รายงานการวจิ ยั ในชั้นเรยี น
เรอ่ื ง การแก้ปัญหาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรอื่ งหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา วชิ าพระพทุ ธศาสนา3
โดยกระบวนการ Active Learning เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 2/5
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565
นางสาวธันยภรณ์ วงษ์ษา
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
คำนำ
เอกสารทจี่ ัดทำเปน็ ส่วนหน่ึงในการรายงานการวจิ ยั ในชัน้ เรียนด้วยการเรียนการสอนวชิ าพระพุทธศาสนา
รหสั ส22103 ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2/5 ปกี ารศกึ ษา 2565 พบปญั หาด้านผลสัมฤทธิ์ทำการเรยี นตำ่
ผสู้ อนจึงทำการวิจัยในการแก้ปญั หาดังกล่าว หวังเปน็ อยา่ งยิ่งวา่ จะเป็นเอกสารที่กอ่ ให้เกิดประโยชน์
ผู้วิจัย นางสาวธันยภรณ์ วงษ์ษา
ตำแหน่ง ครู
สารบัญ
เร่ือง
บทท่ี 1 บทนำ เหตผุ ลและความเป็นมา
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กี่ยวข้อง
บทที่ 3 วธิ ีการดำเนนิ การวจิ ัย
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
บทที่ 5 สรปุ ผลการวจิ ัย อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
บทที่ 1
บทนำ
เหตุผลและความเป็นมา
พระพุทธศาสนา มีบทบาทสำคัญและเกี่ยวข้องกับทุกคนทั้งในชีวิตประจำวัน และการทำงานอาชีพต่าง ๆ
ตลอดจนเทคโนโลยีเคร่อื งมอื เครื่องใชแ้ ละผลผลิตต่าง ๆ ทมี่ นุษย์ไดใ้ ชเ้ พ่ืออำนวยความสะดวกในชีวติ และการทำงาน
ล้วนเป็นผลของการนำความรผู้ สมผสานกับความคิดสรา้ งสรรคแ์ ละศาสตร์อื่นๆ วิชาพระพทุ ธศาสนา ช่วยให้มนุษย์ได้
พฒั นาวิธีคดิ ท้งั ความคดิ เป็นเหตุเป็นผล คิดสรา้ งสรรค์คดิ วเิ คราะหว์ ิจารณ์มที กั ษะสำคัญ ในการคน้ ควา้ หาความรู้
มีความสามารถในการแกป้ ญั หาอย่างเปน็ ระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ขอ้ มลู ทห่ี ลากหลาย และมีประจกั ษ์พยาน
ที่ตรวจสอบได้ วิชาพระพุทธศาสนาเป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ดังนั้นทุกคนจึง
จำเป็นตอ้ งไดร้ บั การพฒั นาใหร้ ู้วิชาพระพุทธศาสนา เพ่ือทจี่ ะมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในธรรมชาตแิ ละเทคโนโลยที ่ีมนุษย์
สร้างสรรค์ขึ้น สามารถนาความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์และมีคุณธรรม ความก้าวหน้า ทางวิชา
พระพุทธศาสนา มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ เห็นได้ว่าประเทศที่เจริญแล้ว มีการ
พัฒนาความรู้ทางพระพุทธศาสนา อย่างต่อเนื่อง โดยมบี ทเริ่มต้นของการพัฒนานี้มาจากการศึกษา (กุณฑรีเพ็ชรทวี
พรเดช. 2550: 20 )
ประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคของการปฏิรูปการศึกษาซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งส ำคัญของประเทศและ
ประชาชนคนไทยการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยก่อให้เกิดแรงกดดันในทุกๆ ด้านของสังคมไทยทั้งนี้ เพราะปัญหาใน
อดีตที่สั่งสมมาอย่างยาวนานล้วนมีต้นเหตุมาจากความล้าหลังในเรื่องการศึกษา (ถวัลย์มาศจรัส. 2548) การปฏิรูป
การเรียนรู้ใหม่จะช่วยพัฒนาคนไทยให้เป็นคนที่มีความรู้คู่คุณธรรม ตระหนักในคุณค่าของตนเองและผู้อ่ืน
(คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้. 2544: 6) อนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับเด็ก และเยาวชนเพราะในโลกยุค
ใหม่การแข่งขันขึ้นอยู่กับความรู้ และความสามารถของคนในชาติจึงจำเป็นต้องปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้าง
ศักยภาพของเยาวชนให้สามารถคิดเป็น ทำเป็น มีทักษะในการจัดการ มีคุณธรรมและค่านิยมที่ดีงาม และรักการ
แสวงหาความรู้อยา่ งตอ่ เนอื่ ง (รงุ่ แกว้ แดง. 2544: 11) หวั ใจของการปฏริ ปู การศึกษาคือการปฏิรปู การเรยี นร้หู ัวใจของ
การปฏิรปู การเรยี นรู้คือการปฏริ ูปจากการยดึ เน้ือหาวชิ า มายึดนักเรียนเปน็ ตวั ตั้งหรือ ทเ่ี รียกว่า นักเรียนสำคัญที่สุด
(ประเวศ วะสี. 2544: 5) ซง่ึ สอดคล้องกบั พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 หมวดที่ 4 มาตราท่ี 2
ที่ระบุว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลกั ว่า นักเรียนทุกคนมคี วามสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่านักเรยี น
สำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษา ต้องส่งเสริมให้นักเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพและ
มาตรา 24 กระบวนการจดั การเรียนรู้ กล่าววา่ ใหส้ ถานศกึ ษาและหน่วยงานทีเ่ กี่ยวข้องดำเนนิ การจดั การศึกษาโดย
จัดเนื้อหาสาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องกบั ความสนใจและความถนัดของผู้เรยี นโดยคำนึงถึงความแตกตา่ งระหวา่ ง
บุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและ
แกไ้ ขปญั หา (สำคัญนักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ. 2545:13)
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พ.ศ. 2551 เปน็ หลกั สตู รทม่ี ุง่ พฒั นาผู้เรียนให้เป็นคนดี มปี ญั ญา
มคี วามสุข มศี กั ยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกำหนดความสามารถในการคิดเป็นหน่ึง ในจุดมุ่งหมาย
เพื่อใหเ้ กิดกบั ผู้เรยี นเม่ือจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ มีความรู้ ความสามารถในการส่อื สาร การคดิ การแกป้ ญั หา
การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ของกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ได้กำหนดคุณลักษณะของผู้เรียนในรายวิชาพระพุทธศาสนา โดยใช้กรอบความคิดใน
เรื่องการพัฒนาการศึกษาเพื่อเตรียมคนในสังคมแห่งความรู้และสอดคล้อง กับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2551 คือ ผู้เรียนควรสามารถนาความรู้และกระบวนการทางวิชาวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) ไปใช้ใน
การศึกษา ค้นคว้าหาความรู้และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล คิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์
(กระทรวงศึกษาธกิ าร 2551) ประชาชน ตอ้ งไดร้ ับการศึกษาด้านความรู้ทางพระพุทธศาสนา ในโรงเรยี นเป็นอย่างดี
รวมทงั้ ได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้เพิม่ เติมจากแหล่งการเรยี นรู้ต่างๆ นอกหอ้ งเรยี น ในปัจจบุ นั การจัดการเรยี น
การสอนวชิ าพระพทุ ธศาสนา ไม่วา่ จะเป็นระดบั ใดก็ตามครูผสู้ อนยงั คงใหค้ วามสาคญั กบั เนอื้ หามากกว่า
กระบวนการใหผ้ เู้ รียนไดแ้ สวงหาความรู้ ฝึกคิดเป็น ทาเป็นและแกป้ ัญหาเป็นเน่ืองจากตอ้ งเตรยี มนกั เรยี นใหม้ ี
ความพรอ้ มทางดา้ นเนอื้ หาเพ่อื รองรบั การประเมินมาตรฐานการเรียนรู้ จากหนว่ ยงานต่างๆ ทาใหน้ กั เรียน ไม่
สามารถนาความรูท้ ่ไี ดจ้ ากการเรียนไปใชใ้ นการประยกุ ตแ์ กป้ ัญหาท่ีเกิดขนึ้ ในชวี ิตประจาวนั ของตนเองไดส้ ง่ ผลให้
มีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นต่า และไม่เกิดความคงทนในการเรียนรู้ การจดั การเรียนรูด้ ว้ ยวธิ ีสอนโดยการจดั การ
เรยี นรูแ้ บบรว่ มมือ เป็นรูปแบบการจดั การเรยี นรูท้ ่เี นน้ การสบื สอบหาความรูไ้ ดพ้ ฒั นาขนึ้ มาจากกิจกรรมการสอน
วิชาพระพทุ ธศาสนา (ชาตรี เกดิ ธรรม 2551: 36) ไดใ้ หค้ วามหมาย เป็นการจดั การเรียนรูท้ ่ฝี ึกใหผ้ เู้ รยี นรูจ้ กั
คน้ ควา้ หาความรูโ้ ดยใชก้ ระบวนการทางความคิด หาเหตผุ ล ทาใหค้ น้ พบความรู้ หรือแนวทางแกป้ ัญหา ดว้ ย
ตนเองวธิ ีสอนโดยการจดั การเรียนรูแ้ บบรว่ มมือ ประกอบดว้ ย 5 ขนั้ ตอน คือ
ขั้นท่ี 1 กระต้นุ ความสนใจ ข้ันที่ 2 สำรวจและคน้ หา ข้ันที่ 3 อภิปรายและลงข้อสรุป ขนั้ ท่ี 4 สรา้ งผลผลิต
ของความเขา้ ใจ ข้ันที่ 5 สะท้อนผลผา่ นชุมชนแหง่ การเรียนรู้
จากลำดับขั้นตอนดังกล่าวผู้เรียนสามารถสร้างความรู้โดยผ่านกระบวนการคิดด้วยตนเอง มีการกำหนด
ประเด็นปัญหาหรือตั้งสมมติฐานขึ้นตามวิธีการทางวิชาพระพุทธศาสนา เพื่อตรวจสอบหรือสืบค้นหาคำตอบตาม
สมมติฐานนั้น ซึ่งจากความหมายและลำดับข้ันตอนขา้ งตน้ วิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นรูปแบบหนง่ึ
ซึ่งผู้เรียนสามารถเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ ได้ใช้กระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล มุ่งให้ผู้เรียน รู้จักคิด
วิเคราะห์สังเคราะห์แสวงหาความจริงจากวิธีสอนโดยการจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือ รู้จักการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ซ่ึง
เป็นวิธีการสอนที่เหมาะแก่การนำมาพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 เพื่อให้
นักเรยี นมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นท่ีดขี ึ้น เป็นผทู้ ี่คิดอย่างมีระบบแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้นโดยใชห้ ลกั การของเหตุและผล ซ่ึง
จะชว่ ยสง่ เสริมให้นกั เรยี น มคี ณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคต์ ามพระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2551
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย
1. เพอื่ ศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาพระพุทธศาสนา (ส21103) ของนักเรียนระดับชนั้ มัธยมศึกษา
ปีที่ 2/5 เม่ือใช้วิธีสอนโดยการจดั การเรยี นรแู้ บบร่วมมือ
2. เพือ่ เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวชิ าพระพทุ ธศาสนา (ส22103) ของนักเรยี นระดับ
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2/5 ก่อนและหลังการจดั การเรยี นรดู้ ้วยวิธีสอนโดยการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมือ
ขอบเขตของการวิจยั
ประชากรทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
ประชากรทใ่ี ช้ในการวจิ ัยครง้ั น้เี ปน็ นักเรียนระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2/5
โรงเรียนศรยี านสุ รณ์ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 40 คน
กลุม่ ตัวอยา่ งทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
กลมุ่ ตวั อย่างท่ใี ชใ้ นการวจิ ัยครงั้ น้ีเปน็ นักเรยี นระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2/5
โรงเรยี นศรยี านสุ รณ์ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 1 ห้องเรยี น รวม 40 คน โดยใช้การสมุ่ อยา่ งง่าย
ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการวิจยั
ผวู้ จิ ยั ดำเนินการทดลองในภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2564 ใช้เวลาในการทดสอบ 5 คาบ คาบละ 50 นาที สปั ดาห์
ละ 1 คาบ รวมท้งั ส้นิ 5 สปั ดาห์ ดำเนินการทดสอบในชวั่ โมงเรยี นวิชาพระพทุ ธศาสนา (ส22103) ของนกั เรยี นกลุ่ม
ตัวอย่าง
เนือ้ หาที่ใชใ้ นการวจิ ยั
เน้ือหาท่ใี ชใ้ นการวจิ ัยเป็นเน้อื หากลุ่มสาระการเรียนรู้วชิ าพระพทุ ธศาสนา ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 เร่อื งหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา อรยิ สัจ 4
สมมติฐานของการวิจยั
นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/5 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) สูงข้ึน
มากกวา่ รอ้ ยละ 80 เมือ่ ใชก้ ารจัดการเรยี นรดู้ ว้ ยวิธีสอนโดยการจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมอื
ตวั แปรท่ใี ช้ในการวจิ ยั
1. ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ด้วยวธิ ีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื
2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) ของนักเรียนระดับชั้น
มัธยมศกึ ษาปีที่ 2
กรอบแนวคิดในการทำวิจัย
วิธสี อนโดยการจัดการเรียนรู้ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวชิ าพระพุทธศาสนา
แบบรว่ มมือ ของนักเรยี นระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 2/5
บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กยี่ วข้อง
ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ด้วย วิธีสอนโดยการ
จดั การเรียนรู้แบบร่วมมือ
ความเป็นมาของวธิ สี อนโดยการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมอื การเรยี นแบบร่วมมือมาจากทฤษฏกี ารเรยี นรู้ทางสงั คม
(Social learning theory) ท่ีเนน้ ให้นักเรยี นได้ทำงานร่วมกันเปน็ กลมุ่ เหมอื นกับการอยู่รว่ มกนั ในสงั คมหน่ึง ซงึ่ การ
ทำงานแบบรว่ มมือจะสร้างสัมพันธภาพอนั ดีต่อกนั เรียนรซู้ ึ่งกันและกนั และการเรียนแบบร่วมมือเทคนคิ จิ๊กซอวยังมี
พื้นฐานมาจากทฤษฏีพฒั นาการทางสติปัญญา (Cognitive theory) ท่ี เนน้ ให้ผเู้ รยี นไดช้ ่วยเหลอื กนั รว่ มกันคิด
แก้ปญั หา ไดล้ งมือกระทำค้นความรู้ดว้ ยตนเองจนเกิด ความรูค้ วามเข้าใจที่ชดั เจน และสร้างผลงานเป็นความสำเรจ็
ของกลุม่ (ชยั วฒั น์ สุทธริ ัตน์, 2552: 188) การเรียนแบบรว่ มมือเป็นการจดั การเรยี นรูท้ ่ีจดั ใหผ้ เู้ รยี นเรียนรว่ มกนั เป็น
กลมุ่ โดยความสมคั รใจ ภายในกลมุ่ มีความสามารถแตกต่างกนั สมาชกิ ทกุ คนมสี ว่ นร่วมในการเรียนรูแ้ ละ
ความสาเรจ็ ซง่ึ ภายในกลมุ่ นนั้ สมาชิกจะรว่ มกนั แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและชว่ ยเหลือซ่งึ กนั และกนั เพ่ือใหก้ ลมุ่
ประสบความสาเรจ็ ตามเปา้ หมาย การเรียนแบบรว่ มมือวธิ ีการจดั การเรียนการสอนท่ีแตกตา่ งจากการเรียนการ
สอนการเรยี นแบบร่วมมือดว้ ยเป็นวิธีการจดกั ารเรียนรูท้ ่สี ามารถสง่ เสรมิ ให้ ผเู้ รยี นเกดิ ทกั ษะการคิดเชงิ
วิจารณญาณ ทงั้ นีเ้ น่ืองจากผเู้ รยี นไดม้ กี ารอภปิ รายซกั ถามและคน้ หา คาตอบ ผเู้ รียนมสี ว่ นรว่ มในการเรยี นรู้
สามารถซกั ถาม อกี ท้ังกระตุ้นให้ผู้เรยี นรสู้ กึ ท้าทาย เกิด ความคิดเหน็ ท่ีแตกต่างกัน เกดิ การคดิ วจิ ารณญาณ
(กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2549: 63) นอกจากนี้แลว้ ยงั ชว่ ยใหผ้ ูเ้ รียนทเี่ รยี นอ่อนเกดิ ความกระตือรอื ร้นท่ีจะทำความ
เข้าใจในเน้ือหาของชุดการสอน ท่ไี ดร้ บั มอบหมาย ผ้เู รียนทเ่ี รยี นเกง่ กว่าจะช่วยเหลือเพื่อนนักเรยี นท่เี รยี นอ่อนทย่ี งั ไม่
เข้าใจเนอ้ื หาอีกทง้ั ยังทำใหผ้ ้เู รยี นมคี วามเอาใจใส่ มีความรับผดิ ชอบตอ่ ตนเองและกลุม่ นักเรยี นที่มี ความสามารถ
ต่างกนั ไดเ้ รียนรรู้ ่วมกัน เกดิ การชว่ ยเหลอื ซึ่งกันและกนั ผเู้ รียนไดผ้ ลดั กนั เป็นผ้นู ำกลุ่มน้นั คือการพงึ่ พากนั ใน
ทางบวกเกิดทักษะทางสงั คม (อารี สัณหฉวี , 2543: 34) ไดเ้ สนอรปู แบบของวธิ สี อนโดยการจัดการเรยี นร้แู บบร่วมมือ
ซ่ึงมี 5 ขั้นตอน ดงั น้ี ขน้ั ท่ี 1 กระต้นุ ความสนใจ ข้นั ที่ 2 สำรวจและคน้ หา ขน้ั ที่ 3 อภปิ รายและลงข้อสรปุ
ขั้นท่ี 4 สรา้ งผลผลิตของความเขา้ ใจ ขน้ั ท่ี 5 สะท้อนผลผ่านชุมชนแห่งการเรยี นรู้
ขัน้ ท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ ครูนำรูปภาพหรอื เรื่องราวเหตกุ ารณ์ต่างๆมาใหน้ ักเรียนดู และสะท้อนความรู้สึก
ทีม่ ตี ่อเรื่องราวนน้ั ๆ
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหา นักเรียนแบง่ กลุ่มตามสมัครใจค้นหา เรียนรูศ้ ึกษาจากชุดการสอนเรื่องหลกั ธรรม
ทางพระพุทธศาสนา
ข้ันท่ี 3 อภิปรายและลงข้อสรปุ นักเรยี นอภปิ ราย นำเสนอผลงานจากชุดการสอนเรือ่ งหลักธรรมทาง
พระพุทธศาสนาเป็นคลิปวีดโี อ ไมเ่ กิน 5 นาที และชว่ ยกันสรปุ ผลงานทเี่ กดิ จากชดุ การสอน
ขั้นท่ี 4 สรา้ งผลผลิตของความเขา้ ใจ นักเรียนทำชนิ้ งานทเี่ ปน็ การสรปุ ความคิดรวบยอด ไดแ้ ก่ ผังมโนทัศน์
แผนผงั ความคดิ เปน็ ตน้
ขั้นท่ี 5 สะท้อนผลผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ นักเรียนนำผลงานที่ภาคภูมิใจมานำเสนอให้เพ่อื นในชั้นเรยี น
เพือ่ เสรมิ สรา้ งความเขา้ ใจ หรือจัดเป็นนิทรรศการของห้องเรียนตอ่ ไป
สถาบันส่งเสริมการสอนวิชาพระพุทธศาสนา ได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน โดยใช้พัฒนา
กระบวนการเรียนรู้มาตามลาดับ ในระยะแรกเน้นการใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แต่กำหนด แนวการทำ
กิจกรรมค่อนข้างมากให้นักเรียนได้มีโอกาสฝึกคิดตาม ระยะต่อมาพัฒนาให้มีปัญหาปลายเปิด ให้นักเรียนได้คิด
วางแผนออกแบบการทดลอง และลงมือปฏิบัติฝึกค้นคว้าตรวจสอบด้วยความคิดของตนเอง มากขึ้น การพัฒนา
กระบวนการเรียนรใู้ นระยะต่อมาคอื ชุดกิจกรรม วชิ าพระพุทธศาสนา (ส22103) ซ่ึงเปน็ กิจกรรมขัน้ สุดยอดที่นกั เรียน
เปน็ ผู้ระบุปัญหาหรือคำถาม ตามความสนใจของตนเองหรือของกลุ่ม แลว้ วางแผนวิธกี ารที่จะแก้ปญั หา ด้วยการสร้าง
ทางเลือก ที่หลากหลายโดยใช้ความรู้และกระบวนการการเรียนรู้ ที่เรียนรู้มามีการตัดสินใจเลือกทางเลือกที่
เหมาะสมในการแก้ปัญหา ลงมือปฏิบัติและประเมินผลการแก้ปัญหา สรุปเป็นความรู้ใหม่และได้พัฒนาต่อมา เพื่อใช้
ในการจัดการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม สาหรบั หลกั สตู รการศกึ ษา ข้ันพ้ืนฐานซึง่ ประกอบด้วย
5 ขนั้ ตอน คอื
1) ขั้นท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ เป็นการนาเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเอง จากเรื่องที่สงสยั
จากความสนใจของตวั นักเรียนเอง หรอื เกดิ จากการอภปิ รายภายในกลมุ่ เร่ืองท่ีน่าสนใจ อาจมาจากเหตุการณ์ท่ีกาลัง
เกดิ ขนึ้ ในชว่ งเวลาน้ัน หรอื เป็นเรอ่ื งที่เช่ือมโยงกับความรเู้ ดมิ ท่เี พงิ่ เรียนมาแลว้ เป็นตัวกระตนุ้ ใหน้ ักเรยี นสร้างคาถาม
กำหนดประเดน็ ท่ีจะศกึ ษา ในกรณีที่ยังไม่มปี ระเดน็ ที่น่าสนใจ ครอู าจให้ศกึ ษาจากส่ือต่างๆ หรอื เป็นผกู้ ระตุ้นด้วยการ
เสนอประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นที่ครูกำลังสนใจเป็นเรื่องที่จะใช้ศึกษา เมื่อมี
คำถามทนี่ ่าสนใจและนักเรียนสว่ นใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นท่ีต้องการศึกษา จึงรว่ มกันกำหนดขอบเขตและแจกแจง
รายละเอียดของเรื่องที่ศึกษาให้มคี วามชัดเจนยิ่งขึ้น อาจรวมทั้งการรวบรวมความรู้ประสบการณเ์ ดิมหรือความรู้จาก
แหล่งต่างๆ ท่ีจะช่วยใหน้ าไปสู่ความเขา้ ใจเร่ือง หรอื ประเด็นทีจ่ ะศึกษามากขนึ้ และมแี นวทางในการสำรวจตรวจสอบ
อย่างหลากหลาย
2) ขั้นท่ี 2 สำรวจและค้นหา เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคาถามที่ สนใจศึกษา อย่างถ่องแท้แล้วมี
การวางแผนกำหนดแนวทางในการสำรวจตรวจสอบตั้งสมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพ่ือ
รวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ วิธีการตรวจสอบทาได้หลายวิธีเช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรม
ภาคสนาม
3) ขนั้ ท่ี 3 อภปิ รายและลงข้อสรุป เมื่อได้ขอ้ มูลอย่างเพียงพอต่อการสำรวจตรวจสอบแล้ว จึงนำขอ้ สนเทศ
ทไี่ ดม้ าวเิ คราะหแ์ ปลผล สรปุ ผล และนำเสนอผลทไ่ี ด้ในรูปต่างๆ เช่น บรรยายสรปุ สรา้ งตาราง ฯลฯ
4) ข้นั ที่ 4 สรา้ งผลผลิตของความเข้าใจ หรือแนวคดิ ทไี่ ด้คน้ ควา้ เพิม่ เติมหรือนาแบบจาลองหรือข้อสรุปที่ได้
ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่นๆ ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่างๆ ได้มากแสดงว่าข้อจากัดน้อยซึ่งจะช่วยเชื่อมโยง
กับเรอ่ื งตา่ งๆ ทำใหเ้ กดิ ความรกู้ ว้างขวางข้นึ
5) ข้ันที่ 5 สะท้อนผลผา่ นชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ ว่านกั เรยี นมคี วามรอู้ ะไรบ้างอยา่ งไร มากน้อยเพียงใด จากนั้น
จงึ นำความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ช้ในเรอ่ื งอืน่ ๆ การนำความรแู้ ละแบบจำลองไปใชอ้ ธิบายหรือประยุกตใ์ ช้กบั เหตกุ ารณห์ รือ
เร่ืองอนื่ ๆ จะนำไปสขู่ ้อโตแ้ ย้งหรือข้อจำกดั ซ่ึงจะก่อใหเ้ กิดประเดน็ หรอื คำถาม หรอื ปัญหาท่ตี ้องการสำรวจตรวจสอบ
ตอ่ ไป ทำให้เกิดกระบวนการที่ต่อเนื่องกนั ไปเร่ือยๆ จึงเรยี กว่า วิธีสอนโดยการจดั การเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื จึงชว่ ยให้
ผ้เู รียนเกดิ การเรยี นรทู้ ้ังเนอ้ื หา หลกั การ และทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติเพื่อให้ได้ความร้ซู ง่ึ จะเปน็ พนื้ ฐานใน
การเรียนรู้ตอ่ ไป จากท่กี ลา่ วมาขา้ งต้นสรปุ ไดว้ ่า ในการจัดการเรียนรู้วธิ ีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็น
รูปแบบการเรียน การสอนหนึ่งท่ีผู้เรยี นได้สมั ผสั และมีปฏิสมั พันธก์ ับสง่ิ แวดลอ้ ม เพื่อนำประสบการณ์ใหม่ ปรบั ให้
เขา้ กับประสบการณเ์ ดิม หรอื สรา้ งองค์ความร้ใู หมด่ ว้ ยตนเอง โดยมีครูคอยช่วยเหลอื และอำนวยความสะดวก ซึ่งใน
การทำวจิ ัยครง้ั นี้ผ้วู ิจยั ได้ใชก้ ารจัดการเรยี นรู้ด้วยวิธสี อนโดยการจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งประกอบดว้ ย 5 ขน้ั ตอน
คือ ขั้นที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ ขัน้ ที่ 2 สำรวจและคน้ หา ขน้ั ท่ี 3 อภปิ รายและลงข้อสรุป ข้ันที่ 4 สรา้ ง
ผลผลิตของความเข้าใจ ขนั้ ที่ 5 สะท้อนผลผ่านชุมชนแหง่ การเรยี นรู้
บทที่ 3
วธิ ีการดำเนินการวิจยั
ในการศกึ ษาค้นควา้ ในครงั้ น้ผี ู้วจิ ัยไดด้ าเนินการตามขนั้ ตอนดังน้ี
1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่างท่ีใชใ้ นการวิจัย
2. เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย
3. การสรา้ งและหาคุณภาพเครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการวิจยั
4. วิธีดำเนนิ การวิจัย
5. การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
6. สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มูล
1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่างท่ใี ช้ในการวิจัย
ประชากรทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั
ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ครั้งนเี้ ปน็ นักเรยี นระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรยี นศรยี านสุ รณ์ ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรยี น รวม 40 คน
กลุ่มตวั อย่างท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
กลุ่มตวั อย่างท่ใี ชใ้ นการวจิ ัยครงั้ นีเ้ ป็น นักเรยี นระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2/5
โรงเรยี นศรยี านุสรณ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 40 คน โดยใชก้ ารสุม่ อย่างงา่ ย
2. เคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
2.1 แผนการจดั การเรียนรดู้ ้วยวธิ สี อนโดยการจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมือ
2.2 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น วชิ าพระพทุ ธศาสนา (ส22103)
3. การสร้างและหำคณุ ภาพเครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ัย
3.1 แผนการจดั การเรียนรูด้ ้วยวธิ สี อนโดยการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมอื
3.1.1 ผูว้ จิ ยั ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎแี ละงานวิจยั ทเี่ กย่ี วข้องกับการเขยี นแผนการจัดการเรียนรู้
วิธสี อนโดยการจัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมอื เพือ่ พัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103)
3.1.2 ผู้วิจัยเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น วิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) จำนวน 5 แผนการจัดการเรยี นรูซ้ ึ่งประกอบดว้ ย 5 ขั้นตอน
คือ ขั้นที่ 1 กระตุ้นความสนใจ ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหา ขั้นที่ 3 อภิปรายและลงข้อสรุป ขั้นท่ี 4 สร้าง
ผลผลิตของความเข้าใจ ขั้นท่ี 5 สะทอ้ นผลผา่ นชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้
3.1.3 นำแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นวชิ าพระพทุ ธศาสนา (ส22103) ทผ่ี วู้ ิจัยสรา้ งข้ึนไปใหผ้ ู้เชยี่ วชาญตรวจสอบความเหมาะสมของข้อมูลที่ใช้
ในการพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน วชิ าพระพทุ ธศาสนา (ส22103)
3.1.4 นำแผนการจัดการเรียนรูด้ ้วยวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน วิชาพระพทุ ธศาสนา (ส22103) ไปปรับปรงุ แกไ้ ขตามคาแนะนาของผเู้ ช่ยี วชาญ
3.2 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าพระพทุ ธศาสนา (ส22103)
( แบบทดสอบก่อนการทดลองและหลังการทดลอง)
3.2.1 ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎแี ละงานวจิ ัยท่เี กย่ี วข้องกบั การสร้างวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
แบบทดสอบ วิชาพระพุทธศาสนา (ส22103)
3.2.2 สร้างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วชิ าพระพุทธศาสนา (ส22103) ประกอบดว้ ย
ข้อคำถามท่ีเกี่ยวข้องกบั เน้อื หาในระดับชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 2 เร่ืองหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา อริยสัจ 4
แบบปรนยั ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลอื กรวมจำนวน 50 ขอ้ ซ่ึงอย่ใู นชดุ การสอน ชดุ ที่1 - ชดุ ที่ 5
4. วธิ ดี ำเนินการวิจัย
ผูว้ ิจยั ดาเนินการวจิ ัยในช่ัวโมงเรียนวิชาพระพทุ ธศาสนา (ส22103) ของนักเรยี นกลุม่ ตวั อยา่ ง ระดับ
ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 2 แบง่ เปน็ 2 ขั้น คือ 1) ข้ันเตรยี มการทดสอบ และ 2) ขัน้ การทดสอบ
4.1 ข้ันเตรยี มการทดสอบ ใช้เวลาท้งั สิน้ 1 สัปดาห์ โดยผวู้ จิ ัยไดด้ ำเนินการ ดงั ตอ่ ไปนี้
4.1.1 ผูว้ ิจยั ดำเนนิ การคดั เลือกกล่มุ ตวั อย่างซ่ึงเป็นนักเรียนระดับช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 2/5
โรงเรียนศรยี านุสรณ์ จำนวน 40 คน โดยใช้วธิ กี ารจบั ฉลากสมุ่ อย่างงา่ ย
4.1.2 สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมอื และแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน วิชาวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103)
4.1.3 ชี้แจงใหน้ ักเรียนกลุ่มตัวอย่างเขา้ ใจถึงวัตถปุ ระสงค์และรายละเอยี ดของการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยการใช้การจัดการเรียนรู้
วิธสี อนโดยการจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื
4.2 ขั้นการทดลอง ขั้นการทดลองเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103)
ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ดว้ ยวิธสี อนโดยการจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 2
โรงเรียนศรียานุสรณ์ ภาคเรยี นที่ 1 ปี การศกึ ษา 2564 จำนวน 40 คน มีขน้ั ตอน
การดำเนินการ ดังนี้
4.2.1 ผู้วิจัยให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) ซึ่งมีข้อ
คำถามท่ีเกย่ี วข้องกับเร่ืองหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกรวมจำนวนท้งั หมด 50
ข้อ (เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) ชุดเดียวกับที่ใช้ทดสอบหลังการ
พฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าพระพุทธศาสนา (ส22103) เพือ่ นำคะแนนที่ได้เก็บไว้เปน็ คะแนนก่อนการพัฒนา
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น วชิ าพระพุทธศาสนา (ส22103)
4.2.2 ผวู้ ิจยั ทาการจัดการเรียนรู้โดยใชแ้ ผนการจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยวิธสี อนโดยการจดั การเรยี นรู้แบบ
รว่ มมอื เพ่ือพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) ให้แก่นักเรียนระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 2
จำนวน 5 แผนการจดั การเรียนรู้ แผนการจัดการเรยี นรู้ละ 50 นาที โดยทำการสอนสปั ดาห์ละ 1 คาบ รวม 5
สัปดาห์ ดำเนินการจัดการเรียนรู้ตั้งแต่แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 13-17 จำนวน 5 แผนตามลำดบั ซ่ึงแผนการจดั การ
เรียนรู้ แต่ละแผนประกอบด้วย 5 ข้ันตอน คือ ขน้ั ท่ี 1 กระตุน้ ความสนใจ ขัน้ ท่ี 2 สำรวจและคน้ หา ขน้ั
ที่ 3 อภปิ รายและลงข้อสรปุ ขน้ั ท่ี 4 สร้างผลผลติ ของความเขา้ ใจ ขั้นท่ี 5 สะท้อนผลผา่ นชุมชนแหง่ การเรยี นรู้
4.2.3 หลังการทดลองผู้วิจัยดำเนินการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) ของ
นักเรยี นระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 ดว้ ยแบบทดสอบทผี่ ู้วิจัยสร้างขน้ึ ซึ่งมีข้อคำถาม ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับเรื่องหลักธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนา อรยิ สจั 4 แบบปรนัยชนิดเลอื กตอบ 4 ตวั เลอื กรวมจำนวน ทัง้ หมด 50 ขอ้ เพ่ือนำผล
การทดสอบที่ได้มาทำการศึกษาผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) ของนักเรียน
หลังทดลอง และนำผลนี้ไปเปรียบเทียบกับคะแนนที่นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาพระพทุ ธศาสนา (ส22103)
5. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
ในการวิจยั ครงั้ นี้ ผู้วิจัยมีการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ดงั นี้
5.1 ให้นักเรยี นกล่มุ ตัวอย่าง ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103)
ก่อนได้รับการจัดการเรยี นรู้ ด้วยวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมอื นำแบบทดสอบมาตรวจ ให้คะแนนข้อ
ละ 1 คะแนน แลว้ นำคะแนนสอบทนี่ กั เรยี นแตล่ ะคนทำได้เก็บไว้ รวม 10 คะแนน รวมท้งั 5 แผนเปน็ 50 คะแนน
5.2 วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากคะแนนการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ก่อนการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอน
โดยการจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื
5.3 ดำเนินการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ให้แก่นักเรียนโดยใช้
แผนการจดั การเรยี นรู้แผนที่ 13-17 จำนวน 5 แผน
5.4 ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) หลัง
ดำเนินการจัดการเรียนรู้ด้วยแผนวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งมีข้อคำถาม ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา อริยสัจ 4 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจำนวน ทั้งหมด 50 ข้อ (เป็น
แบบทดสอบชุดเดียวกับก่อนการทดลองแต่เรียงข้อสลับกัน ) ชุดที่ 1 เรื่องพระรัตนตรัย : ธรรมคุณ 6 ชุดที่ 2 เรื่อง
อริยสัจ 4 : ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้) ชุดที่ 3 เรื่องอริยสัจ 4 :สมุทัย (ธรรมที่ควรละ) ชุดที่ 4 เรื่องอริยสัจ 4 : นิโรธ
(ธรรมท่ีควรบรรลุ) ชดุ ที่ 5 เรื่องอรยิ สัจ 4 : มรรค (ธรรมทคี่ วรเจริญ)
5.6 วิเคราะห์หาค่าเฉลยี่ ค่าสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานจากคะแนนการทาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ าง
การเรยี นวชิ าพระพทุ ธศาสนา (ส22103) ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 หลงั การจดั การเรียนรู้ด้วยแผนวธิ ีสอนโดย
การจัดการเรียนร้แู บบรว่ มมอื
6. สถิตทิ ใี่ ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
6.1 คา่ รอ้ ยละ (Percentage)
P = f x 100
เม่ือ P แทน รอ้ ยละ
f แทน ความถที่ ตี่ ้องการแปลงให้เป็นร้อยละ
N แทน จำนวนความถ่ีทง้ั หมด
6.2 ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean)
X̅ = ΣXN
เมื่อ X̅ แทน คา่ เฉลย่ี
ΣX แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม
N แทน จำนวนในกลุ่ม
6.3 ค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) (ล้วน สายยศ และองั คณา สายยศ, 2538: 79)
S = √nΣx 2 - (Σx) 2n(n - 1)
เมื่อ S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
n แทน จำนวนคทู่ ั้งหมด
X แทน คะแนนแตล่ ะตัวในกล่มุ ขอ้ มูล
Σx แทน ผลรวมของความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่
6.4 การทดสอบสมมตฐิ านการวจิ ัย ได้แก่ t – test (Dependent Samples)
t = ΣDNΣD2 - (ΣD)2N - 1
เมอ่ื t แทน คา่ สถติ ทิ ีใ่ ชเ้ ปรยี บเทยี บคา่ วิกฤตเิ มอื่ ทราบ
ความมนี ยั สำคญั
D แทน ค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนน
N แทน จำนวนกล่มุ ตัวอยา่ งหรอื จานวนคู่คะแนน
บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ผู้วจิ ัยจะนำเสนอข้อมลู เกี่ยวกบั ผลการพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรียน
วิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 โดยพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ย การทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
พระพุทธศาสนา ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการใช้จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ ร้อยละคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
วิชาพระพุทธศาสนา ของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังการใช้จัดการเรียนรู้ ด้วยวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้
แบบรว่ มมือ
ในการวจิ ัยคร้ังน้ผี ้วู จิ ยั ต้องการศึกษาว่าการใช้การจดั การเรยี นรดู้ ว้ ยวิธสี อนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
มีผลต่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) หรือไม่ โดยทำการทดลองกับนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2/5 โรงเรียนศรียานุสรณ์ จำนวน 40 คน รายละเอียดผลการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏดัง
การเปรยี บเทียบผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าพระพุทธศาสนา (ส22103) ของนกั เรียนระดบั
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/5 ก่อนและหลังการใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ พบว่า
คะแนนเฉลี่ย ร้อยละคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา มีค่า
เท่ากับ 23.095 57.737 และ 4.736 ตามลำดับ และหลังจากใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้
แบบร่วมมือ มีคะแนนเฉลี่ย ร้อยละคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา
พระพุทธศาสนา เท่ากบั 32.428 81.070 และ 3.535 ตามลำดบั เมื่อเปรียบเทยี บคะแนนเฉลีย่ ของผลสมั ฤทธิท์ างการ
เรียนวชิ าพระพุทธศาสนา ของนักเรียนกลุ่มตวั อย่าง ก่อนและหลงั การทดลองพบว่า นักเรียนท่ีได้รับการสอนโดยการ
จัดการเรยี นรดู้ ว้ ยวธิ สี อนโดยการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือ มผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าพระพทุ ธศาสนา สูงข้ึนอย่าง
มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 เมื่อพิจารณาร้อยละคะแนนเฉลี่ยพบว่ามีค่าสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 80 และเม่ือ
พิจารณาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานพบว่ามีค่าลดลงจาก 4.736 เป็น 3.535 แสดงว่าการกระจายของคะแนนมีค่าลดลง
นกั เรียนกลมุ่ ตวั อย่างมคี วามแตกตา่ งระหว่างบคุ คลเกยี่ วกบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าพระพุทธศาสนานอ้ ยลง
บทท่ี 5
สรปุ ผลการวจิ ัย อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
ในการการวิจัยคร้ังนี้เป็นศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าพระพุทธศาสนา โดยการจัดการเรียนรู้
ด้วยวธิ สี อนโดยการจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมือ ของนกั เรยี นระดับชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2/5 ซ่งึ สามารถสรปุ ผล อภิปราย
ผลและมีขอ้ เสนอแนะ ดังนี้
สรปุ ผลการวจิ ยั
นักเรยี นระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2/5 มีผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นวิชาพระพทุ ธศาสนา สงู ขนึ้ มากกวา่
ร้อยละ 80 หลังการใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ท่ี
ระดบั 0.001
การอภิปรายผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู
การศึกษาการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าพระพุทธศาสนา โดยการจดั การเรยี นรู้ ด้วยวิธีสอนโดยการ
จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการศึกษาวิจัยพบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทุก
คนมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าพระพุทธศาสนา สูงขน้ึ ซ่งึ สงั เกตไดจ้ ากนักเรียน หลังการใชก้ ารจัดการเรียนรู้ด้วย
วิธีสอนโดยการจดั การเรยี นรู้แบบรว่ มมือ สงู ขึ้นกว่าก่อนการใช้การจัดการเรียนรูด้ ้วยวิธีสอนโดยการจดั การเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติทีร่ ะดับ 0.001 ร้อยละคะแนนเฉลี่ยการทำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
วชิ าพระพทุ ธศาสนา สูงขนึ้ มากกว่าร้อยละ 80 ซ่งึ เป็นไปตามสมมติฐานท่ตี ั้งไว้ โดยนกั เรยี นที่ได้รับการสอนโดยใช้การ
จัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีค่าเฉลี่ยของผลต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการ
เรียนหลังเรียนสูงกว่ากอ่ นเรยี น ทัง้ นี้อาจเป็นเพราะในการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนวิชาพระพทุ ธศาสนา ระดับช้ัน
มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 ครูไดก้ ารจดั การเรยี นรดู้ ้วยวิธสี อนโดยการจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมือ ท่เี ป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีฝึกให้
ผู้เรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้โดยใช้กระบวนการทางความคิด หาเหตุผล ทำให้ค้นพบความรู้หรือแนวทางแก้ปัญหา
ดว้ ยตนเอง จงึ ส่งผลให้ผู้เรยี นเกดิ การเรยี นรมู้ ากข้นึ สามารถจดจำได้นาน และเช่ือมโยงความรู้ท่มี ีอยู่เดิมเข้ากับเรื่องที่
เรียนต่อไปได้และก่อนที่จะทาการทดลองพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา ครูได้จัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอยู่แล้ว เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติการทดลองสืบค้นข้อมูลต่างๆ ด้วยตนเอง
ประกอบกับว่านักเรียนกลุ่มนี้มีความตั้งใจในการเรียนในระดับดี ถึงแม้บางคนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ไม่ดีแต่
เป็นคนที่มีความพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการให้แรงเสริมทางบวกด้วยการชมในเบื้องต้นเมื่อ
นักเรียนมีการพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรียน ดีขึ้นหลังได้รบั การจัดการเรียนรู้ดว้ ยวธิ ีสอนโดยการจัดการเรยี นรูแ้ บบ
ร่วมมอื
ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะสาหรับการนาผลการวิจัยไปใช้
1. ครผู ู้สอนรายวชิ าพระพุทธศาสนา (ส22103) สามารถนำผลการวิจัยคร้งั นีไ้ ปใช้เปน็ แนวทาง ในการพัฒนา
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาพระพุทธศาสนา (ส22103) ทต่ี ้องการใหเ้ กดิ ขึ้นแกผ่ ูเ้ รียนในระดับช้ันตา่ ง ๆ ได้
2. ครูผู้สอนหรือครูประจำชั้น สามารถนำผลจากการวิจัยนี้ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนที่ต้องการให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน ฝึกให้นักเรียนรู้จักการค้นคว้าหาความรู้ การคิดอย่างเป็นระบบ
เพื่อนำไปใชใ้ นชีวิตประจำวนั ซ่งึ จะชว่ ยสง่ เสริมให้ผเู้ รยี นเป็นผู้ใหญ่ทีม่ คี ณุ ภาพในอนาคต
บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธกิ าร.(2551).หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐานพุทธศกั ราช 2551. กรงุ เทพมหานคร :
กระทรงศึกษาธกิ าร
กณุ ฑรเี พ็ชร ทวพี รเดช.(2550)....การจดั การเรียนรู้ของครูยุคใหม่. กรงุ เทพฯ:อักษรเจริญทศั น์.
คณะอนกุ รรมการการปฏิรปู การเรยี นรู้. (2543).ปฏริ ปู การเรยี นรผู้ ้เู รียนสำคญั ทีส่ ดุ . กรุงเทพฯ :
โรงพมิ พค์ ุรุสภาลาดพรา้ ว.
คณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ, สานักงาน. (2551). พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2551
และท่ีแกไ้ ขเพ่มิ เตมิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551. กรุงเทพฯ : พรกิ หวานกราฟฟคิ .
ชาตรีเกดิ ธรรม. (2551). เทคนิคการสอนทเี่ นน้ ผ้เู รียนเปน็ สำคัญ. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพไ์ ทยวฒั นาพานชิ .
รงุ่ แกว้ แดง. 2544. ประกันคณุ ภาพการศกึ ษาทกุ คนทาได้ไม่ยาก. กรงุ เทพฯ : วฒั นพาณิชย์.
ประเวศ วะสี.(2544).ภาวะผู้นำพยาธิสภาพสังคมไทยและวธิ แี ก้ไข (พมิ พค์ รง้ั ท่ี 6).กรุงเทพฯ:
พฆิ เณศพรน้ิ ต้ิง เซน็ เตอร์.
ถวัลย์ มาศจรสั . (2548). คมู่ ือความคิดสรา้ งสรรค์ในการจัดทานวัตกรรมการศึกษา.กรงุ เทพมหานคร :
ธารอักษร
Bybee, R.W. and others. (1991). “Integrating the History and Nature of Science and
Teachnology in Science and Social Studies Curriculum”. Science Education. Vol.75 No.1