The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คุณค่าและการวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by preeya092538, 2021-07-18 03:11:15

คุณค่าและการวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรม

คุณค่าและการวิเคราะห์คุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรม

การวเิ คราะหค์ ณุ คา่ ของวรรณกรรม

๑. ความหมายของการวเิ คราะห์วรรณกรรม
การวเิ คราะห์ หมายถงึ การพิจารณาตรวจตรา แยกแยะและประเมินคา่ ซ่ึงจะเกิดประโยชน์ตอ่ ผู้

วิเคราะห์ในการนาไปแสดงความคิดเห็น อภิปรายข้อเท็จจรงิ ใหผ้ ู้อื่นทราบ ด้วยวา่ ใครเปน็ ผูแ้ ต่ง เปน็ เรอ่ื ง
เก่ียวกบั อะไร มีประโยชนอ์ ยา่ งไร ต่อใครบ้าง ผวู้ เิ คราะห์ มีความเห็นอยา่ งไร เรื่องท่ีอ่านมีคุณค่าดา้ นใดบ้าง
และแต่ละดา้ นสามารถนาไปประยกุ ตใ์ หเ้ กิดประโยชน์ต่อชีวติ ประจาวันอยา่ งไรบ้าง

๒. แนวในการวเิ คราะห์วรรณกรรม
การวิเคราะห์วรรณกรรมมีหลักเกณฑ์การปฏิบตั ิอย่างกว้าง ท้ังนเี้ พื่อใหค้ รอบคลุมงานเขยี นทกุ

ประเภท แต่ละประเภท ผ้วู ิเคราะห์ตอ้ งนาแนวการวเิ คราะหไ์ ปปรับใช้ ใหเ้ หมาะสมกบั งานเขียนแตล่ ะช้ินงาน
ซ่ึงมีลักษณะแตกต่างกนั ไป ซ่ึงประพนธ์ เรืองณรงค์ และคณะ (๒๕๔๕ : ๑๒๘) ไดใ้ ห้หลักเกณฑก์ ว้าง ๆ ในการ
วิเคราะหว์ รรณกรรม ดังนี้

๒.๑ ความเปน็ มาหรือประวัติของหนังสือและผู้แต่ง เพื่อช่วยใหว้ เิ คราะห์ในสว่ นอ่ืน ๆ
๒.๒ ลักษณะคาประพันธ์
๒.๓ เรอื่ งยอ่
๒.๔ เนือ้ เรอ่ื ง ใหว้ เิ คราะหเ์ รื่องในหวั ข้อต่อไปนี้ตามลาดบั โดยบางหวั ข้ออาจจะมี หรือไม่มกี ็ได้ตาม
ความจาเปน็ เชน่ โครงเรือ่ ง ตัวละคร ฉาก วิธีการแตง่ ลักษณะการเดินเรอื่ ง การใชถ้ ้อยคา สานวนในเร่ือง
ท่วงทานองการแต่ง วิธคี ดิ สร้างสรรค์ ทศั นะหรอื มุมมองของผเู้ ขียน เปน็ ตน้
๒.๕ แนวคดิ จดุ มุ่งหมาย เจตนาของผูเ้ ขียนท่ีฝากไวใ้ นเรื่อง ซ่งึ ตอ้ งวเิ คราะหอ์ อกมาก
๒.๖ คณุ ค่าของวรรณกรรม โดยปกติแบ่งออกเปน็ ๕ ดา้ นใหญ่ ๆ และกวา้ ง ๆ เพอ่ื ความครอบคลุมใน
ทุกประเด็น ซึง่ ผวู้ ิเคราะห์ต้องไปแยกหวั ข้อย่อยให้สอดคลอ้ งกับลักษณะ ของหนังสือทีจ่ ะวเิ คราะหน์ น้ั ๆ ตาม
ความเหมาะสม

๓. การวิเคราะห์คณุ ค่าของวรรณคดแี ละวรรณกรรม

ความหมายของการวิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรม
การวิเคราะห์ หมายถึง การพิจารณาองคป์ ระกอบทกุ สว่ น โดยวิธแี ยกแยะรายละเอียดตา่ ง ๆ ต้งั แต่

ถ้อยคาสานวน การใช้คา ใชป้ ระโยค ตลอดจนเนื้อเรอื่ งและแนวคดิ ทกุ อยา่ งที่ปรากฏอยู่ในข้อเขยี นน้ัน เม่ือ
วิเคราะห์สว่ นประกอบไดแ้ ลว้ จงึ วจิ ารณ์ตอ่ ไป

การวจิ ารณ์ หมายถงึ การพิจารณาเทคนิคหรอื กลวิธีท่ีแสดงออกมาน้นั ให้เห็นว่านา่ คิด น่าสนใจ น่า
ติดตาม มีช้นั เชงิ ยอกย้อนหรือตรงไปตรงมา องคป์ ระกอบใดมีคณุ ค่าน่าชมเชย องคป์ ระกอบใดนา่ ทว้ งตงิ หรอื
บกพร่องอย่างไร การวจิ ารณ์ส่ิงใดจึงตอ้ งใช้ความรู้ มีเหตุผล มหี ลักเกณฑ์ และมีความรอบคอบดว้ ย

การวิจารณง์ านประพนั ธ์ หมายถึง การพจิ ารณากลวธิ ตี า่ ง ๆ ทุกอย่างท่ปี รากฏในงานเขียน ซง่ึ
ผูเ้ ขียนแสดงออกมาอย่างมีชน้ั เชิง โดยผู้วิจารณ์จะตอ้ งแสดงเหตุผลทีจ่ ะชมเชย หรือชีข้ ้อบกพร่องใด ๆ ลงไป

วธิ ีวเิ คราะหแ์ ละวิจารณง์ านประพันธ์
ตามปกติแล้วเมื่อจะวจิ ารณ์สิง่ ใด จาเป็นต้องเร่มิ วเิ คราะห์องคป์ ระกอบต่าง ๆ ให้เขา้ ใจ ชัดเจน

เสียก่อนแลว้ จงึ วจิ ารณแ์ สดงความเหน็ ออกมาอย่างมเี หตผุ ล ให้นา่ คดิ นา่ ฟังและเป็นคาวิจารณ์ทน่ี า่ เช่อื ถือได้
การวจิ ารณ์งานประพนั ธส์ าหรับผเู้ รียนท่ีเร่ิมตน้ ฝกึ หดั ใหม่ ๆ นั้น อาจตอ้ งใช้เวลาฝึกหัด มากสักหน่อย

อา่ นตวั อยา่ งงานวิจารณ์ของผู้อืน่ มาก ๆ และบ่อย ๆ จะช่วยได้มากทเี ดียว เมื่อตัวเราเร่มิ ฝกึ วิจารณ์งานเขยี นใด
ๆ อาจจะวเิ คราะห์ไมด่ ี มเี หตุผลน้อยเกินไป คนอ่ืนเขาไมเ่ ห็นด้วย เรากค็ วรยอ้ นกลบั มาอ่านเขียนนั้น ๆ อีกคร้งั
แลว้ พิจารณาเพ่มิ เติม

ข้นั ตอนการวเิ คราะหแ์ ละวิจารณ์
โดยเร่มิ ตน้ ท่ีผ้อู า่ นไปอ่านงานวรรณกรรม เมื่ออ่านแลว้ จึงวิเคราะหแ์ ยกแยะดูองค์ประกอบตา่ ง ๆ

ลาดับตอ่ ไปนจ้ี ึงวจิ ารณก์ ลวธิ กี ารนาเสนอ วา่ นา่ สนใจหรอื ไม่เพียงใด แลว้ ผวู้ จิ ารณ์จงึ เรียบเรยี งความคิดเหน็
แสดงออกมาด้วยวธิ ีพูด หรอื เขียนวจิ ารณ์อยา่ งมเี หตผุ ล แม้นว่า การวจิ ารณจ์ ะส้ินสุดแล้ว แต่ผู้อ่านกย็ งั
ยอ้ นกลับมาสนใจงานประพนั ธ์ช้นิ เดมิ แลว้ เรมิ่ ต้นวเิ คราะห์วิจารณ์ใหมไ่ ด้อีกตลอดเวลา

ประเด็นทใี่ ช้ในการวิเคราะหแ์ ละวจิ ารณ์คุณคา่ ของงานวรรณคดแี ละวรรณกรรม
การวเิ คราะห์และวิจารณง์ านประพันธ์เทา่ ทีพ่ บเห็นท่วั ๆ ไป นกั วจิ ารณ์นยิ มพิจารณากว้าง ๆ ๔ ประเดน็

๑) คุณคา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์ คือ ความไพเราะของบทประพันธ์ ซงึ่ อาจทาใหผ้ ู้อ่านเกิดอารมณ์ความรู้สึก
และจนิ ตนาการตามรส ความหมายของถอ้ ยคาและภาษาทผี่ แู้ ต่งเลอื กใช้เพ่ือให้มคี วามหมายกระทบใจผู้อ่าน

๒) คณุ ค่าด้านเนอ้ื หาสาระ แนวความคดิ และกลวิธนี าเสนอทง้ั ๒ ประเดน็ น้ี จะอธิบาย และ
ยกตัวอย่างประกอบพอเข้าใจ โดยจะกลา่ วควบกนั ไปทัง้ การวิเคราะหแ์ ละการวจิ ารณ์

๓) คุณค่าดา้ นสงั คม วรรณคดแี ละวรรณกรรมจะสะท้อนใหเ้ หน็ สภาพของสังคมและวรรณคดีทด่ี ี
สามารถจรรโลงสงั คมไดอ้ ีกด้วย

๔) การนาไปประยุกต์ใชใ้ นชีวติ ประจาวันผู้อา่ นสามารถนาแนวคดิ และประสบการณ์จากเรื่องที่อา่ น
ไปประยุกตใ์ ช้หรอื แกป้ ญั หาในชวี ิตประจาวันได้

๓.๑ การพิจารณาคุณคา่ ดา้ นวรรณศลิ ป์
วรรณศิลป์เป็นองค์ประกอบทสี่ าคัญซึง่ ชว่ ยสง่ เสริมใหว้ รรณกรรมมีคุณคา่ น่าสนใจ คว่า “วรรณศลิ ป์”
หมายถึง ลักษณะดีเด่นทางด้านวิธีแต่ง การเลือกใช้ถ้อยคา สานวน ลีลา ประโยค และความเรียงต่าง ๆ
ที่ประณีต งดงาม หรือมีรสชาติเหมาะสมกับเนื้อเรื่องเป็นอย่างดี วรรณกรรมท่ีใช้วรรณศิลป์ช้ันสูงนั้นจะทาให้
คนอ่านได้รับผลในทางอารมณ์ความรู้สึกเช่น เกิดความสดช่ืน เบิกบาน ขบขัน เพลิดเพลิน ขบคิด เศร้าโศก
ปลุกใจ หรืออารมณ์อะไร ก็ตามท่ีผู้เขียนต้องการสร้างให้เกิดขึ้นในตัวผู้อ่าน น่ันคือ วรรณศิลป์ในงานเขียน ทา
ให้ผอู้ า่ น เกดิ ความรสู้ กึ ในจติ ใจและเกิดจินตนาการสรา้ งภาพคดิ ในสมองได้ดี

การวิเคราะห์งานประพันธ์จึงควรพิจารณาวรรณศิลป์เป็นอันดับแรกแล้วจึงวิจารณ์ว่ามีคุณค่าห รือ
น่าสนใจเพียงใดหากงานประพันธ์น้ันเป็นประเภทบทร้อยกรอง ผู้อ่านท่ีจะวิเคราะห์วิจารณ์ ควรมีความรู้

บางอย่าง เช่น รู้บังคับการแต่งบทร้อยกรองรู้วิธีใช้ภาษาของกวี รู้วิธีสร้างภาพฝันหรอื ความคิดของกวี เป็นต้น
ความรู้ดังกล่าวน้ีจะช่วยให้เข้าใจบทร้อยกรองได้มากข้ึนลองอ่านบทร้อยกรองง่าย ๆ สักเรื่องหนึ่ง เพื่อทดลอง
วเิ คราะห์วิจารณก์ นั

เรอื่ งวอนขอ...

เม่อื เรายงั เล็กเปน็ เด็กน้อย เคยกล่าวถ้อยวอนจนั ทราว่าใหส้ ม

ขอข้าวแกง … แหวน .. ใหน้ อ้ งปองนิยม ขอเตยี งต่ังน่ังชมดาวและเดือน

เม่ือเหน็ ดาวลอ้ มเดือนกลาดเกลื่อนฟ้า ชวนนอ้ งนบั ดาราทเี่ ป็นเพอื่ น

ระยบั ระยบิ พริบตาดาวพร่าเลือน แต่ดวงเดอื นเด่นสว่างกลางโพยม

อยากตะกายว่ายฟ้าไปหาจันทร์ และใฝฝ่ ันอยากเอ้ือมใหถ้ งึ โสม

เคยนกึ ตามใจชอบปลอบประโลม ว่าเติบใหญจ่ ะได้โคมรตั ติกาล

ฝันไปตามอารมณผ์ สมโง่ ว่าเติบโตจะบนิ ไปด้วยใจหาญ

สอยดวงดาวพราวฟ้ามาเปน็ ยาน พาเราผ่านเมฆดน้ จนถึงจนั ทร์

(บทกวีเรื่อง วอนขอ ของ กลุ ทรพั ย์ ร่งุ ฤดี)

(โพยม = ท้องฟา้ , โสม = ดวงจันทร์, รัตติกาล = กลางคนื )

วเิ คราะห์และวิจารณค์ ณุ ค่าดา้ นวรรณศิลป์
บทร้อยกรองน้วี ิเคราะห์ได้วา่ เปน็ กลอนสุภาพจานวน ๔ บท เน้อื ความกล่าวถึงตัวผเู้ ขียน เมอื่ เปน็ เด็ก

เคยวอนขอส่งิ ตา่ ง ๆ จากดวงจนั ทรแ์ ละอยากไปใหถ้ ึงดวงจนั ทร์ ผู้เขียนใชถ้ ้อยคา แสดงภาพความฝนั อย่างง่าย
ๆ แต่ให้ความรู้สึกน่ารัก สวยงาม เช่น ดาวล้อมเดือน ระยับระยิบเด่นสว่าง ตะกายว่ายฟ้า ดวงดาวพราวฟ้า
ผ่านเมฆ เป็นต้น ลีลาการเขียนเช่นนี้วิจารณ์ได้ว่า สร้างอารมณ์คนอ่านได้ดี ชวนให้คิดถึงดวงจันทร์ ดวงดาวท่ี
กลาดเกล่ือนอยูบ่ นทอ้ งฟ้ายามคา่ คนื

บทร้อยกรองท่ใี ช้ถ้อยคาช่วยสร้างความรูส้ กึ และมีเนอื้ หาสร้างสรรค์จนิ ตนาการไดเ้ ช่นนี้เรียกวา่ “วรรณศลิ ป์”

๓.๒ การวิจารณ์คุณคา่ ดา้ นเนอ้ื หาสาระ แนวความคดิ และกลวธิ ีนาเสนอ
งานประพันธ์ที่มีคุณค่าน่าสนใจน้ัน นอกจากจะมีวิธีใช้ถ้อยคาภาษาและแสดงชั้นเชิง การแต่งอย่างดี

แล้ว ยังต้องวิเคราะห์ถึงเน้ือหาสาระและแนวความคิดที่มีประโยชน์ต่อคนอ่านอีกด้วย เนื้อหาสาระท่ีดีน้ันอาจ
เป็นในแง่การให้ความรู้ ให้ความคิดเห็น คติ คาสอน ข้อเตือนใจ ชี้ช่องให้มองเห็นความจริง ความดี ชี้ทาง
แก้ปัญหา แนะส่ิงที่ควรปฏิบัติหรือ สิ่งที่ควรละเว้น กลวิธีการเขียนอาจช้ีแนะโดยตรงหรือทางอ้อมก็ได้แล้วแต่
กลวธิ ขี องผู้เขียน ว่าจะทาได้แนบเนียนน่าสนใจเพยี งใด

ข้อท่ีนา่ สงั เกตคอื งานเขยี นท่ีดีนน้ั ไมจ่ าเป็นต้องสอนศีลธรรมหรือคุณธรรมโดยตรง ผู้เขยี นอาจใช้
กลวธิ ีตา่ ง ๆ เพ่อื ให้คนอ่านเกิดความคิดไดด้ ้วยตนเอง ดงั นั้นก่อนการวจิ ารณค์ นอ่านจงึ ต้องพยายามทาความ
เขา้ ใจ จับความหมายและสรุปแนวความคดิ ท้ังหลายของผู้เขยี นใหไ้ ด้เสียกอ่ น หลักสาคัญมีอยู่อยา่ งหน่ึงว่า งาน
ประพนั ธ์ทดี่ ีควรมีเนอ้ื หาสาระมุง่ สร้างสรรค์ มิใช่มุง่ ทาลาย

๓.๓ การพิจารณาคุณค่าดา้ นสงั คม
การพิจารณาคุณค่าดา้ นสงั คมจากวรรณกรรม ผู้อ่านต้องค้นหาสาระก่อนว่าผ้เู ขยี น ตอ้ งการ

เสนอ “สาระ” อะไรให้กับผูอ้ ่านเป็นด้านดหี รือดา้ นเสยี ของสงั คมและผู้อา่ น ต้องพจิ ารณาวา่ พงึ ปฏบิ ัติอยา่ งไร
หรือได้แนวคิดอะไรบ้างจากการอา่ นวรรณกรรมนน้ั

วรรณกรรมทกุ เร่ืองจะสะทอ้ นภาพชวี ติ และสังคม ตวั อยา่ งเชน่ วรรณกรรมเร่อื งนา้ พจุ ะสะท้อนภาพ
สงั คมวัยร่นุ ท่ีไปเกย่ี วข้องกบั ยาเสพตดิ จนเสยี ชีวติ ในที่สุด

๓.๔ การนาไปประยุกต์ใช้ในชวี ิตประจาวัน
งานประพนั ธ์ยอ่ มประกอบด้วยถอ้ ยคา เนือ้ หาสาระและกลวธิ ีการเขยี นแบบต่าง ๆ ซึ่งสามารถนางาน

ประพนั ธไ์ ปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เช่น ในแงจ่ ดจาถ้อยคาสานวนไปใชเ้ พ่ือความสนกุ สนาน ความไพเราะ ส่วน
เนอ้ื หาสาระอาจนาไปใช้ในแง่ไดค้ ติขอ้ เตือนใจ ไดค้ วามคิดเห็นที่มปี ระโยชนต์ ่อชวี ิต ครอบครวั สังคมและ
ประเทศชาติ

การนาคุณค่าของงานประพันธไ์ ปใช้ไดม้ ากน้อยเพยี งใดขึ้นอย่กู ับความสามารถและประสบการณข์ อง
ผู้อา่ น ทจี่ ะวเิ คราะห์เพ่ือเลือกจดจา คดิ และนาไปใช้ตามกาลงั ความคดิ ของตน

ตวั อย่างแนวการวิเคราะหว์ รรณกรรมประเภทรอ้ ยกรอง
การอา่ นอย่างวิเคราะหจ์ ะสามารถแยกข้อดี-ข้อเสีย และประเมินคา่ ของวรรณกรรมได้ ซ่ึงผูอ้ า่ นควร

วเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบสาคญั ๔ ประการ คือ

๑. รูปแบบการประพนั ธ์หรือฉันทลกั ษณ์ในการแตง่
๒. ธรรมเนยี มนยิ มในการแต่ง
๓. ความไพเราะ
๔. สาระของเนื้อหา

๑) รูปแบบการประพนั ธ์หรอื ฉันทลกั ษณ์ในการแต่ง
ฉนั ทลกั ษณ์เป็นกฎข้อบังคบั ในการประพนั ธ์ เชน่ โคลงสส่ี ภุ าพบงั คบั ว่า ตอ้ งใช้คาที่มีวรรณยกุ ตเ์ อก

วรรณยุกตโ์ ทตามตาแหน่งที่กาหนด ฉันท์กาหนดเสยี งหนักเบา (ครุ-ลห)ุ และคาประพนั ธ์ทุกประเภทบังคบั การ
ส่งสมั ผสั ตามตาแหนง่ ต่าง ๆ ดงั น้ี เป็นต้น ฉนั ทลกั ษณ์ เป็นระเบียบข้อบงั คับ ถ้าไมป่ ฏบิ ตั ิตามถือว่าผิด การ
พจิ ารณาวรรณกรรมร้อยกรองเกอื บไมจ่ าเป็นตอ้ งวิเคราะห์ฉนั ทลักษณ์ เพราะผ้ปู ระพันธ์จาเปน็ ตอ้ งปฏิบตั ติ าม
ระเบยี บอยา่ งเคร่งครัดอยู่แล้ว

๒) ธรรมเนยี มนยิ มในการแต่ง
คอื กลวิธีในการประพนั ธ์ทีน่ ิยมกันวา่ ดงี ามและถือปฏบิ ัตสิ บื ต่อกันมา บทประพนั ธ์ท่ีไม่ สอดคล้องกับ

ธรรมเนียมนยิ มไมถ่ ือวา่ ผิดหากแต่จะเปน็ คาประพนั ธ์ท่ีไม่งามสมบรู ณ์ในความนิยมของผู้อ่าน
๑. ธรรมเนียมนิยมในการแตง่ และการเลอื กใชค้ าประพันธป์ ระเภทโคลง โคลงนยิ มใชค้ าทีม่ นี ้าหนัก

ศพั ท์คอ่ นข้างสูง บางคาเปน็ ศัพทเ์ ก่า บางคาใชค้ าศัพทแ์ ผลง บางครัง้ ตอนเสยี ง คาหน้าเปน็ เสยี งอะ กวบี างคน

นิยมใชค้ าภาษาถ่ิน กลวธิ กี ารแต่งโคลงที่นยิ มวา่ ไพเราะสืบมาแต่สมัยกรุงศรีอยธุ ยาจนถึงปัจจบุ นั มีมากมาย
เชน่ นยิ มสมั ผัสอกั ษร นิยมซ้าคา ในที่บางแหง่ นยิ มเสยี งสูงท้ายวรรคสดุ ท้าย เปน็ ตน้

๒. ธรรมเนียมนิยมในการแต่งและเลือกใช้คาประพันธ์ประเภทฉันท์ นิยมใช้ คาศัพท์สูง ได้แก่
คาโบราณ คาบาลี-สันสกฤต คาแผลง เป็นต้น กวีจะเลือกใช้คาฉันท์สาหรับเรื่องราวที่เป็นแบบแผนสูงส่งและ
สง่างาม เช่น คาบูชาพระรัตนตรัย คาบูชาพระเจ้า และบทสวดต่าง ๆ ส่วนเน้ือหาที่เป็นเรื่องราว เช่น นิทาน
กวีจะเลือกเร่ืองสาคัญท่ีเห็นว่าศักด์ิสิทธิ์ และสูงส่ง เช่น เร่ืองสมุทรโฆษคาฉันท์ สามัคคีเภทคาฉันท์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ฉันท์แต่ละชนิด ยังมีลักษณะเหมาะสมกับการพรรณนาเฉพาะเร่ือง อารมณ์ของตัวละคร
และบรรยากาศอีกด้วย กวีไดถ้ อื เป็นธรรมเนียมนิยมปฏบิ ัติสบื กันมา เชน่ สทั ทุลวิกกฬิ ิตฉันท์ เหมาะสาหรับใช้เป็น
บทไหวค้ รูหรือยอพระเกยี รติ

๓. ธรรมเนียมนิยมในการแต่งและการเลือกใช้คาในการแต่งกาพย์ การแต่งกาพย์มักใช้คาพื้น ๆ
ธรรมดา หากเรื่องท่ีมีโครงเรื่อง เนื้อเรื่องท่ีแต่งก็ไม่สูงส่งและศักดิ์สิทธ์ิเหมือนเร่ืองที่แต่งเป็นคาฉันท์ กวีสมัย
กรุงศรีอยุธยาแต่งนิทานเป็นคากลอน เช่น กาพย์เร่ืองพระไชยสุริยา เป็นต้น บางครั้งกวีใช้กาพย์และฉันท์แต่ง
ปนกันในวรรณกรรม เร่อื งเดียว โดยเลือกใช้กาพย์สาหรบั บทพรรณนา สภาพเหตุการณ์ สภาพบ้านเมอื ง เป็นตน้

๔. ธรรมเนียมนิยมในการแต่งร่าย มีธรรมเนียมคล้ายกาพย์และโคลง แต่ไม่นิยมแต่งร่ายทั้งเร่ือง ใช้
แต่งประกอบกับโคลง นอกจากร่ายยาวทานองเทศนเ์ ทา่ นัน้ ท่ีแตง่ ด้วยรา่ ยตลอดท้ังเรอื่ ง

๕. ธรรมเนียมนิยมในการแต่งและการเลือกใช้คาในการแต่งกลอน นิยมใช้คาพื้น ๆ ธรรมดา
บางคร้ังกวีพลิกแพลง การใช้คาให้พิสดารเพื่อให้กลอนมีรสชาติ เปล่ียนแปลงไปบ้าง เช่น การเล่นคา การส่ง
สมั ผสั ด้วยคาตาย กลอนกลบทตา่ ง ๆ เปน็ ตน้

๓) ความไพเราะของวรรณกรรมร้อยกรอง
ความไพเราะของวรรณกรรมร้อยกรองขนึ้ อยู่กับปัจจยั หลายประการ ที่ควรพจิ ารณามดี ังนี้
๑. การเลอื กสรรคามาใช้
เลือกคาท่ีมเี สียงเสนาะ คือ คาทจี่ ะใช้แฝงลลี า จังหวะอ่อนเนบิ นิม่ นวลหรอื เร่งเรา้ รนุ แรง ตามที่กวี

ตอ้ งการร่ายทอดอารมณ์หรือบรรยากาศออกมาสูผ่ ู้อ่าน
ก. การใชค้ าเลยี นเสยี งธรรมชาติ ทาใหผ้ ้อู า่ นเกิดความรสู้ ึกเหมือนได้ยนิ เสยี งหรือเหน็ ภาพ

ทาใหเ้ กดิ ความไพเราะและสะเทือนอารมณ์ตามไปดว้ ย เช่น

ตัวอย่าง ไผซ่ อออ้ เอียดเบียดออด ลมลอดไล่เลี้ยวเรยี วไผ่

ออดแอดแอดออดยอดไกว แพใบไล้น้าลาคลอง

(คาหยาด – เนาวรตั น์ พงษไ์ พบลู ย)์

ข. ใช้คาน้อยแต่กินความมาก เป็นการกล่าวอย่างกระชบั แต่มีเจตนาจะให้สอื่ ความหมาย
คลุมกว้างขวางออกไปยง่ิ กวา่ ทีก่ ล่าวไว้นน้ั เชน่

ตัวอยา่ ง “อนั ของสงู แม้ปองต้องจติ ถ้าไม่คิดปนี ปา่ ยจะไดห้ รือ”
คาว่าของสูง มีความหมายตามศัพท์ หมายถึง ส่ิงท่ีอยู่สูง ๆ แต่เจตนาของผู้ส่งสาร มีความหมายกว้าง
ออกไปอกี หมายถงึ สิง่ ทีส่ งู ค่ายงิ่
คาว่าปีนป่าย มีความหมายตามศัพท์ หมายถึง การไต่ไปสู่ที่สูง แต่เจตนาของผู้ส่งสาร มีความหมาย
กว้างออกไปอกี หมายถึง ความพยายาม ความมุ่งมั่น อดทน ตอ่ สอู้ ย่างไม่ย่อทอ้

ค. การเล่นคา คือการนาคาพ้องรูปพ้องเสียง มาร้อยกรองเข้าด้วยกัน จะทาให้เกิดเสียง
ไพเราะน่าฟงั ถา้ นามาใชใ้ นบทพรรณนา หรือบทคร่าครวญ กจ็ ะทาใหเ้ กิดความสะเทือน อารมณ์ เช่น

ตัวอย่าง รอนรอนสรุ ยิ ะโอ้ อัสดง

เรือ่ ยเรื่อยลบั เมรุลง คา่ แล้ว

รอนรอนจติ จานง นชุ พ่ี เพยี งแม่

(กาพยเ์ ห่เรือของเจ้าฟา้ กุ้ง)

ง. การใชค้ าอพั ภาส คอื การซา้ คาชนิดหนึ่ง โดยใชพ้ ยัญชนะซา้ เข้าไปข้างหน้า เชน่ ริก เปน็

ระริก ยิ้ม เปน็ ยะย้ิม แยม้ เป็น ยะแย้ม เช่น

ตัวอย่าง “เพื่อชน่ื ชมรมณยี ์กับชวี ิต ท่ีจะคิดท่ีจะทาตามคิดเหน็

ระเรอื่ ยเร่ือยเฉื่อยฉ่าลมื ลาเค็ญ ลมื ความเป็นปรัศนยี ์ขอชีวิต”

(วารดี รุ ยิ างค์ ของเนาวรตั น์ พงษ์ไพบูลย)์

จ. การเล่นเสียงวรรณยุกต์ คือ การนาคาที่มีพยัญชนะต้น สระ ตัวสะกดอย่างเดียวกัน

แตต่ ่างวรรณยกุ ตก์ นั นามาเรยี งไว้ใกลก้ นั ทาใหเ้ กดิ เสยี งไพเราะดจุ ดนตรี เชน่

ตัวอย่าง “สกดั ไดใดสกดั น้อง แหนงนอนไพรฤา

เพราะเพื่อมาราญรอน เศกิ ไซร้

สละสละสมร เสมอช่ือ ไม้นา

นึกระกานามไม้ เหมน่ แมน้ ทรวงเรียม”

(ลลิ ิตตะเลงพ่าย)

ฉ. การสมั ผสั อกั ษร - สัมผัสสระ

สัมผสั อักษร หมายถงึ การนาคาทีม่ ีเสียงพยัญชนะเดียวกันมาเรียบเรยี งไวใ้ กลก้ นั

สมั ผัสสระ หมายถึง การสมั ผัสของคาที่มเี สียงสระเดยี วกัน เช่น

๒. กวโี วหารและสานวนโวหาร

การใช้กวีโวหารและสานวนโวหารจะช่วยสร้างความไพเราะ ซ่ึงทาให้ผู้อ่านเกิดภาพในจิตหรือ

จินตภาพข้นึ ผู้แตง่ อาจกลา่ วอย่างตรงไปตรงมา หรือกลา่ วเป็นโวหารภาพพจน์ก็ได้ ซึ่งอาจใชไ้ ด้หลายลักษณะ ดังน้ี

ก. การเปรยี บเทียบหรืออุปมาอปุ ไมย อาจทาได้ ๒ วธิ ีคอื

วธิ ที ี่ ๑ การเปรียบสงิ่ หนงึ่ เหมอื นอีกส่งิ หนึ่ง ซึง่ จะมีคาแสดงความหมาย อย่าง

เดียวกันกบั คาว่าเหมือน ปรากฏว่า ไดแ้ ก่คาวา่ เสมอื น เปรียบเหมอื น ดจุ ประดจุ ด่ังดจุ ดัง เพยี ง ราว เปน็ ตน้

ตัวอยา่ ง "แม้มคี วามรูด้ ั่ง สัพทญั ญู

ผบิ ่มคี นชู ห่อนขึ้น"

วธิ ีท่ี ๒ การเปรียบสงิ่ หน่งึ เป็นอีกสิ่งหน่ึง มักจะมีคาว่า คือ หรอื เปน็ ปรากฏ อยู่

ตวั อยา่ ง “เงนิ ตราหรือคือกระดาษ ผูส้ รา้ งขึน้ มาซิอนาถ หลงใหลเป็นทาสอานาจเงนิ ”

ข. การใช้บคุ ลาธษิ ฐาน หมายถงึ การสมมุติสิ่งตา่ ง ๆ ใหม้ ีกิรยิ าอาการของมนุษย์ เชน่

ตวั อย่าง “มองซมิ องทะเลเหน็ ลมคลืน่ เหจ่ บู หิน บางครง้ั มันบา้ บนิ่ กระแทกหนิ ดงั ครนื ๆ

หางนกยงู ระย้าเรย่ี คลอเคลียน้า แพนดอกฉ่าช้อยชอ่ วรวจิ ติ ร”

ค. การใชส้ ญั ลกั ษณห์ รือสิ่งแทนสญั ลกั ษณ์ หมายถงึ สิ่งหนง่ึ ทใี่ ชแ้ ทนอีกส่ิงหนึ่ง

ตัวอยา่ ง สขี าว หมายถงึ ความบริสทุ ธิ์ ความไร้เดยี งสา

ง. การกลา่ วเทจ็ (อธพิ จน์)เปน็ การเน้นความรู้สึกบางอย่างให้ชดั เจนข้นึ ทาให้เกิดความ

แปลก และเรียกรอ้ งความสนใจได้ดี

ตัวอย่าง “จะเอาโลกมาทาปากกา จะเอานภามาแทนกระดาษ

เอาน้าหมดมหาสมทุ รแทนหมึกวาด ประกาศพระคุณไม่พอ”

จ. การใชโ้ วหารปฏิพากย์ (โวหารขดั แย้ง) คือ การนาคาท่ีมคี วามหมายขดั แย้งกนั มาเรียงต่อกัน

ตวั อยา่ ง “ความหวานชน่ื อนั ขมขน่ื ”

๔) สาระของเนอื้ หา
สาระของวรรณกรรม คือ ประโยชน์อันเปน็ ผลพลอยไดท้ ่ีไดร้ บั จากวรรณกรรม นอกเหนือจากความบนั เทิงใจ
๑. แนวคิดและคา่ นยิ มจากวรรณกรรม
แนวคิดที่ปรากฏในวรรณกรรม หมายถึง ความคิดสาคัญของเร่ืองที่ให้ประโยชน์ ท้ังโดยตรง

และโดยออ้ มแก่มนุษยชาติและสังคม เชน่ แนวคดิ เก่ยี วกับความเช่ือ เรอ่ื งบญุ กรรม ความรกั ชาติ ความกตัญญู
กตเวที ความซอ่ื สัตย์ เป็นตน้

ค่านิยม หมายถึง ความรู้สึก ความคิด หรือความเช่ือของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหน่ึงท่ีมนุษย์
เชื่อว่า มีความหมายหรือมีความสาคัญต่อตนหรือกลุ่มของคน ค่านิยมจะเป็นตัวกาหนด พฤติกรรมแบบ
แผนการดาเนินชีวิตของบุคคล เช่น ค่านิยมเร่ืองการทาบุญทาทาน การชอบ ความสนุกสนานรื่นเริง การนิยม
ใช้ของตา่ งประเทศ ความจงรักภกั ดตี อ่ ชาติ ฯลฯ

๒. สาระดา้ นหลักฐานความเปน็ จริง
เนือ้ หาที่เปน็ หลักฐาน ทาใหผ้ ู้อา่ นได้ทราบความจริงเกี่ยวกับความ เปล่ียนแปลง ทุก ๆ ทาง

ของสังคม ค่านยิ มและทศั นะของบุคคลในสมยั ท่ีวรรณกรรม เร่อื งนน้ั เกิดขนึ้ เชน่ ในเสภาขุนชา้ งขนุ แผน
กล่าวถงึ พิธีโกนจุกวา่


Click to View FlipBook Version