The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปฏิกิริยาของสารประกอบอินทรีย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sc412668, 2022-03-13 09:17:34

ปฏิกิริยาของสารประกอบอินทรีย์

ปฏิกิริยาของสารประกอบอินทรีย์

Keywords: Reaction of Organic Compound

ชนิดและโครงสรา้ งของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน มีอะไรบ้าง
แอลเคน แอลคนี แอลไคน์ และแอโรแมตกิ
โครงสร้างแบบโซเ่ ปดิ โซ่ตรง โซก่ ิ่ง โซ่ปดิ (แบบวง)

สมบตั ทิ างกายภาพของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน มอี ะไรบา้ ง

จดุ เดอื ดและจุดหลอมเหลว การละลายไดใ้ นนา้

นอกจากหมูฟ่ ังก์ชันของสาร
ยังส่งผลต่อการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี

ปฏกิ ิรยิ าการเผาไหม้

ปฏกิ ริ ิยาการเผาไหม้

เปน็ ปฏิกริ ยิ ารีดอกซ์ : เชอ้ื เพลงิ และแกส๊ ออกซิเจน ท่ีใหพ้ ลังงาน
ความรอ้ นและแสงสวา่ ง

ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหมอ้ ยา่ งสมบูรณ์

สมการเคมี

2C8H18 + 25O2 ------> 16CO2 + 18H2O
ไมม่ เี ขมา่

ปฏิกริ ยิ าการเผาไหม้ (ตอ่ )

ปฏิกิรยิ าการเผาไหมไ้ มส่ มบูรณ์

สมการเคมี

C7H14 + 9O2 ------> 5CO2 + 7H2O + CO + C
เขม่า

อตั ราส่วนของ C : H สงู จะมีความไม่อิม่ ตวั สูง เขมา่ มาก
อตั ราส่วนของ C : H ตา่ จะมคี วามอิ่มตัวสูง เขมา่ น้อย

ปฏกิ ิรยิ าการเผาไหม้ (ต่อ)

ดังนนั้ เม่ือเปรยี บเทยี บ alkane alkene alkyne aromatic
จากปรมิ าณเขม่ามากไปหาน้อย ได้ดงั นี้

Aromatic > alkyne > alkene > alkane

ตรวจสอบความเขา้ ใจ

1. เหตุใดการใชเ้ ตาถา่ นจึงใหเ้ ขม่าควันมากกว่าการใชเ้ ตาแกส๊

ถา่ นทใ่ี ช้ในเตาถ่านไดจ้ ากการเผาไมท้ า้ ให้ได้ธาตุคาร์บอนเปน็ องค์ประกอบ
หลกั (มี C : H มาก) ดงั นนั การเผาถ่านในบรรยากาศปกตจิ งึ มเี ขมา่ มากเนือ่ งจาก
เกิดปฏิกริ ยิ าการเผาไหมไ้ ม่สมบรู ณ์ แตเ่ ชอื เพลิงในเตาแกส๊ ประกอบด้วยโพรเพนและบิ
วเทนซง่ึ เป็นสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนอม่ิ ตัว (มี C : H นอ้ ย) สามารถเกดิ ปฏกิ ิรยิ า
การเผาไหมอ้ ย่างสมบรู ณไ์ ดท้ ีบ่ รรยากาศปกติ

ตรวจสอบความเขา้ ใจ

2. ดลุ สมการการการเผาไหม้ของเฮปเทน โดยการเติมเลขสมั ประสิทธิใ์ นช่องว่าง

สมการ 1: 2C7H14 + ….O2 ------> …CO2 + …H2O + 4CO + 2C

สมการ 2: 2C7H14 + …O2 ------> …CO2 + …H2O + 2CO + 4C

จากสมการเคมีทีด่ ุลแลว้ ปรมิ าณแก๊สออกซเิ จนมีผลตอ่ ปริมาณการเกดิ เขม่าอยา่ งไร

สมการ 1: 2C7H14 + 17 O2 ------> 8 CO2 + 14H2O + 4CO + 2C

สมการ 2: 2C7H14 + 16O2 ------> 8CO2 + 14H2O + 2CO + 4C

จากสมการเคมีท่ดี ุลแลว้ ถา้ ในปฏกิ ิริยาการเผาไหม้มปี ริมาณแก๊สออกซิเจนเข้าทา่ ปฏิกริ ยิ ามาก
(สมการ 1) จะเกิดเขม่านอ้ ยกว่ากรณที ม่ี ีปรมิ าณออกซิเจนนอ้ ย (สมการ 2)

ปฏิกิริยาการฟอกจางสีสารละลายโบรมีน

ตาราง 12.12 ผลการเติมสารประกอบไฮโดรคาร์บอนบางชนิดลงในสารละลายโบรมนี

สารประกอบ ผลการสงั เกต
ไฮโดรคารบ์ อน
ในท่มี ืด ในทส่ี ว่าง

Hexane สารละลายยังคงมี สารละลายเปลยี่ นจาก
สนี ้าตาลแดงเช่นเดมิ สนี า้ ตาลแดงเป็นไม่มีสี
อย่างชา้ ๆ

Hex-1-ene สารละลายเปลย่ี นจาก สารละลายเปลย่ี นจาก
สีนา้ ตาลเปน็ ไมม่ ีสี สนี า้ ตาลเป็นไมม่ สี ี

Hex-1-yne สารละลายเปลี่ยนจาก สารละลายเปลยี่ นจาก
สีนา้ ตาลเป็นไม่มสี ี สนี า้ ตาลแดงเป็นไม่มสี ี

benzene สารละลายยังคงมี สารละลายยังคงมี
สนี า้ ตาลแดงเชน่ เดิม สนี ้าตาลแดงเชน่ เดมิ

ปฏิกิรยิ าการฟอกจางสสี ารละลายโบรมนี (ตอ่ )

การฟอกจางสขี องสารละลาย hexane ซึ่งเปน็ สารประกอบ alkane สามารถฟอกจางสี
สารละลายโบรมนี ได้ในทสี่ วา่ งเทา่ นัน
เรียกปฏิกริ ยิ านวี ่า “ปฏกิ ริ ิยาการแทนท่ี (Substitution reaction)”

C6H14 + Br2 --แ-ส-ง--> C6H13Br + HBr

HH H HHH HH H HHH
H CC C CCC
H + Br-Br --แ--ส--ง--> H C C C C C C H + H-Br
HH H HHH
H H H H H Br
Hexane
Bromine 1-Bromohexane hydrogenbromide

ปฏกิ ิริยาการฟอกจางสีสารละลายโบรมีน (ตอ่ )

HH H HHH HH H HHH
H CC C CCC
H + Br-Br --แ--ส--ง--> H C C C C C C H + H-Br
HH H HHH
H H H H Br H
Hexane
Bromine 2-Bromohexane hydrogenbromide

ถ้ามโี บรมีนอยู่มากเกินพอ อาจแทนท่ไี ดม้ ากกว่าหนงึ่ อะตอม

HH H HHH HH H HHH
H CC C CCC
H + Br-Br --แ--ส--ง--> H C C C C C C H + H-H
HH H HHH
H H H H Br Br
Hexane
Bromine 1,2-dibromohexane Hydrogen gas

ปฏกิ ิรยิ าการฟอกจางสีสารละลายโบรมีน (ตอ่ )

การฟอกจางสขี อง alkene และ alkyne สามารถฟอกจางสสี ารละลายโบรมนี ได้ทังในท่มี ืด

และที่สวา่ ง เรยี กปฏกิ ิริยานวี า่ “ปฏกิ ริ ิยาการเติม (Addition reaction)”

โบรมนี จะเกดิ การเติมที่ตา้ แหนง่ พนั ธะค่แู ละพันธสามของ alkene และ alkyne

alkene C6H12 + Br2 ------> C6H12Br2

HH H HHH HH H HHH H
H CC C CCC
H + Br-Br --------> H C C C C C C
H HHH
1-Hexene Br Br H H H H

Bromine 1,2-dibromohexane

ปฏิกิริยาการฟอกจางสีสารละลายโบรมนี (ตอ่ )

alkyne C6H10 + 2Br2 ------> C6H10Br4

H HHH Br Br H H H H

H C C C C C C H + Br-Br --------> H C C C C C C H + Br-Br

H HHH Bromine H HHH
1-Hexyne
1,2-dibromohex-1-ene

Br Br H H H H
H CC C CCC H

Br Br H H H H

1,1,2,2-tetrabromohexane

ปฏิกิรยิ าการฟอกจางสีสารละลายโบรมนี (ตอ่ )

การฟอกจางสขี อง aromatic hydrocarbon ไมส่ ามารถฟอกจางสีสารละลายโบรมนี
ได้ทังในทม่ี ืดและที่สว่าง จงึ ไม่เกดิ ปฏิกริ ยิ าการเตมิ กับโบรมีน

เนอ่ื งจาก พนั ธะคใู่ นวงเบนซนี ของ aromatic hydrocarbon สามารถเกิดเรโซแนนซ์
ภายในวงได้ จึงมคี วามเสถยี รกวา่ พนั ธะคู่ใน alkene ทวั่ ไป

**เบนซนี จงึ ไม่เกดิ ปฏกิ ริ ิยาการฟอกจางสกี บั โบรมนี ทั้งในที่มดื และท่สี วา่ ง

ปฏิกิรยิ าการฟอกจางสีสารละลายโบรมีน (ตอ่ )

เบนซีนอาจเกิดปฏกิ ริ ิยาการแทนท่ี เมื่อมตี ัวเรง่ ปฏกิ ริ ยิ าที่เหมาะสม เชน่
FeBr3 (Iron(III)bromide : ไอร์ออน(III)โบรไมด)์ ดังสมการ

Br

+ Br2 F--e--B--r-3-> + H-Br

Benzene Bromine Bromobenzene hydrogenbromide

ความรู้เพ่มิ เติม

ปฏิกริ ยิ าเคมรี ะหว่างสารประกอบกบั ธาตุแฮโลเจน
เรยี กวา่ ปฏิกิริยาแฮโลจเิ นชัน (halogenation)

ถา้ ธาตแุ ฮโลเจนเปน็ โบรมนี (Br) เรยี กวา่ ปฏกิ ิรยิ าโบรมิเนชัน (bromination)

ถ้าธาตแุ ฮโลเจนเปน็ คลอรีน (Cl) เรยี กว่า ปฏิกริ ยิ าคลอรเิ นชนั (chlorination)

ตรวจสอบความเข้าใจ

เมทิลเบนซีน (โทลูอนี ) และไซโคลเฮกซนี ทา้ ปฏกิ ริ ิยากับสารละลายโบรมีนในที่

สว่าง ได้ผลดงั นี

หลอดท่ี สาร ผลการสงั เกต

1 เมทลิ เบนซนี (โทลูอีน) สารละลายโบรมีนเปลยี่ นจากสีน้าตาล
แดงเปน็ ไมม่ ีสอี ย่างช้า ๆ

2 ไซโคลเฮกซีน สารละลายโบรมีนเปล่ยี นจากสีนา้ ตาล

แดงเปน็ ไมม่ ีสที นั ที

1. เขยี นสมการแสดงปฏิกริ ยิ าเคมที ่ีเกดิ ขนึ

2. เมอ่ื นา้ กระดาษลติ มสั ชนื ไปอังที่ปากหลอดทดลองของปฏิกิรยิ าขา้ งตน้ จะเกดิ
การเปลีย่ นแปลงหรอื ไม่ อย่างไร

ตรวจสอบความเขา้ ใจ (เฉลย)

1. เขียนสมการแสดงปฏิกิริยาเคมีที่เกดิ ขึน

ปฏกิ ิรยิ าเคมรี ะหวา่ งเมทิลเบนซนี กับสารละลายโบรมีนในท่สี ว่างเปน็ ปฏิกิริยาการแทนท่ี

จึงเขยี นสมการแสดงปฏิกิริยาเคมีทีเ่ กดิ ขึนได้ดงั นี
H Br

HC H HC H

+ Br2 --แ--ส--ง--> + H-Br

ปฏิกริ ยิ าระหว่างไซโคลเฮกซีนกบั สารละลายโบรมนี ในท่สี ว่าง เป็นปฏิกิรยิ าการเติม
จึงเขียนสมการแสดงปฏิกริ ยิ าเคมีท่เี กิดขนึ ได้ดังนี

+ Br2 --แ--ส--ง--> Br
Br

ตรวจสอบความเข้าใจ (เฉลย)

2. เมื่อน้ากระดาษลิตมสั ชืนไปองั ที่ปากหลอดทดลองของปฏกิ ริ ยิ าขา้ งตน้ จะเกดิ
การเปล่ียนแปลงหรือไม่ อยา่ งไร

ในหลอดทดลองท่ี 1 กระดาษลิตมสั ชนื สีน้าเงินจะเปลีย่ นเปน็ สแี ดง
เนอ่ื งจากเกดิ ปฏิกริ ยิ าการแทนท่ี มีผลิตภณั ฑ์พลอยไดเ้ ป็นแก๊สไฮโดรเจนโบรไมด์
ทีม่ สี มบตั เิ ป็นกรด

ในขณะที่หลอดท่ี 2 กระดาษลติ มสั ชนื ไม่เปลีย่ นสเี น่อื งจากเกิดปฏิกริ ิยา
การเตมิ ไม่มีผลติ ภณั ฑท์ ่ีเป็นกรดหรอื เบสเกดิ ขึน

ปฏกิ ริ ิยาการฟอกจางสีสารละลายโพแทสเซยี มเปอร์แมงกาเนต

กจิ กรรม 12.6
การทดลองปฏิกิริยาการฟอกจางสขี องสารละลาย

โพแทสเซยี มเปอร์แมงกาเนต (KMnO4)

จดุ ประสงคก์ ารทดลอง

1. ทดลองการเกิดปฏิกริ ยิ าการฟอกจางสีสารละลายโพแทสเซียม
เปอรแ์ มงกาเนตของไซโคลเฮกเซน ไซโคลเฮกซนี และเมทลิ เบนซนี

2. เปรยี บเทยี บการเกดิ ปฏกิ ิริยาการฟอกจางสสี ารละลาย
โพแทสเซียมเปอรแ์ มงกาเนตของไซโคลเฮกเซน ไซโคลเฮกซนี และ
เมทลิ เบนซีน

วิธีการทดลอง

1. หยด KMnO4 5 หยด และไซโคลเฮกเซน 10 หยด ลงในหลอด
ทดลองขนาดเลก็ เขย่า และสังเกตการเปล่ยี นแปลง

2. ทดลองเชน่ เดียวกบั ขอ้ 1 แตใ่ ชไ้ ซโคลเฮกซีน และเมทิลเบนซีน
แทนไซโคลเฮกเซน

1. หยดKMnO4 5 หยด

2. หยดไซโคลเฮกเซน 10 หยด

3. เขยา่ + สังเกตการเปลยี่ นแปลง
+ บนั ทกึ ผล

4. ท้า 1-3 ซา้ แต่เปล่ียนสารเปน็ ไซโคลเฮกซนี
และเมทิลเบนซนี

รว่ มกนั สรปุ ผลจากการทดลอง (ตวั แทน)

สาร ผลการสงั เกต
ไซโคลเฮกเซน
สารละลายยงั คงมีสีมว่ งเช่นเดมิ
ไซโคลเฮกซนี
สารละลายสีม่วงจางหายไป และมีตะกอนสีนา้ ตาลเกดิ ขึนเลก็ นอ้ ย
เมทลิ เบนซีน หรอื อาจสงั เกตเห็นสีของสารผสมเปน็ สีน้าตาล

สารละลายยงั คงมีสีม่วงเชน่ เดิม

ไซโคลเฮกซนี ซึ่งเปน็ แอลคีนท้าใหส้ ขี องสารละลาย KMnO4 จาง

หายไป และมตี ะกอนสีนา้ ตาลเกดิ ขึน แสดงว่า แอลคนี เกิดปฏิกริ ยิ าการ
ฟอกจางสีกับสารละลาย KMnO4 ได้ สว่ นไซโคลเฮกเซน ซ่งึ เปน็ แอ
ลเคนและเมทลิ เบนซีน ซึ่งเปน็ แอโรแมติกไฮโดรคารบ์ อน ไม่เปลีย่ นสี
สารละลาย KMnO4 แสดงว่า แอลเคนและแอโรแมติกไฮโดรคารบ์ อน
ไม่เกิดปฏกิ ิริยาการฟอกจางสกี บั สารละลาย KMnO4

ไซโคลเฮกซีนสามารถเกดิ ปฏิกริ ยิ าการฟอกจางสกี บั สารละลาย
KMnO4 สว่ นไซโคลเฮกเซนและเมทิลเบนซีนไมเ่ กิดปฏิกริ ยิ าการฟอกจาง
สีกับสารละลาย KMnO4

1. สารใดเกิดปฏิกริ ิยาการฟอกจางสีกับสารละลายโพแทสเซยี ม
เปอรแ์ มงกาเนต ทราบไดอ้ ยา่ งไร

ไซโคลเฮกซนี ทราบได้จากสีของสารละลาย KMnO4 จางหายไป
และมตี ะกอนสีน้าตาลเกิดขึน

ปฏกิ ิรยิ าการฟอกจางสขี องสารละลายโพแทสเซยี มเปอรแ์ มงกาเนตกับแอลคนี

alkene

HH H HHH HH H HHH

3H C C C C C C H + 2KMnO4 + 4H2O ----->3H C C C C C C H + 2MnO2+ 2KOH
OH OH H H H H
H HHH

Hex-1-ene โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต Pentane-1,2-diol (ไกลคอล) ตะกอนสนี ้าตาล

ปฏกิ ิรยิ าการฟอกจางสีของสารละลายโพแทสเซียมเปอรแ์ มงกาเนตกับแอลไคน์

alkyne Alkyne ทีม่ ีพันธะสามอยูท่ ค่ี าร์บอน ตา่ แหนง่ ท่ี 1

HH H H O H HHH

3H C C C C C C H + 8KMnO4 + 4H2O -----> 3H O C C C C C H + 3CO2+ 8MnO2+ 8KOH

HH H H H HHH

Hex-1-yne โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต Pentanoic acid ตะกอนสนี ้าตาล

ปฏกิ ิริยาการฟอกจางสขี องสารละลายโพแทสเซียมเปอรแ์ มงกาเนตกบั แอลไคน์

alkyne Alkyne ทม่ี ีพันธะสามอยทู่ ่คี ารบ์ อน ต่าแหน่งท่ี 2 เปน็ ตน้ ไป

H HH H H O O HHH

3H C C C C C C H + 4KMnO4 + 2H2O -----> 3H C C C C C C H + 4MnO2 + 4KOH

H HHH H HHH

Hex-2-yne โพแทสเซยี มเปอร์แมงกาเนต ไดคโี ทน ตะกอนสีน้าตาล

สรปุ
ปฏกิ ริ ยิ าการฟอกจางสีสารละลายโบรมีน
กับปฏกิ ริ ิยาการฟอกจางสสี ารละลายโพแทสเซยี มเปอรแ์ มงกาเนต

สารประกอบไฮโดรคาร์บอน การฟอกจางสสี ารละลายโบรมีน การฟอกจางสสี ารละลาย
โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต
Alkane ในท่ีมดื ในท่สี ว่าง
Alkene or alkyne 
Aromatic hydrocarbon ✓ ✓

✓✓



ปฏกิ ริ ยิ าการเกิดเอสเทอร์
(Esterification Reaction)

กิจกรรม 12.7
การทดสอบปฏกิ ริ ยิ าเคมี
ระหวา่ งกรดคารบ์ อกซิลกิ กับแอลกอฮอล์

จดุ ประสงค์การทดลอง

1. ทดสอบปฏกิ ิริยาเคมรี ะหวา่ งกรดคารบ์ อกซลิ กิ กบั แอลกอฮอล์

วธิ กี ารทดลอง

1. เติมกรดเบนโซอิก 0.5 g เอทานอล 2 mL และหยด H2SO4 18
mol/L 3 หยด ลงในหลอดทดลองขนาดเลก็ จากนนั ใช้ส้าลปี ิดทป่ี ลาย
หลอดทดลอง เขย่าหลอดทดลอง ใชแ้ ทง่ แกว้ คนแตะสารผสม ดมกล่นิ และ
บนั ทึกผล

2. เตมิ นา้ ลงในบกี เกอร์ สองในสามของปริมาตรบกี เกอร์ และนา้ ไป
อนุ่ ใหร้ ้อนประมาณ 70-90OC

วิธีการทดลอง (ตอ่ )

3. ใชส้ า้ ลปี ดิ ทปี่ ลายหลอดทดลองของสารผสมในขอ้ 1 จากนันน้ามาอุ่น
ในน้าร้อน และเขยา่ หลอดทดลองเปน็ ระยะ เมอ่ื สงั เกตเห็นสารผสมเปน็
ของเหลวใส ใหอ้ ุน่ สารผสมต่ออีกประมาณ 1-2 นาที และดบั ไฟตะเกยี ง
แอลกอฮอล์

4. ใชแ้ ทง่ แก้วคนแตะสารทไี่ ด้จากปฏกิ ิรยิ าแลว้ ดมกล่ินเปรยี บเทียบกบั
กลิน่ สารในข้อ 1 บันทกึ ผล

รว่ มกนั สรปุ ผลจากการทดลอง (ตวั แทน)

กลิ่นของสารผสมกอ่ นให้ความร้อน กลิ่นของสารผสมหลงั ให้ความรอ้ น
กลิ่นเอทานอล
กลนิ่ แตกต่างจากเอทานอล (เช่น
กลิ่นคล้ายนา้ มนั มวย ดอกไมห้ รือผลไม้บางชนดิ )

จากการทดสอบกลน่ิ ของสารผสมก่อนและหลังใหค้ วามรอ้ น

พบวา่ สารในหลอดทดลองมกี ลนิ่ ทแ่ี ตกต่างกนั อย่างชัดเจน แสดงว่า
กรดเบนโซอกิ ซ่งึ เป็นกรดคารบ์ อกซลิ ิกสามารถเกิดปฏิกิริยาเคมกี ับเอทา
นอลซง่ึ เป็นแอลกอฮอลเ์ มื่อให้ความร้อนได้

กรดคาร์บอกซลิ ิกสามารถเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมกี ับแอลกอฮอลไ์ ด้

1. การทดสอบนีมปี ฏกิ ิริยาเคมเี กิดขนึ หรือไม่ ทราบไดอ้ ย่างไร

การทดสอบนมี ปี ฏกิ ิริยาเคมีเกดิ ขึน ทราบไดจ้ ากกลนิ่ ของสารผสม
กอ่ นและหลังให้ความรอ้ น มีกล่นิ ทแี่ ตกตา่ งกันอย่างชดั เจน

ปฏกิ ริ ิยาเอสเทอริฟิเคชนั (Esterification Reaction)

ปฏิกิรยิ านเี กดิ ขนึ ท่อี ณุ หภูมิสูง และมกี รดเข้มข้นเปน็ ตวั เรง่ ปฏกิ ริ ยิ า ดงั สมการ

O CH2CH3 H+ ,  O
C OH C O CH2CH3

+ HO + HO H

Benzoic acid Ethanol Ethyl benzoate นา้

ปฏกิ ริ ิยานเี ป็นปฏกิ ิริยาผันกลบั ได้ (reversible reaction)

ตรวจสอบความเขา้ ใจ

เขยี นสมการเคมีแสดงปฏิกิรยิ าระหวา่ งกรดแอซีติกกับเอทานอลพร้อมเรยี กชอื่ ผลิตภณั ฑ์ที่เกดิ ขึน

O H+ ,  O
CH3 C OH + HO CH2CH3 CH3 C O CH2CH3 + HO H

Acetic acid Ethanol Ethyl acetate น้า
Ethanoic acid (Ethyl ethanoate)

ปฏิกริ ิยาเอสเทอริฟิเคชนั เป็นปฏกิ ริ ยิ าผันกลับได้ (reversible reaction)

? ปฏิกริ ิยายอ้ นกลบั ของการเกดิ เอทิลเอทาโนเอตหรอื เอทิลแอซเี ตตจะให้ผลติ ภัณฑ์เป็นสารใด

จะทราบไดอ้ ย่างไร

กจิ กรรม 12.8
การทดสอบปฏิกิริยายอ้ นกลบั
ของการเกดิ เอสเทอร์ในภาวะกรด

จดุ ประสงค์การทดลอง

1. ทดสอบปฏิกริ ยิ ายอ้ นกลบั ของการเกดิ เอสเทอรใ์ นภาวะกรด

วธิ ีการทดลอง

1. ใส่เอทิลแอซีเตตจา้ นวน 10 หยด และหยด H2SO4 1 mol/L
จ้านวน 5 หยด ลงในหลอดทดลองขนาดเลก็ เขยา่ ให้เขา้ กนั จากนนั ใช้แท่ง
แกว้ คนแตะสารผสม ดมกลิ่น และบนั ทึกผล

2. เติมน้าลงในบีกเกอรส์ องในสามของปริมาตรบีกเกอร์ และน้าไปอุ่น
ให้ร้อนประมาณ 70-90OC

3. ใช้สา้ ลีปดิ ทป่ี ลายหลอดทดลองของสารผสมในขอ้ 1 จากนันนา้ มา
อนุ่ ในนา้ ร้อน และเขย่าหลอดทดลองเป็นระยะ และใชแ้ ทง่ แกว้ คนแตะสาร
ท่ีได้จากปฏกิ ิรยิ า แลว้ ดมกลน่ิ เปรยี บเทียบกบั กล่ินสารในข้อ 1 บันทกึ ผล

รว่ มกนั สรปุ ผลจากการทดลอง (ตวั แทน)


Click to View FlipBook Version