BIRTH OF HUMAN
คำ นำ การกำ เนิดมนุษย์ในทางวิทยาศาสตร์มีหลายแง่มุมที่ถูกศึกษาอยู่ การแตกต่างของทฤษฎีกำ เนิดมนุษย์มักจะขึ้นอยู่กับมุมมองทาง วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงทฤษฎีวิวัฒนธรรม (cultural evolution) และทฤษฎีสังคมวิทยา (sociocultural theory) ที่ เน้นความสำ คัญของปัจจัยสังคมและวัฒนธรรมในการกำ เนิดมนุษย์. แง่มุมทางวิทยาศาสตร์มีการศึกษาซึ่งสนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนธรรมที่ มนุษย์เกิดจากการพัฒนาทางวัฒนธรรมและความสามารถในการใช้ เครื่องมือ การคิดวิเคราะห์ และการสื่อสารที่ทันสมัย มนุษย์เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่เเละเกิดยังไง หากเกิด มาเเล้วควรใช้ชีวิตเเบบใดจึงจะถูกเหตุใดจึงกำ เนิดมนุษย์บนโลกใบนี้ เพราะพระเจ้าหรือควรฟังเหตุผลจากวิทยาศาสตร์ ตามหลักคณิตและ สามารถให้เหตุผลได้ไหม เป็นสิ่งที่เกิดการถกเถียงมานานเเต่ในเเต่ละด้าน ก็มีความเกี่ยวข้องกับการกำ เนิดมนุษย์ทั้งสิ้น
1. การกำ เนิดมนุษย์ในทางพระพุทธศาสนา 2. การกำ เนิดมนุษย์ในทางหลักวิทยาศาสตร์ 3. หลักความน่าจะเป็นในการกำ เนิดของมนุษย์ 4. หลักการดำ เนินชีวิตของมนุษย์ตามหลักการมงคล 38 5. สรุป 6. ข้อมูลอ้างอิง สารบัญ 13 18 1 6 9 19 หน้า
จากการศึกษาพบว่ามนุษย์ในพระสุตตันตปิฎก มนุษย์ แปลว่าผู้มีจิตใจ สูง หมายถึงจิตดวงแรกที่ปรากฏขึ้นในครรภ์ของมารดา หลังจากนั้นเจริญเติบโต คลอดออกมาเป็นทารก เติบโตเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ และแก่ชรา ตายจากไป มนุษย์ แบ่งตามเพศมี 2 ลักษณะคือ 1) อิตถีภาวรูป รูปที่แสดงว่าเป็นหญิง 2) ปุริสภาวรูป รูปที่แสดงว่าเป็นชาย พระพุทธศาสนาได้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ความ สำ คัญของชีวิตว่ กว่าจะได้อัตภาพเป็นมนุษย์นี้ยากแสนยาก จิตของมนุษย์นั้น ถือว่า เป็นธรรมชาติพิเศษ สามารถสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นได้ เมื่อจิตได้รับการฝึก อบรม เจริญ คุ้มครอง รักษา สำ รวมอย่างดี จะให้ประโยชน์มาก ให้ผลมหาศาล ดังพุทธพจน์ที่ตรัสว่า “จิตที่ฝึกดีแล้วนำ ความสุขมาให้” ชีวิตของมนุษย์มีองค์ประกอบ 2 ประการคือ ร่างกายกับจิตใจ ทั้งร่างกายและจิตใจอาศัยซึ่งกันและกัน ทำ หน้าที่เพื่อดำ เนินชีวิตต่อไป หรือเรียกอย่างหนึ่งว่า รูปกับ นาม ได้แก่ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ รูปคงเป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนาม และการเกิดเป็นมนุษย์ เป็นไปภายใต้กฎแห่งกรรม กรรมย่อมจำ แนกสัตว์ให้เลวและประณีต 1 การกำ เนิดมนุษย์ในทาง พระพุทธศาสนา
ข้อมูลอ้างอิง : https://e-thesis.mcu.ac.th/thesis/2833 ส่วนด้านจิตใจ ก็มีส่วนสำ คัญไม่น้อยไปกว่าทางด้านร่างกาย ต้องได้รับการ ฝึกอบรม เพื่อให้จิตใจเข้มแข็งมั่นคง เจริญงอกงามด้วยศีลธรรมและคุณธรรม มีเมตตาความรัก ความปรารถนาดี กรุณาความสงสาร มุทิตาความเบิกบาน พลอยยินดี และอุเบกขาความวางเฉย จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่มีกายพัฒนาแล้ว มีจิตพัฒนาแล้ว มีพัฒนาการด้านคุณธรรม ด้วยการปฏิบัติจริง ลงมือทำ ให้รู้ เห็นประจักษ์ ให้บังเกิดผลประจักษ์แก่ชีวิตและเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมตลอดไป 2 ในครรภ์มารดานั้น มีวิวัฒนาการจากสัปดาห์ที่ 1 เป็นกลละ น้ำ เมือกใส มี ลักษณะเป็นเมือกคล้ายเนยใส ขนาดเท่าหยาดน้ำ มันงา เป็นการเริ่มต้นของกำ เนิด ชีวิตมนุษย์ มีโครงสร้างกายชีวภาพอยู่สามด้านคือ โครงสร้างร่างกาย โครงสร้าง สมอง และโครงสร้างเพศ จนถึงสัปดาห์ ที่ 42 เพราะอาศัยกรรมชวาต ลมเกิดจาก กรรม ร่างกายของเด็กเปลี่ยนท่าหันเท้าขึ้น ศีรษะลงคว่ำ และเคลื่อนไปสู่ช่องกำ เนิด ทารกก็คลอดออกมาจากครรภ์มารดา
พระพุทธศาสนาเห็นว่าอย่างไร ข้อมูลในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะมหาตัณหา สังขยสูตร ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๒ มหานิทานสูตร ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๐ และ อินทกสูตร ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๕ ให้คำ ตอบว่า ความเป็นมนุษย์เริ่มต้นเมื่อ ปัจจัยหรือ องค์ประกอบแห่งการเกิดในครรภ์ ๓ ประการเกิดขึ้นพร้อมกัน ดัง รายละเอียดต่อไปนี้ ๑. มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน (มาตา-ปิตาโร จ สนฺนิปติตา โหนฺติ) หมายถึง ร่วม ประเวณีกัน หรือมีเพศสัมพันธ์กัน ๒. มารดามีระดู (มาตา จ อุตุนี โหติ) หมายถึง มีความพร้อมในการตั้งครรภ์) และ ๓. มีคันธัพพะมาปรากฏ (คนฺธพฺโพ จปจจฺปุฏฐฺิโต) หมายถึง มีสัตว์ผู้จะเกิดใน ครรภ์มาเกิดด้วย คันธัพพะนี้ได้แก่ปฏิสนธิวิญญาณ หรือ ปฏิสนธิจิตนั่นเอง เมื่อมีองค์ประกอบแห่งการเกิดในครรภ์ครบทั้ง ๓ ประการนี้ การถือกำ เนิดใน ครรภ์จึงมีได้ ดังที่พระพุทธองค์ทรงอธิบายไว้ว่า “ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน แต่มารดายังไม่มีระดู และคันธัพพะยังไม่ ปรากฏการถือกำ เนิดในครรภ์จึงมีไม่ได้ ในสัตว์โลกนี้ มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู แต่คันธัพพะยังไม่ปรากฏ การถือ กำ เนิดในครรภ์จึงมีไม่ได้ แต่เมื่อใด มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู และคันธัพพะก็ปรากฏ เมื่อนั้นเพราะ ปัจจัย ๓ ประการประชุมพร้อมกันอย่างนี้ การถือกำ เนิดในครรภ์ จึงมีได้” 3
เอกสารอ้างอิง ตามหลักลัพระพุทพุธศาสนา ไข่ขข่องแม่แม่ละอสุจิสุขจิองพ่อพ่จัดจัอยู่ใยู่นส่วส่นของวัตวัถุธถุาตุ คือคืธาตุ ดินดิน้ำ ไฟ ลม เมื่อ มื่ ถูกถูทำ ให้รห้วมตัวตักันกัจะเกิดกิเป็นป็รูปรู (รูปรูขันขัธ์)ธ์คือคืร่าร่งกายและส่วส่นประกอบของรูปรูเท่าท่นั้น นั้ ไม่มีม่นมีาม (นามขันขัธ์)ธ์คือคื เวทนา (ความรู้สึรู้กสึสุขสุทุกทุข์)ข์สัญสัญา (ความจำ ได้หด้มายรู้)รู้ สังสัขาร (ธรรมชาติที่ติปที่ รุงรุแต่งต่จิตจิให้คิห้ดคิดี-ดีคิดคิชั่ว ชั่ ) และ วิญวิญาณ (ผู้รัผู้บรัรู้อรู้ารมณ์)ณ์หรือรืจิตจิ (ผู้คิผู้ดคินึกนึ) ซึ่ง ซึ่ เป็นป็ส่วส่นสำ คัญคัที่สุ ที่ ดสุของ สิ่ง สิ่ มีชีมีวิชีตวิทั้ง ทั้ หลายเพราะการจะมีชีมีวิชีตวิอยู่หยู่ รือรืไม่ขึ้ม่น ขึ้ อยู่กัยู่ บกัวิญวิญาณหรือรืจิตจินี้เ นี้ อง วิญวิญาณหรือรืจิตจิที่ว่ ที่ าว่นี้ สืบสืต่อต่มาจาก คันคัธัพธัพะ หรือรื ปฏิสฏินธิวิธิญวิญาณ เกิดกิตามผลแห่งห่กรรมนั้น นั้ ๆ นั่น นั่ คือคื ในชาติหตินึ่ง นึ่ ๆ เมื่อ มื่ กายแตกดับดัวิญวิญาณหรือรืจิตจิที่ยั ที่ งยัมีกมีรรม จะเคลื่อ ลื่ นออกจากร่าร่งที่แ ที่ ตกดับดันั้น นั้ไปเกิดกิในร่าร่งหรือรืรูปรูอื่น อื่ ต่อต่ ไป วิญวิญาณหรือรืจิตจิขณะเคลื่อ ลื่ นออกจาก ร่าร่ง เดิมดิเรียรีกว่าว่จุติจุวิติญวิญาณหรือรืจุติจุจิติตจิและขณะหยั่ง ยั่ ลงสู่ท้สู่ อท้งมารดา เรียรีกว่าว่ ปฏิสฏินธิวิธิญวิญาณหรือรื ปฏิสฏินธิ จิตจิที่ใที่ ช้คำช้คำ “ขณะ” เพราะตามหลักลัสันสัตติ (การต่อต่เนื่อ นื่ ง) ของพระพุทพุธศาสนา ถือถืว่าว่ทุกทุสิ่ง สิ่ มีกมีารเปลี่ย ลี่ นแปลง ทุกทุขณะ วิญวิญาณหรือรืจิตจิก็มีก็กมีารเปลี่ย ลี่ นแปลง คือคืเกิดกิขึ้น ขึ้ ตั้ง ตั้ อยู่ และดับดัไป แล้วล้เกิดกิขึ้น ขึ้ ตั้ง ตั้ อยู่แยู่ ละดับดัไปอีกอีถ้าถ้ ยังยัมีเมีหตุปัตุจปัจัยจัให้เห้กิดกิ 4
มนุษย์มีสายวิวัฒนาการมาจากสัตว์กลุ่มไพรเมต (primate) ซึ่งถือเป็นกลุ่ม ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีพัฒนาการสูงที่สุด สืบเชื้อสายมาจากสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนมที่มีรก ลักษณะสำ คัญคือ สมองเจริญดีและมีขนาดใหญ่ มีขากรรไกรสั้น ทำ ให้หน้าแบน ระบบสายตาใช้งานได้ดีโดยมองไปข้างหน้า ระบบการดมกลิ่นไม่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น มีเล็บแบนทั้งนิ้วมือและนิ้วเท้า มี พฤติกรรมทางสังคมที่ซับซ้อน สัตว์ในกลุ่มไพรเมตมีวิวัฒนาการแยกออกเป็นสองสาย ได้แก่ โพรซิเมียน (prosimian) ซึ่งเป็นสัตว์กลุ่มไพรเมตกลุ่มแรกๆที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ ได้แก่ นางอายหรือลิงลม ไพรเมตอีกสายหนึ่งคือ แอนโทรพอยด์ (anthropoid) ได้แก่ ลิงมีหาง ลิงไม่มีหางและมนุษย์ 5 การกำ เนิดมนุษย์ในทาง หลักวิทยาศาสตร์
6 NU E G S ในช่วงปลายสมัยไมโอซีนมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลให้สภาพแวดล้อมในธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงไป คาดว่าน่าจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสายวิวัฒนาการของเอพ มีการ ลดขนาดเขี้ยวและขยายขนาดฟันกราม บรรพบุรุษของมนุษย์เริ่มปรากฏครั้งแรกในสมัยไมโอซีน ในราว ประมาณ 4.3 ล้านปีก่อนบรรพบุรุษที่มีความคล้ายมนุษย์มากที่สุดคือ ออสทราโลพิเทคัส (Australopithecus) จีนัสโฮโม มนุษย์จีนัสโฮโมมีวิวัฒนาการ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ล้านปีที่ผ่าน มา ซากดึกดำ บรรพ์ของจีนัสโฮโมที่ พบว่ามีอายุมากที่สุดคือ Homo habilis มีกระดูกนิ้วมือที่คล้าย มนุษย์ปัจจุบันมากจึงน่าจะช่วยให้ สามารถหยิบจับหรือใช้เครื่องมือได้ ดี ซึ่งจากหลักฐานที่พบในบริเวณ เดียวกับซากดึกดำ บรรพ์เครื่องมือ หินและร่องรอยการอยู่อาศัย ทำ ให้ สันนิษฐานได้ว่า H. habilis อาจ เป็นพวกแรกที่รู้จักการประดิษฐ์ ขวาน จากหินเพื่อนำ มาใช้ประโยชน์ ในการดำ รงชีวิต
7 Homo Erectus Homo erectus เป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่อพยพมาจากแอฟริกาไปยังเอเชียและยุโรป พบ ซากดึกดำ บรรพ์โครงกระดูก ซากดึกดำ บรรพ์ที่พบในหมู่เกาะชวา และรู้จักกันในวงกว้างจะเรียกว่า มนุษย์ชวา (Java man) และที่พบในปักกิ่ง ซึ่งเป็น สปีชีส์เดียวกัน เรียกว่า มนุษย์ปักกิ่ง (Beijing man หรือ Peking man) ที่มา : สถาบันนวัตกรรมและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล
NEANDERTHAL https://il.mahidol.ac.th/e-media/150charles-darwin/Less8_1.html H. erectus ในแอฟริกริาถือถืเป็นป็บรรพบุรุบุษรุของ Homo sapiens หรือรืมนุษนุย์ปัย์จปัจุบัจุนบัอย่าย่งไร ก็ตก็ามพบว่าว่มีมมีนุษนุย์ลัย์กลัษณะกึ่ง กึ่ กลางระหว่าว่ง H.erectus และ H.sapiens ก็คืก็อคื มนุษนุย์นีย์แนีอนเดอร์ทัร์ลทั (Neanderthal man) สมมติฐติานแรก เชื่อ ชื่ ว่าว่มนุษนุย์ปัย์จปัจุบัจุนบัที่อ ที่ ยู่ใยู่นต่าต่งทวีปวีนั้น นั้ มีวิมีวัวิฒวันาการมาจาก H. erectus ที่แ ที่ พร่กร่ระจายจากแอฟริกริาไปอยู่ตยู่ ามที่ต่ ที่ าต่งๆ เช่นช่ยุโยุรป เอเชียชีและออสเตรเลียลี สมมุติมุ ฐติานที่2ที่ H.erectusได้แด้พร่กร่ระจายไปอยู่ตยู่ ามที่ต่ ที่ าต่งๆทั่ว ทั่ โลกแต่ใต่นที่สุ ที่ ดสุก็สูก็ญสูพันพัธุ์ไธุ์ปจนหมด เหลือลื เพียพีงกลุ่มลุ่ H. erectus ในแอฟริกริากลุ่มลุ่ เดียดีวเท่าท่นั้น นั้ จากนั้น นั้ แพร่กร่ระจายออกไปยังยัสถานที่ต่ ที่ าต่งๆโดยไม่มีม่กมีาร ผสมผสานทางเผ่าผ่พันพัธุ์กัธุ์ บกัมนุษนุย์โย์บราณที่อ ที่ พยพมาก่อก่นหน้าน้นั้น นั้ 8
กำ หนดให้ A แทนเหตุการณ์ใด ๆ ของปริภูมิตัวอย่าง S และ n(A) แทนจำ นวน เหตุการณ์A ที่สนใจ และ n(S) แทนจำ นวนเหตุการณ์ทั้งหมดในปริภูมิตัวอย่าง ดังนั้นความน่าจะเป็นของ เหตุการณ์ A เขียนแทน ด้วย P(A) มีค่าดังนี้ ซึ่งการกำ เนิดมนุษย์สามารถนำ ไปบูรณาการกับวิชาคณิตศาสตร์ เกี่ยวกับ เรื่องความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ (Probability of an event) เช่น การ คาดเดาหมู่เลือดของลูกที่จะเกิดในรุ่นถัดไป ความน่าจะเป็น (Probability) ความน่าจะเป็น หมายถึง ตัวเลขที่แสดงถึงโอกาสของการเกิดสิ่งที่เราสนใจ ว่ามี โอกาสเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด สามารถเกิดขึ้นได้ในปริภูมิตัวอย่างซึ่งมีโอกาสเกิด ขึ้นเท่า ๆ กัน แซมเปิลสเปซ (sample space) คือ เซตที่มีสมาชิกเป็นผลลัพธ์ที่อาจจะเป็นไปได้ ทั้งหมดของการทดลองสุ่ม เขียนแทนด้วย s และจำ นวนของ แซมเปิลสเปซ เขียนแทน ด้วย n(S) หลักความน่าจะเป็นใน การกำ เนิดของมนุษย์ 9
เมื่อเราทำ การหาจีโนไทป์และฟีโนไทป์แล้ว จะได้เป็นโอกาสลูกที่เกิดมาเป็น หมู่เลือด AB B AB B ซึ่งมีอัตราส่วนเป็น 2:2 เมื่อเราได้ข้อมูลว่าหมู่เลือดของลูกที่จะเกิดแล้ว จึงสามารถนำ มาเข้าสูตร ของความน่าจะเป็น ได้นั้นก็คือ _2 4 P(A)= ดังนั้นความน่าจะเป็นของลูกที่จะเกิดมาเป็นหมู่เลือด B คือ_2 4 10 ตัวอย่าง เช่น พ่อมีหมู่เลือด B แบบ Homozygous และแม่มีหมู่เลือด A แบบ Heterozygous จงหาความน่าจะเป็นที่ลูกจะเกิดมาเป็นหมู่เลือด B
เมื่อนำ ไปเข้าสูตร P(A)=n(A) n(S) หรือการหาความน่าจะเป็นว่า การที่มนุษย์คู่หนึ่งให้กำ เนิดลูก ทำ ให้เกิดยีนเด่นหรือยีนด้อย อย่างไร ตัวอย่างเช่น พ่อตาปกติและแม่ตาปกติแต่เป็นพาหะตาบอดสี จงหาความน่าจะเป็นที่ลูกจะเป็นโรคตาบอดสี จึงทราบได้ว่าโอกาสที่ลูกเกิดมาแล้วเป็นโรคตาบอดสี คือ 1_ 4 11 _
ในเรื่องของการกำ เนิดมนุษย์นั้น ก็ยังสามารถนั้นไปเชื่อมโยงเกี่ยว กับเรื่องของการกำ เนิดมนุษย์ในทางพระพุทธศาสนาและเรื่องของมงคล สูตรคำ ฉันท์หรือหลักมงคล 38 ในเรื่องของการดำ รงชีวิตและการ พัฒนาตนเองตามหลักมงคลชีวิต ในเรื่องของมงคลสูตรคำ ฉันท์หรือหลักมงคล 38 จะเกี่ยวข้องกับการ ทำ ความดีทำ ในสิ่งที่ดี การศึกษาตามหลักมงคลชีวิตให้เข้าใจง่าย เราต้องมองภาพรวมของ มงคลสูตรให้เข้าใจว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้จัดลำ ดับหมวดหมู่ไว้ อย่างเป็นระบบ เรียงลำ ดับจากง่ายไปหายาก สามารถนำ มาปฏิบัติได้ตาม ลำ ดับ มงคลเปรียบเสมือนการขึ้นบันไดที่ละขั้นจนถึงขั้นสูงสุด มงคลสูตรทั้ง 38 ข้อนั้น แบ่งได้เป็น 10 หมู่ มงคลเป็นเรื่องของการครองตน ครองชีวิตให้มีความเจริญ ก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม รวมถึงสามารถนำ ไปใช้ครอบคลุม ถึงการพันา ปรับปรุงองค์กรด้านธุรกิจสังคม การเมืองการ ปกครอง ให้เจริญก้าวหน้าประสบผลสำ เร็จ 12 หลักการดำ เนินชีวิตของ มนุษย์ตามหลักการมงคล 38
5 หมู่แรกเป็นข้อปฏิบัติในการพัฒนาชีวิต 5 หมู่หลัง เป็นการฝึกใจโดยตรง เมื่อเราปฏิบัติตามหลักมงคลทั้ง 10 หมู่แล้ว เราก็สามารถพัฒนาตนเอง จนบรรลุความเจริญก้าวหน้าทั้ง 3 ระดับ คือ ความเจริญก้าวหน้าในโลกนี้ ในโลก หน้า และการบรรลุมรรคผลนิพพาน หมวดหมู่ของมงคล 38 13 มงคลหมู่ที่ 1 ฝึกให้เป็นคนดี มงคลที่ 1 ไม่คบคนพาล มงคลที่ 2 คบบัณฑิต มงคลที่ 3 บูชาบุคคลที่ควรบูชา มงคลหมู่ที่ 2 สร้างความพร้อมในการฝึกตนเอง มงคลที่ 4 อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม มงคลที่ 5 มีบุญวาสนามาก่อน มงคลที่ 6 ตั้งตนชอบ
14 มงคลหมู่ที่ 3 ฝึกตนให้เป็นคนมีประโยชน์ มงคลที่ 7 เป็นพหูสูต มงคลที่ 8 มีศิลปะ มงคลที่ 9 มีวินัย มงคลที 10 มีวาจาสุภาษิต มงคลหมู่ที่ 4 บำ เพ็ญประโยชน์ต่อครอบครัว มงคลที่ 11 บำ รุงบิดามารดา มงคลที่ 12 เลี้ยงดูบุตร มงคลที่ 13 สงเคราะห์ภรรยา(สามี) มงคลที่ 14 ทำ งานไม่คั่งค้าง มงคลหมู่ที่ 5 บำ เพ็ญประโยชน์ต่อสังคม มงคลที่ 15 บำ เพ็ญทาน มงคลที่ 16 ประพฤติธรรม มงคลที่ 17 สงเคราะห์ญาติ มงคลที่ 18 ทำ งานไม่มีโทษ
15 มงคลหมู่ที่ 6 ปรับเตรียม ภาพใจให้พร้อม มงคลที่ 19 งดเว้นจากบาป มงคลที่ 20สำ รวมจากการดื่มน้ำ เมา มงคลที่ 21 ไม่ประมาทในธรรม มงคลหมู่ที่ 7 การแสวงหาธรรมะเบื้องต้นใส่ตัว มงคลที่ 22 มีความเคารพ มงคลที่ 23 มีความถ่อมตน มงคลที่ 24 มีความสันโดษ มงคลที่ 25 มีความกตัญญู มงคลที่ 26 ฟังธรรมตามกาล มงคลหมู่ที่ 8 การแสวงหาธรรมะเบื้องสูงใส่ตัวให้เต็มที่ มงคลที่ 27 มีความอดทน มงคลที่ 28 เป็นคนว่าง่าย มงคลที่ 29 เห็นสมณะ มงคลที่ 30 สนทนาธรรมตามกาล
ข้อมูลอ้างอิง :http://www.kalyanamitra.org/th/mngkhlchiwit38_detail. php?page=2536 16 มงคลหมู่ที่ 9 การฝึกภาคปฏิบัติเพื่อกำ จัดการให้สิ้นไป มงคลที่ 31 บำ เพ็ญตบะ มงคลที่ 32 ประพฤติพรหมจรรย์ มงคลที่ 33 เห็นอริยสัจ มงคลที่ 34 ทำ พระนิพพานให้แจ้ง มงคลหมู่ที่ 10 ผลจากการปฏิบัติจนหมดกิเลส มงคลที่ 35 จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม มงคลที่ 36 จิตไม่โศก มงคลที่ 37 จิตปราศจากธุลี มงคลที่ 38 จิตเกษม มนุษย์มีมาแต่นั้น ยาวนาน เปรียบว่าสัตว์ถือพาน เท่านั้น มีการยุ่งชิงลาน เป็นใหญ่ มีการแบ่งของชนชั้น แต่นั้นมาตลอด กลอนโคลงสี่สุภาพเกี่ยวกับ การกำ เนิดมนุษย์
สรุป 17 ในพุทพุธศาสนา, มุมมุมองเกี่ยกี่วกับกัการกำ เนิดนิมนุษนุย์แย์ละความเกี่ยกี่วข้อข้งกับกัสังสัสารวัฒวันธรรม มีลัมีกลัษณะเฉพาะตามหลักลัสูตสูรธรรมะของพุทพุธ ศาสนา ภาษาสันสัสกฤต, หรือรื "ไพฑูรฑูย์"ย์มีบมีทที่กที่ล่าล่วถึงถึเรื่อรื่งนี้ ภาษาสันสัสกฤตนี้ถืนี้อถืเป็นป็คำ สอนที่พที่ระพุทพุธเจ้าจ้พูดพูหรือรืสอนให้ลูห้กลูศิษศิย์โย์ดยตรง. การกำ เนิดนิมนุษนุย์ใย์นพุทพุธศาสนา, มนุษนุย์ถืย์อถืเป็นป็มีสัมีงสัขารที่ปที่ระกอบด้วด้ยคำ พูดพู (วาจา), การกระทำ (กิจกิ), และความคิดคิ (จิตจิ). การกำ เนิดนิมนุษนุย์มีย์ต้มีนต้ กำ เนิดนิจากกรรม และกรรมนี้จนี้ะส่งส่ผลต่อต่ชีวิชีตวิของมนุษนุย์สย์าเหตุขตุองความทุกทุข์:ข์ พุทพุธศาสนาสร้าร้งมุมมุมองที่เที่น้นน้การเข้าข้ใจและต่อต่มาการทำ ลายความทุกทุข์.ข์ความทุกทุข์ถืข์อถืเป็นป็สิ่งสิ่ที่ปที่ระพฤติใตินวงจรของชีวิชีตวิและการเกิดกิเป็นป็ผลมา จากการที่มที่นุษนุย์ยัย์งยัไม่รู้ม่จัรู้กจัความจริงริ. ทฤษฎีกฎีารสร้าร้งความสุขสุ:ทางพุทพุธศาสนาเน้นน้การปฏิบัฏิติบัธติรรมและทางสุดสุท้าท้ยของมนุษนุย์คืย์อคืการบรรลุนิลุพนิพาน (นิพนิพานะ) หรือรืสุขสุที่สที่มบูรบูณ์ แบบ.การปฏิบัฏิติบัทติางธรรมจะช่วช่ยลดความทุกทุข์แข์ละสร้าร้งความสุขสุ. วิธีวิกธีารดำ เนินนิชีวิชีตวิ:การปฏิบัฏิติบัธติรรม, การพัฒพันาจิตจิใจ, และการให้คห้วามรู้ถืรู้อถืเป็นป็วิธีวิกธีารในการพัฒพันาตนเองในทางที่ดีที่.ดีการเรียรีนรู้แรู้ละฝึกฝึปฏิบัฏิติบัทติาง ธรรมถือถืเป็นป็การผ่อผ่นคลายที่สำที่ สำคัญคั. การมอบโอกาสแก่มก่นุษนุย์:ย์พุทพุธศาสนาเน้นน้การมอบโอกาสแก่มก่นุษนุย์ใย์นการพัฒพันาตนเอง โดยไม่มีม่กมีารเน้นน้บทบาทของเจ้าจ้นายหรือรืผู้อำผู้อำนวย. พุทพุธศาสนาเน้นน้การปฏิบัฏิติบัธติรรม, การเข้าข้ใจความจริงริ, และการพัฒพันาจิตจิใจเพื่อพื่ลดความทุกทุข์แข์ละบรรลุคลุวามสุขสุที่แที่ท้จท้ริงริ การกำ เนิดมนุษย์เป็นเรื่องที่ศาสนาและวัฒนธรรมต่าง ๆ มีมุมมองและนิยามที่แตกต่างกันไป ต่อไปนี้คือ สรุปของเรื่องนี้ในแง่มุมต่าง ๆ SocialCategory ทฤษฎีวิฎีวัวิฒวันาการ: ตามทฤษฎีขฎีองชาร์ลร์ส์ ดาร์วิร์นวิมนุษนุย์พัย์ฒพันาขึ้น ขึ้ มาจากการวิวัวิฒวันาการของสิ่งสิ่มีชีมีวิชีตวิ, ไม่ไม่ด้ถูกถูสร้าร้งขึ้น ขึ้ มาจาก ต้นต้ตำ รับรัหรือรืการสร้าร้งโดยพระเจ้าจ้. ทฤษฎีบิ๊ฎีก บิ๊ แบง: ตามทฤษฎีนี้ฎี,นี้ชีวิชีตวิกำ เนิดนิมาจากสภาพแวดล้อล้มที่เที่หมาะสม โดยมีกมีารสุ่มสุ่ สลับลัของเอาจริงริและการเลือลืกตัวที่เหมาะสม. Science Category MathematicsCategory ในมุมมุมองของคณิตณิศาสตร์นั้ร์นนั้เกี่ยกี่วข้อข้งกับกัความน่าน่จะเป็็นป็็ของเหตุการณ์ใณ์ดเหตุการณ์หณ์นึ่ง นึ่ เช่นช่การหาความ น่าน่จะเป็นป็ของลูกลูที่จที่ะเกิดกิว่าว่เป็นป็เลือลืดหมู่ใมู่ด มียีมีนยีด้อด้ยเป็นป็อย่าย่งไร และสามารถนำ มาเข้าข้สูตสูร ThaiCategory ในเรื่องของมงคลสูตรคำ ฉันท์หรือหลักมงคล 38 จะเกี่ยวข้องกับการทำความดีทำในสิ่งที่ดี มงคลเป็นเรื่องของการครองตน ครองชีวิตให้มีความเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม รวมถึงสามารถนำ ไปใช้ ครอบคลุมถึงการพันา ปรับปรุงองค์กรด้านธุรกิจสังคม การเมืองการปกครอง ให้เจริญก้าวหน้าประสบผลสำ เร็จ
ข้อมูลอ้างอิง : https://il.mahidol.ac.th/e-media/150charles-darwin/Less8_1.html ข้อมูลอ้างอิง : https://ethesis.mcu.ac.th/thesis/2833 เอกสารอ้างอิง หลักการดำ เนินชีวิตของมนุษย์ตามหลักการมงคล 38 ข้อมูลอ้างอิง :http://www.kalyanamitra.org/th/mngkhlchiwit38_detail.php? page=2536 ข้อมูลอ้างอิง 18 การกำกำ กำกำ เนินิดมนุ นุษย์ย์ใย์ย์ นทางหลัลั ลั ก ลั กวิวิทวิวิยาศาสตร์ร์ ร์ร์ หลัลัลักลัความน่น่า น่ า น่ จะเป็ป็น ป็ น ป็ ในการกำกำ กำกำ เนินิดนินิของมนุนุษ นุ ษ นุ ย์ย์ย์ย์ เอกสารอ้างอิง การกำ เนิดนิมนุษ นุ ย์ใย์นทางพระพุทธศาสนา
ผู้จัดทำ 1. 2. 3. 4. นางสาวอนงคณา นายณัฐวุฒิ นางสาวลลิตา นางสาวพนิดา นายรวีโรจน์ 5. ศรีแก้ว ม.4/2 เลขที่ 5 เข้าครอง ม.4/2 เลขที่ 6 เเสงสว่าง ม.4/2 เลขที่ 7 ช่างเรืองกูล ม.4/2 เลขที่ 8 ชัยสิทธิ์ ม.4/2 เลขที่ 12
การกำ เนิดมนุษย์ ตามหลักวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สังคมศึกษา เเละ ภาษาไทย มี การวิเคราะห์เเละกล่าวถึงความเป็นมาอย่าง ไรเเตกต่างกันอย่างไรด้านไหนที่เป็นความ จริง