สาระสาคญั
วรรณคดีเร่ืองโคลงสุภาษิต พระราชนิพนธ์รัชกาลท่ี ๕ เป็นบทพระราชนิพนธ์ใน
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั ท่านได้ทรงพระราชนิพนธใ์ นโอกาสตา่ งๆ เพือ่ เป็นเครื่องเตอื นใจให้
พสกนิกร ประพฤติปฏิบตั ติ นเป็นคนดี มคี ุณธรรม เมตตา กรุณา ซอ่ื สัตยส์ ุจรติ และทรงแสดงสัง่ สอนประชาชน
ให้รู้จักหลกั การดาเนินชีวติ
สาระการเรยี นรู้
๑. วรรณคดีเรอื่ งโคลงสภุ าษติ พระราชนพิ นธ์รัชกาลท่ี ๕
๒. การแปลความจากบทประพนั ธ์
๓.คณุ ค่าและข้อคิดจากวรรณคดีเรื่องโคลงสุภาษิต พระราชนพิ นธร์ ัชกาลท่ี ๕
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
๑. มวี นิ ยั
๒ .ใฝ่เรยี นรู้
๓. มุง่ ม่ันในการทางาน
๔. รักความเปน็ ไทย
สมรรถนสาคัญ
๑. ความสามารถในการสือ่ สาร
๒. ความสามารถในการคดิ
๓. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
กิจกรรมการเรยี นรู้
ชัว่ โมงท่ี ๑ – ๓
กิจกรรมนาเข้าส่บู ทเรียน
๑.นักเรียนดูโคลงสสี่ ุภาพทีค่ รูนามาเป็นตัวอย่างแล้วนักเรียนบอกใจความสาคัญของโคลงนน้ั พร้อม
แสดงข้อคดิ และสามารถนาไปปรับใชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้อย่างไร
พาทมี ีสตริ ง้ั รอคดิ
รอบคอบชอบแลผิด กอ่ นพรอ้ ง
คาพดู พ่างลิขติ เขียนร่าง...เรยี งแฮ
ฟังเพราะเสนาะต้อง โสตทั้งห่างภยั
๒.ครูแจ้งวัตถุประสงค์การสอน และเช่ือมโยงเข้าสู่เน้ือหาโคลงสุภาษิต พระราชนิพนธ์รัชกาลท่ี ๕
ไดแ้ ก่การศึกษาประวัตผิ ้แู ต่ง จดุ ประสงคใ์ นการแตง่ และลักษณะคาประพนั ธ์ทีใ่ ช้
๓.นกั เรียนแบง่ กลุ่มออกเป็น ๓ กลุ่ม จากนน้ั ครมู อบหมายใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ แปลบทประพันธ์ ดงั น้ี กลมุ่ ๑
แปลบทประพนั ธโ์ คลงสภุ าษิตโสฬสไตรยางค์ กลุ่มที่ ๒ แปลบทประพันธโ์ คลงสภุ าษิตนฤทมุ นาการ กลุ่มท่ี ๓
แปลบทประพนั ธ์โคลงสุภาษติ อศิ ปปกรณา
กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น
๔.ครูบรรยายความรู้วรรณคดีเรื่องโคลงสุภาษิต พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๕ โคลงสุภาษิตโสฬสไต
รยางค์ โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ และโคลงสุภาษิตอศิ ปปกรณา ในส่วนของท่ีมา เนื้อหาเยย่อ และแปลบท
ประพันธ์
๕.นักเรยี นออกมานาเสนอการแปลบทประพันธ์ตามกลุ่มที่ไดร้ ับมอบหมาย โดยอ่านบทโคลง นาเสนอ
คาศัพท์น่ารู้ และทาการแปลบทประพนั ธ์
๖.นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายถึงคุณค่าของวรรณคดีแตล่ ะเรื่อง ในประเด็นต่างๆ เช่น มีคุณค่า
ทางดา้ นวรรณศลิ ป์อย่างไรบ้าง มคี ณุ ค่าในดา้ นเน้ือหาอยา่ งไร ให้ขอ้ คิดอะไรบา้ ง
๗.นักเรยี นจดบันทึกความรูท้ ี่ได้รบั จากเรยี นเร่อื งโคลงสภุ าษิต พระราชนิพนธ์รัชกาลท่ี ๕ ลงสมดุ จด
บนั ทกึ
กิจกรรมรวบยอด
๘.นกั เรียนและครูร่วมกนั สรปุ ความรู้เร่ืองโคลงสภุ าษิตโสฬสไตรยางค์ และซกั ถามขอ้ สงสัย
๙.นกั เรยี นทาแบบฝึกหัด เรอื่ ง โคลงสภุ าษติ พระราชนพิ นธ์รัชกาลท่ี ๕
ส่ือการเรยี นรู้
๑.ใบความรู้เรอื่ งโคลงสภุ าษิต พระราชนิพนธร์ ัชกาลที่ ๕
๒.หนงั สอื เรียนวรรณคดี
๓.โคลงสุภาพที่ครกู าหนด
แหลง่ เรยี นรู้
๑.หอ้ งสมุด
๒.อนิ เทอรเ์ นต็
การวัดผลและการประเมินผล
วธิ กี ารวัดและประเมนิ ผล
๑.การทาแบบฝกึ หดั
๒.การประเมนิ การสงั เกตและพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๓.การประเมนิ การนาเสนอผลงาน
เครอื่ งมอื วัดประเมนิ ผล
๑.แบบฝึกหัด
๒.แบบประเมินการสงั เกตและพฤตกิ รรมรายบุคคล
๓.แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน
เกณฑ์การประเมินผลการเรียนรู้
๑.นักเรยี นตอบคาถามในแบบฝกึ หัดไดถ้ ูกต้องผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ ๘๐
๒.นกั เรยี นมคี ะแนนการสงั เกตและพฤติกรรมรายบคุ คลผา่ นเกณฑร์ อ้ ยละ ๘๐
๓.นกั เรยี นมคี ะแนนนาเสนอผา่ นเกณฑร์ อ้ ยละ ๘๐
บันทกึ ข้อเสนอแนะของผู้บริหารโรงเรยี น
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงช่ือ..........................................................
ตาแหนง่ ........................................................
วันท.่ี .......เดอื น......................พ.ศ..............
บันทกึ ผลหลังการจัดการเรียนรู้
ผลการจดั การเรยี นรู้
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ปัญหา/อุปสรรค
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางการแกไ้ ข
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชื่อ...........................................................
ครผู สู้ อน
วนั ท.่ี .......เดือน......................พ.ศ..............
ใบความรทู้ ่ี ๑
เร่ืองโคลงสุภาษติ พระราชนพิ นธ์ ร.๕
โคลงสุภาษิตพระราชนพิ นธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั มี ๑๑ เรอื่ ง
แต่ในชุดการเรยี นรู้น้ีได้นาโคลงสภุ าษิตพระราชนพิ นธ์มาเพียง ๓ เรอื่ ง ไดแ้ ก่ สุภาษติ โสฬสไตรยางค์
สุภาษติ นฤทุมนาการ และสภุ าษติ อศิ ปปกรณา
บทวเิ คราะหโ์ คลงสุภาษติ โสฬสไตรยางค์
ผทู้ ่ปี ระสบความสาเร็จมักจะมหี ลกั ธรรมประจาใจเพอื่ เปน็ แนวทางในการดาเนินชีวติ แนวทางต่างๆเป็นข้อคดิ ที่
นกั ปราชญ์แต่โบราณได้รวบรวมไว้ ดงั ปรากฏในโคลงสุภาษติ โสฬสไตรยางค์ เปน็ ตน้ สมควรท่ีเราจะศึกษาและปฏบิ ัติ
ตามเพ่ือขจัดความทกุ ข์เพ่ือสรา้ งกศุ ลและเพ่อื ความเจรญิ ก้าวหน้าแกต่ นเองตอ่ ไป
โครงโสฬสไตรยางค์เดิมเป็นสุภาษิตภาษาองั กฤษ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
โปรดกระหม่อมให้กวใี นราชสานักแปลและประพันธ์เปน็ โคลงภาษาไทยดงั ปรากฏในจดหมายเหตพุ ระราชกิจรายวนั
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั ตอนหน่งึ ว่าวนั ที่ ๔๔๕๑ (หมายถึงวนั ที่ ๔๔๕๑ ในรชั การที่ ๕ ) วันองั คาร
ขึน้ ๒ คา่ เดือน ๒ ปมี ะโรง โทศก จุลศักราช ๑๒๔๓ (วันท่ี ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๒๓) “...กรมหมน่ื พิชิต ( ตอ่ มาคือ
พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงพชิ ิตปรีชากร ) ถวายโคลงโสฬสไตรยางค์ ซงึ่ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯลฯ ให้ไปแต่ง
แก้ใหม่ใหถ้ ูกกับความในภาษาองั กฤษ ”
นอกจากทรงตรวจแกแ้ ล้ว ยงั ทรงพระราชนพิ นธโ์ คลงนาบทแล้วพระราชทานใหค้ ุณหญงิ เปลยี่ นภาสกรวงศ์ ปกั
เป็นตวั อกั ษรด้วยไหมฝรง่ั เบญจพรรณระบายสใี ส่กรอบ กระจกประดบั บนพระทน่ี ่งั ทรงธรรม เมอ่ื งานพระเมรุสมเด็จ
พระนางเจา้ สนุ ันทากมุ ารีรัตน์ ณ พระเมรทุ อ้ งสนามหลวง ปีมะโรง โทศก จลุ ศกั ราช ๑๒๔๒ พทุ ธศกั ราช ๒๔๒๓
ตอ่ มาไดร้ วบรวมลงพิมพใ์ นหนงั สือวชริ ญาณเลม่ ๑ ฉบบั ท่ี ๑ จุลศักราช ๑๒๔๖ (พทุ ธศักราช ๒๔๓๗ ) โดยใช้ต้นฉบบั
ที่พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร (พระอสิ ริยยศขณะนั้น) ไดค้ ัดลอกไวจ้ ากต้นฉบับทีม่ ภี าษาอังกฤษด้วย
ภายหลงั ได้นามารวมพมิ พ์ในหนังสอื ประชุมโคลงสุภาษติ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ ในงานศตมวาร พระศพสมเด็จ
ฯลฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีรัตนโกสนิ ทร์ เมือ่ วันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๖
โคลงสุภาษติ โสฬสไตรยางค์ เป็นโคลงส่สี ุภาพซึ่งมบี ทนา ๑ บทเนื้อเร่อื ง ๑๖ บทและบทสรุป ๑ บท ซึ่งบอกจานวน
สุภาษติ วา่ มี ๑๖ หมวด หมวดละ ๓ ข้อรวมเปน็ ๔๘ ขอ้ ในพระราชนิพนธ์นี้ “ ไตรยางค์ ” หมายถงึ
จานวนสง่ิ ท่ีควรแสวงหาหรอื ควรละเวน้ ซง่ึ ในโคลงแตล่ ะบทจะมอี ยู่๓ส่งิ เช่น บททหี่ น่งึ กล่าวถงึ สามส่งิ ควรรกั
(Three Things to Love ) ได้แก่ ความกลา้ (Courage ) ความสภุ าพ ( Gentleness) และความรักใคร่
(Affection) บทท่สี องกล่าวถึงสามสงิ่ ท่คี วรชม( Three thing to admire) ไดแ้ ก่ อานาจปัญญา (intellectual
power ) เกยี รตยิ ศ ( Dignity ) และมีมารยาทดี ( Gracefulness) เปน็ ตน้
นอกจากแปลความหมายของคาศพั ทภ์ าษาองั กฤษเป็นภาษาไทยแลว้ ยงั มกี ารอธบิ ายขยายความไว้ในบท
โคลงแตล่ ะบทดว้ ย ตัวอยา่ งเชน่ สามส่งิ ควรยินดี (Three Things to Delight in ) ไดแ้ ก่ ๑.งาม (Beauty) หมายถงึ
“ สรรพางค์โสภาคพรอ้ มธญั ลักษณ”์ คือความงามพรอ้ มทงั้ รา่ งด้วยลักษณะที่ดี ๒.ตรงตรง(Frankness) หมายถงึ
“ภาษติ จิตประจักษ์ ซ่ือพร้อม” คือ ความซ่อื ตรงทั้งวาจาและใจ ๓.ไทยแก่ตน (Freedom) หมายถึง “ เป็นสุขโสด
ตนรกั การชอบ ธรรมนา ” คือ ความสขุ จากการอยอู่ ยา่ งอสิ ระและอย่างชอบธรรม การอธบิ ายในลกั ษณะการ
ตคี วามดังตวั อยา่ งนี้ นับได้ว่าเป็นวิธีแปลและการดดั แปลงให้เข้ากบั วิถีชวี ิตและคา่ นยิ มของคนไทยไดท้ างหนง่ึ บท
พระราชนิพนธ์นีจ้ ึงมิใช่เพียงงานแปลทถ่ี ่ายทอดจากภาษาหน่ึงมาเปน็ อีกภาษาหนึง่ เทา่ น้ัน แต่ได้บนั ทึกความคดิ
ความเขา้ ใจเกีย่ วกับชวี ิตมนุษยไ์ วอ้ ย่างนา่ สนใจยิง่
เมื่อพจิ ารณาในแง่วรรณคดคี าสอน จะเหน็ ว่าโคลงสภุ าษติ โสฬสไตรยางค์ มีข้อแนะนาเกีย่ วกบั การประพฤติ
ตนท่ีครอบคลมุ กว้างขวางตั้งแต่เร่อื งของตวั เอง มติ รสหาย ชาตบิ า้ นเมือง ไปจนถงึ สจั ธรรมชวี ิต บุคคลใดชื่อวา่
บัณฑติ ควรชอบและช่ืนชมความกล้า ความสุภาพ ปญั ญา เกียรติยศ มารยาท ฯลฯ ซ่ึงหมายถงึ ควรแสวงหาสง่ิ เรานี้
มาเป็นคณุ ลักษณะของตนเอง และควรช่ืนชมหรือผูกมติ รกบั ผ้มู คี ณุ ลักษณะดังกล่าวดว้ ย นอกจากน้ยี ังควรรงั เกยี จ
และละเวน้ ความรษิ ยาความเกียจคร้าน การพูดปด การพดู คาหยาบ เป็นต้น ซง่ึ หมายถงึ การไมป่ ระพฤติตนเช่นนั้น
และไม่ผกู มิตรกับผทู้ มี่ ีนิสยั เชน่ น้นั ด้วย ความเจรญิ กา้ วหนา้ และความเป็นสวัสดมิ งคลย่อมเกดิ แกผ่ ู้ปฏิบัติตาม
ข้อแนะนาดังกล่าวตลอดจนสงั คมรอบขา้ งตอ่ จากนนั้ เราควรต่อสูเ้ พื่อธารงรักษาคณุ ความดตี า่ งๆและชื่อเสียงยศ
ศักดเิ์ อาไว้ตลอดจนตอ่ ส้ผู ทู้ ่ีเบียดเบียนลูกหลานมติ รสหายและบา้ นเมอื งเราดว้ ย ขอ้ แนะนาน้ียงั รวมไปถึงการเตรียม
ใจใหพ้ ร้อมสาหรับความเปลย่ี นแปลงตา่ งๆทเ่ี ปน็ สัจธรรมชีวติ ไดแ้ ก่ ความไม่แนน่ อน ความชราและความตาย ซ่งึ จะ
ทาให้เราเขา้ ใจชวี ิต ไมป่ ระมาทและไมท่ ุกข์ระทมเหมือนประสบความผดิ หวัง ชีวิตก็จะเป็นสุขสมดังพระราชประสงค์
ของผู้ทรงพระราชนิพนธน์ ้ีว่า”หวงั สวัสด์ขิ จดั ทกุ ข์สร้าง สบื สร้องศภุ ผล”
ตัวอย่างโคลงบางตอน โคลงสุภาษิตสฬสไตรยางค์
จาก โคลงสภุ าษติ โสฬสไตรยางค์
วา่ ด้วยความสามอย่าง
ปราชญ์แสดงดาริดว้ ย ไตรยางค์
โสฬสหมดหมวดปาง ก่อนอ้าง
เป็นมาตกิ าทาง บณั ทติ แสวงเฮย
หวงั สวสั ดิข์ วดั ทุกข์สร้าง สบื สร้องศุภผล
Three Things to Love
สามสงิ่ ควรรกั
Courage Gentleness Affection
ความกล้า
ความสภุ าพ ความรกั ใคร่
ควรกล้ากล้ากลา่ วถอ้ ย ทั้งหทยั แท้แฮ
สุวภาพพจน์ภายใน จิตพรอ้ ม
ความรักประจกั ษใ์ จ จรงิ แน่ นอนฤา
สามส่ิงควรรกั นอ้ ม จติ ใหส้ นิทจรงิ
Three Things to Admire
สามส่งิ ควรชม
Intellectual Power Dignity GracefuIness
อานาจปญั ญา เกียรตยิ ศ มีมารยาทดี
ปัญญาสติลา้ เลิศญาณ
อานาจศกั ดิ์ศฤงคาร ม่งั ขัง้
มารยาทเรยี บเสย่ี มสาน เสง่ียมเง่ือน งามนอ
สามสง่ิ ควรจักตั้ง แต่ซ้องสรรเสริญ
ศึกษาเพิม่ เตมิ จากหนงั สอื เรียนวรรณคดี
บทวเิ คราะหโ์ คลงสุภาษติ นฤทมุ นาการ
“ถ้ารอู้ ยา่ งนกี้ จ็ ะไม่พดู หรอก ” “ถา้ รู้อย่างน้ีกจ็ ะไม่ทาหรอก”
ข้อความทานองน้ี หลายคนคงจะเคยราพึงมาแลว้ เมอ่ื ร้สู กึ วา่ ไดต้ ดั สนิ ใจพูดหรือทาส่งิ ใดสงิ่ หนง่ึ ลงไปแลว้
เกดิ ผลเสียทาให้อยากจะเรียกคาพดู หรอื เกบ็ เอาการกระทานน้ั คืนมาแต่กส็ ายไปเสยี แล้วไม่อาจแกไ้ ขอะไรไดแ้ ลว้
ดว้ ยเหตุนี้นักปราชญ์โบราณท่านจงึ พรา่ สอนให้ไตร่ตรองให้รอบครอบก่อนจะพดู หรือทาสิ่งใดดังเช่นคาสอนที่
ปรากฏอยู่ในโครงสภุ าษิตนฤทมุ นาการ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัวทรงพระราชนิพนธ์แปลจาก
ภาษาองั กฤษมาเปน็ โคลงส่ีสภุ าพ
โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการมีบทนา ๑ บท เนอื้ เร่ือง ๑๐ บท และบทสรุป๑ บท บทนากล่าววา่ ผรู้ ู้ได้
ไตร่ตรองแล้วจึงกล่าวคาสอนเปน็ แนวทางท่ีควรประพฤติ ๑๐ ประการ ช่ือวา่ ทศนฤทมุ นาการ หมายถงึ “กจิ ๑๐
ประการทผี่ ูป้ ระพฤตยิ งั ไมเ่ คยเสียใจ “ สว่ นบทสรุปแนะนาว่าแนวทาง ๑๐ ประการนที้ กุ คนควรรู้จักพจิ ารณา
ถึงแมจ้ ะประพฤติตามไม่ได้ครบถ้วนแต่ทาได้บา้ งกย็ ังดี
โคลงสภุ าษิต ๑๐ บทเปน็ ขอ้ แนะนาให้รู้จักอดกลน้ั และไตรต่ รองใหร้ อบคอบก่อนพูดหรือทาสง่ิ ใด เพราะ
คนท่ีคิดกอ่ นพูดน้ันจะเปน็ ผทู้ ่ี “พาทีมสี ตริ ้ัง รอคดิ “ คาพดู ท่อี อกมาจงึ เหมาะสมและไพเราะราวกบั ได้เตรียม “
ลิลิตเขยี นร่าง “ มากอ่ น ในยามโกรธใหร้ ะงบั วาจาไวก้ อ่ นเม่อื พจิ ารณาไตรต่ รองแล้วจงึ ค่อยพูด เม่อื ทาผดิ ให้กล่าว
ขอโทษซึง่ จะ “ ดีกว่าปดออ้ มค้อม คิดแก้โดยโกง “ และให้งดเว้นจากการพดู คาหยาบพดู สอ่ เสียด และพูดให้รา้ ย
ผู้อืน่ นอกจากการพดู แล้วยงั มีข้อแนะนาในการฟงั ว่าไม่ควรฟังคาเทจ็ หรือคานินทา ไม่หลงเช่ือข่าวรา้ ยและควร
สอบถามใหส้ ิน้ สงสัยกอ่ นตัดสินเร่อื งใดใด ส่วนข้อแนะนาในเรอื่ งการกระทาน้ันให้ทาดแี ละผูกไมตรีกับทุกคนหาก
มใี ครมาเกะกะระราน ใหอ้ ดกลน้ั อย่ากระทา”เฉกพาล”โตต้ อบไป
โคลงสภุ าษติ ทัง้ ๑๐ บท เปน็ ข้อแนะนาทงั้ ทางด้ายมโนกรรม (การคิด) วจกี รรม (การพดู ) และกายกรรม
(การกระทา) ซ่ึงครอบคลมุ และเหมาะสมทีจ่ ะเป็นเกราะปอ้ งกนั ผ้ปู ระพฤติมิให้ต้องเสียใจเพราะสิง่ ทีต่ นคิด พูด
และกระทา
๑.เพราะความดีท่ัวไป ๖. เพราะไดก้ รณุ าตอ่ คนท่ีถึงอบั จน
๒.เพราะไม่พดู ร้ายต่อใครเลย ๗. เพราะขอโทษบรรดาทไี่ ด้ผดิ
๓. เพราะถามฟงั ความกอ่ นตดั สนิ ๘. เพราะอดกลั้นต่อผอู้ ื่น
๔. เพราะคิดเสียกอ่ นจงึ พดู ๙.เพราะไม่ฟงั คาคนพดู เพศนนิ ทา
๕. เพราะอดพดู ในเวลาโกรธ ๑๐.เพราะไมห่ ลงเชอื่ ขา่ วร้าย
ตัวอยา่ งโคลงบางตอน โคลงสุภาษติ นฤทุมนาการ
จาก โคลงสุภาษิตนฤทมุ นาการ
กิจ ๑๐ ประการทผี่ ู้ประพฤติยังไมเ่ คยเสียใจ
บัณฑิตวนิ จิ แลว้ แถลงสาร สอนเอย
ทศนฤทมุ นาการ ชอื่ ช้ี
เหตผุ ู้ปรบั พฤติปาน ดงั กล่าว น้ันนอ
โทมนัสเพราะกจิ น้ี หอ่ นได้เคยมี
๑.เพราะความดีทว่ั ไป
ทาดีไปเ่ ลือกเวน้ ผใู้ ด ใดเฮย
แตผ่ กู ไมตรีไป รอบข้าง
ทาคุณอดุ หนุนใน การชอบ ธรรมนา
ไรศ้ ัตรูปองมลา้ ง กลับซ้องสรรเสริญ
๒.เพราะไมพ่ ดู รา้ ยต่อใครเลย
เหินหา่ งโมหะร้อน ริษยา
สละสอ่ เสยี ดมารษา ใสร่ ้าย
คาหยาบจาบจว้ งอา- ฆาตขู่ เขญ็ เฮย้
ไปหม่ินนินทาบา้ ย โทษให้ผใู้ ด
ศึกษาเพิ่มเตมิ จากหนงั สอื เรียนวรรณคดี
บทวเิ คราะห์โคลงสุภาษิตอศิ ปปกรณา
นิทานอีสปซึง่ คนไทยร้จู กั กนั มาชา้ นานแลว้ น้ัน เป็นเรื่องท่ีแปลมาจากนิทานกรีกฉบบั ภาษาองั กฤษ ในสมัย
รชั กาลที่ ๕ คนไทยนิยมอ่านเรือ่ งที่แปลมาจากวรรณกรรมตะวันตกกันมาก หลายเร่ืองมีความเป็นสากลเพราะไม่
ผูกติดอยู่กับขนมประเพณแี ละคา่ นยิ มของชาติใดโดยเฉพาะ ตวั อยา่ งเช่น นทิ านอีสป. ซ่ึงเป็นคาสอนใจผู้อา่ น
เก่ยี วกบั การดาเนนิ ชีวติ โดยท่ัวไป กวไี ทยเล็งเหน็ คุณค่าของวรรณกรรมตา่ งชาติเหล่าน้จี งึ นามาแปลเป็นภาษาไทย
เพือ่ เผยแพรใ่ ห้นกั อา่ นไทยไดร้ ู้จกั บางบทมคี าประพนั ธ์เป็นสภุ าษติ ประกอบนิทานด้วย
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอย่หู วั ได้ทรงพระราชนิพนธ์แปลนิทานอีสปไว้ ๒๔ เร่ือง และทรงพระ
ราชนพิ นธโ์ คลงสภุ าษิตประกอบนทิ านรว่ มกบั กวีอ่ืนคือพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอกรมหลวงพชิ ติ ปรชี ากร พระยาศรสี ุนทร
โวหาร(น้อย อาจารยางกูร ) และพระยาราชสัมภารากรโคลงสุภาษติ ดงั กลา่ วรวมเรยี กว่าโคลงสภุ าษิตอิศปปกรณา
อศิ ป หรือ อีสป (Aesop ) เปน็ ชอื่ นกั เลา่ นทิ านชาวกรกี ผู้มชี ีวติ อย่ใู นราวศตวรรษท่ี ๖ กอ่ นครสิ ตกาล เล่า
กนั วา่ อสี ปเป็นทาสผมู้ รี ่างกายพิกลพิการแต่ชาญฉลาด มกั ยกนิทานข้ึนมาเล่าเพือ่ เปรียบเปรย หรอื เตอื นสติใหน้ าย
ได้คิด หรือแกไ้ ขเหตุการณท์ ี่เลวร้ายได้ตัวอยา่ งเช่นครั้งหน่ึงผนู้ าคนหนงึ่ ถูกพพิ ากษาประหารชีวิต อสี ปยกนิทาน
เร่ืองหมาจ้งิ จอกกบั ฝูงเหลอื บมาเป็นอทุ าหรณป์ ระกอบกบั คาชแ้ี จงในสภาว่า การทห่ี มาจิง้ จอกไม่ยอมไล่ฝูงเหลือบ
ท่ีเกาะกินเลอื ดของตนอยู่ ก็เพราะเกรงวา่ จะมเี หลอื บฝงู ใหมท่ ห่ี วิ กระหายมาเกาะอกี เปรียบเหมอื นชาวเมืองนที้ ี่ถูก
ผูน้ าเอารัดเอาเปรียบมานานผนู้ าคนน้ีรา่ รวยพอแลว้ ควรปล่อยเอาไว้เช่นเดมิ ดกี ว่าจะใหผ้ นู้ าคนใหม่ซ่งึ หวิ กระหาย
เขา้ มากอบโกยผลประโยชน์ของชาวเมือง
นทิ านอสี ปซึ่งมีจานวนหลายรอ้ ยเร่ืองและมกี ารแปลเปน็ ภาษาตา่ งๆน้นั เปน็ ทรี่ จู้ ักแพรห่ ลายไปท่วั โลก ใน
วรรณคดีไทยนิทานอสี ปปรากฏเป็นลายลกั ษณอ์ กั ษรในสมัยรชั กาลท่ี ๕ ในต้นฉบบั สมดุ ไทย ช่อื อศิ ปปกรณา
ปัจจบุ ันเก็บรักษาอยูท่ ่ีหอสมุดแหง่ ชาติ
ต่อมาในรชั กาลท่ี ๖ มกี ารแปลและเรียบเรียงนิทานอีสปเพ่อื ใชเ้ ปน็ แบบสอนอา่ นสาหรบั นักเรียน พระ
จรสั ชวนะพันธ์ (สาตร สทุ ธเสถยี ร) ซึ่งตอ่ มาได้รับพระราชทานบรรดาศกั ดเิ์ ปน็ มหาอามาตยโ์ ท พยาเมธาธบิ ดี กล่าว
ไวใ้ นคาชแ้ี จงของผแู้ ต่งหนงั สอื แบบสอนอา่ นเรื่องนิทานอสี ป เมอ่ื วันที่ ๒๒ ธันวาคม ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔)วา่
พระเจ้าบรมวงศเ์ ธอกรมพระดารงราชานุภาพ (พระอสิ รยิ ยศในขณะน้ัน)เป็นผ้ทู รงแนะนาให้พระจรัสชวนะพันธ์
เรยี บเรยี งขึ้น โดยให้ใช้ภาษางา่ ย ๆ และประโยคส้ัน ๆ สาหรบั เดก็ ชั้นมูลศึกษา(กอ่ นประถมศกึ ษา )ที่จะใช้เปน็ แบบ
สอนอา่ นหลงั จากเรียนแบบเรียนมลู ศึกษาจบแล้ว
นิทานอสี ปเปน็ แบบสอนอา่ นที่ให้ เดก็ ฝกึ คิดตอ่ เนอื่ งจากเรอ่ื งทไ่ี ด้อ่านได้ฟงั แทนทจี่ ะอ่านเพ่อื ความสนุก
เพลิดเพลนิ แต่อยา่ งเดียว ในตอนทา้ ยของนิทานอีสปทกุ เรือ่ งจะมบี ทสรปุ เปน็ คตสิ อนใจเพอื่ เป็นแนวทางแกผ่ ้อู ่าน
ให้พจิ ารณาคาสอนทีไ่ ด้จากนิทานเร่ืองนั้น ๆ นทิ านอีสปเป็นเรื่องหนึง่ ๆ มหี ลายสานวนเพราะมกี ารดัดแปลงแต่ง
เติมในระหวา่ งที่เล่าตอ่ กันมาบทสรปุ ทา้ ยเร่อื งก็อาจแตกต่างไปเพราะการตีความของผู้เล่าด้วยตวั อย่างเช่นนทิ าน
เร่อื งไกก่ บั พลอย ในแบบสอนอา่ นท่อี ้างถงึ ขา้ งต้นเลา่ ว่า ไก่แจ้ตวั หนงึ่ คยุ เข่ียดินหาอาหารอยพู่ บพลอยเม็ดหน่ึงจงึ
พูดเปรยขึน้ วา่ ถา้ เจ้าของของเจา้ มาพบเจ้าเชน่ นี้เขาคงเก็บเจา้ ไปฝงั ในหัวแหวนตามเดมิ น่เี จ้าไม่มปี ระโยชน์อะไร
แก่เราสู้แตข่ า้ วสุกข้าวสารเมล็ดเดยี วกไ็ ม่ได้ บทสรปุ ของนิทานเรื่องนี้มวี า่ “ของท่ีดียอ่ มมีประโยชนแ์ ต่แก่ผทู้ ่ีร้จู กั
ใช้”
ส่วนนทิ านเร่ืองไก่กบั พลอยอกี สานวนหนึ่งเล่าว่า เมื่อพบพลอยไกก่ ็พูดไปว่าสง่ิ น้ีควรเป็นสมบตั ิของ
ชา่ งทอง เมื่อมาตกอยกู่ บั เราหามีคุณค่าอันใดไม่ หากเปน็ เมลด็ ขา้ วสักเมลด็ เดยี ว จะมคี ่ามากกว่ายิ่งนกั บทสรปุ
ของนิทานเรอื่ งนมี้ วี ่า “ผ้ฉู ลาดย่อมต้องการสิ่งจาเป็นสาหรับชีวิตมากกว่าสิง่ ของเคร่อื งประดบั ที่ไร้ประโยชน์”
ในโคลงสภุ าษิตอศิ ปปกรณา พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั คติสอนใจทไ่ี ด้จาก
นิทานเรอ่ื งไก่กับพลอย (ซึ่งมีเน้อื เรือ่ งเหมอื นในแบบสอนอา่ นนทิ านอสี ป) มบี ทสรปุ ทา้ ยเรอ่ื งดังน้ี นสิ ยั ใจ บ ต้อง
การดี พบสิ่งประเสริฐศรี ตซิ ้ ไป่ชอบไปช่ วนมี จติ ปรารถ-นานา ดุจไกพ่ บแกว้ ลา้ หลกี แลว้ เลยจร ในโคลงสุภาษติ
บทน้ี ไก่ไม่รคู้ ณุ คา่ ของพลอยซ่งึ เปรยี บเป็นสิ่งประเสริฐศรี นา้ เสยี งของผู้ทรงพระราชนพิ นธ์จึงดเู หมือนจะตาหนไิ ก่
ตวั นน้ั อยูด่ ้วย เช่นเดยี วกบั ความหมายของคาพังเพยทวี่ า่ ไก่ได้พลอย ซ่งึ มีน้าเสยี งตาหนผิ ูท้ ่ไี ม่เห็นคุณค่าของสิง่ ท่ี
ตนเป็นเจ้าของ
ตัวอย่างโคลงบางตอน
จาก โคลงสุภาษิตอศิ ปปกรณา
โคลงสภุ าษิตอิศปปกรณา ราชสหี ์กบั หนู
มรี าชสหี ์ตัวหนึ่งนอนหลบั มีหนูตัวหน่ึงวิง่ ไปบนหน้า ราชสหี ์น้ันตกใจตื่นลุกขึ้นด้วยความโกรธ จับหนไู ว้ได้จะ
ฆ่าเสีย หนจู ึงอ้อนวอนว่าถา้ เพียงแตท่ า่ นไวช้ วี ิตข้าพเจ้า ข้าพเจา้ คงจะแทนคุณท่านทมี่ ใี จดเี ป็นแน่ ราชสีห์หัวเราะ
แลว้ ปล่อยเขาไป อยมู่ าไม่ชา้ กวา่ น้ีนกั ราชสีหต์ อ้ งพรานจับผกู ไวด้ ้วยเชอื กแข็งแรงหลายเส้น หนูได้ยินราชสีหร์ ้องจา
ได้ ก็ขึ้นมาชว่ ยกัดเชอื กปลอ่ ยราชสหี ์ออกได้แลว้ จ่ึงรอ้ งว่า ท่านย้มิ เยาะความคดิ ขา้ พเจา้ ท่วี า่ คงสามารถทจี่ ะช่วย
ทา่ น ทา่ นไม่หมายวา่ จะได้รบั อันใดตอบแทนน้ัน เดีย๋ วนี้ท่านคงทราบแล้วถงึ เป็นเพยี งหนูตัวหนงึ่ ก็อาจทีจ่ ะให้ความ
อุปถมั ภ์ทา่ นได้
*อย่าควรประมาทผู้ ทรุ พล
สบเคราะห์คราวขดั สน สุดรู้
เกลอื กเขาสบร้ายดล ใดเหตุ มแี ฮ
มากพวกคงมผี ู้ ระลึกเคา้ คณุ สนอง
แบบฝึกหดั ท่ี ๑ เรื่องโคลงสภุ าษติ
พระราชนพิ นธร์ ชั กาลที่ ๕
คาช้ีแจง : ใหน้ ักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปนใ้ี หถ้ ูกต้อง
๑.เมอ่ื พิจารณาโคลงโสฬสไตรยางค์ในแง่วรรณคดีคาสอน พบวา่ มีข้อแนะนาเก่ยี วกับการประพฤติ
ในเรอ่ื งที่เกี่ยวกบั สิง่ ใดบ้าง
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
๒.ยกตวั อย่างโคลงจากโคลงสุภาษติ โสฬสไตรยางค์ มา ๑ บท พร้อมบอกเหตผุ ล
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
๓.โคลงสุภาษติ นฤทุมนาการมที ัง้ หมดกข่ี ้อ เป็นขอ้ แนะนาเกี่ยวกับเรอ่ื งใด
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
๔. “ทาคณุ อดุ หนนุ ใน การชอบ ธรรมนา” วรรคท่ีกลา่ วมาข้างตน้ มาจากกจิ ข้อใด โคลงเร่อื งใด
...........................................................................................................................................................
๕.นกั เรยี นจะนาข้อคดิ จากนิทานอีสปเร่ือง “ไก่กับพลอย” ไปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตได้อย่างไร
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
ช่ือ-สกุล..........................................................................................................ช้นั ...............เลขท่.ี ..............
เฉลยแบบฝกึ หัดท่ี ๑ เรอ่ื งโคลงสภุ าษติ
พระราชนพิ นธ์รชั กาลที่ ๕
คาช้ีแจง : ใหน้ ักเรียนตอบคาถามตอ่ ไปนใ้ี ห้ถูกต้อง
๑.เมือ่ พิจารณาโคลงโสฬสไตรยางคใ์ นแง่วรรณคดีคาสอน พบว่ามีข้อแนะนาเกย่ี วกับการประพฤติ
ในเรอื่ งท่ีเกี่ยวกับสิง่ ใดบ้าง
............................เกีย่ วกับเร่ืองของตวั เอง มิตรสหาย ลชาติบ้านเมอื งไปจนถึงสจั ธรรมของชีวติ ........
๒.ยกตัวอย่างโคลงจากโคลงสุภาษติ โสฬสไตรยางค์ มา ๑ บท พรอ้ มบอกเหตผุ ล
............................................................................................................................................................
................................... คาตอบขึ้นอย่กู บั ผเู้ รยี น .................................................................................
............................................................................................................................................................
๓.โคลงสุภาษิตนฤทมุ นาการมีทั้งหมดกข่ี อ้ เป็นขอ้ แนะนาเกย่ี วกบั เรอื่ งใด
.....................๑๐ ข้อ ให้ร้จู ักอดกล้ันและไตร่ตรองให้รอบคอบกอ่ นพูด...............................................
............................................................................................................................................................
๔. “ทาคณุ อดุ หนนุ ใน การชอบ ธรรมนา” วรรคท่ีกล่าวมาข้างต้น มาจากกจิ ขอ้ ใด โคลงเร่อื งใด
...................ข้อ ๑ เพราะความดีท่ัวไป ในโคลงสุภาษิตนฤทมุ นาการ...........................................
๕.นกั เรยี นจะนาขอ้ คิดจากนิทานอสี ปเรื่อง “ไก่กับพลอย” ไปประยกุ ตใ์ ช้ในชีวิตไดอ้ ย่างไร
............................................................................................................................................................
........นาไปใช้ในการใช้ชีวิต ให้เห็นตณุ คา่ ของสิง่ ท่ีจาเปน็ มากกว่าเครอ่ื งประดับทไ่ี รป้ ระโยชน์.....
...........................................(หรอื คาตอบขน้ึ อยกู่ บั เหตุผลของผูเ้ รยี น)...............................
ชือ่ -สกุล..........................................................................................................ชัน้ ...............เลขท่ี...............
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๕
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๒ โคลงสุภาษติ พระราชนพิ นธ์ ร.๕ เรอื่ ง การแต่งโคลงสี่สุภาพ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย
วิชา ภาษาไทย ช่อื รายวิชา ภาษาไทย ท ๒๒๑๐๑ เวลา ๒ คาบ/๒ ชวั่ โมง
ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๓
มาตรฐานการเรียนร้/ู ตวั ชว้ี ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปลีย่ นแปลงของภาษาและพลงั ของ
ภาษา ภมู ิปญั ญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ขิ องชาติ
ตัวชี้วดั
ท ๔.๑ ม.๒/๓ แตง่ บทรอ้ ยกรอง
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
๑. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายลกั ษณะ วธิ กี ารแตง่ ประโยชน์ และคุณค่าของโคลงสี่สภุ าพได้
๒. นักเรียนสามารถแต่งคาประพันธป์ ระเภทโคลงส่สี ุภาพได้ถกู ตอ้ ง
๓. นกั เรยี นมที ักษะในการเขยี น
สาระสาคญั
โคลงสี่สุภาพ เป็นคาประพันธ์ประเภทร้อยกรองชนิดหน่ึง ซ่ึงมีปรากฏในวรรณคดีไทยมา
นานแล้ว นอกจากจะมีบังคับสัมผัสตามที่ต่าง ๆ แล้ว ยังบังคับให้มีวรรณยุกต์เอกโทในบางตาแหน่งการ
ประพนั ธ์โคลงสสี่ ภุ าพ
สาระการเรยี นรู้
๑. โคลงสส่ี ภุ าพ
๒. คุณค่าของโคลงสส่ี ภุ าพ
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
๑. มีวนิ ัย
๒ .ใฝเ่ รยี นรู้
๓. มงุ่ มนั่ ในการทางาน
สมรรถนสาคญั
๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคดิ
กจิ กรรมการเรียนรู้
ชั่วโมงที่ ๑ – ๒
กจิ กรรมนาเขา้ สู่บทเรียน
๑.ครทู บทวนความรู้จากโคลงสภุ าษิต และยกโคลงสภุ าษติ ตัวอย่าง มาอภปิ รายรว่ มกนั กบั นกั เรียน ใน
ประเด็นของฉนั ทลกั ษณ์
ควรกล้ากลา้ กลา่ วถอ้ ย ทั้งหทยั แทแ้ ฮ
สุวภาพพจน์ภายใน จิตพร้อม
ความรักประจักษ์ใจ จริงแน่ นอนฤา
สามสงิ่ ควรรักนอ้ ม จติ ใหส้ นทิ จริง
๒.ครแู จ้งวัตถุประสงค์การสอน และเชื่อมโยงเขา้ สู่เน้ือหาโคลงส่ีสภุ าพ
กจิ กรรมพฒั นาผูเ้ รยี น
๓.ครบู รรยายเนื้อหาโคลงส่ีสภุ าพ ฉันทลกั ษณ์ และหลักการแตง่ โคลงสส่ี ุภาพที่ดี
๔.ครใู ห้นกั เรยี นจนบันทึกฉันทลักษณข์ องโคลงสี่สุภาพลงสมุด
๕.นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ ๕ คน ไปศึกษาเกี่ยวกับวรรณคดีไทยท่ีใช้ลักษณะคาประพันธ์ประเภท
โคลงสี่สุภาพ โดยศึกษาชื่อเรื่อง ผู้แต่ง ลักษณะคาประพันธ์ แนวคิดของเรื่อง และยกตัวอย่างบทที่นักเรียน
สนใจ
๖.นักเรียนออกมานาเสนอวรรณคดที ี่ไดไ้ ปศึกษาเกยี่ วกบั โคลงส่สี ุภาพ อยา่ งสร้างสรรค์
กิจกรรมรวบยอด
๗.ครใู ห้นกั เรียนออกมาเขียนแผนผังโคลงสี่สุภาพบนกระดาน โดยการส่มุ เลขท่ี
๘.ครูสรปุ ความรูเ้ รอ่ื งการแต่งโคลงส่สี ุภาพ และให้โอกาสนกั เรยี นสอบถามข้อสงสัยเพม่ิ เตมิ
๙.นกั เรยี นทาแบบฝึกหดั เร่อื งโคลงส่สี ภุ าพ
สอ่ื การเรยี นรู้
๑.ใบความรเู้ ร่ืองโคลงสส่ี ภุ าพ และคาเปน็ คาตาย
๒.หนังสือเรยี นหลักภาษาไทย
๓.โคลงสี่สุภาพทค่ี รูกาหนด
แหลง่ เรยี นรู้
๑.หอ้ งสมดุ
๒.อนิ เทอรเ์ นต็
การวดั ผลและการประเมนิ ผล
วธิ กี ารวัดและประเมนิ ผล
๑.การทาแบบฝึกหดั
๒.การประเมินการสงั เกตและพฤตกิ รรมรายบคุ คล
๓.การประเมินการนาเสนอผลงาน
เคร่ืองมือวัดประเมนิ ผล
๑.แบบฝึกหัด
๒.แบบประเมินการสงั เกตและพฤตกิ รรมรายบุคคล
๓.แบบประเมนิ การนาเสนอผลงาน
เกณฑก์ ารประเมินผลการเรียนรู้
๑.นกั เรยี นตอบคาถามในแบบฝกึ หดั ไดถ้ ูกต้องผา่ นเกณฑร์ ้อยละ ๘๐
๒.นกั เรยี นมีคะแนนการสงั เกตและพฤติกรรมรายบุคคลผ่านเกณฑ์รอ้ ยละ ๘๐
๓.นักเรยี นมคี ะแนนนาเสนอผ่านเกณฑร์ อ้ ยละ ๘๐
บันทกึ ขอ้ เสนอแนะของผู้บริหารโรงเรียน
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงช่อื ..........................................................
ตาแหน่ง........................................................
วนั ท.ี่ .......เดือน......................พ.ศ..............
บันทกึ ผลหลงั การจดั การเรยี นรู้
ผลการจดั การเรยี นรู้
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
ปัญหา/อปุ สรรค
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
แนวทางการแก้ไข
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชือ่ ...........................................................
ครผู สู้ อน
วันท.่ี .......เดอื น......................พ.ศ..............
ใบความรู้ที่ ๑
เร่ือง การแต่งโคลงส่สี ภุ าพ
นกั วรรณคดีมีความเห็นตรงกันวา่ โคลง เป็นคาประพันธ์ไทยแท้ เหน็ ได้จากการแต่งโคลงบังคับ
รูปวรรณยุกต์ เอก และโท มีเสียงสูงต่าประดุจเสียงดนตรี มีทานอง จังหวะที่ไพเราะ ทาให้คาประพนั ธ์
ประเภทโคลงเปน็ ทีน่ ิยมกันอย่างแพร่หลาย คาประพนั ธป์ ระเภทโคลงที่ปรากฏหลกั ฐานให้เห็นเป็นเรื่อง
แรก คอื ลลิ ติ โองการแช่งนา
กวีของเมืองไทยท่ไี ด้ชอื่ ว่า ประพันธโ์ คลงไดย้ อดเยยี่ ม ได้แก่
สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานชุ ติ ชิโนรสฯ อาทิ ลิลิตตะเลงพ่าย
พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หวั อาทิ พระนลคาหลวง ลิลติ นารายณ์สบิ ปาง
เนาวรัตน์ พงษไ์ พบูรย์ อาทิ คาหยาด ชักมา้ ชมเมือง เขียนแผ่นดิน
แผนผงั โคลงสี่สุภาพ
ลกั ษณะบงั คบั ของโคลงส่สี ภุ าพ
๑. คณะ โคลงสี่สุภาพบทหนึ่งมี ๔ บาท
บาทท่ี ๑ , ๒ , ๓ มบี าทละ ๒ วรรค และมีจานวนคาเท่ากนั คอื วรรค
หน้า มี ๕ คา สว่ นวรรคหลงั มี ๒ คา
บาทท่ี ๔ มี ๒ วรรค เช่นกัน แตเ่ พิ่มจานวนคาในวรรคหลัง
อีก ๒ คา ฉะนันวรรคหนา้ ของโคลงบาทท่ี ๔ จึงมี ๕ คา ส่วนวรรคหลงั มี ๔ คา
๒. พยางคแ์ ละคาสร้อย จานวนพยางค์และคาในแตล่ ะบท รวมแลว้ มี ๓๐ คา
คาสร้อย คือ คาทีแ่ ตง่ ทา้ ยบาทของโคลงตามข้อบงั คบั เพ่อื ทาให้ได้ใจความ
ครบถ้วน ถ้าโคลงบาทใดได้ความครบถ้วนแล้ว กไ็ ม่ต้องเตมิ คาสรอ้ ย
ตาแหนง่ ที่กาหนดใหเ้ ตมิ คาสรอ้ ย คอื ท้ายบาทที่ ๑ และท้ายบาทที่ ๓
คาสร้อยต้องมีแห่งละ ๒ คาเสมอ คาแรกเป็นคาสภุ าพทตี่ อ้ งการเสรมิ ความให้
สมบูรณ์ สว่ นคาหลงั มักลงทา้ ยด้วยคาต่อไปนี
พอ่ แม่ พี่ รา แล เลย เอย นา นอ เนอ ฤๅ ฮา แฮ เฮย และมีอีกคาหนงึ่ ทีพ่ บใน
โคลงโบราณ คือ คาวา่ บารนี ซง่ึ ใชค้ าสร้อยได้ครบพยางค์โดยไมต่ ้องเติมคาอนื่
๓. สมั ผัส คาเอกคาโท คาเปน็ คาตาย
๓.๑ สมั ผัส ดูจากแผนผัง
๓.๒ คาเอกคาโท กาหนดในตาแหน่งที่พมิ พด์ ว้ ยเครื่องหมาย เอก โท ใน
แผนผัง รวมมคี าเอก ๗ แห่ง และคาโท ๔ แห่ง นอกนันเปน็ คาสภุ าพธรรมดา ไม่
จาเปน็ ตอ้ งเปน็ เอกโทจะเป็นเสยี งวรรณยกุ ตอ์ ะไรก็ได้
ในการแต่งโคลงสี่สุภาพ บางครังเม่ือไมส่ ามารถหาคาทมี่ ีรูปวรรณยกุ ต์
เอก หรอื รปู วรรณยกุ ตโ์ ทมาใชใ้ นท่ีบงั คบั วรรณยกุ ต์ตามแผนผังได้ ผู้แตง่ จาเปน็ ตอ้ งใช้
คาเอกโทษ หรอื คาโทโทษ คือ นาคาที่ตอ้ งการใช้ไปเปลยี่ นให้เป็นรปู วรรณยกุ ต์
เอก หรอื โท แตถ่ ้าไมจ่ าเป็นอยา่ งยงิ่ แล้วก็ไม่ควรใช้ เพราะทาใหร้ ูปคาเสยี และ
ความหมายอาจเปล่ียนไป เช่น ใช้คาวา่ ขา้ แทนคาว่า ฆา่ เปน็ ต้น อีกกรณีหนึง่
คอื คาเอก คาโท ที่อยู่ติดกัน บางครังอาจสลับทก่ี นั ได้
๓.๓ คาเปน็ คาตาย คาตายใชแ้ ทนวรรณยุกต์เอกได้ทุกแหง่ ท่บี ังคบั คา
เอก ไมว่ า่ คาตายนัน ๆ จะมเี สียงวรรณยุกตใ์ ด อาจเป็นคาตายเสยี ง
เอก เช่น บาด จิต คาตายเสยี งโท เช่น วาด ภาพ หรือคาตายเสยี ง
ตรี เช่น พบ รกั เป็นต้น
๔. สัมผัสบท ถ้าเขียนโคลงสีส่ ุภาพ ความยาวเกินกวา่ ๑ บท จะตอ้ งมี
สัมผัสบทโดยคาสดุ ท้ายของบาทท่ี ๔ บทต้น สมั ผสั กบั คาท่ี ๑ , ๒ หรือ ๓ ของบาท
ท่ี ๑
ใบความรู้ท่ี ๒
คาเปน็ คาตาย
คาเป็น ได้แก่ คำท่ีมีลกั ษณะ ดังตอ่ ไปนี้
๑. คำท่ีพยญั ชนะประสมกับสระเสยี งยำวในแม่ ก กำ เช่น มำ ดู ปู เวลำ ปี ฯลฯ
๒. คำที่พยญั ชนะประสมกบั สระ –ำ ใ - ไ
- เ – ำ เช่น จำ น้ำ ใช่ เผำ่ เสำ ไป ฯลฯ
๓. คำที่มีตัวสะกดอย่ใู น
แม่ กง กน กม เกย เกอว เชน่ จริง กิน กรรม สำว ฉุย ฯลฯ
คำตำย ได้แก่ คำที่มีลกั ษณะ ดังตอ่ ไปน้ี
๑. คำท่พี ยญั ชนะประสมกับสระเสียงสั้นในแม่ ก กำ เชน่ กะทิ เพรำะ ดุ แคะ ฯลฯ
๒. คำทีม่ ตี วั สะกดในแม่ กก กบ กด เช่น บทบำท ลำภ เมฆ เลข ธูป ฯลฯ
แบบฝึกหัดท่ี ๑
เรื่องการแตง่ โคลงสส่ี ุภาพ
คาชแ้ี จง : ให้นักเรียนเขียนแผนผังแสดงฉนั ทลกั ษณโ์ คลงส่สี ุภาพ และแต่ง
โคลงสส่ี ุภาพจานวน ๑ บท ในหัวข้อ “ธรรมชาติ”
แผนผงั แสดงฉันทลักษณ์โคลงส่ีสุภาพ
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
ธรรมชาติ
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
ชือ่ -สกุล..........................................................................................................ชนั้ ...............เลขท.่ี ..............
เฉลยแบบฝึกหดั ที่ ๑
เรอ่ื งการแตง่ โคลงสีส่ ภุ าพ
คาชี้แจง : ใหน้ ักเรียนเขียนแผนผังแสดงฉันทลักษณโ์ คลงส่ีสภุ าพ และแต่ง
โคลงส่สี ุภาพจานวน ๑ บท ในหวั ข้อ “ธรรมชาติ”
แผนผงั แสดงฉนั ทลักษณโ์ คลงส่สี ุภาพ
ธรรมชาติ
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................
ชอ่ื -สกุล..........................................................................................................ชัน้ ...............เลขท.่ี ..............
แบบทดสอบหลังเรียน
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๒ โคลงสุภาษติ พระราชนิพนธ์ ร.๕
คาชีแ้ จง : ใหน้ ักเรียนเลอื กคำตอบท่ถี ูกตอ้ งเพยี งคำตอบเดียว แลว้ ทำเคร่ืองหมำย X ลงในกระดำษคำตอบ
๑.โคลงสภุ ำษติ โสฬสไตรยำงคแ์ ละโคลงสุภำษติ ๖.โคลงส่ีสภุ ำพหน่ึงบทมกี ว่ี รรค
นฤทุมนำกำรแต่งด้วยโคลงชนดิ ใด ก.๒ วรรค ข.๔ วรรค
ก.โคลงสองสุภำพ ค.๖ วรรค ง.๘ วรรค
ข.โคลงสำมสภุ ำพ ๗.โคลงสี่สุภำพมีกำรบังคบั คำชนดิ ใด
ค.โคลงสีส่ ุภำพ ก.คำพอ้ ง ข.คำตำย
ง.โคลงดัน้ บำทกญุ ชร ค.คำเอก ง.คำไวพจน์
๒.ใครคอื ผูแ้ ตง่ โคลงสุภำษิตโสฬสไตรยำงคแ์ ละ ๘.ขอ้ ใดมีรปู วรรณยุกต์ถูกต้องตำมข้อบงั คับของบำทที่ ๑
และโคลงสภุ ำษติ นฤทุมนำกำร ของโคลงสส่ี ุภำพ
ก.พระบำทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้ำนภำลัย ก.กอ่ ฐำนรูปแบบตง้ั เปน็ ทรง
ข.พระบำทสมเดจ็ พระจอมเกลำ้ เจ้ำอยหู่ วั ข.กวนตะกอนสงบแลว้ กลบั มำ
ค.พระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ เจ้ำอยหู่ วั ค.ใครใครยำมคับขอ้ ง ตดิ คอ
ง.พระบำทสมเด็จพระมงกฏุ เกล้ำเจำ้ อยหู่ วั ง.กระดงั งำผำ่ นตอ้ ง ไฟลน
๓. “นฤทุมนำกำร” มคี วำมหมำยตรงตำมรปู ศัพท์ ๙.รูปแบบโคลงสีส่ ุภำพทีถ่ กู ต้องนยิ มยดึ โคลงจำกวรรณคดี
ตรงตำมขอ้ ใด เรอ่ื งใด
ก.สภำพท่ไี มเ่ คยเสยี ใจ ก.นิรำศนรนิ ทร์
ข.สภำพทผ่ี ปู้ ระพฤตติ ำมไม่เคยเสียใจ ข.ลิลิตพระลอ
ค.ผู้ประพฤตติ ำมกจิ ไมเ่ คยเสียใจ ค.มัทนะพำธำ
ง.กจิ มทผี่ ูป้ ระพฤตยิ ังไมเ่ คยเสียใจ ง.พระมหำเวสสนั ดร
๔.พำทีมสี ตริ งั้ รอคดิ ๑๐.โคลงสสี่ ภุ ำพบำทสดุ ท้ำยวรรคหนำ้ มี ๕ คำ วรรคหลังมี
รอบคอบชอบแลผิด กอ่ นพรอ้ ง กค่ี ำ
คำพูดพ่ำงลขิ ติ เขียนรำ่ ง เรยี งแฮ ก.๑ คำ
ฟงั เพรำะเสนำะตอ้ ง โสตทง้ั ห่ำงภัย ข. ๒ คำ
คำประพันธ์ขำ้ งต้นสอนเรอื่ งใด ค. ๓ คำ
ก.กำรคดิ ข.กำรพดู ง. ๔ คำ
ค.กำรเขยี น ง.กำรฟัง
๕.นทิ ำนอสี ปเป็นเรือ่ งแปลมำจำกนทิ ำน
ของชำตใิ ด
ก.กรกี ข.โรมนั
ค.องั กฤษ ง.ฝรั่งเศส
กระดาศคาตอบ (แบบทดสอบหลังเรียน)
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี ๒ โคลงสุภาษติ พระราชนิพนธ์ ร.๕
ชือ่ -สกุล..........................................................................ชน้ั ..............เลขท่ี...............
ข้อ ก ข ค ง
๑
๒
๓
๔
๕
๖
๗
๘
๙
๑๐
เกณฑก์ ารประเมนิ เกณฑก์ ารประเมนิ
ดี ไดค้ ะแนน ๘-๑๐ คะแนน ได้คะแนน ๘-๑๐ คะแนน ถือวำ่ ผำ่ น
พอใช้ ไดค้ ะแนน ๕-๗ คะแนน ได้คะแนน ๐-๗ คะแนน ถอื วำ่ ไมผ่ ำ่ น
ปรับปรงุ ได้คะแนน ๐-๔ คะแนน
สรปุ ผลการประเมนิ
ไดค้ ะแนน........................คะแนน
ผำ่ น ไมผ่ ำ่ น
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน
หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ๑ ศิลาจารกึ
คาชแี้ จง : ใหน้ กั เรียนเลือกคำตอบที่ถกู ต้องเพียงคำตอบเดยี ว แล้วทำเครอื่ งหมำย X ลงใน
กระดำษคำตอบ
๑.ใครเปน็ ผปู้ ระดิษฐ์ศลิ ำจำรกึ หลกั ท่ี ๑ ๖.คำว่ำ “โอยทำน” เป็นคำชนิดใด
ก.พระรำมำธิบดที ี่ ๑ ก.คำบำลี
ข.พระเจ้ำอโศก ข.คำสนั สกฤต
ค.พอ่ ขนุ รำมคำแหง ค.คำขอม
ง.รัชกำลท่ี ๑ ง.คำไทยแท้
๒.ตวั อักษรบนศลิ ำจำรึก เรยี กวำ่ อะไร ๗. “ไดเ้ งือนไดท้ อง” คำทีข่ ีดเส้นใต้หมำยถึง
ก.ลำยสือไทย อะไร
ข.ลำยเสอื ไทย ก.เรอื น
ค.ลำยลักษณ์ ข.เงิน
ง.ลำยกนก ค.เงอ่ื น
๓.ศลิ ำจำรึกหลกั ท่ี ๑ ปรำกฏในสมยั ใด ง.ทองคำ
ก.รตั น์โกสินทร์ ๘.ข้อใดเป็นประโยคควำมรวม
ข.สมัยพระนเรศวร ก.ในนำมีขำ้ ว
ค.สมัยพระรำมำธบิ ดที ี่ ๑ ข.บ่มีมำ้
ง.สโุ ขทยั ค.พีก่ ูตำยจง่ึ ไดเ้ มอื ง
๔.คำว่ำ “ขน้ึ ใหญ่” ทีป่ รำกฏในศลิ ำจำรึกด้ำนที่ ๑ ง.พ่ีกูชอ่ื บำนเมอื ง
มีควำมหมำยตรงกบั ขอ้ ใด ๙. “กูได้ตัวเนอ้ื ตัวปลำ”เปน็ ประโยคชนดิ ใด
ก.ข้ึนบน ก.ประโยคสำมัญ
ข.กว้ำงใหญ่ ข.ประโยคควำมรวม
ค.มำกมำย ค.ประโยคควำมซอ้ น
ง.เติบโต ง.ไมม่ ขี ้อใดถูก
๕.ข้อใดคอื คำซอ้ น ๑๐.คำวำ่ “และ หรอื ถ้ำ..แล้ว” พบในประโยค
ก.กู ชนิดใด
ข.ป้ำหมำกป่ำพลู ก.ประโยคทุกชนดิ
ค.บำเรอ ข.ประโยคสำมญั
ง.ศรัทธำ ค.ประโยคควำมรวม
ง.ประโยคควำมซ้อน
เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๑ ศิลาจารกึ
คาชีแ้ จง : ใหน้ กั เรียนเลือกคำตอบที่ถกู ตอ้ งเพยี งคำตอบเดียว แล้วทำเครอ่ื งหมำย X ลงใน
กระดำษคำตอบ
๑.ขอ้ ควำม “พีเ่ ผอื ผอู้ ้ำยตำยจำกเผือ ๖.ข้อใดมคี ำซำ้ ท่ีแสดงควำมหมำยตำ่ งจำกข้ออน่ื
เตียมแต่ยังเล็ก” นีห้ มำยควำมวำ่ อยำ่ งไร ก.ฉันไมช่ อบผ้ำตำใหญ่ๆแบบน้ี
ก.พช่ี ำยคนโตตำยจำกไปตงั้ แตแ่ รกเกิด ข.ตอ้ งตงั้ ใจทำกำรบ้ำนนะอย่ำทำสง่ ๆมำ
ข.พ่ชี ำยคนโตตำยจำกไปตัง้ แต่พชี่ ำยยัง ค.ขอยืมเสอื้ สวยๆใส่สกั ตัวเถอะ
เลก็ อยู่ ง.อยดู่ ึกๆมำหลำยวนั เลยรสู้ กึ เพลีย
ค.พี่ชำยคนโตตำยตงั้ แต่พอ่ ขุนรำมคำแหง ๗.ข้อใดเป็นคำซ้อนทกุ คำ
ยังเลก็ อยู่ ก.เปรียบเทียบ พกั ผอ่ น ฟงุ้ ซ่ำน ชงิ ชยั
ง.พ่ชี ำยตำยต้งั แตพ่ ช่ี ำยและพ่อขนุ รำมคำแหง ข.ปดิ บงั เพล่ยี งพลำ้ เฟือ่ งฟู ลบล้ำง
ยงั เลก็ อยู่ ค.ลอดช่อง พศิ ดู จนถึง สรบรรณ
๒.หลกั ศลิ ำจำรึกหลกั ที่ ๑ ด้ำนที่ ๑ กลำ่ วถึง ง.เปิดเผย ฟูมฟัก กรอบเคม็ อ้มุ ชู
อะไรเปน็ สำคญั ๘.คำซำ้ ในข้อใดไม่สำมำรถใช้เปน็ คำเด่ยี วได้
ก.อำณำเขตของสุโขทัย ก.กบั ข้ำวพนื้ ๆ ใครก็ทำได้
ข.ประวตั ิพ่อขุนรำมคำแหง ข.แทก็ ซี่คันไหน ๆ ก็ไมร่ บั ฉันสกั คน
ค.สรรเสรญิ ยอพระเกียรติ ค.หำซือ้ เมล็ดพันธดุ์ ี ๆ มำเพำะปลูก
ง.พรรณนำถงึ เมืองสุโขทัย ง.จดุ ตะเกยี งกระป๋องเลก็ ๆ ทอ่ งหนงั สอื
๓.ศิลำจำรกึ หลักท่ี ๑ เปน็ คำประพันธ์ ๙.ข้อใด ไม่ใช่ ประโยคควำมเดียว
ประเภทใด ก.นกตวั สีขำวจิกหนอน
ก.ร้อยแกว้ ข.พอ่ บ้ำนซงึ่ อยบู่ นเนินเขำ
ข.โคลง ค.พวกเรำทกุ คนรกั ประเทศไทย
ค.ฉันท์ ง.ควำมเอื้อเฟอ้ื เป็นคณุ สมบตั ขิ องคนไทย
ง.กำพย์ ๑๐.ข้อใดเป็นประโยคควำมรวม
๔.คำวำ่ ดง่ั ในศิลำจำรึกเขียนอย่ำงไร ก.คุณพอ่ ชอบดูโทรทศั นแ์ ต่คณุ แมช่ อบฟงั
ก.ดง่ ง ข.ด่งั ง วิทยุ
ค.ฎ่งง ง.ฎั่งง ข.คณุ ครูกำลงั สอนหนงั สอื
๕.ข้อใดเป็นคำประสมทกุ คำ ค.นอ้ งอ่ำนหนงั สอื ทุกวนั
ก.จำนเด็ด จำนด่วน ข.คดิ ถึง คิดกอ่ น ง.ชำวประมงจบั ปลำในทะเล
ค.เตะจมกู เตะฉำก ง.คำขวัญ คำต้งั
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน
หน่วยการเรยี นรู้ที่ ๒ โคลงสุภาษิต พระราชนิพนธ์ ร.๕
คาชแ้ี จง : ใหน้ กั เรียนเลือกคำตอบทีถ่ กู ตอ้ งเพียงคำตอบเดยี ว แล้วทำเครอื่ งหมำย X ลงในกระดำษคำตอบ
๑.โคลงสุภำษิตโสฬสไตรยำงคแ์ ละโคลงสุภำษติ ๖.โคลงสี่สุภำพหนง่ึ บทมกี วี่ รรค
นฤทุมนำกำรแต่งด้วยโคลงชนดิ ใด ก.๒ วรรค ข.๔ วรรค
ก.โคลงสองสุภำพ ค.๖ วรรค ง.๘ วรรค
ข.โคลงสำมสภุ ำพ ๗.โคลงสี่สภุ ำพมกี ำรบงั คบั คำชนิดใด
ค.โคลงสีส่ ภุ ำพ ก.คำพอ้ ง ข.คำตำย
ง.โคลงดนั้ บำทกญุ ชร ค.คำเอก ง.คำไวพจน์
๒.ขอ้ ใดเป็นสำมสงิ่ ควรหวงแหน หรือต่อสู้ ๘.ขอ้ ใดมรี ปู วรรณยกุ ตถ์ ูกต้องตำมข้อบังคับของบำทท่ี ๑
รักษำ ของโคลงสสี่ ภุ ำพ
ก.ควำมสุขสบำย มิตรดี ใจสบำย ก.กอ่ ฐำนรปู แบบตั้ง เปน็ ทรง
ข.ศำสนำ ยตุ ิธรรม บำเพญ็ ประโยชน์ ข.กวนตะกอนสงบแลว้ กลบั มำ
ค.หนงั สือดี เพอ่ื นดี ใจเยน็ ดี ค.ใครใครยำมคบั ขอ้ ง ติดคอ
ง.ช่ือเสียงยศศกั ด์ิ บ้ำนเมืองของตน มิตรสหำย ง.กระดงั งำผำ่ นต้อง ไฟลน
๓. “นฤทุมนำกำร” มคี วำมหมำยตรงตำมรปู ศพั ท์ ๙.รูปแบบโคลงสีส่ ุภำพท่ีถกู ตอ้ งนิยมยดึ โคลงจำกวรรณคดี
ตรงตำมขอ้ ใด เร่ืองใด
ก.สภำพทไี่ มเ่ คยเสยี ใจ ก.นิรำศนรนิ ทร์
ข.สภำพทผ่ี ปู้ ระพฤตติ ำมไม่เคยเสียใจ ข.ลิลติ พระลอ
ค.ผปู้ ระพฤติตำมกจิ ไม่เคยเสยี ใจ ค.มทั นะพำธำ
ง.กิจทผ่ี ปู้ ระพฤตยิ ังไม่เคยเสียใจ ง.พระมหำเวสสันดร
๔.พำทมี สี ตริ งั้ รอคดิ ๑๐.โคลงสส่ี ุภำกำหนดใหม้ ีคำเอก และคำโท กีแ่ หง่
รอบคอบชอบแลผิด ก่อนพร้อง ก.คำเอก ๔ แห่ง คำโท ๗ แห่ง
คำพดู พ่ำงลขิ ติ เขียนร่ำง เรียงแฮ ข.คำเอก ๗ แห่ง คำโท ๗ แห่ง
ฟังเพรำะเสนำะต้อง โสตท้ังห่ำงภัย ค.คำเอก ๔ แหง่ คำโท ๔ แห่ง
คำประพนั ธข์ ำ้ งต้นสอนเรื่องใด ง.คำเอก ๗ แห่ง คำโท ๔ แหง่
ก.กำรคิด ข.กำรพูด
ค.กำรเขยี น ง.กำรฟงั
๕.นิทำนอีสปเป็นเร่อื งแปลมำจำกนทิ ำน
ของชำติใด
ก.กรกี ข.โรมัน
ค.อังกฤษ ง.ฝรงั่ เศส
แบบทดสอบหลังเรียน
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๒ โคลงสุภาษติ พระราชนิพนธ์ ร.๕
คาช้แี จง : ให้นกั เรยี นเลอื กคำตอบท่ถี ูกตอ้ งเพยี งคำตอบเดียว แลว้ ทำเคร่ืองหมำย X ลงในกระดำษคำตอบ
๑.โคลงสุภำษิตโสฬสไตรยำงคแ์ ละโคลงสุภำษติ ๖.โคลงส่ีสภุ ำพหน่ึงบทมกี ว่ี รรค
นฤทมุ นำกำรแต่งด้วยโคลงชนดิ ใด ก.๒ วรรค ข.๔ วรรค
ก.โคลงสองสภุ ำพ ค.๖ วรรค ง.๘ วรรค
ข.โคลงสำมสุภำพ ๗.โคลงสี่สุภำพมีกำรบังคบั คำชนดิ ใด
ค.โคลงสส่ี ภุ ำพ ก.คำพอ้ ง ข.คำตำย
ง.โคลงด้นั บำทกญุ ชร ค.คำเอก ง.คำไวพจน์
๒.ใครคือผแู้ ตง่ โคลงสุภำษิตโสฬสไตรยำงคแ์ ละ ๘.ขอ้ ใดมีรปู วรรณยุกต์ถูกต้องตำมข้อบงั คับของบำทที่ ๑
และโคลงสุภำษติ นฤทุมนำกำร ของโคลงสส่ี ุภำพ
ก.พระบำทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้ำนภำลัย ก.กอ่ ฐำนรูปแบบตง้ั เปน็ ทรง
ข.พระบำทสมเดจ็ พระจอมเกลำ้ เจ้ำอยหู่ วั ข.กวนตะกอนสงบแลว้ กลบั มำ
ค.พระบำทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลำ้ เจ้ำอยหู่ ัว ค.ใครใครยำมคับขอ้ ง ตดิ คอ
ง.พระบำทสมเด็จพระมงกฏุ เกล้ำเจำ้ อยหู่ วั ง.กระดงั งำผำ่ นตอ้ ง ไฟลน
๓. “นฤทมุ นำกำร” มคี วำมหมำยตรงตำมรปู ศัพท์ ๙.รูปแบบโคลงสีส่ ุภำพทีถ่ กู ต้องนยิ มยดึ โคลงจำกวรรณคดี
ตรงตำมข้อใด เรอ่ื งใด
ก.สภำพที่ไมเ่ คยเสยี ใจ ก.นิรำศนรนิ ทร์
ข.สภำพที่ผปู้ ระพฤตติ ำมไม่เคยเสียใจ ข.ลิลิตพระลอ
ค.ผ้ปู ระพฤตติ ำมกจิ ไมเ่ คยเสียใจ ค.มัทนะพำธำ
ง.กจิ มทผ่ี ูป้ ระพฤตยิ ังไมเ่ คยเสียใจ ง.พระมหำเวสสนั ดร
๔.พำทีมสี ตริ งั้ รอคดิ ๑๐.โคลงสสี่ ภุ ำพบำทสุดท้ำยวรรคหนำ้ มี ๕ คำ วรรคหลังมี
รอบคอบชอบแลผิด กอ่ นพรอ้ ง กค่ี ำ
คำพดู พ่ำงลขิ ติ เขียนรำ่ ง เรยี งแฮ ก.๑ คำ
ฟังเพรำะเสนำะตอ้ ง โสตทง้ั ห่ำงภัย ข. ๒ คำ
คำประพันธ์ขำ้ งต้นสอนเรอื่ งใด ค. ๓ คำ
ก.กำรคดิ ข.กำรพดู ง. ๔ คำ
ค.กำรเขียน ง.กำรฟงั
๕.นิทำนอสี ปเป็นเรือ่ งแปลมำจำกนทิ ำน
ของชำติใด
ก.กรกี ข.โรมนั
ค.องั กฤษ ง.ฝรั่งเศส
แบบประเมินการนาเสนอผลงาน
กล่มุ ท.ี่ ...........................................
สมาชิกของกลมุ่ ๑................................................................................
๒................................................................. ๓......................................................
๔................................................................. ๕......................................................
ลาดับท่ี รายการประเมนิ คณุ ภาพการปฏบิ ัติ
๔ ๓๒๑
๑ ความถกู ตอ้ งของเน้อื หา
๒ การใชภ้ าษา
๓ วิธีการนาเสนอ
๔ ความคดิ สร้างสรรค์
๕ การมีส่วนรว่ มในการทางาน
รวม
ลงชือ่ ........................................................
ผปู้ ระเมนิ
.........../.............................../.............
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ๔ เกณฑก์ ารตดั สนิ คณุ ภาพ
ดีมาก = ๓
ดี = ๒ ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
พอใช้ = ๑
ปรับปรงุ = ๑๘-๒๐ ดีมาก
๑๔-๑๗ ดี
๑๐-๑๓ พอใช้
ตา่ กวา่ ๑๐ ปรบั ปรุง
แบบสังเกตพฤติกรรมการทางานกล่มุ
ลาดับ ชอื่ -สกุล ความรว่ มมอื การแสดง การรบั ฟงั การตงั้ ใจ การร่วมปรบั ปรงุ
ความคดิ เหน็ ความคดิ เห็น ทางาน ผลงานกลมุ่
๔๓ ๒ ๑ ๔๓๒๑ ๔๓๒๑ ๔๓ ๒๑๔ ๓ ๒๑
ลงชื่อ........................................................
ผปู้ ระเมนิ
.........../.............................../.............
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ๔ เกณฑก์ ารตดั สนิ คณุ ภาพ
ดมี าก = ๓
ดี = ๒ ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
พอใช้ = ๑
ปรับปรุง = ๑๘-๒๐ ดมี าก
๑๔-๑๗ ดี
๑๐-๑๓ พอใช้
ตา่ กวา่ ๑๐ ปรบั ปรงุ
บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธิการ.(๒๕๕๑).ตัวชวี ัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย.หลกั สูตรแกนกลาง
การศึกษาขันพืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑.
กระทรวงศึกษาธกิ าร.(๒๕๖๑).ศิลาจารกึ และโคลงสุภาษิต.วรรณคดวี ิจักษ์ ม.๒.พิมพ์ครงั ที ๑๑.กรุงเทพฯ : องคก์ ารคา้
ของ สกสค.
การสร้างคาํ ในภาษาไทย. จากเว็บไซต์ https://netdao2415.blogspot.com/?
m=1&fbclid=IwAR2PBmKsa9XlXJ4TwG_UcA0TNV2W1mvJ9lEPTv0yvg5MsgBuO5FXh-SEDd4
สืบคน้ เมือ ๙ ตลุ าคม ๒๕๖๓
วมิ ลมณี นาเจรญิ .การแต่งโคลงสีสุภาพ.จากเว็บไซต์
https://www.kroobannok.com/news_file/p28912052028.pdf
สืบคน้ เมอื 20 กันยายน 2563
ศิรดา รัตนดลิ ก.ประโยค.จากเวบ็ ไซต์ https://sites.google.com/site/thaiinnovationm13/radab-chan-m-
2/laksna-khxng-prayokh-prayokh-khwam-deiyw-prayokh-khwam-rwm-prayokh-khwam-sxn?
fbclid=IwAR0r_GiF6Qqt6CfJdwMX73N7BCjauwC6Tfgp0xFFQfijaB-zrXbgjD8xqZc สืบคน้ เมือ ๙
ตุลาคม ๒๕๖๓
ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
ศลิ าจารกึ และโคลงสภุ าษิต ร.๕
จั ด ทาํ โ ด ย
น า ง ส า ว สุ กั ญ ญ า บุ ญ เ รื อ ง
น า ง ส า ว พุ ท ธ รั ต น์ พิ พิ ธ
ส า ข า วิ ช า ภ า ษ า ไ ท ย ค ณ ะ ค รุ ศ า ส ต ร์
ม ห า วิ ท ย า ลั ย ร า ช ภั ฏ ส ว น สุ นั น ท า