The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดกิจกรรม 4 ผลิตภัณฑ์จากพอลิเมอร์-ปก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sc412668, 2021-10-19 13:39:11

ผลิตภัณฑ์จากพอลิเมอร์

ชุดกิจกรรม 4 ผลิตภัณฑ์จากพอลิเมอร์-ปก



คำนำ
สำหรับค

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง เช้ือเพลิงซากดึกดำ
บรรพ์และผลิตภัณฑ์ สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้สอนได้ดำเนินการจัดทำข้ึนเพื่อ
ประกอบการจัดการเรียนการสอนโดยกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ท่ีเน้นเทคนิคการ
สอนอย่างหลากหลาย สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร ใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาวิธีคิด
ของผู้เรียนทั้งคิดเป็นเหตุ คิดเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะสำคัญในการ
ค้นคว้าหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และนำความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล ซึ่งผู้เรียน
สามารถเรียนร้แู ละปฏิบตั ิกจิ กรรมด้วยตนเอง ได้เรียนรูท้ ีละนอ้ ยตามลำดบั ข้ันตอน ตามศักยภาพลา
ความสามารถของตนเอง อีกทั้งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการแสวงหาความรู้ ดำรงชีวิตในโลกแห่ง
การเปล่ียนแปลงอย่างรู้เท่าทัน ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาเคมี เรื่อง เช้ือเพลิงซากดึกดำบรรพ์และ
ผลิตภณั ฑ์ สำหรับนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 ประกอบดว้ ยชุดกจิ กรรม 5 ชดุ ดงั นี้

ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ี 1 เรอ่ื ง กำเนิดถา่ นหิน-หินน้ำมัน
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ี 2 เรอ่ื ง ปโิ ตรเลียม
ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ี 3 เรื่อง พอลิเมอร์
ชุดกิจกรรมการเรยี นรูท้ ่ี 4 เรื่อง ผลติ ภณั ฑจ์ ากพอลิเมอร์
ชุดกจิ กรรมการเรยี นรทู้ ่ี 5 เร่ือง ความกา้ วหนา้ และภาวะมลพษิ
เม่ือผู้เรียนศึกษาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบสืบเสาะหาความรู้ น้ีแล้ว ผู้เรียนจะมี
ความรู้ ความเข้าใจ เพราะได้ปฏิบัติตามข้ันตอนอย่างเป็นระบบพัฒนาความรู้ ความสามารถได้เต็ม
ศักยภาพของตนเอง ผู้สอนหวังว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสืบเสาะหาความรู้ เล่มนี้
คงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้เรยี น ครูผูส้ อน และผู้ทสี่ นจานำไปใชใ้ นการพัฒนาเยาวชนไทย ให้เป็น
บคุ คลแหง่ การเรยี นรู้และมคี วามสุขในการดำรงชวี ิตในอนาคต
ขอขอบพระคุณ ผู้ที่มีส่วนสนับสนุน ช่วยเหลือ แนะนำ ทุกท่านท่ีช่วยให้ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง เช้ือเพลิงซากดึกดำบรรพ์และ
ผลิตภัณฑ์ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 สำเร็จลุล่วงด้วยดี

กานต์สิรี มาตยว์ ิเศษ



คำแนะนำสำหรับครู

1. ชดุ กิจกรรมการเรยี นรวู้ ิชาเคมี เร่อื งเช้ือเพลงิ ซากดึกดำบรรพแ์ ละผลติ ภัณฑ์
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6 มที ั้งหมด 5 ชุด ใช้ประกอบแผนการจดั การเรียนรู้วชิ าเคมี 5 รหสั วชิ า ว33222
จำนวน 14 คาบ

2. ชดุ กิจกรรมท่ี 4 ผลิตภณั ฑจ์ ากพอลิเมอร์ มีเน้ือหาเก่ยี วกบั ความหมาย ประโยชนแ์ ละ
โทษของพลาสติก สมบัติของพลาสติก ความแตกตา่ งของประเภทพลาสติกรไี ซเคลิ ความหมายของ
เส้นใยธรรมชาตแิ ละเสน้ ใยสังเคราะห์สมบตั ิของเส้นใยธรรมชาตแิ ละเสน้ ใยสงั เคราะห์ กระบวนการทำ
ยางดิบจากนำ้ ยางพารา มอนอเมอร์และพอลิเมอร์ ของยางพาราและยางกัตตา และสมบัตขิ องยาง
ก่อนและหลงั ทำวัลคาไนเซชนั ประกอบด้วย แบบทดสอบกอ่ นเรยี น จุดประสงค์ ใบความรู้
ใบกจิ กรรม และแบบทดสอบหลังเรยี น

3. การใช้ชุดกิจกรรม ครผู จู้ ัดกจิ กรรมการเรียนรู้ควรปฏิบัติดังนี้
3.1 ศกึ ษารายละเอยี ดเกยี่ วกับแผนการจดั การเรยี นรู้ เนื้อหาทสี อน เอกสารชดุ

กจิ กรรมการเรียนรู้และคำชีแ้ จงตา่ ง ๆ ให้เข้าใจก่อนดำเนนิ กิจกรรมการเรยี นรู้
3.2 เตรยี มสื่ออปุ กรณใ์ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นรใู้ ห้พร้อมและครบจำนวนนักเรยี นใน

ช้ันเรียนแตล่ ะกลมุ่ พร้อมทั้งทดสอบก่อนใหน้ ักเรยี นใช้เรียน
3.3 เมื่อมีกิจกรรมฝกึ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใหแ้ บ่งนักเรยี นเปน็ กลมุ่ ๆ ละ

4-5 คน โดยคละนกั เรยี นเรียนเกง่ ปานกลางและอ่อน ใหม้ ีการเลือกประธานและเลขานกุ ารกลมุ่
พรอ้ มทั้งให้ทุกคนได้รบั ผดิ ชอบหนา้ ทต่ี า่ ง ๆ ขณะทำกจิ กรรม

3.4 ช้ีแจงใหน้ กั เรียนทราบบทบาทของตน การอา่ นคำชแ้ี จงในแตล่ ะกิจกรรมและ
ปฏบิ ัติอยา่ งรอบคอบ แล้วจงึ ใหท้ ำแบบทดสอบกอ่ นเรียน

3.5 ขณะท่นี ักเรียนปฏบิ ัติกิจกรรมครคู อยให้คำปรึกษา แนะนำ ใหก้ ำลงั ใจตลอดจน
กระต้นุ และเปดิ โอกาสให้ทุกคนมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรม ตามบทบาททส่ี มาชิกในกลุ่มมอบหมายพร้อม
ทง้ั มกี ารประเมนิ พฤตกิ รรมของนักเรียนไปด้วย

3.6 เม่ือนักเรียนปฏบิ ัติกจิ กรรมจนครบถ้วน ใหน้ กั เรียนทำแบบทดสอบหลังเรยี นแลว้
นำผลทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียนมาแจง้ ใหน้ ักเรียนทราบความกา้ วหนา้

3.7 แจง้ ให้นกั เรียนเตรียมงาน สำหรับการเรยี นร้ชู ุดกจิ กรรมตอ่ ไป
4. การวดั และประเมนิ ผลงานของนักเรียน ประเมนิ จาก แบบทดสอบก่อนเรยี น แบบฝกึ
กิจกรรม การตอบคำถามเพ่ือวิเคราะห์และสรปุ ผลการทดลอง การเขยี นรายงานผลการทดลอง



คำแนะนำสำหรับนกั เรยี น

1. ชุดกิจกรรมการเรียนร้วู ชิ าเคมี เรอื่ งเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์และผลติ ภณั ฑ์ มที งั้ หมด
5 ชดุ ใช้ประกอบการเรียนรู้วชิ าเคมี 5 รหัสวชิ า ว33222 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 เพ่ือเป็นเคร่ืองมือ
พัฒนาวิธคี ดิ อย่างเป็นระบบของนักเรียน สามารถใชท้ ักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และนำ
ความรไู้ ปใช้อย่างมีเหตผุ ล

2. ชุดกิจกรรมท่ี 4 ผลติ ภัณฑจ์ ากพอลิเมอร์ มเี นื้อหาเก่ียวกบั ความหมาย ประโยชน์และ
โทษของพลาสติก สมบตั ิของพลาสตกิ ความแตกต่างของประเภทพลาสติกรไี ซเคิล ความหมายของ
เสน้ ใยธรรมชาตแิ ละเสน้ ใยสังเคราะห์สมบตั ิของเส้นใยธรรมชาตแิ ละเส้นใยสงั เคราะห์ กระบวนการทำ
ยางดบิ จากนำ้ ยางพารา มอนอเมอร์และพอลเิ มอร์ ของยางพาราและยางกัตตา และสมบัตขิ องยาง
ก่อนและหลังทำวัลคาไนเซชนั ประกอบด้วย แบบทดสอบก่อนเรียน จดุ ประสงค์ ใบความรู้ ใบ
กจิ กรรม และแบบทดสอบหลงั เรยี น

3. การใช้ชดุ กิจกรรมน้ี ให้นักเรยี นปฏิบัตดิ ังน้ี
3.1 นักเรยี นแบง่ กล่มุ ๆ ละ 4-5 คน ในการทำแบบฝึกและการทำกิจกรรมฝกึ ทักษะ

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นน้ั ใหแ้ บง่ หน้าทีใ่ ห้ทุกคนได้รับผดิ ชอบและให้มกี ารหมนุ เวยี นเปลีย่ น
หนา้ ที่กนั ทุกกจิ กรรม

3.2 ทำแบบทดสอบก่อนเรียนจำนวน 10 ขอ้
3.3 ทำความเข้าใจกับจุดประสงค์ของชดุ กจิ กรรมอา่ นและทำความเข้าใจกบั เน้ือหาใบ
ความรแู้ ล้วทำแตล่ ะกิจกรรมอย่างรอบคอบ โดยทำตามคำช้ีแจงในแตล่ ะกิจกรรม ซงึ่ มีทงั้ แบบฝึก
กิจกรรม สดุ ทา้ ยจึงทำแบบทดสอบหลังเรยี น จำนวน 10 ขอ้
4. นักเรียนจะศึกษาชดุ กจิ กรรมนี้ให้ประสบความสำเรจ็ ตามท่คี าดหวงั ไว้ ต้องปฏบิ ตั ติ าม
คำแนะนำอย่างเคร่งครดั ซอ่ื สัตย์ต่อตนเองเสมอ มคี วามรับผิดชอบและมีวนิ ยั ในตนเอง นกั เรียนจะ
เกดิ ความภาคภูมิใจในตนเอง เม่ือนกั เรียนสามารถแกป้ ญั หาต่าง ๆ ได้ดว้ ยตนเองด้วยวธิ กี ารท่ีถูกต้อง
และเหมาะสม
5. ถา้ นกั เรยี นไมผ่ ่านเกณฑท์ ่ีระบไุ ว้ นักเรยี นกลบั ไปศึกษาและทบทวนเนื้อหาในกิจกรรม
น้นั ๆ ใหม่ แล้วทำแบบทดสอบหลงั เรยี นให้ผา่ นเกณฑ์ทก่ี ำหนดไว้



สารบญั

หน้า
คำนำ…….................................................................................................................................... ก
คำแนะนำสำหรับครู................................................................................................................... ข
คำแนะนำสำหรับนกั เรียน.......................................................................................................... ค
สารบญั .................................................................................................................................... ง
สาระการเรยี นรู้.......................................................................................................................... 1
จุดประสงค์การเรียนร.ู้ ............................................................................................................... 1
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น ............................................................................................................ 3
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน .................................................................................................... 6
ขัน้ ตอนการดำเนนิ กิจกรรม........................................................................................................ 7
กิจกรรมท่ี 4.1 การตรวจสอบสมบัติบางประการของพลาสตกิ ต่าง ๆ ................................... 10
กจิ กรรมที่ 4.2 รอบรเู้ รื่องพลาสตกิ ......................................................................................... 16
ใบความรทู้ ี่ 4.1 รอบรู้เร่ืองพลาสตกิ ....................................................................................... 18
กิจกรรมท่ี 4.3 เกมโดมโิ น ถอดรหสั ชนิดพลาสติก................................................................. 23
ใบความรู้ท่ี 4.2 พลาสติกรีไซเคิล............................................................................................ 27
กจิ กรรมที่ 4.4 ตั๋วออก (Exit Ticket) 3-2-1…….……….......................................................... 29
กิจกรรมท่ี 4.5 แผนผงั ความคิด สนกุ คดิ เสน้ ใย....……….......................................................... 33
กิจกรรมที่ 4.6 เสน้ ใย............................................................................................................ 35
ใบความรทู้ ่ี 4.3 เส้นใย.......................................................................................................... 37
กจิ กรรมที่ 4.7 ยาง................................................................................................................ 41
ใบความรู้ที่ 4.3 ยาง.......................................................................................................... 43
แบบทดสอบหลังเรียน .............................................................................................................. 48
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน ...................................................................................................... 51
บรรณานกุ รม ........................................................................................................................... 52
ภาคผนวก ................................................................................................................................ 53



1

ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรตู้ ามกระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (5E)
เร่ือง เชอ้ื เพลงิ ซากดกึ ดำบรรพ์และผลิตภณั ฑ์
ชุดท่ี 4 ผลติ ภณั ฑ์จากพอลิเมอร์

สาระการเรยี นรู้

พลาสตกิ เปน็ พอลิเมอรส์ งั เคราะห์ของมอนอเมอร์และโครงสรา้ งของพอลเิ มอร์ จำแนกได้เปน็ เทอร์
มอพลาสตกิ และพลาสติกเทอร์มอเซต ในปัจจุบนั ไดม้ ีการรณรงค์การนำวสั ดตุ า่ งๆ มารีไซเคิลเพ่ือรกั ษา
สง่ิ แวดล้อม ซ่งึ รวมไปถงึ การนำพลาสติกต่างๆ ไปรีไซเคลิ ด้วย ซงึ่ สามารถนำกลบั มาหมุนเวยี นหรือที่
เรียกว่า การรไี ซเคลิ (Recycle)

เส้นใยเป็นพอลเิ มอร์ท่เี กิดในธรรมชาติและได้จากการสังเคราะหม์ ีโครงสร้างโมเลกลุ เหมาะสมที่จะ
นำมาปั่นเปน็ เสน้

ยาง เป็นพอลิเมอร์ที่เกดิ ในธรรมชาติหรือได้จากการสังเคราะห์ มีสมบัตยิ ืดหยนุ่ ได้
การปรับปรงุ คุณภาพของยางด้วยการเติมกำมะถนั เรียกว่า กระบวนการวลั คาไนเซชัน

จุดประสงค์การเรียนรู้

1. ดา้ นความรู้ (K)
1.1 บอกความหมาย ประโยชนแ์ ละโทษของพลาสตกิ ได้
1.2 บอกสมบัติของพลาสติกแตล่ ะประเภทได้
1.3 อธบิ ายความแตกต่างของประเภทพลาสติกรีไซเคลิ ได้
1.3 อธบิ ายความหมายของเสน้ ใยธรรมชาตแิ ละเสน้ ใยสงั เคราะห์พร้อมท้ังยกตวั อยา่ งได้
1.4 เปรียบเทียบสมบตั ขิ องเส้นใยธรรมชาตแิ ละเสน้ ใยสังเคราะห์ได้
1.5 อธิบายกระบวนการทำยางดบิ จากน้ำยางพาราได้
1.6 บอกช่ือมอนอเมอรแ์ ละพอลเิ มอรข์ องยางพาราและยางกตั ตาได้
1.7 อธบิ ายการทำวลั คาไนเซชันได้
1.8 เปรียบเทียบสมบัติของยางกอ่ นและหลงั ทำวัลคาไนเซชนั ได้

2. ดา้ นทกั ษะ/ กระบวนการ (P)
2.1 วางแผนการทดลอง ปฏิบตั กิ ารทดลอง สงั เกตและบันทกึ ผลการทดลอง การจัดกระทำข้อมลู

วิเคราะห์ อภิปรายและสรุปผลการทดลองเพื่อศึกษาสมบตั ิทางกายภาพบางประการของพลาสตกิ ชนิด
ตา่ งๆ ได้

2.2 นำเสนอขอ้ สรุปและรายงานผลการทดลองเพ่ือศึกษาสมบตั ทิ างกายภาพบางประการของพลาสติก
ชนิดต่างๆ ได้

2.3 จำแนกพลาสติก เส้นใย และยาง ออกเป็นหมวดหมู่และบอกประโยชนไ์ ด้
2.4 ความร่วมมือในการปฏิบัติกจิ กรรมกลมุ่

2

3. ดา้ นคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)
3.1 ความสนใจใฝร่ ู้ ความรอบคอบ การรว่ มแสดงความคิดเหน็ และยอมรับฟงั ความคิดเห็นของผู้อ่นื

ความมเี หตผุ ล และการทำงานร่วมกับผอู้ น่ื อยา่ งสร้างสรรค์
3.2 เขา้ เรยี น ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมและสง่ งานตรงเวลา
3.3 บนั ทึกข้อมลู จากการปฏิบัตกิ จิ กรรม ทำแบบฝึกหัดและแบบทดสอบด้วยความซื่อสัตย์
3.4 รักษาความสะอาดของห้องเรยี นและสถานทีป่ ฏิบตั ิกิจกรรม

3

แบบทดสอบก่อนเรยี น

เรื่อง ผลติ ภณั ฑจ์ ากพอลเิ มอร์ รายวิชาเคมี 5 รหสั วชิ า ว33222 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 6 เวลา 10 นาที

คำชแ้ี จง ใหน้ ักเรียนเลอื กคำตอบที่ถกู ต้องท่ีสดุ เพยี งขอ้ เดยี ว โดยทำเครื่องหมาย  ตรงกับคำตอบ

ทีถ่ ูกต้องลงในกระดาษคำตอบ
1. พลาสตกิ ทใี่ ชท้ ำถ้วยชามทนความรอ้ นเป็นพอลเิ มอร์ท่มี ีโครงสรา้ งแบบใด

ก. แบบเสน้
ข. แบบก่งิ
ค. แบบรา่ งแห
ง. แบบเสน้ ปนแบบก่งิ
2. ข้อใดเปน็ สมบัติที่ดีของพลาสติก
ก. ทนทาน, ผกุ ร่อน
ข. ทนทาน, เปน็ ฉนวน
ค. น้ำหนักมาก, ผุกร่อน
ง. นำ้ หนกั มาก, เป็นฉนวน
3. เส้นใยชนิดใดมีความทนทานต่อเชื้อรา แบคทเี รยี สารเคมี ซกั ง่าย แห้งเรว็
ก. ฝา้ ย
ข. ไหม
ค. ลินนิ
ง. ไนลอน
4. สญั ลักษณ์ตอ่ ไปน้ี มคี วามหมายอย่างไร

ก. พลาสติกระดบั คุณภาพท่ี 3
ข. พลาสติกรไี ซเคลิ ประเภทที่ 3
ค. พลาสตกิ รีไซเคิลมาแลว้ 3 ครั้ง
ง. พลาสติกทม่ี คี วามทนทานระดบั 3
5. ขอ้ ใดเปน็ ข้อแตกต่างระหว่างยางธรรมชาตกิ บั ยางสังเคราะห์
ก. มีโครงสร้างไม่เหมือนกัน
ข. มจี ำนวนมอนอเมอร์ไม่เทา่ กัน
ค. มีความทนต่อสารเคมี ความร้อน และตวั ทำละลายไมเ่ ท่ากัน
ง. ยางสงั เคราะห์มีกระบวนการเกดิ ทซ่ี บั ซ้อนมากกวา่ ยางธรรมชาติ

4

6. กระบวนการวลั คาไนเซชนั คืออะไร

ก. กระบวนการที่ทำให้พอลิเมอรไ์ อโซพรีนต่อกนั เป็นสายยาวเพม่ิ ขึน้

ข. กระบวนการท่ีทำใหย้ างสังเคราะห์มีความยืดหยุน่ ใกลเ้ คียงกับยางธรรมชาติ

ค. กระบวนการที่ทำใหย้ างสังเคราะห์มีโครงสรา้ งใกล้เคยี งกับยางธรรมชาติ

ง. กระบวนการท่ที ำให้พอลิเมอร์ของยางเชื่อมต่อกันเป็นร่างแห โดยมีกำมะถนั เปน็ ตวั เช่อื ม

7. ขอ้ ใดที่มีข้อมูลสอดคล้องตามลำดบั หัวขอ้ ต่อไปน้ี

ขอ้ เส้นใยธรรมชาติ เสน้ ใยสังเคราะห์ ยางพารา เทอร์มอพลาสติก

ก. ปอ พอลเิ อสเทอร์ ยางพอลิไอโซพรนี พอลิเอทลิ ีน

ข. ขนแกะ พอลเิ อไมด์ ยางพอลบิ วิ ทะไดอีน พอลยิ รู เี ทน

ค. ใยสบั ปะรด ไนลอน ยางพอลคิ ลอโรฟรี ีน เมลานีน

ง. เสน้ ใยไหม เรยอน ยางสไตรีน-บิวทะไดอีน พอลิสไตรีน

8. พอลิเมอร์ในข้อใดท่ีสองชนิดแรกเปน็ เทอร์มอพลาสติกซึง่ ใช้ทำอวัยวะเทียมใช้อยใู่ นร่างกายได้

สว่ นพอลเิ มอร์ ชนิดท่สี ามเปน็ เทอร์มอพลาสติกท่ีใช้ทั่วไป

ก. พอลิไวนิลคลอไรด์ พอลิสไตรีน พอลยิ ูรีเทน

ข. พอลสิ ไตรีน พอลโิ พรพิลีน เมลามีน

ค. พอลิยรู เี ทน เมลามีน พอลเิ อทลิ นี

ง. พอลเิ อทลิ ีน พอลิโพรพิลีน ฟนี อลฟอร์มลั ดไี ฮด์พอลิเมอร์

9. ข้อใดไมถ่ ูกต้อง

ก. สาร CFC ในโฟม ช่วยทำใหโ้ ฟมทนความรอ้ น

ข. แกส๊ ที่ชว่ ยให้โฟมเบาคือ แก๊ส CO2 ซง่ึ เกดิ จากการสลายตัวของ NaHCO3 เมื่อไดร้ ับความร้อน

ค. พอลเิ มอรท์ ใี่ ช้ทำโฟมคือพอลิเอทิลนี พอลสิ ไตรีน

ง. เตมิ ผงถา่ นในยางช่วยทำให้ยางแขง็ แรง และทนต่อการสกึ หรอ

10. พลาสตกิ A ไม่ออ่ นตัวเมอื่ ไดร้ บั ความร้อน ท่ีอุณหภูมิสงู จะแตกและไหม้กลายเปน็ ขี้เถา้

สว่ นพลาสตกิ B ออ่ นตัวได้เม่ือไดร้ บั ความรอ้ น ติดไฟงา่ ย ดับยาก พลาสตกิ A และพลาสติก B

คือสารใด เป็นยงั ไงบา้ งเดก็ ๆ
ก. พวี ีซี และพอลิเอทิลีน ไม่ยากเลยใช่ม๊ยั จ๊ะ
ข. เมลามนี และพอลสิ ไตรนี

ค. ฟอรไ์ มกา และเมลามีน

ง. พอลิสไตรนี และพวี ีซี

5

กระดาษคำตอบแบบทดสอบก่อนเรยี น
ชดุ ท่ี 4 ผลติ ภณั ฑ์จากพอลิเมอร์

ชื่อ-สกุล...................................................................................ชน้ั ..................เลขที.่ ...............

คำชีแ้ จง ให้นกั เรียนเลอื กคำตอบในแบบทดสอบ แล้วทำเครอ่ื งหมาย  ลงใน  ตรงกบั คำตอบ

ทถี่ กู ต้องท่ีสุดเพียงขอ้ เดยี ว

ข้อ ก ข ค ง

1 คะแนนเต็ม 10

2 คะแนนทไี่ ด้

3

4 ผลการประเมนิ

5  ดมี าก
 ดี
6  พอใช้

7  ปรับปรงุ

8 ลงชื่อ.........................................ผปู้ ระเมนิ

9 (......................................)

10 วนั ท่ี...........เดือน......................พ.ศ...........

เกณฑ์การประเมนิ
คะแนนระหว่าง 9-10 อยู่ในเกณฑ์ ดีมาก
คะแนนระหว่าง 7-8 อยใู่ นเกณฑ์ ดี
คะแนนระหวา่ ง 5-6 อยใู่ นเกณฑ์ พอใช้
คะแนนระหวา่ ง 0-4 อยใู่ นเกณฑ์ ปรับปรุง

6

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น
ชดุ ท่ี 4 ผลติ ภณั ฑ์จากพอลิเมอร์

คำชี้แจง ใหน้ กั เรียนตรวจคำตอบของการทดสอบก่อนเรยี นจากการเฉลยดังน้ี

ขอ้ ก ข ค ง
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10 

เป็นยงั ไงบ้างคะนักเรียน ทาได้กี่
คะแนน เรามาเร่ิมต้นเรียนกนั

ดีกว่านะคะ

7

ขัน้ ตอนการดำเนินกจิ กรรม

ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรือ่ ง เชื้อเพลงิ ซากดกึ ดำบรรพแ์ ละ
ผลติ ภัณฑ์ รายวิชาเคมี 5 รหสั วชิ า ว33222 สำหรับนกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 ชดุ ท่ี 4 ผลิตภัณฑจ์ าก
พอลเิ มอร์ เวลา 4 คาบ (1 คาบ เท่ากับ 50 นาที รวมเปน็ 200 นาท)ี โดยมขี น้ั ตอนในการดำเนนิ
กจิ กรรมดังน้ี
คาบท่ี 1-2

ขน้ั สรา้ งความสนใจ (15 นาที)

1. นกั เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน เรอื่ ง ผลติ ภณั ฑจ์ ากพอลเิ มอร์
2. ครูทบทวนเกย่ี วกับพอลเิ มอร์ แล้วใหน้ ักเรียนยกตัวอย่างผลติ ภณั ฑ์ เพอื่ เชื่อมโยงไปสู่
การแปรรปู เป็นพลาสตกิ พลาสติกดังกลา่ วจะมกี ารใช้งานที่แตกตา่ งกนั (ข้ึนอยู่กบั การยกตวั อยา่ งของ
นักเรยี น)
3. ครูกับนกั เรียนร่วมกนั จัดกลุ่มพลาสตกิ ชนดิ ตา่ ง ๆ โดยการสรา้ งเกณฑใ์ นการจดั กลุ่มเอง เช่น
จำแนกตามประโยชน์การใช้งาน ความสามารถในการทนความร้อน เปน็ ตน้ เพ่ือเช่อื มโยงไปสู่ประเภท
ของพลาสติก

ขนั้ สำรวจและค้นหา (35 นาที)

4. นักเรยี นแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 7-8 คน นักเรียนอา่ นและทำความเข้าใจวธิ กี ารทดลองกจิ กรรม
ท่ี 4.1 เรอื่ ง การตรวจสอบสมบัติทางกายภาพบางประการของพลาสติกชนดิ ตา่ ง ๆ แล้วชว่ ยกันวางแผน
การทดลอง แบ่งหนา้ ทรี่ บั ผดิ ชอบ กำหนดวัตถปุ ระสงค์ สมมตฐิ าน และออกแบบตารางบนั ทกึ ผล
การทดลอง

5. นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ ทำการทดลอง บนั ทึกผลการทดลอง สรปุ ผลการทดลอง ตอบคำถามทา้ ย
การทดลอง เขียนรายงานการทดลอง พร้อมท้งั ตดิ รายงานผลการทดลองในบรเิ วณผนงั หอ้ งเรยี น

6. นกั เรียนแต่ละกลุ่มรว่ มกนั อา่ น วเิ คราะห์และอภปิ รายรายงานผลการทดลองของเพือ่ นกลุ่มอ่นื
พรอ้ มทัง้ เขยี นข้อคิดเห็นของกลมุ่ และเครอื่ งหมายดังต่อไปน้ีลงในรายงานผลการทดลอง (Gallery Walk)

- เครอ่ื งหมาย ✓ หน้าข้อความทเ่ี หน็ ด้วย
- เครือ่ งหมาย  หนา้ ข้อความท่ีไมเ่ ห็นด้วย

- เคร่ืองหมาย  หน้าข้อความทีไ่ ม่แนใ่ จ
7. นักเรยี นกลบั มาท่ีกลมุ่ ตนเอง อา่ นข้อคิดเห็นทเ่ี พ่ือนเขียนไว้ รว่ มกันอภิปรายและปรบั ปรงุ
รายงานผลการทดลองของกลุ่มตนเอง

8

ขนั้ อธบิ ายและลงข้อสรปุ (20 นาที)

8. ครนู ำอภิปรายโดยใช้ ผลการทดลอง คำตอบจากการตอบคำถามทา้ ยการทดลอง
9. ครใู หค้ วามรเู้ พ่ิมเตมิ โดยใหน้ ักเรยี นชมสอื่ วีดทิ ัศน์ เร่ืองประเภทของพลาสติกและการนำไปใช้
ประโยชน์ ขณะท่ีนักเรียนชมสอ่ื ให้นกั เรยี นแลกเปล่ยี นเรียนรู้เชือ่ มโยงความคิดจากการทดลองสู่ทฤษฎที ี่
เกย่ี วขอ้ ง เพอ่ื สรุปความรูท้ ี่ได้ จากตัวอย่างเวบ็ ไซต์ http://www.youtube.com/watch?v=mp
GiRX1si0 (ชอื่ ไฟล์ : กบนอกกะลา ตอน พลาสตกิ นาทีท่ี 23 เป็นตน้ ไป)
10. นักเรยี นศึกษาใบความรู้ที่ 4.1 รอบรพู้ ลาสตกิ เปน็ รายบคุ คล พร้อมทั้งอา่ นจบั ใจความ
สำคัญ โดยการขดี คำสำคญั ในแตล่ ะหัวข้อ แลว้ ตอบคำถามลงในใบกิจกรรมที่ 4.2 และจับค่กู ับเพอ่ื นเพ่ือ
ตรวจคำตอบ ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ สรปุ คำตอบผลดั เปล่ยี นกนั นำเสนอคำตอบของเพ่ือนแต่ละคู่ให้
เพอ่ื นในกลุ่มฟงั รว่ มกันอภปิ รายและสรุปเปน็ คำตอบของกลมุ่ บนั ทึกคำตอบลงในกระดาษ แผ่นละ 1 ข้อ
เรยี งลำดับกระดาษคำตอบ ติดกระดาษคำตอบลงใน Response Board
11. ครูให้สญั ญาณตวั แทนกล่มุ ยก Response Board นำเสนอคำตอบทีละข้อ รว่ มกันสรุป
คำตอบ ครอู ธบิ ายคำตอบทีน่ ักเรียนยงั เข้าใจไม่ถกู ต้อง

ขั้นขยายความรู้ (20 นาที)

12. ครนู ำอภิปราย โดยอาจตั้งคำถามว่า นักเรยี นคดิ ว่าพลาสตกิ ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน เมื่อใช้แล้ว
เรานำไปทำลาย นำกลับไปใช้ใหม่หรือแปรรูปได้อกี หรือไม่ ใหน้ กั เรยี นยกตวั อย่างและเชื่อมโยงสู่กจิ กรรมที่
4.3

13. นักเรยี นศึกษาแผนภาพประเภทของขยะรีไซเคิล แล้วรว่ มกันอภิปรายถึงสมบตั ิและ
ประโยชนข์ องพลาสตกิ แต่ละประเภท

14. นกั เรียนอา่ นวัตถุประสงคแ์ ละทำความเขา้ ใจวธิ กี ารทำกจิ กรรมที่ 4.3 เกมโดมโิ นชวนคดิ
ถอดรหัสชนิดพลาสติก

ขัน้ ประเมนิ (10 นาที)

15. ครปู ระเมินผลการเรียนรู้ของนักเรยี นโดยให้นกั เรยี นทำกิจกรรมที่ 4.4 ต๋วั ออก (Exit Ticket)
3-2-1 ในแผ่นพับท่คี รแู จกให้ ดังนี้

- เขยี นสรุปแนวความคิดหลักท่ีได้เรียนรู้ เรอ่ื ง พลาสติก 3 หัวขอ้
- เขยี นทีจ่ ะนำไปใช้ประโยชน์ 2 เรื่อง
- เขียนคำถามส่ิงทีย่ ังสงสัยจากการเรยี นรู้ 1 คำถาม

9

16. ครวู ิเคราะหส์ ง่ิ ทนี่ ักเรียนเขยี นในแผน่ พบั ตั๋วออก และแกไ้ ขความเขา้ ใจผดิ ของนักเรียนในคร้งั
ตอ่ ไป

17. ครปู ระเมนิ นักเรยี นโดยการสังเกตจากการทำงานภายในกลุ่ม การนำเสนอข้อมลู
การอภปิ รายและการตอบคำถาม

พยายามเขา้ นะ เดก็ ๆ เมอ่ื ศึกษาพร้อมแลว้ ก็
เร่ิมกิจกรรมกนั เลย

10

กิจกรรมที่ 4.1

การตรวจสอบสมบัติบางประการของพลาสติกชนิดตา่ งๆ

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. ทำการทดลองเพ่ือศึกษาความแข็ง ความทนตอ่ แรงดึง การเกิดรอย ความหนาแน่น และความ
อ่อนตวั ของพลาสตกิ ชนดิ ตา่ งๆ ได้

2. จำแนกประเภทของพลาสตกิ โดยใช้ความแขง็ ความทนตอ่ แรงดงึ การเกิดรอย ความหนาแนน่
และความออ่ นตวั เป็นเกณฑไ์ ด้

วัสดุ อุปกรณ์ และสารเคมี

รายการ ปรมิ าณตอ่ กลุ่ม

สารเคมี 20 cm3
1. นำ้ 20 cm3
2. เอทานอล 95% 20 cm3
3. นำ้ เกลืออ่ิมตวั
1 ชน้ิ
อุปกรณ์ 1 ชน้ิ
1. ถงุ บรรจอุ าหารชนดิ ใส 1 ชน้ิ
2. ขวดแชมพสู ระผม 1 ชิ้น
3. ขวดน้ำชนิดใส 1 ชน้ิ
4. ขวดนมเปร้ียวหรือถ้วยไอศกรีม 1 ตวั
5. จานพลาสติกชนิดบาง 4 ใบ
6. ตะปขู นาด 2 น้วิ 1 อนั
7. บีกเกอร์ ขนาด 50 cm3 1 อนั
8. ปากคีบหรอื คมี คีบ 1 แผ่น
9. กรรไกร 2-3 ดา้ ม
10. กระดาษบรฟู๊ แผ่นใหญ่
11. ปากกาเคมี

11

แนวทางการทำกจิ กรรม

ตอนที่ 1 รว่ มกันคดิ วางแผนการทดลอง

คำชแ้ี จง

1. รว่ มกันคิดกบั เพ่ือนในกลุ่มวา่ เม่ือนำพลาสติกแต่ละประเภทมาทดสอบด้วยวธิ ตี ่างๆ จะได้ผล
เหมอื นหรือแตกต่างกนั หรือไม่ อยา่ งไร อะไรมสี ่วนทำให้พลาสตกิ แตล่ ะประเภทแตกต่างกัน และเรา
สามารถจำแนกพลาสติกไดเ้ ป็นกปี่ ระเภท และสามารถใช้เกณฑ์ใดบา้ งในการจำแนก

2. แต่ละกลุ่มวางแผนการทดลองช่วยกันวางแผนการทดลอง แบง่ หนา้ ทรี่ ับผดิ ชอบ กำหนด
วตั ถปุ ระสงค์ สมมติฐาน และออกแบบตารางบันทกึ ผลการทดลอง

ตอนท่ี 2 ทำการทดลองและเขียนรายงาน

คำชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนดำเนนิ การ ดังน้ี

1. การเตรยี มและการเลอื กตัวอยา่ งพลาสติก ทำความสะอาดพลาสติก เช็ดใหแ้ ห้ง และตัดเปน็
ชนิ้ เล็กๆ ขนาดประมาณ 2 cm x 2 cm

2. การทดสอบความหนาแน่นของพลาสตกิ
2.1 ใส่เอทานอล 95% นำ้ และนำ้ เกลืออ่ิมตวั อย่างละ 20 cm3 ลงในบกี เกอร์ ขนาด

50 cm3
2.2 นำตัวอย่างพลาสติกทีเ่ ตรียมไว้ ใส่ลงในเอทานอล 95% โดยกดให้พลาสตกิ จมใน

ของเหลว แลว้ จงึ ปลอ่ ยใหล้ อยอย่างอสิ ตระ สังเกตและบันทึกผล
2.3 นำพลาสตกิ ที่จมในเอทานอล 95% มาเช็ดให้แหง้ แลว้ ใส่ลงในนำ้ โดยกดให้พลาสตกิ จม

ในของเหลว แล้วจึงปลอ่ ยใหล้ อยอิสระ สังเกตและบันทึกผล
2.4 นำพลาสติกที่จมในนำ้ มาเช็ดให้แห้งแล้วใสล่ งในน้ำเกลือ โดยกดให้พลาสติกจมใน

ของเหลว แลว้ จงึ ปลอ่ ยใหล้ อยอยา่ งอิสระ สังเกตและบนั ทึกผล
3. การทดสอบความแข็งของพลาสติก โดยการกดหรือบีบ สังเกตและบนั ทึกผล
4. การทดสอบความยดื หยุ่นของพลาสติก โดยการดงึ บิดหรอื พับ สงั เกตและบันทกึ ผล
5. การทดสอบการขดี ข่วนของพลาสติก โดยใช้ตะปูขีดลงบนแผ่นพลาสติก สังเกตและบันทกึ ผล
6. แตล่ ะกลุ่มรว่ มกันเขียนรายงานการทดลองลงในแบบรายงานการทดลอง แลว้ นำไปติดบริเวณ

ท่กี ำหนด

12

ตอนท่ี 3 แลกเปลยี่ นเรยี นรู้

คำช้ีแจง

1. นักเรยี นแต่ละกลุ่มติดรายงานผลการทดลองในบริเวณท่ีกำหนด
2. นักเรียนแตล่ ะกลุ่มรว่ มกนั อ่าน วิเคราะห์และอภปิ รายรายงานผลการทดลองของเพอื่ นกล่มุ อื่น
พรอ้ มทง้ั เขียนข้อคิดเหน็ ของกลุม่ และเครอ่ื งหมายดังต่อไปนล้ี งในรายงานผลการทดลอง (Gallery Walk)

- เครื่องหมาย ✓ หน้าข้อความที่เห็นดว้ ย
- เครอื่ งหมาย  หนา้ ข้อความทไี่ ม่เหน็ ดว้ ย
- เครือ่ งหมาย  หน้าข้อความทีไ่ มแ่ นใ่ จ
3. นกั เรียนกลบั มาท่ีกล่มุ ตนเอง อ่านขอ้ คิดเหน็ ทีเ่ พ่อื นเขียนไว้ รว่ มกนั อภปิ รายและปรับปรุง
รายงานผลการทดลองของกลุ่มตนเอง
4. กลุ่มท่ีได้รบั คัดเลอื ก นำเสนอผลงาน

เรามาเร่ิมทากิจกรรม
กนั เลย

13

แบบรายงานการทดลอง

วัน เดอื น ป.ี .....................................................................................ช้นั .........................กลุ่มท.่ี ...................

การทดลองท.่ี ..............เรอื่ ง............................................................................................................................

ท่ี ชอ่ื -สกุล เลขที่ หน้าท่ใี นกล่มุ

1

2

3

4

5

6

7

8

สมมติฐานการทดลอง

............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
....................................................................................... ...............................................................................

จุดประสงค์การทดลอง

............................................................................................................................. .........................................
.................................................................................................................................... ..................................
............................................................................................... .......................................................................

แผนภาพแสดงขั้นตอนการทดลอง

14

บนั ทกึ ผลการทดลอง

15

คำถามทา้ ยการทดลอง

1. พลาสติกแตล่ ะชนดิ มีความหนาแนน่ อยใู่ นช่วงใด ถ้าความหนาแนน่ ของเอทานอล น้ำ และ
นำ้ เกลืออม่ิ ตัวเปน็ 0.798 g/cm3 1.00 g/cm3 และ 1.20 g/cm3 ตามลำดับ
............................................................................................................ ..........................................................
............................................................................................................................. .........................................
........................................................................................................................................................... ...........
....................................................................................................................... ...............................................
............................................................................................................................. .........................................

2. ความหนาแน่นของพลาสติกมีความสมั พนั ธ์กับความแขง็ หรอื ความยดื หยุ่นของพลาสติกหรอื ไม่
อย่างไร
............................................................................................................................. .........................................
.................................................................................................................................................................. ....
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................................................................................................

3. จากการทดลอง สามารถจำแนกพลาสติกไดก้ ีป่ ระเภท อะไรบา้ ง และใช้อะไรเปน็ เกณฑ์ในการ
จำแนก
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................

วเิ คราะหแ์ ละสรุปผลการทดลอง
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
.................................................................................... ..................................................................................
............................................................................................................................. .........................................

16

กิจกรรมท่ี 4.2
รอบรูเ้ ร่ืองพลาสติก

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. บอกความหมาย ประโยชน์และโทษของพลาสติกได้
2. บอกสมบัตขิ องพลาสติกแตล่ ะประเภทได้

ส่ือ วสั ดอุ ุปกรณ์

1. ฟวิ เจอรบ์ อรด์ สขี าว ขนาด 30 x 20 cm (Response Board) 1 แผ่น

2. ปากกาเคมี 2-3 ดา้ ม

3. กระดาษสีขาว 10 แผน่

แนวทางการทำกจิ กรรม

อา่ น คดิ ตอบคำถาม

คำชแ้ี จง

1. นกั เรยี นอา่ นและทำความเข้าใจเนอ้ื หาในใบความรู้ท่ี 4.1 เรือ่ ง รอบร้เู รื่องพลาสติก เปน็
รายบคุ คล พรอ้ มท้ังอ่านจับใจความสำคัญโดยการขดี เสน้ ใตค้ ำสำคัญในแต่ละหัวข้อ แล้วตอบคำถามลงใน
ใบกิจกรรมที่ 4.2

2. จบั คกู่ ับเพ่ือนในกลุ่ม เพ่ือตรวจคำตอบ อภิปรายและสรปุ คำตอบที่ถูกต้อง
3. สมาชกิ ในกลุม่ รว่ มกนั ตรวจสอบคำตอบทสี่ รปุ ไวใ้ นขอ้ 2 ร่วมกันอภปิ รายและสรุปคำตอบของ
กลมุ่ บันทึกคำตอบลงในกระดาษ แผน่ ละ 1 ข้อ โดยเรยี งลำดับกระดาษคำตอบ แลว้ ติดกระดาษคำตอบลง
ใน Response Board
4. เมอื่ ครูใหส้ ัญญาณตวั แทนกลมุ่ ยก Response Board นำเสนอคำตอบทลี ะข้อ ร่วมกันสรุป
คำตอบ และครูอธบิ ายคำตอบท่ีนกั เรียนยงั เข้าใจไม่ถูกต้อง

เรามาเร่ิมทากิจกรรม
กนั เลย

17

จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. พลาสติกและพอลิเมอร์มีความหมายเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
...................................................................................................... ................................................................
............................................................................................................................. .........................................
..................................................................................................................................................... .................
................................................................................................................. .....................................................
2. วัตถดุ ิบทีใ่ ช้เป็นสารต้ังต้นในการสังเคราะห์พลาสติก ได้แก่สารใดบ้าง
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
3. เกณฑ์ท่ใี ชใ้ นการพิจารณาว่าพลาสติกชนดิ เป็นเทอรม์ อพลาสตกิ หรือเทอร์มอเซต คือเกณฑ์ใด
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................................................................................................
4. ยกตัวอย่างเทอร์มอพลาสติกและเทอร์มอเซตทใี่ ช้ในชวี ติ ประจำวัน
.................................................................................. ....................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
5. เปรยี บเทียบความแตกต่างของเทอร์มอพลาสติกและเทอร์มอเซต
............................................................................................................................. .........................................
................................................................................................................................................................. .....
6. นักเรยี นควรใชภ้ าชนะพลาสตกิ ใส่อาหารร้อนหรืออาหารที่มีรสเปร้ยี วจดั หรอื ไม่ เพราะเหตุใด
................................................................................................................................................................. .....
............................................................................................................................. .........................................
7. พลาสตกิ ชนดิ ใดบา้ งทน่ี ำไปใช้ประโยชนท์ างการแพทย์ จงยกตัวอยา่ ง
............................................................................................................................. .........................................
....................................................................................................................................................... ...............
8. จงยกตัวอย่างคุณสมบตั ิพิเศษของพลาสติกทส่ี ามารถใช้แทนวัสดุอืน่ ๆ ได้ มาอย่างน้อย 3 อยา่ ง
...................................................................................................................................................... ................
.................................................................................................................. ....................................................

ไชโยๆ กลุ่มเราตอบ
ถกู ทุกขอ้ เลย

18

ใบความรทู้ ่ี 4.1
รอบร้เู ร่อื งพลาสติก

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. บอกความหมาย ประโยชน์และโทษของพลาสตกิ ได้
2. บอกสมบตั ิของพลาสตกิ แต่ละประเภทได้

พลาสติก (Plastic)

พลาสตกิ (Plastic) มาจากรากศัพทภ์ าษากรีกวา่ "plastikos" หมายความว่า หล่อหรือหลอม
เปน็ รปู ร่างได้งา่ ย พลาสตกิ เป็นโพลิเมอรป์ ระเภทหนึ่งทีส่ ่วนใหญ่ได้จากการสังเคราะห์ขนึ้ (Synthetic
polymer) แตก่ ็มีพลาสติกทเ่ี กดิ ข้นึ จากธรรมชาติเช่นกัน เช่น ชะแลก็ พลาสติกเป็นสารอินทรีย์ เป็น
ไฮโดรคาร์บอน มีไฮโดรเจนและคารบ์ อนเป็นองคป์ ระกอบหลัก พลาสตกิ เป็นโพลเิ มอร์ที่สามารถนำมาหล่อ
เป็นรปู รา่ งตา่ ง ๆ ตามแบบ โดยใช้ความรอ้ นและแรงอดั เพียงเลก็ นอ้ ย มีจุดหลอมเหลวระหวา่ ง 80-350
องศาเซลเซยี ส ขึ้นอยู่กับชนดิ ของพลาสติกด้วย

ปจั จุบนั พลาสตกิ (plastic) มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวนั เป็นอย่างมาก เคร่ืองมือเคร่ืองใช้และ
วสั ดุกอ่ สรา้ งหลายชนดิ ทำดว้ ยพลาสติก เช่น เครือ่ งใชใ้ นครัวเรอื นจำพวกจานชาม ขวดโหลต่าง ๆ ของเลน่
เดก็ วสั ดุก่อสร้าง สที าบ้าน กาวติดไมแ้ ละติดโลหะ อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์การแพทย์
เป็นต้น เหตทุ ีพ่ ลาสติกเป็นที่นยิ มเพราะมรี าคาถูก มนี ำ้ หนักเบา ทนความชน้ื ได้ดี ไมเ่ ปน็ สนิม ทำใหเ้ ปน็
รปู รา่ งตา่ ง ๆ ตามต้องการได้ง่ายกว่าโลหะ เปน็ ฉนวนไฟฟา้ มีทงั้ ชนิดโปรง่ ใสและมีสตี า่ ง ๆ กัน ด้วยเหตุนี้
พลาสติกจึงใชแ้ ทนโลหะหรอื วสั ดุบางชนิด เชน่ แกว้ ไดเ้ ป็นอย่างดี แต่พลาสติกกม็ ีข้อเสียหลายอย่าง
ดว้ ยกันคือ ไมแ่ ขง็ แรง (รบั แรงดึง แรงบดิ และแรงเฉือนไดต้ ่ำมาก) ไม่ทนความร้อน (มจี ุดหลอมเหลวตำ่
ติดไฟง่าย และไม่คงรูป จึงทำให้ขอบเขตการใชง้ านของพลาสติกยังไมก่ วา้ งเท่าที่ควร

พลาสตกิ ทนี่ ำมาขนึ้ รปู เปน็ ผลิตภัณฑเ์ พ่ือใชง้ านในรูปแบบต่าง ๆ เชน่ ถว้ ย จาน ชาม เกา้ อ้ี
รองเทา้ ด้ามปากกา ถุงใส่ของและอาหาร กระเบ้ืองยาง รวมเรยี กว่า ผลิตภณั ฑพ์ ลาสติก การจำแนก
พลาสติกตามกรรมวิธีผลติ และการใช้งาน ดังภาพที่ 4.2

19

เปา่ ขึ้นรปู หลอ่
แบบ
ฟลิ ม์
เป่าขนึ้ รปู เส้นใย

พลาสตกิ

โฟม สาร
สารยดึ ตดิ เคลอื บ

ภาพที่ 4.2 การจำแนกพลาสติกตามกรรมวิธกี ารผลิตและการใช้งาน

พลาสติกประกอบไปดว้ ยโมเลกุลของธาตุหลาย ๆ ธาตุจับกันเปน็ โมเลกลุ ใหญท่ ี่เรียกว่า พอลิเมอร์
ลกั ษณะทเ่ี ดน่ ชดั ของพลาสติกอยู่ตรงที่โมเลกุลของพลาสติกมีขนาดใหญโ่ ตกว่าสารอน่ื ๆ มาก

พลาสตกิ ที่ใช้ส่วนใหญไ่ ด้จากปฏกิ ริ ิยาสังเคราะห์ทางเคมี สว่ นพลาสตกิ ท่ีเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และ
ใชม้ ากคือ เชลแล็ก (shellac) พลาสตกิ เปน็ สารประกอบอินทรยี ์ (สารอนิ ทรีย์ หมายถึง สารซ่ึงในโมเลกลุ มี
ธาตไุ ฮโดรเจน และคาร์บอนรวมกันอยู่ อาจมีเพียงอะตอมของธาตุทั้งสองหรอื มีอะตอมของธาตอุ ่นื รวมอยู่
ด้วย เชน่ มีเทน CH4 เป็นสารอินทรีย์ที่มีแต่อะตอมของไฮโดรเจน และคาร์บอน กรดน้ำสม้ CH3COOH มี
อะตอมของไฮโดรเจน คาร์บอน และออกซเิ จนรวมอยู่ด้วย เปน็ ตน้

หากแบ่งประเภทของพลาสตกิ ตามสมบตั ิการเปลี่ยนแปลงเมอื่ ได้รบั ความร้อน เราสามารถแบง่
พลาสตกิ ออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คอื

1. เทอร์มอพลาสตกิ (thermoplastic) พอลิเมอร์ประเภทน้จี ะมโี ครงสรา้ งของสายโซพ่ อลเิ มอร์
เป็นแบบเสน้ ตรง หรอื แบบกง่ิ สั้น ๆ มกี ารเชอ่ื มต่อระหว่างโซพ่ อลเิ มอร์น้อยมาก เชน่ พอลิเอทลิ นี
พอลิโพรพิลีน และพอลสิ ไตรีน เป็นตน้ ซ่ึงพลาสติกชนดิ น้ีเม่อื ได้รับความร้อนจะอ่อนตัว และหลอมเหลว
เป็นของเหลวหนืด และเมือ่ เยน็ ตวั ลงก็จะแข็งตัว เมอื่ ใชง้ านเสรจ็ แลว้ สามารถนำกลับมารไี ซเคลิ ได้ เพ่ือ
ข้ึนรปู เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อีก แต่พลาสติกประเภทนมี้ ขี ้อเสยี และข้อจำกัดของการใช้งาน คือไม่สามารถ
ใช้งานที่อุณหภูมิสูงได้ เพราะอาจเกดิ การบิดเบยี้ วหรอื เสียรูปทรงไป ตัวอยา่ งเช่น ขวดน้ำด่มื ไม่เหมาะ
สำหรับใชบ้ รรจุน้ำร้อนจัดหรอื เดอื ด

20

ภาพท่ี 4.3 ตวั อย่างผลิตภณั ฑ์จากเทอร์มอพลาสตกิ
ทมี่ า: http://www.natsima.com/agriculture-environment/plastic-resin-

codes/#prettyPhoto
2. เทอร์มอเซตพลาสติก (thermoset plastic) เป็นพลาสติกชนิดทจี่ ะแข็งตวั
คงรูปอยู่ได้ โดยอาศยั ปฏกิ ริ ยิ าทางเคมี ปฏกิ ิริยาเคมีเกิดข้นึ โดยอาศัยความร้อนและความ
กดดนั ภายหลังปฏกิ ริ ยิ าเคมีมันก็จะแข็งตัว และเราจะไมส่ ามารถเปลย่ี นรูปของมนั โดยไม่เปล่ยี นคุณสมบตั ิ
ของมันได้กล่าวคอื เมื่อไดร้ บั ความร้อนมาก ๆ มนั จะสลายตวั เสียรปู ไป

ภาพที่ 4.3 ตัวอยา่ งผลติ ภณั ฑ์จากเทอรม์ อเซตพลาสติก

21

ตารางที่ 4.1 สมบัติบางประการของพลาสตกิ บางชนิด

ชนิดของ ประเภทของ สมบัติ การใช้ประโยชน์
พลาสตกิ พลาสตกิ
พอลิเอทลิ นี -เป็นเทอร์มอล -มลี ักษณะใสแข็งและเหนียว -ใช้ทำภาชนะบรรจุอาหารและ
พลาสตกิ
พอลิไวนิล -ยดื หยนุ่ ไดเ้ ล็กน้อย ถุงพลาสติกใส่ของเยน็
คลอไรด์ -เป็นเทอรม์ อล
พลาสติก -ความแข็งเพม่ิ ข้นึ ตามความ -ทำขวดใสน่ ้ำกลั่น ขวดใส่นำ้
พอลิโพรพิลีน
-เปน็ เทอร์มอล หนาแนน่ ดม่ื
พอลสิ ไตรีน พลาสติก
-ป้องกันการผ่านของไอนำ้ ได้ดี แต่ -ทำบีกเกอร์
-เปน็ เทอรม์ อล
พลาสตกิ ยอมให้อากาศผา่ นไดบ้ า้ ง -ทำฉนวนไฟฟ้า

-ติดไฟง่ายแตด่ ับยาก เกิดควัน -ทำเครอ่ื งใช้ในบา้ น

นอ้ ยและไมเ่ กิดพิษ -ทำของเลน่

-เผากับลวดทองแดงจะไม่ได้เปลว ชบุ ภาชนะเพื่อกนั สนิม

ไฟสเี ขยี ว

-มลี กั ษณะแข็ง คงรปู และเหนยี ว -ใชท้ ำแผน่ เสยี ง

-กนั น้ำได้ -ทำฉนวนไฟฟ้า

-ทนกรดและเบส -ทำหนงั เทยี มบเุ กา้ อ้ี กระเป๋า

-ทนการขูดขดี ได้ -ทำกระเบื้องยาง

-ตดิ ไฟง่ายและดบั งา่ ย ให้ควันสีดำ -ทำทอ่ นำ้

มาก และเกิดกา๊ ซพิษ -ทำเสอ่ื กันฝน

-เผากบั ลวดทองแดง ไดเ้ ปลวไฟสี -มอนอเมอรเ์ ป็นสารทำให้เกิด

เขียว มะเรง็ จึงไมค่ วรใชบ้ รรจุอาหาร

และเครื่องดมื่

-มีสมบตั คิ ลา้ ยกับพอลิเอทิลนี แต่ -ใชท้ ำภาชนะบรรจุสารเคมี

แข็งแรงกว่า และขวด

-นำ้ หนกั เบา -ทำกระเป๋าเดินทาง

-ทำภาชนะใส่เครอื่ งสำอาง

-ทำเครือ่ งมือเครือ่ งใช้ใน

โรงพยาบาล

-มคี วามแข็งมากแตเ่ ปราะ -มีราคาถูก

-ไมท่ นกรดและเบส -ใชท้ ำภาชนะประเภทใช้แล้วทง้ิ

-เบา เนอ้ื ใสและผิวเรยี บ -ทำส่วนประกอบของตูเ้ ย็น

22

ชนดิ ของ ประเภทของ สมบัติ การใช้ประโยชน์
พลาสติก พลาสตกิ

-ไม่นำไฟฟ้า -ทำเครอ่ื งเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า

-เกบ็ ประจุไฟฟา้ ทำให้ฝนุ่ เกาะ ต่าง ๆ

-ทำฉนวนไฟฟา้

-ทำฉนวนสำหรบั กระติกนำ้ รอ้ น

,นำ้ เย็น

-ทำวสั ดุทีล่ อยนำ้

พอลิเตตระ -เป็นเทอรม์ อล -มีความเหนียวและล่นื มาก -ใช้เคลือบผิวภาชนะหุงตม้
ฟลูออโรเอ พลาสติก
ทลิ ีน -เป็นฉนวนไฟฟ้า ทอด ทำให้อาหารไม่ติด

-ทนสารเคมไี ด้มากท่ีสุด -ทำฉนวนไฟฟา้

(แม้ที่อณุ หภมู สิ ูง ๆ) -ทำอปุ กรณ์เครื่องยนต์ เชน่ วง

แหวน ลกู สบู ลกู ปืน

พอลยิ เู รียฟอร์ -เป็นพลาสตกิ -คงรูป รกั ษาสภาพของแขง็ อย่าง -ทำฉนวนไฟฟ้าและความร้อน
มลั ดไี ฮด์ เทอร์มอเซต
ถาวร -ทำปล๊กั และสวิตซ์ไฟฟา้

-ทนความร้อน -ทำเครือ่ งปัน่ อาหาร

-ใส ทำใหเ้ ป็นเสน้ ต่าง ๆ ได้ง่าย -ทำตู้วิทยแุ ละโทรทัศน์

-ทำสารยดึ ติด

23

กิจกรรมที่ 4.3
เกมโดมโิ นชวนคิด ถอดรหสั ชนิดพลาสตกิ

จุดประสงค์การเรยี นรู้

อธบิ ายความแตกต่างของประเภทพลาสติกรีไซเคิลได้

จุดประสงค์การเรียนรู้

1. ใบความรู้ เรอ่ื ง พลาสตกิ รไี ซเคลิ

2. เกมโดมโิ น 1 ชดุ มี 28 ช้นิ

คำชแี้ จง แนวทางการทำกจิ กรรม

1. นกั เรียนอ่านวตั ถุประสงค์และทำความเขา้ ใจวธิ กี ารทำกิจกรรมที่ 4.3 เกมโดมโิ นชวนคดิ ถอดรหสั
ชนิดพลาสตกิ

2. นักเรียนทำกิจกรรมท่ี 4.3 เกมโดมิโนชวนคิด ถอดรหัสชนิดพลาสติก โดยนักเรยี นแต่ละกล่มุ สง่
ตัวแทนออกมาเลน่ เกมเพื่อแข่งขนั กบั เพือ่ นกลุ่มอนื่

3. แตล่ ะกลุ่มที่จะแข่งขันกัน มสี มาชกิ กลมุ่ ละ 4 คน ไดร้ ับเกม 1 ชดุ มีโดมิโนอยู่ 28 ช้ิน แลว้ นำ
คะแนนมารวมกนั เปน็ คะแนนกลมุ่

วธิ กี ารเล่น

1. ตวั โดมโิ นแตล่ ะตวั แบง่ ออกเปน็ 2 ดา้ น ด้านหนึง่ มีสญั ลักษณ์พลาสตกิ รีไซเคลิ อีกด้านหนง่ึ เปน็
ภาพตัวอยา่ งของพลาสติก และจดุ สีน้ำเงินเป็นจำนวนเตม็

จุดสีนำ้ เงินเปน็ จำนวนแตม้
(จดุ ละ 1 แต้ม)

ภาพตัวอยา่ งของพลาสติก สัญลักษณพ์ ลาสติกรไี ซเคลิ

2. ก่อนลงมอื เล่นเกม ผเู้ ล่นคว่ำช้นิ ส่วนโดมิโนท้งั หมดลงที่โต๊ะ แล้วให้ผู้เล่นแตล่ ะคนเลือกหยิบ

ช้ินส่วนโดมิโน โดยให้ผู้เล่นได้ชิ้นสว่ นโดมโิ นจำนวนเท่ากัน

3. ผู้เล่นคนแรกวางช้ินส่วนโดมิโนของตนเองลง 1 ชิ้น โดยวางช้ินส่วนโดมโิ นหงายขึ้น

4. ผเู้ ล่นคนถดั ไปทางซ้ายมือเลือกตัวโดมิโนในมือท่มี ีความสัมพนั ธ์กับรปู หรอื ข้อความทางดา้ นใดดา้ น

หนึ่งของโดมิโนตัวแรกแลว้ นำมาวางต่อกัน จากนัน้ นบั แต้มทไี่ ดแ้ ละจดบนั ทึกไว้

24

5. ผูเ้ ลน่ คนถดั ไปทางซา้ ยมือเลอื กตวั โดมิโนในมือท่มี ีความสมั พนั ธ์กับรูปหรือข้อความทางปลายดา้ นใด
ด้านหนึ่งของสายโดมิโนเทา่ น้ัน หา้ มวางต่อตรงชิน้ ส่วนโดมโิ นอ่ืนทีว่ างอยูก่ ลางแถว เมื่อตอ่ แล้วนบั แตม้
และจดบันทึกไว้เชน่ เดียวกนั

บรรจภุ ณั ฑน์ ม ถุงขยะ

แต้มที่ไดค้ ือ 2 + 3 = 5 แตม้

หากตัวทเี่ ลือกมาต่อมีจำนวนจุดเทา่ กบั ตัว
ทว่ี างอยู่ก่อน จะไดแ้ ต้มพเิ ศษ คอื ไดเ้ พ่มิ
จากทบี่ วกแล้วอกี เท่าตัว เชน่ (3 + 3) x 2
= 12 แต้ม

ลูกบอล ขวดแชมพูสระผม

6. ผู้เลน่ คนถดั ไปทางซา้ ยมือเลน่ วนไปเรื่อยๆ ถา้ ผู้เล่นคนใดไมส่ ามารถต่อชนิ้ ส่วนโดมโิ นได้ ให้บอก
“ผา่ น” เพือ่ ใหผ้ ู้เล่นคนถัดไปเล่นแทน และจะได้เลน่ ต่อเมื่อลำดับการเลน่ เวียนมาถึงตนเองในรอบใหม่

7. การเลน่ เกม “โดมิโน” ดำเนินต่อไปจนกวา่ จะมีผูเ้ ล่นเกมคนใดคนหนงึ่ วางโดมโิ นที่มีในมอื ต่อลงใน
แถวโดมิโนไดห้ มดทุกชน้ิ หรือจนกว่าจะไมส่ ามารถตอ่ โดมิโนไดอ้ ีก จะถือว่าเกมนัน้ ยตุ ิ

8. ผูเ้ ล่นทกุ คนหยุดเลน่ และนบั แต้มที่ได้ทง้ั หมด จากนน้ั ให้นำแตม้ บนโดมโิ นทเี่ หลอื ในมอื มาลบออก
จากแตม้ ทไ่ี ด้ เม่ือรวมแต้มทง้ั หมดแล้ว ผูเ้ ลน่ ที่ไดแ้ ตม้ สงู สุดเปน็ ผู้ชนะ

หมายเหตุ : เมอ่ื ยังไม่ถึงลำดับการเลน่ ของตน ผเู้ ลน่ ต้องตรวจสอบความถกู ต้องทาง
วิชาการของชิน้ ส่วนท่ีผูเ้ ลน่ อ่ืนวางต่อในแถวโดมิโน ดงั นี้

➢ ถา้ ชิ้นส่วนทว่ี างไมถ่ ูกต้องทางวิชาการ ผ้เู ล่นท่ีวางผิดต้องเก็บโดมิโนขึ้นมาไว้ใน
มือและผา่ นการเลน่ ในรอบน้ัน และเสียแต้ม 2 คะแนน ให้กับผู้ทา้ ทาย

➢ ถ้าช้ินส่วนทีว่ างถูกต้องทางวชิ าการ ผูเ้ ล่นท่ีทา้ ทายต้องผ่านการเล่นในรอบนน้ั
และเสยี แตม้ 2 คะแนน ให้กับผ้ทู ี่ถกู ท้าทาย

25

บัตรเกมโดมิโนชวนคดิ ถอดรหสั ชนดิ พลาสตกิ

ขวดนำ้ อดั ลม ขวดน้ำมนั พืช
ลกู บอล ขวดแชมพสู ระผม
ของเลน่ เด็ก ถงุ บรรจอุ าหาร
เก้าอพ้ี ลาสตกิ ถุงหูห้ิวใสข่ อง
เชือกไนลอ่ น
กะละมัง ถงั นำ้
ทอ่ ประปา
กลอ่ งโฟมใส่อาหาร ถุงพลาสติก
จานใสอ่ าหาร ขวดแป้ง
บรรจุภัณฑ์ใสอ่ าหาร
แกลลอนใส่สารเคมี

จานใส่อาหาร 26
บรรจภุ ณั ฑ์นม
ขวดน้ำอดั ลม แผ่นฟิลม์ ใส่อาหาร
ถงุ ขยะ
ขวดนำ้ ดื่ม สายยาง
ขวดนมเด็ก แกว้ นำ้ ดื่ม

อปุ กรณ์ทำความสะอาด

มาเริ่มทากิจกรรมกนั
เถอะ

27

ใบความรทู้ ่ี 4.2
พลาสติกรีไซเคิล

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

อธบิ ายความแตกตา่ งของประเภทพลาสตกิ รไี ซเคิลได้

ในปัจจุบนั ได้มีการรณรงคก์ ารนำวสั ดตุ า่ ง ๆ มารไี ซเคิลเพ่ือรักษาส่ิงแวดล้อม ซง่ึ รวมไปถึงการนำ
พลาสติกตา่ ง ๆ ไปรีไซเคิลดว้ ย สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกแห่งอเมริกา (The Society of the Plastics
Industry, Inc.) ไดก้ ำหนดสัญลักษณ์มาตรฐานของพลาสติกยอดนิยมกลมุ่ ต่าง ๆ ทส่ี ามารถนำกลับมา
หมนุ เวยี นหรือทเ่ี รียกว่า การรไี ซเคิล (Recycle) ไว้ 7 ประเภทหลกั ๆ โดยหากพลาสตกิ ใดสามารถรไี ซเคิล
ได้ ก็จะมรี หัสอนั ประกอบด้วย ลกู ศร 3 ตวั วนเป็นรปู 3 เหลี่ยมรอบ ๆ ตวั เลขตวั หนงึ่

การระบุรหัสสำหรบั พลาสติก (ID Code) และคณุ สมบัตขิ องขวดพลาสติก

พลาสตกิ ถูกแบ่งเปน็ 7 ประเภทซ่งึ แตล่ ะประเภทจะมกี ารระบรุ หัสของพลาสติก
(identification code) ถึงแม้ว่าพลาสตกิ หลายประเภทจะสามารถรไี ซเคลิ ได้ ในปัจจุบันไดน้ ำเฉพาะ
พลาสตกิ ท่ีใช้ในครัวเรือนมารีไซเคลิ กัน ดังนั้นขวดพลาสติกแตล่ ะชนิดจึงมวี ธิ กี ารรไี ซเคิลที่แตกตา่ งกนั ไป

พอลิเอทลิ ีน พอลิเอทิลนี พอลิไวนลิ พอลิเอทิลนี พอลโิ พรพลิ นี พอลิสไตรีน พลาสติก
เทเรพทาเลต ความหนาแนน่ สงู คลอไรด์ ความหนาแน่น (PP) (PS) ประเภทอ่นื ๆ
(PVC) ตำ่ (LDPE)
(PET) (HDPE)
ใส
รหสั ของ พอใช้
พลาสตกิ
( ID Code) ดี
140
ความใส ใส ขุ่น ปานกลางถงึ สูง ขนุ่ ข่นุ ใส พลาสติก
การป้องกัน พอใช้ถึงดี ดีถงึ ดีมาก พอใชถ้ ึงดี ดี ดถี งึ ดมี าก ไม่ดถี งึ พอใช้ นอกเหนือจา
ความชนื้ ไมด่ ีถึงพอใช้
การปอ้ งกนั ดี ดี พอใช้ ก 6 ประเภท
ออกซเิ จน ไม่ดี ไมด่ ี พอใช้ ท่กี ลา่ วมานี้
อณุ หภูมสิ ูงสุด 120 145
(oF) 120 165 150
ความแข็ง ปานกลางถึงสูง ปานกลาง
ดีถงึ ดมี าก ดีถงึ ดีมาก ต่ำ ปานกลางถงึ สูง ปานกลางถงึ สูง
ความทนทานตอ่
การกระแทก ไม่ดีถงึ พอใช้ ดี ดมี าก พอใช้ถึงดี พอใช้ถึงดี
ความทนทาน
ต่อความรอ้ น ดี ดีมาก พอใช้ ดี พอใช้
ความทนทาน
ดมี าก ไม่ดีถงึ พอใช้ ไม่ดี

28

พอลิเอทิลีน พอลิเอทิลีน พอลิไวนลิ พอลเิ อทิลนี พอลโิ พรพิลีน พอลิสไตรนี พลาสตกิ
เทเรพทาเลต ความหนาแนน่ สงู คลอไรด์ ความหนาแนน่ (PP) (PS) ประเภทอื่น ๆ
(PVC) ตำ่ (LDPE)
(PET) (HDPE)

ตอ่ ความเยน็ ดี พอใช้ พอใชถ้ งึ ดี พอใช้ พอใช้ ไมด่ ีถงึ พอใช้
ความทนทาน
ตอ่ แสงแดด นิยมผลิตเป็น ผลติ เป็นลงั บรรจุ ผลติ เป็นแผน่ ฟิล์ม ผลิตเป็นฟลิ ม์ หอ่ เข้าไมโครเวฟ ไม่ควรนำเข้า ทำบรรจภุ ณั ฑ์
การใชง้ าน ขวดบรรจุ สนิ คา้ ขวดนม ถนอมอาหาร อาหาร ได้ ผลติ เปน็ ไมโครเวฟ ผลติ ทท่ี นต่อการตม้
นำ้ อัดลม น้ำ น้ำยาซกั ผ้า ฉนวนหุ้มสายไฟ ถงุ พลาสตกิ ถงุ พลาสติก เปน็ ภาชนะใช้ หรอื กลั่น ทน
ตวั อยา่ ง ดื่ม นำ้ ปลา เคมีภัณฑ์ ถงุ ขยะ สายยางใส ทอ่ แผน่ ฟลิ ม์ ถุง รอ้ น กลอ่ งใส่ ครง้ั เดยี วท้ิง เชน่ ตอ่ การ
ผลิตภณั ฑ์ นำ้ ยาบว้ นปาก นำ้ ประปา น้ำแขง็ ถงุ ใส่ อาหาร ภาชนะ กลอ่ งโฟม ถาด กระแทกสงู
อาหารเยน็ ห่ออาหาร ขวด โฟม ถว้ ย เช่น ขวดใส่
นำ้ ถ้วยนำ้ ฝา ไอศกรมี ช้อน สารเคมี ขวด
ขวดนำ้ สอ้ ม นมเดก็
หลอดน้ำดม่ื

ทีม่ า : http://www.pttplc.com /th/Media-Center/Energy-Knowledge/Documents/MD27%20
Knowledge04/petrochemi00.pdf

การนำเอาบรรจุภณั ฑ์พลาสตกิ ทใี่ ชแ้ ลว้ มากลับเข้าสกู่ ระบวนการผลติ เพ่ือนำกลับมาใช้ใหม่ โดยการรวบรวม
พลาสติกที่ใชแ้ ล้วตามบ้านเรอื น และกองขยะเพื่อนำมาแปรสภาพพลาสติกที่ได้จากกระบวนการ
รไี ซเคลิ น้นั ไม่นยิ มนำมาทำผลิตภณั ฑเ์ พื่อบรรจอุ าหารและเครอื่ งดื่ม เน่อื งจากเน้ือพลาสติกจะมีคณุ สมบัติ
ด้อยลง และเมอื่ ไดร้ ับความร้อน สารเคมี และสีบางชนิดท่ใี ช้ผสมในระหวา่ งกระบวนการรีไซเคลิ อาจมาปะปนกับอาหาร
หรือเครอื่ งดมื่ ท่ีบรรจซุ ึ่งจะกอ่ ให้เกดิ อันตรายแกผ่ บู้ รโิ ภคได้ ในทางปฏบิ ตั ิแล้วพบวา่ ปรมิ าณขยะที่ เกิดจากพลาสติกท่ี
ถูกนำกลับเขา้ สูก่ ระบวนการผลิตอีกครั้งมสี ัดส่วนน้อยมาก เม่ือเทียบกับปริมาณขยะจาก บรรจภุ ัณฑ์พลาสตกิ ทั้งหมด

เมอ่ื พจิ ารณาจากปริมาณขยะทกุ ประเภท ซ่ึงมีเพยี งรอ้ ยละ 2 เทา่ นัน้ ที่ถูกนำกลบั มาใชใ้ หมแ่ ละที่ไมส่ ามารถ
นำกลับมาใชไ้ ดเ้ นือ่ งจากรปู แบบการทง้ิ ขยะของประชาชนไม่เอ้ืออำนวย เน่ืองจากไม่ไดม้ ีการแยกประเภทชัดเจน ทำ
ให้ยากลำบากต่อการคัดแยกขยะพลาสติกออกจากกองขยะ จงึ นับไดว้ า่ เปน็ อุปสรรคสำคัญอย่างหนง่ึ ของการขจัดขยะ
พลาสติก และส่งผลให้การผลิตพลาสติกท่ีผา่ นกระบวนการรไี ซเคลิ มีตน้ ทนุ สงู กวา่ ท่ีควรจะเปน็

****************************************

29

กิจกรรมท่ี 4.4
ตัว๋ ออก (Exit Ticket) 3-2-1

ช่อื ...................................................................................ช้ัน.....................เลขท.่ี ......................
.........................................................................................................................................................................

รอยพับ พบั ลง

รอยพบั พบั ขึน้
............................................................................................................................. ............................................

เขียนส่ิงทไ่ี ด้เรยี นรู้ เรื่อง รอบรพู้ ลาสตกิ 3 ส่ิง ดงั นี้
1. เขยี นสรุปแนวความคิดหลักทไ่ี ด้เรียนรู้ เร่ือง พลาสติก 3 หวั ข้อ
2. เขยี นสง่ิ ท่นี ำไปใชป้ ระโยชน์ 2 สิง่
3. เขียนคำถามทยี่ ังสงสัยจากการเรยี นรู้ 1 คำถาม

30

คาบที่ 3-4 เสน้ ใยและยาง

ขน้ั สรา้ งความสนใจ (15 นาที)

1. ครทู บทวนความรเู้ ดมิ เรื่องผลติ ภัณฑพ์ อลิเมอร์ทไี่ ด้เรยี นร้ผู า่ นมาแล้ว โดยครใู ช้คำถามกระต้นุ
ดังนี้

- ผลิตภัณฑ์จากพอลิเมอร์ท่สี ามารถนำไปใช้ในชวี ิตประจำวนั มีอะไรบา้ ง
(พลาสติก)

2. ครูนำผลิตภัณฑท์ ที่ ำจากเส้นใยชนดิ ต่างๆ เชน่ เสอ้ื ผ้าฝา้ ย เสือ้ ยืด เสื้อไหมพรม เส้อื ผ้าไหม
เชือกฟาง เชอื กไนลอน เชอื กมะนิลา เชอื กปอ กระสอบปุย๋ เปน็ ตน้ แลว้ ให้นักเรียนสังเกตความเหมือน
หรือความแตกตา่ งของผลติ ภัณฑ์

3. นักเรยี นแต่ละกลุม่ รว่ มกนั อภปิ ราย แลว้ ร่วมกนั ตอบคำถาม ดังนี้
- ผลิตภัณฑต์ ่างๆ มคี ุณสมบัติเหมอื นหรือแตกต่างกนั
- ทำไมผลิตภัณฑเ์ ส้นใยดงั กล่าวจึงมคี ณุ สมบตั ิแตกต่างกนั
โดยเขยี นคำตอบลงใน Response Board
4. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันวิเคราะหค์ ำตอบของแตล่ ะกลมุ่ เพอ่ื โยงเข้าสู่กจิ กรรมที่ 4.5

ข้นั สำรวจและค้นหา (30 นาที)

5. นักเรยี นแบ่งกลมุ่ กลุ่มละ 7-8 คน และใหน้ กั เรยี นชมสื่อวดี ิทศั น์ เรื่อง การเตรยี มเส้นใย
สงั เคราะห์ ขณะทนี่ ักเรียนชมส่อื ให้นกั เรียนแลกเปลีย่ นเรียนรเู้ ชอ่ื มโยงความคิดจากการทดลองสทู่ ฤษฎีท่ี
เกยี่ วข้อง เพื่อสรปุ ความร้ทู ่ีได้ จากตัวอย่างเวบ็ ไซต์ http://www.youtube.com/watch?v=m15rmP-
geXU (ชื่อไฟล์ : การเตรียมเส้นใยสังเคราะห์)

6. ครูนำอภิปรายการทดลองจากคลปิ วดี โิ อ ขัน้ ตอนการเตรียมเส้นใยสงั เคราะห์
7. นักเรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมกนั ศกึ ษาแล้วสรุปความรู้ท่ีได้ในกิจกรรมท่ี 4.5 เป็นแผนผงั ความคดิ ใส่
ในกระดาษบรู๊ฟ แล้วนำไปติดบรเิ วณผนงั ห้องเรยี น
8. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มรว่ มกนั อ่าน วเิ คราะห์แผนผงั ความคิดของเพ่ือนกลมุ่ อนื่ พร้อมทั้งเขียน
ขอ้ คิดเหน็ ของกลมุ่ และเคร่ืองหมายดังต่อไปน้ลี งในรายงานผลการทดลอง (Gallery Walk)

- เครอื่ งหมาย ✓ หน้าข้อความท่เี หน็ ดว้ ย
- เครอื่ งหมาย  หน้าข้อความทไี่ ม่เหน็ ด้วย

- เครอ่ื งหมาย  หน้าข้อความท่ไี มแ่ น่ใจ
9. นกั เรียนกลับมาที่กลมุ่ ตนเอง อ่านขอ้ คดิ เหน็ ทเี่ พ่อื นเขียนไว้ รว่ มกันอภปิ รายและปรับปรุง
แผนผังความคดิ ของกลมุ่ ตนเอง

31

ขน้ั อธิบายและลงข้อสรุป (20 นาที)

10. ครนู ำอภิปรายโดยใช้แผนผังความคิด เร่อื งการเตรียมเส้นใยสงั เคราะห์ เพ่อื สรปุ เป็นองค์
ความรู้ทไ่ี ด้

11. นกั เรียนศึกษาใบความร้ทู ่ี 4.3 เรอ่ื ง เส้นใย เป็นรายบคุ คล พร้อมท้งั อ่านจบั ใจความสำคญั
โดยการขดี คำสำคญั ในแต่ละข้อ แลว้ ตอบคำถามลงในใบกิจกรรมท่ี 4.6 และจบั คู่กับเพื่อนเพื่อตรวจ
คำตอบ ร่วมกนั แลกเปลย่ี นเรียนรู้ สรปุ คำตอบผลดั เปลย่ี นกันนำเสนอคำตอบของเพื่อนแตล่ ะคู่ ใหเ้ พอื่ น
ในกลมุ่ ฟัง ร่วมกนั อภปิ รายและสรุปเป็นคำตอบของกลุ่ม บันทึกคำตอบลงในกระดาษ แผน่ ละ 1 ข้อ
เรยี งลำดบั กระดาษคำตอบ ติดกระดาษคำตอบลงใน Response Board

12. ครูอภปิ รายเพื่อสรปุ คำตอบของกจิ กรรที่ 4.6 โดยให้สัญญาณตวั แทนกลุม่ ยก Response
Board นำเสนอคำตอบทีละข้อ รว่ มกันสรปุ คำตอบ และครูอธิบายคำตอบที่นักเรียนยงั เข้าใจไม่ถกู ต้อง

ข้นั ขยายความรู้ (25 นาที)

13. ครูนำผลติ ภณั ฑ์ท่ที ำจากยาง เชน่ แผน่ ยางพารา ลูกโปง่ รองเท้าพลาสตกิ ถุงมอื ยาง เป็น
ตน้ มาใหน้ ักเรยี นสังเกต แลว้ ร่วมกันอภิปรายวา่ ผลิตภณั ฑเ์ หลา่ น้ที ำมาจากอะไร หรือมีอะไรเป็น
สว่ นประกอบที่เหมือนกนั เพ่ือให้ได้ขอ้ สรปุ วา่ ผลติ ภณั ฑ์ดงั กล่าวทำมาจากยาง

14. ครูสาธติ การทดลองโดยเตรยี มบกี เกอร์ 2 ใบ โดยบกี เกอรใ์ บที่ 1 ใส่นำ้ ยางสด บกี เกอร์ที่ 20
ใส่นำ้ ยางสดผสมกรดแอซติ ิก เพ่ือให้น้ำยางตกตะกอน

15. ครูนำโดยตง้ั คำถาม แลว้ นักเรียนแต่ละกลุ่มรว่ มกันอภิปราย เพือ่ ตอบคำถามดังน้ี
- ภายในบกี เกอร์ใบที่ 1 และใบที่ 2 คอื สารใด (ใบที่ 1 น้ำยางสด และใบที่ 2 น้ำยางสดผสมกรด
แอซิติก)
- บีกเกอร์ทัง้ 2 ใบเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบา้ ง (แตกตา่ งกัน เนื่องจากใบท่ี 2 นำ้ ยางจะ
ตกตะกอนเปน็ ก้อนอยู่ที่ก้นบีกเกอร์)
- จากบกี เกอร์ใบที่ 1 และใบที่ 2 และผลติ ภณั ฑ์ทีท่ ำจากยางขา้ งต้น มีขั้นตอนในการผลิตอย่างไร
(จะต้องนำน้ำยางสดมาเติมกรดแอซิติกเพ่ือให้นำ้ ยางสดตกตะกอน แยกเน้ือยางออกจากนำ้ ยางและนำไป
ทำผลิตภณั ฑจ์ ากยางต่อไป)
16. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั วิเคราะห์คำตอบสรุปข้นั ตอนในการแยกเน้ือยางออกจากน้ำยางเพ่ือ
นำไปทำผลติ ภณั ฑย์ างต่อไป
17. นกั เรียนศึกษาใบความรทู้ ่ี 4.4 เรอื่ ง ยาง เป็นรายบุคคล พร้อมท้ังอ่านจับใจความสำคญั โดย
การขีดคำสำคญั ในแต่ละข้อ แลว้ ตอบคำถามลงในใบกจิ กรรมที่ 4.7 และจับคู่กับเพ่ือนเพือ่ ตรวจคำตอบ
รว่ มกันแลกเปลย่ี นเรยี นรู้ สรปุ คำตอบผลัดเปล่ียนกันนำเสนอคำตอบของเพอ่ื นแตล่ ะคู่ ให้เพอ่ื นในกลุ่มฟงั

32

รว่ มกนั อภิปรายและสรุปเปน็ คำตอบของกลุ่ม บันทึกคำตอบลงในกระดาษ แผน่ ละ 1 ข้อ เรยี งลำดบั
กระดาษคำตอบ ตดิ กระดาษคำตอบลงใน Response Board

18. ครอู ภปิ รายเพ่ือสรุปคำตอบของกิจกรรที่ 4.7 โดยให้สญั ญาณตัวแทนกลุ่มยก Response
Board นำเสนอคำตอบทีละข้อ รว่ มกนั สรปุ คำตอบ และครอู ธิบายคำตอบท่นี ักเรียนยงั เขา้ ใจไม่ถกู ต้อง

ขนั้ ประเมนิ (10 นาที)

19. ครูประเมินนักเรียนโดยการสังเกตจากการทำงานภายในกลมุ่ การนำเสนอข้อมูล
การอภปิ รายและการตอบคำถาม

20. นกั เรียนแต่ละคนทำแบบทดสอบหลังเรยี น เรื่อง ผลิตภัณฑจ์ ากพอลเิ มอร์

พยายามเข้านะ เมื่อศกึ ษาพร้อมแลว้ ก็
เดก็ ๆ เร่ิมกิจกรรมกนั เลย

33

กิจกรรมที่ 4.5
แผนผงั ความคดิ สนุกคิดเสน้ ใย

จุดประสงค์การเรียนรู้

1. บอกความหมายของเส้นใยธรรมชาติและเสน้ ใยสังเคราะห์ พรอ้ มทง้ั ยกตัวอยา่ งได้
2. บอกสมบตั ิของเส้นใยแต่ละประเภทได้
3. บอกหลักการเลือกใชเ้ สน้ ใยท่เี หมาะสมได้

ส่อื วสั ดอุ ุปกรณ์

1. กระดาษบรู๊ฟ 1 แผน่
2. ปากกาเคมี 3 ดา้ ม

แนวทางการทำกจิ กรรม

คำชี้แจง

1. นกั เรียนอ่านวัตถปุ ระสงคแ์ ละทำความเขา้ ใจวธิ กี ารทำกจิ กรรมที่ 4.5 แผนผงั ความคิด สนุกคดิ
เส้นใย

2. นกั เรยี นแบง่ กลุม่ ๆ ละ 4-5 คน แล้วนกั เรยี นแตล่ ะกลุม่ รว่ มกนั ศึกษา แล้วสรปุ ความรู้ท่ีไดใ้ น
กจิ กรรมท่ี 4.5 แผนผังความคดิ สนกุ คดิ เส้นใย โดยสรปุ ความรทู้ ไี่ ดเ้ ปน็ แผนผงั ความคิด (Concept map)
ในกระดาษบรู๊ฟ แลว้ นำผลงานไปติดบริเวณผนังห้องเรียน

3. นักเรียนแต่ละกลุ่มรว่ มกันอ่าน วเิ คราะหแ์ ละอภิปรายผลงานของเพ่ือนกลุ่มอ่นื แล้วประเมนิ ให้
คะแนน

34

แผนผงั ความคดิ สนุกคิดเสน้ ใย

35

กิจกรรมที่ 4.6
เสน้ ใย

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. บอกความหมาย ประโยชน์และโทษของเสน้ ใยในชีวติ ประจำวันได้
2. บอกสมบัตขิ องเส้นใยแตล่ ะประเภทได้

สื่อ วัสดุอุปกรณ์

1. ฟิวเจอร์บอร์ดสีขาว ขนาด 30 x 20 cm (Response Board) 1 แผ่น

2. ปากกาเคมี 2-3 ดา้ ม

3. กระดาษสีขาว 10 แผน่

แนวทางการทำกิจกรรม

อา่ น คิด ตอบคำถาม

คำชี้แจง

1. นักเรียนอา่ นและทำความเข้าใจเนื้อหาในใบความร้ทู ี่ 4.3 เร่ือง เสน้ ใย เป็นรายบคุ คล พรอ้ ม
ทง้ั อา่ นจับใจความสำคัญโดยการขดี เสน้ ใต้คำสำคญั ในแต่ละหวั ข้อ แล้วตอบคำถามลงในใบกิจกรรมท่ี 4.6

2. จับค่กู ับเพ่ือนในกลุ่ม เพื่อตรวจคำตอบ อภปิ รายและสรปุ คำตอบท่ีถูกต้อง
3. สมาชกิ ในกลุม่ ร่วมกันตรวจสอบคำตอบทสี่ รุปไว้ในข้อ 2 ร่วมกนั อภปิ รายและสรปุ คำตอบของ
กล่มุ บันทึกคำตอบลงในกระดาษ แผน่ ละ 1 ข้อ โดยเรยี งลำดับกระดาษคำตอบ แลว้ ติดกระดาษคำตอบลง
ใน Response Board
4. เมือ่ ครูให้สัญญาณตัวแทนกลมุ่ ยก Response Board นำเสนอคำตอบทีละข้อ รว่ มกันสรุป
คำตอบ และครูอธิบายคำตอบท่ีนักเรียนยงั เขา้ ใจไมถ่ ูกต้อง

เรามาเร่ิมทากิจกรรม
กนั เลย

36

จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. เสน้ ใยทไ่ี ด้จากสัตว์ได้แก่.........................................................................................................................
2. เสน้ ใยทไ่ี ด้จากพชื ไดแ้ ก่..........................................................................................................................
3. สมบัติของใยหนิ คือ................................................................................................................................ .
4. เหตใุ ดจงึ มกี ารผลติ เสน้ ใยสงั เคราะหเ์ พื่อทดแทนเส้นใยธรรมชาติ
................................................................................................................................................................... ...
............................................................................................................................. .........................................
5. หลักการทำเซลลูโลสแอซีเตต ซง่ึ เป็นเส้นใยสังเคราะหจ์ ากสารอินทรยี ์ คืออะไร
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................................ ..........................
6. หลกั การทำเสน้ ใยควิ พรัมโมเนียมเรยอง หรือวสิ คอสเรยอน ซ่ึงเป็นเสน้ ใยสงั เคราะหจ์ ากสารอินทรีย์
คืออะไร
.............................................................................................................................. ........................................
.......................................................................................... ............................................................................
7. ขอ้ ดีของเสน้ ใยสงั เคราะห์ คอื ..................................................................................................................
................................................................................................................. .....................................................
8. เส้นใยสังเคราะหท์ ่นี ิยมใช้มาก คือ.........................................................................................................
มีชื่อทางการค้าว่า.........................................................................................................................................

ไชโยๆ กลุ่มเราตอบ
ถกู ทุกขอ้ เลย

37

ใบความรทู้ ่ี 4.3
เสน้ ใย

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

1. บอกความหมาย ประโยชนแ์ ละโทษของเส้นใยในชวี ติ ประจำวนั ได้
2. บอกสมบตั ขิ องเสน้ ใยแต่ละประเภทได้

เส้นใย (Fiber)

เส้นใย เปน็ พอลิเมอร์ท่ีมโี ครงสร้างโมเลกลุ เหมาะสมต่อการรีดและการป่ันเป็นเสน้ ดา้ ย พอลิเมอร์
เหล่านีเ้ กดิ ขนึ้ ได้ทัง้ ในธรรมชาตแิ ละทสี่ ังเคราะห์ขึ้นมา ซงึ่ จำแนกไดด้ ังภาพ 4.4

เส้นใย

เส้นใย เสน้ ใยกึ่ง เส้นใย
ธรรมชาติ สังเคราะห์ สังเคราะห์

เซลลโู ลส ใยหนิ เรยอน พอลิเอสเทอร์ พอลิอะครโิ ลไนไตรล์

โปรตนี พอลิเอไมด์ อ่นื ๆ

ภาพท่ี 4.4 การจำแนกชนิดเส้นใย
ประเภทของเสน้ ใย

1. เส้นใยธรรมชาติ (Natural fiber)
เสน้ ใยจากพชื เส้นใยธรรมชาตทิ ่นี ำมาใชป้ ระโยชนอ์ ย่างแพรห่ ลาย คือ เซลลโู ลส ซึ่งได้จากสว่ น
ต่าง ๆ ของพชื ได้แก่ เสน้ ใยหุ้มเมล็ดฝ้าย นุน่ ใยมะพร้าว เส้นใยจากเปลอื กไม้ เช่น ลนิ นิ ปอ กญั ชา เส้นใย
จากใบ เชน่ สบั ปะรด ศรนารายณ์ เสน้ ใยจากฝ้ายเปน็ เซลลูโลสบริสุทธิ์ นำมาใชป้ ระโยชน์มากทสี่ ดุ ถึง 50%
ของเสน้ ใยท้งั หมด

ภาพท่ี 4.5 เสน้ ใยจากฝ้าย
ทีม่ า : http://nammorndesign.com/?page_id=54

38

เส้นใยที่ได้จากสตั ว์ เปน็ เส้นใยโปรตนี เช่น ขนแกะ ขนแพะ และเส้นใยจากรงั ไหม เส้นใย
เหล่าน้มี ีสมบัตทิ ัว่ ไปคล้ายโปรตนี อน่ื ๆ คือเม่ือเปียกนำ้ จะมีความเหนียวและความแขง็ แรงลดลง ถ้าถูก
แสงแดดเป็นเวลานานจะสลายตัวหรอื กรอบ

ภาพท่ี 4.6 เส้นใยจากรงั ไหม
ทีม่ า : https://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_1113933
เสน้ ใยจากสนิ แร่ เชน่ แร่ใยหนิ (asbestos) เปน็ แร่ทีเ่ กิดข้ึนตามธรรมชาติ มีลักษณะเปน็ เสน้
ใยละเอยี ด มีสมบัติ ทนไฟ ไมน่ ำไฟฟ้า และความร้อน และทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมี ทนกรด –
เบสได้ดี ใชท้ ำผา้ เบรก ฉนวนความรอ้ น และฉนวนไฟฟ้า เปน็ ตน้ ใยหินเปน็ เส้นใยขนาดเล็กทีฟ่ งุ้
กระจายได้ง่าย ก่อให้เกิดอันตรายตอ่ ร่างกายหากสดู ดมหรือกลนื กนิ

ภาพท่ี 4.7 เส้นใยจากรังไหม
ทม่ี า : http://www.popcornfor2.com/content/-news-12117
ข้อดแี ละข้อเสยี ของเสน้ ใยธรรมชาติ
1. เส้นใยจากธรรมชาติสามารถดดู ซบั น้ำไดด้ ี ระบายอากาศไดด้ ี จึงใส่แลว้ ร้สู ึกสบาย ไม่ร้อน
2. เสน้ ใยจากธรรมชาตบิ างชนิด เช่น ฝ้าย เมอื่ นำมาทอเป็นผ้าเพอ่ื ใชง้ านจะข้นึ ราไดง้ ่าย ส่วน
ผา้ ไหมจะหดตวั เมอ่ื ไดร้ ับความร้อนและความชืน้ เสน้ ใยธรรมชาติบางชนดิ ตอ้ งผลิตด้วยมอื ถ้าผลิตด้วย
เคร่ืองจักรจะได้เส้นใยที่มคี ุณภาพไม่ดีและมีการสญู เสยี มาก เชน่ ลินิน ปา่ น
2. เส้นใยสงั เคราะห์ (Synthetic fiber)
เสน้ ใยสงั เคราะหเ์ ปน็ เส้นใยที่มนุษย์สร้างขึน้ ประกอบดว้ ยโมเลกุลทม่ี ีการเรยี งตวั ค่อนข้างเป็น
ระเบียบ และโมเลกุลส่วนใหญ่ตอ้ งเรียงตวั ตามแนวแกนของเสน้ ใย เสน้ ใยสงั เคราะห์มีข้อดีกวา่ เสน้ ใย

39

ธรรมชาติ เชน่ มคี วามทนทานตอ่ จุลนิ ทรีย์ เชื้อรา แบคทีเรียน ไมย่ ับง่าย ไม่ดดู น้ำ ทนทานต่อสารเคมี
ซักง่ายและแหง้ เรว็

ตัวอย่างเสน้ ใยสงั เคราะห์
เสน้ ใยพอลิเอไมด์ ชอ่ื เรยี กทางการคา้ คอื ไนลอน เป็นทีร่ ูจ้ ักและใชก้ นั อย่างแพร่หลาย เชน่
ไนลอน 6, 6 และไนลอน 6,10 ใชป้ ระโยชน์ในการทำเสอ้ื ผา้ ถุงเท้า ถงุ น่อง ขนแปรงตา่ ง ๆ สายกีตาร์
สายเอ็น ไม้แร็กเกต แห อวน ร่มชชู ีพ เป็นต้น

ภาพท่ี 4.8 เส้นใยไนลอนและเชือกไนลอน
ทมี่ า : http://www.electron.rmutphysics.com/news/index.php?

option=com_content&task=view&id=1695&Itemid=3
เส้นใยพอลเิ อสเทอร์ ช่ือเรยี กทางการค้า คือ ดาครอน และมีชื่อเรียกอกี ช่ือหน่ึงว่า Mylar ซึง่ เป็น
พอลิเมอร์รว่ มระหวา่ งเอทลิ ีนไกลคอลกับไดเมทิลเทเรฟทาเลตที่เกดิ จากปฏกิ ิรยิ าการเกิดพอลิเมอร์แบบ
ควบแน่น ใชท้ ำประโยชนใ์ นการทำเสน้ ใยทำเชือก และฟลิ ม์
ในประเทศสหรัฐอเมริกาเรยี กผา้ จากเส้นใยพอลิเอสเทอร์ ว่า “Terylene”
ในประเทศองั กฤษเรยี กผ้าจากเส้นใยพอลเิ อสเทอร์ วา่ “Tetoron”
ในประเทศญี่ปุน่ เรียกผา้ จากเสน้ ใยพอลเิ อสเทอร์ วา่ “Toray”

ภาพที่ 4.9 เสน้ ใยไนลอนและเชอื กไนลอน
ท่ีมา : http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?

option=com_content&task=view&id=1695

40

เส้นใยพอลิอะคริไนไตรล์ ชอ่ื เรียกทางการคา้ คือ โอรอน ใช้ทำประโยชนใ์ นการทำเส้อื ผ้า ผา้
นวม ผา้ ขนแกะเทียม รม่ ชายหาด หลังคากนั แดด ผ้าม่าน พรม เป็นต้น

3. เส้นใยกง่ึ สังเคราะห์ (Semi - Synthetic fiber)
เป็นเสน้ ใยท่ีไดจ้ ากการนำสารท่ีได้จากธรรมชาติมาปรับปรงุ โครงสร้างใหเ้ หมาะสมกบั การใช้

งาน โดยการนำเซลลโู ลสจากพืชมาทำปฏกิ ริ ยิ ากับสารเคมีบางชนดิ จะได้เปน็ ผลิตภัณฑ์ที่เรียกวา่ เสน้ ใยกงึ่
สังเคราะห์ ตวั อยา่ งเชน่ เซลลูโลสแอซเี ตต เรยอง

- การนำเซลลูโลสมาทำปฏิกิรยิ ากับกรดแอซีติกเข้มขน้ โดยมกี รดซลั ฟิวริกเขม้ ขน้ เป็นตัวเรง่
ปฏกิ ิรยิ าจะได้ผลติ ภัณฑ์เซลลูโลสแอซเี ตต ซงึ่ เปน็ เส้นใยกึ่งสังเคราะหช์ นดิ แรก

ภาพท่ี 4.10 โครงสรา้ งของเซลลูโลสแอซีเตต
ท่ีมา : http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?

option=com_content&task=view&id=1695

- การนำเซลลูโลส มาละลายในสารละลายเตตระแอมมนี คอปเปอร์ (II) ไอออน ที่มีสภาพเป็นเบส
แล้วฉีดลงในสารละลายกรด จะได้พอลิเมอรท์ ่ีมสี ายยาวสฟี ้า ซงึ่ เรยี กวา่ ควิ พรมั โมเนยี มเรยอน หรือ เรยอน
นน่ั เอง เสน้ ใยชนิดนี้มนี ำ้ หนักเบา เหมาะสำหรบั ใชท้ ำเสอื้ ผ้าสำหรับฤดรู ้อน

ตารางที่ 4.2 ข้อดี ข้อเสีย ของเส้นใยธรรมชาตแิ ละเสน้ ใยสังเคราะห์

ข้อดีของเส้นใยธรรมชาติ ข้อเสยี ของเส้นใยธรรมชาติ

1. สวมใสส่ บาย 1. อายุการใชง้ านค่อนขา้ งสั้น
2. ย่อยสลายไดง้ ่าย 2. ไมท่ นต่อการซักลา้ ง
3. ย้อมติดสีง่าย 3. มขี อ้ จำกัดในการใช้งาน
4. ระบายอากาศไดด้ ี 4. ปรับปรงุ สมบัติได้น้อย

ขอ้ ดขี องเสน้ ใยสังเคราะห์ ขอ้ เสียของเส้นใยสังเคราะห์

1. นำไปใชป้ ระโยชน์ไดห้ ลากหลาย 1. สวมใสแ่ ลว้ รอ้ น
2. ทนตอ่ การซักล้าง 2. ยอ่ ยสลายได้ยาก
3. สามารถปรบั ปรงุ สมบตั ิได้หลากหลาย 3. ระบายอากาศได้น้อย

41

กิจกรรมที่ 4.7
ยาง

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. บอกความหมาย ประโยชน์ของยางในชีวิตประจำวันได้
2. บอกชื่อมอนอเมอร์และพอลิเมอร์ของยางพาราและยางกัตตาได้
3. อธบิ ายการทำวัลคาไนเซชนั และเปรยี บเทียบสมบตั ิของยางกอ่ นและหลังทำวลั คาไนเซชันได้

ส่อื วัสดอุ ุปกรณ์

1. ฟิวเจอรบ์ อร์ดสีขาว ขนาด 30 x 20 cm (Response Board) 1 แผน่

2. ปากกาเคมี 2-3 ดา้ ม

3. กระดาษสีขาว 10 แผ่น

แนวทางการทำกิจกรรม

อา่ น คดิ ตอบคำถาม

คำชแ้ี จง

1. นกั เรยี นอา่ นและทำความเข้าใจเนอ้ื หาในใบความรูท้ ่ี 4.4 เรอื่ ง ยาง เป็นรายบคุ คล พรอ้ มทงั้
อา่ นจับใจความสำคัญโดยการขีดเสน้ ใตค้ ำสำคญั ในแตล่ ะหวั ขอ้ แลว้ ตอบคำถามลงในใบกิจกรรมที่ 4.10

2. จบั คกู่ ับเพ่ือนในกลุ่ม เพ่ือตรวจคำตอบ อภปิ รายและสรปุ คำตอบท่ีถกู ต้อง
3. สมาชกิ ในกลุ่มร่วมกันตรวจสอบคำตอบทีส่ รปุ ไวใ้ นขอ้ 2 ร่วมกนั อภิปรายและสรปุ คำตอบของ
กลมุ่ บันทกึ คำตอบลงในกระดาษ แผน่ ละ 1 ข้อ โดยเรียงลำดบั กระดาษคำตอบ แลว้ ติดกระดาษคำตอบลง
ใน Response Board
4. เม่อื ครูใหส้ ญั ญาณตัวแทนกลมุ่ ยก Response Board นำเสนอคำตอบทีละข้อ รว่ มกันสรปุ
คำตอบ และครูอธบิ ายคำตอบทนี่ ักเรียนยงั เข้าใจไมถ่ ูกตอ้ ง

เรามาเริ่มทากิจกรรม
กนั เลย

42

จงตอบคำถามต่อไปน้ี
1. ยาง แบง่ ได้เปน็ ก่ปี ระเภท ไดแ้ ก่อะไรบ้าง
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
2. ยางธรรมชาติ ไดจ้ าก......................................................เปน็ พอลเิ มอรข์ องไฮโดรคาร์บอนทเี่ รยี กว่า
..............................................................มีมอนอเมอร์ คือ...............................................................................
ไดแ้ ก่....................................................................................................................... .........................................
มีโครงสรา้ งโมเลกุลของยางพาราเป็นแบบ......................................................................................................
และโครงสรา้ งโมเลกลุ ของยางกัตตาเป็นแบบ.................................................................................................
3. จงยกตัวอยา่ งข้อดแี ละข้อเสยี ของยางธรรมชาติ มาอย่างน้อย 3 ข้อ
................................................................................................................................................................... ....
.......................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................... ....
4. ยางสังเคราะหถ์ ูกสงั เคราะห์จากสารชนดิ ใด พรอ้ มท้ังยกตัวอย่างยางสังเคราะห์มาอย่างนอ้ ย 3 ชนิด
............................................................................................................................. .........................................
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
5. จดุ เด่นของยาง IR คือ.......................................................................................................................... ....
6. ยาง SBR เกิดจาก....................................................................................................................................
มสี มบัต.ิ .................................................................................................................................. ......................
7. กระบวนการปรบั ปรงุ คุณภาพยาง เรียกวา่ .............................................................................................
8. จงยกตวั อย่างผลติ ภณั ฑ์ที่ได้จากยางทใ่ี ช้ในชวี ติ ประจำวัน
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................

43

ใบความรทู้ ่ี 4.4
ยาง

จุดประสงค์การเรยี นรู้

1. บอกความหมาย ประโยชน์ของยางในชีวิตประจำวันได้
2. บอกช่อื มอนอเมอร์และพอลเิ มอร์ของยางพาราและยางกัตตาได้
3. อธิบายการทำวัลคาไนเซชนั และเปรียบเทยี บสมบตั ิของยางก่อนและหลงั ทำวลั คาไนเซชนั ได้

ยาง (Rubber)

ยาง เป็นพอลิเมอรช์ นิดหนึง่ ประกอบด้วยมอนอเมอรป์ ระมาณ 1,500 – 15,000 โมเลกุล
โครงสรา้ งมีลักษณะขดม้วนไปมาเปน็ วงและบิดเป็นเกลยี ว โดยมแี รงแวนเดอรว์ าลดงึ ดูดระหว่างโซข่ องพอลิ
เมอรท์ ำใหย้ างเป็นสารที่มีคณุ สมบตั ิพิเศษ คือ ยดื หยุ่นได้ ยางแบง่ เป็น 2 ชนดิ คอื ยางธรรมชาตแิ ละยาง
สงั เคราะห์

ประเภทของยาง
1. ยางธรรมชาติ (Natural rubber)
เป็นพอลเิ มอรข์ องไฮโดรคารบ์ อน ที่เรยี กว่า พอลไิ อโซพรีน ซง่ึ มมี อนอเมอร์ คือ ไอโซพรนี

ไดแ้ ก่ ยางพารา ยางกัตตา ยางบาราทา และยางชิคเคลิ
ยางธรรมชาตไิ ดม้ าจากเปลอื กยางพารา ซ่ึงเปน็ พอลิเมอร์ธรรมชาติ โดยนำ้ ยางสดจากต้นยางมี

ลกั ษณะข้นสีขาวคลา้ ยน้ำนม มีสารหลายชนดิ ผสมอยูด่ ้วยกัน เม่ือทง้ิ ไว้จะบดู เน่าได้ ถ้าต้องการเกบ็ น้ำยาง
ดบิ ไวเ้ ปน็ เวลานานจะต้องเตมิ แอมโมเนยี ลงไปเพอ่ื เปน็ สารกันบดู และป้องกันการจับตวั ของนำ้ ยาง

การแยกเนื้อยางจากน้ำยางทำได้โดยเตมิ กรดบางชนดิ เชน่ กรดแอซีติก (CH3COOH) หรือกรด
ฟอร์มิก (HCOOH) เจือจาง เพ่ือทำใหเ้ น้ือยางรวมตัวเป็นก้อนตกตะกอนแยกออกมา โดยทัว่ ไปน้ำยางสดมี
เน้อื ยางอยู่ประมาณร้อยละ 25-45 ทงั้ นี้ ขึน้ กบั พันธ์ยุ าง อายุของตน้ ยาง และฤดูกาลกรดี ยาง เน้อื ยางที่ได้
เรียกว่า ยางดบิ

ภาพที่ 4.11 น้ำยางพาราดิบที่กรีดจากตน้ ยางพารา
ทมี่ า : http://www.komchadluek.net/news/agricultural/242924

44

โครงสรา้ งทางเคมขี องเน้ือยางประกอบด้วยมอนอเมอร์ไอโซพรีน (isoprene) ทีเ่ ชื่อมต่อกันอยู่
ในช่วง 1500 ถงึ 15000 หนว่ ย มสี ตู รดังน้ี

CH2 CH2 CH2 CH2 CH2 CH2
C C
C CC C
H3C H
H H3C H H3C
ยางพารา (ซสิ –1,4-พอลิไอโซพรนี )

ภาพท่ี 4.12 โครงสรา้ งของยางพารา
สตู รเคมขี องไอโซพรนี คอื C5H8 มสี ตู รโครงสร้างดังนี้

H2C CH2

CC

H3C H

ไอโซพรนี

ภาพที่ 4.13 โครงสรา้ งมอนอเมอร์ของยางพารา

นอกจากยางพาราแลว้ ยังมีพชื บางชนดิ ท่ีให้น้ำยางได้เชน่ ต้นยางกตั ตา ตน้ ยางพาราและต้นยาง
ชคิ เคลิ ซ่งึ เคยใช้ทำสว่ นผสมในหมากฝร่งั ยางจากพชื ทั้ง 3 ชนดิ น้ีเปน็ พอลไิ อโซ
พรีนเชน่ เดยี วกับยางพารา แตม่ ีโครงสรา้ งต่างกันดงั น้ี

CH2 H H3C CH2 CH2 H
C C C CC C

H3C CH2 CH2 H H3C CH2
ยางกัตตา (ทรานส์–1,4-พอลิไอโซพรีน)

ภาพท่ี 4.14 โครงสรา้ งของยางกตั ตา

2. ยางสังเคราะห์ (Synthetic rubber)
ยางสงั เคราะห์ มกี ารผลิตข้ึนมาใชห้ ลายชนิด เช่น
พอลบิ วิ ทาไดอีน เป็นยางสังเคราะหช์ นดิ แรกของโลก ผลติ ขึน้ ในประเทศเยอรมณใี นชว่ ง

สงครามโลกคร้งั ที่ 2 เนอ่ื งจากขาดแคลนยางธรรมชาติ โดยใชบ้ ิวทาไดอีน เปน็ มอนอเมอร์ เมื่อผา่ น
กระบวนการวัลคาไนเซชนั แล้ว มคี วามยืดหยุ่นนอ้ ยกวา่ ยางธรรมชาติ ใช้ทำยางรถยนต์ได้


Click to View FlipBook Version