วชิ าดนตรี ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี๖
เรอ่ื งองคป์ ระกอบดนตรไี ทย
ครูสุดา ป่ วนเทียน ผูส้ อน
บทท่ี ๑ เรยี นรเู้ ร่ืองดนตรี
การวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบทางดนตรี
• ดนตรีเป็นเสยี งทีถ่ ูกสร้างสรรค์ขนึ้ โดยการจัดเรียงองค์ประกอบตา่ งๆ เช่น เสยี ง จังหวะ ทานอง คีตลักษณ์ เป็นต้น
ใหเ้ ปน็ ระเบยี บและมแี บบแผนตามโครงสร้าง จนเกิดเปน็ เสียงดนตรีท่ีมคี วามไพเราะนา่ ฟัง
๑ องค์ประกอบดนตรไี ทย
เสียง
• เปน็ เสียงท่ีเกิดจากการบรรเลงเครื่องดนตรแี ละเสยี งขบั ร้องของมนษุ ย์ นามาเรยี บเรียงให้เกิดการผสมกลมกลืนกนั
จนเกิดเปน็ เสยี งดนตรที ม่ี คี วามไพเราะ
• เสียงในโนต้ ดนตรไี ทยประกอบดว้ ยระดับเสียง ๗ เสยี ง ได้แก่ ด ร ม ฟ ซ ล ท ด แต่ละเสยี งมีช่วงห่างเทา่ ๆ กัน ๑ เสียงเต็ม
• ระดบั เสียงของดนตรีไทยหรือบนั ไดเสียงท่ีบรรเลง จะมีการกาหนดเสยี งหลกั ไวแ้ น่นอน แต่ละเสียงจะมีบทบาทการบรรเลงเพลง
ทแ่ี ตกต่างกนั ไป
ในทางดนตรไี ทยเรียกระดบั เสียงลกั ษณะนวี้ า่ “ทาง” มีทง้ั หมด ๗ ทาง ดงั น้ี
ชื่อทาง เทยี บเสยี งกับฆอ้ งวงใหญ่ เทียบระดบั เสยี งกบั สากล บทบาทของระดบั เสียง
ทางเพียงออลา่ ง ตรงกบั ลูกที่ ๓ กับ ๑๐ ฟา (F) ใชก้ ับวงปี่พาทย์ดึกดาบรรพ์ หรอื ป่ี
(ทางในลด) พาทย์ไมน้ วมประกอบการแสดงละคร
ตรงกับลูกท่ี ๔ กับ ๑๑ ซอล (G)
ทางใน ตรงกบั ลกู ท่ี ๕ กบั ๑๒ ลา (A) ใช้ประกอบกบั การแสดง โขน ละคร
ตรงกบั ลกู ท่ี ๖ กบั ๑๓ ที (B) ใชป้ ระกอบกบั การแสดงโขน
ทางกลาง ตรงกับลูกท่ี ๗ กับ ๑๔ โด (C) หรือหนังใหญ่
ตรงกบั ลกู ท่ี ๘ กับ ๑๕ เร (D) ใช้กบั วงเครื่องสายและมโหรี
ทางเพียงออบน ตรงกับลกู ที่ ๒, ๙ กบั ๑๖ มี (E)
(ทางนอกตา่ ) ใชป้ ระกอบเสภา
ทางกรวด
(ทางนอก) ทางนี้ไมม่ ีผู้นยิ มนามาบรรเลงมากนัก
ทางกลางแหบ ใชก้ บั วงปีพ่ าทยน์ างหงส์,
เครือ่ งสายปชี่ วา
ทางชวา
จงั หวะ
• เปน็ การจดั ระเบยี บเสียงดนตรใี นเพลงใหม้ คี วามช้า-เรว็ ตามบทประพนั ธ์ของเพลง เพือ่ ใหผ้ ู้ฟังเกิดอารมณค์ วามรู้สึกต่างๆ
จังหวะในดนตรีไทยจาแนกได้ ดังนี้
จังหวะสามัญ
• เป็นจังหวะทั่วไปท่ีนักดนตรมี กั ยึดเปน็ หลักสาคญั ในการบรรเลงและขบั รอ้ งเพลงจงั หวะสามัญท่ีใชใ้ นวงดนตรีมี ๓ ระดบั คอื
๑.จังหวะช้า ใช้กบั เพลงที่มีอตั ราจงั หวะสามชัน้
๒.จงั หวะปานกลาง ใช้กบั เพลงท่ีมอี ตั ราจงั หวะสองชนั้
๓.จังหวะเรว็ ใช้กับเพลงท่มี ีอตั ราจงั หวะชน้ั เดียว
จังหวะฉิ่ง
• การใชฉ้ ิ่งกากับจงั หวะ เสยี ง “ฉิง่ ” เปน็ จงั หวะเบา เสียง “ฉับ”เป็นจังหวะหนกั
จงั หวะหนา้ ทับ
• เปน็ การนบั จังหวะโดยใช้เคร่อื งดนตรปี ระเภทเครอื่ งหนัง (กลอง) เป็นเครือ่ งกาหนดจงั หวะเครื่องดนตรที ่ีใช้ตกี ากบั จงั หวะหนา้ ทบั
ได้แก่ ตะโพน กลองแขกกลองสองหนา้ โทน-รามะนา
ท่านอง
• เป็นการจดั ระเบียบเสยี งสงู -ต่าของเสียงดนตรใี นบทเพลง ใหเ้ ป็นไปตามบทประพนั ธ์ของเพลง ซ่ึงทานองจะมสี ่วนสาคัญในการสรา้ ง
ความเหมอื น หรือความแตกตา่ งระหวา่ งบทเพลง ทานองในดนตรไี ทยแบง่ ออกเปน็ ๒ ลกั ษณะ
ทา่ นองร้อง • เป็นทานองที่ประดิษฐ์ให้มีการเอื้อนตามทานองการบรรเลงของเครื่องดนตรี หรือ
ทานองรอ้ งที่รอ้ งได้อสิ ระแต่ยดึ ทานองหลกั ของเพลงเปน็ สาคญั
ทา่ นองการบรรเลง • เปน็ การบรรเลงของเคร่อื งดนตรีในวงดนตรีโดยยึดทานองหลักท่ีเรียกว่า “ลูกฆ้อง”
และแปรทางเป็นทางของเคร่ืองดนตรีชนิดต่างๆ ดนตรีไทยนิยมบรรเลงเพลงในแต่
ละท่อนซ้ากัน ๒ ครง้ั เรยี กวา่ “กลบั ตน้ ” ซ่งึ ทานองเพลงท่ีบรรเลงในครั้งที่สองอาจ
แตกตา่ งไปจากคร้งั แรก เรยี กว่า “ทางเปล่ยี น”
การประสานเสียง
• เปน็ วิธกี ารบรรเลงดนตรหี รอื ขบั ร้องคนละเสียงในเพลงเดียวกันพร้อมกัน ๒ เสียง โดยประสานเสียงกันเป็นคู่ขนาน
หรอื อาจเหล่ือมล้ากนั ตามลลี าเพลงก็ได้ลกั ษณะการประสานเสยี งของดนตรไี ทย มีดงั น้ี
การประสานเสียงของดนตรไี ทย
• การประสานของเสียงในเคร่อื งดนตรี เครือ่ งดนตรบี างชนิดสามารถบรรเลงประสานเสยี งได้ เช่น ระนาดเอกระนาดทมุ้
บรรเลงประสานเสยี งโดยตีเป็นเสยี งขนั้ คู่ เชน่ คู่ ๓ คู่ ๔ คู่ ๕ คู่ ๗ เปน็ ต้น
• การประสานเสยี งโดยการแปรทานองหลกั (ทานองลกู ฆอ้ ง) ให้เป็นทานองเฉพาะของเคร่อื งดนตรีแต่ละชนดิ เรียกวา่
“การทาทาง” ทางของเครือ่ งดนตรีแต่ละชนดิ จะมคี วามแตกตา่ งกัน เมื่อบรรเลงเป็นวงเครื่องดนตรแี ตล่ ะชนิดก็จะบรรเลง
ตามทางของตน แต่ยังคงถอื ทานองหลกั เป็นสาคัญของการบรรเลง
• การประสานของเสยี งในเครื่องดนตรี เครือ่ งดนตรีบางชนดิ สามารถบรรเลงประสานเสยี งได้ เช่น ระนาดเอกระนาดทมุ้
บรรเลงประสานเสียงโดยตีเป็นเสยี งขน้ั คู่ เช่น คู่ ๓ คู่ ๔ คู่ ๕ คู่ ๗ เป็นต้น