The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by กัส' จิ, 2023-02-16 10:10:35

นาฏศิลป์ นางละมุล

บุบุ บุ ค บุ คคลสำสำสำสำคัคัญ คั ญ คั ในวงการนาฏศิศิศิลศิป์ป์ไป์ป์ทย นางลมุล ยมะคุปต์ นาฏศิลป์ น.ส.จิณัชชา คณิตปัญญาเจริญริม. 6/15 เลขที่ 38


ประวัวัติ วั ติ วั ติติ นางลมุล ยมะคุปต์ หรืออีกชื่อหนึ่งที่บรรดาศิษย์ทั้งหลายจะ ขนานนามให้ท่านด้วยความเคารพรักอย่างยิ่งว่า “คุณแม่ลมุล” เป็นธิดาของร้อยโท นายแพทย์จีน อัญธัญภาติ กับ นางคำ มอย อัญธัญภาติ (เชื้อ อินต๊ะ) เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ.2448 ณ จังหวัดน่าน ในขณะที่บิดาขึ้นไปราชการสงครามปราบกบฏเงี้ยว (กบฏ จ.ศ.1264 ปีขาล พ.ศ. 2445) การศึกษา เริ่มต้นเรียนวิชาสามัญที่โรงเรียนสตรีวิทยา เมื่ออายุได้ 5 ขวบ เรียนได้เพียงปีเดียวบิดานำ ไปกราบถวายตัวเป็นละคร ณ วัง สวนกุหลาย ในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ซึ่งอยู่ในความปกครองของคุณท้าวนารี วรคณารักษ์ (แจ่ม ไกรฤกษ์) การฝึกหัดนาฏศิลป์ที่วังสวนกุหลายนั้น มีหลักและวิธีการ อย่างเข้มงวดกวดขัน มีตารางฝึกตั้งแต่เช้าตรู่ และดำ เนินตลอด ทั้งวัน การฝึกหัดนาฏศิลป์ผู้ฝึกจะต้องมีความอดทนและมีความ ตั้งใจจริงจึงจะสามารถปฏิบัติได้ดี ทั้งยังต้องมีพรสวรรค์เป็นพิเศษ อีกด้วย นางลมุล ยมะคุปต์ เป็นผู้มีคุณสมบัติพร้อมทุกประการ จึง ได้รับการคัดเลือกให้ฝึกหัดเป็นตัวพระตั้งแต่แรกเริ่ม ชีวิตการศึกษาในวังสวนกุหลาบ ดำ เนินไปด้วยดีและประสบ ผลสำ เร็จสูงสุด คือ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวเอก ตั้งแต่เริ่มการ ฝึกหัดเมื่ออายุ 6 ขวบ จนกระทั่งกราบบังคมทูลลาจากวังสวน กุหลาบไปรับพระราชทานสนองพระคุณเป็นละครใน สมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย ณ วังเพชรบูรณ์ ร่วมกับเพื่อนละครอีกหลายท่าน ท่านได้ออก แสดงเป็นตัวเอกหลายครั้งหลายครา เท่าที่จดจำ ได้ก็คือ ได้ออก แสดงครั้งแรกในชีวิตเรื่องสังข์ทอง โดยแสดงเป็นตัวหกเขย อยู่ปลายแถว ต่อมาแสดงเป็นพระมาตุลี จึงได้หน้าพาทย์ปฐมเพราะจะต้องไปจัดทัพ และได้เลื่อนขึ้นเป็นพระ สังข์ทองต่อมา


ขณะที่ย้ายออกจากวังสวนกุหลาย มาอยู่ในวังเพชรบูรณ์นั้น ท่าน ได้เติบโตมากแล้วชีวิตในวังเพชรบูรณ์เปลี่ยนแปลงไปจากชีวิตในวัง สวนกุหลาบหลายประการทั้งนี้เนื่องจาก ทูลกระหม่อมเจ้าจุฑาธุช ทรง มีพระประสงค์ที่จะให้พวกละครมีความรู้ความสามารถที่จะออกไปเป็นแม่ บ้านที่ดีมิใช่เพียงแต่รำ ละครได้เท่านั้น ครั้งแรกที่เข้าไปรับสนองพระ กรุณาอยู่นั้น ตำ หนักที่ประทับเพิ่งจะเริ่มลงมือก่อสร้าง ทูลกระหม่อมฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกเรือนกินนรรำ ประทานให้เป็นที่อยู่ ของพวกละคร เรือนกินนรรำ นี้ ตั้งชื่อตามเพลงหน้าพาทย์เพลงหนึ่ง และมีสิ่งก่อสร้างอีกหลายอย่างที่ทรงตั้งชื่อหน้าพาทย์หรือเพลงต่างๆ ภายหลังในเรือนกินนรรำ แบ่งออกเป็นห้องเล็กๆ เพื่อให้บรรดา นางละครพักอาศัย ห้องละครมีอุปกรณ์พร้อมสิ้นทุกอย่าง เปรียบได้กับ หอพักในปัจจุบัน และที่สำ คัญคือทุกห้องจะมีที่ประดิษฐานภาพพระพุทธ รูป ภาพศีรษะพระภรตฤษี พร้อมทั้งคำ นมัสการเพื่อให้พวกละครได้บูชา กราบไหว้ คำ นมัสการได้นำ มาถ่ายทอดให้กับศิษย์หลายคน ซึ่งเป็นครู อยู่ในวิทยาลัยนาฏศิลป์ ชีวิตประจำ วันในวังเพชรบูรณ์ เริ่มด้วยในตอนเช้าตรู่ทุกๆวัน พวก ละครซึ่งมีหัวหน้าควบคุม 4 ท่าน จัดแบ่งเป็นหมู่ มีสมาชิกหมู่ละ 30 คน ในแต่ละวัน 2 หมู่ จะผลัดกันควบคุมสมาชิกไปเก็บดอกไม้ (ดอก พุทธชาด) แล้วนำ มาร้อยกรองเป็นพวงมาลัย วันละ 2 พวง เพื่อนำ ขึ้น ไปทูลเกล้าฯ ถวายทูลกระหม่อมฯทั้งนี้เป็นพระประสงค์ที่จะหัดให้พวก ละครได้ทำ การฝีมือ หลังจากนั้นพวกละครรุ่นใหญ่ จะฝึกหักการรำ เพลงช้า เพลงเร็วให้กับละครรุ่นน้อง เพื่อฝึกหัดการเป็นครูเสร็จสิ้น การสอนละครรุ่นใหญ่ จะลงฝึกซ้อมการแสดงจากบรรดาท่านครูผู้ใหญ่ เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกซ้อมถึงเวลาพัก พวกละครจะออกไปฝึกหัดการเรือน กับบรรดาข้าหลวงห้องเครื่อง ซึ่งส่วนใหญ่สมัครใจที่จะฝึกเครื่องคาว เพราะมีโอกาสได้ออกนอกบริเวณ คุณครูลมุล ก็เป็นผู้หนึ่งที่สมัครใจที่ จะไปฝึกการปรุงเครื่องคาว คุณครูเฉลยท่าเดียวเท่านั้นที่สมัครใจฝึก ปรุงเครื่องหวาน ซึ่งไม่มีโอกาสได้ออกนอกบริเวณ ในบางครั้งทูลกระ หม่อมฯ จะโปรดให้พวกละครหัดตัดเย็บเสื้อผ้า และเครื่องนุ่งห่มแบบ ง่ายๆ เช่น สนับเพลาจีน ก็โปรดให้พวกละครเป็นผู้ตัดเย็บถวาย โดย อยู่ในความดูแลของคุณนางข้าหลวง


ชีวิตในวังระยะนั้น พวกละครเห็นว่าน่าเบื่อหน่าย เพราะมีงานที่ต้องทำ อยู่ตลอดเวลาครั้งเมื่อเติบโตมีครอบครัวแล้ว จึงซาบซึ้งในพระ มหากรุณาธิคุณเป็นที่สุดมิได้ การแสดงละครในวังเพชรบูรณ์ ก็ ดำ เนินไปตามปกติ เช่นเดียวกับวังสวนกุหลาบ คือ มีการซ้อมเข้าเรื่อง ในตอนกลางคืนทุกวัน สับเปลี่ยนไปตามพระประสงค์ว่าจะให้ซ้อมเรื่อง ใด ตอนใด โดยเฉพาะละครดึกดำ บรรพ์นั้นโปรดเป็นพิเศษ ได้แสดง หลายครั้ง และควบคุมอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องฉาก แสดงสี แม้เรื่อง การแต่งตัวละครทุกครั้งจะทรงด้วยพระองค์เอง และอีกอย่างหนึ่งที่ ควรกล่าวถึงก็คือ ทรงโปรดให้พวกละครทุกคนหัดตีฆ้องใหญ่เพื่อฝึก ให้มีความเข้าใจเรื่องทำ นองเพลง และจังหวะ อันเป็นคุณประโยชน์ อย่างมาก กิจการละครในสำ นักวังเพชรบูรณ์ดำ เนินไปด้วยความราบ รื่นระยะเวลาอันสั้น เพียง 3 – 4 ขณะที่ น.ส. ลมุล มีอายุได้ประมาณ 20 ปี ทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าจุฑาธุชก็สิ้นพระชนม์ ชีวิตละครที่เคยสุข สบายมาโดยตลอดก็กับวูบลงทันที เปรียบเหมือนแพแตกต่างคนก็ ต่างแยกย้ายออกจากวัง กลับไปอยู่กับญาติมิตรตามเดิม


ชีวิตสมรส เมื่อออกจากวังได้ไม่นานก็สมรสกับนายสงัด ยมะคุปต์ ซึ่งทั้งสองได้ ผู้ก็สมัครรักใคร่ชอบพอกันนานแล้ว ครั้งอยู่ในวังสวนกุหลาบ นาย สงัดเป็นผู้มีความสามารถเป็นอย่างยิ่งในเรื่องปี่พาทย์ และมีความ สามารถพิเศษในการขับเสภา เพราะสืบสายโลหิตมาจากพระแสน ท้องฟ้า (ปอง) ผู้ขับเสภาของสมเด็จเค้าพระยาบรมมหาศรีสุริยาวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นนักขับเสภาที่มีชื่อมากในรัชสมัยสมเด็จพระปิย มหาราช ชีวิตในระยะนี้ต้องฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ มากมาย จากที่เคย อยู่อย่างสุขสบายภายในรั้ววัง ก็ต้องตรากตรำ ทำ งานทุกอย่าง ต้อง ติดตามสามีไปทุกหนทุกแห่ง และยึดอาชีพเป็นทั้งครูผู้สอนและผู้ แสดง แต่ด้วยความเป็นอัจฉริยะในทางฝีมือการรำ อันยอดเยี่ยม เจ้านายที่ได้เคยเห็นฝีมือของท่านก็ให้คามอุปการะบ้างในบางโอกาส เสมอมา ในขณะนั้น เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ทรงมีพระ ประสงค์ที่จะหาครูปี่พาทย์ขึ้นไปปรับปรุงวงดนตรี คุณครูหลวง ประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปะบรรเลง) จึงแนะนำ นายสงัด ยมะคุปต์ ผู้มี ฝีมือสามารถบรรเลงเครื่องดนตรีได้ทุกชิ้น นายลมุลจึงได้มีโอกาส ติดตามสามีขึ้นไปเชียงใหม่ และได้รับพระกรุณาจากเจ้าแก้วรัฐ และ พระชายาเจ้าดารารัศมีให้เป็นครูนาฏศิลป์ ขณะที่อยู่ในคุ้มเจ้าหลวง ได้ปรับปรุงวงดนตรีปี่พาทย์และท่ารำ ต่างๆมากมาย ในขณะเดียวกัน จดจำ การบรรเลงและการแสดงของภาคเหนือชุดต่างๆ เช่น ฟ้อน ม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนเงี้ยว ฯลฯ ลงมาเผยแพร่ที่ กรุงเทพฯเป็นคนแรก ความภาคภูมิใจอีกอย่างหนึ่งในขณะที่อยู่ที่ เชียงใหม่ คือเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ เยือนนครเชียงใหม่ ท่านได้เป็นครูฝึกซ้อมฟ้อนเทียนลอดใต้ท้องช้าง ให้กับเจ้านายฝ่ายเหนือ ในการรับเสด็จในคร้งนั้น ทั้งสองอยู่ที่เชียงใหม่ได้ประมาณ 3-4 ปี ท่านก็พาครอบครัว เดินทางกลับกรุงเทพฯ พักอยู่ไม่นาน คุณครูเกตุมงดี อดีตละคร หลวงในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ต่อต่อชักชวนให้ ไปช่วยทำ งานการละครและดนตรีไทยในประเทศเขมร ท่านทั้งสอง จึงตัดสินใจพอครอบครัวไปเขมรอีกครั้งหนึ่ง นายสงัดได้ไปเป็นครู สอนปี่พาทย์ ให้กับวงนายขาวที่เมืองพระตะบอง ส่วนนางลมุลนั้น เป็นผู้แสดงนำ คณะละครไปแสดงด้วย การเดินทางในครั้งนั้น กล่าว ว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เคยลืม อยู่เขมรได้ประมาณ 1 ปีก็ อพยพครอบครัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ


ต่อมา พ.ศ. 2476 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงเปิดโรง ภาพยนตร์เฉลิมกรุง ได้มีพระราชโทรเลขไปยังเชียงใหม่ ถึงพระราช ชายา เจ้าดารารัศมีขอครูฟ้อนและครูปี่พาทย์ ให้มาหัดละครและปี่ พาทย์หลวง ด้วยทรงพอพระทัยอย่างยิ่งทางเชียงใหม่ขัดการรับเสด็จ ให้ในครั้งนั้น พระราชชายา เจ้าดารารัศมี กราบถวายบัคมทูบตอบ พระราชโทรเลขกลับมาว่า ครูที่ฝึกซ้อมในครั้งนั้น คือ นายสงัด และ นางลมุล ยมะคุปต์ ท่านทั้งสองกลับลงมาอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้เจ้าพระยา วรพงศ์พิพัฒน์ บอกให้พระยานัฏกานุรักษ์ตามครูทั้งสองให้ไปหัด ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนเมือง ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ถวายตามพระ ราชประสงค์นับว่าเป็นการฟ้อนครั้งแรกที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ


รับราชการ ฯพณฯ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ ดำ รงตำ แหน่งอธิบดี กรมศิลปากรในขณะนั้นต้องการครูละครที่จะสอนตัวพระ ครูฝ่าย นางได้มีอยู่แล้ว คือ หม่อมต่วน ภัทรนาวิก (นางศุภลักษณ์ ภัทร นาวิก) หลวงวิจิตรวาทการปรึกษากับพระนัฏกานุกรักษ์ ท่านเจ้า คุณจึงแนะนำ ให้มาตามนางลมุล ยมะคุปต์ หลวงวิจิตรวาทการจึง ให้ครูชิ้น ศิลปะบรรเลง (คุณหญิงชิ้น ศิลปะบรรเลง) เป็นผู้มา ติดต่อ จ่อจากนั้นท่านก็ได้ร่วมวางหลักสูตร เพื่อจะเปิดโรงเรียน นาฏดุริยางคศาสตร์และได้เปิดทำ การสอนเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 เมื่อเริ่มรับราชการนั้นมีอายุระบุไว้ในทะเบียนประวัติ ประจำ ตัวข้าราชการว่า 29 ปี 8 เดือน 6 วัน ระยะเวลาที่ดำ รงตำ แหน่งครู ครูพิเศษ และตำ แหน่งผู้เชี่ยวชาญ การสอนนาฏศิลป์ประจำ วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากรนั้น ท่านได้ ถ่ายทอดท่ารำ สำ คัญ และในขณะเดียวกัน ได้ประดิษฐ์คิดค้นท่ารำ ที่ งดงามยิ่งไว้มากมายเกินกว่าที่จะนำ มากล่าวได้ครบถ้วน หากจะนำ มาเฉพาะเรื่องสำ คัญและเป็นสารัตถประโยชน์ ดังนี้


ประเภท “รำ ” 1. รำ แม่บทใหญ่ พ.ศ. 2478 ร่วมคิดการแสดงชุดนี้ กับนางมัลลี คงประภัศร์ ใช้ประกอบการแสดงละครเรื่อง “สุริย คุปต์” หลังจากนั้นได้ขออนุญาตพระยานัฏกานุรักษ์ (ทองดี สุวรรณ การต) จัดเป็นหลักสูตรใช้สอนในโรงเรียนนาฏศิลป์ตราบเท่าทุกวัน นี้ (ท่ารำ แม่บทใหญ่) เดิมเป็นท่านิ่งท่านได้ประดิษฐ์ท่าเชื่อมหรือที่ เรียกว่า “ลีลา” เป็นประบวนรำ ขึ้น 2. รำ ซัดชาตรี ร่วมคิดท่ารำ กับนางมัลลี (หมัน) คง ประภัศร์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากท่าซัดไหว้ครูชาตรี 3. รำ วงมาตรฐาน ร่วมคิดท่ารำ กับจมื่นมานิตย์เรศ (เฉลิม เศวตนันท์) 4. ต้นวรเชษฐ์ ร่วมคือท่ารำ กับนางมัลลี (หมัน) คง ประภัศร์ และหม่อมต่วน ภัทรนาวิก (นางศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก) 5. รำ เถิดเทิง คิดขึ้นเมื่อครั้งไปเผยแพร่นาฏศิล์ ไทย ณ สหภาพพม่า เมื่อปี 2498 6. รำ กิ่งไม้เงินทองถวายพระพร ร่วมคิดกับนางเฉลย ศุขะ วณิช จัดแสดงเนื่องในวาระสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปี พ.ศ.2525 นางสาวปราณี สำ ราญวงศ์ ประพันธ์บท


ประเภท “ระบำ ” 1. ระบำ กินนรรำ จากบทละครดึกดำ บรรพ์ เรื่อง จันทกินรี โดยร่วมคิดท่ารำ กับนางเฉลย ศุขะวณิช 2. ร่วมคิดท่ารำ กับหม่อมต่วน ภัทนาวิก (นางศุภลักษณ์ ภัทร นาวิก) เพื่อใช้ประกอบการแสดงละครในเรื่องอิเหนา ตอนลมหอบ 3. ระบำ กฤดาภินิหาร ร่วมคิดท่ารำ กับหม่อมต่วน ภัทรนวิก เพื่อ ใช้ประกอบ การแสดงละครเรื่อง เกียรติศักดิ์ไทย 4. ระบำ พม่า-มอญ ใช้ประกอบการแสดงละครเรื่องราชาธิราช ตอนกระทำ สัตย์ ณ โรงละครศิลปากร ประมาณปี พ.ศ.2496 5. ระบำ กลอง ร่วมกับนางผัน โมรากุล ผู้ประพันธ์เพลง คือหลวง ประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปะบรรเลง) 6. ระบำ ฉิ่ง ร่วมกับนาง ผัน โมรากุล ผู้ประพันธ์เพลง คือหลวง ประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปะบรรเลง) 7. ระบำ พม่าไทยอธิษฐาน เนื่องในโอกาสเดินทางไปเผยแพร่ นาฏศิลป์ไทย ณ สหภาพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2498 8. ระบำ นกยูง ร่วมกับนางผัน โมรากุล เมื่อครั้งไปหัดละครของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉิลมเขตมงคล 9. ระบำ ม้า ร่วมกับนางผัน โมรากุล เมื่อครั้งไปหัดละครของพระ เจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตมงคล 10. ระบำ สวัสดิรักษา ทำ ขึ้นในโอกาสเป็นที่ปรึกษาของนาง สำ เนียง วิภาตะศิลปิน 11. ระบำ โบราณคดี ชุด ทวารวดี ศรีวิชัย เชียงแสน ลพบุรี ร่วม กับนางเฉลย ศุขะวณิช ในขณะที่นายธนิต อยู่โพธิ์ ดำ รงตำ แหน่งอธิบดี กรมศิลปากร 12. ระบำ เริงอรุณ เมื่อกรมศิลปากรจัดแสดงแสดงโขน ชุด ศึกวิ รุณจำ บัง พ.ศ. 2492 13. ระบำ ฉิ่ง (ฉิ่งทิเบต) ร่วมกับนางเฉลย ศุขะวณิช จัดแสดงครั้ง แรกในงาน “น้อมเกล้า” ณ โรงละครแห่งชาติ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2524 14. ระบำ กรับ ร่วมกับนางเฉลย ศุขะวณิช จัดแสดงครั้งแรกใน งานเลี้ยงรับรองคณะโครงการเรือเยาวชน ณ ทำ เนียบรัฐบาล เมื่อเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2524 15. ระบำ กลอง เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อใช้จัด แสดงในงานดนตรีไทยมัธยมศึกษา ในครั้งนี้ นายปฐมรัตน์ ถิ่นธรณี เป็นผู้ปรับทำ นองเพลง


ประเภท “ฟ้อน” 1. ฟ้อนเงี้ยว คิดขึ้นเมื่ออยู่เชียงใหม่ โดยได้รับแบบ อย่างมาจากพวกเงี้ยว (ไทยใหญ่) และนำ ท่ารำ ของชาว เชียงใหม่เข้าผสมผสานดังที่ยึดถือเป็นแบบอย่างในการแสดง ตราบกระทั่งทุกวันนี้ 2. ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน คิดขึ้นตามพระกระแสรับสั่ง พระราชชายา เจ้าดารารัศมี โดยนำ ท่ารำ ของภาคกลางเข้า ปรับปรุงให้งดงามขึ้น 3. ฟ้อนแพน ร่วมกับนางมัลลี (หมัน) คงประภัศร์ เมื่อ ปี พ.ศ.2477 4. ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ดัดแปลงท่ารำ ของพม่า มา ปรับปรุงขึ้นเมื่อครั้งอยู่เชียงใหม่ 5. ฟ้อนแคน ร่วมคิดกับนางเฉลย ศุขะวณิช เมื่อปี พ.ศ.2518 ประเภท”เซิ้ง” 1. เซิ้งสัมพันธ์ ร่วมกับนางเฉลย ศุขะวณิช จัดแสดงครั้ง แรกในวาระที่รัฐบาลไทยจัดงานต้อนรับ ฯพณฯ เติ้ง เสี่ยวผิง รองนายกรัฐมาตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2521 2. เซิ้งสราญ ร่วมกับนางเฉลย ศุขะวณิช โดยดัดแปลงมา จากชุดฟ้อนแคน แสดงครั้งแรกในรายการเสาร์สโมสร เมื่อ พ.ศ.2525


สมัยที่ ฯพณฯ หลวงวิจิตรวาทการ ดำ รงตำ แหน่งอธิบดีกรม ศิลปากร ท่านได้ประพันธ์บทละครปลุกใจไว้หลายเรื่อง เช่น เลือด สุพรรณ เจ้าหญิงแสนหวี อานุภาพพ่อขุนรามคำ แหง อานุภาพแห่ง ความรัก อานุภาพความเสียสละ ซึ่งมีระบำ ประกอบเพลงสลับฉาก หลายชุดได้มีส่วนร่วมในการคิดประดิษฐ์ท่ารำ ทุกชุด ดังเช่น ชุดระบำ เชิญพระขวัญ ระบำ ชุมนุมเผ่าไทย ระบำ บายศรี ระบำ ใต้ร่มธงไทย ระบำ นกสามหมู่ ระบำ ชุดในน้ำ มีปลาในนามีข้าว ระบำ เสียงระฆัง ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ให้ท่ารำ ของตัวเอกตัวประกอบ โดยร่วม กับหม่อมต่วน ภัทรนาวิกและนางมัลลี (หมัน) คงประภัศร์ ต่อมาในขณะที่ดำ รงตำ แหน่งผู้เชียวชาญการสอนนาฏศิลป์ ได้เป็นผู้วางหลักสูตรนาฏศิลป์ภาคปฏิบัติให้กับวิทยาลัยนาฏศิลป์ และวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา คณะนาฏศิลป์และดุริยางค์ บั้นปลายชีวิตสุขภาพของท่านยังแข็งแรง และมาทำ การสอน และฝึกซ้อมการแสดงให้กับวิทยาลัยนาฏศิลปะศิลป์เป็นนิจสิน ปลาย เดือนธันวาคม ระยะเทศกาลขึ้นปีใหม่ ได้หยุดพักผ่อนอยู่ที่บ้านข้าง วัดอมรคีรี เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2526 มีอาการป่วยเล็กน้อย เนื่องจากเป็นไข้หวัด ตกดึกมีอาการแน่นอกหายใจไม่สะดวก ญาติ จึงได้นำ ส่งโรงพยาบาลเปาโลฯ ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์อย่าง ใกล้ชิด เมื่อได้ทราบถึงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี ทรงประธานเมตตารับไว้เป็นคนไข้ในพระองค์ซึ่งเป็นพระ กรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ได้พักรักษาตัวอยู่ได้ประมาณ 1 เดือน อาการดีขึ้น วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2526 จึงกลับมาพักรักษาตัวที่ บ้านได้เพียงคืนเดียว เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็อุบัติขึ้นฉับพลันทำ ให้ ต้องกัลป์เข้ารักษาตัวอีกครั้งหนึ่ง คณะแพทย์ได้ประชุมช่วยเหลือ อย่างสุดความสามารถ ในตอนสายวันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ.2526 ท่านก็ได้จาก ไปด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุได้ 77 ปี 7 เดือน 28 วัน แพทย์ลง ความเห็นว่าเกิดจากสาเหตุระบบหัวใจล้มเหลว ทิ้งความโศกเศร้า อาลัยไว้ให้ลูกหลานญาติมิตรและมวลศิษย์ทั้งหลายสืบไปอีกนานแสน นาน


Click to View FlipBook Version