หนว่ ยท่ี ๑ กระบวนการทางประวตั ิศาสตร์
วิ ช า . . . ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ ช า ติ ไ ท ย
ผงั มโนทศั น์ หนว่ ยที่ ๑ กระบวนการทางประวัตศิ าสตร์
ความหมายและ
ความสาคัญของ
ประวตั ิศาสตร์
วธิ ีการศกึ ษา การนับ
ประวัตศิ าสตร์ ศักราช
กระบวนการ
ทาง
ประวตั ศิ าสตร์
หลักฐานทาง การแบง่ ยุค
ประวตั ิศาสตร์ สมยั ทาง
ประวัตศิ าสตร์
"ถา้ คณุ ไม่รู้ประวตั ิศาสตรก์ ็ตาบอดข้างหน่งึ
แตถ่ ้าคณุ เชื่อประวตั ศิ าสตร์ไม่มีข้อกังขา
คณุ ตาบอดสองขา้ ง"
ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศริ ิ
หนว่ ยท่ี ๑ กระบวนการทางประวัตศิ าสตร์
ประวตั ศิ าสตร์ เป็นการศึกษาเรอื่ งราวหรือเหตกุ ารณ์ในอดตี ของมนษุ ยท์ ุกดา้ น
นบั ตัง้ แตม่ นษุ ยใ์ นยุคแรกตง้ั แต่สมัยก่อนประวตั ิศาสตร์ จนกระทง่ั มนุษย์ได้เริม่ เขา้ สู่
ยุคประวตั ิศาสตรเ์ ม่อื ประมาณ ๕,๐๐๐ ปที ่ผี า่ นมา
โดยมมี ิตขิ องชว่ งเวลา และหลักฐานของประวัติศาสตร์ พร้อมทัง้ นาวิธกี ารทาง
ประวัตศิ าสตร์มาช่วยในการศึกษาประวตั ิศาสตร์
๑. ความหมายของประวตั ิศาสตร์
ประวตั ิศาสตร์ คืออะไร ?
เฮโรโดตัส Herodotus บิดาแหง่ ประวัตศิ าสตร์สากล ได้
นาคาวา่ ประวัตศิ าสตร์ history มาจากคาในภาษากรกี วา่ historeo
แปลว่า “การถกั ทอ” มาเขียนเปน็ ชอ่ื ของเรือ่ งราวการทาสงคราม
ระหว่างเปอร์เซยี กบั กรีก โดยใชห้ ลกั ฐานต่าง ๆ เป็นข้อมูล ในการ
เขยี นเปน็ เรอ่ื งราว ซึง่ คลา้ ยกบั การถกั ทอผืนผา้ ใหเ้ ป็นลวดลายที่
ตอ้ งการ
เฮโรโดตัส Herodotus จงึ เปน็ นักประวัตศิ าสตร์คนแรก ท่ี
นาหลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ มาศึกษาเพ่ือเขียนเปน็ เรอื่ งราว
นามานุกรมประวตั ศิ าสตรไ์ ทย ให้
ความหมายว่า “ประวัตศิ าสตร์” หมายถงึ
เรือ่ งราวท่ีมนุษยไ์ ดก้ ระทาไวท้ งั้ ความสาเร็จและ
ความลม้ เหลว
รวมทง้ั สงิ่ ที่มนษุ ยไ์ ดศ้ ึกษาคิดประดิษฐ์ขน้ึ ในด้าน
ศิลปะ สงคราม กฎหมาย เศรษฐกจิ สังคม ศาสนา
ปรัชญา และการต่อสูเ้ พ่อื ดาเนนิ ชวี ติ ที่ดขี ึน้ ทั้งท่ี
เปน็ ลายลักษณอ์ ักษรและไมเ่ ปน็ ลายลักษณ์อักษร
“นกั ประวตั ศิ าสตรแ์ ละผูร้ ูห้ ลาย
ท่านใหค้ านิยาม ความหมายของ
ประวตั ศิ าสตร์ ไวต้ ่าง ๆ กนั
มากมายหลายความหมาย แต่กย็ งั
ไม่มคี าจากดั ความทต่ี ายตวั แน่นอน
มาจน ทุกวนั น้ี”
กรมพระยาดารงราชานุภาพ บดิ าประวตั ิศาสตรไ์ ทย
ประวัติศาสตร์ สาคัญอยา่ งไร ?
ประวตั ศิ าสตร์ชว่ ยใหม้ นษุ ยร์ จู้ กั
ตัวเอง ชว่ ยให้มนุษยร์ จู้ กั และเข้าใจตัวเองมากข้นึ
รวมทง้ั เข้าใจสังคมของมนุษย์โดยส่วนรวม
ประวตั ิศาสตรช์ ว่ ยใหเ้ กิดความเข้าใจ
ในมรดก วฒั นธรรมของมนษุ ยชาติ และสามารถ
เขา้ ใจคณุ ค่าสงิ่ ต่างๆในสมยั ของตนได้
ประวัตศิ าสตรช์ ว่ ยเสริมสร้างให้เกิด
ความระมดั ระวัง และมคี วามละเอียดเพียงพอทีจ่ ะ
เข้าใจปัญหาสลับซบั ซ้อน
ประวัติศาสตร์ สาคญั อย่างไร ? (ต่อ)
ประวตั ิศาสตรเ์ ปน็ เหตกุ ารณ์ใน
อดีตทมี่ นษุ ย์สามารถนามาเป็นบทเรียนใหแ้ ก่
ปจั จุบัน และประยุกต์ใช้ในกระบวนการแกไ้ ข
ปญั หา และวิกฤตการณต์ ่าง ๆ ให้เป็นไปตาม
หลักจรยิ ธรรม คณุ ธรรม ทั้งนีเ้ พอื่ สนั ติสขุ และ
พัฒนาการของสังคมมนษุ ยเ์ อง
ประวัตศิ าสตรส์ อนให้คนรูจ้ ักคิด
เป็น ไมห่ ลงเชื่อส่ิงใดงา่ ย ๆ โดยมิได้ไตรต่ รอง
พจิ ารณาใหถ้ ี่ถ้วนเสยี กอ่ น
ประวตั ศิ าสตร์ สาคัญอย่างไร ? (ต่อ)
ประวตั ศิ าสตรข์ องชาตยิ อ่ มทาใหเ้ กิดความภาคภูมใิ จในบรรพบรุ ษุ ในตระกูล
และในความ เป็นชาติประเทศ ซง่ึ กอ่ ให้เกดิ ความรกั ชาติและชว่ ยกนั รกั ษาชาตบิ า้ นเมืองให้
คงอยู่ ท้ังกา้ วไปสู่ความเจริญ
ชวาหะรล์ าล เนหร์ ู รฐั บรุ ษุ ของอนิ เดยี และนายกรฐั มนตรคี นแรก
ประวตั ิศาสตร์ คือ การศึกษาอดตี
เพอื่ รู้ปจั จบุ ัน และหยั่งรอู้ นาคต
๒. การนับศกั ราช
การเทียบศักราชในระบบต่าง ๆ สามารถนามาเปรียบเทยี บให้เป็ นศักราชแบบเดยี วกนั ได้ดงั นี้
ม.ศ. + ๖๒๑ = พ.ศ. พ.ศ. – ๖๒๑ = ม.ศ.
จ.ศ. + ๑๑๘๑ =
ร.ศ. + ๒๓๒๔ = พ.ศ. พ.ศ. – ๑๑๘๑ = จ.ศ.
ค.ศ. + ๕๔๓ =
ฮ.ศ. + ๑๑๒๒ = พ.ศ. พ.ศ. – ๒๓๒๔ = ร.ศ.
พ.ศ. พ.ศ. – ๕๔๓ = ค.ศ.
พ.ศ. พ.ศ. – ๑๑๒๒ = ฮ.ศ.
๓. การแบ่งยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตร์
จุดมุ่งหมายในการแบง่ ช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ เป็นยุคสมัยต่าง ๆ
เพื่อให้เกิดความสะดวกในการศกึ ษาค้นคว้าเรื่องราวของมนุษยใ์ นอดีตและช่วยให้
เขา้ ใจง่ายขึ้น ชว่ งเวลาทางประวัติศาสตร์ตามแบบสากลและการแบ่งชว่ งเวลาทาง
ประวตั ศิ าสตรต์ ามแบบไทย ดงั นี้
การแบง่ ยุคสมยั ทางประวัติศาสตร์
๑. การแบ่งช่วงเวลาทางประวตั ิศาสตรต์ ามแบบสากล
๑) สมยั ก่อนประวัติศาสตร์
๒) สมัยประวัตศิ าสตร์
๒. การแบ่งชว่ งเวลาทางประวัติศาสตร์ตามแบบไทย
๑) แบ่งตามสมัยหรอื ตามเวลาที่เริม่ มตี ัวอกั ษร
๒) แบ่งยคุ สมยั ตามอาณาจักร
๓) แบง่ ยุคสมยั ตามราชธานี
๔) แบง่ ยคุ สมยั ตามพระราชวงศ์
สมยั ก่อนประวตั ศิ าสตร์ สมยั ประวตั ศิ าสตร์
การแบง่ ยคุ สมยั ทางประวัติศาสตร์
๒. การแบ่งชว่ งเวลาทางประวัติศาสตร์ตามแบบไทย
๑) แบ่งตามสมยั หรอื ตามเวลาที่เรม่ิ มตี วั อกั ษร
๒) แบง่ ยุคสมยั ตามอาณาจักร
๓) แบง่ ยุคสมยั ตามราชธานี
๔) แบง่ ยุคสมยั ตามพระราชวงศ์
๑. แบ่งตามสมัยหรอื ตามเวลาท่เี ร่มิ มีตัวอักษร โดยแบง่ ได้
๒ สมยั ดงั นี
๑.๑ สมยั กอ่ นประวัติศาสตร์ หมายถงึ ยคุ ทีย่ งั ไมม่ ีการ
บันทึกเรือ่ งราวเป็นลายลักษณ์อกั ษร แบ่งออกเปน็
- ยคุ หนิ (ยคุ หนิ เก่า ยคุ หนิ กลาง ยุคหินใหม่)
- ยุคโลหะ(ยคุ สารดิ ยุคเหล็ก)
๑.๒ สมัยประวตั ศิ าสตร์ หมายถึง ยุคท่มี นษุ ยเ์ ร่มิ มีการใช้
ตัวอักษรบนั ทกึ เรอื่ งราวเหตุการณต์ า่ ง ๆ จากหลักฐานท่ีค้นพบไดแ้ ก่ หลัก
ศิลาจารึก
๒. แบ่งยคุ สมัยตามอาณาจักร ได้มี
การแบง่ ยุคสมยั ตามอาณาจักร เช่น
อาณาจักร ทวารวดี(นครปฐม)
อาณาจกั รละโว(้ ลพบรุ ี)
อาณาจกั รตามพรลงิ ค(์ นครศรธี รรมราช)
อาณาจักรศรีวชิ ัย(สุราษฎร์-ธานี)
อาณาจกั รหรภิ ุญชยั (ลาพนู )
๓. แบง่ ยคุ สมัยตามราชธานี เป็นการแบง่ ยุคสมยั
ทางประวัติศาสตร์ ตามราชธานขี องไทยเรยี งจตามลาดับ เช่น
สมยั อยุธยา สมยั ธนบรุ ี สมัยรัตนโกสนิ ทร์
๔. แบ่งยคุ สมัยตามพระราชวงศ์ เป็นการแบ่งยคุ สมยั ทาง
ประวตั ิศาสตรต์ ามพระราชวงศ์ เช่น
สมยั ราชวงศ์พระร่วง อาณาจกั รสโุ ขทัย
สมัยราชวงศ์อูท่ อง
สมัยราชวงศ์สพุ รรณภูมิ สมัยอยุธยา
สมัยราชวงศ์สุโขทัย
สมัยราชวงศ์ปราสาททอง
สมัยราชวงศจ์ ักรี สมัยรัตนโกสนิ ทร์
๕. แบง่ ยคุ สมยั ตามรชั กาล เป็นการแบง่ ยุค
สมยั ในช่วงเวลาทพ่ี ระมหากษตั รยิ พ์ ระองค์นัน้
ครองราชย์อยู่ ได้แก่ รชั สมัยสมเดจ็ พระบรมไตร
โลกนาถ รัชสมัยสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช และรชั
สมยั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว
๖. แบง่ ยุคสมัยตามระบอบการเมอื งการ
ปกครอง ไดแ้ ก่
- สมยั สมบรู ณาญาสทิ ธิราชย์
- สมยั ประชาธปิ ไตย
โดยถือเหตุการณ์การเปล่ียนแปลงทางการเมอื ง เม่ือ
วันท่ี ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เปน็ เส้นแบ่งยุคสมัย
๔. หลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์
นักประวัติศาสตร์ ชาวฝรัง่ เศส ชือ่ มารค์ บลอค (Marc Block) ได้ให้
ความหมายเกี่ยวกบั หลักฐานประวัติศาสตร์ วา่ หลักฐานประวัตศิ าสตร์ คอื ร่องรอย
พฤตกิ รรม การพูด การเขยี น การประดิษฐค์ ดิ ค้นการดารงชวี ิตของมนษุ ย์และสิง่ ท่มี ี
อยู่ภายในหลักฐานก็คือรอ่ งรอย ความรสู้ กึ นกึ คิด โลกทศั นแ์ ละจารตี ประเพณีของ
มนษุ ยใ์ นอดตี ท่ีอาจ ตกทอดถงึ ปจั จบุ ัน โดยมีร่องรอยอย่ใู นธรรมชาติและวฒั นธรรม
ของมนุษย์
แหลง่ ขอ้ มูลทางประวตั ิศาสตรใ์ นการศกึ ษาปรากฏการณท์ ่เี กิดขึ้นใน
สังคมไทยแตล่ ะยุคสมัยอาจจาแนกได้เปน็ ๒ ประเภท ดังน้ี
หลักฐานที่เป็ นลายลกั ษณ์อักษร ไดแ้ ก่ หลกั ฐานท่ีเป็น
ตวั หนงั สือเช่น พงศาวดาร จดหมายเหตุ ตานาน และ
กฎหมาย
หลักฐานที่ไม่เป็ นลายลักษณ์อกั ษร ไดแ้ ก่ วตั ถุท่ีมนุษย์
แต่ละยคุ แตล่ ะสมยั ไดส้ ร้างข้ึน และตกทอดมาจนถึง
ปัจจุบนั เช่น โบราณสถาน ประกอบดว้ ย วดั เจดีย์ มณฑป
และโบราณวตั ถุ ประกอบดว้ ย พระพทุ ธรูป ถว้ ยชามสังค
โลก
การแบ่งลาดบั ความสาคญั ของหลกั ฐานทาง
ประวตั ศิ าสตร์เป็ น ๒ ประเภท คือ
๑. หลกั ฐานช้ันต้นหรือหลกั ฐาน
ปฐมภูมิ เป็นหลกั ฐานที่มาจากเหตุการณ์ที่
เกิดข้ึนในสมยั น้นั จริง ๆ โดยมีการบนั ทึกของ
ผทู้ ่ีเกี่ยวกบั เหตุการณ์โดยตรง หรือผทู้ ี่รู้
เหตุการณ์น้นั ดว้ ยตนเอง ดงั น้นั หลกั ฐานช่วง
ตน้ จึงเป็นหลกั ฐานท่ีมีความสาคญั และ
น่าเช่ือถือมากที่สุด
การแบ่งลาดบั ความสาคัญของหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์
เป็ น ๒ ประเภท คือ
๒. หลกั ฐานช้ันรองหรือหลกั ฐานทุตยิ ภูมิ เป็น
หลกั ฐานท่ีเขียนข้ึนโดยบุคคลที่ไมไ่ ดม้ ีส่วนเก่ียวขอ้ งกบั
เหตุการณ์น้นั โดยตรง โดยมีการเรียบเรียงข้ึนภายหลงั จาก
เกิดเหตุการณ์น้นั ๆ
สาหรับหลกั ฐานช้นั รองน้นั มีขอ้ ดี คือ มีความสะดวกและง่าย
ในการศึกษาทาความเขา้ ใจ เนื่องจากเป็นขอ้ มูลไดผ้ า่ น
การศึกษาคน้ ควา้ ตรวจสอบขอ้ มลู วเิ คราะห์เหตุการณ์และ
อธิบายไวอ้ ยา่ งเป็นระบบ โดยนกั ประวตั ิศาสตร์มาแลว้
๕. วิธกี ารทางประวัติศาสตร์
๑) ความหมายของวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์
วิธีการทางประวตั ิศาสตร์ หมายถึง วิธีการหรือข้นั ตอนต่างๆ ท่ีใชใ้ นการศึกษาคน้ ควา้ วิจยั
เกี่ยวกบั เรื่องราวทางประวตั ิศาสตร์ โดยเฉพาะอาศยั จากหลกั ฐาน เพอื่ ใหส้ ามารถฟ้ื นอดีตหรือจาลองอดีต
ข้ึนมาใหม่ ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งสมบูรณ์และน่าเช่ือถือ
๒) ความสาคญั ของวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์
วิธีการทางประวตั ิศาสตร์มีความสาคญั คือ ทาใหเ้ ร่ืองราว กิจกรรม เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนใน
ประวตั ิศาสตร์มีความน่าเช่ือถือ มีความถูกตอ้ งเป็นความจริง หรือใกลเ้ คียงความเป็นจริงมากท่ีสุด
“ประวตั ิศาสตรส์ อนทกุ อย่างแมแ้ ตอ่ นาคต”
Alphonse de Lamartine