The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงร่างงานวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research Proposal)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-03-08 04:09:08

โครงร่างงานวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research Proposal)

โครงร่างงานวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research Proposal)

โครงร่างงานวิจยั ในชัน้ เรียน (Classroom Research Proposal)

เรื่อง

การพฒั นาทักษะการแกโ้ จทย์ปัญหา นกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรยี นบ้านนาล้อม
โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL เรือ่ ง งานและพลังงาน

โดย

ชือ่ นางสาวสภุ าพร นามสกุล แสนแทน
รหัสประจำตวั 62031050150 กลุ่มเรียนท่ี 14

โครงร่างงานวจิ ยั ในช้ันเรยี นเป็นส่วนหนงึ่ ของรายวชิ า ปฏิบัตกิ ารสอนในสถานศกึ ษา 3
ประจำปีการศึกษา 2565 คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์

โครงร่างการวิจัยในชัน้ เรียน

เรอ่ื ง การพฒั นาทักษะการแกโ้ จทยป์ ัญหา นกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรยี นบา้ นนาล้อม
โดยใช้เทคนิคKWDL เร่อื ง งานและพลังงาน

ทม่ี าและความสำคัญของปัญหา

พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 บญั ญัตคิ วามตามมาตรา 22 วา่ การจดั การศึกษาตอ้ งยึด
หลักวา่ ผู้เรยี นทกุ คนสามารถเรียนรู้และพฒั นาตนเองได้ และถอื ว่าผเู้ รยี นทุกคนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการ
จัดการศกึ ษาต้องสง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาตแิ ละเตม็ ตามศักยภาพความตามมาตรา 24 (1)
บัญญัตวิ ่า การจัดกระบวนการเรยี นรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานทเี่ กย่ี วข้องจดั เน้ือหาสาระและกจิ กรรมให้
สอดคลอ้ งกบั ความสนใจและความถนัดของผเู้ รยี นโดยคำนึงถึงความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล และความตอนหนึง่
(5) ของมาตราเดยี วกันบัญญตั วิ า่ ใหผ้ ู้สอนสามารถใชก้ ารวิจยั เป็นสว่ นหนึ่งของกระบวนการเรยี นรู้ และความ
ตามมาตรา 30 บญั ญัติว่า ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรยี นการสอนท่ีมปี ระสิทธิภาพ รวมทง้ั สง่ เสริมให้
ผู้สอนสามารถวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนร้ทู เี่ หมาะสมกับผู้เรยี นในแตล่ ะสถานศกึ ษา จากความตามมาตราดงั
กล่าวถงึ ตีความว่า ภายหลังที่ผู้สอนจดั กจิ กรรมการเรยี นรูส้ าระการเรยี นรู้ใดๆ ดว้ ยวธิ ีและเทคนิคการสอนวธิ กี าร
ใดวธิ กี ารหนึง่ แลว้ เมอ่ื ทำการวดั และประเมินผลพบวา่ มผี ลอย่างใดอย่างหน่งึ คือ จำนวนผเู้ รียนท้ังชัน้ เรียน
จำนวนผเู้ รียนสว่ นมากของช้นั เรยี นหรอื ผูเ้ รยี นจำนวนสว่ นน้อยของชน้ั เรยี นมีผลสมั ฤทธ์ิการเรยี นร้ตู ่ำกว่าเกณฑ์
มาตรฐานท่ผี ูส้ อนกำหนดข้ึน ผลการประเมนิ ดังกล่าวไม่สามารถลงข้อสรปุ ว่า ผลสมั ฤทธ์ิการเรียนรขู้ องผ้เู รยี นไม่
ผา่ นเกณฑ์มาตรฐานทผี่ สู้ อนกำหนดและถูกตัดสนิ ให้ “ตก” ในสาระการเรยี นรู้นนั้ แต่ผูส้ อนต้องพงึ ตระหนัก
เสมอวา่ การที่ผเู้ รยี นมีผลสมั ฤทธ์กิ ารเรียนรู้ต่ำกวา่ เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดอาจเป็นเพราะว่า วิธีและเทคนิคการ
สอนตามทีผ่ สู้ อนนำมาใชจ้ ัดกิจกรรมการเรียนรู้อาจน้นั ไมส่ อดคล้องกับความถนัดและความสนใจของผเู้ รียน
ดงั นั้น ผสู้ อนจงึ ตอ้ งคน้ หาวิธีและเทคนิคการสอนวิธใี หมท่ ีเ่ หมาะสมกับความถนดั และความสนใจของผู้เรยี น
การทำวจิ ัยของผสู้ อนจะใช้เป็นหลักฐานยนื ยนั วา่ วิธีและเทคนคิ การสอนวิธใี หม่ท่ีผู้สอนนำมาใชจ้ ัดกิจกรรมการ
เรียนรู้นน้ั มผี ลการพัฒนาผลสัมฤทธก์ิ ารเรยี นรู้ของผเู้ รียนหรอื ไม่อย่างไร เม่ือเปรยี บเทยี บเปรยี บเทยี บกบั วธิ ีและ
เทคนิคการสอนวธิ เี ดิม ดว้ ยเหตดุ งั กล่าวจึงตอบคำถามว่า ทำไมผู้สอนจึงต้องทำวจิ ัย ทั้งวจิ ัยเพือ่ พัฒนาและ
แกป้ ัญหาผู้เรยี น

ว 2.3 ม.2/1 กำหนดขอ้ ความเฉพาะตัวชีว้ ดั ว่า วเิ คราะห์สถานการณ์และคำนวณเกี่ยวกับงานและกำลงั

ทเ่ี กิดจากแรงท่ีกระทำต่อวัตถุโดยใชส้ มการ W = Fs และ จากข้อมูลท่รี วบรวมได้ ถูกกำหนดเป็น

สาระการเรียนรู้แกนกลางวา่ เมอ่ื ออกแรงกระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลอ่ื นท่ี โดยแรงอยใู่ นแนวเดียวกับการ
เคลือ่ นทจ่ี ะเกิดงาน งานจะมคี ่ามากหรือน้อยขนึ้ กบั ขนาดของแรงและระยะทางในแนวเดยี วกบั แรงงานที่ทำใน
หน่ึงหนว่ ยเวลาเรยี กวา่ กำลงั หลกั การของงานนำไปอธิบายการทำงานของ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขนั้ พน้ื ฐาน. 2551) สาระการเรียนรแู้ กนกลางดังกลา่ วกำหนดอย่ใู นหนังสือเรยี นรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี เล่ม 2 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใชช้ ่ือเรือ่ งวา่ งานและพลงั งาน หนงั สอื
ดังกล่าวจดั ทำโดยสถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยหี รือ สสวท. (สสวท. 2551)

โรงเรียนบา้ นนาล้อมสังกัดสำนักงานการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน หรอื สพฐ. ทำหน้าทจ่ี ดั การศกึ ษาตาม
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พ.ศ. 2551 จดั การศึกษาตัง้ แตร่ ะดับประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษา
ตอนตน้ ผเู้ รียนดงั กลา่ วอยใู่ นพื้นทช่ี นบท ในอำเภอชาติตระการจังหวดั พิษณุโลก สำหรับการจดั กจิ กรรมการ
เรียนรตู้ าม ว 2.3 ม.2/1 ให้กับนักเรียนระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 นัน้ จะจัดสาระการเรียนรตู้ ามหนงั สอื เรยี น
รายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี เลม่ 2 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใช้ชอื่
เรอ่ื งวา่ งานและพลังงาน

การจดั กิจกรรมการเรยี นร้รู ายวิชากล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ให้กบั นักเรยี นระดับชัน้ โรงเรียนบ้าน

นาล้อมทีเ่ คยเป็นมาพบว่า เฉพาะเรอ่ื ง งานและพลังงาน ว 2.3 ม.2/1 กำหนดข้อความเฉพาะตวั ช้วี ดั วา่

วเิ คราะห์สถานการณแ์ ละคำนวณเก่ียวกบั งานและกำลังทีเ่ กิดจากแรงท่ีกระทำต่อวัตถุโดยใช้สมการ W = Fs

และ จากขอ้ มลู ท่รี วบรวมได้ของกล่มุ สาระการเรียนร้ดู งั กลา่ วจะจัดกิจกรรมการเรยี นรโู้ ดยใช้สอนโดย

ใชส้ อื่ power point สว่ นการประเมินผลการเรยี นร้จู ะประเมิน 3 ดา้ นรวมกันคือ ด้านความรู้(K) ดา้ นทักษะ/
กระบวนการ (P) และด้านคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A) และกำหนดระดับผลการการเรยี นรู้ท่ีประเมินเป็น 4 ระดบั
ตามเกณฑ์ประเมินของสำนักงานการศึกษาขน้ั พืน้ ฐานคือ คือ ดเี ย่ียม มีร้อยละของค่าคะแนนเฉลี่ย 71 – 100 ดี ร้อย
ละ 61 – 70 พอใช้(ผ่าน) ร้อยละ 51 -60 และต้องปรับปรงุ (ไม่ผ่าน) ต่ำกว่าร้อยละ 50 สำหรบั เกณฑ์การ
ประเมินผา่ นเฉพาะรายบุคคลน้ัน นักเรียนแต่ละคนต้องมีผลการเรยี นรู้ตง้ั แตร่ ะดับ ดี สว่ นเกณฑ์การประเมนิ ผา่ น
ท้ังช้ันเรยี นนัน้ ต้องมีนักเรยี นอยา่ งน้อยรอ้ ยละ 70 ของจำนวนท้งั หมด มีผลการเรียนรู้ต้งั แตร่ ะดับ ดี

จากการวดั และประเมินผลรวมทั้งช้นั เรียนเร่อื ง งานและพลังงาน ตามเกณฑ์
การประเมนิ ผ่านพบวา่ นักเรียนทมี่ ีผลการเรยี นรู้ตำ่ กวา่ ระดับดี คดิ เป็นร้อยละ 70 ซึง่ ต่ำกว่าเกณฑ์ประเมินผ่านที่
กำหนดคือร้อยละ 70 จากการสมั ภาษณ์ครพู เ่ี ลย้ี งพบวา่ สาเหตทุ ี่ทำให้ผลการเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑก์ ารประเมิน
ผา่ นทก่ี ำหนดเป็นเพราะว่า นักเรยี นวเิ คราะห์โจทยป์ ัญหาไมไ่ ด้ จากสาเหตุของปัญหาและความสำคัญของการจดั
กจิ กรรมการเรียนรูเ้ รอื่ ง งานและพลังงาน ดังกล่าวก่อนหน้า ผ้วู จิ ัยจงึ ต้องทำการวจิ ัยเพื่อพฒั นาผลการเรยี นรเู้ รื่อง
งานและพลังงาน ดังกลา่ วก่อนหน้า ผู้วิจยั จึงต้องทำการวจิ ัยเพอ่ื พัฒนาผลการเรียนรเู้ รอื่ งดงั กล่าวของนักเรยี น
ระดับช้ัน มธั ยมศึกษาปีที่ 2โรงเรยี นบา้ นนาลอ้ ม อำเภอชาตติ ระการ จังหวดั พิษณุโลก

การจดั การเรยี นการสอนแบบแก้ปัญหาตามกระบวนการแก้ปัญหาของเทคนิคการสอนแบบ KWDL เป็น
เทคนิคการสอนรูปแบบหน่ึงท่ีส่งเสริมความสามารถใน การแก้ปญั หาและการสื่อสารทางคณติ ศาสตรโ์ ดยเทคนิค
KWDL (Know-Want-DoLearn) พฒั นาจากแนวคิด KWDL โดย Ogle (1986) ซึ่งครสู ามารถนำมาใชใ้ นการ
จัดการเรยี นรูเ้ พ่ือแกป้ ญั หาการเรียนรู้ เนือ่ งจากวิธกี ารสอนแบบ KWDL เป็นเทคนคิ ที่ฝึกให้นักเรียนคดิ วิเคราะห์
โจทยป์ ัญหาอย่างหลากหลาย อันจะเป็นผลให้นักเรียนสามารถนำไปประยุกตใ์ ช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ใน
ชีวิตประจำวนั ของตนเองได้ ซ่ึงประกอบดว้ ย 4 ขนั้ ตอน คอื K (What we know) นกั เรียนร้อู ะไรบ้างในเรื่องท่ี
จะเรยี นหรือส่ิงทโ่ี จทยบ์ อกให้ทราบมีอะไรบ้าง เป็นขั้นท่ีนกั เรยี นตอ้ งอา่ นอย่างวิเคราะหโ์ ดยอาจต้องใช้
ความรู้เดมิ ที่เรยี นไปแลว้ W (What we want to know) นกั เรียนหาสงิ่ ทโ่ี จทย์ตอ้ งการทราบหรือสิ่งที่นักเรยี น
ตอ้ งการรู้ และต้องการค้นหาจากแหลง่ ข้อมลู อน่ื ๆ เพือ่ ท่จี ะหาค าตอบและข้อมูลเหล่าน้ัน D (What we do to
find out) นักเรยี นจะต้องทำอะไรบ้าง มีวธิ ใี ดบ้าง เพ่ือหาคำตอบตามทโี่ จทย์ต้องการ หรอื สงิ่ ทต่ี นเองต้องการรู้
โดยดำเนินการแกป้ ัญหาตามแผนและข้ันตอนท่ีวางไว้ ซึง่ เปน็ ขัน้ ท่นี กั เรียนลงมอื แก้ปญั หา และเรียนรู้ขน้ั ตอน
วธิ กี ารแก้ปญั หาอยา่ งกระจา่ งชัด L (What we learned) นักเรยี นสรปุ ส่ิงท่ไี ด้เรยี นรู้โจทย์ต้องการทราบอะไร
เปน็ ขั้นทีน่ ักเรียนตอ้ งตอบคำถามได้วา่ โจทย์ตอ้ งการอะไร คำตอบทไ่ี ด้คืออะไร ได้มาอย่างไร ถูกต้องหรอื ไม่ โดย
เขยี นเป็นประโยคสัญลักษณ์ให้ได้รวมถึงขน้ั การวางแผนการแกป้ ญั หาดว้ ยวิธกี ารตา่ ง ๆ จากข้อมูลท่ีไดใ้ นขน้ั ตอน
แรกจากการแก้โจทย์ปัญหาตามขั้นตอนดังกลา่ ว จะเห็นได้ว่านักเรยี นไดฝ้ กึ กระบวนการคิด รูจ้ ักการคิดวเิ คราะห์
จะช่วยให้นักเรียนสามารถแก้โจทยป์ ัญหาไดอ้ ย่างถูกต้องหลากหลายวธิ มี าก

คำถามการวจิ ยั

1. พัฒนาทักษะการแกโ้ จทย์ปัญหา เร่ือง งานและพลงั งานโดยใช้เทคนิค KWDL ของนักเรยี นชั้น
มัธยมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรียนบ้านนาลอ้ ม อำเภอชาตติ ระการ จังหวดั พษิ ณุโลก ทำอย่างไร

2. ผลการทดลองใช้ เทคนิค KWDL การพัฒนาทักษะการแกโ้ จทย์ปัญหา จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เรอ่ื ง
งานและพลังงานกับนกั เรียนระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นบา้ นนาล้อม อำเภอชาติตระการ จังหวัด
พษิ ณโุ ลก เปน็ อย่างไร

3. ระดบั ความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนบา้ นนาล้อม อำเภอชาติตระการ
จังหวดั พษิ ณโุ ลก ทีม่ ตี ่อการทดลองใช้ การพัฒนาทกั ษะการแก้โจทย์ปญั หา โดยใช้เทคนิค KWDL จดั กจิ กรรม
การเรยี นรู้เร่ืองงานและพลังงาน เป็นอยา่ งไร

วตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจยั

1. เพอื่ พฒั นา ทักษะการแก้โจทยป์ ญั หา โดยใช้เทคนคิ KWDL สำหรบั พฒั นาเร่อื ง งานและพลังงาน
ของนักเรยี นระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรียนบา้ นนาล้อม อำเภอชาตติ ระการ จังหวัดพษิ ณโุ ลก

2. เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้ทักษะการแก้โจทยป์ ัญหา โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
เร่อื ง งานและพลังงาน กับนักเรียนระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นบ้านนาลอ้ ม อำเภอชาติตระการ จังหวดั
พษิ ณโุ ลก

3. เพอ่ื ศกึ ษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นบ้านนาลอ้ ม อำเภอ
ชาตติ ระการ จังหวดั พิษณุโลก มตี อ่ การทดลองใช้เทคนิค KWDL จัดกิจกรรมการเรียนร้เู รือ่ ง งานและพลงั งาน

ผลและประโยชนท์ ่คี าดว่าจะได้รบั

1. มีชุดบทปฏิบัติการพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหา นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนบ้านนา
ล้อม โดยใช้เทคนคิ KWDL เรอ่ื ง งานและพลงั งาน

2. นกั เรียนระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ท้ังช้ันเรียน โรงเรียนโรงเรยี นบา้ นนาล้อม มีผลสมั ฤทธ์ิการเรียนรู้
เรื่อง งานและพลังงาน ที่คุณภาพระดับดีข้ึนไป เม่ือใช้ชุดบทปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่ใช้ทฤษฎีการสร้างความรู้
ดว้ ยตนเองจดั กิจกรรมการเรียนรแู้ ทนวธิ ีและเทคนคิ การสอนวิธเี ดมิ

3. ความสำเร็จของงานวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้ของผู้เรียนกลุ่ม
สาระการเรยี นรู้อ่ืนๆ

ขอบเขตการวิจัย

1. ขอบเขตด้านแหล่งขอ้ มลู
1.1 ประชากร นักเรียนระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรยี นบา้ นนาลอ้ ม อำเภอชาตติ ระการ จังหวดั

พษิ ณุโลก ซง่ึ เทียบเคียงประชากรทมี่ ีจำนวนไม่จำกัด (Infinite Population)

1.2 กลุ่มตัวอยา่ ง นักเรยี นระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบา้ นนาลอ้ ม อำเภอชาตติ ระการ
จงั หวดั พษิ ณโุ ลก ภาคเรยี นท่ี2 ปีการศึกษา2564 จำนวน 28 คน วธิ ีการคดั เลอื ก เทยี บเคียงกบั ใช้วิธกี ารสุ่มแบบ
อาศัยความน่าจะเป็นอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพราะถือวา่ นักเรียนแต่ละคนของระดับช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 ของแต่ละปกี ารศกึ ษา เม่ือวิเคราะห์โดยภาพรวมแล้วพบว่า มาจากบริบทของชุมชนเดียวกันจงึ
สร้างข้อสรุปว่าไม่มคี วามแตกต่างกัน ประชากรของนักเรียนดงั กลา่ วจงึ เปน็ เอกพนั ธ์ (Homogeneous
Population) สามารถคัดเลอื กกลุ่มตัวอย่างโดยใชว้ ธิ กี ารสุ่มแบบอาศยั ความน่าจะเปน็ อย่างง่าย

2. ขอบเขตด้านตัวแปร
2.1 ตวั แปรอิสระ
1. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้เร่ืองงานและพลังงาน กับนักเรียนระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2

โรงเรยี นบ้านนาล้อม อำเภอชาติตระการ จังหวัดพษิ ณโุ ลก โดยทดลองใช้นวัตกรรมเดิมท่ี
2. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรเู้ รื่องงานและพลงั งาน กบั นักเรียนระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 2

โรงเรยี นบ้านนาล้อม อำเภอชาตติ ระการ จงั หวัดพิษณโุ ลก โดยทดลองใช้เทคนิค KWDL
2.2 ตวั แปรตาม
1. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้เร่ืองงานและพลังงาน กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2

โรงเรยี นบ้านนาลอ้ ม อำเภอชาตติ ระการ จังหวดั พษิ ณุโลก โดยทดลองใช้นวัตกรรมเดิมที่
2. ระดบั ผลการเรียนรู้เร่ืองงานและพลังงาน จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กบั นกั เรยี นระดบั ชั้น

มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนาล้อม อำเภอชาติตระการ จงั หวดั พิษณุโลก โดยใช้เทคนิค KWDL

3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนบ้านนาล้อม อำเภอชาติ
ตระการ จงั หวัดพษิ ณโุ ลก ที่มตี ่อการจดั กจิ กรรมการเรียนรเู้ รื่องงานและพลังงาน โดยทดลองใช้เทคนิค KWDL

3. ขอบเขตด้านเนื้อหา
การจดั กจิ กรรมการเรียนร้เู รื่องงานและพลังงาน ตามตัวชว้ี ดั ท่ี 1. วเิ คราะห์สถานการณ์และคำนวณ

เกยี่ วกบั งานและกำลังที่เกิดจากแรงที่กระทำต่อวตั ถุโดยใชส้ มการ W = Fs และ จากข้อมลู ที่รวบรวม

ได้ มาตรฐานการเรียนรู้ ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ยี นแปลงและการถา่ ยโอนพลงั งาน
ปฏิสมั พันธ์ระหว่างสสารและพลงั งาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคล่นื ปรากฏการณ์ที่เกยี่ วข้องกับ
เสียง แสง และคล่นื แมเ่ หล็กไฟฟ้ารวมทงั้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ และสาระเมอ่ื ออกแรงกระทำตอ่ วตั ถุ แล้วทำ
ใหว้ ัตถเุ คลื่อนท่ี โดยแรงอย่ใู นแนวเดยี วกบั การเคล่ือนที่จะเกิดงาน งานจะมคี ่ามากหรือน้อยข้นึ กับขนาด
ของแรงและระยะทางในแนวเดียวกบั แรง

4. ขอบเขตดา้ นระยะเวลาและสถานที่
ดำเนินการวจิ ยั ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถงึ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 ณ โรงเรยี นบา้ นนาลอ้ ม

อำเภอชาติตระการ จงั หวัดพิษณโุ ลก

นิยามคำศพั ทเ์ ฉพาะ

1. นกั เรียนระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2 หมายถงึ นักเรยี นระดับชนั้ โรงเรียนบ้านนาล้อม อำเภอชาติ
ตระการ จงั หวดั พิษณุโลก

2. ใช้เทคนคิ KWDL หมายถงึ นวัตกรรมทส่ี รา้ งขึน้ ตามแนวคดิ ทฤษฎี หลกั การ วิธีการของ Ogle
(1986) ประกอบดว้ ย 4 ข้นั ตอนดังน้ี
ขั้นท1่ี K (What we know) นักเรียนรอู้ ะไรบ้าง จากโจทย์ท่อี ่าน
ขน้ั ท2่ี W (What we want to know) โจทยต์ ้องการหาอะไร หรือสิ่งที่นักเรยี นต้องการรู้เมื่ออา่ นโจทย์
ขั้นท3่ี D (What we do to find out) นักเรยี นจะต้องท าอะไร บ้างเพื่อให้ได้ในสงิ่ ทต่ี นเองต้องการรู้
ขน้ั ท4่ี L (What we learned) นักเรยี นสรปุ สง่ิ ที่ได้

3. ผลการเรียนรู้ หมายถงึ
3.1 ค่าคะแนนเฉล่ียรวมผลการเรยี นรู้ของนกั เรียนระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2 จำนวน 28 คนจาก

การวัดและประเมินผลภายหลงั การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เรือ่ งงานและพลงั งาน โดยทดลองใช้โดยใช้เทคนคิ
KWDL

3.2 คา่ คะแนนเฉลี่ยรวมผลการเรียนรู้ของนักเรียนระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 จำนวน 28 คนจาก
การวดั และประเมินผลภายหลังการจัดกจิ กรรมการเรียนรเู้ รอ่ื งงานและพลงั งานโดยทดลองใช้ระบุนวัตกรรมเดมิ ที่

4. ระดบั ผลการเรียนรู้ หมายถึง ระดบั ผลการเรยี นรทู้ ก่ี ำหนดตามเกณฑ์วัดและประเมนิ ผลของ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน(2550) ดงั นี้

ดีเยย่ี ม มีค่ารอ้ ยละของค่าคะแนนเฉลี่ย 80-100
ดี มคี า่ รอ้ ยละของคา่ คะแนนเฉลย่ี 65-79
พอใช้ (ผา่ น) มีคา่ ร้อยละของคา่ คะแนนเฉลย่ี 50-64

ตอ้ งปรบั ปรุง(ต่ำกวา่ เกณฑ์) มีคา่ รอ้ ยละของค่าคะแนนเฉล่ียต่ำกว่า 50

5. การพัฒนาผลการเรยี นรู้ หมายถึง ผลการเปรียบเทยี บระดับผลการเรยี นรขู้ องนักเรยี นระดบั ช้ัน

มัธยมศึกษาปที ่ี 2 ปีการศึกษา 2564 ระหวา่ งจดั กจิ กรรมการเรียนรู้เรอื่ งงานและพลงั งาน โดยทดลองใช้เทคนคิ

KWD กบั นวัตกรรมเดิม ผลการเรยี นรู้เพม่ิ ขนึ้ อยใู่ นระดับ ดี ถือว่าผา่ นเกณฑ์การประเมิน เมื่อวิเคราะห์

เปรียบเทียบดว้ ย One – Sample t Test ที่ระดับนยั สำคัญทางสถติ ิ 0.05 (α 0.05)

6. ความพึงพอใจ หมายถึง ความพงึ พอใจของนักเรียนระดับชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ท่ีมตี ่อการจัด

กิจกรรมการเรยี นร้เู รื่อง งานและพลังงาน โดยทดลองใช้เทคนคิ KWD

ประกอบดว้ ยด้าน ดา้ นผสู้ อน ด้านความรู้ ด้านกิจกรรม

7. ระดบั ความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพึงพอใจแบบประมาณค่า (Likert Scale) โดยเรยี งลำดบั

จากระดบั มากทีส่ ุดถงึ น้อยท่สี ุด 5 ระดับคือ มีความพงึ พอใจมากที่สดุ มคี วามพงึ พอใจมาก มคี วามพึงพอใจปาน

กลาง มีความพงึ พอใจค่อนข้างน้อย และมีความพึงพอใจน้อยท่ีสดุ โดยระดับความพึงพอใจดงั กลา่ ว จะอา้ งอิงตาม

เกณฑร์ ะดับคะแนนเฉลีย่ ของบญุ ชม ศรีสะอาด (2545) ดังน้ี

ระดับความพึงพอใจ ระดับคา่ เฉลีย่

คะแนนเฉลีย่ 4.51 – 5.00 มคี วามพึงพอใจทร่ี ะดบั มากสุด

คะแนนเฉลย่ี 3.51 – 4.50 มคี วามพึงพอใจทรี่ ะดับมาก

คะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50 มีความพึงพอใจที่ระดับปานกลาง

คะแนนเฉลีย่ 1.51 – 2.50 มีความพึงพอใจที่ระดับน้อย

คะแนนเฉลย่ี 1.00 – 1.50 มคี วามพึงพอใจที่ระดบั น้อยสุด

สมมติฐานการวจิ ยั

สมมติฐานการวิจัยที่ 1

จากการจัดกจิ กรรมการเรียนรเู้ รอ่ื งงานและพลงั งาน โดยใช้ นวตั กรรมเดิม กับนักเรยี นระดบั ช้ัน

มัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า เม่ือเทยี บกับระดบั ผลการเรียนรตู้ ามเกณฑ์ของ สพฐ. นกั เรยี นจำนวนท้ังหมดมีผลการ

เรียนรู้ทร่ี ะดบั พอใช้ซง่ึ ตำ่ กวา่ เกณฑป์ ระเมินผา่ นคือต้องผ่านอยา่ งน้อยร้อยละ 65 สาเหตุเปน็ เพราะ นกั เรยี นไม่

สามารถวเิ คราะห์โจทย์ แก้โจทย์ปัญหาไมไ่ ด้

จากการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยท่เี กย่ี วข้องพบว่า การพัฒนาทักษะการแกโ้ จทย์ปัญหา นกั เรียนชน้ั

มธั ยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนบ้านนาลอ้ ม โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL เรื่อง งานและพลังงาน ทสี่ ร้างขน้ึ ตามแนวคิด

ทฤษฎี หลักการ วธิ ีการของ เทคนคิ การสอนแบบ KWDL (วรี ะศักดิ์ เลิศโสภา, 2544 : 2) น้ัน มสี าระสำคัญคือเพื่อ

ส่งเสริมใหน้ ักเรยี นคิด วิเคราะห์รวมท้ังเสรมิ สรา้ งบรรยากาศในการเรยี นของนักเรียนใหม้ ีความกระตือรือร้น

สนใจท่ีจะเรยี น และมเี จตคติท่ีดตี อ่ การเรียน ซึ่งเปน็ เทคนิคนำมาใชใ้ นการจัดการเรียนการสอนเพื่อแก้ปัญหาการ

เรียนรูแ้ ละพัฒนาทกั ษาในรายวชิ าวิทยาศาสตร์ เร่อื ง แรงและพลงั งาน โดยเน้นความสามารถในการอา่ น คิด

วิเคราะห์ของนักเรียนเปน็ หลกั ซง่ึ การสอนโดยใชเ้ ทคนิค KWDL น้จี ะฝกึ ให้ผู้เรียนคดิ วิเคราะห์โจทยป์ ัญหาอยา่ ง

เป็นขนั้ ตอนและละเอียดทำให้นกั เรียนเขา้ ใจโจทย์ปัญหาได้อย่างชัดเจน นอกจากนยี้ ังฝกึ ให้นักเรียนหาวิธกี าร

แกป้ ัญหาได้อยา่ งมีประสิทธิภาพมากขน้ึ สำหรับการสอนโดยใช้เทคนิค KWDL พัฒนาโดยชอและคณะ (Shaw

et al. , 1997 : 23) ซงึ่ เป็นเทคนิคการสอนที่ชว่ ยสง่ เสริมทักษะความสามารถในการแก้โจทยป์ ญั หาคณิตศาสตร์

โดยไดเ้ สนอแนะวา่ เปน็ การสอนที่เหมาะสมสำหรบั นำไปใช้ในการพฒั นาทักษะและความสามารถในการแก้โจทย์

ปัญหา ซง่ึ สาระสำคัญดังกลา่ วสมั พันธ์กบั สาเหตุของปญั หาของนักเรยี นดงั กล่าวก่อนหน้าคือนกั เรียนส่วนใหญแ่ ก้

โจทยป์ ัญหาไม่ได้น้ันเนือ่ งจากนกั เรียนไมเ่ ขา้ ใจคำและภาษาในโจทย์ อา่ นโจทย์แล้วไม่ทราบวา่ จะใช้วธิ คี ำนวณ

และยังขาดยทุ ธวธิ ีทใ่ี ช้ในการแก้โจทย์ปัญหา จึงจำเป็นตอ้ งสอนใหน้ กั เรียนมคี วามสามารถในการ

ตีความหรือเข้าใจภาษาโจทย์ และจากการทบทวนเฉพาะงานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ งยงั พบอีกว่า( วฒุ นิ นั ท์ คำดอ่ น และ

ดุจเดือน ไชยพชิ ติ 2564) ทำการวจิ ัยเร่ืองการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนในรายวชิ า

ฟสิ ิกส์เรื่อง สมดุลกล โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยเทคนิคการสอนแบบ KWDL ร่วมกับแผนผังความคดิ กับ

นักเรียนระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นมหาไถศ่ ึกษาภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรู้ด้วย

เทคนคิ การสอนแบบ KWDL ร่วมกบั แผนผงั ความคิด ผลการวจิ ยั พบว่า นกั เรียนมีการพัฒนาผลการเรยี นรู้อย่างมี

นยั สำคญั ทางสถิตทิ ่ี α = 0.05 (นรนิ ช์ณฏัฐ์ ตระหงา่ น และอญั ชลี ทองเอม 2563) ทำการวิจยั เรอ่ื งการศึกษา

การใช้KWDL เพื่อการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟสิ กิ ส์เรอ่ื งไฟฟ้าและแม่เหล็ก กับนักเรยี นระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 5

โรงเรียนโรงเรยี นราชวินิตบางเขน โดยใช้ KWDL ผลการวิจัยพบวา่ นกั เรียนมีการพัฒนาผลการเรยี นร้อู ยา่ งมี

นัยสำคญั ทางสถิติท่ี α = 0.05 ( ปรียาณภ์ สั นากร สมุ มาต์ยและนงลกั ษณ์ วิริยะพงษ์ 2563) ทำการวิจัยเรื่องการ

พฒั นากิจกรรมขณะรู้คณติ ศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL เพื่อสง่ เสรมิ ความสามารถในการแก้ปัญหาทาง

คณติ ศาสตร์และผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น เรอ่ื ง โจทยป์ ญั หาร้อยละ กบั นกั เรยี นชั้นเรยี นระดับชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี

6 โรงเรียนเทศบาลวดั สระทอง โดยใช้เทคนิค KWDL ผลการวิจยั พบว่า นักเรยี นมีการพัฒนาผลการเรยี นร้อู ย่าง

มนี ัยสำคัญทางสถติ ิที่ α = 0.05

โดยการอา้ งองิ แนวคิด ทฤษฎี หลกั การ วิธีการ และงานวจิ ยั ท่เี กย่ี วขอ้ งดังกลา่ วก่อนหนา้ จงึ กำหนด

สมมตฐิ านการวิจยั ข้อท่ี 1 ว่า การจดั กิจกรรมการเรียนร้โู ดยการทดลองใช้เทคนิคKWDL มีผลต่อการพัฒนา/

ปรบั ปรุงผลการเรียนรู้เร่ืองงานและพลังงาน ของนักเรยี นระดับช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรียนบา้ นนาลอ้ ม

สมมติฐานการวจิ ยั ท่ี 2

จากการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กี่ยวข้อง( วฒุ นิ นั ท์ คำดอ่ น และ ดจุ เดือน ไชยพิชิต 2564) ทำการ

วิจัยเร่อื ง การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นในรายวชิ า ฟิสกิ ส์เรอ่ื ง สมดุลกล กบั

นกั เรยี นระดับชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรยี นโรงเรยี นมหาไถศ่ ึกษาภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ โดยใช้การจัดการ

เรียนร้ดู ้วยเทคนคิ การสอนแบบ KWDL รว่ มกับแผนผงั ความคิด ผลการวจิ ัยพบวา่ นักเรียนมีความพึงพอใจต่อ

การทดลองจดั กจิ กรรมการเรียนรูด้ ว้ ยนวตั กรรมดังกลา่ วทร่ี ะดบั มากท่สี ุด (นรนิ ช์ณฏัฐ์ ตระหง่าน และอญั ชลี

ทองเอม 2563) ทำการวจิ ัยเรื่องทำการวิจัยเร่อื งการศึกษาการใช้KWDL เพอื่ การแกโ้ จทย์ปญั หาวิชาฟสิ ิกสเ์ รื่อง

ไฟฟ้าและแม่เหลก็ กับนกั เรียนระดบั ช้นั กบั นกั เรยี นระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 5 โรงเรียนโรงเรียนราชวินติ บางเขน

โดยใช้ใช้KWDL ผลการวจิ ยั พบวา่ นกั เรียนมีความพึงพอใจต่อการทดลองจดั กจิ กรรมการเรยี นรดู้ ้วยนวัตกรรม

ดงั กล่าวทีร่ ะดบั ระดับมาก ( ปรยี าณภ์ ัสนากร สมุ มาตย์ และนงลักษณ์ วิริยะพงษ์ 2563) ทำการวจิ ัยเร่ืองการ

พัฒนากิจกรรมขณะรู้คณิตศาสตร์โดยใช้เทคนิค KWDL เพือ่ สง่ เสริมความสามารถในการแกป้ ัญหาทาง

คณิตศาสตร์และผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน เรอื่ ง โจทยป์ ญั หารอ้ ยละ กับนักเรยี นชนั้ เรยี นระดับช้นั ประถมศึกษาปีที่

6 โรงเรียนเทศบาลวดั สระทอง โดยใช้เทคนิค KWDL ผลการวจิ ัยพบวา่ นักเรยี นมีความพึงพอใจต่อการทดลอง

จัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ด้วยนวตั กรรมดังกลา่ วทรี่ ะดบั มาก

โดยการอ้างองิ เฉพาะงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้องดงั กล่าวมา จะเห็นวา่ การจดั กจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้

เทคนคิ KWDL มีผลต่อระดับความพงึ พอใจของนักเรียน ดังนนั้ จงึ กำหนดสมมตฐิ านการวิจยั ขอ้ ท่ี 2 ว่า การจัด

กิจกรรมการเรียนรู้เร่ือง งานและพลังงาน โดยทดลองใช้ เทคนิค KWDL มผี ลต่อระดับความพึงพอใจของนักเรียน

ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรยี น บ้านนาล้อม

วธิ ดี ำเนินการวิจัย

การวิจัยในช้ันเรียนเร่ืองการพัฒนาทกั ษะการแกโ้ จทย์ปัญหา นักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรยี นบา้ นนาลอ้ ม
โดยใชเ้ ทคนิคKWDL เร่อื ง งานและพลงั งาน ผูว้ ิจยั ดำเนินการวจิ ัยตามกรอบของหัวข้อตา่ ง ๆ ดงั น้ี

1. ระเบยี บวธิ วี ิจัย
ดำเนนิ การวิจัยโดยใชร้ ะเบียบวิธีวจิ ัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment Research) วเิ คราะห์ข้อมลู

จากข้อมูลเชิงปริมาณ (Qualitative Data) เป็นหลักรว่ มกบั ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Quantitative Data)
2. เคร่ืองมอื การวจิ ัย
2.1 เคร่ืองมอื ท่เี ป็นนวตั กรรม นวัตกรรมทสี่ รา้ งหรอื พัฒนาขนึ้ เพ่ือพฒั นา/ปรับปรงุ ผลการเรียนรู้

เร่ือง งานและพลงั งาน ของนักเรยี นระดบั ชั้น มัธยมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรียนบ้านนาลอ้ ม คอื การพฒั นาทักษะการ
แกโ้ จทย์ปญั หา นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนบ้านนาล้อม โดยใช้เทคนิคKWDL เร่อื ง งานและพลงั งาน
ซงึ่ การดำเนินการสร้างและหาประสิทธภิ าพท้ังเชิงเหตุผล(Rational Approach) และเชิงประจักษ์ (Empirical
Approach) ตามแนวคิดของ เผชญิ กิจระการ (2544) ตามลำดับขั้น ดงั นี้

1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกีย่ วข้องเพ่ือศึกษาแนวคดิ ทฤษฎี หลักการ วิธกี ารท่ี
เกยี่ วข้องกบั การสร้างการพัฒนาทกั ษะการแก้โจทยป์ ญั หา นกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรยี นบ้านนาล้อม

โดยใชเ้ ทคนิคKWDL เร่ือง งานและพลังงาน ซ่งึ การวิจยั น้ีจะสร้างหรือพัฒนาจะอ้างอิงตามแนวคิด ทฤษฎี
หลกั การ วธิ ีการของ ชอและคณะ (Shaw et al. , 1997 : 23)

2. สรา้ งฉบบั รา่ ง(ยกร่าง)การพฒั นาทักษะการแก้โจทย์ปัญหา นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรยี นบา้ นนาลอ้ ม โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL เร่ือง งานและพลังงาน โดยอา้ งอิงจากผลการศกึ ษาเอกสารและ
งานวิจัยทเี่ กี่ยวข้องดังกล่าวข้อ 1 ก่อนหน้า

3. สรา้ งแบบประเมินความเหมาะสมของการพฒั นาทกั ษะการแกโ้ จทย์ปญั หา นกั เรียนชนั้
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรียนบ้านนาล้อม โดยใช้เทคนิคKWDL เรือ่ ง งานและพลงั งาน เพ่อื ใหผ้ เู้ ชยี วชาญประเมิน
ประสทิ ธิภาพเชิงเหตุผลของนวตั กรรมทีส่ รา้ งหรอื พฒั นาดังกลา่ ว

4. นำการพฒั นาทกั ษะการแก้โจทยป์ ัญหา นักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนบา้ นนาลอ้ ม
โดยใช้เทคนคิ KWDL เร่อื ง งานและพลังงาน ทสี่ ร้างเปน็ ฉบบั ร่างแลว้ ไปใหผ้ เู้ ช่ียวชาญดา้ นเทคโนโลยีการศึกษา
ด้านภาษา และดา้ นการวิจัยหรอื การวดั ประเมนิ ผลดา้ นละ 1 คน รวมทั้งสิน้ จำนวน 3 คน ทำการประเมินความ
เหมาะสมดว้ ยแบบประเมนิ แต่ละข้อคำถาม(Item)ของแต่ละประเด็นทปี่ ระเมนิ ต้องมีค่าเฉล่ยี อย่างน้อย 3.50 จงึ จะ
ตดั สินวา่ ข้อคำถามท่ีประเมินมีความเหมาะสม

5. นำการพฒั นาทกั ษะการแกโ้ จทย์ปัญหา นักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนบ้านนาล้อม
โดยใช้เทคนคิ KWDL เรื่อง งานและพลังงาน ผา่ นการประเมนิ ดังกล่าวข้อ 4 มาแก้ไขปรับปรงุ ตามคำแนะนำของ
ผ้เู ชี่ยวชาญ

การหาคณุ ภาพการพัฒนาทักษะการแกโ้ จทยป์ ญั หา นักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรียนบา้ น
นาล้อม โดยใช้เทคนคิ KWDL เรอ่ื ง งานและพลังงาน ดังกล่าวข้อ 1 – 5 จัดเป็นการหาคณุ ภาพเชิงเหตุผล สำหรับ
การหาประสิทธภิ าพเชงิ ประจักษ์จะดำเนินการตามลำดบั ขนั้ ต้ังแต่ขนั้ ท่ี 6 ดังน้ี

6. จัดทำรปู เลม่ การพัฒนาทักษะการแกโ้ จทยป์ ัญหา นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน
บา้ นนาลอ้ ม โดยใชเ้ ทคนิคKWDL เร่อื ง งานและพลงั งาน

7. นำการพฒั นาทักษะการแกโ้ จทยป์ ญั หา นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นบ้านนาลอ้ ม
โดยใช้เทคนคิ KWDL เรื่อง งานและพลังงาน ท่ีจัดทำเป็นรปู เล่มแล้วมาทดลองใช้เพ่ือหาประสิทธิภาพเชงิ
ประจักษ์กับนักเรียนระดับช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 โรงเรยี นบ้านนาลอ้ ม ซ่ึงเปน็ คนละกลุ่มกับกลุ่มเป้าหมายการวิจัย
การหาประสทิ ธภิ าพจะใชว้ ิธีการเทยี บกบั เกณฑป์ ระสิทธิภาพ E /E =70/70 เมอ่ื

12

E1 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมท้ังหมดจากการทำกิจกรรม และการทดสอบย่อย
ระหวา่ งการทดลองใชก้ ารพฒั นาทักษะการแก้โจทย์ปัญหา นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนาลอ้ ม
โดยใช้เทคนคิ KWDL เร่ือง งานและพลงั งาน ซ่ึงเกณฑ์ประเมินผา่ นคือ ร้อยละ 70

E2 หมายถึง ร้อยละของคะแนนรวมทง้ั หมดจากการทำแบบทดสอบภายหลังส้นิ สุดการ
ทดลองใช้การพฒั นาทักษะการแก้โจทยป์ ัญหา นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นบ้านนาลอ้ ม โดยใชเ้ ทคนิค
KWDL เรอื่ ง งานและพลังงาน ซงึ่ เกณฑ์ประเมนิ ผา่ นคือ ร้อยละ 70

การตดั สนิ ประสิทธิภาพจากการทดลองใช้การพัฒนาทักษะการแกโ้ จทยป์ ญั หา นักเรียนชน้ั
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนบ้านนาลอ้ ม โดยใช้เทคนิคKWDL เรอ่ื ง งานและพลังงาน เมอื่ เทียบกบั เกณฑ์
ประสทิ ธภิ าพท่ีกำหนดขน้ึ วา่ ถ้าค่าร้อยละของคะแนนที่คำนวณของ E1= 70 ±2.55 แสดงว่า ประสทิ ธิภาพของ E1
เปน็ ไปตามเกณฑร์ อ้ ยละ 70 แต่ถา้ มากกว่า หรือน้อยกว่า 70 ±2.5 แสดงวา่ ประสิทธภิ าพของ E1 สงู กว่า หรือ

น้อยกวา่ เกณฑ์ทตี่ งั้ ต้องปรับนวัตกรรมให้เทา่ กับเกณฑ์ที่ต้ังคือ 70 ส่วนการตัดสนิ ประสิทธภิ าพของ E2 ทำ
เชน่ เดยี วกับ E1 และถา้ รอ้ ยละของคะแนนระหวา่ ง E1และ E2 ตา่ งกนั มากกว่าร้อยละ 5 แสดงวา่ ประสิทธภิ าพ
ของ การพัฒนาทักษะการแก้โจทยป์ ญั หา นักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรียนบา้ นนาล้อม โดยใช้เทคนคิ
KWDL เรื่อง งานและพลังงาน มปี ระสิทธิภาพไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ตอ้ งทำการปรับปรุงใหม่

8. จัดทำรปู เล่มการพัฒนาทักษะการแกโ้ จทย์ปญั หา นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรียน
บ้านนาล้อม โดยใชเ้ ทคนิคKWDL เร่ือง งานและพลังงาน พร้อมสำหรับการนำไปทดลองใช้กับนักเรยี นช้ัน
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรยี นบ้านนาลอ้ ม ซ่ึงเป็นกลุ่มท่ีเป้าหมายการวิจยั

ข้อตกลง เนอื่ งดว้ ยปัจจัยจำกัดบางประการคือ1) โรงเรยี นบา้ นนาล้อมเปน็ โรงเรียนขนาดเลก็ /
ขนาดกลางซึ่งสำหรับนักเรียนระดบั ชั้น มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 แล้วเปดิ การเรยี นการสอนเพียงชน้ั เรียนเดียวและมี
นักเรยี นจำนวนทง้ั สิ้น 28 คน หรือ 2) ขาดโรงเรียนท่ีมีบรบิ ทใกลเ้ คยี งกนั หรอื 3) ขาดความยนิ ยอมของ
โรงเรียนท่มี บี ริบทใกล้เคยี งกันทีจ่ ะให้ผู้วจิ ัยนำการพฒั นาทักษะการแกโ้ จทยป์ ญั หา นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนบ้านนาล้อม โดยใชเ้ ทคนิคKWDL เร่ือง งานและพลังงาน มาทดลองใชก้ ับนักเรยี นระดับชนั้ เดียวกันเพ่ือ
หาประสทิ ธิภาพเชิงประจักษ์ เงอื่ นไขของระยะเวลาและความแตกต่างของการจดั ทำหลักสตู รสถานศึกษา ดังนั้น
ด้วยปจั จัยจำกดั ดงั กลา่ ว จงึ สรา้ งข้อตกลงว่า การทำวจิ ยั คร้ังนี้ผู้วิจัยขอละเวน้ การหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์
ของการพฒั นาทักษะการแก้โจทย์ปัญหา นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นบา้ นนาลอ้ ม โดยใช้เทคนิค
KWDL เรื่อง งานและพลังงาน

2.1 เคร่อื งมือรวบรวมขอ้ มูลเครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมลู ประกอบด้วย
แบบทดสอบ แบบสอบถามความพึงพอใจ เครอ่ื งมอื แต่ละชนิดดงั กล่าว ดำเนนิ การสร้างและหาประสิทธิภาพทัง้
เชิงเหตผุ ลและเชิงประจักษ์ตามลำดบั ข้ัน ดังนี้

1. ทำการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวคดิ ทฤษฎี หลกั การ วธิ กี ารท่ี
เกยี่ วข้องกับการสร้างแบบทดสอบ แบบสอบถามความพงึ พอใจ เครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนดิ จะสร้างตาม
แนวคดิ ทฤษฎี หลักการ วิธกี ารตา่ ง ๆ ดงั น้ี

1.1 แบบทดสอบสร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ วิธีการทางการของเครื่องมือ
รวบรวมขอ้ มลู แตล่ ะชนิดจะสรา้ งตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ (ทศิ นา แขมมณ,ี 2543)

1.2 แบบสอบถามความพึงพอใจ สร้างตามแนวคิด ทฤษฎีของ หลักการ วิธีการ
เครอ่ื งมอื รวบรวมข้อมลู แต่ละชนิดจะสร้างตามแนวคิด ทฤษฎี หลักการ (ทิศนา แขมมณี, 2543)

2. สร้างฉบบั ร่าง(ยกร่าง)การพฒั นาทกั ษะการแกโ้ จทยป์ ัญหา นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรยี นบา้ นนาล้อม โดยใชเ้ ทคนิคKWDL เรื่อง งานและพลังงาน โดยอา้ งองิ ผลการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยท่ี
เก่ียวข้องดงั กล่าวข้อ 1 ก่อนหนา้

3. สร้างแบบประเมินค่าดรรชนีความสอดคล้อง (Index of Item –Objective
Congruence: IOC) เพอ่ื ใหผ้ ู้เชียวชาญทำการประเมนิ ค่าความเที่ยงตรงเชงิ เนื้อหา (Content Validity)
ของเครอื่ งมอื รวบรวมข้อมูลแตล่ ะชนิด

4. นำเคร่อื งมอื รวบรวมข้อมูลแต่ละชนิดทส่ี รา้ งเป็นฉบับร่างไปใหผ้ เู้ ชี่ยวชาญด้านภาษา
ดา้ นเทคโนโลยกี ารศึกษา และด้านการวจิ ัยหรือการวัดประเมินผลดา้ นละ 3 คน ทำการประเมนิ ความเทย่ี งตรงเชิง
เนือ้ หาดว้ ยแบบประเมิน IOC แต่ละข้อคำถาม(Item) ของแต่ละประเด็นที่ประเมินต้องมีคา่ เฉล่ยี อยา่ งน้อย 0.5
หรือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 2 ใน 3 คน เห็นวา่ มคี วามตรง จึงจะตัดสนิ ว่า ขอ้ คำถามนน้ั มคี วามเที่ยงตรง

5. นำเครือ่ งมอื รวบรวมข้อมลู แต่ละชนดิ ท่ผี ่านการประเมนิ ดงั กล่าวข้อ 4 มาแก้ไข
ปรับปรุงตามคำแนะนำของผูเ้ ชี่ยวชาญ

การหาคุณภาพเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลดังกล่าวข้อ 1 – 5 จัดเป็นการหาคุณภาพ เชงิ
เหตุผล สำหรบั การหาประสทิ ธภิ าพเชิงประจักษจ์ ะดำเนนิ การตามลำดบั ขั้นนับแตข่ ั้นที่ 6 ดังน้ี

6. จดั ทำรูปเลม่ เคร่ืองมือรวบรวมขอ้ มูลแต่ละชนิดที่ทำการแก้ไขแลว้
7. นำเครอื่ งมือรวบรวมข้อมลู แต่ละชนดิ ทจี่ ัดทำเปน็ รปู เล่มแล้วมาหาค่าความเชื่อมั่น
(Reliability) ซ่ึงเปน็ การหาประสิทธภิ าพเชิงประจักษ์ โดยทดลองใช้กบั นกั เรยี นระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2
โรงเรียนบ้านนาล้อม อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณโุ ลก ซงึ่ เป็นคนละกล่มุ กับกลุ่มท่ีเป็นเป้าหมายการวิจัย การ
หาคา่ ความเชอื่ ม่นั ใช้วธิ ีการหาค่าสัมประสิทธ์แิ อลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficienty) โดยมี
เกณฑ์ประเมนิ ผ่านทง้ั ฉบับที่ 0.7 ถา้ น้อยกว่าตอ้ งทำการปรับปรุงเครอ่ื งมอื ใหม่
8. ปรับปรุงเครือ่ งมอื รวบรวมขอ้ มูลแต่ละชนดิ หากพบว่าค่าสัมประสทิ ธแ์ิ อลฟาต่ำกว่า 0.7
9. ยกเว้นแบบทดสอบ จดั ทำรปู เลม่ เคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนดิ พร้อมสำหรบั การนำไป
ทดลองใชก้ ับนกั เรยี นระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรยี นบา้ นนาล้อมซง่ึ เป็นกล่มุ เป้าหมายการวจิ ัย
สำหรบั แบบทดสอบนน้ั เมื่อทำการประเมินความเท่ยี งตรงและความเช่ือม่นั แลว้ ก่อนนำไป
ทดลองใช้กับนกั เรียนระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรียนบา้ นนาลอ้ ม ซ่งึ เปน็ กลุ่มทีเ่ ป้าหมายการวิจยั ต้อง
ดำเนนิ การต่อจากข้อ 8 เพ่อื หาค่าความยากง่าย และค่าอำนาจ การจำแนกต่อดังนี้
10. นำแบทดสอบแตล่ ะข้อมาวิเคราะห์ความยากง่ายด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรปู ข้อ
คำถามทีด่ ีของแบบทดสอบประเภท 4 ตวั เลือกจะมีคา่ ความยากง่ายระหว่าง 0.20 – 0.80 (สมุ าลี จันทร์ชะลอ.
2542) ถา้ เป็นประเภทแบบถูก-ผิด จะมคี ่าความยากง่ายระหว่าง 0.60–0.95 (Nunnally.1967; อา้ งถึงใน เยาวดี
รางชยั กุลวิบูลย์ศร.ี 2552)
11. นำแบบทดสอบแต่ละข้อมาวิเคราะหค์ ่าอำนาจการจำแนกโดยใช้
ใช้โปรแกรมสำเรจ็ รูป SPSSแบบทดสอบท่ีมคี า่ อำนาจการจำแนกตง้ั 0.2 เปน็ แบบทดสอบที่สามารถใช้ได้
12. จัดทำรูปเลม่ ของแบบทดสอบ พรอ้ มสำหรับการนำไปทดลองใช้กับนักเรยี นระดบั
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 โรงเรียนบา้ นนาลอ้ ม ซ่งึ เปน็ กลุ่มเปา้ หมายการวิจัย
ข้อตกลง เน่อื งดว้ ยปจั จัยจำกัดบางประการเช่นเดียวกับดงั กลา่ วแล้วในหัวขอ้ “วธิ กี ารสรา้ งและ
หาคณุ ภาพของนวัตกรรม” จงึ สร้างขอ้ ตกลงวา่ การวิจัยครงั้ นจ้ี ะละเว้นการหาประสิทธภิ าพ เชิงประจักษ์ซึง่
ประกอบด้วย การหาคา่ ความเชื่อมัน่ ของเครื่องมือรวบรวมขอ้ มลู ทุกชนิด การหาค่าความยากงา่ ย และค่าอำนาจ
การจำแนกซง่ึ เฉพาะสำหรบั แบบทดสอบ
3. การดำเนินการรวบรวมข้อมูล
1. ทำหนังสอื ถึงคณบดคี ณะบดีคณะครุศาสตรเ์ พื่อร้องขอให้คณะครุศาสตร์ออกหนังสือราชการถงึ
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาล้อม อำเภอชาติตระการ จงั หวัดพิษณุโลก เพื่อขออนุญาตทีจ่ ะทดลองใช้การพฒั นา
ทกั ษะการแกโ้ จทย์ปญั หา นักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรยี นบา้ นนาล้อม โดยใช้เทคนคิ KWDL จดั กิจกรรม
การเรียนรูเ้ รือ่ งงานและพลังงาน กับนักเรียนระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2
2. ประชมุ ช้แี จง และสรา้ งข้อตกลงกบั นักเรยี นระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 อำเภอชาตติ ระการ จังหวัด
พิษณุโลก เกยี่ วการทดลองใช้การพฒั นาทกั ษะการแกโ้ จทย์ปญั หา นกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นบ้านนา
ล้อม โดยใชเ้ ทคนิคKWDL กจิ กรรมการเรียนรูเ้ ร่ืองงานและพลังงาน

3. จัดกิจกรรมการเรยี นรู้เรือ่ งงานและพลังงาน กับนักเรยี นระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 อำเภอชาติ
ตระการ จังหวัดพษิ ณโุ ลก โดยทดลองใช้การพัฒนาทักษะการแกโ้ จทยป์ ญั หา นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนบา้ นนาลอ้ ม โดยใชเ้ ทคนิคKWDL เรื่องงานและพลังงาน

4. ทำการวัดและประเมนิ ผลการเรียนรูข้ องนักเรียนระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 อำเภอชาติตระการ
จงั หวดั พิษณุโลก ภายหลงั การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เร่อื งงานและพลังงาน โดยทดลองใช้การพัฒนาทักษะการแก้
โจทย์ปญั หา นกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรยี นบา้ นนาล้อม โดยใชเ้ ทคนคิ KWDL เรอ่ื งงานและพลังงาน

5. ใหน้ ักเรียนระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 อำเภอชาตติ ระการ จงั หวดั พษิ ณุโลก ตอบแบบสอบถามวดั
ระดบั ความพงึ พอใจจากการจัดกจิ กรรมการเรียนรเู้ ร่อื งงานและพลงั งาน โดยทดลองใช้การพฒั นาทักษะการแก้
โจทย์ปญั หา นกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรียนบา้ นนาลอ้ ม โดยใช้เทคนิคKWDL เรือ่ งงานและพลงั งาน

4. การวเิ คราะหข์ ้อมูล
4.1 การวเิ คราะห์ข้อมลู เพอื่ หาคุณภาพและประสทิ ธิภาพของเคร่อื งมือการวจิ ัย
1.ความเหมาะสมของนวตั กรรมทส่ี ร้างหรือพัฒนาต่อยอด วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลีย่ และ ส่วน

เบ่ียงเบนมาตรฐาน วธิ กี ารวเิ คราะห์ใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเร็จรูป
2. ประสิทธภิ าพเชงิ ประจักษ์ของนวัตกรรมท่ีสรา้ งหรอื พัฒนาต่อยอด วิเคราะหด์ ว้ ยเกณฑ์

ประสทิ ธิภาพ E1/E2 วธิ กี ารวเิ คราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเร็จรปู
3. ความเทีย่ งตรงเชงิ เน้ือหาของเคร่ืองมือรวบรวมข้อมลู แตล่ ะชนิด วิเคราะห์ด้วยค่าดรรชนีความ

สอดคล้องหรือ IOC วิธกี ารวเิ คราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเรจ็ รูป
4. ความเชื่อม่ันของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลแต่ละชนิด วิเคราะห์ด้วยคา่ สัมประสิทธ์แิ อลฟา

ของครอนบาค วิธีการวิเคราะหใ์ ชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำเร็จรูป
5. ความยากงา่ ยของแบบทดสอบแตล่ ะข้อ วธิ ีการวิเคราะห์ใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเรจ็ รูป
6.ค่าอำนาจการจำแนกของแบบทดสอบแต่ละข้อวธิ ีการวิเคราะห์ใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์

สำเรจ็ รปู
4.2 การวเิ คราะห์ขอ้ มูลการวิจัย
1. ผลการเรยี นรู้ของนักเรียน วเิ คราะหด์ ว้ ยค่าคะแนนเฉลย่ี และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
2. ระดับผลการเรยี นรู้ของนักเรียน วิเคราะห์โดยการเปรียบเทยี บกับระดับผลการเรียนรู้ตาม

เกณฑ์ของ สพฐ.
3. ผลการทดลองใช้การพฒั นาทักษะการแก้โจทยป์ ัญหา นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

โรงเรียนบ้านนาลอ้ ม โดยใช้เทคนคิ KWDL เรื่องงานและพลงั งาน วเิ คราะห์ดว้ ยวิธกี ารทางสถิติ One -Sample t
Test ท่ีระดบั นัยสำคัญทางสถิติที่ α 0.05 หรือที่ระดับความเช่ือมั่น 95% วิธีการวเิ คราะห์ใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอร์
สำเร็จรูป

4. ระดับความพึงพอใจ วเิ คราะห์ดว้ ยคา่ เฉลย่ี และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน วธิ กี ารวเิ คราะหใ์ ช้
โปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำเร็จรูป

5. เกณฑป์ ระเมนิ ระดบั ความพึงพอใจของนักเรียน วเิ คราะห์ด้วยชว่ งระดบั คา่ เฉล่ีย

ภาคผนวก
วิธกี ารทางสถติ ิและสตู รคำนวณเพ่ือวิเคราะห์คุณภาพเคร่ืองมือการวิจัย

1. ระดบั คา่ เฉล่ยี

เมือ่ = ระดบั คา่ เฉล่ยี ของค่าทท่ี ำการวดั
= ผลรวมท้ังหมดจากคา่ ทีท่ ำการวัด

= จำนวนท้ังหมดของตวั แปร(หน่วย)ท่ีทำการวดั
การแปลความหมายระดับคา่ เฉล่ีย เม่ือโดยใชเ้ กณฑ์ของบญุ ชม ศรีสะอาด(2545) เป็นดงั นี้

คา่ เฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถงึ สงิ่ ท่ีต้องการวัดมรี ะดับมากสดุ
ค่าเฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายถงึ สง่ิ ทีต่ ้องการวดั มรี ะดับมาก
ค่าเฉลย่ี 2.51 - 3.50 หมายถึง สง่ิ ท่ตี อ้ งการวดั มีระดับปานกลาง
คา่ เฉลย่ี 1.51 - 2.50 หมายถึง สิ่งทต่ี ้องการวัดมรี ะดับคอ่ นข้างนอ้ ย
คา่ เฉลย่ี 1.00 - 1.50 หมายถึง สง่ิ ท่ีต้องการวัดมีระดับนอ้ ยสดุ
2. สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ใชว้ ิเคราะหข์ อ้ มลู ควบคูก่ บั ค่าเฉล่ยี เพ่ือดูการกระจายตวั ของข้อมูลจากคา่ เฉลี่ย หากตัวแปรแตล่ ะ
ตัวมีคา่ แตกต่างกันน้อยหรือใกลเ้ คยี งกบั คา่ เฉลย่ี สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานจะมีค่าน้อยหรอื มีคา่ เขา้ ใกล้ 0 แต่ถ้า
หากข้อมูลแต่ละตัวมีคา่ แตกต่างกันมากหรือแตกต่างจากคา่ เฉล่ยี มาก สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานจะมีค่ามากหรือมี
ค่าหา่ งจาก 0 การเขยี นอาจใช้สัญลกั ษณ์ ± ควบค่คู ่าเฉล่ยี เชน่ 4.86±0.07 หมายความวา่ ประเดน็ ขอ้ มูลทที่ ำ
การวิเคราะห์มคี ่าเฉลย่ี 4.86 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานของข้อมลู -0.07 หรือ +0.07 เป็นตน้ การหาค่าเฉล่ยี
คำนวณจากสตู ร ดงั นี้

หรอื

เมอื่ คา่ สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
ค่าตัวแปร(ข้อมูล)แต่ละตัวต้งั แต่ ……………..
จำนวนตวั แปร(ขอ้ มลู ) ท้ังหมด

สูตรการคำนวณหาคา่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานดังกล่าวก่อนหน้า ใช้เมื่อข้อมูลไม่มกี ารแจกแจง
ความถ่ีซ่ึงสว่ นใหญง่ านวจิ ัยในชัน้ เรียนใชว้ ิธกี ารนี้ แต่ถา้ ข้อมูลมีการแจกแจงความถ่ี สตู รการคำนวณหาค่าสว่ น
เบย่ี งเบนมาตรฐานจะใชส้ ูตรอ่ืน และไม่ขอนำมากลา่ วในทีน่ ้ี

หมายเหตุ
ทัง้ ระดับค่าเฉลี่ยและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานนยิ มทำการวิเคราะหโ์ ดยใช้โปแกรมสำเร็จรปู ดังน้ัน
ใน การเขียนโครงร่างงานวิจยั ในชั้นเรียนอาจเขียนว่า วิเคราะหโ์ ดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเรจ็ รูป
3. คา่ ดรรชนคี วามสอดคลอ้ ง (Item –Objective Congruence Index: IOC)

เมือ่ = คา่ ดรรชนีความสอดคล้องของแตล่ ะข้อคำถามข้อท่ที ำการประเมิน
= จำนวนคะแนนรวมของแตล่ ะขอ้ คำถามจากผูป้ ระเมนิ ทุกคน
= จำนวนผู้ประเมินทง้ั หมดของแตล่ ะขอ้ คำถาม

แตล่ ะข้อคำถามของแบประเมินมีคะแนน 3 ระดับ คือ คะแนน - 1 แนใ่ จวา่ ข้อคำถามที่
ต้องการวัดไมต่ รงกับสิ่งทตี่ ้องการวดั คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่า ขอ้ คำถามท่ตี ้องการวัดตรงกับสิ่งท่ตี ้องการ
วดั และคะแนน + 1 แนใ่ จวา่ ข้อคำถามที่ต้องการวัดตรงกับส่ิงทตี่ ้องการวัด ขอ้ คำถามแต่ละขอ้ ตอ้ งมรี ะดบั
คะแนนเฉลี่ยต้ังแต่ 0.50 จงึ ถือวา่ ขอ้ คำถามนัน้ วัดตรงกับสิ่งทีต่ อ้ งการวัด (กรมวชิ าการ. 2545)

4. คา่ สมั ประสิทธ์ิอลั ฟ่าของครอนบาช (Cronbach’s α Coefficent)

เมื่อ Cronbach’s α Coefficent
จำนวนข้อคำถาม
ผลรวมความแปรปรวนของคะแนนแต่ละข้อ
ความแปรปรวนของคะแนนรวม

เกณฑ์กำหนดความเช่อื มนั่ ทย่ี อมรบั คือ ตอ้ งมีค่าสมั ประสิทธ์ิแอลฟาอยา่ งน้อย .70
5. เกณฑป์ ระสทิ ธิภาพของนวัตกรรม (E1/E2)

เมื่อ E1 เปน็ ร้อยละของคะแนนเฉลีย่ ของคะแนนทั้งหมดทเี่ กบ็ จากการทำกิจกรรมตา่ ง ๆ
ระหว่างการทดลองใชน้ วัตกรรม ซ่ึงคำนวณจากสูตร

เมื่อ
ประสิทธิภาพของการจดั การเรียนรู้ระหว่างการทดลองใช้นวัตกรรม
จำนวนคะแนนเฉลีย่ ระหวา่ งของผเู้ รยี นจำนวนท้ังหมดระหวา่ งการทดลองใชน้ วตั กรรม
จำนวนผูเ้ รียนทง้ั หมดที่ใชท้ ดลองหาประสทิ ธภิ าพ

และ E2 เปน็ ร้อยละของคะแนนเฉลีย่ ของคะแนนทง้ั หมดจากการวัดผลผลการเรยี นรทู้ งั้ หมด
ภายหลังส้นิ สดุ การการทดลองใชน่ วัตกรรม ซ่งึ คำนวณจากสูตร

เม่ือ
ประสทิ ธภิ าพการเรยี นรูภ้ ายหลังการทดลองใช้นวตั กรรม
จำนวนคะแนนเฉล่ียของผ้เู รียนจำนวนท้ังหมดภายหลงั การทดลองใชน้ วตั กรรม
จำนวนผเู้ รียนทง้ั หมดทใี่ ชท้ ดลองหาประสทิ ธภิ าพนวัตกรรม

เกณฑ์การตดั สนิ ถา้ คา่ รอ้ ยละของคะแนนทค่ี ำนวณของ E1 สูงกวา่ หรือต่ำกวา่ เกณฑท์ ี่ตั้ง ±2.5 แสดงวา่
ประสทิ ธภิ าพของ E1 เป็นไปตามเกณฑ์ แตถ่ ้ามากกวา่ หรือนอ้ ยกวา่ เกณฑ์ท่ีตง้ั ±2.5 แสดงวา่ ประสิทธิภาพของ
E1 สงู กว่า หรอื น้อยกวา่ เกณฑ์ ต้องปรับนวตั กรรมใหเ้ ท่ากับเกณฑ์ทีต่ ั้ง การตัดสนิ ประสิทธภิ าพของ E2 ทำ
เช่นเดยี วกับ E1 (ฉลองชยั สุรวฒั นบูรณ.์ 2528) และถ้าร้อยละของคะแนนระหว่าง E1และ E2 ต่างกันมากกวา่
รอ้ ยละ 5 แสดงว่าประสิทธภิ าพของ การพฒั นาทักษะการแก้โจทยป์ ญั หา นกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรียน
บา้ นนาล้อม โดยใชเ้ ทคนิคKWDL เร่อื ง งานและพลังงาน ไมเ่ ปน็ ไปตามเกณฑท์ ก่ี ำหนด

6. ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ
ดำเนนิ ตามการลำดับข้นั ดงั น้ี
1. ตรวจให้คะแนนแบบทดสอบทั้งหมดแลว้ เรียงลำดบั กระดาษคำตอบจากระดบั คะแนนสูงสุดถึง

ระดบั คะแนนตำ่ สดุ
2. แบ่งกระดาษเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเรยี กว่า กลุ่มคะแนนสูง (Ph) โดยนบั จากระดับคะแนนสูงสดุ

ลงมารอ้ ยละ 27 ของจำนวนกระดาษคำตอบทั้งหมด สว่ นกลุ่มหลังเรียกวา่ กลุ่มคะแนนต่ำ (Pl) โดยนับจากระดบั
คะแนนต่ำสดุ ข้นึ มาร้อยละ 27 ของจำนวนกระดาษคำตอบทง้ั หมด (จำนวนอาจเป็นอยา่ งอื่น

3. แต่ละข้อของแบบทดสอบ นับจำนวนคนทต่ี อบถกู ท้งั กลมุ่ คะแนนสงู และ กลุ ่มคะแนนตำ่

4. หาคา่ อำนาจจำแนกของแบบทดสอบแตล่ ะข้อโดยใช้สูตรตามแนวคิดของบญุ ชม ศรสี ะอาด
(2532)

เมอ่ื
คา่ อำนาจการจำแนกของแบบทดสอบแตล่ ะข้อ
กลุม่ คะแนนสูง

กลุ่มคะแนนต่ำ

เกณฑ์การแปลความหมายค่าอำนาจการจำแนกของแบบทดสอบแตล่ ะข้อ

คา่ อำนาจจำแนก (r) แปลความหมาย
0.60 – 1.00 อำนาจจำแนกดีมาก
0.40 – 0.59 อำนาจจำแนกดี
0.20 – 0.39 อำนาจจำแนกพอใช้
0.10 – 0.19 อำนาจจำแนกตำ่ (ปรับปรงุ /ตัดทิ้ง)
-1.00 -0.90 อำนาจจำแนกตำ่ มาก (ปรบั ปรงุ /ตดั ท้ิง)

ขอ้ แบบทดสอบแตล่ ะขอ้ ท่ดี ีควรมอี ำนาจอย่างนอ้ ยตั้งแต่ 0.20
7. คา่ ความยากง่าย

1. ดำเนินการเช่นเดยี วกับการหาค่าอำนาจจำแนกแบบทดสอบแต่ละข้อ
2. คำนวณหาความยากง่ายของแบบทดสอบแตล่ ะขอ้ จากสตู ร

เม่อื
ความยากง่ายของแบบทดสอบแต่ละขอ้

จำนวนผทู้ ่ีตอบถูกในกลมุ่ คะแนนสูง
จำนวนผู้ที่ตอบถกู ในกลุ่มคะแนนต่ำ
จำนวนท้งั หมดของผู้อยู่ในกลมุ่ คะแนนสงู และ กลุ่มคะแนนต่ำ

พวงรตั น์ ทวีรตั น์.(2540) เสนอสตู รคำนวณค่าความยากงา่ ยของแบบทดสอบแต่ละขอ้
ดงั นี้

เมื่อ
คา่ ความยาหงา่ ยของแบบทดสอบแต่ละข้อ

จำนวนผทู้ ต่ี อบถกู ของแบบทดสอบแตล่ ะข้อ

จำนวนทงั้ หมดของผูท้ ี่ตอบแบบทดสอบแต่ละขอ้

เกณฑก์ ารแปลความหมายคา่ ความยากงา่ ยของแบบทดสอบแตล่ ะขอ้

ความยาก-งา่ ยของแบบทดสอบ (P) แปลความหมาย
0.81 - 1.00 งา่ ยมาก ควรปรบั ปรุง/ตดั ทง้ิ
0.60 – 0.80 คอ่ นข้างดี (ด)ี
0.40 – 0.59 ยากพอเหมาะ (ดีมาก)
0.20 – 0.39 คอ่ นขา้ งยาก(ด)ี
0.00 – 0.19 ยากมาก (ปรับปรงุ /ตดั ทง้ิ )

ข้อแบบทดสอบแต่ละขอ้ ทีด่ สี ำหรบั ท่มี ี 4 ตัวเลอื กควรมีค่าความยากงา่ ยระหวา่ ง 0.20 – 0.80
แต่ถา้ เปน็ แบบทดสอบแบบ ถูก – ผิด ควรมคี ่าความยากง่ายระหว่าง 0.60 – 0.70

วิธีการทางสถิติและสูตรคำนวณเพ่ือวเิ คราะห์ข้อมูลการวจิ ัย
1. การวเิ คราะหผ์ ลการพัฒนาด้วยระดบั คา่ เฉล่ียและสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
วเิ คราะห์โดยการเปรียบเทยี บผลการพฒั นาหรือแก้ปัญหาของผู้เรียนด้วยระดับคา่ เฉลีย่ และสว่ น

เบีย่ งเบนมาตรฐานระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคและวธิ ีการสอนแบบเดิม(ของครูพ่ีเลีย้ ง) กับ ผล
การเรียนร้จู ากการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ด้วยนวตั กรรมทีจ่ ัดทำข้ึน ความแตกต่างของผลการเปรยี บเทยี บโดย
วิธีการดงั กลา่ วระบุเฉพาะวา่ กลุ่มตวั อย่างทัง้ 2 กลุ่มมีผลการเรยี นรแู้ ตกตา่ งกนั อย่างไร แต่ไม่สามารถอ้างองิ
ประชากรได้ สตู รการคำนวณหาคา่ เฉลี่ยและสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานกลา่ วแลว้ ในหวั ขอ้ วิธกี ารทางสถติ ิและสตู ร
คำนวณเพ่ือวเิ คราะห์คณุ ภาพเครื่องมอื การวจิ ยั

2. การวิเคราะห์ผลการพฒั นาด้วยวิธีการทางสถิตแิ บบอา้ งอิง
วิเคราะหโ์ ดยการเปรยี บเทียบผลการพฒั นาหรือแก้ปัญหาของผูเ้ รียนด้วยโดยใช้สถติ ิอ้างองิ ระหวา่ ง

การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใชเ้ ทคนิคและวธิ ีการสอนแบบเดิม (ของครูพ่เี ลี้ยง) กับ ผลการเรยี นรู้จากการจัด
กจิ กรรมการเรียนรู้ดว้ ยนวัตกรรมทจี่ ัดทำขึ้น ความแตกต่างของผลการเปรยี บเทียบโดยวิธกี ารดงั กลา่ วสามารถ
อา้ งอิงผลการเปรียบเทียบมายงั ประชากร นน่ั คือ ผลการพัฒนาทีเ่ กดิ ข้นึ กบั กลมุ่ ตวั เปน็ อยา่ งใด เม่ือนำนวัตกรรม
ไปใชก้ ับประชากร ผลน้ันย่องเกิดข้นึ กบั ประชากรดว้ ย

เน่อื งจากงานวิจัยในช้ันเรียนเปน็ การเปรยี บเทียบผลการพัฒนาระหวา่ งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ดังกล่าวย่อหน้ากอ่ น กลุ่มตัวอย่างท้ัง 2 กลมุ่ ต่างมาจากประชากรทเี่ ป็นอิสระต่อกัน ดังนั้น วิธีการทางสถติ อิ ้างอิง
เพื่อเปรยี บเทยี บความแตกต่างผลการพัฒนาระหว่างตวั อยา่ งทง้ั สองกลุม่ จงึ ใช้ Independent t-Test

สว่ นวิธกี ารวเิ คราะห์ข้อมลู นน้ั แนะนำให้ใชโ้ ปแกรมสำเร็จรปู จะสะดวกกวา่ ส่วนค่าระดบั นัยสำคญั ทางสถิติทจ่ี ะ
ยอมรบั หรือปฏิเสธความแตกตา่ งผลการพฒั นาหรือการแก้ปัญหาจากการใช้เทคนิคและวิธกี ารสอนแบบเดมิ กับ

การใช้นวตั กรรมน้นั สว่ นใหญ่กำหนดท่ี α 0.05 หรอื ท่รี ะดับความเชื่อมนั่ 95%

การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล

นำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูลดว้ ยตาราง พร้อมท้ังบรรยายเปน็ ความเรยี งประกอบ

เอกสารอา้ งองิ

วรี ะศกั ดิ์ เลิศโสภา. (2544). ผลการใช้เทคนคิ การสอน K-W-D-L ท่มี ตี ่อผลสมั ฤทธิ์ในการแก้โจทย์ปญั หา
คณติ ศาสตร์ ของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4. วิทยานิพนธป์ รญิ ญามหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย:
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .

นรนิ ชณ์ ฏัฐ์ ตระหงา่ น และอัญชลี ทองเอม. (2563). การศึกษาการใช้KWDL เพื่อการแก้โจทยป์ ญั หาวิชาฟิสิกส์
เรอื่ งไฟฟา้ และแมเ่ หล็ก กบั นักเรียนระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 5 โรงเรยี นโรงเรียนราชวินิตบางเขน.
วทิ ยานพิ นธ์หลกัสูตร. บณั ฑิตวทิ ยาลัย:มหาวิทยาลัยธรุ กิจบัณฑติ ย์.

วุฒนิ ันท์ คําดอ่ นและดจุ เดือน ไชยพชิ ติ . (2564). การพัฒนาทักษะการแกป้ ญั หาและผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นใน
รายวชิ า ฟสิ กิ ส์เรอ่ื ง สมดุลกล โดยใช้การจดั การเรยี นรู้ด้วยเทคนิคการสอนแบบ KWDLรว่ มกบั แผนผัง
ความคดิ สาํ หรบั นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4. วิทยานพิ นธ์หลกัสูตร. บณั ฑติ วิทยาลยั :มหาวิทยาลัยภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื

นริ นั ดร์ แสงกหุ ลาบ. (2547). การเปรยี บเทยี บผลการเรียนรู้ เรอ่ื ง โจทยป์ ญั หาทศนยิ มและร้อยละ ของนักเรียน
ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5ทจี่ ัดการเรียนรู้ ดว้ ยเทคนคิ K-W-D-Lและตามแนว สสวท.วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญา
มหาบัณฑติ . บณั ฑิตวิทยาลยั :มหาวิทยาลัยศลิ ปากร

ปรยี าณ์ภัสนากร สมุ มาตย์ และนงลักษณ์ วิริยะพงษ.์ (2563) การพัฒนากจิ กรรมขณะรู้คณติ ศาสตรโ์ ดยใช้เทคนคิ
KWDL เพอ่ื สง่ เสริมความสามารถในการแกป้ ัญหาทางคณิตศาสตรแ์ ละผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น เรือ่ ง
โจทย์ปัญหารอ้ ยละ. วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญามหาบัณฑติ . บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.


Click to View FlipBook Version