The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติเครื่องแต่งกาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by katethyits, 2021-03-20 01:52:19

ประวัติเครื่องแต่งกาย

ประวัติเครื่องแต่งกาย

รายงานเชิงวชิ าการ
เครอื่ งแต่งกายในแตล่ ะยคุ สมัยของไทย

เสนอ

ครณู ฐั รภิรมณ์ วราสนิ ธ์

ผูจ้ ัดทาํ

นางสาวอรนงค์ ครฑุ ธา เลขท่ี ๒๘
นางสาวธญั ชนก รกั สัตย์ เลขที่ ๓๘
นางสาวบญุ ญสิ า ตะเภาพงษ์ เลขท่ี ๓๙

นกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๕/๖

รายงานนเ้ี ป็นสว่ นหนง่ึ ของวชิ าภาษาไทยพนื้ ฐาน (ท๓๒๑๐๒)
ภาคเรยี นที่ ๒ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๓

โรงเรยี นศรีราชา อาํ เภอศรรี าชา จงั หวดั ชลบรุ ี

 
 

 
 

รายงานเชิงวชิ าการ
เครอื่ งแต่งกายในแต่ละยคุ สมัยของไทย

เสนอ

ครณู ฐั รภิรมณ์ วราสนิ ธ์

ผูจ้ ดั ทาํ

นางสาวอรนงค์ ครุฑธา เลขที่ ๒๘
นางสาวธญั ชนก รกั สตั ย์ เลขท่ี ๓๘
นางสาวบญุ ญสิ า ตะเภาพงษ์ เลขที่ ๓๙

นกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๓/๖

รายงานนเี้ ป็นสว่ นหนง่ึ ของวชิ าภาษาไทยพน้ื ฐาน (ท๓๒๑๐๒)
ภาคเรยี นท่ี ๒ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๓

โรงเรียนศรรี าชา อาํ เภอศรรี าชา จงั หวัดชลบุรี

  ก
 

คาํ นาํ

รายงานฉบับนเ้ี ปน็ ส่วนหนงึ่ ของวิชา ท๓๒๑๐๒ รายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๕ โดยมี
จดุ ประสงค์ เพื่อการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจากเรอื่ งเครอ่ื งแต่งกายในแตล่ ะยุคสมยั ของไทยซงึ่ รายงานนม้ี ี
เนอ้ื หาลักษณะการแตง่ กายในแตล่ ะยคุ สมยั เพื่อใหค้ วามร้แู ละเปน็ ประโยชนแ์ ก่ผอู้ า่ นทุก ๆ ท่านและเปน็
แนวทางในการศึกษา

กลมุ่ ผจู้ ัดทาํ ไดเ้ ลอื ก หวั ขอ้ นใี้ นการทํารายงานการศกึ ษาค้นควา้ ในครัง้ น้ี เน่ืองมาจากเปน็ เร่ืองที่
นา่ สนใจ รวมท้งั ใหเ้ ห็นถึงกรเปล่ียนแปลงทางการแต่งกายทีเ่ ปล่ียนไปในแตล่ ะยุคสมยั กล่มุ ผู้จัดทําจะตอ้ ง
ขอขอบคุณครณู ฐั รภริ มณ์ วราสนิ ธ์ ผู้ใหข้ อ้ แนะนํา แนวทางการศึกษาและเพือ่ น ๆ ทกุ คนท่ใี ห้ความช่วยเหลือ
มาโดยตลอด กลมุ่ ผจู้ ัดทําหวงั ว่ารายงานฉบบั น้ีจะใหค้ วามรู้ และเปน็ ประโยชนแ์ ก่ผู้อา่ น นักเรียน หรือผ้ทู ่ีกําลัง
สนใจขอ้ มลู ในเรอื่ งดังกลา่ ว

คณะผ้จู ัดทํา

    ข

คํานํา สารบญั หนา้
สารบญั ก
ประวตั ิเครือ่ งแตง่ กาย ข
สมัยทวารวดี ๑
สมยั ศรวี ชิ ัย ๓
สมัยลพบรุ ี ๕
สมยั เชยี งแสน ๗
สมัยสุโขทยั ๙
สมยั อยธุ ยา ๑๐
สมยั รัตนโกสินทร์ ๑๑
บรรณานุกรม ๑๖
๒๐

  ๑
 

ประวตั ิเครอื่ งแต่งกาย(History of Costume)

ความหมายและความเป็นมาของเครอ่ื งแต่งกาย
ประวัตเิ คร่ืองแต่งกายเปน็ วชิ าทีว่ า่ ดว้ ยการทําความเขา้ ใจในเรอ่ื งเกย่ี วกบั การแต่งกายของมนุษย์

และเผา่ พนั ธ์โุ ดยอาศยั หลักฐานจากประวตั ิศาสตร์และวรรณคดเี ป็นเครอ่ื งมือในการรบั รู้และเขา้ ใจ อีกทั้งยงั
สะทอ้ นถงึ สภาพของการดาํ รงชีวิตมนษุ ยใ์ นยุคนั้น ๆ มนุษยใ์ นยคุ กอ่ นประวัติศาสตรแ์ ตง่ กายดว้ ยเครื่องหอ่ หุ้ม
ร่างกายท่ีไดม้ าจากธรรมชาติ เช่นใบไม้ ใบหญ้า หนังสตั ว์ ขนนก ดิน สี ฯลฯ มนษุ ย์บางเผา่ พนั ธ์ใุ ช้สีจากพืช
นาํ มาเขียน มาสัก เพ่อื เปน็ เคร่อื งตกแต่งแทนการหอ่ หุ้มร่างกาย ระยะต่อมามนุษย์รู้จกั วธิ ดี ดั แปลงสงิ่ ท่มี ตี าม
ธรรมชาตมิ าใช้ทําเปน็ เคร่อื งหอ่ หมุ้ รา่ งกายใหเ้ หมาะสม เชน่ การผูก มดั สาน ถัก ทอ ฯลฯ ตลอดจนถงึ การใช้
วธิ ีการตดั และเย็บในปัจจุบัน จากปรากฎการณ์ดงั กลา่ วขา้ งต้นพอจะสรปุ ความหมายของคาํ ว่า “เครอ่ื งแตง่
กาย” หมายถงึ สิง่ ท่มี นุษยน์ าํ มาใช้เปน็ เครือ่ งห่อหุ้มร่างกาย โดยทมี่ นษุ ยม์ คี วาม
จําเปน็ ต้องแต่งกายด้วยเหตุผลทส่ี ําคัญ คอื
๑. ใชป้ กปดิ รา่ งกาย
๒. ให้ความอบอนุ่
๓. เพ่อื ป้องกันสตั ว์และแมลง

สาเหตทุ ม่ี นษุ ยม์ กี ารแต่งกายแตกต่างกัน
ในทางฟสิ กิ สม์ นุษย์เปน็ สัตวโ์ ลกทีอ่ ่อนแอทส่ี ดุ ผวิ หนังมนษุ ย์จะบอบบางกว่าสัตวอ์ ืน่ ๆ

จึงมคี วามจําเป็นต้องมีสงิ่ มาปกปดิ ร่างกายเพือ่ การดาํ รงชีวิตอยูไ่ ดส้ ่ิงนจี้ ึงเปน็ แรงกระตุ้นที่สาํ คญั ทีใ่ หม้ นุษย์
ขวนขวายที่จะแต่งกายเพือ่ สนองความตอ้ งการของตนเอง สงั คม และอน่ื ๆ ประกอบกนั ดังนั้นการแตง่ กาย
ของมนษุ ยก์ จ็ ะแตกตา่ งกนั ออกไปตามมูลเหตตุ อ่ ไปน้ี

๑. สภาพภมู ิอากาศ
๒. สภาพงานและอาชพี
๓. ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี และวฒั นธรรม
๔. ศาสนา
๕. สถานภาพทางสงั คมและเศรษฐกิจ

  ๒
 

การแต่งกายไทยตามสมยั ประวตั ิศาสตรแ์ ละโบราณคดี

การแต่งการไทยตามสมยั ประวัตศิ าสตร์และโบราณคดีการจดั แบ่งลาํ ดับเครอ่ื งแต่งกายตาม
เอกสารทางวิชาการ“สมดุ ภาพแสดงเครื่องแตง่ กายตามสมยั ประวตั ิศาสตรแ์ ละโบราณคด”ี ของกรมศิลปากร
เนื่องในงานฉลองครบรอบ ๒๐ ปี สภาการพิพธิ ภณั ฑ์ระหว่างชาติ (๒๔๑๑) โดยจดั แบง่ ลาํ ดบั ออกเปน็ ๗สมัย
ดังตอ่ ไปน้ี

๑. สมัยทวารวดี ระหว่างพทุ ธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖
๒. สมัยศรีวชิ ัย ระหวา่ งพุทธศตวรรษที่ ๑๓- ๑๘
๓. สมัยลพบรุ ี ระหวา่ งพทุ ธศตวรรษที่ ๑๖– ๑๙
๔. สมัยเชยี งแสน ระหว่างพุทธศตวรรษท่ี ๑๗ – ๒๕
๕. สมัยสโุ ขทยั ระหวา่ งพุทธศตวรรษท่ี ๑๙ – ๒๐
๖. สมยั อยุธยา ตงั ้ แต่ พ.ศ. ๑๘๙๓ – ๒๓๑๐
๗. สมยั รตั นโกสนิ ทร์ ตัง้ แต่ พ.ศ. ๒๓๑๐ – รชั กาลปัจจุบนั

  ๓

 

สมยั ทวาราวดี (พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๑-๑๖)

“ทวารวด”ี เปน็ อาณาจกั รท่ีนักโบราณคดเี รียกดนิ แดนระหวา่ งศรีเกษตร(ประเทศพมา่ )และอิศานปุ
ระ (ประเทศกมั พูชา)มีศนู ย์กลางอยบู่ รเิ วณลุ่มแม่นา้ํ เจา้ พระยาตอนล่างเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ทม่ี ปี ระชาชน
นับถือศาสนาพทุ ธและฮินดูได้รับอทิ ธิพลทางด้านศลิ ปะวัฒนธรรมและการแต่งกายจากอนิ เดียเขา้ มาผสมกับ
อารยะธรรมพนื้ เมืองของตนจนมีความเจรญิ กา้ วหนา้ ลักษณะของการแตง่ การไดบ้ ่งบอกถงึ ฐานะของผคู้ น เป็น
ตันวา่ พระเจ้าแผน่ ดินนุ่งผ้ายกดอกได้ ขนุ นางธรรมดาใช้ได้แต่ผ้ายกดอกสองชาย สว่ นราษฎรสามญั จะใชผ้ า้ ย
กดอกไดแ้ ต่ผู้หญิงเทา่ นัน้ อย่างไรกต็ าม มีหลกั ฐานแสดงใหเ้ ห็นถงึ การแต่งการของคนในสมัยทวารวดี ปรากฏ
อยบู่ นงานปฏิมากรรมตา่ ง ๆ เช่นท่ี พระเจดีย์จุลประโทนอําเภอเมอื ง จังหวัดนครปฐมขุดพบภาพสลกั ลายเสน้
บนแผน่ หินเปน็ รูปเจา้ นายช้ันสงู ไม่สวมเสือ้ นุง่ โจงกระเบน รอบตวั มหี ม้อน้าํ หอยสังข์ เงนิ ตราและดาว สว่ น
ลักษณะการแตง่ กายโดยทั่วไปมดี ังนี้

ลกั ษณะการแตง่ กายของหญงิ

ผม ทําผมเกลา้ มวย หรือถกั เปียเป็นจอมสงู เหนือศรี ษะ ใชผ้ า้ สลับสรี ดั เกล้าไว้ตรงกลางแล้วปล่อยชายผมลงมา
หรือเกลา้ แลว้ รดั เกลา้ ไว้ไมป่ ล่อยชายผมหรอื ถกั เปียเปน็ จอมสูงเหนือศรี ษะรดั ตรงกลางให้ตอนบนสยายออก

เครอื่ งประดับ ต่างหเู ปน็ แผ่นกลม หรอื เป็นห่วงกลม สายสรอ้ ยทําเปน็ แผ่นทับทรวงรูปสี่เหล่ยี มขนมเปยี กปูน
เปน็ ลวดลายนก ต้นแขนประดบั ด้วยกาํ ไลเล็ก ๆ ทําด้วยทองคําสํารดิ และลูกปัดสตี า่ ง ๆ สวมกาํ ไลมอื หลาย
เส้น

เครอ่ื งแตง่ กาย นงุ่ ผา้ ซนิ่ จีบพน้ื หรือลวดลาย ย้อมสกี รกั (สจี ากแก่นขนนุ ) ทบซ้อนกนั ข้างหนา้ ท้งิ ชายแนบ
ลาํ ตวั ไมส่ วมเสอื ้ หม่ ผ้าสะไบเฉียงบา่ ซ้ายไพล่มาข้างขวา เป็นผา้ ฝ้ายบางจบี ไมส่ วมรองเท้า

  ๔

 

ลกั ษณะการแตง่ กายของชาย

ผม ถกั เปียเปน็ หลอดยาวประบา่ หรือเกล้าสูงรดั ดว้ ยผ้า หรอื เครอ่ื งประดับแล้วปล่อยชายผมกลับลงมา เกลา้
เป็นจกุ กม็ ี

เครอื่ งประดับ ใสก่ รองคอ กําไลแขน ต่างหู เข็มขัดโลหะคาดเอว

เครอ่ื งแต่งกาย มผี า้ เฉลียงบ่าบาง ๆ นุ่งผา้ จบี ชายผา้ ด้านหนา้ ท้ิงลงไปคล้ายผา้ ถงุ คร่ึงแข้ง ชายขมวดทิง้ ลงไป
ข้างซ้าย คาดเขม็ ขดั ไมส่ วมเสอ้ื

  ๕

 

สมยั ศรีวชิ ัย (ระหวา่ งพทุ ธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘)

“ศรีวชิ ยั ” เปน็ รฐั ที่เกดิ ขนึ้ ทางภาคใต้ โดยถูกอทิ ธพิ ลจาก “รฐั ฟูนนั ” ประเทศจีนที่เคยมอี าํ นาจ
ควบคุมทะเลจนี ใต้ นอกจากน้ี “รฐั ศรวี ิชยั ” ยังตั้ง อยู่ในทําเลค้าขายทส่ี าํ คญั โดยมีการค้าขายกับจนี อนิ เดีย
และประเทศในตะวันออกกลาง ดงั นน้ั การแตง่ กายของคนสมยั ศรวี ชิ ยั จึงได้รับอทิ ธพิ ลด้านการใช้ผา้ จากจีน
และเคร่ืองประดบั จากชาวอนิ เดีย

ลกั ษณะการแต่งกายของหญงิ

ผม เกลา้ มวยสงู ทาํ เปน็ พุม่ ทรงขา้ วบิณฑ์สวมกลีบรวบดว้ ยรัดเกล้า ปล่อยชายปรกลงมาดา้ นหน้า บางทีมุ่นมวย
เป็นทรงกลมเหนือศรี ษะใช้รดั เกล้าเปน็ ชน้ั ๆ แล้วปลอ่ ยชายผมลงประบา่ ท้งั ๒ ขา้ ง หรือถักเปีย

เครอื่ งประดับ ประดบั ด้วยรดั เกลา้ ตุ้มหแู ผน่ กลมเป็นกลีบดอกไม้ ใสก่ รองคอทับทรวงใส่กาํ ไรตน้ แขนทาํ ด้วย
โลหะหรือลกู ปดั ร้อยเปน็ พวงอบุ ะใส่กาํ ไลมอื และเท้า

เครอื่ งแต่งกาย นงุ่ ผ้าคร่งึ แขง้ ปลายบานยกขอบ ผ้าผนื เดยี วบางแนบเนอ้ื คล้ายผ้ชู ายขอบผ้าช้ันบนทาํ เปน็ วงโค้ง
เห็นสว่ นท้อง คาดเขม็ ขัดปล่อยชายผา้ ลงทางด้านขวา



 

 

ลกั ษณะการแตง่ กายของชาย

ผม เกล้ามวยเป็นกระพุ่มเรียงสูง ด้วยเคร่ืองประดบั ปลอ่ ยปลายผมสยายลงรอบศรี ษะเปน็ ชั้น ๆ บางทปี ลอ่ ย
ชายผมช้นั ล่างสยายลงประบ่า

เครอ่ื งประดบั ใส่ตมุ้ หูเปน็ เมด็ กลมใหญ่ คลอ้ งสายสงั วาลย์ คาดเข็มขดั โลหะใส่กําไลแขนและขอ้ มอื

เครอ่ื งแต่งกาย นุง่ ผ้าชายพกต่ําปล่อยชายย้อยเปน็ กระหนก คาดเข็มขัดโลหะ

  ๗

 

สมยั ลพบรุ ี (ระหวา่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๖-๑๙)

“เมอื งลวปรุ ะหรอื ละโวห้ รอื ลพบรุ ”ี เคยเปน็ เมอื งสําคัญมาแตส่ มัยรฐั ทวารวดเี มื่อครัง้ อาํ นาจของรฐั
ทวารวดใี นดินแดนภาคกลางของประเทศไทยเสอ่ื มลงไปแลว้ ละโวจ้ งึ ไดป้ รบั เปลยี่ นคตนิ ยิ มไปเป็นแบบขอม
ดงั น้นั ศลิ ปะลพบุรไี ดร้ ับรปู แบบมาจากศลิ ปะของขอมเป็นส่วนใหญ่ รปู หล่อสาํ ริดท่มี อี ยูเ่ ปน็ จํานวนมาก
สะท้อนใหเ้ ห็นถึงการแตง่ กายของชาลพบุรีท่ีรับเอาวฒั นธรรมมาจากขอม ลักษณะการแต่งกายสมยั ลพบรุ ี
โดยทว่ั ไปมลี กั ษณะดังนี้

ลกั ษณะการแต่งกายของผหู้ ญงิ

ผม ผมแสกกลาง ตอนบนมนุ่ เป็นมวย ปกั ด้วยปน่ิ ยอดแหลม

เครอ่ื งประดบั สวมกําไลตน้ แขน ขอ้ มอื ท้งั ๒ มปี ิน่ เขม็ ขดั มลี วดลาย สวมเทรดิ ท่ีศีรษะมีกรองคอทาํ ลวดลาย
เป็นแผน่ ใหญ่ ตุ้มหทู ําเปน็ หวั เป็ดควาํ่

เครอ่ื งแตง่ กาย ไมส่ วมเสือ้ นุง่ ผา้ ให้ชายซ้อนกนั ตรงหน้า แลว้ ปลอ่ ยชายออก ๒ ขา้ งเปน็ ปลี บางทปี ล่อยชาย
ยาวลงถงึ สะโพกทัง้ ขวาและซา้ ยเป็นชายไหวคาดเขม็ ขัด ปลายทาํ เป็นพู่คลา้ ยกรวยเชิงห้อยเรยี งเปน็ แถวไมส่ วม
รองเท้า

  ๘

 

ลกั ษณะการแต่งกายของผ้ชู าย

ผม เกล้าผมเหนือศรี ษะ

เครอื่ งประดับ คาดเขม็ ขัดหัวเขม็ ขดั ผูกเป็นปมเงื่อนแบบสอดสรอ้ ย ใสต่ ุม้ หู กรองคอเป็นเสน้ เกลย้ี ง ซอ้ นกนั ๒
ช้นั ตรงกลางทําเปน็ ลวดลายดอกไม้เม็ดกลม ๆ ซ้อนกนั สวมกําไลต้นแขนข้อมือ และเทา้

เครอื่ งแตง่ กาย นุ่งผ้าถงุ สูง ขวาทบั ซ้ายแลว้ ทิง้ ชายเปน็ กาบใหญ่ คาดเขม็ ขดั นงุ่ สน้ั เหนอื เขา่ ทิ้งชายพกออกมา
ขา้ หนา้ เป็นแผ่นใหญไ่ ม่สวมรองเท้า

  ๙
 

สมยั เชยี งแสน (ระหวา่ งพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๘– ๒๔)

“เชียงแสน” ปัจจบุ ันเปน็ อาํ เภอหนึง่ ในจงั หวดั เชยี งราย ปจั จุบันนกั วชิ าการนิยมเรียกรฐั เชยี งแสนวา่
รัฐลา้ นนา ซึ่งมอี ารยะธรรมและวัฒนธรรมเปน็ แบบหนึง่ โดยเฉพาะเชยี งแสนมีดินแดนต่อกนั ดินแดนทาง
ภาคเหนอื ของอาณาจักรสุโขทยั ชาวเชียงแสนมคี วามเจรญิ ทางดา้ นศลิ ปะวัฒนธรรมและวทิ ยาการต่าง ๆ โดย
ไดร้ ับอทิ ธิพลทางศลิ ปะจากอินเดียสมยั ราชวงศ์ปาละ ผา่ นทางมาทางประเทศพม่า และไดพ้ ฒั นาให้มลี กั ษณะ
ของตวั เองจนกลายเปน็ รปู แบบของศิลปะไทยแทใ้ นยคุ แรก มหี ลกั ฐานกล่าวถงึ ผ้าหลายชนดิ ทัง้ ท่ีทอขน้ึ เป็น
ของตวั เองและทอข้นึ เพื่อเป็นสินค้าขายใหแ้ ก่อาณาจักรใกลเ้ คียง เช่นผา้ สีจนั ทรข์ าว ผ้าสจี นั ทรแ์ ดง ผา้ สดี อก
จาํ ปา แสดงว่ามีการยอ้ มสจี ากธรรมชาตทางด้านการแต่งกายจึงเปน็ การแตง่ กายเปน็ การผสมผสานระหว่าง
พม่า และขอมลักษณะการแต่งกายโดยทว่ั ไปมดี ังน้ี

ลกั ษณะการแต่งกายของผหู้ ญงิ

ผม ผมทรงสงู เกล้าผมไว้ตรงกลาง

เครอ่ื งประดบั สวมเครือ่ งประดบั ศรี ษะ มรี ดั เกลา้ สวมสรอ้ ยสงั วาล รดั แขน กําไลมือกาํ ไลเทา้ ใสตุม้ หู

เครอื่ งแตง่ กาย นุ่งผ้าถุงยาวแบบตา่ํ ท่ีระดบั ใตส้ ะดอื มผี ้าคาดทิง้ ชายยาว ปลอ่ ยชายพกหอ้ ยออกมาทด่ี ้านหน้า
เป็นแฉก ไมส่ วมเสอื ้ มสี ไบแพรบางสาํ หรบั รดั อกใหก้ ระชบั ขณะทํางาน

ลกั ษณะการแตง่ กายของผชู้ าย

ผม ไวผ้ มทรงสงู สวมเคร่อื งประดับศีรษะ

เครอ่ื งประดับ สวมกรองคอ สร้อยสังวาล กาํ ไลมอื และกําไลเทา้

เครอ่ื งแตง่ กาย นงุ่ ผ้าสองชาย จบั จีบลงมาเกือบถึงข้อเทา้ ด้านหน้าซ้อนผ้าหลายช้นั รัดชายออกเปน็ ปลที าง
ด้านข้างคล้ายชายไหวชายแครง มผี า้ ขา้ วมา้ เคียนเอว หรอื พาดบา่ อากาศหนาว จะสวมเส้ือ แขนยาว

๑๐

 
 

สมยั สโุ ขทยั (ระหวา่ งพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๐)

เมอ่ื คร้ัง ท่ี พ่อขุนศรอี ินทราทติ ย์ ทรงสถาปนากรุงสุโขทยั ขึน้ เป็นราชธานี แห่งอาณาจักรสุโขทัยเมอ่ื
พ.ศ.๑๗๖๒ ไดม้ หี วั เมืองต่าง ๆ ทม่ี คี นไทยปกครองกห็ นั มายอมรบั เอากรุงสโุ ขทัยเป็นศูนย์กลางอํานาจ ทาํ ให้มี
อาณาเขตแผก่ วา้ งออกไป มีความเจรญิ ก้าวหน้าในทุกดา้ นทัง้ ศลิ ปะวฒั นธรรมและวทิ ยาการการแต่งกายของ
ชาวสุโขทยั อาจเทยี บเคยี งได้จากภาพเขยี นลายเสน้ บนแผน่ ศิลาจาวดั ศรชี มุ ภาพลายเสน้ บนรอยพระพุทธบาท
ท่ีทําด้วยสาํ รดิ รูปหลอ่ สาํ ริดและตุก๊ ตาสงั คโลกทแี่ สดงใหเ้ หน็ ทัง้ ทรงผม เสอื้ ผา้ หม่ เครอ่ื งประดับและเครือ่ ง
หอม

ลกั ษณะการแตง่ กายของผหู้ ญงิ

ผม ผมยาวเกลา้ มวยบนศรี ษะ มพี วงดอกไมห้ รอื พวงมาลยั สวมรอบมวย หรอื ไวผ้ มแสกกลาง รวบผมไว้ท้าย
ทอย มีเกยี้ วหรือหว่ งกลมคลอ้ งตรงทร่ี วบ

เครอ่ื งประดับ กรองคอ รดั แขน กําไลมือและกําไลเท้า เคร่ืองปักผมเปน็ เข็มเงินเขม็ ทอง ใส่แหวนรดั เกลา้

เครอ่ื งแต่งกาย นุง่ ผ้าซินหรือผ้าถุงยาวกรอมถึงขอ้ เท้า

ลกั ษณะการแต่งกายของผู้ชาย

ผม มุ่นผม หรอื ปลอ่ ยผมเมื่อยามพกั ผ่อนอยู่บ้าน

เครอ่ื งประดบั กษตั ริย์จะสวมเทรดิ กําไล เพชร พลอยสี

เครอื่ งแตง่ กาย นงุ่ กางเกงคร่ึงนอ่ ง แลว้ นุ่งผา้ ถกเขมร หรอื หยักรั้งทับกางเกงอกี ทตี ่อมาประยกุ ตเ์ ปน็ นุ่งสั้นและ
ท้งิ หางเหนบ็ เรยี กว่ากระเบนเหน็บ หรือนงุ่ แบบโรยเชงิ สวมเสือ้ คอกลมหรอื ไม่สวม

๑๑

 

 

สมยั อยธุ ยา (พ.ศ. ๑๘๙๓ ถงึ พ.ศ. ๒๓๑๐)

ราวสมัย พ.ศ. ๑๘๙๓ สมยั พระเจ้าอู่ทองสรา้ งกรงุ ศรีอยธุ ยา ชาวบ้านปลดกางเกงหรือสนับเพลา
ออกบา้ งแล้ว คงใช้เฉพาะขนุ นางขา้ ราชสาํ นัก แบบขัดเขมรจงึ ถกู ปล่อยใหย้ าวลงมาถงึ ใตเ้ ข่าเปน็ “นงุ่ โจง
กระเบน” เส้อื คอกลมแขนกรอมศอก สตรีนงุ่ ผา้ และผา้ ยกหม่ สไบเฉยี ง สวมเส้อื บ้างโดยมากเป็นแขนกระบอก
การแต่งกายของสมยั อยธุ ยามีการเปล่ยี นแปลงตามเหตุการณบ์ ้านเมือง ซ่งึ มี ๓ แบบ ดงั นัน้

๑. การแต่งกายตามกฎมณเฑยี รบาล เปน็ แบบของเจ้านาย ขา้ ราชการชัน้ ผูใ้ หญท่ ้ังผชู้ ายและผหู้ ญงิ ตลอดจน
พวกมีฐานะจะแต่งตามไปด้วย ผหู้ ญงิ ยงั มกี ารเกลา้ มวยอยู่

๒. การแตง่ กายแบบชาวบา้ น (ระยะกลางของสมัยอยธุ ยา) มกี ารนงุ่ โจงกระเบนทางแถบเมอื งเหนือ ผชู้ ายอาจ
ไวผ้ มยาว สว่ นทางใต้ลงมาตดั ผมสน้ั ลงครัน้ สมัยสมเด็จพระนารายณม์ หาราชไดม้ กี ารไว้ผมมหาดไทย ผหู้ ญงิ ยัง
คงไวผ้ มยาวนิยมหม่ สไบ

๓. ยุคสงคราม (สมัยอยธุ ยาตอนปลาย) ทั้ง ผ้ชู ายและผู้หญงิ ต้องช่วยกันต่อสูก้ บั ศัตรูผหู้ ญงิ ตัดผมสนั้ ลงเพือ่
ปลอมเป็นผ้ชู าย และสะดวกในการหลบหนีเสือ้ ผา้ อาภรณ์จึงตดั ทอนไม่ใหร้ ่มุ ร่าม เปน็ อปุ สรรคตอ่ การเคล่อื นท่ี
และเคล่อื นไหว มกี ารหม่ ผ้าตะเบงมานคือห่มไขวก้ นั บริเวณหนา้ อกแลว้ รวบไปผูกไว้หลงั คอ ส่วนผชู้ ายไม่มกี าร
เปล่ยี นแปลง

การแตง่ กายยคุ กรุงศรอี ยุธยา จึงแบง่ ออกเปน็ ๔ สมยั ดังน้ี

สมยั ท่ี ๑ พ.ศ. ๑๘๙๓ ถงึ พ.ศ. ๒๐๓๑

ผหู้ ญงิ

ผม ยังคงเกล้าผม การเกล้ามี ๒ แบบ คือ เกล้าไวท้ ้ายทอย และเกล้าสงู บน(หนนู หยิก)ศีรษะมเี ครอ่ื งประดบั
เรียกวา่ เกยี้ วเป็นเคร่อื งรัดมวยผม

เครอ่ื งประดับ สร้อยตวั สร้อยข้อมอื กาํ ไล ตา่ งหู

เครอ่ื งแตง่ กาย นงุ่ ซิ่นจบี หน้า สวมเสอื ้ แขนกระบอก คอกลม ผา่ หนา้ เสอ้ื ยาวเข้ารปู มีผ้าคลุมสะโพกไวด้ ้านใน
ของตวั เสือ้ แต่ปลอ่ ยชายออกดา้ นนอก ตอ่ มาไดต้ ่อเข้ากับตัวเสอ้ื เป็นชายเสื้อลงมาอีกทีหน่ึง

  ๑๒
 

ผชู้ าย

ผม มหาดเลก็ และคนรบั ใชต้ ดั ผมส้นั ชายยังคงเกลา้ ผมกลางกระหมอ่ มเชน่ เดยี วกับหญงิ

เครอ่ื งแตง่ กาย นุ่งกางเกงยาวลงมาแคห่ น้าแขง้ ปลายขาเรยี วเล็กกว่าเดิม นงุ่ ผา้ หยักร้ังแบบเขมรซ้อนทบั
กางเกงชายผา้ ยาวเสมอเขา่ ใชผ้ ้าคาดเอว สวมเส้อื คอแหลม แขนยาวจรดข้อมอื ผา่ อก สาบซา้ ยทับสาบขวา มี
ผ้าก๊นุ ตรงปลายแหลม คอ สาบหนา้ และชายเส้ือ

เครอ่ื งประดับ จากหลักฐานการขดุ กรใุ ต้พระปรางคว์ ดั ราชบรู ณะพบว่า ส่วนบนของมงกุฎทค่ี รอบมวยพระ
เศยี รของกษตั รยิ ์ พาหรุ ัดหรอื ทองกร เครอื่ งประดบั ศรี ษะถักดว้ ยลวดทองคํา

  ๑๓

 

สมยั ท่ี ๒ พ.ศ. ๒๐๓๔-๒๑๗๑

ผหู้ ญงิ

ผม ตดั ผมสั้นหวีเสยขนึ้ ไปเปน็ ผมปีกบ้างก็ยังไวผ้ มยาวเกลา้ บนศีรษะเลิกเกล้าเมื่อพ.ศ.๒๑๑๒ เพราะตอ้ ง
ทาํ งานหนกั ไมม่ เี วลาเกลา้ ผม

เครอื่ งแต่งกาย นุง่ กางเกงหรือโจงกระเบน สวมเสือ้ แขนกระบอกคอกลมผา่ อกไม่นยิ มสไบผู้หญงิ ชั้นสูงสวมเสือ้
คอแหลมมีผ้าคลอ้ งไหล่ ๒ ขา้ ง

การหม่ สไบมหี ลายแบบ

๑. พันรอบตัวเหน็บท้ิงชาย
๒. ห่มแบบสไบเฉยี งคือพันรอบอก 1 รอบแล้วเฉวียงขน้ึ บา่ ปล่อยชายไวข้ า้ งหลงั เพยี งขาพับ
๓. แบบสะพัก สองบา่ ใชผ้ ้าพนั รอบตวั ทบั กนั ทอ่ี กแลว้ จึงสะพักไหลท่ งั้ สองปลอ่ ยชายไปขา้ งหลังทั้ง๒ ขา้ ง
๔. แบบคลอ้ งไหลเ่ อาชายไวข้ ้างหลงั ทงั้ สองชาย
๕. แบบคลอ้ งคอห้อยชายไวข้ ้างหนา้
๖. แบบห่มคลมุ

ผชู้ าย
ผม ตัดผมสนั้ แสกกลาง
เครอ่ื งแตง่ กาย นุ่งโจงกระเบน ไม่สวมเสอื้ มผี า้ คลอ้ งไหล่

  ๑๔

 

สมยั ที่ ๓ พ.ศ. ๒๑๗๓ – พ.ศ. ๒๒๗๕

ผหู้ ญงิ

ผม สตรีในสาํ นกั ไว้ผมแบบหญงิ พมา่ และลา้ นนาไทย คอื เกลา้ ไว้บนกระหม่อมแลว้ คลอ้ งดว้ ยมาลัย ถัดลงมา
ปล่อยผมสยายยาว สว่ นหญงิ ชาวบา้ นตัดผมส้ันตอนบนแลว้ ถอนไรผมรอบ ๆ ผมตอนทถี่ ัดลงมาไวย้ าวประบ่า
เรยี กว่า “ผมปกี ” บางคนโกนท้ายทอย คนรุ่นสาวไว้ผมดอกกระท่มุ ไมโ่ กนทา้ ยทอยปลอ่ ยยาวเป็นรากไทร

การแต่งกาย หญิงในราชสํานักนุง่ ผ้าซน่ิ สวมเส้ือผา่ อก คอแหลม (เดมิ นยิ ม คอกลม)แขนกระบอกยาวจรด
ข้อมอื หญงิ ชาวบา้ นน่งุ ผา้ จีบหม่ สไบ มี ๓ แบบ คือ รดั อก สไบเฉยี ง และหม่ ตะเบงมาน (หม่ ไขวก้ นั แล้วรวบไป
ผกู ไว้หลังคอ) เหมาะสําหรับเวลาทาํ งาน บกุ ปา่ ออกรบ

เครอื่ งประดบั ปกั ป่นิ ทองทมี่ วยผม สวมแหวนหลายวง สร้อยคอ สร้อยขอ้ มอื

การแต่งหนา้ หญงิ ชาววัง ผัดหน้า ยอ้ มฟัน และเล็บเปน็ สดี าํ ไวเ้ ล็บยาวทางปากแดงหญงิ ชาวบา้ นชอบประแปง้
ลายพรอ้ ย ไมไ่ วเ้ ล็บ ไมท่ าแกม้ ปาก

ผชู้ าย

ผม ตดั สน้ั ทรงมหาดไทย (คงไว้ตอนบนศีรษะรอบ ๆ ตัดสน้ั และโกนท้ายทอย)

การแต่งกาย นงุ่ โจงกระเบน ใช้ผา้ ขาวม้าคล้องคอ แลว้ ตลบไปหอ้ ยชายไว้ทางดา้ นหลงั สวมเส้อื คอกลมผา่ อก
แขนยาวจรดขอ้ มือในงานพิธีสวมเส้ือยาวถึงหวั เขา่ ติดกระดุม ดา้ นหนา้ ๘ – ๑๐เม็ด แขนเสื้อกว้าง และสน้ั มาก
ไมถ่ ึงศอก นยิ มสวมหมวกแบบต่าง ๆ ขนุ นางจะสวมลอมพอกยอดแหลม ไปงานพิธีจะสวมรองเท้าแตะปลาย
แหลมแบบแขกมัวร์

  ๑๕

 

สมยั ที่ ๔ พ.ศ. ๒๒๗๕ ถงึ พ.ศ. ๒๓๑๐

หลกั ฐานจากวดั ใหญส่ วุ รรณารามจงั หวดั เพชรบรุ ีเปน็ ลกั ษณะเครอ่ื งทรงในพระมหากษตั รยิ แ์ ละคนชน้ั สงู

ผหู้ ญงิ การแตง่ ผม มี ๓ แบบ คอื

๑. ทรงผมมวยกลางศีรษะ
๒. ทรงผมปกี มจี อนผม
๓. ทรงหนนู หยิกรกั แครง (เกลา้ พบั สองแลว้ เก้ียวกระหวัดไว้ทีโ่ คนรกั แครงเกล้าผมมวยกลมเฉยี งไว้

ดา้ นซ้ายหรอื ขวา)
๔. ทรงผมประบ่ามกั จะรวมผมปกี และผมประป่าอยู่ในทรงเดียวกนั และผมปกี ทาํ เป็นมวยด้วย

เครอื่ งประดับ นิยมสวมเทรดิ สวมกําไลข้อมอื หลายอันมีสรอ้ ยข้อมือทใ่ี หญ่กว่าสมยั ใดสรอ้ ยตัวสวมเฉยี งบา่ มี
ลวดลายดอกไม้ สง่ิ ทใ่ี หม่กว่าสมัยใดคือ สวมแหวนก้อยชนดิ ตา่ ง ๆ และแหวนงูรดั ต้นแขน

การแต่งหน้าแต่งตวั ทาขม้นิ ใหต้ ัวเหลอื งดงั ทอง ผดั หน้าขาว ยอ้ มฟันดาํ ยอ้ มนวิ้ และเลบ็ ดว้ ยดอกกรรณกิ าร์ให้
สีแดง

การแตง่ กาย ของคนช้ันสงู นงุ่ ซ่ินยกจีบหน้าห่มตาดสวมเส้ือร้วิ ทอง(ทาํ ดว้ ยผ้าไหมสลบั ดว้ ยเสน้ ทองแดง) หม่
สไบ ชาวบา้ นทอ่ นบนคาดผ้าแถบหรอื ห่มสไบ นงุ่ โจงกระเบนหรอื ผ้าถงุ

การหม่ สไบมี ๒ แบบ คอื

๑. หม่ คลอ้ งคอตลบชายไปขา้ งหลังท้ัง ๒ ขา้ ง กันบนเส้อื ริว้ ทองและใช้เจยี ระบาด(ผา้ คาดพงุ ) คาดทับเสื้อ
ปล่อยชายลงตรงด้านหนา้

๒. หม่ สไบเฉยี งไมใ่ ส่เส้อื เม่อื อยู่กบั บ้าน

ผชู้ าย ไว้ทรงมหาดไทย ทานํ้ามนั หอม

การแต่งกาย สวมเส้อื คอกลมสวมศีรษะแขนยาวเกอื บจรดศอกมผี ้าห่มคล้องคอแลว้ ตลบชายทงั้ สองไปข้างหลัง
นงุ่ โจงกระเบน สว่ นเจา้ นายจะทรงสนบั เพลาก่อน แล้วทรงภษู าจีบโจง มีไหมถกั รดั พระองคแ์ ล้วจึงทรงฉลอง
พระองค์ คาดผา้ ทพิ ยท์ ับฉลองพระองค์อีกทีการแตง่ กายสมยั อยธุ ยา

  ๑๖

 

สมยั รตั นโกสนิ ทร์
รชั กาลที่ ๑-๓ พ.ศ. ๒๓๒๕ – ๒๓๙๔ ระยะ ๖๙ ปี
ผหู้ ญงิ
ผม ไว้ผมปกี ประบ่ากันไรผมวงหนา้ โคง้ สว่ นบนกระหมอ่ มกันไรผมเปน็ หย่อมวงกลม
แบง่ ผมออกดคู ลา้ ยปีกนก จงึ เรียกผมปีก แตไ่ มย่ าวเทา่ สมัยอยธุ ยา ปลอ่ ยจอน ขา้ งหยู าวแล้ว
ยกขึ้นทัดไวท้ หี่ ู เรยี กว่า “จอนห”ู สว่ นเด็ก ๆ นิยมไว้ผมจกุ
การแต่งกาย นงุ่ ผา้ จีบ หม่ สไบเฉียง ซง่ึ ไดร้ บั อิทธิพลมาจากสมยั อยุธยา ชาวบ้านนุ่งผ้าถุงหรอื โจงกระเบน สวม
เสื้อรัดรูปแขนกระบอก ห่มตะเบงมาน หรอื ผ้าแถบคาดรดั อก และหม่ สไบเฉียงทบั

ผชู้ าย
ผม ยงั คงไวแ้ บบเดยี วกับสมัยอยุธยา คือ ทรงมหาดไทย ชาวบ้านเรยี กวา่ “ทรงหลกั แจว”
การแตง่ กาย นงุ่ ผ้าม่วง โจงกระเบน สวมเสอื ้ เปน็ แบบเสือ้ นอกคอเปดิ ผ่าอกแขนยาวกระดมุ ๕ เมด็ ชาวบ้าน
จะไมส่ วมเส้ือหรือพาดผา้
รูปแบบการน่งุ ผ้า ระหว่างชาววังและชาวบ้านไมน่ า่ จะมอี ะไรแตกตา่ งกันมาก แตจ่ ะมรี ายละเอียดบางสว่ นคือ
เน้ือผ้าพวกชาววงั ขุนนางชนช้ันสงู มกั ใช้ผา้ ทอเนอ้ื ละเอียด สอดเงนิ สอดทอง หรอื ผ้าไหมอย่างดี สว่ นชาวบา้ น
นุ่งผา้ พน้ื เมืองพวกผา้ พื้นหรือผา้ ลายเนือ้ เรียบ ๆ
ตามหลักฐานรปู จติ รกรรมฝาผนัง พวกขนุ นางมกั สวมเส้อื คอกลม ผา่ กลาง มกี ระดมุ มสี าบเสื้อหรอื เปน็ เส้ือคอ
เปิด มีกระดุม จะมผี ้าคาดทบั ส่วนกางเกงจะเป็นแบบขาสามสว่ นยาวเพียงครึง่ นอ่ ง บางทีก็นุ่งโจงกระเบนทับ
ในสมัยรัชกาลท่ี ๓ ไม่โปรดใหส้ วมเส้อื เขา้ เฝ้า
การแต่งกายของคนสามญั
ราษฎรส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกร ทาํ นา ทาํ สวน ทําไร่ การแต่งกายของชายหญงิ จงึ
เอือ้ อาํ นวยต่อการใชช้ วี ติ แบบเกษตรกร การแตง่ กายจงึ มลี กั ษณะทะมดั ทะแมง คือ นุ่งผ้าชิน้ เดยี ว
ดว้ ยวธิ ีนุ่งถกเขมร เป็นการนงุ่ โจงกระเบน แต่ถกให้สัน้ เหนอื เขา่ เพ่ือสะดวกในการออกแรงไมส่ วมเส้ือโพกผา้ ที่
ศีรษะ ไม่สวมรองเท้า หากอยู่บา้ นไม่ทาํ งานกน็ ุ่งผา้ ลอยชาย หรือนุ่งโสรง่ มีผา้ คาดพุง ในงานเทศกาลมกั นงุ่ ผ้า
โจงกระเบนเป็นผ้าแพรสีตา่ ง ๆ และหม่ ผา้ คล้องคอปล่อยชายยาวทง้ั สองไวด้ า้ นหนา้ หรอื คลอ้ งไหลท่ ง้ิ ชายไว้
ดา้ นหนา้ หรือพาดตามไหล่ไว้
ทรงผม ติดเปน็ ผมปกี หรือผมตัดแบบผู้ชาย

๑๗

 
 

รัชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๔๑๑ ระยะ ๑๗ ปี
ตามธรรมดาคนไทยสมยั โบราณ ไม่นิยมสวมเสื้อผ้าแมแ้ ต่เวลาเขา้ เฝ้าพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยู่หัวจงึ
ประกาศใหข้ า้ ราชการสวมเส้ือเข้าเฝา้ ในสมยั รัชกาลท่ี ๔ ทรงสนบั สนนุ ใหม้ กี ารศกึ ษาภาษาองั กฤษและ
วฒั นธรรมตะวันตกข้ึนในราชสํานัก จงึ เกดิ การเปล่ียนแปลงเครอ่ื งแต่งกายสตรี

ผหู้ ญงิ
ผม หญิงไวผ้ มสนั ้ ทเี่ รยี กว่า “ผมปกี ” แตไ่ ม่ยาวประบ่าด้านหลังตัดส้ันบางคนกโ็ กนผมข้ึนมาเหมือนผม
มหาดไทยของผชู้ ายมกี ารถอนไรผมใหม้ รี อยเป็นเสน้ วงรอบผมปีกไวช้ ายผมตกทรี่ ิมหทู ง้ั สองข้างเรยี ก “ผมทดั ”
การแต่งกาย นงุ่ ผ้าลายโจงกระเบน นุง่ ผ้าจีบใส่เสอื้ ผ่าอกคอต้ังเต้ีย ๆ ปลายแขนแคบยาวถึงขอ้ มือ เส้ือพอดตี วั
ยาวเพียงเอวเรียกว่าเสอื้ กระบอกแลว้ หม่ แพรสไบจีบเฉียงบนเสอื้ อีกที (ต่อมาเรยี กว่า “แพรสพาย” ในสมัย
รชั กาลท่ี ๕)
เครอ่ื งประดับ สตรที ี่สูงศักดิจะใช้ศริ เพฐกรเจียกจร ทบั ทรวงตาดพาหรุ ดั สะอง้ิ สรอ้ ยสังวาลย์ หุ้มหเู พชรแหวน
เพชร

  ๑๘

 

ผชู้ ายชาย
ผม ไวผ้ มทรงมหาดไทย ส่วนรัชกาลท่ี ๔ จะไมท่ รงไว้ทรงมหาดไทย
การแตง่ กาย นงุ่ ผา้ มว่ งแพรโจงกระเบน สวมเส้ือนอกเหมอื นพวกบา้ บา๋ (ชายชาวจีนที่เกิดในมลายู) สวมเสอื้
เปิดอกคอเปดิ หรอื เปน็ เส้ือกระบอกคอื ตดั เปน็ รปู กระบอกแขนยาวพระมหากษตั รยิ แ์ ละพวกราชฑูตไทยจะ
แตง่ ตวั แบบฝร่ังคอื สวมกางเกงใสเ่ ส้อื นอกคอเปดิ สวมรองเทา้ คัทชูไมไ่ วผ้ มทรงมหาดไทยพวกฑูตเมอ่ื กลบั มา
เมอื งไทยใหไ้ วผ้ มทรงมหาดไทยเหมอื นเดิม ในสมยั รชั กาลท่ี ๔ และรชั กาลที่ ๕ เร่ืองการแตง่ กายจะมีการ
เปลย่ี นแปลงปรบั ปรงุ มากไม่ให้ฝรัง่ ดูถูกได้ รวมถงึ พระสนมก็สวมกระโปรงแบบฝรง่ั เส้อื แบบฝรั่ง

๑๙

 
 

สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
รัชกาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๔๕๓) ระยะ ๔๒ ปี
ใน พ.ศ. ๒๔๑๔ ไดท้ รงปรบั ปรงุ ประเพณกี ารไว้ผมใหผ้ ้ชู ายไทยเลิกไวผ้ มทรงมหาดไทยเปล่ียนเป็นไวผ้ มยาว
อยา่ งฝรั่ง สว่ นผูห้ ญิงให้เลิกไว้ผมปีกใหไ้ วผ้ มตดั ยาวทรงดอกกระทุ่มการเปลย่ี นแปลงการแตง่ กายในสมัยรัชกาล
ท่ี ๕ สรุปได้ ดงั น้ี

ตน้ สมยั รชั กาลที่ ๕
หญงิ
ผม เลิกไวผ้ มปกี หนั มาไวผ้ มยาวประบา่
การแต่งกาย นงุ่ ผา้ ลายโจงกระเบน เสอ้ื กระบอก ผา่ อก แขนยาวหม่ แพรจีบตามขวางสไบเฉยี งทาบบนเสื้ออีก
ช้นั หนง่ึ ถา้ อย่บู ้านห่มสไบไม่สวมเสอื้ เม่อื มงี านพิธีจึงนงุ่ ห่มตาด
เครอื่ งประดับ สรอ้ ยคอสร้อยตวั สรอ้ ยข้อมอื กาํ ไลแหวน เขม็ ขดั

ชาย
ผม เลิกไวท้ รงมหาดไทย หนั มาไวผ้ มยาวทั้งศีรษะผมรองทรง
การแต่งกาย นงุ่ ผา้ มว่ งโจงกระเบนสวมเสื้อราชประแตน คือเสอ้ื นอกกระดมุ ๕ เมด็ สวมหมวกหางนกยงู ถอื ไม้
เท้า ไปงานพิธีจะสวมถุงเทา้ รองเท้าด้วย หรือสวมเส้ือแพรสตี ามกระทรวงและหมวดเหลา่ ตามช้ันเจา้ นาย เสอื้
แพรสีไพล ขุนนางกระทรวงมหาดไทยเส้อื แพรสีเขียวแกข่ ุนนางกระทรวงกลาโหมเสอ้ื แพรสลี ูกหวา้ ขุนนาง
กรมทา่ (กระทรวงต่างประเทศ) เสอ้ื แพรสีนาํ้ เงิน (ภายหลัง คอื สกี รมทา่ ) มหาดเลก็ เสอื้ แพรสีเหล็กพลเรือนจะ
ใสเ่ สอ้ื ปีกเปน็ เส้ือคอปดิ มชี ายไม่ยาวมาก คาดเขม็ ขดั นอกเสอ้ื

๒๐

 
 

บรรณานกุ รม

พัสวี เจริญกลน่ิ . การแตง่ ของคนสมยั กอ่ น. ห้องสมุด : พมิ พ์ครง้ั ท๑่ี กรุงเทพมหานคร ๒๕๔๑

Human. การแต่งการของคนสมยั กอ่ น. https://www.human.cmu.ac.th/. ๑๘ มนี าคม ๒๕๖๔

 
 

 
 


Click to View FlipBook Version