The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นายพิชัยสิทธิ์ สั้นเต้ง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

นายพิชัยสิทธิ์ สั้นเต้ง

นายพิชัยสิทธิ์ สั้นเต้ง

โครงงานการออกแบบเคร่ืองประดบั Garnet Bird

ของ
นาย พิชยั สิทธ์ิ สั้นเต้ง

เสนอตอ่ ภาควิชาช่างทองหลวง กาญจนาภเิ ษกวิทยาลยั ชา่ งทองหลวง
หลักสตู รเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาช่างทองหลวง
สถาบันการอาชวี ศึกษากรุงเทพมหานคร
ปีการศกึ ษา 2565

โครงงานการออกแบบเครื่องประดบั Garnet Bird

ของ
นาย พชิ ยั สทิ ธ์ิ ส้ันเต้ง

เสนอตอ่ ภาควิชาช่างทองหลวง กาญจนาภิเษกวิทยาลยั ชา่ งทองหลวง
หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาช่างทองหลวง
สถาบนั การอาชวี ศึกษากรุงเทพมหานคร
ปกี ารศกึ ษา 2565

ประกาศคุณูปการ

เนื่องด้วยโครงงานการออแบบเครื่องประดับ Garnet Bird เอกสารเล่มนี้จะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

เนื่องจากได้รับความกรุณาจากท่านผู้อำนวยการกาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ที่ได้เป็นประธาน
กรรมการโครงงาน นายพรอนันต์ ภักดีบุญ รองประธานกรรมการโครงงานนางสำอาง ปิ่นตาค่ำ อาจารย์ผู้
ควบคุมโครงงานตลอดจนให้คำปรึกษา อาจารย์พีระยศ แก้วปัญญาและอาจารย์วุฒิชัย วิเชียรศรี รวมถึงคณะ
อาจารย์ทุกท่านที่ได้กรุณาให้คำปรึกษาในส่วนของข้อเสนอแนะตลอดจนวิธีการแก้ไขข้อบกพร่อง รวมท้ัง
ตรวจทานและแกไ้ ขความบกพร่องในการจัดชิน้ งานทำโครงงานใหส้ มบูรณย์ ่ิงขน้ึ ดังน้ันคณะผจู้ ัดทำจึงขอกราบ
ขอบพระคณุ เปน็ อยา่ งสูงไว้ ณ โอกาสน้ี

สุดท้ายนี้คณะผู้จัดทำชิ้นงานโครงงานขอกราบขอบพระคุณ ผู้ให้การสนับสนุนงบประมาณ รวมทั้งให้
ความชว่ ยเหลือ และใหก้ ำลังใจกบั คณะผ้จู ัดทำโครงงานฉบับนมี้ า รวมทงั้ ผูอ้ ย่เู บ้ืองหลัง ที่ช่วยให้งานโครงงาน
คร้งั น้ีผา่ นลลุ ว่ งไปไดด้ ้วยดี

ผูจ้ ัดทำ

บทที่1

1.ประวตั เิ เละความเป็นของลายนกคาบ สงิ ห์คาบ
เป็นลายไทยเกิดจากความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา จึงเป็นเหตุสำคัญให้ช่างหรือศิลปินประดิษฐ์

ลายไทยโดยได้แนวคิดมาจาก ดอกบัว พวงมาลัย ควันธูป และเปลวเทียน แล้วนำมาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็น
ลวดลายต่างๆ เช่น ลายกนก ลายเปลวเพลิง ลายใบเทศ ลายพฤษชาติ ซึ่งเมื่อศึกษาถึงที่มาของลวดลาย
เหล่านั้น พบว่าบางส่วนมีการพัฒนาจากรูปดอกบัวหลากหลายชนิด อาทิ บัวหลวง บัวสัตตบงกช บัวสัตตบุษย์
และมกี ารพฒั นาจากลักษณะการเคล่ือนไหวของเปลวไฟท่มี ีความพลิ้วไหว จงึ นำมาสรา้ งสรรคใ์ ห้เกิดลายไทยที่
สวยงาม แม้ว่าศิลปะไทยจะได้รับอิทธิพลจากหลายประเทศ เช่น อินเดีย จีน ขอม เขมร แต่ช่างไทยก็สามารถ
นำไปพัฒนาลวดลายจนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองที่มีความแตกต่างไปจากชาติตะวันตก คือ ศิ ลปะไทย
แตกต่างไปจากศิลปะตะวันตกตรงที่ศิลปะตะวันตกนั้นเป็นแบบธรรมชาตินิยม แต่ศิลปะไทยจะดัดแปลง
ธรรมชาตไิ ปตามคตนิ ยิ มท่คี ิดสร้างสรรค์จากปรชั ญา (ความเชื่อในเรื่องสวรรคน์ รก)
ลวดลายไทยบางอย่างกไ็ ด้จากธรรมชาติ ต้นไม้ หรอื สัตว์ และการได้รบั อทิ ธพิ ลความเชอ่ื เกีย่ วกบั ศาสนารวมถึง
ในด้านของไสยศาสตร์ ทำให้ลายไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในการรับใช้สถาบันพุทธศาสนา และรับใช้สถาบัน
พ ร ะ ม ห า ก ษ ั ต ร ิ ย ์ โ ด ย น ำ ไ ป ใ ช ้ ป ร ะ ด ั บ ต ก แ ต ่ ง อ า ค า ร ส ถ า น ท ี ่ ห ร ื อ ส ถ า ป ั ต ย ก ร ร ม เ ช่ น
โบสถ์ วิหาร ปราสาท พระราชวัง เครื่องนุ่งห่ม สิ่งของเครื่องใช้ เครื่องประดับ ทางด้านบ้านเรือนและ
สิ่งของเครื่องใช้มีหลายรูปแบบและถูกนำไปใช้ในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะลายไทยพื้นฐาน นอกจากนำมา
ประยุกต์ใช้งาน เกิดผลงานทางด้านการออกแบบสร้างสรรค์ในหลายสาขาต่างๆ แล้วยังเป็นการดำรงคุณค่า
ทางศลิ ปะ วฒั นธรรมของไทยให้ปรากฏแก่ผพู้ บเห็นท้ังชาวไทยดว้ ยกนั และชาวต่างชาติ
นกคาบ
มีลักษณะเป็นหน้าของนกหน้านาคที่เอาปากคาบลายตัวอื่นเอาไว้หรือมีลายช่ออื่น ๆ ออกทางปาก ตำแหน่ง
ของลายนกคาบจะอยู่ตรงข้อตอ่ ท่ีจะเชือ่ มกา้ นกนั และกนั เช่น ลายตพู้ ระธรรมวัดเชิงหวาย รูปแบบของลายนก
คาบ และนาคขบ นกคาบ และนาคขบ นอกจากส่วนต่าง ๆ ของส่วนลายที่สำคัญในการวาดเส้นลายไทยก็ยัง
ประกอบด้วยลายช่อ ลายหน้ากระดาน ลายก้านต่อ ลายเถา ฯลฯ ซึ่งเกิดจากมีความเชี่ยวชาญในการวาดลาย
ย่อยแล้วมาผูกรวมกันได้อย่างสวยงาม และนำไปประดับในส่วนต่าง ๆ ทั้งงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม
จติ รกรรม และตกแต่งเฉพาะงาน
ในการวาดเส้นลายไทย การผูกลาย หรือการเอาลายไทยในหลายส่วนมาวาดรวมกันเป็นแนวทางที่ทำกันมา
ตลอด ดงั นั้นผูว้ าดเส้นในการผกู ลายจะต้องรอบรู้ในการเขยี นลายหรอื เรียกว่า ชอ่ ลายตา่ ง ๆ อยา่ งเช่ียวชาญจึง
จะได้ภาพลายไทยได้จงั หวะท่ีสวยงามตามกรอบของภาพทีก่ ำหนด
ด้วยเหตุน้ีการได้ลายที่ใช้ในการต่อลวดลายมาให้ในการคดิ สร้างสรรค์ผลงานจากลายนกคาบ สิงห์คาบมาทำให้
เกนิ ความเป็นเอกลกั ษณข์ องตัวมันเองโดยทีจ่ ากเดิมเป็นลายใช้เเคต่ ่อลาย
โดยมาทำเป็นเครอื่ งประดบั รว่ มสมัย

บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วข้อง

ในการวจิ ยั ครั้งน้ี ผู้วจิ ยั ได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง และได้นำเสนอตามหวั ขอ้ ต่อไปนี้
1. เอกสารทเ่ี กีย่ วข้องกบั หัวขอ้ ตา่ งๆ

1.1 ประวัติสาตรล์ าดลายศิลปะไทย
1.2 รปู แบบลวดลายนกคาบ
1.3 แนวคดิ เก่ยี วกับศลิ ปกรรมของลวดลายนกคาบ
2. การออกแบบเครอ่ื งประดบั
3. เทคนิคในการทำ
4. งานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วข้อง
1.เอกสารที่เกย่ี วขอ้ งกับหัวขอ้ ตา่ งๆ
1.1ความเป็นมาของลวดลายไทย

จากความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา เป็นเหตุสำคัญให้ช่าง หรือศิลปินประดิษฐ์ลายไทยโดยได้แนวคิดมา
จาก ดอกบัว พวงมาลัย ควันธูป และเปลวเทียน เป็นต้น นำมาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นลวดลายต่าง ๆ เช่น ลาย
กนก ลายเปลวเพลิง ลายใบเทศ ลายพฤษชาติ ฯลฯ. จงึ ได้มีการศกึ ษาถงึ ทมี่ าของลายต่าง ๆ ดังน้ี คอื

1. การพัฒนาลายมาจากดอกบัว เป็นการนำรูปดอกบัวชนิดต่าง ๆ เช่น บัวหลวง บัวสัตตบงกช บัว
สัตตบุษย์ ฯลฯ. มาพัฒนาโดยใช้จินตนาการเชิงสร้างสรรค์ด้วยการแบ่งครึ่งดอกบัว การรวมดอกบัว
เข้าด้วยกันทำให้เกดิ ลายกนกสามตวั และคล่คี ลายเปน็ ลายอื่น ๆ ตอ่ ไป

2. การพัฒนามาจากลักษณะของเปลวไฟ เป็นการนำลักษณะการเคล่ือนไหวของเปลวไฟ เช่น เปลวไฟ
ของกองไฟ เปลวไฟของเทียนไข เปลวไฟของคบเพลิง ที่มีความพริ้วไหวมา สร้างสรรค์ให้เกิดลายท่ี
สวยงาม

3. การพัฒนามาจากลักษณะของใบไม้ ส่วนมากจะเปน็ ใบ “ฝ้ายเทศ” เพราะเป็นใบไม้ท่ีมีรูปร่างรูปทรง
ทีส่ วยงาม มาสรา้ งสรรคเ์ ป็นลายใบเทศ

4. การพัฒนามาจากลักษณะของดอกไม้ ได้แก่ ดอกพุดตาล ดอกจอก ดอกแก้ว ดอกมะลิ ดอก
ผกากรอง ดอกบานเยน็ ดอกพังพวย เปน็ ต้น ซงึ่ ลายดอกไมเ้ หลา่ นจ้ี ะเปน็ ส่วนหนึ่งของลายไทย

5. การพัฒนามาจากลักษณะของใบผัก ที่นิยมใช้เขียนได้แก่ “ใบผักกูด” ซึ่งมีลักษณะกลมมล ไม่แหลม
คม ชา่ งหรือศลิ ปนิ จงึ นำมาสรา้ งสรรคเ์ ป็นลวดลาย เชน่ กนกผักกูด

6. การพัฒนามาจากลักษะของเถาวัลย์และไม้เลื้อย ทีมีการเกี่ยวพัน ลัดเลาะ การเลื่อนไหล ช่างหรือ
ศิลปินจึงนำมาสร้างสรรค์ เป็นลายที่ต่อเนื่องกันการพัฒนามาจากลักษณะของสัตว์ ในลายไทยจะพบ
การผูกลายที่นำรูปแบบของสัตว์มาใช้ อาจเป็นรูปเหมือนจริงหรือดัดแปลงตามความคิดสร้างสรรค์
เช่น สตั ว์ในปา่ หมิ พานต์

7. การพัฒนามาจากลักษณะของคน เนื่องจากในอดีตศิลปะไทยไม่นิยมเขียนภาพแบบเหมือนจริงแต่
อาจใช้ลักษณะของคนแทนรูปเคารพของเทพเจา้ ต่าง ๆ ในศาสนา เช่น พระพรหม พระนารายณ์ พระ
อิศวร ฯลฯ ทำให้ภาพคนในลายไทยไม่มีการแสดงกล้ามเนื้อเหมือนกับศิลปะแบบตะวันตก แต่จะเปน็
ภาพหรอื ลายท่ีมลี กั ษณะออ่ นช้อย สวยงาม ตามจนิ ตนาการ

8. การพัฒนามาจากอิทธิพลของศลิ ปกรรมต่างชาติ ที่เดน่ ชดั ได้แก่ จนี ขอม เขมร เห็นได้จาก ลายฮ่อ
ลายประแจจีน ลายใบแกนตัส ฯลฯ

1.2 ประวัตลิ ายนกคาบและนาคขบ
ลายนกคาบและนาคขบ มลี ักษณะเปน็ หน้าของนกหน้านาคท่ีเอาปากคาบลายตวั อนื่ เอาไว้หรอื มีลายช่ออืน่ ๆ
ออกทางปาก ตำแหน่งของลายนกคาบจะอยูต่ รงข้อต่อทีจ่ ะเชื่อมก้านกนั และกัน
1.1 ภาพลายนกคาบ

ภาพท่ี 1 แบบโครงสร้างขัน้ ต้นและขนั้ ตอนการเขียนลายนกคาบ และรูปแบบตา่ ง ๆ

1.2 ภาพลายนกคาบ และนาคขบ

ภาพท2ี่ ข้ันตอนการวาดลายนกคาบ นาคขบ การแตกช่อลาย และรูปแบบตา่ ง ๆ

ภาพท่ี3 ชอ่ ลายลายไทยท่มี ลี ายนกคาบ นาคขบ ทกี่ ลมกลนื ในการจัดภาพ
2. การออกแบบเครอ่ื งประดบั
2.1 พน้ื ฐานการออกแบบ
การทจ่ี ะสรุปคำว่า “ออกแบบ” คืออะไรอย่างแนน่ อนน้ันนับเปน็ เรอ่ื งย่งุ ยากพอสมควร เพราะข้อสรุป
อาจจะขึ้นอยู่กบั ลักษณะงานแต่ละอยา่ ง แต่มิไดค้ ลุมความหมายโดยส่วนรวมก็ได้ เช่น สถาปนิก อาจจะเนน้ ถงึ

การจัดบริเวณว่างเพือ่ การอยู่อาศัย นักออกแบบเครื่องแต่งกาย อาจจะเน้นถงึ การออกแบบทีส่ มั พนั ธ์กับบคุ ลกิ
ของผู้สวมใส่แต่ละคน หรือนักออกแบบเครื่องประดับ จะเน้นถึงวัสดุที่จะนำมาใช้ให้มีความสวยงาม และสวม
ใสไ่ ดอ้ ย่างสบาย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม พอสรุปความหมายของการออกแบบได้กว้างๆ ดังนี้ การออกแบบ คือการวางแผน
สร้างสรรคร์ ูปแบบ ให้เกิดประโยชน์สมั พันธ์ กับความสวยงาม โดยเลอื กวสั ดุใหเ้ หมาะสมกบั รูปแบบนนั้ ๆ ด้วย

2.1 สว่ นประกอบสำหรับการออกแบบเครอื่ งประดบั

2.2.1 เสน้ (Line)

เสน้ ในการออกแบบเครอ่ื งประดับ หมายถงึ เส้นทมี่ คี วามยาว ความกว้าง ความหนา ซึ่งมองเห็น
ด้วยตาเปล่า และมีเน้ือที่ เสน้ มีหลายลักษณะ เช่น

1. เสน้ ตรง ซึง่ มีความกว้าง ความยาว และความราบเรียบ ใหค้ วามเสมอต้นเสมอปลาย ไม่มีสงู ต่ำ

2. เสน้ คลนื่ เป็นเสน้ ทใ่ี หค้ วามรสู้ ึกเคลือ่ นไหว เร้าความสนใจ

3. เส้นโคง้ ใหค้ วามรู้สกึ เคลอ่ื นไหว อ่อนโยน ไม่รจู้ บส้นิ

4. เส้นประ ให้ความรสู้ ึกขาดเป็นช่วง หยดุ ชะงัก ไมค่ งที่

5. เสน้ มุมแหลม ใหค้ วามรสู้ ึกแตกหกั เจบ็ ปวดรุนแรง

2.2.2 รูปรา่ ง รปู ทรง และบรเิ วณวา่ ง (Shape, Form, and Space)

รูปทรง และรูปร่าง เมื่อนำมาใช้ในการออกแบบเครื่องประดับ มีความหมายใกล้เคียงกันมาก
ความหมายของรปู ทรงคอื ส่วนรวมทั้งหมดของงานมีทง้ั ความกว้าง ยาว และสูง

ส่วนบริเวณว่าง หมายถึง พื้นที่ว่างซึ่งสัมพันธ์อยู่กับรูปร่าง และรูปทรง รูปทรงที่ใช้ในงานออกแบบ
เครื่องประดับ มีทั้งรูปทรงที่เลียนแบบธรรมชาติ และรูปทรงเรขาคณิต รูปทรงที่นักออกแบบสรา้ งสรรค์ขึน้ เอง
รูปทรงเลียนแบบธรรมชาติ เช่น รูปทรงคน รูปทรงสัตว์ รูปทรงพืช รูปทรงที่ได้จากการส่องกล้องจุลทรรศน์
รูปทรงเรขาคณิต เช่น รูปทรงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม และรูปทรงสร้างสรรค์ ส่วนใหญ่จะเป็นรูปทรง
นามธรรม

2.2.3 สี (Color)

โดยท่ัวไปแลว้ สีจะสรา้ งความประทับใจตอ่ ผู้พบเหน็ ได้มากพอๆ กับการสร้างแบบการเลือกวสั ดุ
ตลอดจนความประณีต ในการทำงาน แต่สเี ปน็ ส่งิ ทีเ่ รา้ ความรสู้ กึ ไดม้ าก

สีที่ใช้ในเครื่องประดับ จะเป็นสีจากหิน เพชร พลอย โลหะ และวัสดุประเภทต่างๆ อย่างไรก็ตามหินที่เกิดขึ้น
เองจากธรรมชาติยอ่ มมคี ่ากว่าหิน หรือพลอยทเี่ กิดจากการสรา้ งขึน้ ทางวทิ ยาศาสตร์

การใช้สีในการทำเครื่องประดับจึงต่างกับการใช้สีทางการเขียนภาพ เพราะสีของงานเครื่องประดับ เป็นสีจาก
วัสดุซึ่งผสมผสานกันเองตามธรรมชาติ เป็นการตกผลึกท่ียาวนาน อย่างไรก็ตาม ผู้ออกแบบควรจะรู้เกี่ยวกับ
เร่อื งของสไี วบ้ ้าง เพอ่ื เป็นแนวทางในการปฏบิ ัติเก่ยี วกบั การออกแบบตอ่ ไป

2.2.4 การเลอื กวสั ดุมาใชท้ ำเคร่ืองประดับ

ถ้าคิดในด้านประโยชน์อย่างจริงจังแล้ว เครื่องประดับดูจะให้ประโยชน์น้อย แต่มีประโยชน์
โดยตรงด้านความสวยงาม และความสุขทางใจให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ ดังนั้น วัสดุที่นำมาใช้ส่วนใหญ่มักจะใช้
สง่ิ ของทีม่ คี วามสวยงาม หรอื มีราคาแพง แตส่ ิง่ ของทส่ี วยงามบางครง้ั ราคาไม่แพง หรอื อายุไมค่ งทน สง่ิ ของที่มี
ราคาแพงเป็นสิ่งของที่มีอายุการใช้งานยืนนาน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการเลือกวัสดุ ช่างทำเครื่องประดับจะเลือก
หิน หรือโลหะที่มีราคาแพง ไม่เปลี่ยนสภาพได้ง่าย การเลือกโลหะมาใช้ทำเครื่องประดับ นักออกแบบจะ
พิจารณาโลหะที่เกิดขึน้ ตามธรรมชาติก่อน และให้ราคาสูงมากกว่าโลหะอื่น ๆ และถ้าโลหะที่ทำเทียมชนิดใดมี
สว่ นผสมของทองคำ นาก หรือเงนิ แลว้ จะมรี าคาสูงขึ้นอกี

3. เทคนคิ ในการทำ

3.1 การหลอมรีด การหลอมโลหะ นำโลหะใสในเบ้าหลอม ใช้ความร้อนจากชุดเป่าไฟหลอม
ละลายโลหะเงินจากของแข็งเป็นของเหลว และเทลงในรางเทโลหะ ให้เปน็ แท่งโลหะแบบพิมพข์ นาดที่ตอ้ งการ
การรีดโลหะ นำแท่งเงินใส่เข้าเครื่องรีดโลหะเงิน เพื่อบีบเค้นโลหะให้บางเป็นแผ่นเงิน เมื่อลูกรีดทำงานลูกรีด
จะบีบเคน้ ใหแ้ ท่งเงินค่อยๆบางลงจนเป็นแผ่น

3.2 การหล่อโลหะ (Casting) หมายถึงการขึ้นรูปโลหะโดยนำโลหะมาหลอมเหลวแล้วเทหรือฉีด
เข้าสู่แบบหล่อ (Mould) หรือแม่พิมพ์ (Die) เมื่อโลหะแข็งตัวก็จะได้ชิ้นงานที่มีรูปร่างตามต้องการ
ประกอบด้วยการเทน้ำโลหะลงในแบบที่ทำไว้เป็นรูปร่างต่างๆแล้วปล่อยให้น้ำโลหะแข็งตัวจากนั้นจึงเอา
ชน้ิ งานมาตกแต่งหรอื นำไปผ่านขบวนการทางความรอ้ นจึงจะไดช้ ้นิ งานสำเรจ็ ที่จะนำไปใชง้ านต่อไป ขนาดของ
ชิ้นงานจะมีขนาดตั้งแต่น้ำหนักน้อยๆไปจนถึงขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักเป็นหลายตันคุณสมบัติของชิ้นงานหล่อจะ
เกี่ยวพันกับธรรมชาติของโลหะที่จะนำมาหล่อชนิดแบบหล่อขนาดและรูปร่างของชิ้นงานหล่อและอัตราการ
เย็นตัวเป็นอย่างมากกระบวนการของการหล่อโลหะจะมีขั้นตอนการทำงานมากไปกว่าการเพิ่มความร้อนจน
โลหะหลอมละลายแล้วนำโลหะไปเทลงแบบโดยทั่วไปจะมีการเติมโลหะชนิดอื่นลงไปผสมและยังมีวิธีการขจัด
สารมลทนิ แปลกปลอมเขา้ มาเก่ียวข้องอีกดว้ ย

ภาพที่ 8 การหลอ่ โลหะ

3.3 การเชื่อมประกอบ เทคนิคการเชื่อมประกอบ เป็นการนำโลหะทั้ง 2 ชิ้น มาเชื่อมติดเข้า
ด้วยกัน หรือเป็นการเชื่อมรอยต่อของชิ้นงานให้ติดสนิทกัน โดยใช้น้ำประสานเป็นตัวเชื่อมประกอบ ถ้าเป็นน้ำ
ประสานเงิน จะมีอัตราส่วนในการทำน้ำประสานของเงินและทองเหลือง คือ 7 ต่อ 3 ส่วน โดยเป็นเงิน 7 กรัม
ทองเหลอื ง 3 กรัม อาจมีการผสมทองแดงเลก็ นอ้ ย ตามสูตรของการทำน้ำประสานเงนิ หรือ นำ้ ประสานอื่นๆ

3.4 การขัดแต่ง
3.4.1 การตะไบ คือ ขบวนการที่ทำให้ผิวของงานหลุดออกจากที่เดิม ในลักษณะของการโกน

หรือ ถากคล้ายกับการตัดเฉือนของคมสกัดตะไบที่ใช้งานทั่วไป จะมีฟันที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกบั ลิ่มเรียงเป็น
แถว แต่ละแท่งลิ่มจะมีปลายคมตัด เมื่อเราออกแรงกดตะไบจะทำให้เกิดผลสองประการ คือ 1.เมื่อกดวัตถุจะ
แยกหา่ งออกจากกัน 2.เมื่อออกแรงดันวตั ถจุ ะหลดุ ออกจากกัน

3.4.2 การขัดด้วยกระดาษทราย จะแบ่งลำดับการทำงานออกเป็น 3 ระดับ คือ ขัดหยาบ ขัด
เรยี บ และขดั ละเอียด
-ขัดหยาบ เป็นการขัดเพื่อขจัดหรือลบรอยแผลต่างๆบนผิว ที่เกิดจากเครื่องจักรหรือเครื่องมือ โดยให้ใช้เบอร์
120 แต่ถ้าหากผิวหยาบมาก ให้ใชก้ ระดาษทรายเบอร์ 80
- ขัดเรียบ เป็นการขัดเพื่อลบรอยจากกระดาษทรายที่เกิดจากขั้นตอนการขัดหยาบ จะทำให้ผิวมีความเรียบ
เนียนขึ้น โดยใช้กระดาษทรายเบอร์ 180 หากเป็นงานที่ไม่ต้องการความละเอียดมากก็สามารถจบงานได้ใน
ขนั้ ตอนน้ี
- ขัดละเอียด เป็นการขัดเพื่อเก็บรายละเอียด โดยจะทำให้ผิวมีความเรียบเนียน มองไม่เห็นรอยของกระดาษ
ทรายในขั้นตอนของก่อนหนา้ น้ี โดยจะใช้กระดาษทรายเบอร์ 240

3.4.3 การขัดด้วยโฟร์ด้อม โฟร์ด้อมเครื่องกรอและขัดชิ้นงานเล็กๆ เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้
แทนสว่านไดด้ ี และสามารถประยุกตใ์ ชก้ ับงานได้ทกุ ชนดิ เหมาะกบั การใช้ในบา้ นและโรงงาน

3.5 การประดับอัญมณีแบบฝังหุ้ม การฝังอัญมณีในตัวเรือนเป็นขั้นตอนหนึ่งของการทำ
เครื่องประดับลักษณะการฝังอัญมณีมีหลายแบบด้วยกัน ซึ่งแต่ละแบบก็ทำให้เครื่องประดับนั้นมีสไตล์และ

ดีไซน์ที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์หลักของการฝังอัญมณีก็คือ ทำให้อัญมณียึดติดกับตัวเรือน
โลหะ ไมว่ ่าจะเปน็ เงิน ทอง ทองคำขาว หรือแพลททินั่ม

3.5.1 การฝังหุ้ม (Besel Setting) เป็นการทำเรือนรอบตัวอัญมณีที่มีกะเปาะโลหะสำหรับฝัง
หุ้มอัญมณีไว้ทุกด้าน เจาะรูทำบ่าวางกะเปาะอัญมณี เชื่อมกะเปาะกับตัวเรือน จากนั้นกดเนื้อโลหะที่ กะเปาะ
ให้ห้มุ เกาะอัญมณไี วร้ อบทกุ ด้าน เปน็ วธิ ีการฝงั พลอยทีแ่ ข็งแรงที่สุดในวิธกี ารฝงั ท้ังหมด

4.งานวิจัยทเ่ี ก่ยี วข้อง

นายธัฐบดินทร์ บุนเน่อื ง(ลวดลายในศิลปะไทย: รูปแบบและการประยกุ ตใ์ ช)้

ศลิ ปกรรมไทยในอดีตจวบจนปัจจุบนั แสดงถึงคณุ ค่าและเอกลกั ษณข์ องชาติท่งี ดงามยังคงแสดงให้เห็น
อยู่ในสถานที่สำคญั เช่นวัดวิหารวังซึ่งนับวันผลงานเหล่านี้จะเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาด้วยสาเหตุต่างๆเป็นท่ี
น่าวิตกกังวลอย่างยิ่งและควรตระหนักที่จะต้องทะนุบำรุงไว้มิฉะนั้นอาจไม่ เหลือเค้าโครงของวัฒนธรรมท่ี
งดงามทางด้านศิลปกรรมนี้ให้เห็นเป็นแนวทางต้นแบบของมรดกทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นแม่แบบที่งดงามหรือ
อาจกล่าวได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศชาติอีกด้วยหรืออีกแนวทางหนึ่งคือการซ่อมแซมให้ได้
เค้าโครงเดิมมากที่สุดตามรูปแบบยุคสมัยสกุลช่างที่ถูกต้องและงดงามทั้งวัสดุและวธิ ีการรวมถึงส่ิงที่สำคัญทีส่ ุด
คือความรู้ความเข้าใจและความสามารถของช่างหรือศิลปินผู้ซ่อมแซมงานศิลปกรรมโบราณต้องมีความรู้และ
พื้นฐานที่ดีมีความเข้าใจและตระหนักถึงความถูกต้องขององค์ประกอบต่างๆที่จะต้องคงไว้ในการอนุรักษ์หรือ
รักษางานศิลปะช้ันครูให้ดำรงคงอยู่เป็นพ้นื ฐานของการศึกษาและพฒั นาทกั ษะท่ีดแิ กน่ กั ศึกษาต่อไปวฒั นธรรม
ของชาติให้ถูกตอ้ งสมบูรณ์แบบฝึกฉบบั นี้จึงหวงั เพ่อื เป็นแนวทางที่จะชว่ ยสนับสนนุ ในการ

คุณสยมภู ภวรุ่งสัตยา(การออกแบบและพัฒนารูปแบบเครื่องประดับ: รูปแบบและการ
ประยกุ ต์ใช้)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาคุณสมบัติของอีพอกซีเรซิน 2) เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบ
เครื่องประดับสตรีประเภทกำไลทีท่ ำจากเงินโดยใช้วัสดุประเภทพลาสติกเหลว ได้แก่ อีพอกซีเรซินซึ่งใช้วิธีการ
วิจัยเชิงปริมาณผู้วิจัยเลือกวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและมีกรอบแนวคิดของการออกแบบและพัฒนา
ประกอบด้วยกระบวนการออกแบบและพัฒนาที่สำคัญ 5 ขั้นตอนคือเริ่มจากขั้นตอนแรกเป็นการศึกษาวัสดุ
ประเภทพลาสติกเหลวขั้นตอนที่ 2 เป็นการออกแบบเครื่องประดับสตรีประเภทกาไลโดยแบ่งออกเป็น 3
ประเภทคอื เครื่องประดับสตรีประเภทกำไลท่ีทําจากพลอยสีเดียวพลอยหลากสแี ละพลอยสดี ำขน้ั ตอนที่ 3 เป็น
การประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคเครื่องประดับสตรีประเภทกำไลที่มีต่อการรูปแบบเครื่องประดับด้วย
การใช้แบบสอบถามขั้นตอนที่ 4 เป็นการสร้างผลิตภัณฑ์เครื่องประเภทกําไลโดยใช้วัสดุอีพอกซีเรซินและ
ขั้นตอนที่ 5 เป็นการประเมินผลผลิตภัณฑ์เครื่องประดับสตรีประเภทกำไล โดยผู้บริโภคด้วยการใช้

แบบสอบถามผลการวิจัยครั้งนี้ทําให้เครื่องประดับสตรีประเภทกำไลที่ทําจากเงินโดยใช้วัสดุประเภทพลาสติก
เหลว ได้แก่ อีพอกซีเรซินที่มีคุณสมบัติความแวววาวความสวยงามและความคงทนได้กว่าเปลือกหอยมุก
ธรรมชาติและสามารถนำมาทำเครื่องประดับเงินประเภทกำไลได้และเป็นที่พึงพอใจของผู้ที่ใช้งานสามารถนำ
ผลการวิจัยครั้งนี้ไปพัฒนารูปแบบเครื่องประดับชนิดต่างๆและสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านนวัตกรรมการ
ออกแบบไดอ้ กี 1 องคค์ วามรู้

คณุ ชลกานดาร์ นาคทิม (การศึกษาเกยี่ วกับพลอย: รูปแบบและการประยกุ ตใ์ ช้)
สยมภู ภวรุ่งสัตยการวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาวิธีการเรียนรู้ของคนท าพลอยในจังหวัดจันทบุรี 2)
ศึกษาแนวทางการส่งเสริมการถ่ายทอดการทา พลอยและ 3) ศึกษากลยุทธ์การท าพลอยในจังหวัด จันทบุรี
ตามรูปแบบการพัฒนาประเทศไทย 4.0ผู้ให้ข้อมูลหลักจํานวน 50คน แบ่งเป็นกลุ่มคน ทําพลอย 43คน โดย
เลือกแบบเจาะจงจากผู้ยังประกอบอาชีพท าพลอยในปัจจุบันและต้องมี ประสบการณ์การทา พลอยไม่นอ้ยก
วา่ 10 ปีตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวขอ้งกบัคนทา พลอย7คน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ วิธีการเก็บ
รวบรวมข้อมูลประกอบด้วย การสัมภาษณ์เชิงลึกและ การสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบวา่ 1)วิธีการเรียนรู้ของ
คนทา พลอยเกิดจากความสนใจในความรู้ การทำพลอย อยู่กับผู้รู้ ผู้ที่เป็นตน้แบบอาจเรียนรู้จากครอบครัว
หรือจ้างผู้สอน การลงมือปฏิบัติ ด้วยตนเอง ลองผิดลองถูก ครูพักลักจ าการแลกเปลี่ยนประสบการณ์2)แนว
ทางการส่งเสริม การถ่ายทอดการทา พลอย ในมิติด้านประวัติศาสตร์ส่งเสริมพัฒนาพิพิธภณ และแหล่ง
ท่องเที่ยว ทางประวัติศาสตร์ มิติด้านการศึกษา โดยการศึกษาในระบบ พัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น การศึกษา
นอกระบบ จดักิจกรรมการเรียนรู้อยา่ งเป็นระบบ ที่มุ่งให้ความรู้กับคนกลุ่มต่าง ๆ และการศึกษา ตามอธิ
ยาศยั ที่เปิดศูนย์การเรียนรู้ตามอธิยาศยัที่เกี่ยวขอ้งกบัการทา พลอย มิติด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริม และการ
พัฒนาคุณภาพทักษะฝี มือการทําพลอย ให้เห็นคุณค่าในอาชีพ พัฒนาช่องทางการตลาด ที่หลากหลายและ
เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนของร้านคา้พลอยรายยอ่ ย มีการเชื่อมโยงขอ้มูลทุกระดับ
ของกลุ่มทา พลอย มิติด้านการท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยชุมชน ส่งเสริมและพัฒนาสถานที่เกี่ยวขอ้
งกบัการทา พลอยเป็นแหล่งท่องเที่ยว 3) กลยุทธ์ การท าพลอยในจังหวัดจันทบุรีตามรูปแบบการพัฒนา
ประเทศไทย 4.0ผลจากการวิเคราะห์ สภาพแวดล้อม ประกอบด้วยสี่กลยุทธ์ไดแ้ก่กลยุทธ์ส่งเสริมและ
สนับสนุนภูมิปัญญาการทา พลอย มุ่งสู่อาชีพที่มั่นคงกลยุทธ์การพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจคุณค่าการทา พลอย
พร้อมยกระดับเครือข่าย กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดยอ่ ม กลยุทธ์การยกระดับคณุ ภาพทางการตลาดของ
ร้านค้า ขนาดกลางและขนาดย่อมและกลยุทธ์การพัฒนาตลาดแนวใหม่ที่เข้าถึงกระบวนการผลิตพลอย อย่าง
ครบวงจรเพ่อื สร้างความไวว้างใจและความภาคภูมิใจระหว่างผู้ซ้ือและผู้ขาย

บทที่ 3
ข้ันตอนการปฏบิ ัตงิ าน

จากการศึกษารูปแบบลวดลายศิลปะไทย ดงั ท่ีไดก้ ลา่ วมาในบทที่ 2 ผู้จัดทำไดร้ วบรวมความรู้วธิ กี าร
ทำ และเทคนคิ ต่างๆมาประยกุ ต์เข้ากบั งานช่างทองหลวงมาผสมผสานและสามารถ บรู ณาการสรา้ งสรรค์
ชน้ิ งานโดยมรี ูปแบบของช้ินงานท่มี ีความแปลกใหมแ่ ต่ยงั คงความเป็นตน้ ฉบบั บางส่วนของลวดลายไทยท่ีนำมา
ประยกุ ต์ ดังขน้ั ตอนต่อไปนี้
ข้ันตอนการเตรยี มวสั ดอุ ุปกรณ์ สิ่งท่ีต้องใช้ในการปฏิบตั ิงานมดี ังตอ่ ไปนี้
1.1 ชุดขาตะ๊ ใช้ในการเชอ่ื มงาน
1.2 ไฟแช็ค ใชใ้ นการจดุ หัวเป่าไฟเวลาทเ่ี ชอื่ มหรือเผาชน้ิ งานและชัจุดไฟในขนึ้ ตอนการเผาคลง่ั
1.3 ผงบอแรก็ ซ์ หรอื น้ำประสานทอง ช่วยขจัดสิ่งสกปรกใหอ้ อกจากเนื้อโลหะ และช่วยเป็นตวั ใหเ้ ชอ่ื มตดิ ได้
งา่ ยขนึ้
1.4 กระดานทนไฟ ใช้รองงานเวลาเช่อื ม
1.5 ชัน เปน็ ตวั ยึดโลหะใช้ในการฝังพลอยหรอื ในการสลกั ดุน
1.6 แหนบสแตนเลส ใชส้ ำหรับจบั ชิน้ งานเวลาเผาใหค้ วามรอ้ นหรอื เชื่อม
1.5 คมี ปากกลม ใชใ้ นการดดั ลวดหรือดดั โลหะใหโ้ คง้ กลม
1.6 คมี ปากแบน ใชจ้ ับโลหะหรือดัดโลหะ
1.7 บดั กรีเงนิ ใช้ในการเคร่ืองประดบั
1.8 เคร่อื งรดี ไฟฟ้า ใช้รีดโลหะให้มขี นาดตา่ งๆตามทีต่ อ้ งการ
1.9 สายเอ็น ขนาด 0.3 มลิ ลิเมตร ใชใ้ นการร้อยลกู ปัด
1.10 สายสแตนเลส ขนาด 0.3 มลิ ลเิ มตร ใชใ้ นการรอ้ ยลูกปดั
1.11 ส่วิ ใชส้ ลกั โลหะใหม้ ลี วดลายหรือใชใ้ นการขึ้นรปู โลหะให้โค้งนูนเลก็ นอ้ ย
1.12 คอ้ น ใช้ในการเคาะหรอื ตอกสิ่ว
1.13 พลอย วสั ดทุ ี่ใชป้ ระดับชิ้นงานทำใหง้ านมคี ณุ ค่าและมสี ีสนั

1.14 ตัวปิดปมเงิน วัสดุท่เี ป็นตวั ยดึ ระหวา่ งลวด,สายเอ็น เข้ากบั ห่วง
1.15 นำ้ มนั เชอื้ เพลงิ ใช้เป็นเชื้อเพลิงเวลาเราทำงาน
1.16 แกส๊ หงุ ตม้ ใชส้ ำหรับจดุ ไฟให้ความร้อน
1.17 โฟรด์ ้อม ใชข้ ัดแต่งชิ้นงานตามชอ่ งเล็ก ๆ
1.18 ตะไบขนาดต่างๆมลี กั ษณะผวิ หยาบ ใช้ตะไบสว่ นทีค่ มของชน้ิ งานออก
1.19 กระดาษทราย หยาบเบอร์ 120 และละเอียดเบอร์ 180,240 ตามลำดับ ใช้ขัดชนิ้ งานใหเ้ รียบลบรอยคม
1.20 เลอ่ื ยฉลุ คนั เลื่อยฉลุ ใช้ตดั หรอื ตกแตง่ ชิน้ งานตามต้องการ
1.21 ซแี คมป์ ใช้ล็อกไมล้ ิน้ โตะ๊ ไม่ให้ขยับ
1.22 ล้นิ ไม้ ใชเ้ ปน็ ทร่ี องเวลาจะฉลงุ านหรือขดั แตง่ ชนิ้ งาน
1.23 แปรงทองเหลือง ใช้ขัดทำความสะอาดช้นิ งาน
1.24 เคร่อื งตืด๊ ใชใ้ นการตืด๊ ช้นิ งานให้สะอาด
1.25 ลกู ยางขดั ช้ินงาน ใช้ในการขัดงาน
1.26 ลกู ผา้ ใชใ้ นการขัดทำความสะอาดชนิ้ งาน
1.27 ยาดนิ ใชใ้ นการขัดชน้ิ งานให้เงางาม
1.28 แป้นดึงลวดใช้ดงึ ลวดให้ไดข้ นาดตามท่ีต้องการ
1.29 พลอยทรงยดน้า

1. การสรา้ งชน้ิ งานรปู แบบท่ี 1 สรอ้ ยคอ Garnet Bird
1.1 สรอ้ ยคอ Garnet Bird เป็นการออกแบบสรอ้ ยดว้ ยการเอาตัวลายนกคาบ มาดดั แปลงใหเ้ ขา้ กับยุคสมยั
ประดับกบั จีส้ ลักลวดลายนกคาบ ที่มพี ลอยสแี ดงอยู่ตรงกลางของลายนกคาบจงึ ทำให้งานชนิ้ น้ีมีความสวยงาม

2. การสร้างชนิ้ งานรปู แบบท่ี 2 การทำจีส้ ลักดนุ
2.1 รีดแผ่นเงนิ ใหไ้ ด้ขนาดตามท่ีตอ้ งการ
2.2 นำลวดลายท่อี อกแบบไว้ตดิ ลงบนโลหะเงิน รอจนกาวแหง้ จึงทำการสลักลายลงไป

2.3 นำชิ้นงานไปเผาชันออก ทำความสะอาด กลบั ดา้ นตดิ ลงบนชันอีกคร้ัง รอจนช้นิ งานหายรอ้ นจึงทำการดุน
2.4 เผาชิ้นงานออกจากชัน ทำความสะอาด กลับดา้ นชิ้นงาน รอชนิ้ งานหายรอ้ น จงึ ทำการลูบลาย
2.5 ฉลุชนิ้ งานออก
2.6 ตะไบลบคมออก ขดั ด้วยกระดาษทรายอีกครงั้ เพ่อื ใหช้ น้ิ งานมีผิวเรียบเสมอกัน
2.7 นำชน้ิ งานมาทำการเจาะเพื่อทำท่ีต้ังพลอยบนตวั นกคาบ
2.8 ารทำตัวสร้อยด้วยการลูกปัดมาล้อยกับตัวสร้อย
2.9 นำมาเชอ่ื ห่วงกับตัวสร้อยตดิ กับช้นิ งาน
2.10 ทำการนำการเปาะที่ฝงั พลอยมาตดิ กับตวั สรอ้ ยตรงกลาง
2.11 ขัดอกี ครงั้ ด้วยลูกยาง และนำไปทำความสะอาดด้วยเคร่ืองตืด้

3. การสรา้ งชนิ้ งานรปู แบบท่ี 3
3.1 ชิน้ งานสำเรจ็ สรอ้ ยคอ Garnet Bird

บทท่ี 4

ผลการดำเนนิ งาน

การจดั ทำเครอื่ งประดบั ภายใตห้ วั ข้อ การสร้างสรรค์ชดุ เครื่องประดบั Garnet Bird

ในการศึกษาครง้ั นไี้ ด้สรุปผลการศกึ ษาดงั หัวข้อตอ่ ไปน้ี

4.1 ผลการศึกษาการออกแบบ

4.2 ผลการศกึ ษาการวางรปู แบบช้นิ งานในการออกแบบ

4.3 ผลการศกึ ษาขั้นตอนการปฏบิ ตั ิงาน

4.4 ผลการดำเนนิ งาน

4.1 ผลการศกึ ษาการออกแบบ

การออกแบบผลงานศลิ ปนพิ นธ์ภายใต้หัวข้อ การสรา้ งสรรค์ชุดเครือ่ งประดบั Garnet Bird ผู้จัดทำได้
ศึกษาและค้นคว้าประวัติความเป็นมาของลวดลายนกคาบ ได้ศึกษารูปแบบงานเคร่ืองประดับจากแหล่งความรู้
ต่างๆ เพื่อนำมาเป็นแนวคิดในการออกแบบเครื่องประดับ 1 ชิ้น ประกอบด้วย สร้อยคอ 1 ชิ้น โดยใช้เทคนิค
การหลอมรดี การหล่อโลหะ การเช่ือมประกอบ การขดั แตง่ และการประดับอัญมณแี บบฝงั หมุ้

4.2 ผลการศึกษาการวางรปู แบบชนิ้ งานในการออกแบบ

การออกแบบชิ้นงานศิลปนิพนธ์ ได้จัดทำชิ้นงานเครื่องประดับทั้งหมด 1 ชิ้น ด้วยกัน ประกอบด้วย
สร้อยคอ 1 ช้นิ โดยไดร้ ับแรงบันดาลใจจากลวดลายนกคาบ ในกระบวนการผลติ หรือจดั ทำศลิ ปนพิ นธ์ ผูจ้ ัดทำ
ได้วางรปู แบบการสร้างสรรคช์ ้ินงานดังรายละเอียดตอ่ ไปน้ี

4.2.1 การออกแบบ

การออกแบบได้คำนึงถึงลักษณะลวดลายของลายนกคาบเพื่อนำมาเป็นแนวคิดในการออกแบบ
เครื่องประดับ ประกอบด้วย สร้อยคอ ซึ่งเน้นแบบให้คงความเป็นลายไทยแต่ยังคงความทันสมัย โดยคำนึงถึง
ความเป็นไปได้ในการผลิตชิ้นงาน โดยใช้เทคนิค เทคนิคการหลอมรีด เทคนิคการหล่อโลหะ เทคนิคการเชื่อม
ประกอบ เทคนคิ การขดั แตง่ และเทคนคิ การประดับอัญมณีแบบฝังหุม้ ดงั ภาพประกอบที่ 4-1

ภาพท่ี 4-1 รปู แบบการสร้างสรรค์ชดุ เคร่อื งประดับ Garnet Bird

4.3 ผลการศึกษาขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ิงาน

จากการศึกษาและค้นคว้ารวบรวมข้อมูล ประวัติความเป็นมา รูปแบบและลวดลายนกคาบทำให้
ทราบถึงรายละเอียดกระบวนการทางเทคนิคในการปฏิบัติงานและเลือกวัสดุที่นำมาใช้เพื่อให้บรรลุตาม
จุดประสงค์ที่วางไว้ ในปัจจุบันเครื่องมือและอุปกรณ์มีความทันสมัยและพัฒนามากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำ
เครื่องมือมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดความสวยงามและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เครื่องมือและอุปกรณ์
เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เนื่องจากช่วยลดระยะเวลาในการทำงานและเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ปฏิบัติงาน การทำ
ศิลปนิพนธ์การสร้างสรรค์ผลงานเครื่องประดับที่ได้รับแรงบันดาลใจลวดลายนกคาบ ได้ศึกษาค้นคว้าเทคนิค
การสร้างสรรคผ์ ลงานทัง้ หมด 5 เทคนิค เทคนิคการหลอมรีด เทคนิคการหล่อโลหะ เทคนิคการเชื่อมประกอบ
เทคนคิ การขัดแตง่ และเทคนคิ การประดบั อญั มณีแบบฝังหุม้ โดยมรี ายละเอยี ดดงั ตอ่ ไปน้ี

4.3.1 เททคนิคการหลอมรีด นำโลหะใสในเบ้าหลอม ใช้ความร้อนจากชุดเป่าไฟหลอมละลายโลหะ
เงนิ จากของแข็งเปน็ ของเหลว และเทลงในรางเทโลหะ ให้เปน็ แทง่ โลหะแบบพมิ พข์ นาดท่ีตอ้ งการ การรดี โลหะ
นำแท่งเงินใส่เข้าเครื่องรีดโลหะเงิน เพื่อบีบเค้นโลหะให้บางเป็นแผ่นเงิน เมื่อลูกรีดทำงานลูกรีดจะบีบเค้นให้
แท่งเงนิ คอ่ ยๆบางลงจนเปน็ แผน่

4.3.2 เทคนิคการหล่อโลหะ การขึ้นรูปโลหะโดยนำโลหะมาหลอมเหลวแล้วเทหรือฉีดเข้าสู่แบบหล่อ
หรือแม่พิมพ์ เมื่อโลหะแข็งตัวก็จะได้ชิ้นงานท่ีมีรูปร่างตามต้องการประกอบด้วยการเทน้ำโลหะลงในแบบที่ทำ
ไว้เป็นรูปร่างต่างๆแล้วปล่อยให้น้ำโลหะแข็งตัวจากนั้นจึงเอาชิ้นงานมาตกแต่งหรือนำไปผ่านขบวนการทาง
ความรอ้ นจึงจะไดช้ ้ินงานสำเร็จท่จี ะนำไปใช้งานต่อไป ขนาดของชิ้นงานจะมีขนาดตงั้ แต่น้ำหนักน้อยๆไปจนถึง
ขนาดใหญ่ท่ีมีน้ำหนักเป็นหลายตันคุณสมบัติของชิ้นงานหลอ่ จะเกี่ยวพันกับธรรมชาติของโลหะที่จะนำมาหล่อ
ชนิดแบบหล่อขนาดและรูปร่างของชิ้นงานหล่อและอัตราการเย็นตัวเป็นอย่างมากกระบวนการของการหล่อ
โลหะจะมีขั้นตอนการทำงานมากไปกว่าการเพิ่มความร้อนจนโลหะหลอมละลายแล้วนำโลหะไปเทลงแบบ
โดยทว่ั ไปจะมีการเติมโลหะชนดิ อนื่ ลงไปผสมและยงั มวี ิธกี ารขจดั สารมลทินแปลกปลอมเขา้ มาเกี่ยวข้องอีกดว้ ย

4.3.3 เทคนคิ การเชอ่ื มประกอบ เทคนคิ การเชื่อมประกอบ เป็นการนำโลหะทง้ั 2 ชน้ิ มาเช่ือมติดเข้า
ด้วยกัน หรือเป็นการเชื่อมรอยต่อของชิ้นงานให้ติดสนทิ กัน โดยใช้น้ำประสานเป็นตัวเชื่อมประกอบ ถ้าเป็นน้ำ
ประสานเงิน จะมีอัตราส่วนในการทำน้ำประสานของเงินและทองเหลือง คือ 7 ต่อ 3 ส่วน โดยเป็นเงิน 7 กรัม
ทองเหลอื ง 3 กรมั อาจมกี ารผสมทองแดงเล็กนอ้ ย ตามสตู รของการทำน้ำประสานเงินหรือ นำ้ ประสานอ่ืนๆ

4.3.4 เทคนิคการขัดแต่ง เป็นเทคนิคที่ใช้การขัดแต่งพิ้นผิวของชิ้นงานให้เรียบเนียน การขัดแต่งนั้น
จะใช้ตะไบหยาบตะไบส่วนเกินออก ตามด้วยตะไบละเอียดเพื่อเก็บผิวส่วนเกินให้เนียนพอสมควร แล้วขัดด้วย
กระดาษทราย จะแบ่งลำดับการทำงานออกเป็น 3 ระดับ คือ ขดั หยาบ ขดั เรียบ และขัดละเอียด

4.3.5 เทคนิคการประดับอัญมณีแบบฝังหุ้ม เป็นการทำเรือนรอบตัวอัญมณีที่มีกะเปาะโลหะสำหรับ
ฝังหุ้มอัญมณีไว้ทุกด้าน เจาะรูทำบ่าวางกะเปาะอัญมณี เชื่อมกะเปาะกับตัวเรือน จากนั้นกดเนื้อโลหะที่กะ
เปาะให้ห้มุ เกาะอัญมณีไว้รอบทุกด้าน เปน็ วธิ กี ารฝงั พลอยที่แข็งแรงทสี่ ดุ ในวธิ กี ารฝังทัง้ หมด

4.4 ผลการดำเนินงาน

ผลจากการศึกษาข้อมูลขั้นตอนการปฏิบัติงานทำให้ผู้จัดทำได้ทราบถึงกระบวนการปฏิบัติงานอย่างเป็น
ระบบและการปฏิบัติงานอย่างถกู ตอ้ งตามวิธีปฏิบัติงาน การนำเอาเทคนิคต่างๆ มาจัดทำชิ้นงานดังกล่าวจนได้
ช้นิ งานท่เี สร็จสมบูรณ์

บทท่ี 5
สรุป อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ

การจัดทำเครื่องประดับ Garnet Bird ทางผู้จัดทําได้สรุปอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ โดยแบ่งออก
ตามหัวข้อหลัก ๆ ดงั น้ี
5.1 วตั ถุประสงค์ของการทาํ ศิลปนิพนธ์
5.2 สรปุ ผลจากการศึกษาการจดั ทําศลิ ปนิพนธ์
5.3 สรุปเทคนคิ ที่นาํ มาใชใ้ นการจดั ทําผลงานศลิ ปนพิ นธ์
5.4 สรปุ ระยะเวลาในการจัดทาํ ผลงานศลิ ปนิพนธ์
5.5 สรปุ งบประมาณในการจดั ทําผลงานศิลปนพิ นธ์
5.6 อภปิ รายผลการศึกษา
5.7 ปัญหาและแนวทางการแก้ไขปญั หา
5.8 ขอ้ เสนอแนะ

5.1 วตั ถปุ ระสงค์ของการทําศิลปนพิ นธ์
5.1.1 ศึกษาประวัตคิ วามเปน็ มาและรปู แบบของลวดลายไทยและลวดลายของนกคาบ
5.1.2 เพื่อออกแบบเคร่ืองประดบั Garnet Bird
5.1.3 เพอ่ื จัดทำเคร่ืองประดับ Garnet Bird และดว้ ยเทคนคิ งานชา่ งทองหลวง

5.2 สรปุ ผลจากการศกึ ษาการจัดทาํ ศลิ ปนิพนธ์
จากการศึกษาค้นคว้า การจัดทำศิลปนิพนธ์การสร้างสรรค์ชุดเครื่องประดับ Garnet Bird ในรูปแบบ

งานช่างทองหลวง ผู้จัดทำได้ศึกษาประวัติความเป็นมา รูปแบบ ลักษณะและลวดลาย นกคาบโดยสรุป
รายละเอยี ดดังต่อไปนี้

จากความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา เป็นเหตุสำคัญให้ช่าง หรือศิลปินประดิษฐ์ลายไทยโดยได้แนวคิดมา
จาก ดอกบัว พวงมาลัย ควันธูป และเปลวเทียน เป็นต้น นำมาสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นลวดลายต่าง ๆ เช่น ลาย
กนก ลายเปลวเพลิง ลายใบเทศ ลายพฤษชาติ ฯลฯ. จงึ ได้มีการศกึ ษาถึงที่มาของลายต่าง ๆ ดงั นี้ คือ

1. การพัฒนาลายมาจากดอกบัว เป็นการนำรูปดอกบัวชนิดต่าง ๆ เช่น บัวหลวง บัวสัตตบงกช บัว
สัตตบุษย์ ฯลฯ. มาพัฒนาโดยใช้จินตนาการเชิงสร้างสรรค์ด้วยการแบ่งครึ่งดอกบัว การรวมดอกบัว
เขา้ ดว้ ยกันทำให้เกดิ ลายกนกสามตัวและคลค่ี ลายเปน็ ลายอ่ืน ๆ ตอ่ ไป

2. การพัฒนามาจากลักษณะของเปลวไฟ เป็นการนำลักษณะการเคลื่อนไหวของเปลวไฟ เช่น เปลวไฟ
ของกองไฟ เปลวไฟของเทียนไข เปลวไฟของคบเพลิง ที่มีความพริ้วไหวมา สร้างสรรค์ให้เกิดลายท่ี
สวยงาม

3. การพัฒนามาจากลกั ษณะของใบไม้ ส่วนมากจะเปน็ ใบ “ฝ้ายเทศ” เพราะเป็นใบไม้ทมี่ ีรปู ร่างรูปทรง
ทสี่ วยงาม มาสร้างสรรคเ์ ป็นลายใบเทศ

4. การพัฒนามาจากลักษณะของดอกไม้ ได้แก่ ดอกพุดตาล ดอกจอก ดอกแก้ว ดอกมะลิ ดอก
ผกากรอง ดอกบานเยน็ ดอกพงั พวย เป็นตน้ ซง่ึ ลายดอกไม้เหลา่ นจี้ ะเปน็ ส่วนหนง่ึ ของลายไทย

5. การพัฒนามาจากลักษณะของใบผัก ที่นิยมใช้เขียนได้แก่ “ใบผักกูด” ซ่ึงมีลักษณะกลมมล ไม่แหลม
คม ช่างหรือศิลปนิ จงึ นำมาสร้างสรรค์เปน็ ลวดลาย เชน่ กนกผักกดู

6. การพัฒนามาจากลักษะของเถาวัลย์และไม้เลื้อย ทีมีการเกี่ยวพัน ลัดเลาะ การเลื่อนไหล ช่างหรือ
ศิลปินจึงนำมาสร้างสรรค์ เป็นลายที่ต่อเนื่องกันการพัฒนามาจากลักษณะของสัตว์ ในลายไทยจะพบ
การผูกลายที่นำรูปแบบของสัตว์มาใช้ อาจเป็นรูปเหมือนจริงหรือดัดแปลงตามความคิดสร้างสรรค์
เชน่ สัตว์ในป่าหมิ พานต์

7. การพัฒนามาจากลักษณะของคน เนื่องจากในอดีตศิลปะไทยไม่นิยมเขียนภาพแบบเหมือนจริงแต่
อาจใช้ลักษณะของคนแทนรปู เคารพของเทพเจา้ ต่าง ๆ ในศาสนา เช่น พระพรหม พระนารายณ์ พระ
อิศวร ฯลฯ ทำให้ภาพคนในลายไทยไม่มีการแสดงกล้ามเนื้อเหมอื นกับศิลปะแบบตะวันตก แต่จะเปน็
ภาพหรือลายทมี่ ีลักษณะอ่อนช้อย สวยงาม ตามจินตนาการ

8. การพัฒนามาจากอทิ ธิพลของศลิ ปกรรมต่างชาติ ทีเ่ ด่นชดั ได้แก่ จนี ขอม เขมร เหน็ ได้จาก ลายฮ่อ
ลายประแจจีน ลายใบแกนตัส ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้ผู้จัดทำมีความสนใจในการศึกษาลวดลายไทยจึงเลือกลวดลายนกคาบที่สนใจมาทำลาดลายด้วย
ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของลวดลายและสร้างสรรค์เครื่องประดับที่ผสมผสานเอกลักษณ์ของลายนกคาบ
และนาคขบ มีลักษณะเปน็ หน้าของนกหน้านาคทเ่ี อาปากคาบลายตัวอืน่ เอาไวห้ รือมีลายช่ออ่ืน ๆ ออกทางปาก
ตำแหน่งของลายนกคาบจะอยู่ตรงข้อต่อที่จะเชื่อมก้านกัน จึงออกแบบมาให้อยู่ในรูปแบบเครื่องประดับ
“Garnet Bird”

5.3 สรุปเทคนิคทีน่ ำมาใชใ้ นการจดั ทำศิลปนิพนธ์

การจัดทำช้ินงานเครอ่ื งประดับ Garnet Bird ผู้จดั ทำไดน้ ำเทคนิคต่าง ๆ มาประยุกตใ์ ช้ใน
การผลติ ช้นิ งานโดยกระบวนการทำงานที่ตอ้ งอาศยั ความคดิ การวางแผนการทำงาน การรู้จักแก้ไขปญั หาและ
การขอคำปรึกษาจากอาจารย์หรือผ้เู ชี่ยวชาญ เพือ่ ใหไ้ ดช้ ิ้นงานท่ีมคี วามสมบูรณพ์ รอ้ มในระยะเวลาทีก่ ำหนด
โดยมีเทคนิคดังต่อไปนี้

5.3.1 เทคนิคการหลอมรีด นำโลหะใสในเบ้าหลอม ใช้ความร้อนจากชุดเป่าไฟหลอมละลายโลหะเงิน
จากของแขง็ เป็นของเหลว และเทลงในรางเทโลหะ ให้เป็นแท่งโลหะแบบพิมพข์ นาดที่ตอ้ งการ การรดี โลหะ นำ
แท่งเงินใส่เข้าเครื่องรีดโลหะเงิน เพื่อบีบเค้นโลหะให้บางเป็นแผ่นเงิน เมื่อลูกรีดทำงานลูกรีดจะบีบเค้นให้แท่ง
เงินค่อยๆบางลงจนเป็นแผน่

5.3.2 เทคนิคการหล่อโลหะ การขึ้นรูปโลหะโดยนำโลหะมาหลอมเหลวแล้วเทหรือฉีดเข้าสู่แบบหล่อ
หรือแม่พิมพ์ เมื่อโลหะแข็งตัวก็จะได้ชิ้นงานที่มีรูปร่างตามต้องการประกอบด้วยการเทน้ำโลหะลงในแบบที่ทำ
ไว้เป็นรูปร่างต่างๆแล้วปล่อยให้น้ำโลหะแข็งตัวจากนั้นจึงเอาชิ้นงานมาตกแต่งหรือนำไปผ่านขบวนการทาง
ความร้อนจงึ จะได้ช้ินงานสำเร็จที่จะนำไปใชง้ านต่อไป ขนาดของช้นิ งานจะมขี นาดต้ังแต่น้ำหนักน้อยๆไปจนถึง
ขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักเปน็ หลายตันคุณสมบัติของชิ้นงานหล่อจะเกี่ยวพันกับธรรมชาติของโลหะที่จะนำมาหล่อ
ชนิดแบบหล่อขนาดและรูปร่างของชิ้นงานหล่อและอัตราการเย็นตัวเป็นอย่างมากกระบวนการของการหล่อ
โลหะจะมีขั้นตอนการทำงานมากไปกว่าการเพิ่มความร้อนจนโลหะหลอมละลายแล้วนำโลหะไปเทลงแบบ
โดยท่วั ไปจะมกี ารเติมโลหะชนิดอ่นื ลงไปผสมและยงั มวี ิธกี ารขจัดสารมลทินแปลกปลอมเขา้ มาเก่ยี วข้องอกี ด้วย

5.3.3 เทคนคิ การเชื่อมประกอบ เทคนคิ การเชื่อมประกอบ เปน็ การนำโลหะทั้ง 2 ชนิ้ มาเช่ือมตดิ เข้า
ด้วยกัน หรือเป็นการเชื่อมรอยต่อของชิ้นงานให้ติดสนทิ กัน โดยใช้น้ำประสานเป็นตัวเชื่อมประกอบ ถ้าเป็นน้ำ
ประสานเงิน จะมีอัตราส่วนในการทำน้ำประสานของเงินและทองเหลือง คือ 7 ต่อ 3 ส่วน โดยเป็นเงิน 7 กรัม
ทองเหลอื ง 3 กรัม อาจมกี ารผสมทองแดงเลก็ น้อย ตามสูตรของการทำน้ำประสานเงนิ หรือ น้ำประสานอนื่ ๆ

5.3.4 เทคนิคการขัดแต่ง เป็นเทคนิคที่ใช้การขัดแต่งพ้ืนผิวของชิ้นงานให้เรียบเนียน การขัดแต่งนั้น
จะใช้ตะไบหยาบตะไบส่วนเกินออก ตามด้วยตะไบละเอียดเพื่อเก็บผิวส่วนเกินให้เนียนพอสมควร แล้วขัดด้วย
กระดาษทราย จะแบง่ ลำดับการทำงานออกเปน็ 3 ระดบั คอื ขัดหยาบ ขัดเรยี บ และขัดละเอยี ด

5.3.5 เทคนิคการประดับอัญมณีแบบฝังหุ้ม เป็นการทำเรือนรอบตัวอัญมณีที่มีกะเปาะโลหะสำหรับ
ฝังหุ้มอัญมณีไว้ทุกด้าน เจาะรูทำบ่าวางกะเปาะอัญมณี เชื่อมกะเปาะกับตัวเรือน จากนั้นกดเนื้อโลหะที่กะ
เปาะใหห้ ้มุ เกาะอญั มณีไว้รอบทุกดา้ น เป็นวธิ ีการฝังพลอยทแ่ี ขง็ แรงท่สี ุดในวธิ ีการฝังทงั้ หมด

ตารางที่ 5-1 สรุปเทคนิคการปฏิบัติงาน เทคนิคทเ่ี ลอื กใช้

ชน้ิ งาน การสลกั ุ การเชื่อม การ การ การชุบเคลอื บ นำ้ หนกั
ดนุ ประกอบ ขัดแต่ง ฝงั อัญมณี ผวิ โลหะ ชิ้นงาน(กรมั )

เคร่อื งประดับ ✓ ✓ ✓✓ ✓ 40
Garnet Bird

หมายเหตุ ✓ เทคนคิ ทเี่ ลือกใช้
 เทคนคิ ที่ไมเ่ ลือกใช้

5.4 สรปุ ระยะเวลาในการจดั ทำศิลปนิพนธ์
กำหนดการระยะเวลาในการปฏิบัติงาน เริ่มการปฏิบัติงานวันที่ 1 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2564 ถึง

วันที่ 11 มีนาคม พุทธศักราช 2565 ซึ่งผลงานที่เป็นรูปธรรมมี 2 ส่วน คือรูปเล่มศิลปนิพนธ์และชิ้นงาน
เครื่องประดับ Garnet Bird โดยมีกำหนดระยะเวลาในการทำงาน เพื่อเป็นตัวควบคุมการทำงานให้สำเร็จตาม
กำหนดเวลาทวี่ างแผนไว้ เนื่องดว้ ยจากเวลาท่ีปฏิบัติงานย่อมมปี ัญหาท่ีไม่คาดคิด ซึ่งผู้จัดทำต้องเผ่ือระยะเวลา
ที่ใช้แก้ไขปัญหา โดยต้องคำนวณระยะเวลาให้เหมาะสมกับช้ินงานในแต่ละขัน้ ตอนและปฏิบัตงิ านให้เกดิ ความ
ผิดพลาด น้อยที่สุดและวางแผนการปฏิบัติงานทุกขั้นตอนให้รอบคอบ และ ต้องสำเร็จตามระยะเวลาที่ได้
กำหนด ดงั ตารางประกอบที่ 5-1

ตารางที่ 5-1 แผนการและระยะเวลาการปฏบิ ัตงิ าน

ขนั้ ตอนการปฏิบตั งิ าน ระยะเวลาดำเนินการ

1. ศึกษาและรวบรวมข้อมลู และเอกสารทเี่ ก่ยี วขอ้ ง 1 พ.ค. - 8 พ.ย. 65
2. ออกแบบชน้ิ งานเครอื่ งประดบั Garnet Bird 1 พ.ย. - 8 พ.ย. 64
3. ตรวจแบบคร้งั ที่ 1 1 พ.ย. - 8 พ.ย. 64
4. เรียนเชญิ อาจารยท์ ่ีปรึกษา นางสาววิไรวรรณ โรจณรุ่งเรืองบุญ และ 8 พ.ย. - 10 พ.ย. 64
นางสาวศรวี ิภา ดษุ ดี
5. เสนอหวั ขอ้ ศลิ ปนิพนธ์ Garnet Bird 11 พ.ย. 64
6. จัดเตรียมวสั ดุอปุ กรณ์ 15 พ.ย. - 24 พ.ย. 64
7. สืบค้นและรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำเอกสารศลิ ปนพิ นธ์ 1 พ.ย. 64 - 17 พ.ย. 64
8. ตรวจร่างเอกสารบทที่1-2 1 พ.ย. 64 - 22 พ.ย. 64
9. จดั ทำชน้ิ งานศิลปนิพนธ์ 29 พ.ย. 64 - 2 มี.ค. 64
10. ดำเนนิ การจดั การเอกสารศลิ ปนพิ นธ์บทท3่ี -4 15 ธ.ค. 64 - 2 ก.พ. 65
11. นำช้นิ งานศลิ ปนพิ นธท์ ี่เสรจ็ สมบูรณเ์ สนอคณะกรรมการ 21 ก.พ. 65 - 23 ก.พ. 65
12. ตรวจสอบความเรยี บร้อยศลิ ปนพิ นธ์
13. ตรวจรา่ งเอกสารศิลปนพิ นธ์บทที4่ 28 ก.พ. 65
14. นำชิ้นงานเสร็จสมบูรณ์(แก้ไข้แล้ว)เสนอคณะกรรมการตรวจสอบ 7 ก.พ. 65 - 23 ก.พ. 65
ความเรียบร้อย
15. ดำเนนิ การจดั การเอกสารศิลปนพิ นธบ์ ทที5่ 28 ก.พ. 65
16. ดำเนินการแก้ไขและจดั ทำเอกสารศิลปนิพนธ์ใหส้ มบูรณ์
17. นำเสนอรา่ งเอกสารศลิ ปนิพนธฉ์ บับสมบูรณ์ต่อคณะ กรรมการ 7 ก.พ. 65 - 23 ก.พ. 65
18. ตรวจสอบศิลปนพิ นธ์ 23 ก.พ. 65 - 28 ก.พ. 65
19. จัดแสดงศิลปนพิ นธ์
2 ม.ี ค. 65
8 มี.ค. 64
11 ม.ี ค. 64

5.5 สรปุ งบประมาณในการจัดทำศลิ ปนิพนธ์
การจัดทำชิ้นงานศิลปะนิพนธ์ ในการจัดทำผลงานนี้มีค่าใช้จ่ายโดยประมาณการได้แก่ค่าวัสดุอุปกรณ์

และค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆทางผู้จัดทำจึงสรุปงบประมาณ และค่าใช้จ่ายในการสร้างสรรค์ชิ้นงานไว้ ดัง
ต า ร า ง ป ร ะ ก อ บ ท่ี 5 - 2

ตารางท่ี 5-3 งบประมาณในการสร้างสรรค์ช้นิ งาน จำนวน ราคา หมายเหตุ
- 1,500 -
ที่ รายการ - 150 -
1. ค่าเม็ดเงนิ - 800 -
2. ค่าพลอย3 ม.ิ ล - 500 -
3. ค่าพลอยหยดนา้ 2,950 -
4. ค่าอะไหล่เงนิ

รวม

5.6 อภปิ รายผลการศกึ ษา
ผลงานศลิ ปะนิพนธ์ เคร่ืองประดับ Garnet Bird ทางผู้จัดทำได้ทำการศึกษาขอ้ มลู ตา่ ง ๆ และรวบรวม

ข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และสรุปผลแล้วจึงนำองค์ความรู้ที่ได้มาหาแนวทางการออกแบบและวางแผน
ปฏิบัติงานทั้งในเร่ืองของวัสดุอปุ กรณ์ท่ีใช้และเทคนิคต่าง ๆ ที่นำมาใชใ้ นการทำงานเพ่ือสร้างสรรค์ผลงานศลิ ป
นพิ นธช์ ิน้ น้ี

ผลงานศิลปะนิพนธ์ เครื่องประดับ Garnet Bird นั้นการทำงานในแต่ละส่วนใช้เทคนิคในการ
สร้างสรรค์ท่ีหลากหลายต้องอาศัยฝีมือแรงงานและความปราณีตเป็นอย่างมากผลที่ตามมาคือเกิดปัญหา
และอุปสรรคในการทำงานจึงทำให้เกิดกระบวนการคิดการแก้ไขปัญหา แต่ละขั้นตอน

5.7 ปญั หาและแนวทางการแกไ้ ขปัญหา
ผลงานศิลปนิพนธ์ภายใต้ชื่อผลงาน Garnet Bird จากขั้นตอนในการทำชิ้นงานในแต่ละส่วนล้วนใช้

เทคนิควิธีการทำที่แตกต่างกันและต้องใช้ความชำนาญในการสร้างสรรค์ผลงานทางนี้ผู้จัดทำได้มีปัญหาและ
อุปสรรคในการทำผลงาน
ตารางท่ี 5-4 แสดงปัญหา อุปสรรคทเ่ี กิดขึ้นและแนวทางการแกไ้ ขปัญหา

ปัญหาและอปุ สรรคในการปฏิบตั ิงาน แนวทางการแก้ไขปญั หา

ในขั้นตอนการในการสลักดุน แผ่นเงินขาดง่ายใน ผสมทองแดงในขั้นตอนการหลอมรีดโลหะ รีดแผ่นเงินให้มีความ

การสลัก หนา ประมาณ 2 มลิ ลเิ มตร

การเชื่อมชิ้นงานไม่สนิท ทำให้ชิ้นงานหลุดขณะ ทำความสะอาดจุดที่ต้องเชื่อมด้วยการต้มสารส้ม นำไป

ประกอบชิ้นงาน แช่กรด ขัดด้วยแปรงทองเหลือง นำไปเชื่อมประกอบ

ใหม่ ในขั้นตอนนี้จะใช้บัดกรีในการเชื่อมที่มีตราส่วน

7:3

5.8 ขอ้ เสนอแนะ
ในการจัดทำศิลปนิพนธ์เครื่องประดับ Garnet Bird เป็นการจัดทำงานให้ออกมาในรูปแบบของการ

จัดทำชิ้นงานและรูปเล่มเอกสาร การทำงานรูปแบบใหม่ ๆ ที่ขาดประสบการณ์ในการทำงานและขาดองค์
ความรทู้ ีจ่ ะนำมาสร้างสรรค์ผลงาน ดังนั้นสิง่ สำคญั ทค่ี วรคำถึงสำหรับการทำงานคือ

5.8.1 ควรศึกษาเทคนคิ งานใหม่ ๆ เพื่อใช้ในการจดั ทำศิลปนิพนธ์ให้มีความหลากหลายและน่าสนใจมาก
ข้ึน เช่น การดไี ชน์เครื่องประดับใหเ้ ขา้ กบั หลายๆกลุ่มเป้าหมาย

5.8.2 ควรถ่ายรปู ขนั้ ตอนการทำชิน้ งานให้ครบทุกขนั้ ตอนเพ่อื ง่ายตอ่ การทำเลม่ ศลิ ปนิพนธ์
5.8.3 ควรสอบถามอาจารย์ที่ปรึกษา หรือผู้ที่มีความรู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค การเลือกใช้วัสดุ ขั้นตอน
การทำชิน้ งาน และเทคนคิ ที่สะดวก เพอื่ ประหยดั เวลาในการทำชนิ้ งาน
5.8.4 ควรทำความเข้าใจกบั แบบงานที่เราออกแบบกอ่ นลงมอื ปฏิบัติชน้ิ งานจรงิ เพอ่ื กนั ความผิดพลาดให้
นอ้ ยลง
5.8.5 วางแผนการทำงานตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ ขนาดของชิ้นส่วนต่างๆในเครื่องประดับ
และขนั้ ตอนการทำ เพื่องา่ ยต่อการปฏิบตั ชิ ้นิ งานจริง


Click to View FlipBook Version