2328 ที่เรียกว่า "สงครามเก้าทัพ"

การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์



พระราชกรณียกิจประการแรกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงจัดทำ
เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ คือการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่
ทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา แทนกรุงธนบุรี ด้วยเหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์ เนื่องจาก
กรุงธนบุรีตั้งอยู่บนสองฝั่ งแม่น้ำ ทำให้การลำเลียงอาวุธยุทธภัณฑ์ และการรักษาพระนครเป็นไป
ได้ยาก อีกทั้งพระราชวังเดิมมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถขยายได้ เนื่องจากติดวัดอรุณราชวรารามราช
วรมหาวิหารและวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร ส่วนทางฝั่ งกรุงรัตนโกสินทร์นั้นมีความเหมาะสม
กว่าตรงที่มีพื้นแผ่นดินเป็นลักษณะหัวแหลม มีแม่น้ำเป็นคูเมืองธรรมชาติ มีชัยภูมิเหมาะสม และ
สามารถรับศึกได้เป็นอย่างดี

การสร้างราชธานีใหม่นั้นใช้เวลาทั้งสิ้น 3 ปี โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช ทรงประกอบพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล จ.ศ. 1144 ตรง
กับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 และโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างพระบรมมหาราชวัง
สืบทอดราชประเพณี และสร้างพระอารามหลวงในเขตพระบรมมหาราชวังตามแบบกรุง
ศรีอยุธยา ซึ่งการสร้างเมืองและพระบรมมหาราชวังเป็นการสืบทอดประเพณี วัฒนธรรม และ
ศิลปกรรมดั้งเดิมของชาติ ซึ่งปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้พระราชทานนามแก่
ราชธานีใหม่นี้ว่า "กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธยา มหาดิลกภพ นพรัตน
ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยะวิษณุกรรม
ประสิทธิ์" นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างสิ่งต่าง ๆ อันสำคัญต่อการสถาปนา
ราชธานีได้แก่ ป้อมปราการ, คลอง ถนนและสะพานต่าง ๆ มากมาย

พระราชกรณี ยกิ จ 11ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ท ธ ย อ ด ฟ้ า จุ ฬ า โ ล ก ม ห า ร า ช

การปกครองกันยายน 2563 ฉบับที่ 3

กฏหมายตราสามดวง ทรงโปรดเกล้าให้ชำระกฎหมายซึ่งใช้กัน
มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเสียใหม่ แล้วให้อาลักษณ์เขียนไว้
เป็น 3 ฉบับเก็บไว้ที่หอหลวง ห้องเครื่องและศาลหลวงอย่าง
ละฉบับ ปิดตราราชสีห์ คชสีห์ และบัวแก้ว เป็นสำคัญ

 เสนาบดีจตุสดมภ์  ดูแลด้านต่างๆ มี 4 ตำแหน่ง ประกอบด้วย

            1. เสนาบดีกรมเมือง หรือ กรมเวียง  มีตราพระยมทรงสิงห์เป็น
ตราประจำตำแหน่ง  มีหน้าที่บังคับบัญชารักษาความปลอดภัยให้แก่
ราษฎรทั่วไปในราชอาณาจักร
            2. เสนาบดีกรมวัง  มีตราเทพยดาทรงพระนนทิกร(โค) เป็นตรา
ประจำตำแหน่งมีหน้าที่บังคับบัญชาภายในพระบรมมหาราชวัง  และ
พิจารณาความคดีแพ่ง
            3. เสนาบดีกรมพระคลัง  มีตราบัวแก้วเป็นตราประจำตำแหน่ง
มีหน้าที่ในการรับ-จ่าย  และเก็บรักษาพระราชทรัพย์ที่ได้จากการเก็บ
ส่วยอากร  รวมถึงบังคับบัญชากรมท่าและการค้าขายกับต่างประเทศ 
รวมถึงกรมพระคลังต่างๆ เช่น กรมพระคลังสินค้า
            4. เสนาบดีกรมนา มีตราพระพิรุณทรงนาคเป็นตราประจำ
ตำแหน่ง  มีหน้าที่บังคับบัญชาเกี่ยวกับกิจการไร่นาทั้งหมด

การปกครองส่วนกลาง : การปกครองส่วนกลางนั้นมีการแบ่งหน้าที่หน่วยราชการมีคุมบริหารราชการแผ่น
ดินภายใต้การบังคับบัญชาของเสนาบดีเป็น 6 กรม คือ
1) กรมมหาดไทย มีสมุหนายกเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในบริหารฝ่ายทหารและพลเรือนในหัวเมืองฝ่ายเหนือ
2) กรมกลาโหม มีสมุหพระกลาโหมเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในราชการฝ่ายทหารและพลเรือนในหัวเมืองฝ่ายใต้
3) กรมเมือง มีพระยายมราชเป็นเสนาบดี มีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ตัดสินคดีความต่างๆ
4) กรมวัง มีเจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์เป็นเสนาบดี มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบราชการที่เกี่ยวข้องกับพระราช
มณเฑียร พระราชวัง พระราชพิธีต่างๆ และตัดสินคดีความเขตพระราชวัง
5) กรมท่า มีเจ้าพระยาพระคลังเป็นเสนาบดี มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับเงินรายรับรายจ่ายของแผ่นดิน
พิจารณาคดีที่เกี่ยวกับพระราชทรัพย์หลวง ติดต่อรับรองชาวต่างประเทศที่มาติดต่อค้าขายและดูแลบังคับ
บัญชาหัวเมืองชายทะเล ฝั่ งตะวันออกด้วย
6) กรมนา มีพระยาพลเทพเป็นเสนาบดี มีหน้าที่รักษานาหลวง เก็บข้าวดำนาจากราษฎรรวม พิจารณาคดี
เกี่ยวกับพื้นที่และโคกระบือด้วย

การปกครองในส่วนภูมิภาค : การควบคุมบังคับบัญชาหัวเมืองต่างๆ ส่วนภูมิภาคจะขึ้นกับ “อัครเสนาบดี”
ทั้งสองตำแหน่ง คือ สมุหนายกและสมุหพระกลาโหม กับเสนาบดีกรมท่า เเบ่งออกเป็นลักษณะต่างๆ ตาม
ความสำคัญทางยุทธศาสตร์และราษฎร ดังนี้
1.หัวเมืองชั้นใน เป็นหน่วยปกครองที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง มีฐานะเป็นเมืองจัตวา มีเจ้าเมืองหรือผู้รั้ง
เมืองดูแล
2.หัวเมืองชั้นนอก แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ 1) หัวเมืองใหญ่ : ประกอบด้วย หัวเมืองที่อยู่ห่างไกล แบ่งออก
เป็นหัวเมืองเอก โท ตรี หัวเมืองเหล่านี้อยู่ใต้การปกครองของเมืองหลวง 2) หัวเมืองชั้นรอง : หัวเมืองขึ้นกับ
หัวเมืองใหญ่ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันมีเจ้าเมืองเป็นผู้ดูแล 3) หัวเมืองชายแดน : หัวเมืองต่างชาติต่างภาษาอยู่
ชายแดนติดกับประเทศอื่น ให้เป็นเมืองประเทศราช มีเจ้านายชนชาตินั้นทำการปกครองกันเองตามจารีต
ประเพณีของชนชาตินั้นๆ

พระราชกรณี ยกิ จ 12ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ท ธ ย อ ด ฟ้ า จุ ฬ า โ ล ก ม ห า ร า ช

การป้องกันรา
ชอาณาจักร
สงครามครั้งที่ 1 พ.ศ. 2327 สงครามเก้าทัพ
สงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างไทยกับพม่า ในครั้งนั้นพระเจ้าปดุงแห่งราชวงศ์อลอง
พญาของพม่า มีพระประสงค์จะเพิ่มพูนพระเกียรติยศและชื่อเสียงให้ขจรขจายด้วยการ

กำราบอาณาจักรสยาม จึงรวบรวมไพร่พลถึง 144,000 คน กรีธาทัพจะเข้าตีกรุง

รัตนโกสินทร์ โดยแบ่งเป็น 9 ทัพใหญ่ เข้าตีจากกรอบทิศทาง ส่วนทัพของพระบาท

สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีกำลังเพียงครึ่งหนึ่ งของทหารพม่าคือมีเพียง

70,000 คนเศษเท่านั้น
ด้วยพระปรีชาสามารถ ได้ทรงให้ทัพของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทไป
สกัดทัพพม่าที่บริเวณทุ่งลาดหญ้า ทำให้พม่าต้องชะงักติดอยู่บริเวณช่องเขา แล้วทรง
สั่งให้จัดทัพแบบกองโจรออกปล้นสะดม จนทัพพม่าขัดสนเสบียงอาหาร เมื่อทัพพม่า

บริเวณทุ่งลาดหญ้าแตกพ่ายไปแล้วสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทจึงยกทัพไป

ช่วยทางอื่น และได้รับชัยชนะตลอดทุกทัพ

สงครามครั้งที่ 2 พ.ศ. 2329 สงครามท่าดินแดงและสามสบ
ในสงครามครั้งนี้ ทัพพม่าเตรียมเสบียงอาหารและเส้นทางเดินทัพอย่างดีที่สุด โดย
แก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ จากศึกครั้งก่อน โดยพม่าได้ยกทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สาม

องค์ มาตั้งค่ายอยู่ที่ท่าดินแดงและสามสบ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

มหาราชได้ทรงยกทัพหลวงเข้าตีพม่าที่ค่ายดินแดงพร้อมกับให้ทัพของสมเด็จพระบวร

ราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเข้าตีค่ายพม่าที่สามสบ หลังจากรบกันได้ 3 วันค่ายพม่าก็แตก

พ่ายไปทุกค่าย และพระองค์ยังได้ทำสงครามขับไล่อิทธิพลของพม่าได้โดยเด็ดขาด และ

ตีหัวเมืองต่าง ๆ ขยายราชอาณาเขต ทำให้ราชอาณาจักรสยามมีอาณาเขตกว้างใหญ่
ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ดินแดนล้านนา ไทใหญ่ สิบสองปันนา หลวงพระบาง
เวียงจันทน์ เขมร และด้านทิศใต้ไปจนถึงเมืองกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ปะลิส และเปรัก
สงครามครั้งที่ 3 พ.ศ. 2330 สงครามตีเมืองลำปางและเมืองป่าซาง
หลังจากที่พม่าพ่ายแพ้แก่สยาม ก็ส่งผลทำให้เมืองขึ้นทั้งหลายของพม่า เช่น เมืองเชียง

รุ้งและเชียงตุง เกิดกระด้างกระเดื่อง ตั้งตนเป็นอิสระ พระเจ้าปดุงจึงสั่งให้ยกทัพมา
ปราบปราม รวมถึงเข้าตีลำปางและป่าซาง เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราชทราบเรื่องจึงสั่งให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทคุมไพร่พล

6,000 นาย มาช่วยเหลือและขับไล่พม่าไปเป็นผลสำเร็จ

สงครามครั้งที่ 4 พ.ศ. 2330 สงครามตีเมืองทวาย

ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

ให้เกณฑ์ไพร่พล 20,000 นาย ยกทัพไปตีเมืองทวาย แต่สงครามครั้งนี้ไม่มีการรบพุ่ง

เพราะต่างฝ่ายต่างก็ขาดแคลนเสบียงอาหาร รี้พลก็บาดเจ็บจึงโปรดเกล้าโปรด

กระหม่อม ให้ถอยทัพกลับกรุงเทพ

สงครามครั้งที่ 5 พ.ศ. 2336 สงครามตีเมืองพม่า

ในครั้งนั้นเมืองทวาย ตะนาวศรี และมะริด ได้เข้ามาขอสวามิภักดิ์ต่อไทย พระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ยกทัพไปช่วย
ป้องกันเมือง แต่เมื่อพระเจ้าปดุงยกทัพมาปราบปรามเมืองทั้งสามก็หันกลับเข้ากับทาง

พม่าอีก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ถอยทัพ

กลับกรุ งเทพฯ

สงครามครั้งที่ 6 พ.ศ. 2340 สงครามพม่าที่เมืองเชียงใหม่

เนื่องจากสงครามในครั้งก่อน ๆ พระเจ้าปดุงไม่สามารถตีหัวเมืองล้านนาได้ จึงทรง

รับสั่งไพร่พล 55,000 นาย ยกทัพมาอีกครั้งโดยแบ่งเป็น 7 ทัพ พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึง โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุร
สิงหนาทคุมไพร่พล 20,000 นาย ขึ้นไปรวมไพร่พลกับทางเหนือเป็น 40,000 นาย

ระดมตีค่ายพม่าเพียงวันเดียวเท่านั้นทัพพม่าก็แตกพ่ายยับเยิน

สงครามครั้งที่ 7 พ.ศ. 2346 สงครามพม่าที่เมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ 2

ในครั้งนั้นพระเจ้ากาวิละได้ยกทัพไปตีเมืองสาด หัวเมืองขึ้นของพม่า พระเจ้าปดุงจึง

ยกทัพลงมาตีเมืองเชียงใหม่เพื่อแก้แค้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

มหาราชทรงทราบ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งกองทัพไปช่วยเหลือ และสงครามครั้งนี้ก็จบลง

ด้วยชัยชนะของฝ่ายไทย 13

ด้านสังคมและวัฒนธรรม ด้านเศรษฐกิจ

3.1)  โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระราชวังและวัดให้มีรูป ในตอนต้นรัชกาลที่ 1  เศรษฐกิจยังไม่
แบบเหมือนสมัยอยุธยา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ ดีเพราะมีการทำสงครามกับพม่าหลาย
ราษฎรให้เสมือนอยู่ในสมัยอยุธยาเมื่อครั้งบ้าน เมือง ครั้ง  การติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ
เจริญรุ่งเรือง เช่น โปรดเกล้า ฯ ให้ลอกแบบพระที่นั่ง ก็ลดลงมาก  แต่ในปลายรัชกาลบ้าน
สรรเพชญ์ปราสาทขึ้นมาใหม่ และพระราชทานนามว่า  เมืองปลอดภัยจากสงคราม  ทำให้
“พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท”  รวมทั้งโปรดเกล้า ฯ ให้ ประชาชนมีเวลาประกอบอาชีพ  ส่วน
สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือวัดพระแก้วไว้ในเขต การค้าขายกับจีนเพิ่มมากขึ้น  ทำให้
พระบรมมหาราชวังเพื่อ ใช้ในการประกอบพิธีทาง เศรษฐกิจดีขึ้น  มีเงินใช้จ่ายในการ
พระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ใน ทำนุบำรุงบ้านเมือง  สร้างพระนคร 
สร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัด  รวมทั้ง
สมัย อยุธยา สั่งซื้อและสร้างอาวุธเพื่อใช้ป้องกัน
3.2)  ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  ด้วยการ พระราชอาณาเขต  ทำให้บ้านเมือง
ออกแบบกฎหมายคณะสงฆ์เพื่อให้พระสงฆ์อยู่ในพระ และราษฎรเกิดความมั่นคงและมั่งคั่ง
ธรรมวินัย โปรดเกล้า ฯ ให้มีการสังคายนาพระไตรปิฏก
ให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างวัดและ ในรัชกาลที่ ๑ นี้เงินใช้เป็นเงิน
บูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ เช่น วัดพระเชตุพน พดด้วง หรือเงินกรม
วิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) วัดสุทัศนเทพวราราม วัดสระ
เกศ วัดระฆังโฆสิตาราม วัดสุวรรณดารารามตลอดจน
บูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธรู ปที่ถูกทิ้งร้างตามหัวเมือง
ต่าง ๆ แล้วนำมาประดิษฐานไว้ตามวัดวาอารามที่สร้าง
ขึ้นใหม่ เช่น อัญเชิญพระศรีศากยมุนี จากวิหารหลวงวัด
มหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย มาประดิษฐานที่วัดสุทัศนเทพว

ราราม เป็นต้น
3.3)  ทรงฟื้ นฟูพระราชพิธีและประเพณีสำคัญสมัย
อยุธยา  เช่น จัดให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและพระ
ราชพิธีสมโภชพระนคร แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของ
การกอบกู้ราชธานีขึ้นมาใหม่ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ
ให้กับราษฎรและเป็นการรักษาพระราชพิธีโบราณ

พระราชกรณี ยกิ จ 14ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ท ธ ย อ ด ฟ้ า จุ ฬ า โ ล ก ม ห า ร า ช

ด้านวรรณกรรม

พ ร ะ ร า ช นิ พ น ธ์ ที่ มี ชื่ อ เ สี ย ง

1. บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นรามเกียรติ์ฉบับที่มีความไพเราะและ
สมบูรณ์ที่สุด
2. นิราศท่าดินแดง
3. บทละครเรื่องอิเหนา

ก วี ที่ สำ คั ญ

1. พระยาโกษาธิบดี หรือ พระยาพระคลัง (หน) เป็นบุตรของเจ้าพระยาสุรบดินทร์สุริน
ทร
ฤาไชย (บุญมี) มารดาคือท่านผู้หญิงเจริญ ได้เข้ารับราชการตั้งแต่สมัยกรุ งธนบุรีจน
กระทั่งได้เลื่อนเป็นพระยาโกษาธิบดี
เสนาบดีจตุสดมภ์ภ์กรมพระคลัง ในรัชกาลที่ 1 ท่านมีความสามารถทางการประพันธ์ทั้ง
ด้านร้อยกรองและร้อยแล้ว ผล
งานที่มีชื่อเสียงของท่าน ได้แก่ สามก๊ก ราชาธิราช บทมโหรีเรื่องกากี ลิลิตพยุหยาตรา
เพชรพวง ร่ายยาวมหาชาติ กัณฑ์กุมาร และ กัณฑ์มัทรี

ราชรถ

เครื่องประดับราชอิสริยยศพระเจ้าแผ่นดินอย่างหนึ่ ง ปัจจุบันมีเพียง 2 คัน คือ พระมหา
พิชัยราชรถ สร้างขึ้นเพื่อใช้อัญเชิญพระบรมศพและพระอัฐิของพระเจ้าแผ่นดิน และ เวช
ยัณต์ราชรถ สร้างขึ้นสำหรับทรงพระศพพระพี่นางทั้งสองพระองค์ของพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงมีศักดิ์สูง

พระราชกรณี ยกิ จ 15ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ท ธ ย อ ด ฟ้ า จุ ฬ า โ ล ก ม ห า ร า ช


Click to View FlipBook Version