The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชาศิลปศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebooknayok, 2020-12-12 11:23:46

ศิลปศึกษา

วิชาศิลปศึกษา

Keywords: ศิลปศึกษา

ใบความรู้ท่ี 1
ใบความรู้ เร่ือง จุด เส้น สี แสง เงา รูปร่าง และรูปทรงทีใ่ ช้ในทัศนศิลป์ ไทย

จดุ ...................................................................
คือ องคป์ ระกอบท่ีเล็กท่ีสุด จุดเป็นส่ิงท่ีบอกตำแหน่งและทิศทำงได้ กำรนำจุดมำเรียงต่อกนั ให้เป็ น
เสน้ กำรรวมกนั ของจุดจะเกิดน้ำหนกั ที่ใหป้ ริมำตรแก่รูปทรง เป็นตน้
เส้น
หมำยถึง จุดหลำย ๆ จุดท่ีเรียงชิดติดกนั เป็นแนวยำว กำรลำกเสน้ จำกจุดหน่ึงไปยงั จุดหน่ึงในทิศทำงที่
แตกต่ำงกนั จะเป็นทิศมมุ 45 องศำ 90 องศำ 180 องศำ หรือมุมใด ๆ กำรสลบั ทิศทำงของเสน้ ที่ลำกทำให้เกิด
เป็นลกั ษณะตำ่ ง ๆ
เสน้ เป็นองคป์ ระกอบพ้ืนฐำนท่ีสำคญั ในกำรสร้ำงสรรค์ เส้นสำมำรถแสดงใหเ้ กิดควำมหมำยของภำพ
และให้ควำมรู้สึกไดต้ ำมลกั ษณะของเส้น เส้นที่เป็ นพ้ืนฐำน ไดแ้ ก่ เส้นตรงและเส้นโคง้ จำกเส้นตรงและ
เสน้ โคง้ สำมำรถนำมำสร้ำงใหเ้ กิดเป็นเสน้ ใหม่ท่ีใหค้ วำมรู้สึกที่แตกต่ำงกนั ออกไปได้ ดงั น้ี
เส้นตรงแนวต้งั ใหค้ วำมรู้สึกแขง็ แรง สูงเด่น สงำ่ งำม น่ำเกรงขำม

เส้นตรงแนวนอน ใหค้ วำมรู้สึกสงบรำบเรียบ กวำ้ งขวำง กำรพกั ผอ่ น หยดุ นิ่ง

เส้นตรงแนวเฉียง ใหค้ วำมรู้สึกไม่ปลอดภยั กำรลม้ ไม่หยดุ น่ิง

เส้นตัดกนั ใหค้ วำมรู้สึกประสำนกนั แขง็ แรง
เส้นโค้ง ใหค้ วำมรู้สึกอ่อนโยนนุ่มนวล
เส้นคด ใหค้ วำมรู้สึกเคล่ือนไหวไหลเลื่อน ร่ำเริง ต่อเน่ือง
เส้นประ ใหค้ วำมรู้สึกขำดหำย ลึกลบั ไมส่ มบรูณ์ แสดงส่วนท่ีมองไมเ่ ห็น
เส้นขด ใหค้ วำมรู้สึกหมนุ เวียนมึนงง

เส้นหยัก ใหค้ วำมรู้สึกขดั แยง้ น่ำกลวั ตื่นเตน้ แปลกตำ

นกั ออกแบบนำเอำควำมรู้สึกที่มีต่อเส้นท่ีแตกตำ่ งกนั มำใชใ้ นงำนศิลปะประยกุ ต์ โดยใชเ้ สน้ มำเปล่ียน

รูปร่ำงของตวั อกั ษร เพอ่ื ให้เกิดควำมรู้สึกเคลื่อนไหวและทำใหส้ ่ือควำมหมำยไดด้ ียง่ิ ข้ึน

สี คือ สีที่นำมำผสมกนั แลว้ ทำใหเ้ กิดสีใหม่ ท่ีมีลกั ษณะแตกต่ำงไปจำกสีเดิม แมส่ ีมีอยู่ 2 ชนิด คือ

1. แม่สีของแสง เกิดจำกกำรหักเหของแสงผ่ำนแท่งแก้วปริซึม มี 7 สี คือ ม่วง ครำม น้ำเงิน เขียว

เหลือง แสดแดง ส่วนสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน อยู่ในรูปของแสงรังสี ซ่ึงเป็ นพลังงำนชนิดเดียวท่ีมีสี

คุณสมบตั ิของแสงสำมำรถนำมำใชใ้ นกำรถำ่ ยภำพ ภำพโทรทศั น์ กำรจดั แสงสีในกำรแสดงตำ่ ง ๆ เป็นตน้

2. แม่สีวัตถุธาตุ เป็ นสีที่ไดม้ ำจำกธรรมชำติ และจำกกำรสังเครำะห์โดยกระบวนกำรทำงเคมี มี 3 สี

คือ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน แม่สีวตั ถุธำตุเป็นแม่สีที่นำมำใชง้ ำนกนั อยำ่ งกวำ้ งขวำง ในวงกำร

ศิลปะ วงกำรอุตสำหกรรม ฯลฯ แม่สีวตั ถุธำตุ เมื่อนำมำผสมกนั ตำมหลกั เกณฑ์ จะทำให้เกิด

วงจรสี ซ่ึงเป็น วงสีธรรมชำติเกิดจำกกำรผสมกนั ของแม่สีวตั ถุธำตุ เป็นสีหลกั ท่ีใชง้ ำนทว่ั ไป

ในวงจรสี จะแสดงสิ่งต่ำง ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี

วงจรสี ( Color Circle)

สีข้นั ที่ 1 คือ แมส่ ี ไดแ้ ก่ สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน
สีข้นั ท่ี 2 คือ สีที่เกิดจำกสีข้นั ที่ 1 หรือแมส่ ีผสมกนั ในอตั รำส่วนท่ีเทำ่ กนั จะทำใหเ้ กิดสีใหม่ 3 สี ไดแ้ ก่

สีแดง ผสมกบั สีเหลือง ได้ สีสม้
สีแดง ผสมกบั สีน้ำเงิน ได้ สีมว่ ง

สีเหลือง ผสมกบั สีน้ำเงิน ได้ สีเขียว
สีข้นั ที่ 3 คือ สีที่เกิดจำกสีข้นั ท่ี 1 ผสมกบั สีข้นั ที่ 2 ในอตั รำส่วนท่ีเท่ำกนั จะไดส้ ีอ่ืน ๆ อีก 6 สี คือ

สีแดง ผสมกบั สีสม้ ได้ สีส้มแดง
สีแดง ผสมกบั สีมว่ ง ได้ สีมว่ งแดง
สีเหลือง ผสมกบั สีเขยี ว ได้ สีเขียวเหลือง
สีน้ำเงิน ผสมกบั สีเขยี ว ได้ สีเขยี วน้ำเงิน
สีน้ำเงิน ผสมกบั สีม่วง ได้ สีมว่ งน้ำเงิน
สีเหลือง ผสมกบั สีส้ม ได้ สีสม้ เหลือง

วรรณะของสี คือสีที่ใหค้ วำมรู้สึกร้อน-เยน็ ในวงจรสีจะมีสีร้อน 7 สี และสีเยน็ 7 สี โดยจะมีสีมว่ งกบั
สีเหลือง ซ่ึงเป็นไดท้ ้งั สองวรรณะ

สีตรงข้าม หรือสีตดั กนั หรือสีคปู่ ฏิปักษ์ เป็นสีท่ีมีค่ำควำมเขม้ ของสี ตดั กนั อยำ่ งรุนแรง ในทำงปฏิบตั ิ
ไม่นิยมนำมำใชร้ ่วมกนั เพรำะจะทำให้แต่ละสีไม่สดใสเท่ำท่ีควร กำรนำสีตรงขำ้ มกนั มำใช้ร่วมกนั อำจ
กระทำไดด้ งั น้ี

1. มีพ้ืนที่ของสีหน่ึงมำก อีกสีหน่ึงนอ้ ย
2. ผสมสีอ่ืนๆ ลงไปในสีใดสีหน่ึง หรือท้งั สองสี
3. ผสมสีตรงขำ้ มลงไปในสีท้งั สองสี
สีกลาง คือ สีที่เข้ำได้กับสีทุกสี สีกลำงในวงจรสี มี 2 สี คือ สีน้ำตำล กับ สีเทำ สีน้ำตำล เกิดจำก
สีตรงขำ้ มกนั ในวงจรสีผสมกนั ในอตั รำส่วนท่ีเทำ่ กนั สีน้ำตำลมีคณุ สมบตั ิสำคญั คือ ใชผ้ สมกบั สีอื่นแลว้ จะ
ทำใหส้ ีน้นั ๆ เขม้ ข้ึนโดยไม่เปลี่ยนแปลงค่ำสี ถำ้ ผสมมำก ๆ เขำ้ ก็จะกลำยเป็นสีน้ำตำล สีเทำ เกิดจำกสีทกุ สี
ๆวงจรสีผสมกัน ในอตั รำส่วนเท่ำกัน สีเทำ มีคุณสมบตั ิที่สำคญั คือ ใช้ผสมกับสีอื่น ๆ แลว้ จะทำให้ มืด
หม่นทฤษฎีสีดงั กลำ่ วมีผลให้เรำสำมำรถนำมำใชเ้ ป็นหลกั ในกำรเลือกสรรสีสำหรับงำนสร้ำงสรรค์ ของเรำ
ไดซ้ ่ึง งำนออกแบบไมไ่ ดถ้ กู จำกดั ดว้ ยกรอบควำมคดิ ของทฤษฎีตำมหลกั วิชำกำรเท่ำน้นั แต่เรำสำมำรถ คิด
นอกกรอบแห่งทฤษฎีน้นั ๆ

คุณลกั ษณะของสีมี 3 ประการ คือ

1. สีแท้ หมำยถึง สีท่ีอยูใ่ นวงจรสีธรรมชำติ ท้งั 12 สี ท่ีเรำเห็นอยู่ทุกวนั น้ีแบ่งเป็น 2 วรรณะ โดยแบ่ง
วงจรสีออกเป็น 2 ส่วน จำกสีเหลืองวนไปถึงสีมว่ ง คือ

1.1 สีร้อน ให้ควำมรู้สึกรุนแรง ร้อน ตื่นเตน้ ประกอบดว้ ย สีเหลือง สีเหลืองส้ม สีส้ม สีแดงส้ม สี
แดง สีมว่ งแดง สีมว่ ง

1.2 สีเยน็ ใหค้ วำมรู้สึกเยน็ สงบ สบำยตำ ประกอบดว้ ย สีเหลือง สีเขยี วเหลือง สีเขยี ว สีเขียวน้ำเงิน
สีน้ำเงิน สีม่วงน้ำเงิน สีม่วง

เรำจะเห็นวำ่ สีเหลือง และสีม่วง เป็นสีที่อยไู่ ดท้ ้งั 2 วรรณะ คือ เป็นไดท้ ้งั สีร้อน และสีเยน็

2. ความจัดของสี หมำยถึง ควำมสด หรือควำมบริสุทธ์ิของสีใดสีหน่ึง สีท่ีถูกผสมดว้ ย สีดำจนหม่น

ลง

ควำมจดั หรือควำมบริสุทธ์ิจะลดลง ควำมจดั ของสีจะเรียงลำดบั จำกจดั ท่ีสุด ไปจนหมน่ ท่ีสุด

3. น้าหนักของสี หมำยถึง สีท่ีสดใส สีกลำง สีทึบของสีแต่ละสี สีทุกสีจะมีน้ำหนักในตวั เอง ถำ้ เรำ

ผสม สีขำวเขำ้ ไปในสีใดสีหน่ึง สีน้นั จะสวำ่ งข้นึ หรือมีน้ำหนกั อ่อนลงถำ้ เพิ่มสีขำวเขำ้ ไปทีละนอ้ ยๆ

ตำมลำดบั เรำจะไดน้ ้ำหนกั ของสีที่เรียงลำดบั จำกแก่สุด ไปจนถึงอ่อนสุด น้ำหนกั ออ่ นแก่ของสีที่

ได้ เกิดจำกกำรผสมด้วยสีขำว เทำ และดำ น้ำหนักของสีจะลดลงดว้ ยกำรใช้สีขำวผสม ซ่ึงจะทำให้ เกิด

ควำมรู้สึกนุ่มนวล อ่อนหวำน สบำยตำเรำสำมำรถเปรียบเทียบระหว่ำงภำพสีกบั ภำพขำวดำไดอ้ ย่ำงชดั เจน

เมื่อนำภำพสีท่ีเรำเห็นวำ่ มีสีแดง อยหู่ ลำยคำ่ ท้งั ออ่ น กลำง แก่ ไปถำ่ ยเอกสำรขำว - ดำ เมื่อนำมำดูจะ

พบว่ำ สีแดงจะมีน้ำหนกั อ่อน แก่ ต้งั แต่ ขำว เทำ ดำ นน่ั เป็นเพรำะว่ำสีแดงมีน้ำหนกั ของสีแตกตำ่ ง

กนั นนั่ เอง

สีต่ำงๆ ที่เรำสัมผสั ดว้ ยสำยตำ จะทำใหเ้ กิดควำมรู้สึกข้ึนภำยในต่อเรำ ทนั ทีที่เรำมองเห็นสี ไม่ว่ำจะ

เป็ นกำรแต่งกำย บ้ำนท่ีอยู่อำศยั เครื่องใช้ต่ำงๆ แลว้ เรำจะทำอย่ำงไร จึงจะใช้สีได้อย่ำงเหมำะสม และ

สอดคลอ้ งกบั หลกั จิตวิทยำ เรำจะตอ้ งเขำ้ ใจว่ำสีใดให้ควำมรู้สึกต่อมนุษยอ์ ย่ำงไร ซ่ึงควำมรู้สึกเก่ียวกบั สี

สำมำรถจำแนกออกไดด้ งั น้ี

สีแดง ใหค้ วำมรู้สึกร้อน รุนแรง กระตนุ้ ทำ้ ทำย เคล่ือนไหว ตื่นเตน้ เร้ำใจ มีพลงั ควำมอดุ มสมบรู ณ์

ควำมมง่ั คง่ั ควำมรัก ควำมสำคญั

สีสม้ ใหค้ วำมรู้สึก ร้อน ควำมอบอ่นุ ควำมสดใส มีชีวติ ชีวำ วยั รุ่น ควำมคึกคะนอง กำรปลดปล่อย

ควำมเปร้ียว กำรระวงั

สีเหลือง ใหค้ วำมรู้สึก แจ่มใส ควำมร่ำเริง ควำมเบิกบำนสดชื่น ชีวิตใหม่ ควำมสด ใหม่

สีเขียวแก่ จะทำใหเ้ กิดควำมรู้สึกเศร้ำใจ ควำมแก่ชรำ

สีน้ำเงิน ใหค้ วำมรู้สึกสงบ สุขมุ สุภำพ หนกั แน่น เคร่งขรึม เอำกำรเอำงำน ละเอียด รอบคอบ

สีฟ้ำ ใหค้ วำมรู้สึก ปลอดโปร่งโล่ง กวำ้ ง เบำ โปร่งใส สะอำด ปลอดภยั ควำมสวำ่ ง ลมหำยใจ ควำม

เป็ น

อิสรเสรีภำพ กำรช่วยเหลือ แบ่งปัน

สีครำม จะทำใหเ้ กิดควำมรู้สึกสงบ

สีม่วง ให้ควำมรู้สึก มีเสน่ห์ น่ำติดตำม เร้นลบั ซ่อนเร้น มีอำนำจ มีพลงั แฝงอยู่ ควำมรัก ควำมเศร้ำ

ควำมผดิ หวงั ควำมสงบ ควำมสูงศกั ด์ิ

สีน้ำตำล ใหค้ วำมรู้สึกเก่ำ หนกั สงบเงียบ

สีขำว ใหค้ วำมรู้สึกบริสุทธ์ิ สะอำด ใหม่ สดใส

สีดำ ใหค้ วำมรู้สึกหนกั หดหู่ เศร้ำใจ ทึบตนั

สีชมพู ให้ควำมรู้สึก อบอุ่น อ่อนโยน นุ่มนวล อ่อนหวำน ควำมรัก เอำใจใส่ วยั รุ่น หนุ่มสำวควำม
น่ำรักควำมสดใส

สีเขียว จะทำใหเ้ กิดควำมรู้สึกกระชุ่มกระชวย ควำมเป็นหนุ่มสำว
สีเทำ ใหค้ วำมรู้สึก เศร้ำ อำลยั ทอ้ แท้ ควำมลึกลบั ควำมหดหู่ ควำมชรำ ควำมสงบ ควำมเงียบ สุภำพ
สุขมุ ถอ่ มตน
สีทอง ให้ควำมรู้สึกหรูหรำ โอ่อ่ำ มีรำคำ สูงค่ำ สิ่งสำคญั ควำมเจริญรุ่งเรือง ควำมสุข ควำมร่ำรวย
กำรแผก่ ระจำย
จำกควำมรู้สึกดงั กล่ำว เรำสำมำรถนำไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตประจำวนั ไดใ้ นทกุ เร่ือง

1. การใช้สีกลมกลืนกนั
กำรใชส้ ีใหก้ ลมกลืนกนั เป็นกำรใชส้ ีหรือน้ำหนกั ของสีใหใ้ กลเ้ คยี งกนั หรือคลำ้ ยคลึงกนั เช่น กำรใช้
สีแบบเอกรงค์ เป็นกำรใชส้ ีสีเดียวที่มีน้ำหนกั อ่อนแก่หลำยลำดบั
2. การใช้สีตดั กนั
สีตดั กนั คอื สีท่ีอยตู่ รงขำ้ มในวงจรสี กำรใชส้ ีใหต้ ดั กนั มีควำมจำเป็นมำก ในงำนออกแบบ เพรำะช่วย
ใหเ้ กิดควำมน่ำสนใจ ในทนั ทีท่ีพบเห็น สีตดั กนั อยำ่ งแทจ้ ริงมีอยดู่ ว้ ยกนั 6 คสู่ ี คือ
1. สีเหลือง ตรงขำ้ มกบั สีมว่ ง
2. สีส้ม ตรงขำ้ มกบั สีน้ำเงิน
3. สีแดง ตรงขำ้ มกบั สีเขยี ว
4. สีเหลืองส้ม ตรงขำ้ มกบั สีมว่ งน้ำเงิน
5. สีสม้ แดง ตรงขำ้ มกบั สีน้ำเงินเขยี ว
6. สีม่วงแดง ตรงขำ้ มกบั สีเหลืองเขียว
กำรใชส้ ีตดั กนั ควรคำนึงถึงควำมเป็นเอกภำพดว้ ย วิธีกำรใชม้ ีหลำยวิธี เช่น ใชส้ ีใหม้ ีปริมำณต่ำงกนั
เช่น ใชส้ ีแดง 20 % สีเขยี ว 80%
ในงำนออกแบบ หรือกำรจดั ภำพ หำกเรำรู้จกั ใชส้ ีใหม้ ีสภำพโดยรวมเป็นวรรณะร้อน หรือวรรณะเยน็
เรำจะสำมำรถควบคุม และสร้ำงสรรคภ์ ำพใหเ้ กิดควำมประสำนกลมกลืน งดงำมไดง้ ่ำยข้นึ เพรำะสีมีอิทธิพล
ต่อมวล ปริมำตร และช่องว่ำง สีมีคุณสมบตั ิที่ทำให้เกิดควำมกลมกลืน หรือขดั แยง้ ได้ สีสำมำรถขบั เนน้ ให้
เกิดจุดเด่น และกำรรวมกนั ใหเ้ กิดเป็นหน่วยเดียวกนั ได้

สร้างความรู้สึก
สีให้ควำมรู้สึกต่อผพู้ บเห็นแตกต่ำงกนั ไป ท้งั น้ีข้ึนอยู่กบั ประสบกำรณ์ และภูมิหลงั ของแต่ละคน สี
บำงสีสำมำรถรักษำบำบดั โรคจิตบำงชนิดได้ กำรใชส้ ีภำยใน หรือ ภำยนอกอำคำร จะมีผลตอ่ กำรสัมผสั และ
สร้ำงบรรยำกำศได้

แสงและเงา

แสงและเงำ หมำยถึง แสงท่ีส่องมำกระทบพ้ืนผิวท่ีมีสีอ่อนแก่และพ้ืนผิวสูงต่ำ โคง้ นูนเรียบหรือ
ขรุขระทำใหป้ รำกฏแสงและเงำแตกตำ่ งกนั

ตวั กำหนดระดบั ของคำ่ น้ำหนกั ควำมเขม้ ของเงำจะข้ึนอยกู่ บั ควำมเขม้ ของแสง ในท่ีท่ีมีแสงสวำ่ งมำก
เงำจะเขม้ ข้ึน และในที่ที่มีแสงสว่ำงนอ้ ย เงำจะไม่ชัดเจน ในที่ที่ไม่มีแสงสว่ำงจะไม่มีเงำ และเงำจะอยู่ใน
ทำงตรงขำ้ มกบั แสงเสมอ ค่ำน้ำหนกั ของแสงและเงำท่ีเกิดบนวตั ถุ สำมำรถจำแนกเป็ นลกั ษณะท่ีต่ำง ๆ ได้
ดงั น้ี

1. บริเวณแสงสว่างจดั เป็นบริเวณท่ีอยใู่ กลแ้ หลง่ กำเนิดแสงมำกที่สุด จะมีควำมสวำ่ งมำกที่สุด
ในวตั ถุที่มีผิวมนั วำว จะสะทอ้ นแหลง่ กำเนิดแสงออกมำใหเ้ ห็นไดช้ ดั

2. บริเวณแสงสว่าง เป็นบริเวณที่ไดร้ ับแสงสวำ่ ง รองลงมำจำกบริเวณแสงสวำ่ งจดั เนื่องจำกอยหู่ ่ำง
จำกแหล่งกำเนิดแสงออกมำ และเริ่มมีค่ำน้ำหนกั อ่อน ๆ

3. บริเวณเงา เป็นบริเวณท่ีไมไ่ ดร้ ับแสงสวำ่ ง หรือเป็นบริเวณท่ีถูกบดบงั จำกแสงสวำ่ ง ซ่ึงจะมีค่ำ
น้ำหนกั เขม้ มำกข้ึนกวำ่ บริเวณแสงสวำ่ ง

4. บริเวณเงาเข้มจัด เป็นบริเวณท่ีอยหู่ ่ำงจำกแหลง่ กำเนิดแสงมำกที่สุด หรือ เป็นบริเวณท่ีถูกบดบงั
มำก ๆ หลำย ๆ ช้นั จะมีคำ่ น้ำหนกั ที่เขม้ มำกไปจนถึงเขม้ ที่สุด

5. บริเวณเงาตกทอด เป็นบริเวณของพ้นื หลงั ท่ีเงำของวตั ถุทำบลงไป เป็นบริเวณเงำท่ีอยภู่ ำยนอกวตั ถุ
และจะมีควำมเขม้ ของคำ่ น้ำหนกั ข้ึนอยกู่ บั ควำมเขม้ ของเงำ น้ำหนกั ของพ้นื หลงั ทิศทำงและระยะของเงำ
ความสาคัญของค่าน้าหนัก

1. ใหค้ วำมแตกต่ำงระหวำ่ งรูปและพ้ืน หรือรูปทรงกบั ที่วำ่ ง
2. ใหค้ วำมรู้สึกเคล่ือนไหว
3. ใหค้ วำมรู้สึกเป็น 2 มิติ แก่รูปร่ำง และควำมเป็น 3 มิติแก่รูปทรง
4. ทำใหเ้ กิดระยะควำมต้ืน - ลึก และระยะใกล้ - ไกลของภำพ
5. ทำใหเ้ กิดควำมกลมกลืนประสำนกนั ของภำพ

ใบความรู้ท่ี 2
เร่ือง ทัศนศิลป์ ไทย

ความหมายและความเป็ นมาของทัศนศิลป์ ไทย
ศิลปะประเภททศั นศิลป์ ที่สำคญั ของไทย ไดแ้ ก่ จิตรกรรม ประติมำกรรม และสถำปัตยกรรม ซ่ึงเป็น

ศิลปกรรมท่ีพบเห็นทว่ั ไป โดยเฉพำะศิลปกรรมที่เกี่ยวกบั พุทธศำสนำหรือพุทธศิลป์ ท่ีมีประวตั ิควำมเป็นมำ
นับพนั ปี จนมีรูปแบบที่เป็ นเอกลกั ษณ์ไทย และเป็ นศิลปะไทย ท่ีสะทอ้ นให้เห็นวิถีชีวิตขนบธรรมเนียม

ประเพณี ควำมเช่ือ และรสนิยมเก่ียวกบั ควำมงำมของคนไทย ศิลปะเหล่ำน้ี แต่ละสำขำมีเน้ือหำสำระท่ีควร
ค่ำ แก่กำรศึกษำแตกต่ำงกนั ไป

ไทยเป็ นชำติท่ีมีศิลปะและวฒั นธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของตนเองมำช้ำนำนแลว้
เริ่มต้งั แตก่ ่อนประวตั ิศำสตร์ ศิลปะไทยจะวิวฒั นำกำรและสืบเน่ืองเป็นตวั ของตวั เอง ในที่สุด เทำ่ ท่ีทรำบรำว
พ.ศ. 300 จนถึง พ.ศ. 1800 พระพทุ ธศำสนำนำเขำ้ มำโดยชำวอินเดีย คร้ังน้นั แสดงให้เห็นอิทธิพลต่อรูปแบบ
ของศิลปะไทยในทุก ๆ ดำ้ นรวมท้งั ภำษำ วรรณกรรม ศิลปกรรม โดยกระจำยเป็นกลุ่มศิลปะสมยั ต่ำง ๆ เริ่ม
ต้งั แตส่ มยั ทวำรำวดี ศรีวชิ ยั ลพบุรี เม่ือกลุ่มคนไทยต้งั ตวั เป็นปึ กแผน่ แลว้ ศิลปะดงั กลำ่ วจะตกทอดกลำยเป็น
ศิลปะไทย ช่ำงไทยพยำยำมสร้ำงสรรคใ์ หม้ ีลกั ษณะพิเศษกว่ำ งำนศิลปะของชำติอื่น ๆ คือ จะมีลำยไทยเป็น
เครื่องตกแต่ง ซ่ึงทำให้ลกั ษณะของศิลปะไทยมีรูปแบบเฉพำะมีควำมอ่อนหวำน ละมุนละไม และได้
สอดแทรกวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและควำมรู้สึกของคนไทยไวใ้ นงำนอยำ่ งลงตวั ดงั จะเห็นได้
จำกภำพฝำผนงั ตำมวดั วำอำรำมต่ำง ๆ ปรำสำทรำชวงั ตลอดจนเครื่องประดบั และเครื่องใชท้ วั่ ไป

ลกั ษณะของศิลปะไทย
ศิลปะไทยไดร้ ับอิทธิพลจำกธรรมชำติ และส่ิงแวดลอ้ มในสังคมไทย ซ่ึงมีลกั ษณะเด่น คือ ควำมงำม

อยำ่ งนิ่มนวลมีควำมละเอียดประณีต ซ่ึงแสดงใหเ้ ห็นถึงลกั ษณะนิสยั และจิตใจของคนไทยที่ไดส้ อดแทรกไว้
ในผลงำนที่สร้ำงสรรคข์ ้ึน โดยเฉพำะศิลปกรรมที่เก่ียวกบั พระพุทธศำสนำ ซ่ึงเป็ นศำสนำประจำชำติของ
ไทย อำจกลำ่ วไดว้ ำ่ ศิลปะไทยสร้ำงข้ึนเพื่อส่งเสริมพทุ ธศำสนำ เป็นกำรเชื่อมโยงและโนม้ นำ้ วจิตใจ
ของประชำชนใหเ้ กิดควำมเล่ือมใสศรัทธำในพุทธศำสนำ

ศิลปะไทยมาจากธรรมชาติ

จติ รกรรมไทย
จิตรกรรมไทย เป็นกำรสร้ำงสรรคภ์ ำพเขียนที่มีลกั ษณะโดยทวั่ ไปมกั จะเป็น 2 มิติ ไม่มีแสงและเงำ สี

พ้ืนจะเป็นสีเรียบ ๆ ไม่ฉูดฉำด สีที่ใชส้ ่วนใหญ่จะเป็นสีดำ สีน้ำตำล สีเขียว เส้นที่ใชม้ กั จะเป็นเส้นโคง้ ช่วย
ใหภ้ ำพดูอ่อนชอ้ ย นุ่มนวล ไม่แขง็ กระดำ้ ง จิตรกรรมไทยมกั พบในวดั ตำ่ ง ๆ เรียกวำ่ “จิตรกรรมฝำผนงั ”

ภำพจิตรกรรมฝำผนงั วดั สุวรรณำรำม
จิตรกรรมไทย จดั เป็นภำพเล่ำเร่ืองท่ีเขียนข้ึนดว้ ยควำมคิดจินตนำกำรของคนไทยมีลกั ษณะตำมอุดม
คติของช่ำงไทย คือ
1. เขียนสีแบน ไม่คำนึงถึงแสงและเงำ นิยมตดั เส้นให้เห็นชดั เจน และเส้นที่ใช้ จะแสดงควำมรู้สึก
เคล่ือนไหวนุ่มนวล

2. เขียนตัวพระ - นำง เป็ นแบบละคร มีลีลำ ท่ำทำงเหมือนกัน แตกต่ำงกัน ด้วยสีร่ำงกำยและ
เครื่องประดบั

3. เขียนแบบตำนกมอง หรือเป็ นภำพต่ำกว่ำสำยตำ โดยมุมมองจำกที่สูง ลงสู่ล่ำง จะเห็นเป็ นรูป
เรื่องรำวไดต้ ลอดภำพ

4. เขียนติดต่อกนั เป็นตอน ๆ สำมำรถดูจำกซำ้ ยไปขวำหรือล่ำงและบนไดท้ วั่ ภำพ โดยข้นั ตอนแต่ละ
ตอนของภำพดว้ ยโขดหิน ตน้ ไม้ กำแพงเมือง เป็นตน้

5. เขียนประดับตกแต่งด้วยลวดลำยไทย มีสีทอง สร้ำงภำพให้เด่น เกิดบรรยำกำศ สุขสว่ำงและมี
คณุ ค่ำมำกข้ึน

การเขยี นลายไทยพืน้ ฐาน
ข้นั ท่ี 1 ตอ้ งฝึ กเขียนลำยเส้นก่อน เช่น กำรเขียนเส้นตรงโดยไม่ตอ้ งใชไ้ มบ้ รรทดั ช่วยกำรเขียนเส้น

โคง้ ใหไ้ ดเ้ ป็นวงกลมโดยไม่ตอ้ งใชว้ งเวียน เป็นตน้
ข้นั ที่ 2 หลงั จำกที่ฝึกเขียนเส้นจนคล่องและชำนำญแลว้ จึงเร่ิมหดั เขียนลำยไทย เช่น กนกสำมตวั หรือ

จะเขียนภำพตวั ละครในวรรณคดี เช่น ตวั พระ ตวั นำง ตวั ยกั ษ์ เป็นตน้

ภำพหดั เขียนลำยไทย

เม่ือไดฝ้ ึกฝนทกั ษะกำรเขียนกนกสำมตวั ท่ีเป็นตน้ แบบของกนกชนิดอ่ืน ๆ คือ กนกเปลว กนกใบเทศ
และกนกหำงโต จนคล่องมือดีแลว้ ก็คงจะเขำ้ ใจในโครงสร้ำงของตวั กนก ส่วนสำคญั ในกำรเขียนอยู่ที่
กำรแบ่งตวั ลำยและเขียนยอดลำย ถำ้ แบ่งตวั ลำยและเขียนยอดลำยไดจ้ งั หวะสดั ส่วนดี สะบดั ยอดพริ้วดี ลำย
กนกน้นั ก็ดูงำม
ประติมากรรมไทย

ประติมำกรรมเป็ นผลงำนศิลปกรรมท่ีเป็ นรูปทรง 3 มิติ ประกอบจำกควำมสูง ควำมกวำ้ งและควำม
นูน หรือควำมลึก รูปทรงน้ีมีปริมำตรที่จบั ตอ้ งไดแ้ ละกินระวำงเน้ือท่ีในอำกำศ ต่ำงจำกรูปทรงปริมำตรทำง
จิตรกรรมที่แสดงบนพ้ืนเรียบเป็ นปริมำตรที่ลวงตำ ประติมำกรรมเกิดข้ึนจำกกรรมวิธีกำรสร้ำงสรรคแ์ บบ
ต่ำง ๆ เช่น กำรป้ันและหล่อ กำรแกะสลกั กำรฉลุหรือดุน ประติมำกรรมทวั่ ไปมี 3 แบบ คือ ประติมำกรรม
แบบลอยตวั สำมำรถดูไดโ้ ดยรอบ ประติมำกรรมนูน มีพ้ืนรองรับสำมำรถดูไดเ้ ฉพำะดำ้ นหนำ้ และดำ้ นเฉียง
เทำ่ น้นั และประติมำกรรมแบบเจำะลึกลงไปในพ้ืน

ประติมำกรรมไทยเป็นผลงำนกำรสร้ำงสรรคข์ องบรรพบุรุษโดยประติมำกรของไทยที่สร้ำงสรรคข์ ้ึน
เพื่อรับใช้สังคม ตอบสนองควำมเชื่อ สร้ำงควำมภูมิใจ ควำมพึงพอใจ และค่ำนิยมแห่งชำติภูมิของไทย
ประติมำกรรมไทยส่วนใหญ่เนน้ เน้ือหำทำงศำสนำ มกั ปรำกฏอยตู่ ำมวดั และวงั มีขนำดต้งั แต่เลก็ ท่ีสุด เช่น
พระเครื่อง เครื่องรำงของขลงั จนถึงขนำดใหญ่ท่ีสุด เช่น พระอจั นะ หรือพระอฏั ฐำรส ซ่ึงเป็นพระพุทธรูป
ขนำดใหญก่ ลำงแปลง มีท้งั ประติมำกรรมตกแต่ง ซ่ึงตกแตง่ ศิลปวตั ถุ ศิลปสถำน เพื่อเสริมคุณคำ่ แก่ศิลปวตั ถุ
หรือสถำนที่น้นั จนถึงประติมำกรรมบริสุทธ์ิซ่ึงเป็ นประติมำกรรมที่มีคุณค่ำและคุณสมบตั ิเฉพำะ สมบูรณ์
ดว้ ยตวั ของประติมำกรรมเอง เม่ือพิจำรณำภำพรวมของประติมำกรรมไทยอำจแบ่งประติมำกรรมออกเป็ น
3 ประเภทคอื ประติมำกรรมรูปเคำรพ ประติมำกรรมตกแต่ง และประติมำกรรมเพ่อื ประโยชน์ใชส้ อย
ยุคสมัยของประตมิ ากรรมไทย

ท้งั ประติมำกรรมรูปเคำรพ ประติมำกรรมตกแต่ง และประติมำกรรมเพ่ือประโยชน์ใชส้ อยผกู พนั กบั
ควำมเปล่ียนแปลงของสังคมไทยตลอดมำ นอกจำกจะแสดงคุณค่ำทำงทศั นศิลป์ แลว้ ยงั สะทอ้ นวฒั นธรรม

อันดีงำมของชำติในแต่ละยุคแต่ละสมัยออกมำด้วย ยุคสมัยของไทยน้ัน อำจแบ่งช่วงศิลปะในเชิง

ประวตั ิศำสตร์ ตำมหลกั ฐำนทำงโบรำณวตั ถุสถำนไดเ้ ป็น 2 ช่วงคือ

1. ช่วงศิลปะก่อนไทย หมำยถึงช่วงก่อนที่คนไทยจะรวมตวั กันเป็ นปึ กแผ่น ยงั ไม่มีรำชธำนี ของ

ตนเอง ที่แน่นอน แบ่งออกเป็น 3 สมยั คอื

- สมยั ทวำรวดี

- สมยั ศรีวิชยั

- สมยั ลพบุรี

2. ช่วงศิลปะไทย หมำยถึงช่วงที่คนไทยรวมตวั กนั เป็นปึ กแผ่นมีรำชธำนีท่ีแน่นอนแลว้ แบ่งออกเป็ น

5 สมยั คือ สมยั เชียงแสน สมยั สุโขทยั สมยั อู่ทอง สมยั อยธุ ยำ และสมยั รัตนโกสินทร์งำนประติมำกรรมสมยั

ต่ำง ๆ ของไทยเหล่ำน้ีผ่ำนกำรหล่อหลอมและผสมผสำนของวฒั นธรรม โดยด้ังเดิมมีรำกเหง้ำมำจำก

วฒั นธรรมอินเดีย ต่อมำผสมผสำนกบั วฒั นธรรมจีนและชำติทำงตะวนั ตก แต่เป็นกำรผสมผสำนดว้ ยควำม

ชำญฉลำด ของช่ำงไทย ประติมำกรรมของไทยจึงยงั คงรักษำรูปแบบที่เป็นเอกลกั ษณ์ของไทยไวไ้ ด้

อย่ำง เด่นชดั สำมำรถถ่ำยทอดลกั ษณะควำมงดงำม ควำมประณีตวิจิตรบรรจง และลกั ษณะของ

ควำมเป็นชำติไทยท่ีรุ่งเรือง มำแต่โบรำณให้โลกประจกั ษไ์ ด้ พอจะกล่ำวถึงประติมำกรรมในช่วงศิลปะ

ไทยได้ ดงั น้ี

- ประติมำกรรมไทยสมยั เชียงแสน

- ประติมำกรรมไทยสมยั สุโขทยั

- ประติมำกรรมไทยสมยั อู่ทองและสมยั อยธุ ยำ

- ประติมำกรรมไทยสมยั รัตนโกสินทร์

ผลงำนประติมำกรรมไทย คุณค่ำของงำนส่วนใหญ่ผูกพนั และเกี่ยวขอ้ งกับศำสนำ สร้ำงสรรค์ข้ึน

จำกควำมเชื่อ คตินิยม ควำมศรัทธำ มีควำมสัมพนั ธก์ นั อยำ่ งแยกไม่ออก ยอ่ มมีคุณค่ำ มีควำมงดงำมตลอดจน

เป็ นประโยชน์ใช้สอยเฉพำะของตนเอง ซ่ึงในปัจจุบนั ไดจ้ ดั ให้มีกำรเรียนรู้เก่ียวกบั กำรอนุรักษน์ ิยมและ

ฟ้ื นฟูศิลปะประเภทน้ี เพื่อมุ่งเนน้ ให้คนรุ่นหลงั มีควำมเขำ้ ใจ เกิดควำมชื่นชมหวงแหนเห็นคุณค่ำในควำม

เป็นศิลปวฒั นธรรมไทยร่วมกนั พร้อมท้งั สืบทอด

ประติมำกรรมไทยเป็ นผลงำนศิลปะท่ีถูกสร้ำงสรรค์ข้ึนมำด้วยควำมคิด ฝี มือ ควำมศรัทธำจำกภูมิ

ปัญญำที่เกิดจำกกำรแกป้ ัญหำของคนในทอ้ งถ่ิน โดยใชเ้ ครื่องมือและวสั ดุจำกพ้ืนบำ้ นที่หำ ไดง้ ำ่ ย ๆ เช่นดิน

เหนียว แกลบ ปูน กระดำษสำ

ผลงำนประติมำกรรมไทย แบ่งออกไดเ้ ป็น 4 ประเภท สรุปได้ ดงั น้ี

1. ประติมำกรรมไทยท่ีเกิดข้ึนจำกควำมเช่ือ ควำมศรัทธำ คตินิยมเก่ียวข้องกับศำสนำ เช่น

พระพุทธรูปปำงต่ำง ๆ ลวดลำยของฐำนเจดียห์ รือพระปรำงคต์ ำ่ ง

2. ประติมำกรรมไทยพวกเครื่องใชใ้ นชีวิตประจำวนั เช่น โอ่ง หมอ้ ไห ครก กระถำง

3. ประติมำกรรมไทยพวกของเล่น ได้แก่ ตุ๊กตำดินป้ัน ตุ๊กตำจำกกระดำษ ตุ๊กตำจำกผำ้ หุ่น

กระบอก ปลำตะเพียนสำนใบลำน หนำ้ กำก วสั ดุจำกเปลือกหอย ชฎำหัวโขน ปลำตะเพียนสำนใบลำน หุ่น

กระบอก

4. ประติมำกรรมไทยพวกเครื่องประดบั ตกแต่ง เช่น กระถำงตน้ ไม้ โคมไฟดินเผำ

สถาปัตยกรรมไทย

สถำปัตยกรรมไทย หมำยถึงศิลปะกำรก่อสร้ำงของไทย ไดแ้ ก่ อำคำร บำ้ นเรือน โบสถ์ วิหำร วงั สถูป

และส่ิงก่อสร้ำงอ่ืน ๆ ที่มีมลู เหตุที่มำของกำรก่อสร้ำงอำคำรบำ้ นเรือนในแต่ละ ทอ้ งถ่ิน จะมีลกั ษณะแตกตำ่ ง

กนั ไปบำ้ งตำมสภำพทำง ภูมิศำสตร์ และคตินิยมของแต่ละทอ้ งถ่ิน แต่ส่ิงก่อสร้ำงทำงศำสนำพุทธมกั จะมี

ลักษณะ ที่ไม่แตกต่ำงกันมำกนัก เพรำะมีควำมเช่ือ ควำมศรัทธำและแบบแผนพิธีกรรมที่เหมือน ๆกนั

สถำปัตยกรรม ท่ีมักนิยมนำมำเป็ นขอ้ ศึกษำ ส่วนใหญ่จะเป็ น สถูป เจดีย์ โบสถ์ วิหำร หรือ

พระรำชวงั เนื่องจำกเป็ นสิ่งก่อสร้ำงท่ีคงทน มีกำรพฒั นำรูปแบบมำอย่ำงต่อเน่ืองยำวนำน และไดร้ ับกำร

สรรคส์ ร้ำงจำกช่ำงฝี มือที่เช่ียวชำญ พร้อมท้งั มีควำมเป็นมำท่ีสำคญั ควรแก่กำรศึกษำ อีกประกำร

หน่ึงก็คือส่ิงก่อสร้ำงเหล่ำน้ี ลว้ นมีควำมทนทำน มีอำยุยำวนำนปรำกฏเป็ นอนุสรณ์ให้เรำไดศ้ ึกษำ

เป็นอยำ่ งดี

สถาปัตยกรรมไทย สามารถจดั หมวดหมู่ ตามลกั ษณะการใช้งานได้ 2 ประเภท คือ

1. สถาปัตยกรรมท่ีใช้เป็ นท่ีอยู่อาศัย ไดแ้ ก่ บำ้ นเรือน ตำหนกั วงั และพระรำชวงั เป็ นตน้ บำ้ นหรือ

เรือนเป็นที่อยอู่ ำศยั ของสำมญั ชน ธรรมดำทว่ั ไป ซ่ึงมีท้งั เรือนไม้ และเรือนปนู เรือนไมม้ ีอยู่ 2 ชนิด คือ เรือน

เครื่องผูก เป็ นเรือนไมไ้ ผ่ ปูดว้ ยฟำกไมไ้ ผ่ หลงั คำมุงดว้ ย ใบจำก หญำ้ คำ หรือใบไมอ้ ีกอย่ำงหน่ึงเรียกว่ำ

เรือนเคร่ืองสับ เป็ นไมจ้ ริงท้งั เน้ืออ่อน และเน้ือแข็ง ตำมแต่ละทอ้ งถ่ิน หลงั คำมุง ดว้ ยกระเบ้ืองดินเผำ พ้ืน

และฝำเป็ นไมจ้ ริงท้งั หมด ลกั ษณะเรือนไมข้ องไทยในแต่ละทอ้ งถ่ินแตกต่ำงกนั และโดยทว่ั ไปแลว้ จะมี

ลกั ษณะสำคญั ร่วมกนั คือเป็นเรือนไมช้ ้นั เดียวใตถ้ ุนสูง หลงั คำทรงจว่ั เอียงลำดชนั ตำหนกั และวงั เป็นเรือน

ที่อยขู่ องชนช้นั สูง พระรำชวงศ์ หรือที่ประทบั ช้นั รอง ของพระมหำกษตั ริย์ สำหรับพระรำชวงั

เป็ นที่ประทับของพระมหำกษตั ริย์ พระท่ีน่ัง เป็ นอำคำรที่มีทอ้ ง พระโรงซ่ึงมีท่ีประทับสำหรับออกว่ำ

รำชกำร หรือกิจกำรอ่ืน ๆ

2. สถาปัตยกรรมที่เกย่ี วข้องศาสนา ซ่ึงส่วนใหญ่อยใู่ นบริเวณสงฆ์ ที่เรียกว่ำ วดั ซ่ึงประกอบไปดว้ ย

สถำปัตยกรรมหลำยอย่ำง ได้แก่ โบสถ์ เป็ นที่กระทำ สังฆกรรมของพระภิกษุวิหำรใช้ประดิษฐำน

พระพุทธรูปสำคญั และกระทำสังฆกรรมดว้ ยเหมือนกนั กุฏิ เป็นท่ีอยขู่ องพระภิกษุ สำมเณร หอไตร เป็นที่

เก็บรักษำพระไตรปิ ฎกและคมั ภีร์สำคญั ทำงศำสนำ หอระฆงั และหอกลอง เป็นท่ีใชเ้ ก็บระฆงั หรือกลองเพื่อ

ตีบอก โมงยำม หรือเรียกชุมนุมชำวบำ้ น สถูปเป็ นที่ฝังศพ เจดียเ์ ป็ นที่ระลึกอนั เก่ียวเน่ืองกับ

ศำสนำ ซ่ึงแบง่ ได้ 4 ประเภท คือ

1. ธำตุ เจดีย์ หมำยถึง พระบรมธำตุ และเจดียท์ ่ีบรรจุพระบรมสำรีริกธำตขุ องพระพุทธเจำ้

2. ธรรมเจดีย์ หมำยถึง พระธรรม พระวินยั คำสัง่ สอนทุกอยำ่ งของพระพุทธเจำ้

3. บริ โภคเจดีย์ หมำยถึง ส่ิงของเครื่ องใช้ของพระพุทธเจ้ำ หรื อของพระภิกษุสงฆ์ได้แก่

เครื่องอฐั บริขำรท้งั หลำย

4. อุเทสิกเจดีย์ หมำยถึง สิ่งท่ีสร้ำงข้ึนเพื่อเป็ นท่ีระลึกถึงองค์พระพุทธเจ้ำ เช่น สถูปเจดีย์ ณ

สถำนที่ทรงประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนำ ปรินิพพำน และรวมถึงสัญลกั ษณ์อย่ำงอ่ืน เช่น พระพุทธรูป

ธรรมจกั ร ตน้ โพธ์ิ เป็นตน้

สถำปัตยกรรมไทยแท้ ณ ที่น้ีจะเรียนรู้เฉพำะเร่ืองรำวท่ีเกี่ยวกบั วดั โดยเนน้ ไปที่เรื่องของโบสถแ์ ละ

สถูปเจดีย์ ท่ีมีลกั ษณะโดดเด่นท้งั โครงสร้ำงและกำรตกแตง่ อนั เป็นเอกลกั ษณ์ของไทยโดยเฉพำะ

โบสถ์ หมำยถึงสถำนที่สำหรับพระสงฆ์ใช้ประชุมทำสังฆกรรม เช่นสวดพระปำฏิโมกข์ และ

อปุ สมบทเป็นตน้

ควำมงำมทำงศิลปะของโบสถม์ ี 2 ประเภท

1. ควำมสวยงำมภำยในโบสถ์ ทุกส่ิงทุกอย่ำงจะเน้นไปท่ีสงบน่ิง เพื่อให้ผูเ้ ขำ้ มำกรำบไหวม้ ีสมำธิ

ควำมงำมภำยในจึงตอ้ งงำมอย่ำงเยน็ ตำและเยน็ ใจ ภำยในโบสถ์ทวั่ ๆ ไปจะไม่อนุญำตให้พุทธศำสนิกชน

นำสิ่งของเขำ้ มำบูชำเคำรพภำยใน เครื่องสักกำรบูชำ เช่นดอกไมธ้ ูปเทียนจะบูชำเฉพำะด้ำนนอกเท่ำน้นั

ควำมงำมที่แทจ้ ริงภำยในโบสถจ์ ึงเนน้ ท่ีองคพ์ ระพุทธรูปท่ีประดิษฐำนเป็นพระประธำนโดยเฉพำะ

2. ควำมสวยงำมภำยนอกเป็ นควำมงำมท้งั โครงสร้ำงและลวดลำยประดบั ตกแต่ง ควำมงำมภำยนอก

เนน้ สะดุดตำ โดดเด่น สีสนั แวววำวท้งั สีทองและกระจกสี แตย่ งั คงควำมเป็นเอกลกั ษณ์ของกำรเคำรพนบั ถือ

ในกำรสังเกตวำ่ สถำนที่ใดเรียกวำ่ โบสถ์ จะมีวิธีสังเกตคือ โบสถจ์ ะมีใบเสมำ หรือซุ้มเสมำลอ้ มรอบโบสถ์

( บำงทีเรียกใบเสมำ )

ใบเสมำ
วิหาร กำรสังเกตสถำนที่ใดเรียกว่ำวิหำร เมื่อเขำ้ ไปอยู่ในบริเวณวดั สถำนท่ีสร้ำงเป็ นวิหำรจะไม่มี
ใบเสมำลอ้ มรอบ
วิหาร หมำยถึงที่อยู่อำศยั ( มีเศรษฐีถวำยท่ีดิน เพ่ือสร้ำงอำคำรเป็ นพุทธบูชำแด่พระพุทธเจำ้ สำหรับ
เป็น ที่อยแู่ ละสอนธรรมะ ในปัจจุบนั วิหำรจึงใชเ้ ป็นที่ประดิษฐำนพระพทุ ธรูป เพ่ือใหป้ ระชำชน
กรำบไหว้ เปรียบเสมือนเป็นท่ีอยขู่ องพระพุทธเจำ้ ) กำรวำงแปลนของโบสถ์ วิหำร กำรกำหนดควำมสำคญั

ของอำคำร ท้งั สอง โบสถ์ จะมีควำมสำคญั กวำ่ วิหำร โบสถจ์ ะมีโครงสร้ำงใหญ่กว่ำ ส่วนใหญ่จะ

วำงแปลนใหอ้ ยตู่ รงกลำง โดยมีวหิ ำรสร้ำงประกบอยดู่ ำ้ นขำ้ ง

โครงสร้างของโบสถ์ – วหิ าร

สถูป - เจดยี ์ คอื สิ่งก่อสร้ำงสำหรับบรรจุพระบรมสำรีริกธำตุของพระพุทธเจำ้ เม่ือสมยั พุทธกำลท่ีผำ่ น
มำ คำว่ำสถูปเป็ นภำษำบำลีหมำยถึงมูลดินท่ีกองสูงข้ึนสันนิษฐำนว่ำมูลดินน้ันเกิดจำกกองเถำ้ ถ่ำนของ
กระดูกคนตำยท่ีถูกเผำทบั ถมกนั สูงข้ึนมำจำกกองดิน เถำ้ ถ่ำนธรรมดำไดถ้ ูกพฒั นำตำมยุคสมยั มีกำรก่ออิฐ
ปิ ดทบั มูลดิน เพ่ือป้องกนั ไม่ให้ถูกฝนชะลำ้ ง ในท่ีสุดกำรก่ออิฐปิ ดทบั ก็สูงข้ึนและกลำยเป็นเจดียอ์ ย่ำงที่เรำ
เห็นในปัจจุบนั สถปู - เจดีย์ ในประเทศไทยไดร้ ับอิทธิพลมำจำกอินเดียและลงั กำ ตอ่ มำช่ำงไทยแต่ละยคุ สมยั
พฒั นำปรับปรุงและกลำยเป็นรูปทรงของไทยตำมอดุ มคติในกำรสร้ำงสรรคจ์ ินตนำกำรของช่ำงไทย

เจดียท์ รงระฆงั ควำ่

ภาพพมิ พ์

การพิมพ์ภาพ หมำยถึง กำรถ่ำยทอดรูปแบบจำกแม่พิมพอ์ อกมำเป็นผลงำนท่ีมีลกั ษณะเหมือนกนั กบั
แม่พิมพท์ ุกประกำร และได้ภำพท่ีเหมือนกันมีจำ นวนต้งั แต่ 2 ชิ้นข้ึนไปกำรพิมพภ์ ำพเป็ นงำนที่พัฒนำ
ต่อเน่ืองมำจำกกำรวำดภำพ ซ่ึงกำรวำดภำพไมส่ ำมำรถ สร้ำงผลงำน 2 ชิ้น ท่ีมีลกั ษณะเหมือนกนั ทุกประกำร
ได้ จึงมีกำรพฒั นำกำรพิมพข์ ้ึนมำ ชำติจีนเป็ นชำติแรกท่ีนำเอำวิธีกำรพิมพม์ ำใชอ้ ย่ำงแพร่หลำยมำนำนนับ
พนั ปี จำกน้นั จึงไดแ้ พร่หลำยออกไปในภูมิภำคต่ำงๆของโลก ชนชำติทำงตะวนั ตกไดพ้ ฒั นำกำรพิมพ์ภำพ
ข้ึนมำ อย่ำงมำกมำย มีกำรนำเอำเครื่องจกั รกลต่ำงๆเขำ้ มำใช้ในกำรพิมพ์ ทำให้กำรพิมพม์ ีกำร
พฒั นำไปอยำ่ งรวดเร็วในปัจจุบนั

การพมิ พ์ภาพมอี งค์ประกอบทส่ี าคญั ดงั นี้
1. แม่พมิ พ์ เป็นสิ่งท่ีสำคญั ท่ีสุดในกำรพิมพ์
2. วสั ดุท่ีใชพ้ มิ พล์ งไป
3. สีที่ใชใ้ นกำรพิมพ์
4. ผพู้ มิ พ์

ผลงานทไี่ ด้จากการพมิ พ์ มี 2 ชนิด คือ
1. ภำพพิมพ์ เป็ นผลงำนพิมพท์ ่ีเป็ นภำพต่ำง ๆ เพื่อควำมสวยงำมหรือบอกเล่ำเรื่องรำวต่ำง ๆ อำจมี

ขอ้ ควำม ตวั อกั ษรหรือตวั เลขประกอบหรือไม่มีกไ็ ด้
2. สิ่งพิมพ์ เป็ นผลงำนพิมพ์ท่ีใช้บอกเล่ำเร่ืองรำวต่ำง ๆ เป็ นตัวอักษร ข้อควำม ตัวเลข อำจมี

ภำพประกอบหรือไมม่ ีกไ็ ด้
ประเภทของการพมิ พ์ กำรพิมพแ์ บง่ ออกไดห้ ลำยประเภทตำมลกั ษณะต่ำง ๆ ดงั น้ี

1. แบง่ ตำมจุดมงุ่ หมำยในกำรพมิ พ์ ได้ 2 ประเภท คือ
1.1 ศิลปภำพพมิ พ์ เป็นงำนพมิ พภ์ ำพเพือ่ ใหเ้ กิดควำมสวยงำมเป็นงำนวิจิตรศิลป์
1.2 ออกแบบภำพพิมพ์ เป็นงำนพิมพภ์ ำพประโยชนใ์ ชส้ อย

นอกเหนือไปจำกควำมสวยงำม ได้แก่ หนังสือต่ำงๆ บัตรภำพต่ำงๆ ภำพโฆษณำ ปฏิทิน ฯลฯ จัด
เป็นงำน ประยกุ ตศ์ ิลป์

2. แบง่ ตำมกรรมวธิ ีในกำรพิมพ์ ได้ 2 ประเภท คือ
2.1 ภำพพิมพต์ น้ แบบ เป็ นผลงำนพิมพท์ ี่สร้ำงจำกแม่พิมพแ์ ละวิธีกำรพิมพท์ ่ีถูก สร้ำงสรรคแ์ ละ

กำหนดข้ึนโดยศิลปิ นเจำ้ ของผลงำน และเจ้ำของผลงำน จะตอ้ งลงนำมรับรองผลงำนชิ้นบอกลำดบั ที่ใน
กำรพมิ พ์ เทคนิคกำรพมิ พ์

2.2 ภำพพิมพจ์ ำลองแบบ ( REPRODUCTIVE PRINT ) เป็นผลงำนพิมพท์ ี่สร้ำงจำกแม่พิมพ์ หรือ
วธิ ีกำรพมิ พว์ ิธีอ่ืน ซ่ึงไม่ใช่วิธีกำรเดิมแต่ไดร้ ูปแบบเหมือนเดิม บำงกรณีอำจเป็นกำรละเมิดลิขสิทธ์ิผอู้ ื่น

3. แบ่งตำมจำนวนคร้ังที่พิมพ์ ได้ 2 ประเภท คือ
3.1 ภำพพิมพ์ถำวร เป็ นภำพพิมพท์ ่ีพิมพอ์ อกมำจำกแม่พิมพใ์ ด ๆ ท่ีได้ผลงำนออกมำมีลกั ษณะ

เหมือนกนั ทุกประกำร ต้งั แต่ 2 ชิ้นข้นึ ไป
3.2 ภำพพิมพ์คร้ังเดียว เป็ นภำพพิมพ์ที่พิมพ์ออกมำได้ผลงำนเพียงภำพเดียว ถำ้ พิมพอ์ ีกจะได้

ผลงำนท่ีไมเ่ หมือนเดิม
4. แบง่ ตำมประเภทของแมพ่ ิมพ์ ได้ 4 ประเภท คือ
4.1 แม่พิมพน์ ูน เป็นกำรพมิ พโ์ ดยใหส้ ีติดอยบู่ นผวิ หนำ้ ที่ทำใหน้ ูนข้นึ มำของแมพ่ ิมพ์ ภำพที่ไดเ้ กิด

จำกสีท่ีติดอยู่ในส่วนบนน้ัน แม่พิมพน์ ูนเป็ นแม่พิมพ์ท่ีทำข้ึนมำเป็ นประเภทแรก ภำพพิมพ์ชนิดน้ีไดแ้ ก่
ภำพพมิ พแ์ กะไม้

4.2 แมพ่ มิ พร์ ่องลึก เป็นกำรพมิ พโ์ ดยใหส้ ีอยใู่ นร่องท่ีทำใหล้ ึกลงไปของแม่พมิ พโ์ ดยใชแ้ ผน่ โลหะ
ทำเป็นแมพ่ มิ พ์ (แผน่ โลหะท่ีนิยมใชค้ ือแผน่ ทองแดง) และทำใหล้ ึกลงไปโดยใชน้ ้ำกรดกดั แม่พิมพร์ ่องลึกน้ี
พฒั นำข้ึนโดย ชำวตะวนั ตก สำมำรถพิมพง์ ำน ที่มีควำม ละเอียด คมชดั สูงสมยั ก่อนใชใ้ นกำรพิมพ์ หนงั สือ
พระคมั ภีร์ แผนที่ เอกสำรต่ำง ๆ แสตมป์ ธนบตั ร ปัจจุบนั ใชใ้ นกำรพมิ พง์ ำนที่เป็นศิลปะ และธนบตั ร

4.3 แม่พิมพพ์ ้ืนรำบ เป็ นกำรพิมพโ์ ดยให้สีติดอยู่บนผิวหน้ำ ท่ีรำบเรียบของแม่พิมพ์ โดยไม่ตอ้ ง
ขุดหรือแกะพ้ืนผิวลงไป แต่ใชส้ ำรเคมีเขำ้ ช่วย ภำพพิมพ์ ชนิดน้ีไดแ้ ก่ ภำพพิมพห์ ิน กำรพิมพอ์ อฟเซท ภำพ
พิมพก์ ระดำษ ภำพพิมพค์ ร้ังเดียว

4.4 แม่พิมพฉ์ ลุ เป็นกำรพิมพโ์ ดยใหส้ ีผ่ำนทะลุช่องของแม่พิมพล์ งไปสู่ผลงำนท่ีอยู่ดำ้ นหลงั เป็น
กำรพิมพช์ นิดเดียวท่ีไดร้ ูปที่มีดำ้ นเดียวกนั กบั แมพ่ ิมพ์ ไมก่ ลบั ซำ้ ย เป็นขวำ ภำพพิมพช์ นิดน้ีไดแ้ ก่ ภำพพมิ พ์
ฉลุ ภำพพิมพต์ ะแกรงไหม

ในอดีตผคู้ นมกั จะหำวชิ ำควำมรู้ไดจ้ ำกในวดั เพรำะวดั จะเป็นศูนยก์ ลำงของนกั ปรำชญห์ รือผรู้ ู้ ใชเ้ ป็น
สถำนท่ีในกำรเผยแพร่วชิ ำควำมรู้ต่ำงๆ จิตรกรรมฝำผนงั ท่ีเขียนตำมศำลำ โบสถ์ วิหำรกเ็ ป็นอีกสิ่งหน่ึงที่เรำ
จะหำควำมรู้ในเร่ืองต่ำง ๆ ได้โดยเฉพำะที่เก่ียวกับพุทธประวตั ิ ชำดก วรรณคดีและนิทำนพ้ืนบำ้ น ซ่ึง
นอกจำกจะไดค้ วำมรู้ในเร่ืองศำสนำ ประวตั ิศำสตร์ วรรณคดีแลว้ เรำยงั ไดอ้ รรถรสแห่งควำมสนุกสนำน
เพลิดเพลินกบั ควำมสวยงำมของภำพพมิ พต์ ่ำง ๆ เหล่ำน้ีอีกดว้ ย

ใบความรู้ที่ 1
ใบความรู้ เรื่องนาฏศิลป์ ไทย

นาฏศิลป์ คือ ศิลปะการร้องราทาเพลง ที่มนุษยเ์ ป็ นผูส้ ร้างสรรค์ โดยประดิษฐ์ข้ึนอย่างประณีตและ
มีแบบแผน ให้ความรู้ ความบนั เทิง ซ่ึงเป็นพ้ืนฐานสาคญั ท่ีแสดงให้เห็นถึงวฒั นธรรมความรุ่งเรืองของชาติ
ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
ความเป็ นมาของนาฏศิลป์

นาฏศิลป์ หรือศิลปะแห่งการแสดงละครฟ้อนราน้นั มีความเป็นมาท่ีสาคญั 4 ประการคือ
1.เกิดจากการท่ีมนุษย์ต้องการแสดงอารมณ์ท่ีเกิดข้ึนตามธรรมชาติ ให้ปรากฏออกมาโดยมี

จุดประสงคเ์ พื่อการส่ือความหมายเป็นสาคญั เร่ิมต้งั แต่
1.1 มนุษยแ์ สดงอารมณ์ตามธรรมชาติออกมาตรง ๆ เช่น การเสียใจก็ร้องไห้ ดีใจก็ปรบมือหรือ

ส่งเสียงหวั เราะ
1.2 มนุษยใ์ ชก้ ริยาอาการเป็ นการสื่อความหมายให้ชดั เจนข้ึน กลายเป็ นภาษาท่า เช่น กวกั มือ

เขา้ มาหาตวั เอง
1.3 มีการประดิษฐ์คิดท่าทางให้มีลีลาท่ีวิจิตรบรรจงข้ึน จนกลายเป็ นท่วงทีลีลาการฟ้อนราท่ี

งดงามมีลกั ษณะท่ีเรียกว่า “นาฏยภาษา”หรือ “ภาษานาฏศิลป์ ” ที่สามารถส่ือความหมายดว้ ยศิลปะแห่งการ
แสดงท่าทางท่ีงดงาม

2. เกิดจากการท่ีมนุษยต์ อ้ งการเอาชนะธรรมชาติดว้ ยวิธีต่าง ๆ ที่นาไปสู่การปฏิบตั ิเพ่ือบูชาส่ิงที่
ตนเคารพตามลทั ธิศาสนาของตน ตอ่ มาจึงเกิดเป็นความเช่ือในเร่ืองเทพเจา้ ซ่ึงถือวา่ เป็นสิ่งศกั ด์ิสิทธ์ิที่เคารพ
บูชา โดยจะเร่ิมจากวิงวอนอธิษฐาน จนมีการประดิษฐ์เคร่ืองดนตรี ดีด สี ตี เป่ า ต่าง ๆ การเล่นดนตรี การ
ร้องและ การรา จึงเกิดข้นึ เพอื่ ใหเ้ ทพเจา้ เกิดความพอใจมากยงิ่ ข้นึ

3. เกิดจากการเล่นเลียนแบบของมนุษย์ ซ่ึงเป็นการเรียนรู้ในข้นั ตน้ ของมนุษย์ ไปสู่การสร้างสรรค์
ศิลปะแบบตา่ ง ๆ นาฏศิลป์ ก็เช่นกนั จะเห็นวา่ มนุษยน์ ิยมเลียนแบบสิ่งตา่ ง ๆ ท้งั จากมนุษยเ์ องสังเกตจาก เดก็
ๆ ชอบแสดงบทบาทสมมุติเป็นพ่อเป็นแมใ่ นเวลาเล่นกนั เช่น การเล่นตกุ๊ ตา การเล่นหมอ้ ขา้ วหมอ้ แกง หรือ
เลียนแบบจากธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มต่าง ๆ ทาให้เกิดการเล่น เช่น การเล่นงูกินหางการแสดงระบามา้
ระบากาสร ระบานกยงู

4. เกิดจากการท่ีมนุษยค์ ิดประดิษฐ์หาเครื่องบนั เทิงใจ หลงั จากการหยุดพกั จากภารกิจประจาวนั
เร่ิมแรกอาจเป็ นการเล่านิทาน นิยาย มีการนาเอาดนตรีและการแสดงท่าทางต่าง ๆ ประกอบเป็นการร่ายรา
จนถึงการแสดงเป็ นเร่ื องราว

ประวตั ิความเป็ นมา

นาฏศิลป์ ไทย คือ ศิลปะแห่งการร่ายราที่เป็ นเอกลกั ษณ์ของไทย จากการสืบคน้ ประวตั ิความเป็นมา

ของนาฏศิลป์ ไทย เป็นเร่ืองท่ีเก่ียวขอ้ งและสัมพนั ธ์กบั ประวตั ิศาสตร์ไทย และวฒั นธรรมไทย จากหลกั ฐาน

ท่ียืนยนั ว่านาฏศิลป์ มีมาช้านาน เช่นการสืบคน้ ในหลกั ศิลาจารึกหลกั ที่ 4 สมยั กรุงสุโขทยั พบขอ้ ความว่า

“ระบาราเตน้ เล่นทกุ วนั ” แสดงใหเ้ ห็นวา่ อยา่ งนอ้ ยที่สุด นาฏศิลป์ ไทย มีอายไุ มน่ อ้ ยกวา่ ยคุ สุโขทยั ข้ึนไป

สรุปที่มาของนาฏศิลป์ ไทยได้ดงั นี้

1.จากการละเล่นของชาวบ้านในท้องถิ่น ซ่ึงเป็ นกิจกรรมเพ่ือความบันเทิงและความรื่นเริงของ

ชาวบา้ น ภายหลงั จากฤดูกาลเก็บเกี่ยวขา้ วแลว้ ซ่ึงไม่เพียงเฉพาะนาฏศิลป์ ไทยเท่าน้นั ที่มีประวตั ิเช่นน้ี แต่

นาฏศิลป์ ทวั่ โลกก็มีกาเนิดจากการเล่นพ้ืนเมืองหรือการละเล่นในทอ้ งถิ่น เม่ือเกิดการละเล่นใน

ทอ้ งถิ่นการขบั ร้องโตต้ อบกนั ระหว่างฝ่ ายหญิงและฝ่ ายชาย ก็เกิดพ่อเพลงและแม่เพลงข้ึน จึงเกิดแม่แบบ

หรือวิธีการท่ีพฒั นาสืบเนื่องต่อ ๆ กนั ไป

2. จากการพฒั นาการร้องราในทอ้ งถ่ินสู่นาฏศิลป์ ในวงั หลวง เมื่อเขา้ สู่วงั หลวงก็มีการพฒั นารูปแบบ

ใหง้ ดงามย่ิงข้ึน มีหลกั การ และระเบียบแบบแผน ประกอบกบั พระมหากษตั ริยไ์ ทย ยุคสุโขทยั อยธุ ยา และ

รัตนโกสินทร์ ทรงเป็ นกวีและนักประพนั ธ์ ดงั น้ันนาฏศิลป์ รวมท้งั การดนตรีไทย จึงมีลกั ษณะงดงามและ

ประณีต เพราะผแู้ สดงกาลงั แสดงต่อหนา้ พระท่ีนงั่ และต่อหนา้ พระมหากษตั ริยผ์ ทู้ ี่มีความสามารถในเชิงกวี

ดนตรี และนาฏศิลป์ เช่นกนั อาจกล่าวไดว้ ่ากษตั ริยแ์ ทบทุกพระองคท์ รงเปี่ ยมลน้ ดว้ ยความสามารถดา้ นกวี

ศิลปะอยา่ งแทจ้ ริง บางองคม์ ีความสามารถดา้ นดนตรีเป็นพเิ ศษ โดยเฉพาะยคุ รัตนโกสินทร์ พระมหากษตั ริย์

ไทยได้แสดงให้โลกได้ประจักษ์ถึงความสามารถด้านน้ี กวีและศิลปะ เช่นรัชกาลที่ 2 รัชกาลท่ี 6 และ

พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระปรีชาสามารถดา้ นดนตรีจนเป็นที่ยอมรับของวงการ

ดนตรีทว่ั โลก

เอกลกั ษณ์ของนาฏศิลป์ ไทย
1. มีท่าราอ่อนช้อย งดงาม และแสดงอารมณ์ ตามลกั ษณะที่แทจ้ ริงของคนไทย ตลอดจนใชล้ ีลาการ

เคลื่อนไหวที่ดูสอดคลอ้ งกนั
2. เคร่ืองแต่งกายจะแตกต่างกบั ชาติอ่ืน ๆ มีแบบอยา่ งของตนโดยเฉพาะ ขนาดยดื หยุน่ ไดต้ ามสมควร

เครื่องแต่งกายบางประเภท เช่นเครื่องแต่งกายยนื เคร่ือง การสวมใส่จะใชต้ รึงดว้ ยดา้ ยแทนที่จะเยบ็ สาเร็จรูป
3. มีเครื่องประกอบจงั หวะหรือดนตรีประกอบการแสดง ซ่ึงอาจมีแต่ทานองหรือมีบทร้องผสมอยู่
4. ถา้ มีคาร้องหรือบทร้องจะเป็ นคาประพนั ธ์ ส่วนมากแลว้ มีลกั ษณะเป็ นกลอนแปด สามารถนาไป

ร้องเพลงช้นั เดียว หรือสองช้นั ไดท้ ุกเพลง คาร้องน้ีทาใหผ้ สู้ อนหรือผรู้ ากาหนดทา่ ราไปตามบทร้อง

เคร่ืองแตง่ กายตวั พระ
เครื่องแตง่ กายตวั นาง

ประเภทของนาฏศิลป์ ไทย
นาฏศิลป์ ไทย เป็นศิลปะท่ีรวมศิลปะทุกแขนงเขา้ ดว้ ยกนั ไดแ้ ก่ โขน ละคร รา ระบา และการเลน่

พ้นื เมือง

1.โขน
เป็นศิลปะของการรา การเตน้ แสดงเป็นเร่ืองราว โดยมีศิลปะหลายรูปแบบผสมผสานกนั ลกั ษณะ

การแสดงโขนมีหลายชนิด ไดแ้ ก่ โขนกลางแปลง โขนนง่ั ราว โขนโรงใน โขนหนา้ จอ และโขนฉาก ซ่ึงโขน
แต่ละชนิดมีลกั ษณะที่เป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั ส่ิงสาคญั ที่ประกอบการแสดงโขน คือ บทท่ีใชป้ ระกอบการ
แสดงจากเรื่องรามเกียรต์ิ การแต่งกายมีหวั โขน สาหรับสวมใส่เวลาแสดงเพ่ือบอกลกั ษณะสาคญั ตวั ละครมี
การพากย์ เจรจา ขบั ร้อง และดนตรีบรรเลงดว้ ยวงป่ี พาทย์ ยดึ ระเบียบแบบแผนในการแสดงอยา่ งเคร่งครัด

ประวตั ิความเป็ นมาของโขน
โขน เป็นการแสดง ท่ีกล่าวกนั ว่า ไดร้ ับอิทธิพลการแสดงมาจากการละเล่นของไทยหลายแบบนามา

ผสมผสานกนั จนเกิดการแสดงท่ีเรียกวา่ โขน ดงั จะไดก้ ล่าวดงั ต่อไปน้ี
1. การแสดงชกั นาคดึกดาบรรพ์ ซ่ึงเป็นการแสดงตานานของพระนารายณ์ตอนกวนน้าอมฤต โดยแบ่ง

ผแู้ สดงออกเป็น 2 ฝ่ าย คือ ฝ่ ายอสูร กบั ฝ่ ายเทวดา และวานร โดยอสูรจะเป็นผชู้ กั อย่ดู า้ นหัว ส่วนเทวดาและ
วานร ชกั อยดู่ า้ นล่าง ใชพ้ ญานาคเป็นเชือก เขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง การแสดงแนวคิดน้ีเชื่อวา่ เป็นตน้ เหตุ

ให้มีการพฒั นาแบ่งผแู้ สดง เคร่ืองแต่งกาย และนาแบบอย่างมาเป็นรูปแบบการแสดงโขนไดแ้ ก่การแต่งกาย
เทวดา ยกั ษ์ ลิง

2. กระบ่ี กระบอง เป็นการแสดงศิลปะการต่อสูป้ ้องกนั ตวั ดว้ ยยทุ ธวิธี เป็นศิลปะท่ีชาวไทยทุกคนตอ้ ง
เรียนรู้และป้องกนั ตนเอง และประเทศชาติ กระบวนท่าต่าง ๆ น้นั เชื่อว่า โขนคงรับมาในท่าทางของการ
ต่อสู้ของตวั แสดง

3. หนงั ใหญ่ เป็นมหรสพของไทยในอดีต ใชห้ นงั ววั ฉลุเป็นภาพตวั ละครต่าง ๆ เวลาแสดงจะใหแ้ สง
ส่องตวั หนงั เกิดเงาที่งดงามบนจอผา้ ขาว จุดเด่นของหนังใหญ่ คือ การเตน้ ของผูเ้ ชิดตวั หนังไปตามจงั หวะ
ของดนตรี เรียกว่า หนา้ พาทย์ และบทเจรจา ดงั น้นั โขน น่าจะไดร้ ับอิทธิพลการพากย์ และเจรจาจากการ
แสดงหนงั ใหญ่เร่ืองที่แสดง จะใชว้ รรณคดีท่ีไดร้ ับอิทธิพลมาจากอินเดียคือ รามเกียรต์ิ วรี กษตั ริยช์ าวอารยนั
คือ พระราม ที่เป็นตวั เอกของเรื่อง

ประเภทของโขน
โขน เป็ นศิลปะการแสดงที่มีการพฒั นา และเปล่ียนแปลงไปตามสภาพทางสังคม ขนบธรรมเนียม

ประเพณี ทาให้เกิดรูปแบบของโขน หลายรูปแบบ ซ่ึงสามารถแบ่งประเภทตามลกั ษณะองคป์ ระกอบของ
การแสดง ดงั น้ี

1.1 โขนกลางแปลง เป็นโขนท่ีแสดงกลางสนาม ใชธ้ รรมชาติ เป็นฉากประกอบ นิยมแสดงตอนที่
มีการทาศึกสงคราม เพราะจะตอ้ งใชต้ วั แสดงเป็ นจานวนมาก และตอ้ งการแสดงถึงการเตน้ ของโขน การ
เคล่ือนทพั ของท้งั สองฝ่าย การตอ่ สู้ ระหวา่ งฝ่ายพระราม พระลกั ษณ์ พลวานร กบั ฝ่ายยกั ษ์ ไดแ้ ก่ทศกณั ฑ์

1.2 โขนโรงนอก หรือโขนนง่ั ราว เป็นโขนที่มีวิวฒั นาการมาจากโขนกลางแปลง หากเปลี่ยนสถานท่ี
แสดงบนโรง มีราวไมไ้ ผข่ นาดใหญ่อยู่ดา้ นหลงั สาหรับตวั โขน นง่ั แสดง รูปแบบของการแสดงดาเนินเรื่อง
ดว้ ยการพากยแ์ ละเจรจา

1.3 โขนโรงใน เป็นการนาเอารูปแบบการแสดงโขนโรงนอก มาผสมผสานกบั การแสดงละครใน ที่มี
การขบั ร้อง และการร่ายราของผูแ้ สดง ดาเนินเร่ืองดว้ ยการพากย์ เจรจา มีการขบั ร้อง ประกอบท่าราเพลง
ระบาผสมผสานอยดู่ ว้ ยภาพโขนโรงใน

1.4 โขนหน้าจอ ไดแ้ ก่ โขนท่ีใชจ้ อหนงั ใหญ่เป็นฉากประกอบการแสดง กล่าวคือ มีจอหนงั ใหญ่เป็น
ฉาก ที่ดา้ นซา้ ยขวาเขยี นรูปปราสาท และพลบั พลาไวท้ ้งั สองขา้ ง ตวั แสดงจะออกแสดงดา้ นหนา้ ของจอหนงั
ดาเนินดว้ ยการพากย์ เจรจา ขบั ร้อง รวมท้งั มีการจดั ระบา ฟ้อนประกอบดว้ ย

1.5. โขนฉาก เป็ นรูปแบบโขนที่พฒั นาเป็ นลาดบั สุดทา้ ย กล่าวคือเป็ นการแสดงในโรง มีการจดั ทา
ฉาก เปล่ียนไปตามเรื่องราวที่กาลงั แสดง ดาเนินเร่ืองดว้ ยการพากย์ เจรจา และขบั ร้อง ร่ายราประกอบคาร้อง
มีระบา ฟ้อนประกอบ
2. ละคร

คือ การแสดงท่ีเล่นเป็ นเร่ื องราว มุ่งหมายก่อให้เกิดความบันเทิงใจ สนุกสนานเพลิดเพลิน
หรือเร้าอารมณ์ ความรู้สึกของผูด้ ู ตามเร่ืองราวน้นั ๆ ขณะเดียวกนั ผูด้ ูก็จะไดแ้ นวคิดคติธรรมและปรัชญา
จากการละครน้นั
ประเภทของละครไทย

ละครไทยเป็นละครที่มีพฒั นาการมาเป็นลาดบั ต้งั แตส่ มยั กรุงศรีอยธุ ยาจนถึงปัจจุบนั ดงั น้นั ละครไทย
จึงมีรูปแบบตา่ ง ๆ ซ่ึงแบง่ ออกเป็นประเภทใหญ่ ได้ ประเภทดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ละครรา
2. ละครร้อง
3. ละครพดู
ละครรา เป็นศิลปะการแสดงของไทยที่ประกอบดว้ ยท่ารา ดนตรีบรรเลง และบทขบั ร้องดาเนินเรื่อง
มีผูแ้ สดงเป็ นตวั พระ ตวั นาง และตวั ประกอบแต่งองค์ทรงเคร่ืองตามบท งดงามระยบั ตา ท่าราตามบทร้อง
ประสานทานองดนตรีบรรเลง จงั หวะชา้ เร็ว เร้าอารมณ์ ใหเ้ กิดความรู้สึกตามบทละครท้งั คึกคกั สนุกสนาน
หรือโศกเศร้า ตวั ละครส่ือความหมายบอกกล่าวตามอารมณ์ดว้ ยภาษาท่า โดยมีผูข้ บั ร้อง คือผูเ้ ล่าเรื่องดว้ ย
ทานองเพลงตามบทละคร ซ่ึงเป็ นคาประพนั ธ์ ประเภทคากลอน บทละคร มีการบรรยายความว่า ตวั ละคร
เป็นใคร อยู่ที่ไหน กาลงั ทาหรือคิดสิ่งใด และมีทานอง เพลงร้อง เพลงหนา้ พาทย์ ประกอบท่าราบรรจุไวใ้ น
บทกลอน ตามรูปแบบศิลปะการแสดงละครรา ดนตรีใชว้ งปี่ พาทยบ์ รรเลงประกอบการแสดงละครราแบ่ง
การแสดงออกเป็ น 6 ชนิด คือ ละครนอก ละครใน ละครดึกดาบรรพ์ ละครพนั ทาง ละครเสภา และละคร
ชาตรีเครื่องใหญ่

3. ราและระบา
เป็นการแสดงชุดเบด็ เตลด็ มีหลายรูปแบบ ไดแ้ ก่ราหนา้ พาทย์ การราบท การราเดี่ยว การราหมู่ ระบา

มาตรฐาน ระบาท่ีปรับปรุงข้ึนใหม่ ราหรือ ระบา ส่วนใหญ่ จะเนน้ ในเรื่องสวยงามความพร้อมเพรียง ถา้ เป็น
การแสดงหมมู่ าก ตลอดท้งั ใชร้ ะยะเวลาการแสดงส้นั ๆชมแลว้ ไมเ่ กิดความเบื่อหน่าย
4. การละเล่นพืน้ เมือง

การละเล่นพ้ืนเมืองเป็ นการละเล่นในทอ้ งถ่ินท่ีสืบทอดกนั มาเป็ นเวลานาน แบ่งออกเป็ น ภาคกลาง
ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน แต่ละภาคจะมีลกั ษณะเฉพาะในการแสดง ท้งั น้ีข้ึนอยูก่ บั ปัจจยั หลายประการ
ไดแ้ ก่สภาพภูมิศาสตร์ ประเพณี ศาสนา ความเชื่อและค่านิยม ทาใหเ้ กิดรูปแบบการละเล่นพ้ืนเมืองข้ึนหลาย
รูปแบบ ไดแ้ ก่ รูปแบบการแสดงท่ีเป็นเรื่องราวของการร้องเพลง เช่น เพลงเกี่ยวขา้ ว เพลงบอก เพลงซอ หรือ
รูปแบบการแสดง เช่น ฟ้อนเทียน เซ้ิงกระหยงั ระบาตารีกีปัส ซ่ึงแต่ละรูปแบบน้ีจะมีท้ังแบบอนุรักษ์
ปรับปรุงและพฒั นา เพอื่ ใหด้ ารงอยสู่ ืบไป

ใบความรู้ที่ 2

ใบความรู้ เร่ือง ราวงมาตรฐาน

ประวัตริ าวงมาตรฐาน
ราวงมาตรฐาน เป็นการแสดงมาจากราโทน เป็นการละเล่นพ้ืนบา้ นอย่างหน่ึงของชาวไทยท่ีบ่งบอก

ถึงความสนุกสนาน ซ่ึงแตเ่ ดิมราโทนกเ็ ลน่ กนั เป็นวง จึงเรียกวา่ “ราวง” แต่เดิมไม่มีคาวา่ “มาตรฐาน”จะเรียก
กนั ว่าราวงเท่าน้นั ต่อมาราวสงครามโลกคร้ังที่ 2 ไดม้ ีการปรับปรุงการเล่นราโทนให้งดงามตามแบบของ
กรมศิลปากร ท้งั การร้อง และการร่ายราให้มีความงดงามเป็ นแบบฉบบั กลางๆ ที่จะร้องเล่นไดท้ วั่ ไปในทุก
ภาค และเปล่ียนจากการเรียกวา่ ราโทน เป็นราวง เพราะประการที่หน่ึง เคร่ืองดนตรีท่ีใชม้ ีมากกวา่ ฉ่ิง กรับ
และโทน เพ่ือเพ่ิมความสนุกสนาน และความไพเราะให้ถูกหลกั ท้งั ไทยและสากลประการที่สอง แต่เดิมรา

โทนก็เลน่ กนั เป็นวงการเปลี่ยนจากราโทนเป็นราวง กย็ งั คงรูปลกั ษณ์เดิมไวส้ ่วนท่ีพฒั นาคือท่ารา จดั ใหเ้ ป็น
ท่าราไทยพ้ืนฐานอย่างง่ายๆ สู่โลกสากล เรียนรู้ง่าย เป็ นเร็ว สนุก และเป็ นแบบฉบบั ของไทยโดยแท้
ทางดา้ นเน้ือร้องไดพ้ ฒั นาในทานองสร้างสรรค์ ราวงที่พฒั นาแลว้ น้ีเรียกวา่ ราวงมาตรฐาน เน้ือเพลงในราวง
มาตรฐานมีท้งั หมด 10 เพลง แตล่ ะเพลงจะบอกท่ารา (จากแม่บท) ไวใ้ หพ้ ร้อมปฏิบตั ิ

ช่ือเพลงราวงมาตรฐานและท่ารา

ช่ือเพลง ท่ารา

1. งามแสงเดือน 1. สอดสร้อยมาลา
2. ชาวไทย 2. ชกั แป้งผดั หนา้
3. รามาซิมารา 3. ราส่าย
4. คืนเดือนหงาย 4. สอดสร้อยมาลาแปลง
5. ดวงจนั ทร์วนั เพญ็ 5. แขกเตา้ เขา้ รัง
6. ดอกไมข้ องชาติ 6. รายว่ั
7. หญิงไทยใจงาม 7. พรหมส่ีหนา้ , ยงู ฟ้อนหาง
8. ดวงจนั ทร์ขวญั ฟ้า 8. ชา้ งประสานงา, จนั ทร์ทรงกลดแปลง
9. ยอดชายใจหาญ 9. (หญิง) ชะนีร่ายไม้ (ชาย) จ่อเพลิงกาฬ
10. บชู านกั รบ 10. เที่ยวแรก (หญิง) ขดั จางนาง

(ชาย) จนั ทร์ทรงกลด
เที่ยวสอง (หญิง) ล่อแกว้

(ชาย) ขอแกว้

เพลงราวงมาตรฐาน งามใบหนา้ เมื่ออยวู่ งรา (2 เท่ียว)
1. เพลงงานแสงเดือน ราท่า สอดสร้อยมาลา เปล้ืองทกุ ขว์ ายระกา
งามแสงเดือนมาเยอื นส่องหลา้ เพอ่ื สามคั คี เอย.
เราเลน่ เพื่อสนุก
ขอใหเ้ ล่นฟ้อนรา
2. เพลงชาวไทย ราท่า ชักแป้งผัดหน้า

ชาวไทยเจา้ เอ๋ย ขออยา่ ละเลยในการทาหนา้ ท่ี

การท่ีเราไดเ้ ล่นสนุก เปล้ืองทกุ ขส์ บายอยา่ งน้ี

เพราะชาติเราไดเ้ สรี มีเอกราชสมบูรณ์

เราจึงควรช่วยชาติ ใหเ้ ก่งกาจเจิดจารูญ

เพ่อื ความสุขเพม่ิ พูน ของชาวไทยเรา เอย.

3. เพลงราซิมารา ราท่า ราส่าย

รามาซิมารา เริงระบากนั ใหส้ นุก

ยามงานเราทางานจริงจริง ไมล่ ะไมท่ ิ้งจะเกิดเขญ็ ขกุ

ถึงยามวา่ งเราจึงราเลน่ ตามเชิงเช่นเพอื่ ใหส้ ร่างทกุ ข์

ตามเยย่ี มอยา่ งตามยคุ เล่นสนุกอยา่ งวฒั นธรรม

เลน่ อะไรใหม้ ีระเบียบ ใหง้ ามใหเ้ รียบจึงจะคมขา

มาซิมาเจา้ เอ๋ยมาฟ้อนรา มาเลน่ ระบาของไทยเรา เอย.

4. เพลงคืนเดือนหงาย ราท่า สอดสร้อยมาลาแปลง

ยามกลางคนื เดือนหงาย เยน็ พระพายโบกพลิ้วปลิวมา

เยน็ อะไรกไ็ ม่เยน็ จิต เท่าเยน็ ผกู มิตรไมเ่ บื่อระอา

เยน็ ร่มธงไทยปกไทยทวั่ หลา้ เยน็ ยงิ่ น้าฟ้ามาประพรม เอย.

5. เพลงดวงจันทร์วันเพญ็ ใช้ท่า ชายและหญิง แขกเต้าเข้ารัง และ ผาลาเพยี งไหล่

ดวงจนั ทร์วนั เพญ็ ลอยเด่นอยใู่ นนภา

ทรงกลดสดสี รัศมีทอแสงงามตา

แสงจนั ทร์อร่าม ฉายงามส่องฟ้า

ไมง่ ามเทา่ หนา้ นวลนอ้ งยองใย

งามเอยแสนงาม งามจริงยอดหญิงชาติไทย

งามวงพกั ตร์ยง่ิ ดวงจนั ทรา จริตกิริยานิ่มนวลละไม

วาจากงั วาน อ่อนหวานจบั ใจ

รูปทรงสมส่วน ยวั่ ยวนหทยั

สมเป็ นดอกไม้ ขวญั ใจชาติเอย.

6. เพลงดอกไม้ของชาติ ใช้ท่า ชายและหญงิ ราย่ัว งามวลิ าศนวยนาดร่ายรา(ซ้า)
(สร้อย) ขวญั ใจดอกไมข้ องชาติ ตามแบบนาฎศิลป์
เอวองคอ์ อ่ นงาม เจริญวฒั นธรรม
ช้ีชาติไทยเนาวถ์ ่ิน

(สร้อย) สร้างชาติช่วยชาย
งามทุกส่ิงสามารถ สูท้ นเหนื่อยยากตรากตรา
ดาเนินตามนโยบาย
(สร้อย)

7. เพลงหญิงไทยใจงาม ใช้ท่า ชายและหญิง พรหมสี่หน้า และ ยูงฟ้อนหาง

เดือนพราว ดาวแวววาวระยบั

แสงดาวประดบั ส่องใหเ้ ดือนงามเด่น

ดวงหนา้ โสภาเพยี งเดือนเพญ็

คุณความดีที่เห็น เสริมใหเ้ ด่นเลิศงาม

ขวญั ใจ หญิงไทยส่องศรีชาติ

รูปงามพลิ าศ ใจกลา้ กาจเรืองนาม

เกียรติยศ กอ้ งปรากฎทว่ั คาม

หญิงไทยใจงาม ยงิ่ เดือนดาวพราวแพรว

8. เพลงดวงจนั ทร์ขวัญฟ้า ใช้ท่า ชายและหญิง ช้างประสานงา และ จนั ทร์ทรงกลดแปลง

ดวงจนั ทร์ขวญั ฟ้า ชื่นชีวาขวญั พ่ี

จนั ทร์ประจาราตรี แต่ขวญั พี่ประจาใจ

ท่ีเทิดทนู คือชาติ เอกราชอธิปไตย

ถนอมแนบสนิทใน คือขวญั ใจพี่เอย.

9. เพลงยอดชายใจหาญ ใช้ท่า ชาย จ่อเพลงิ กาฬ หญิง ชะนีร่ายไม้

โอย้ อดชายใจหาญ ขอสมานไมตรี

นอ้ งมาร่วมชีวี กอบกรณีกิจชาติ

แมส้ ุดยากลาเคญ็ ไมข่ อเวน้ เดินตาม

นอ้ งจกั สูพ้ ยายาม ทาเตม็ ความสามารถ.

10. เพลงบูชานักรบ ใช้ท่า ชาย จนั ทร์ทรงกลด / ขอแก้ว หญิง ขัดจางนาง / ล่อแก้ว

นอ้ งรักรักบชู าพ่ี ท่ีมนั่ คงท่ีมน่ั คงกลา้ หาญ

เป็นนกั สูเ้ ชี่ยวชาญ สมศกั ด์ิชาตินกั รบ
นอ้ งรักรักบชู าพี่ ท่ีมานะที่มานะอดทน
หนกั แสนหนกั พ่ผี จญ เกียรติพข่ี จรจบ
นอ้ งรักรักบูชาพ่ี ที่ขยนั ท่ีขยนั กิจการ
บากบน่ั สร้างหลกั ฐาน ทาทุกดา้ นทาทกุ ดา้ นครันครบ
นอ้ งรักบชู าพี่ ที่รักชาติที่รักชาติยงิ่ ชีวติ
เลือดเน้ือท่ีพลีอุทิศ ชาติคงอยคู่ งอยคู่ ูพ่ ภิ พ

ลกั ษณะท่าราแบบต่างของราวงมาตรฐาน


Click to View FlipBook Version