วันรำลึกพระบิดาแห่งกฎหมายไทย 7 สิงหาคม
"วันรพี"วันรำลึกพระบิดา
แห่งกฎหมายไทย
ส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้
ห้องสมุดประชาชน "เฉลิมใมราชกุมารี" อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก
วั น รำ ลึ ก พ ร ะ บิ ด า แ ห่ ง ก ฎ ห ม า ย ไ ท ย "วันรพี" 7 สิงหาคม รำลึกพระบิดาแห่งกฎหมายไทย
วันรพี คือ วันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ได้รับยกย่องให้เป็น
"พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" ซึ่งตรงกับวันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี
วั น รำ ลึ ก พ ร ะ บิ ด า แ ห่ ง ก ฎ ห ม า ย ไ ท ย "วันรพี" มีความสําคัญอย่างไร?
ความสำคัญของวันรพี เป็นการน้อมรำลึกถึงวัน
คล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้วางรากฐานด้าน
นิติศาสตร์ให้ประเทศไทย นับเป็นคุณูปการอัน
ล้นพ้นที่มีต่อวงการกฎหมายไทย นอกจากหน่วย
งานรัฐจะมีการจัดบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็น
ประจำทุกปี ยังมีกิจกรรมวางพวงมาลาเนื่องใน
วันรพี บริเวณหน้าสำนักงานศาลยุติธรรม และ
ศาลต่างๆ ทั่วประเทศ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
(พระนามเดิม : พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์) พระบิดาแห่งกฎหมายไทย
(ที่มาของภาพ : www.si.mahidol.ac.th)
วั น รำ ลึ ก พ ร ะ บิ ด า แ ห่ ง ก ฎ ห ม า ย ไ ท ย ประวัติวันรพี 7 สิงหาคม
มีที่มาอย่างไร?
วันรพี มาจากพระนามของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรี
ดิเรกฤทธิ์ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า "พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์"
พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 5)
ประสูติเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2417 ทรงเป็นนักนิติศาสตร์ ผู้จัด
ตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้ความรู้แก่
นักเรียน นักกฎหมาย และผู้พิพากษา
ประวัติด้านการศึกษาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงสอบเข้าเรียนต่อด้านกฎหมาย ณ
วิทยาลัยไครสต์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ขณะมีพระชนมายุ
เพียง 17 พรรษา ทรงสอบไล่ผ่านทุกวิชาใช้เวลาศึกษา 3 ปี และได้รับ
ปริญญาเกียรตินิยมทางกฎหมาย เมื่อพระชนมายุ 20 พรรษา เป็นที่
พอพระราชหฤทัยแก่รัชกาลที่ 5 โดยทรงเรียกพระราชโอรสของ
พระองค์ว่า "เฉลียวฉลาดรพี"
วันรำลึกพระบิดา หลังจากนั้น เสด็จกลับมารับราชการในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวง
แห่งกฎหมายไทย ยุติธรรม ทรงมีบทบาทอย่างมากในการวางแบบแผน แก้ไขปรับปรุง
ระเบียบศาลยุติธรรมของไทย อีกทั้งทรงรวบรวมข้อกฎหมาย คำพิพากษา
ตำราทางกฎหมาย เพื่ อให้มีความทัดเทียมนานาประเทศ โดยทรงได้รับ
ยกย่องเป็น "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" ในฐานะผู้เริ่มต้นวางรากฐาน
ด้านกฎหมาย และวางรากฐานการศึกษานิติศาสตร์ในประเทศไทย
สิ่ ง ที่ พ ร ะ อ ง ค์ ท ร ง ใ ห้ ค ว า ม สำ คั ญ อ ย่ า ง ม า ก เ กี่ ย ว กั บ ก า ร ตั ด สิ น ค ดี
ความของผู้พิพากษาคือ "ความซื่ อสัตย์สุจริต" โดยทรงถือเป็นอุ ดมคติที่
ต้องยึดมั่นมากกว่ากิจส่วนตัว โดยเฉพาะการ "ไม่กินสินบน" ผู้ที่จะมา
ทำงานเป็นผู้พิพากษา หรือทำงานด้านกฎหมาย จำเป็นต้องมีคุณสมบัติข้อ
นี้ เพื่ อเป็นหลักประกันความยุติธรรมให้ประชาชน อันนำไปสู่ความเจริญ
แ ล ะ ก า ร ย อ ม รับ ข อ ง น า น า ป ร ะ เ ท ศ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ สิ้นพระชนม์ในวันที่
7 สิงหาคม พ.ศ.2463 ต่อมาเนติบัณฑิตยสภาได้เห็นชอบถวายการ
ยกย่องพระองค์ท่าน โดยกำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เป็น
"วันรพี" เริ่มใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ.2497 มาจนถึงปัจจุบัน
วันรพีประวัติพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ พระองค์ท่านจึงทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมาย เพื่อจะได้กลับมาพัฒนา
ประสูติ กฎหมายบ้านเมืองกับพัฒนาผู้พิพากษาและราชการศาลยุติธรรมให้ดีขึ้น
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรี และที่สำคัญเพื่อให้ต่างชาติยอมรับนับถือกฎหมายไทย และยอมอยู่ภายใต้
ดิเรกฤทธิ์ มีพระนามเดิมว่า พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์
เป็นพระราชโอรส พระองค์ที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา อำนาจศาลไทย พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงมีพระสติปัญญาฉลาด
จุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรี เฉลียวเป็นอย่างยิ่ง ในต้นปี 2434 พระองค์ทรงสามารถสอบผ่านเข้าศึกษา
วงศ์ ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาตลับ ณ วันพุธ ขึ้น 11 ค่ำ ปีจอ ฉศก
จุลศักราช 1236 ตรงกับวาระทางสุริยคติ 21 ตุลาคม พุทธศักราช วิชากฎหมายที่วิทยาลัยไครสต์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
2417
วั น รำ ลึ ก พ ร ะ บิ ด า แ ห่ ง ก ฎ ห ม า ย ไ ท ย (Christchurch College Oxford University) ขณะที่พระองค์ทรงมีพระ
การศึกษา
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชปณิธาน ชนมายุเพียง 17 พรรษา
แน่วแน่ที่จะส่งพระราชโอรสทุกพระองค์ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ เนื่องจากขณะ
นั้นประเทศไทยกำลังประสบปัญหาการแผ่อำนาจแสวงหาอาณานิคมของชาติ ซึ่งทีแรกมหาวิทยาลัยไม่ยอมรับเข้าศึกษา โดยอ้างว่าพระชนมายุยังไม่ถึง
ตะวันตก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงศึกษา
ต่อ ณ ประเทศอังกฤษ 18 พรรษา ตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย พระองค์จึงต้องเสด็จไปขอความ
เหตุที่พระองค์ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมาย ก็เนื่องจากช่วงเวลานั้น เมือง
ไทยมีศาลกงสุลฝรั่ง ชาวยุโรปและอเมริกันมีอำนาจในประเทศไทยอย่างมาก ซึ่ง กรุณา โดยพระองค์ดำรัสว่า "คนไทยเกิดง่ายตายเร็ว" ทางมหาวิทยาลัยจึง
ยากแก่การปกครอง จึงมีพระทัยตั้งมั่นที่จะพยายามขอยกเลิกอำนาจศาลกงสุล
ต่าง ๆ ที่มาตั้งพิจารณาพิพากษาคดีชนชาติของตนเสีย เพื่อที่ประเทศไทยของ ยอมผ่อนผันโดยให้ทรงสอบไล่อีกครั้งหนึ่ง พระองค์ก็ทรงสอบได้อีก
เราจะได้มีเอกราชทางการศาลอย่างแท้จริง
ด้วยความที่พระองค์ทรงพระวิริยอุตสาหะเอาพระทัยใส่ในการเรียนเป็น
อย่างมาก ทรงสอบไล่ผ่านทุกวิชาและได้รับปริญญาเกียรตินิยมทาง
กฎหมาย Bachelor of Arts.Hons (B.A. (Oxon)) เมื่อพระชนมายุ 20
พรรษา โดยใช้เวลาศึกษาเพียง 3 ปี
ด้วยพระปรีชาญาณดังกล่าวเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยิ่งนัก ถึงกับทรงเรียกพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์
ว่า "เฉลียวฉลาดรพี"
หลังจากสำเร็จการศึกษาดังกล่าวแล้ว พระองค์ก็ทรงตั้งพระทัยว่า จะ
ทรงเรียนเนติบัณฑิตอังกฤษ (Barrister at law) ที่กรุงลอนดอน แล้วจะ
เสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เสด็จกลับมารับราชการที่ประเทศไทย
เสียก่อน
วันรพีประวัติพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ในการปรับปรุงกฎหมาย เบื้องต้นมีการนำกฎหมาย
งานราชการและพระกรณียกิจ อังกฤษมาใช้ โดยใช้กฎหมายวิธีสบัญญัติก่อน ทีแรกมีข้อถกเถียง
- ปี 2437เมื่อ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เสด็จกลับมาพระองค์ กันว่าจะใช้ระบบกฎหมายแบบอังกฤษ หรือจะใช้ระบบกฎหมายซีวิ
วั น รำ ลึ ก พ ร ะ บิ ด า แ ห่ ง ก ฎ ห ม า ย ไ ท ย ก็ทรงเป็นอธิบดีผู้จัดการโรงเรียมหาดเล็กหลวงเพื่อสอนความรู้เบื้อง ลลอว์ แบบประเทศยุโรปแล้ว
- รัชกาลที่ 5 ก็ทรงตัดสินพระราชหฤทัยปฏิรูประบบ
ต้นสำหรับผู้เข้ารับราชการพลเรือนในกระทรวงต่างๆ และต่อมา
กฎหมายไทยให้เป็นไปตามแบบประเทศภาคพื้นยุโรป คือ ใช้ระบบ
พระองค์ทรงสมัครรับราชการทางฝ่ายตุลาการแล้วทรงฝึกหัดราชการ "ประมวลธรรม" แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังนำแนวคิดหลักกฎหมาย
ในกรมราชเลขานุการและทรงศึกษากฎหมายไทยอย่างจริงจัง อังกฤษบางเรื่องมาใช้ด้วย
- ประมวลกฎหมายของไทยฉบับแรก คือ ประมวลกฎหมาย
- ด้วยพระปรีชาสามารถและพระอุตสาหะ ไม่นานพระองค์สามารถ
ลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ใช้เวลาร่างทั้งสิ้น 11 ปี โดยสำเร็จลงในปี
ทำงานในกรมราชเลขานุการได้ทุกตำแหน่งโดยเฉพาะการร่างพระราช 2451 พระองค์เจ้ารพีฯ ทรงช่วยแปลต้นร่างที่เขียนเป็นภาษา
หัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ฝรั่งเศสและอังกฤษมาเป็นภาษาไทย ส่วนประมวลกฎหมายฉบับต่อ
ๆ มา ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง วิธี
แต่งตั้งพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นองคมนตรีในปีเดียวกันนั้น
พิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ
- ปี 2439 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เป็น
ต่าง ๆ พระองค์ก็ทรงมีบทบาทสำคัญในการยกร่างด้วย
สภานายกพิเศษจัดการตั้งศาลในมณฑลอยุธยา พระองค์ทรงทำการ
ในปีเดียวกันนี้ พระองค์เจ้ารพีฯ มีพระดำริว่า
ในหน้าที่ด้วยพระปรีชาสามารถ เป็นที่นิยมยินดีของหมู่ชนในมณฑล "การที่จะยังราชการศาลยุติธรรมให้เป็นไปด้วยดีนั้น มีความจำเป็น
ที่จะต้องจัดให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยการเปิดให้มี
นั้น การสอนกฎหมายขึ้นเป็นที่แพร่หลาย" จึงทรงสถาปนาโรงเรียน
- ปี 2440 รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เป็น สอนกฎหมายขึ้น สังกัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้โอกาสแก่
ประธานพร้อมด้วยกรรมการไทยและฝรั่ง ช่วยกันตรวจชำระพระราช ประชาชนทั้งหลายมีโอกาสรับการศึกษากฎหมาย และพระองค์ทรง
แนะนำสั่งสอนด้วยพระองค์เองด้วย
กำหนดบทพระอัยการเก่าใหม่และปรึกษาลักษณะการที่จะจัดระเบียบ
แล้วเรียบเรียงกฎหมายขึ้นใหม่เพื่อเป็นบรรทัดฐาน และในปีเดียวกัน
นั้นก็ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม
และคงอยู่ในตำแหน่งสภานายกพิเศษจัดการศาลตามเดิมด้วย
วันรพีประวัติพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์
งานราชการและพระกรณียกิจ
และแล้วปลายปี 2440 พระองค์ทรงเปิดให้มีการสอบไล่
วั น รำ ลึ ก พ ร ะ บิ ด า แ ห่ ง ก ฎ ห ม า ย ไ ท ย เนติบัณฑิต โดยใช้ศาลาการเปรียญใหญ่ วัดมหาธาตุ เป็น
สถานที่สอบ ใช้เวลาสอบทั้งสิ้น 6 วัน วันละ 4 ชั่วโมง ให้ ปี 2455 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทร
คะแนนเป็นเกรด ผู้สอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตรุ่นแรกมีทั้งสิ้น 9
คน ผู้สอบได้ลำดับที่ 1 ในครั้งนั้น คือ เจ้าพระยามหิธร (ลออ วงเกษตราธิการ และในปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ไกรฤกษ์) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเนติบัณฑิตไทยคนแรก
สถาปนาขึ้นเป็นกรมหลวง มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า
- ปี 2441 พระองค์เจ้ารพีฯ ทรงเป็นกรรมการตรวจตัดสิน "พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์คชนาม"
ความฎีกาในคณะกรรมการ มีชื่อว่า "ศาลกรรมการฎีกา" ทำ ปี 2462 พระองค์เจ้ารพีฯ ทรงประชวรด้วยพระวัณโรค
ที่พระวักกะ (ไต) และได้ขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาพัก
หน้าที่เป็นศาลสูงสุดของประเทศ แต่ไม่สังกัดกระทรวง
ราชการรักษาพระองค์ และได้เสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส
ยุติธรรม และต่อมาได้กลายมาเป็นศาลฎีกาในปัจจุบัน
ประเทศฝรั่งเศส แพทย์ได้จัดการรักษาและถวายพระโอสถ
ปี 2442 ได้รับพระราชทานพระสุพรรณบัฏเป็น อย่างเต็มความสามารถแต่พระอาการหาทุเลาลงไม่
"กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์" จนกระทั่งวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2463 พระเจ้าพี่ยาเธอ
- ปี 2443 ทรงดำริจัดตั้งกองพิมพ์ลายมือขึ้น ทรงสอนวิธี กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ก็สิ้นพระชนม์ สิริพระชนมายุ 47
พรรษา
ตรวจเส้นลายมือ และวิธีเก็บพิมพ์ลายมือ สำหรับตรวจพิมพ์ผู้
ต้องหาในคดีอาญา เพื่อใช้เป็นหลักฐานเพิ่มโทษผู้กระทำความ
ผิดหลายครั้ง ปี 2453 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้เป็นองคมนตรี
วั น รำ ลึ ก พ ร ะ บิ ด า แ ห่ ง ก ฎ ห ม า ย ไ ท ย วันรพีประวัติพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์
ทรงปฏิรูประบบกฎหมาย และเป็นห่วงผู้พิพากษา
ในสมัยพระองค์ การปฏิรูปงานศาล เป็นสิ่งจำเป็นต่อสยามประเทศเป็นอย่างมาก มูลเหตุ
เนื่องจากศาลในตอนนั้นกระจายอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ อันส่งผลให้การพิจารณาอรรถคดีเป็นไป
ด้วยความล่าช้ามาก อำนาจตุลาการขาดอิสระถูกแทรกแซงโดยอำนาจบริหาร รวมทั้งมีการทุจริต
เนื่องจากขาดระบบตรวจสอบ การตัดสินคดี ตลอดจนเกิดวิกฤตการณ์เรื่องเอกราชทางการศาล
ที่ต่างชาติไม่ยอมขึ้นศาลไทย แต่กลับตั้งศาลกงสุลพิจารณาตัดสินคดีคนในชาติของตนเอง
ดังนั้น เพื่อทำให้การยุติธรรมสามารถทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ และเป็นที่ยอมรับ
ของต่างประเทศ พระองค์จึงทรงพัฒนาระบบงานยุติธรรมทั้งระบบ และมีการจัดทำประมวล
กฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรดังกล่าวมาแล้ว เพื่อให้ศาลสามารถตัดสินคดีได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและ
มีฝ่ายธุรการคอยให้ความสะดวก
และทรงได้วางนโยบายให้ศาลสามารถตัดสินคดีโดยปราศจากการแทรกแซงของฝ่าย
ปกครอง ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับอารยประเทศ
ในเรื่องนี้ ทรงเคยรับสั่งไว้ว่า "อำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีอยู่ใต้อุ้งมือฝ่ายธุรการนั้น
ใช้ไม่ได้ มีแต่จะเกิดภัยขึ้นเสมอ ดังที่รัฐบาลเองก็ได้ประกาศแสดงความอันนั้นหลายครั้ง..."
......ซึ่งการที่ศาลสามารถตัดสินคดีความได้อย่างอิสระนั้น ถือได้ว่าเป็นหลักประกันความยุติธรรม
ในศาลอันเป็นที่พึ่งของประชาชน และนำไปสู่การยอมรับของประเทศอื่น ๆ ความประสงค์ของ
พระองค์เกี่ยวกับเรื่องนี้ กว่าจะแยกศาลออกจากกระทรวงยุติธรรมฝ่ายบริหารได้ ก็ต้องใช้เวลา
ประมาณ 100 ปีเลยทีเดียว ซึ่งศาลเพิ่งแยกเป็นอิสระจากกระทรวงยุติธรรม เมื่อประมาณปี
2543 เอง
วันรพีประวัติพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์
ทรงปฏิรูประบบกฎหมาย
และเป็นห่วงผู้พิพากษา
วั น รำ ลึ ก พ ร ะ บิ ด า แ ห่ ง ก ฎ ห ม า ย ไ ท ย พระองค์เจ้ารพีฯ ทรงเอาพระทัยใส่คุณสมบัติ ทรงได้รับการถวายพระสมัญญาว่า "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย"
ของบุคคลผู้ที่จะมาเป็นผู้พิพากษาเป็นพิเศษ ด้วยคุณาณุปการอันล้นพ้นดังกล่าวข้างต้น เนติบัณฑิตยสภาจึงได้ถวายการยกย่องพระเจ้า
บรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็น "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" เมื่อปี 2497
พระองค์ทรงยึดมั่นว่าความซื่อสัตย์สุจริตเป็น ทั้งเริ่มต้นเรียก วันที่ 7 สิงหาคม ของทุกปี เป็น "วันรพี" เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงวันคล้าย
อุดมคติสำคัญยิ่งกว่ากิจส่วนตัวใด ๆ
วันสิ้นพระชนม์ พร้อมทั้งมีการจัดงานบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นประจำทุกปี
พระองค์เจ้ารพีฯ ก็ได้ทรงตักเตือนผู้พิพากษา
เสมอมาว่า "อย่ากินสินบน" คติพจน์เตือนใจนักกฎหมาย
นอกจากนี้ พระองค์เจ้ารพีฯ ทรงขอ สมัยพระองค์เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม พระองค์ทรงทุ่มเทให้กับงานราชการอย่างเต็ม
ความสามารถ มิได้ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย พระยามานวราชเสวีจึงทูลว่า "ไม่เคยเห็นใคร
พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณเรื่องเงินเดือน
ทำงานมากอย่างใต้ฝ่าพระบาท ใต้ฝ่าพระบาทมีพระประสงค์อย่างไร" ทรงตอบว่า
ผู้พิพากษาให้เหมาะสมกับศักดิ์และหน้าที่ การที่ "รู้ไหมว่า My life is service"
จะให้ผู้พิพากษาคงความดีเอาไว้นั้น ต้องระลึก
ถึงเงินเดือนที่จะให้แก่ผู้พิพากษาด้วย เพราะกว่า ซึ่งหมายความว่า ชีวิตของฉันเกิดมา เพื่อรับใช้ประเทศชาติ"
จะเป็นผู้พิพากษาได้นั้น ต้องใช้เวลาศึกษานาน
เป็นพิเศษกว่าจะสำเร็จ ตำแหน่งที่จะเลื่อนขึ้นก็มี
น้อย และอีกข้อหนึ่งในราชการอย่างอื่น ตาม
ภาษาไพร่เรียกว่า "มีกำลังในราชการ" แต่ฝ่าย
ตุลาการไม่มีเลย
ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล
ไทยรัฐ https://www.thairath.co.th/lifestyle/cu
ออนไลน์ lture/2158500
ศาลยุติธรรม https://rabi.coj.go.th/th/content/categ
ory/detail/id/39/iid/154426