คู่ มื อ วิ ธี ป ฏิ บั ติ เ กี่ ย ว กั บ ก า ร ดำ เ นิ น ค ดี ผู้ บ ริโภ ค : ก ร ณี ศึ ก ษา สัญ ญ า จ ะ ซื้ อ จ ะ ข า ย โด ย น า ย อ น า วิ ล ไ ช ย ฤ ท ธิ์ อ า จ า ร ย์ ที่ ป รึ ก ษา ผู้ ช่ ว ย ศ า ส ต ร า จ า ร ย์ ด ร . จิ ด า ภ า พ ร ยิ่ ง ร า ย วิ ช า ส ห กิ จ ศึ ก ษา สำ ห รั บ นั ก ก ฎ ห ม า ย ค ณ ะ นิ ติ ศ า ส ต ร์ ม ห า วิ ท ย า ลั ย ทั ก ษิ ณ
AUTHOR นายอนาวิล ไชยฤทธิ์ รหัสนิสิต 621081447 ชั้นปีที่ 4 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
แนะนำ สถานประกอบการ สำ นักงาน ปัญญา วงศ์เมฆ ทนายความ ตั้งอยู่ที่ 90/49 หมู่ที่ 10 ถนน กาญจนวนิช ซอย 23 ตำ บล เขารูปช้าง อำ เภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา 90000 ให้คำ ปรึกษาทางด้านกฎหมายให้แก่ผู้รับบริการ โดยทนายความ รวมทั้งการรับว่าความทั่วราชอาณาจักร เช่น คำ ร้องจัดตั้งผู้จัดการมรดก พินัยกรรม คดีแพ่ง คดีอาญา ร่างและตรวจสัญญา
คำ นำ คู่มือวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการดำ เนินคดีผู้บริโภค: กรณีศึกษา สัญญาจะซื้อจะขายนี้ ผู้ปฏิบัติสหกิจศึกษาได้จัดทำ ขึ้นเพื่อให้ข้อมูล เกี่ยวกับการดำ เนินคดีผู้บริโภคกรณีผิดสัญญาจะซื้อจะขายใน เบื้องต้นให้แก่ผู้อ่านได้เข้าใจถึงคดีว่ามีวิธีดำ เนินการและมีปัญหา อย่างไรบ้าง พร้อมทั้งเสนอแนะเกี่ยวกับการนำ เทคโนโลยีมาใช้พัฒนา สำ นักงานด้วยการเปลี่ยนระบบปฏิบัติการที่เลิกพัฒนาไปแล้วของ Microsoft โดยเปลี่ยนจาก Windows 7 ไป Windows 10 หรือ Windows 11 เพื่อปกป้องข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของสำ นักงานจาก ภัยทางไซเบอร์ และเสนอแนะเกี่ยวกับการอำ นวยความสะดวกให้ทนายความ ก่อนฟ้องคดีผ่านระบบยื่นคำ ฟ้องอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) และ ระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรม (CIOS) ด้วยการทำ ลายมือชื่อ อิเล็กทรอนิกส์ (E-Signature) เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ประหยัดกระดาษและค่ากระดาษ ทั้งนี้เพื่อให้สำ นักงานมีความ ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้นด้วย
บทนำ ในปัจจุบันเศรษฐกิจในประเทศไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้ ประกอบการเริ่มมีการนำ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มาใช้ผลิตสินค้าและบริการมากขึ้น การทำ สัญญาจะซื้อจะขายเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งในการเป็นข้อตกลงการให้บริการของผู้ประกอบ การ ซึ่งอาจเกิดปัญหาการผิดสัญญาจะซื้อจะขายกันระหว่างผู้ บริโภคกับผู้ประกอบการ จึงเกิดเป็นคดีผู้บริโภคขึ้น โดยรายงาน การปฏิบัติสหกิจศึกษาฉบับนี้ได้มุ่งเน้นที่จะศึกษาค้นคว้าในเรื่อง การดำ เนินคดีผู้บริโภค กรณีผิดสัญญาจะซื้อจะขายในเบื้องต้น รวมทั้งการเสนอแนะนวัตกรรมในการพัฒนาสำ นักงานให้มีความ ร่วมสมัยมากขึ้น โดยเป็นการจัดทำ คู่มือรายงานด้วยประสบการณ์ ของผู้ปฏิบัติสหกิจศึกษาในระยะเวลา 4 เดือนประกอบกับการ ศึกษาเอกสารควบคู่ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ วารสาร คำ พิพากษา ศาลฎีกา และเทคโนโลยีร่วมสมัย นำ มาบูรณาการกับทางปฏิบัติ ของสำ นักงานไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลด้วยการสอบถาม การ สังเกตการณ์ทนายความหรือผู้ช่วยทนายความในสำ นักงานรวม ไปถึงการศึกษาสำ นวนคดีเก่า ๆ ของสำ นักงานว่ามีการปฏิบัติต่อ คดีผู้บริโภคที่มีข้อเท็จจริงและปัญหาคล้ายกันอย่างไร
คดีผู้บริโภคคืออะไร ?
เป็นคดีแพ่งประเภทหนึ่งที่มีข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคกับผู้ ประกอบธุรกิจ โดยที่ข้อพิพาทนั้นเกี่ยวพันกับสิทธิหรือหน้าที่ ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการหรือ เกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ ปลอดภัย โดยที่คดีผู้บริโภคมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองทั้งผู้ บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจและประสงค์ให้ผู้เสียหาย (ผู้บริโภค หรือผู้ประกอบธุรกิจ แล้วแต่กรณี) ได้รับการแก้ไขเยียวยาด้วย ความสะดวก รวดเร็ว ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ประหยัดเวลาและค่า ใช้จ่าย เนื่องจาก ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการฟ้องคดี รวมถึง การได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลด้วย
ประเภทของคดีผู้บริโภค 1. คดีซื้อขาย เช่น บ้าน อาคารพาณิชย์ อาคารชุด ที่ดิน สินค้าอุปโภคบริโภค 2. คดีเช่าทรัพย์ เช่น บ้าน ห้องชุด หอพัก 3. คดีเช่าซื้อ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า 4. คดีจ้างทำ ของ เช่น ก่อสร้างบ้าน ต่อเติมบ้าน ซ่อมบ้าน 5. คดีรับขน เช่น บริการขนส่งสินค้าทางอากาศ ทางน้ำ หรือทางบก 6. คดีสินเชื่อส่วนบุคคล กู้ยืม ค้ำ ประกัน จำ นำ จำ นอง 7. คดีบัตรเครดิต 8. คดีกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) 9. คดีประกันภัย เช่น ประกันวินาศภัย ประกันชีวิต 10. คดีสินค้าไม่ปลอดภัย เช่น ยา อาหาร เครื่องสำ อาง ยานพาหนะเครื่องใช้ ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ 11. คดีบริการสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา โทรคมนาคม 12. คดีบริการสาธารณสุขและความงาม เช่น สถานบริการความงามและ สุขภาพ 13. คดีสื่อสารมวลชน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต 14. คดีบริการธุรกรรมทางธนาคาร เช่น ฝากเงิน ถอนเงิน 15. คดีบริการด้านการศึกษา เช่น สถาบันสอนภาษาหรือโรงเรียนกวดวิชา 16. คดีด้านการกีฬา เช่น ให้เช่าสนามฟุตบอล สนามเทนนิส สนามกอล์ฟ ฟิสเนส 17. คดีนิติบุคคลอาคารชุด นิติบุคคลบ้านจัดสรร
รายละเอียดข้อเท็จจริงแห่ง คดีผู้บริโภค กรณีผิดสัญญาจะซื้อจะขาย
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2558 โจทก์ได้ทำ สัญญาจะซื้อที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับจำ เลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ รับเหมาก่อสร้าง บ้าน อาคาร สิ่งปลูกสร้างทั่วไป และจำ หน่าย สิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โจทก์ได้ตกลงที่จะซื้อเพื่อจะใช้อยู่อาศัย เป็นจำ นวน 1 หลัง เป็นอาคารบ้านแฝด 2 ชั้น เนื้อที่ดิน 48.7761 ตารางวา บนที่ดินโฉนดเลขที่ 124350 เลขที่ดิน 17 ตำ บลท่า ข้าม อำ เภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นบ้านโครงการ ว.แลนด์เฮ้าส์ ที่จำ เลยปลูกสร้างเพื่อจำ หน่ายแก่บุคคลทั่วไป ในราคา 3,828,000 บาท
โดยในวันทำ สัญญาโจทก์ตกลงชำ ระเงินมัดจำ แก่จำ เลย จำ นวน 270,000 บาท และโจทก์ได้ชำ ระเงินมัดในวันทำ สัญญา จำ ให้แก่จำ เลยแล้วเป็นเงินจำ นวน 60,000 บาท และในส่วนที่ เหลือโจทก์ขอผ่อนชำ ระเป็นงวด จำ นวน 14 งวด โดยจะชำ ระ ภายในวันที่ 25 ของทุกเดือน เริ่มชำ ระงวดแรกในวันที่ 25 เมษายน 2559เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำ ระให้แก่จำ เลยครบ ถ้วน
ซึ่งต่อมาโจทก์ได้ชำ ระเงินมัดจำ ดังกล่าวให้แก่จำ เลยครบ ถ้วนแล้วเป็นเงินจำ นวน 270,000 บาท ถ้าจำ เลยทำ การ ก่อสร้างบ้านเสร็จ จำ เลยก็จะแจ้งโจทก์ให้ชำ ระราคาส่วนที่ เหลือ และจะโอนกรรมสิทธิ์บ้านที่ซื้อขายกันให้แก่โจทก์ตาม สัญญาจะซื้อจะขาย
ข้อเท็จจริงต่อมาปรากฏว่าเมื่อจำ เลยทำ การก่อสร้างบ้าน ของโจทก์เสร็จแล้ว จำ เลยไม่ดำ เนินการโอนกรรมสิทธิ์บ้าน พร้อมที่ดินให้แก่โจทก์ แต่จำ เลยได้ไปขายบ้านพร้อมที่ดินให้แก่ บุคคลอื่นไป โดยที่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด โจทก์จึง มอบอำ นาจให้ทนายความทำ หนังสือบอกเลิกสัญญา และเรียก ค่าเสียหายกับจำ เลย ซึ่งจำ เลยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา และเรียกค่าเสยหายดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ได้ติดต่ออะไรกลับมา จึงเป็นเหตุให้โจทก์ตัดสินใจที่จะนำ เรื่องนี้มาฟ้องต่อศาลเป็น คดีผู้บริโภค
ข้อสังเกต ทำ ไมการผิดสัญญาจะซื้อจะขายถึงเป็นคดีผู้บริโภค มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 บัญญัติไว้ว่า “คดีผู้บริโภค” หมายความว่า (1) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำ นาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา 19 หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตาม กฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ (2) คดีแพ่งตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก สินค้าที่ไม่ปลอดภัย (3) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (1) หรือ (2) (4) คดีแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัตินี้ “ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ บริโภค และให้หมายความรวมถึงผู้เสียหายตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยด้วย “ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองผู้บริโภค และให้หมายความรวมถึงผู้ประกอบการตามกฎหมายเกี่ยวกับ ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยด้วย
ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้บริโภคที่เป็นผู้ได้รับบริการ จากผู้ ประกอบธุรกิจ คือ จำ เลยในการให้บริการในเรื่องการรับเหมา ก่อสร้าง บ้าน อาคาร สิ่งปลูกสร้างทั่วไป และจำ หน่ายสิ่งปลูก สร้างดังกล่าวให้แก่บุคคลทั่วไปในกิจการทางธุรกิจของจำ เลย และได้มีการพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอัน เนื่องมาจากการบริการ จึงเป็นคดีผู้บริโภค ตามมาตรา 3 แห่ง พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551
อายุความ การฟ้องคดีของผู้บริโภคหรือผู้ประกอบธุรกิจนั้น ย่อมเป็นไปตาม บัญญัติเรื่องอายุความทั่วไป เว้นแต่จะเป็นกรณีตามมาตรา 13 แห่งพระ ราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ซึ่งจะต้องเป็นกรณีที่เป็น ความเสียหายเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย หรือเหตุแห่งความ เสียหายนั้นเกิดจากผลของสารที่สะสมในร่างกายของผู้บริโภคหรือกรณีที่ ต้องใช้เวลานานในการแสดงอาการ โดยกฎหมายกำ หนดให้ใช้สิทธิเรียก ร้องภายใน 3 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย และรู้ตัวผู้ประกอบธุรกิจที่ ต้องรับผิด แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย ซึ่งจากข้อเท็จจริงในคดีผู้บริโภคของสำ นักงานที่กล่าวมา เป็นไปตาม บัญญัติเรื่องอายุความโดยทั่วไป ซึ่งอายุความในสัญญาจะซื้อจะขายนั้น ไม่มีกฎหมายกำ หนดอายุความไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30
วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการดำ เนินคดี
หลักเกณฑ์และวิธีการฟ้องคดีผู้บริโภค จุดเริ่มต้นในการเริ่มคดีผู้บริโภคของฝ่ายโจทก์ ซึ่งจะต้อง เสนอคำ ฟ้องต่อศาลว่าจำ เลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยในคำ ฟ้องจะต้องอ้างถึงความเสียหาย ใด ๆ ที่โจทก์ได้รับ และมีคำ ขอต่อศาลให้บังคับตามคำ ขอ ซึ่ง ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 บุคคลที่จะเสนอคำ ฟ้องต่อศาลได้คือ ผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิหรือ หน้าที่ตามกฎหมาย เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใน ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 เหมือนกับคดีแพ่ง โดยทั่วไป
ต่อมาต้องพิจารณาถึงเขตอำ นาจศาล ซึ่งในกรณีผู้บริโภค จะฟ้องผู้ประกอบธุรกิจเป็นคดีผู้บริโภคนั้น ผู้บริโภคมีสิทธิยื่น ฟ้องต่อศาลที่ตนมีภูมิลำ เนาอยู่หรือ ต่อศาลอื่นก็ได้ ตาม มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ซึ่งในคดีนี้ได้มีการยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด และโจทก์ ได้ยื่นฟ้องเป็นหนังสือ จึงไม่จำ เป็นต้องให้เจ้าพนักงานคดีช่วย เหมือนในกรณีที่โจทก์ฟ้องด้วยวาจา ซึ่งมีเจ้าพนักงานคดี คอย ช่วยจัดให้มีการบันทึกรายละเอียดแห่งคำ ฟ้องแล้วให้โจทก์ลง ลายมือชื่อไว้เป็นสำ คัญไว้ ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551
ส่วนที่ 1 บรรยายสถานะของคู่ความทั้งสองฝ่าย ส่วนที่ 2 นิติสัมพันธ์ ส่วนที่ 3 ส่วนโต้แย้งสิทธิ ส่วนที่ 4 ความเสียหาย ส่วนที่ 5 คำ ขอท้ายฟ้องคดีผู้บริโภค หลักการบรรยายฟ้องคดีผู้บริโภค
ในส่วนนี้เราจะกล่าวถึงฐานะความเป็นบุคคลของคู่ความทั้งสองฝ่าย และวิธีประกอบธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจ เช่น โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภท ใด จดทะเบียน ณ ที่ใด มีใครเป็นกรรมการผู้มีอำ นาจ หรือมีใครเป็นผู้ จัดการ นิติบุคคลนี้มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจอะไร หรือบรรยาย ว่าโจทก์ได้มอบอำ นาจให้บุคคลใดมาดำ เนินคดีแทน ในการประกอบการที่ เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี และบรรยายถึงลักษณะวิธีประกอบธุรกิจของโจทก์หรือจำ เลยในฐานะ ผู้ประกอบธุรกิจ รวมทั้งความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอัน ย่อมไว้วางใจของประชาชน หรือการประกาศโฆษณารับรองหรือการกระทำ ด้วยประการใด ๆ ให้โจทก์หรือจำ เลย และประชาชนทั่วไปในฐานะผู้บริโภค หลงเชื่อซื้อสินค้าหรือรับบริการ และต้องแนบหลักฐานเอกสารท้ายคำ ฟ้อง มาด้วยเสมอ ส่วนที่ 1 บรรยายสถานะของคู่ความทั้งสองฝ่าย
ในส่วนนี้เราจะบรรยายความสัมพันธ์ของโจทก์ และจำ เลยในการทำ นิติกรรมสัญญา เช่น ได้ตกลงทำ สัญญาอะไร สัญญานั้นทำ ขึ้นเมื่อวันใด หากผิดสัญญาจะต้องรับผิดชดใช้อย่างไร และต้องแนบหลักฐานเอกสาร ท้ายคำ ฟ้องมาด้วยเสมอเช่นกัน ซึ่งในคดีของสำ นักงานจะต้องบรรยายให้ เห็นว่าโจทก์ ได้ทำ สัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับจำ เลยซึ่งเป็นผู้ ประกอบธุรกิจ เมื่อใด ในสัญญามีเงื่อนไขอะไรบ้าง และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผิดสัญญาจะต้องรับผิดอะไรบ้าง ในส่วนเอกสารท้ายฟ้องก็ต้องแนบสำ เนา สัญญาจะซื้อไว้ และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ด้วย ส่วนที่ 2 นิติสัมพันธ์
จะต้องบรรยายพฤติการณ์การโต้แย้งสิทธิ หน้าที่ ของคู่ความแต่ละฝ่าย ที่เกิดขึ้นจากสัญญาหรือกฎหมาย การผิดสัญญาหรือการละเมิดอันเกิดจาก การกระทำ ของจำ เลย ความเสียหายที่เกิดขึ้น ในคดีผู้บริโภค ซึ่งคำ ฟ้องเกี่ยว กับการผิดสัญญาและการละเมิดสิทธิผู้บริโภค สามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ 1.คำ ฟ้องเกี่ยวกับความรับผิดอันเนื่องมาจากการบริโภคหรือบริการ 2.คำ ฟ้องเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ ปลอดภัย ซึ่งในคดีของสำ นักงาน เป็นคำ ฟ้องคดีผู้บริโภคในลักษณะความรับผิดอัน เนื่องมาจากการให้บริการจากการทำ สัญญาจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง กับจำ เลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการรับเหมาก่อสร้าง บ้าน อาคาร สิ่ง ปลูกสร้างทั่วไป และจำ หน่ายสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว โดยโจทก์ได้ตกลงที่จะซื้อ เพื่อจะใช้อยู่อาศัย จึงต้องบรรยายพฤติการณ์การกระทำ ที่ผิดสัญญาดัง กล่าวของจำ เลย และต้องบอกความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ด้วย ส่วนที่ 3 ส่วนโต้แย้งสิทธิ
ส่วนที่ 4 ความเสียหาย ในส่วนนี้เราจะต้องบรรยายความเสียหายที่โจทก์ได้รับ และแจกแจงความเสียหายอาจจะเป็นเงิน หรือสิ่งของ หรือ สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง
ส่วนที่ 5 คำ ขอท้ายฟ้องคดีผู้บริโภค เป็นคำ ขอที่โจทก์ขอให้ศาลบังคับแก่จำ เลย ดังนั้นจึง ต้องระบุคำ ขอไว้ให้ชัดเจนเพราะศาลจะไม่สามารถ พิพากษาเกินคำ ขอได้ ซึ่งในคดีผู้บริโภคจะเป็นการขอให้ จำ เลยชำ ระเงิน หรือ ให้จำ เลยกระทำ หรืองดเว้นการกระทำ หรือ ให้จำ เลยส่งมอบสิ่งของ หรือ อื่น ๆ เช่น ขอให้จำ เลย ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการดำ เนินคดีและค่า ทนายความแทนโจทก์ด้วย ในส่วนของสัญญาจะซื้อจะขาย กรณีต้องการเรียกค่าเสียหาย จะต้องระบุจำ นวนเงินไว้ ชัดเจน
ตัวอย่างคำ ฟ้องจากรายละเอียด ข้อเท็จจริงแห่งคดีผู้บริโภค กรณีผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ที่ได้กล่าวอ้าง
วิธีพิจารณาในคดีผู้บริโภค
เมื่อเกิดการยื่นฟ้องคดีผู้บริโภคต่อศาลแล้วนั้น มีขั้นตอนวิธีการพิจารณา คดีดังต่อไปนี้ เมื่อศาลได้รับคำ ฟ้องแล้ว ศาลจะกำ หนดวันนัดพิจารณาโดยเร็ว และออก หมายเรียกจำ เลยให้มาศาล เพื่อกำ หนดนัดวันไกล่เกลี่ยกันแล้ว มีคำ สั่งให้โจทก์ มาศาลในวันนัดพิจารณานั้นด้วย ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติวิธี พิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 และในวันพิจารณานั้น เมื่อโจทก์ และจำ เลยมา พร้อมกันแล้ว ให้เจ้าพนักงานคดี หรือบุคคลที่ศาลกำ หนดหรือที่คู่ความตกลง กัน ทำ การไกล่เกลี่ยกัน ให้คู่ความได้ตกลงกันหรือ ประนีประนอมยอมความกัน ก่อน ถ้าคู่ความ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอจะดำ เนินการเป็นการลับเฉพาะ ต่อ หน้าตัวความทุกฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ ตามมาตรา 25 แห่งพระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ซึ่งผลของการไกล่เกลี่ยในคดีนี้ครั้ง แรกปรากฎว่าคู่ความไม่อาจที่จะตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันได้ ศาลจึงสั่งให้จำ เลยยื่นคำ ให้การมาเป็นหนังสือตามมาตรา 26 แห่งพระราช บัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551
การสืบพยานหลักฐานในคดีผู้บริโภค
ในการสืบพยานในคดีผู้บริโภคย่อมมีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกันไป ซึ่ง ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 29ได้ กำ หนดขึ้นเพื่ออำ นวยความสะดวกแก่ผู้บริโภค ในเรื่องภาระการพิสูจน์ กล่าวคือ จากข้อเท็จจริงในคดีของสำ นักงานปัญญา วงศ์เมฆ ทนายความ มีประเด็นข้อพิพาทกันในเรื่องผิดสัญญาการให้บริการ ซึ่งมี การทำ สัญญาจะซื้อจะขายกัน จึงมีการออกหลักฐานเป็นเอกสาร ซึ่ง สามารถนำ ไปสืบเองได้ พร้อมกับพยานบุคคล แม้ว่าพยานบุคคลในคดี ลักษณะนี้จะมีความน่าเชื่อถือน้อยก็ตาม แต่ก็สามารถนำ มาสืบได้เช่น กัน แต่ส่วนใหญ่แล้วในคดีผู้บริโภคภาระการพิสูจน์โดยรวม จะตกอยู่ที่ ผู้ประกอบธุรกิจ หากศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นข้อพิพาทแห่ง คดี เป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของผู้ประกอบธุรกิจ ดังนั้นผู้ ประกอบธุรกิจจึงต้องมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีผู้ บริโภค
นอกจากนี้ศาลเอง มีอำ นาจที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบเองได้ และศาลมี อำ นาจสั่งให้เจ้าพนักงานคดีตรวจสอบ และรวบรวมพยานหลักฐานที่จำ เป็นรวม ทั้งมีอำ นาจเรียก สำ นักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นหน่วยงานหรือ บุคคล ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ มาให้ข้อมูลหรือ ให้จัดส่งพยานหลักฐานมา เพื่อประกอบ การพิจารณาได้ และในการสืบพยานไม่ว่าจะเป็น พยานที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ อ้าง หรือที่ศาลเรียกมาเอง ให้ศาลเป็นผู้ซักถามพยาน คู่ความ หรือทนายความจะ ซักถามพยานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาล และศาลมีอำ นาจซักถามพยาน เกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดี แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ตามมาตรา 31 – 34 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 โดย การนั่งพิจารณาสืบพยานของศาลนั้น ให้ศาลนั่งพิจารณาคดีติดต่อกัน ไปโดยไม่ เลื่อนคดีจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา เว้นแต่มีเหตจำ เป็น ศาลจะมีคำ สั่งเลื่อนได้ ครั้งละไม่เกิน 15 วันได้ แต่ทั้งนี้ศาลอาจขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือ ผู้เชี่ยวชาญมาให้ ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา พิพากษาคดีได้ ตามมาตรา 35 – 36 แห่ง พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551
การคิดค่าวิชาชีพทนายความ
ในทางปฏิบัติของสำ นักงาน ปัญญา วงศ์เมฆ ทนายความ จะคิดค่าวิชาชีพทนายความตามเปอร์เซ็นต์ของจำ นวนทุน ทรัพย์ทั้งสิ้น หรือ จะตกลงกันเองระหว่างทนายความกับลูก ความอันเป็นไปตามหลักเสรีภาพแห่งการทำ สัญญา โดยไม่มี กฎหมายกำ หนดว่าในคดีนี้ควรมีค่าวิชาชีพทนายความเท่าไร
ปัญหาที่อาจเจอในการทำ คดีผู้บริโภค
เนื่องจากตัวผู้ปฏิบัติสหกิจศึกษาได้สังเกตเห็นเอกสาร ท้ายคำ ฟ้องในสำ นวณคดีนี้ ส่วนใหญ่เป็นเอกสารสีขาวดำ ทำ ให้บางแผ่นมีความไม่ชัดเจน มีตัวอักษรเบลอ ตัวเลขเบลอ ซึ่งยากต่อการร่างฟ้อง และการรวบรวมทุนทรัพย์ในคดี วิธีแก้ปัญหา : ในปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการ สอบถามข้อเท็จจริงจากตัวลูกความในส่วนที่ไม่ชัดเจน ตัว อักษรเบลอ ตัวเลขเบลอ ไม่สามารถตีความได้ หรือ การทำ ให้ เอกสารมีสี เพื่อเพิ่มความชัดเจนในเอกสารท้ายคำ ฟ้อง ปัญหาการแนบเอกสารท้ายคำ ฟ้องไม่ชัดเจน
เนื่องจากลูกความไม่ได้มีความรู้ในเรื่องกฎหมาย แม้ว่า ในคดีผู้บริโภคจะมีเจ้าพนักงานคดีคอยช่วยเหลืออยู่ก็ตาม แต่หากว่าลูกความมีความประสงค์ต้องการที่จะให้ ทนายความช่วยเหลือในการดำ เนินคดี จึงมีความจำ เป็นต้อง อธิบายให้ลูกความเข้าใจ วิธีแก้ปัญหา : ในปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการเลือก แปลความหมายของหลักกฎหมายหรือผลทางกฎหมาย โดย การใช้ภาษาพูดที่เข้าใจได้โดยง่าย โดยมุ่งเน้นไปยังผลทาง กฎหมายที่ลูกความจำ เป็นต้องรับรู้ เพื่อผลประโยชน์ของตัว ลูกความเอง ปัญหาการอธิบายหลักฎหมายหรือผลทางกฎหมาย ให้ลูกความเข้าใจ
เนื่องจากคดีผู้บริโภคเปิดโอกาส และให้ความสำ คัญในเรื่องการไกล่เกลี่ยข้อ พิพาท แต่หากว่าลูกความยังไม่เข้าใจว่า การทำ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้นได้ ประโยชน์อย่างไร เนื่องจากในระหว่างที่ลูกความมาปรึกษาเรื่องคดีกับ ทนายความที่สำ นักงานนั้น ลูกความอยู่ในโทสะมีความต้องการที่จะชนะคดีแต่ เพียงอย่างเดียว ซึ่งการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้นต้องเกิดจากการสมัครใจของคู่ ความทั้งสองฝ่าย และคู่ความต้องมีอิสระที่จะเลือกใช้วิธีการระงับข้อพิพาทของ ตนหรือไม่ และต้องอาศัยความสมัครใจและความยินยอมของตัวลูกความ หาก ลูกความไม่ยอมทำ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อาจจะต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล และเสีย ค่าใช้จ่ายในการไปศาล แม้ว่าคดีผู้บริโภคจะมีข้อดีคือความสะดวก ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายก็ตาม แต่การไม่ต้องเสียเวลาไปศาลหรือเสียค่าใช้จ่ายการไป ศาล ก็ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า วิธีแก้ปัญหา : ในปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการให้ทนายความสนับสนุนให้ เล็งเห็นถึงความสำ คัญในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ข้อดี ข้อเสียของการไกล่เกลี่ยข้อ พิพาทก่อนฟ้อง และระหว่างการพิจารณาของศาล เพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทให้ เสร็จการพิจารณาโดยเร็ว และเพื่อประโยชน์ของตัวลูกความเองด้วย ปัญหาลูกความของเราไม่ยอมไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
ข้อเสนอแนะต่อสถานประกอบการ
เนื่องจากผู้ปฏิบัติสหกิจศึกษาสังเกตเห็นถึงปัญหาการใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 7 ของสำ นักงานปัญญา วงศ์เมฆ ทนายความ ซึ่งในปัจจุบันระบบ ปฏิบัติการ Windows 7 ดังกล่าว บริษัท Microsoft ได้มีการหยุดดำ เนินการ การสนับสนุนระบบปฏิบัติการ Windows 7เพื่อไปมุ่งเน้นลงทุนในการสนับสนุน เทคโนโลยีที่ใหม่ ๆ แทน โดยวันสิ้นสุดของการสนับสนุนสำ หรับ Windows 7 คือ วันที่ 14 มกราคม 2020 ซึ่งทำ ให้ผลิตภัณฑ์ระบบปฏิบัติการ Windows 7 จะไม่ได้ รับความช่วยเหลือด้านเทคนิค และการอัปเดตซอฟต์แวร์จาก Windows Update ที่ช่วยปกป้องคอมพิวเตอร์ของสำ นักงานปัญญา วงศ์เมฆ ทนายความ อีกต่อไป ซึ่งเอกสารที่สำ คัญในคดีจำ นวนมาก เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกความ รหัส ผ่านที่สำ คัญต่าง ๆ ในคอมพิวเตอร์ของสำ นักงานปัญญา วงศ์เมฆ ทนายความ อาจจะทำ ให้เสี่ยงต่อการโดนโจมตีจากไวรัสเรียกค่าไถ่ เหมือนที่เกิดเหมือนใน ข่าว ของโรงพยาบาลสระบุรี โดนเรียกค่าไถ่ 63,000 ล้านบาท เพื่อแลกกับให้ได้ข้อมูล ส่วนของผู้ป่วยกลับมา (ที่อยู่,เลขบัตรประชาชน,เบอร์โทรศัพท์) ผู้ปฏิบัติสหกิจ ศึกษาจึง ขอแนะนำ ให้สำ นักงานปัญญา วงศ์เมฆ ทนายความ เปลี่ยนไปใช้ Windows 10 หรือ Windows 11 เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ดังกล่าว
แนะนำ การดาวน์โหลด Windows 10 และWindows 11
ทางสำ นักงานสามารถดาวน์โหลดระบบปฏิบัติการWindows 10 และWindows 11 ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของ microsoft ได้เลย
ทั้งนี้ผู้ปฏิบัติสหกิจศึกษายังสังเกตเห็นว่าทางสำ นักงานปัญญา วงศ์เมฆ ทนายความ มีการใช้ระบบยื่นคำ ฟ้องอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) และ ระบบบริการ ข้อมูลคดีศาลยุติธรรม (CIOS) ในการดำ เนินคดี เมื่อมีคดีเกิดขึ้น ทางสำ นักงานจะพิมพ์ เอกสารต่าง ๆ ผ่านโปรแกรม Microsoft word แล้วปริ้นเอกสารดังกล่าว ออกมาเพื่อ เซ็นชื่อของทนายความผู้พิมพ์ จากนั้นก็นำ ไปสแกนเอกสาร เพื่อส่งเข้าสู่ระบบยื่น คำ ฟ้องอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) และ ระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรม (CIOS) เพื่อดำ เนินคดีต่อไป แต่อย่างไรก็ดีเมื่อมีข้อเท็จจริงที่สำ คัญเกิดขึ้นมาใหม่ หรือ มีการ พิมพ์ข้อความซึ่งเป็นสาระสำ คัญในคดีผิดไป ทำ ให้ทางสำ นักงานต้องมีการพิมพ์ เอกสารดังกล่าวขึ้นมาใหม่ และต้องทำ การปริ้นเอกสารนั้นออกมาใหม่ เพื่อเซ็นชื่อของ ทนายความผู้พิมพ์อีกครั้ง เพื่อนำ ไปสแกนส่งเข้าสู่ระบบยื่นคำ ฟ้องอิเล็กทรอนิกส์ (eFiling) และ ระบบบริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรม (CIOS) อีกครั้ง ซึ่งเป็นปัญหาเกิด ความยุ่งยาก สิ้นเปลืองค่ากระดาษ และในบางครั้งทนายความผู้พิมพ์เดินทางไปต่าง จังหวัด ไม่ได้อยู่ประจำ ที่สำ นักงาน เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวก็ต้องกลับมาที่ สำ นักงานเพื่อเซ็นชื่อของตนเองในวันถัดไปทำ ให้เสียเวลาในการดำ เนินคดีไปอีก
ผู้ปฏิบัติสหกิจศึกษาจึงขอเสนอการทำ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Signature) เป็นเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์สำ หรับยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลผู้เป็น เจ้าของกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น สามารถใช้เป็นตัวเลข อักขระ อักษร หรือสัญลักษณ์ ต่างๆ มาสร้างเป็นชุดข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ และใช้เทคโนโลยีในการเข้ารหัสสำ หรับ ยืนยันความเป็นเจ้าของ ทำ ให้มั่นใจ และตรวจสอบได้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 เป็นกฎหมายกลางที่รองรับข้อมูล และลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Signature) ให้มีผลผูกพันและบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย เช่นเดียวกันกับการยืนยัน ตัวบุคคลด้วยการใช้ปากกาเซ็นลงในกระดาษ ทั้งนี้เป็นการนำ เทคโนโลยีที่มีอยู่มาแล้วมา ประยุกต์ใช้งานผ่านโปรแกรม Microsoft word โดยกดที่ตัวเลือกเมนู ไปที่ลายเซ็น อิเล็กทรอนิกส์ ที่อนุญาตให้ผู้ใช้เพิ่มลายเซ็นของผู้ใช้งานเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ได้ ดัง นั้นวิธีการดังกล่าวจึงเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายเป็น ประโยชน์ต่อสำ นักงานปัญญา วงศ์เมฆ ทนายความ
แนะนำ การทำ ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Signature)
เขียนลายเซ็นของตัวเองลงบนกระดาษ สแกนหน้าและบันทึกลงในคอมพิวเตอร์ในรูปแบบไฟล์ ทั่วไป: .bmp, .gif, .jpg หรือ .png เปิดไฟล์รูปภาพนำ ลายเซ็นของตัวเองมาใส่ลงใน microsoft word 1. 2. 3.
4. เลือกรูปภาพ 5. คลิกแทรก > ส่วนประกอบด่วน
6. ให้พิมพ์ชื่อสำ หรับลายเซ็นของตัวเอง 7. จากนั้นก็กดตกลงได้เลย
เพียงเท่านี้ก็จะได้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Signature) สำ หรับใช้ยื่นคำ ฟ้องอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) และ ยี่นเข้าสู่ระบบ บริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรม (CIOS) ได้เป็นที่เรียบร้อยช่วยอำ นวย ความสะดวกให้ทนายความในสำ นักงานในการเตรียมตัวก่อนฟ้อง คดีได้อย่างรวดเร็วและประหยัด