คํานาํ
รายงานการวิจัยฉบับนี้ เปนผลการปฏิบัติงานตามบทบาทหนาที่ครูผูสอนโดยดำเนินการควบคู
ไปกับการเรียนการสอนเพื่อแกปญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนและนําผลมาใชในการปรับปรุงการเรียนการสอน
โดยมีวัตถุประสงคเ พือ่ ศึกษาผลสัมฤทธท์ิ างการอาน จับใจความนิทาน ดวยนวตั กรรมวิตามนิ ความรูสูก ารอาน
โดยใชทักษะกระบวนการ STEAM Design Process ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบาน
ยกกระบัตร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร จากการที่มีนักเรียนบางสวนมีปญหาการ
อา นจับใจความ อานแลว ไมส ามารถจับประเด็นสำคัญ ตอบคําถามจากเรื่องท่ีอา นได ผูรายงานจงึ ไดด ำเนินการ
ศึกษาและนําวิธีที่เหมาะสมมาใชในการจัดการเรียนการสอนโดยมุงใชงานวิจัยเพื่อนําผลมาใชในการปรับปรุง
การเรยี นการสอนสง เสริมพัฒนาการเรียนรขู องผเู รยี นใหด ีย่ิงขนึ้
ขอขอบพระคุณทานผูอํานวยการ นางสาว และคณะครู ที่ใหคําแนะนําใหความรูที่เกิดประโยชน
และขอขอบใจนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานยกกระบัตร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาสมทุ รสาคร ที่ใหความรว มมอื เปนอยางดีในการวิจัย และเกบ็ ขอมลู ในครั้งนจ้ี นเสรจ็ สมบรู ณ
นางสาวสมสขุ คงพันธ
ข
สารบญั
หนา
คาํ นํา.......................................................................................................................................... ก
สารบัญ....................................................................................................................................... ข
ความเปนมาและความสำคัญของปญหา ..................................................................................... 1
วัตถุประสงคของการวจิ ัย............................................................................................................ 2
ขอบเขตของการศกึ ษา................................................................................................................ 2
กรอบแนวคิดของการศึกษา........................................................................................................ 3
ประโยชนทค่ี าดวา จะไดรับ ......................................................................................................... 3
นิยามศัพทเ ฉพาะ........................................................................................................................ 4
วิธีดำเนินการวจิ ัย ....................................................................................................................... 4
การเก็บรวบรวมขอมูล ................................................................................................................ 6
การวิเคราะหขอ มลู ..................................................................................................................... 6
ผลการวิเคราะหขอมูล ................................................................................................................ 7
สรปุ ผลการวจิ ยั .......................................................................................................................... 8
อภปิ รายผล ................................................................................................................................ 8
ขอเสนอแนะ............................................................................................................................... 9
ภาคผนวก................................................................................................................................... 10
ช่ือเร่อื ง การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิการอานจับใจความนิทานของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปท ่ี 3
ดวยนวัตกรรม “วติ ามนิ ความรสู กู ารอา นโดยใชทกั ษะกระบวนการ STEAM Design Process”
ชอ่ื ผูวจิ ยั นางสาวสมสุข คงพันธ ครูโรงเรยี นบา นยกกระบตั ร
กลมุ สาระการเรียนรู ภาษาไทย
ปก ารศึกษา 2565
บทคดั ยอ
การศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอานจับใจความนิทานของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปที่ 3 ดวยนวัตกรรม “วิตามินความรูสูการอานโดยใชทักษะกระบวนการ STEAM Design Process”
มีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่อื ง การอานจับใจความของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที่ 3
ดวยนวัตกรรม “วติ ามนิ ความรูสูการอานโดยใชทักษะกระบวนการ STEAM Design Process” กลุมเปาหมาย
คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานยกกระบัตร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
สมุทรสาคร ทก่ี ําลังศึกษาในภาคเรยี นท่ี 2 ปการศกึ ษา 2564 จำนวน 25 คน
กิตติกรรมประกาศ
วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอานจับใจความนิทานของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปที่ 3 ดวยนวตั กรรม “วิตามนิ ความรูสูการอา นโดยใชท ักษะกระบวนการ STEAM Design Process” โรงเรียน
บานยกกระบัตรปการศึกษา 2564 สำเร็จลุลวงไดดวยคณะผูเชี่ยวชาญ นางสาวสมพิศ กอบจิตติ
ผูอำนวยการโรงเรียนบานยกกระบัตร นางสาวปริญดา ใจสุวรรณ ครูชำนาญการ นางสาวสมฤทัย ขุมนาค
ครูชำนาญการ โรงเรียนบา นยกกระบตั ร สำนกั งานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ที่
กรุณาใหค ำปรึกษาชว ยเหลือ แนะนำตรวจสอบ แกไ ขขอ บกพรอ งตา งๆ ผูวจิ ัยขอขอบพระคณุ เปนอยา งสงู
ขอขอบคุณคณะครู นักเรียนโรงเรียนบานยกกระบัตร ที่ใหความรวมมือในการเก็บรวบรวมขอมูลใน
การพฒั นาการจัดการเรยี นรูในคร้ังน้ี
คุณคาและประโยชนของรายงานฉบับนี้ ผูวิจัยขอมอบเปนเครื่องแสดงความกตัญูตอบิดา มารดา
ที่ใหการศกึ ษา อบรมสั่งสอน ใหมีสติปญญาและคุณธรรมทั้งหลาย อันเปนเครื่องมือนำไปสูความสำเร็จในชีวติ
ของผูรายงาน
สมสุข คงพนั ธ
ครูโรงเรยี นบานยกกระบตั ร
สารบญั ค
เรื่อง หนา
บทคดั ยอ..................................................................................................................................... ก
กิตติกรรมประกาศ...................................................................................................................... ข
บทที่ 1 บทนำ............................................................................................................................ 1
1.1 ความเปน มาและความสำคัญของปญ หา.......................................................... 1
1.2 วตั ถุประสงค. ................................................................................................... 3
1.3 ขอบเขตของการศึกษา..................................................................................... 3
1.4 ตัวแปรทีใ่ ชใ นการศึกษา................................................................................... 3
1.5 นิยามศัพทเ ฉพาะ.............................................................................................. 3
1.6ประโยชนทคี่ าดวา จะไดร ับ................................................................................. 4
5
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกยี่ วของ 5
2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐานพทุ ธศักราช 2551............................ 7
2.2 การเรียนการสอนภาษาไทย.............................................................................. 10
2.3 การอาน............................................................................................................ 16
2.4 การเขียน........................................................................................................... 18
2.5 แบบฝกทกั ษะ................................................................................................... 23
23
บทที่ 3 วธิ ีดำเนนิ การวจิ ยั 23
3.1 ประชาการและกลุม เปาหมาย........................................................................... 23
3.2 เครอื่ งมือท่ใี ชในการศกึ ษา................................................................................ 24
3.3 แบบแผนการทดลองและขัน้ ตอนการทดลอง................................................... 26
3.4 การสรางและหาคณุ ภาพของเครือ่ งมอื ............................................................. 26
3.5 การวิเคราะหขอ มลู ........................................................................................... 28
3.6 สถติ ิที่ใชใ นการวเิ คราะหขอมลู ......................................................................... 28
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหข อมูล 28
4.1 สัญลักษณทีใ่ ชใ นการนำเสนอผลการวิเคราะหขอ มูล....................................... 28
4.2 ลำดับข้ันตอนในการเสนอผลการวเิ คราะหขอมูล.............................................
4.3 ผลการวเิ คราะหข อ มลู ....................................................................................... 29
ตอนท่ี 1 การหาประสทิ ธภิ าพของแบบฝก ทักษะการอานและการเขยี นสะกดคำ
กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาไทย ชัน้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 2 ตามเกณฑ 80/80........... 29
ตอนท่ี 2 วเิ คราะหห าความแตกตา งระหวางคะแนนแบบทดสอบกอนเรยี นและ
หลงั เรยี น................................................................................................................
เร่ือง สารบัญ (ตอ) หนา
30
บทท่ี 5 30
สรปุ ผล อภปิ รายผลและขอ เสนอแนะ 30
5.1 วัตถปุ ระสงคข องการศึกษา............................................................................... 30
5.2 ประชากรและกลุมตวั อยาง............................................................................... 31
5.3 เครอื่ งมือท่ีใชในการศกึ ษา................................................................................ 31
5.4 การดำเนินการศึกษา......................................................................................... 31
5.5 สรปุ ผลการศึกษา.............................................................................................. 33
5.6 อภิปรายผล....................................................................................................... 34
5.7 ขอเสนอแนะ..................................................................................................... 37
บรรณานกุ รม………………………………………………………………………………………………………………..
ภาคผนวก...................................................................................................................................
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ความเปนมาและความสำคญั ของปญ หา
การอานที่เปนพื้นฐานและเปนประโยชนตอการแสวงหาความรู คือ การอานจับใจความเนื่องจากการ
อานจับใจความเปนพื้นฐานของการอานระดับสูง เชน อา นตีความ อานวเิ คราะห จับใจความ เปน ตน การอาน
จับใจความมีความสำคัญตอการเรียนรูศิลปะวิทยาการอื่นๆ เพราะผูที่จะเรียนรูจนเขาใจแตกฉานในเนื้อความ
จากตวั บทของศาสตรแขนงตา ง ๆ จำเปน ตองอานจับใจความไดอยางมปี ระสิทธิภาพ บอกไดว า ส่ิงที่อานนั้นถูก
หรือผิด เหมาะสมหรือไม การอานจับใจความเปนความเขาใจเรือ่ งที่อานระดับตน และเปนพื้นฐานสำคัญมาก
สำหรับการอานระดับสูงตอไป การอานจับใจความจึงเปนหัวใจของการอานทุกรูปแบบ เพราะผูที่จับใจความ
เรื่องท่ีอานไดมากมีโอกาสรับรูเรื่องราวไดดีกวผูที่ไมสามารถจับใจความของเรื่องท่ีอานได และหากไมเขาใจ
เรื่องที่อาน ก็ยอมจับใจความสำคัญของเรื่องไมได ดังนั้นถาหากตองการประโยชนจากเรื่องท่ีอานนั้นก็ตอง
กลับมาอา นใหม ทำใหเสียเวลาเน่อื งจากการอานจบั ใจความมีความสำคัญตอการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการจึงตระหนักถึงความสำคัญของการอานและประโยชนของการอานจับใจความท่ี
มีตอการเรียนการสอน จึงไดกำหนดเรื่องการอานกำหนดไวในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศกั ราช 2551 กลุม สาระการเรยี นรูภ าษาไทย สาระที่ 1 การอา น มาตรฐาน ท 1.1 ใชก ระบวนการอาน
สรางความรูและความคิดเพื่อนําไปใชตัดสินใจ แกปญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอานแมการอาน
และการอานจับใจความจะมีความสำคัญตอการเรียนรูและไดกำหนดใหเปนเนื้อหาในการเรียนการสอนวิชา
ภาษาไทยอยางตอเนื่องแลวก็ตาม แตจากประสบการณในการสอนรายวิชาภาษาไทยในระดับประถมศึกษา
พบวาการเรียนการสอนอานจับใจความยังไมประสบผลสำเร็จเทาที่ควร เนื่องจากนักเรียนจำนวนมากไม
สามารถอานจับใจความเนื้อเรื่องได และจากการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานยกกระบัตร พบวา เรื่อง การอานจับใจความ ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ในป
การศึกษาท่ีผานมามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคอนขางต่ำ ทง้ั น้อี าจเปนเพราะการจดั การเรียนเรยี นการสอนขาด
สื่อการสอน ขาดอปุ กรณก ารเรยี น ขาดตัวอยาง ทำใหผขู าดความสนใจในการเรยี น สงผลตอผลสมั ฤทธิ์ทางการ
เรียนกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย บวกกับสภาพความไมตอเน่ืองในการเรียนจากการแพรระบาดของโรคตดิ
เชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ท่ีผา นมาทำใหนักเรยี นขาดประสบการณ ทกั ษะความพรอมในการอาน
การจะพฒั นาใหนกั เรียนมที ักษะทางภาษาไทยสูงข้นึ โดยเฉพาะทักษะการอา นจบั ใจความครผู สู อนจำเปนท่ีจะต
องแสวงหานวตั กรรม เทคนิคการสอนแบบตางๆ และตอ งจัดกจิ กรรมใหเหมาะสมโดยครูผูสอนตองเอาใจใสให
นักเรียนไดฝกฝนทักษะการอานเปนประจำแมจะฝกปฏิบัติจนเกิดทักษะแลวยังจำเปนตองฝกเพิ่มเติมอีก จน
นักเรียนเกิดความชํานาญ กลาว คือ ครูผูสอนตองมีสื่อการสอนที่จะชวยสงเสริมความเขาใจ เรื่องการอานจับ
ใจความของนักเรียนหรือใชวิธีการสอนที่หลากหลายเนื่องจากวิชาภาษาไทยเปนวิชาที่อยูในกลุมทักษะ ซึ่ง
“ทักษะ” หมายถึง ความชํานาญความคลอ งแคลว ความรวดเรว็ ความถกู ตอง ท้งั นีท้ กั ษะจะเกดิ ขึน้ ไดก็ตอเมื่อ
ไดกระทำพฤตกิ รรมซาํ้ ๆ จนเกิดความชํานาญ
โรงเรียนบานยกกระบัตรไดดำเนินการแกไขปญหาการจัดการเรียนรูในรายวิชาภาษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ในเรื่องของการอานจับใจความจากนิทานซึ่งอยูในระดับปรับปรุง ซึ่งเปนผลให
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง ผูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในการจัดการเรียนรูเรื่องการอานจับ
ใจความจากนทิ านของผเู รยี นชัน้ ประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรยี นบานยกกระบัตร ดว ยนวตั กรรม“วิตามินความรูสู
การอานโดยใชทักษะกระบวนการ STEAM Design Process”ประกอบดวยวิตามิน 4 เม็ด ประกอบดวย
วิตามินบำรุง (ทบทวนความรูเดิม) วิตามินสั่งสม (ความรูความจำ) วิตามินรักษา (อานคิดวิเคราะห) วิตามิน
พัฒนา (จับใจความสำคัญ) ตรงตามหลกั สูตรแกนกลางและมีการประเมนิ ความสามารถการอานและการเขยี น
ทสี่ งู ขน้ึ
1.2 วัตถุประสงคข องการวจิ ัย
เพื่อศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอานจับใจความนิทานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3
ดว ยนวตั กรรม “วิตามนิ ความรสู ูการอานโดยใชท กั ษะกระบวนการ STEAM Design Process”
1.3 ขอบเขตของการศกึ ษา
ผรู ายงานไดกำหนดขอบเขตของการศึกษา ดังน้ี
1.3.1 กลุม เปาหมาย
กลุมเปาหมายที่ใชในการศึกษาครั้งนี้ ไดแก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 โรงเรียน
บานยกกระบัตร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ที่กําลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1
ปการศึกษา 2565 จำนวน 25 คน
1.3.2 ตวั แปรทีศ่ ึกษา
ตัวแปรตน คือ การจัดการเรยี นรูโ ดยใชแ บบฝก ทักษะการอานจบั ใจความจากนิทาน
ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปท่ี 3
ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์การอานจับใจความนิทาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี
3/2เนื้อหา เนื้อหาที่นํามาสรางเปนแบบฝกทักษะการอานจับใจความจากนิทาน ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที่ 3/2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุมสาระการเรียนรู
ภาษาไทย สาระที่ 1 การอาน มาตรฐาน ท 1.1 ใชกระบวนการอานสรางความรูและความคิดเพื่อนําไปใช
ตัดสินใจ แกป ญหาในการดำเนินชีวิตและมนี สิ ัยรกั การอาน
1.3.3 ระยะเวลาทใี่ ชใ นการศึกษา
ระยะเวลาท่ใี ชในการศึกษาคน ควา ดำเนินการทดลองในภาคเรยี นท่ี 1 ปการศึกษา
2565
1.4 กรอบแนวคดิ ของการศึกษา
ผวู จิ ัยไดวางกรอบแนวคดิ การจัดการเรยี นรูโ ดยใชแบบฝก ทักษะการอานจับใจความ
จากนิทาน ดงั น้ี
ตัวแปรตน ตัวแปรตาม
การจัดการเรยี นรูโดยใช ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
แบบฝกทักษะการอา น เรอื่ งการอาน การอา น
จบั ใจความจากนิทาน
จับใจความ
1.5 ประโยชนท ีค่ าดวาจะไดรบั
1.5.1 ไดแนวทางสำหรับครูผูสอนภาษาไทยในการเลือกกิจกรรมการเรยี นการสอน
1.5.2 ไดแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการเรยี นการสอน กลุม สาระการเรยี นรูภาษาไทย
ในระดบั ช้ันประถมศึกษาปที่ 3
1.6 นยิ ามศัพทเฉพาะ
การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิ หมายถงึ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนทีเ่ กดิ จากกระบวนการเรยี นการสอนทจ่ี ะทำ
ใหน ักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวดั ไดโ ดยการแสดงออกมาท้ัง 3 ดาน คอื ดานพุทธิ
พิสัย ดา นจติ พิสยั และดานทักษะพิสัยความรู ความสามารถของผูเรียนเร่ือง การอานจับใจความ ภายหลัง
ส้ินสุดจากการเรียนการสอน ซง่ึ สามารถวัดไดจากคะแนนในการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นที่
ผูร ายงานสรางขน้ึ
การอานจบั ใจความสำคัญ หมายถงึ ความสามารถในการอานอยางเขา ใจ จับประเด็นสำคัญของเรือ่ ง
คาดเดาเหตุการณ หาคำตอบ และสามารถสรุปสาระที่สำคัญของเร่ืองท่อี านได
กลมุ สาระการเรยี นรูภาษาไทย หมายถงึ มาตรฐานการเรยี นรู ๕ มาตรฐานและสาระการเรยี นรู ๕
สาระ คือ การอาน การเขยี น การฟง การดูและการพดู หลักการใชภ าษา วรรณคดแี ละวรรณกรรม นำมา
บูรณาการและจดั หนวยการเรียนรูใ หม คี วามสัมพันธเชอื่ มโยงระหวางทักษะตา งๆ
นักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปท่ี 3 หมายถงึ นักเรียนท่ีกำลงั ศึกษาอยูใ นระดับช้ันประถมศึกษาปที่ 3
โรงเรยี นบานยกกระบัตร อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวดั สมทุ รสาคร
แบบฝก ทกั ษะการอา นจบั ใจความจากนิทาน หมายถึง การนำแบบฝกอานจับใจความสำคญั จาก
นิทาน มาใชเปน กจิ กรรมประกอบการเรียนการสอนในเน้ือหาวิชาภาษาไทยระดับช้ันประถมศึกษาปท ่ี 3
วิตามินความรูสูการอานโดยใชทักษะกระบวนการ STEAM Design Process หมายถึง กระบวนการ
ชวยกระตุนพัฒนาการทางดานทักษะการอาน คิดวิเคราะห ใหผูเรียนเกิดความคิดสรางสรรคซึ่งวิตามินมี
ดวยกัน 4 เมด็ ประกอบดว ย
วติ ามินบำรงุ (ทบทวนความรูเดมิ ) หมายถงึ ข้ันตอนของการอานดวยการทบทวนความรูเดมิ
วติ ามินสง่ั สม (ความรคู วามจำ) หมายถงึ การอา นท่ีสรา งความรูจากทไ่ี ดเรียนมาและสงั่ สมความรใู หม
วิตามินรักษา (อานคิดวิเคราะห) หมายถึง การอานที่สามารถแยกแยะเรื่องราวโดยการคิดใครครวญ
อยา งละเอียด รอบคอบ โดยใชความรู ความคดิ ในการแกป ญ หา
วิตามินพัฒนา (จับใจความสำคัญ) หมายถึง การอานที่มุงคนหาสาระของเรื่องหรือของหนังสือแตละ
เลมที่เปนสวน ใจความสำคัญ และสวนขยายใจความสำคญั ของเรื่อง ใจความสำคัญของเรื่อง คือ ขอความที่มี
สาระคลมุ ขอความอืน่ ๆ ในยอ หนา นน้ั หรอื เรอื่ งนัน้ ทงั้ หมด
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ยี วของ
การศึกษาคนควาวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอานจับใจความนิทานของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที่ 3 ดวยนวัตกรรม “วิตามินความรูสูการอานโดยใชทักษะกระบวนการ STEAM Design
Process”เพ่อื ปรบั ปรงุ แกไขและพัฒนาทักษะการอานออกเสียงคำโดยใชแ บบฝกทักษะในภาษาไทยนี้ ผูวจิ ัยได
ศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวของดังนี้
2.1 ความหมายของการอานออกเสียงคำในภาษาไทย
2.๑.1 ความหมายของการอา น
2.2.2 การอานออกเสยี งคำในภาษาไทยบทรอ ยแกว
๒.1.2 การอา นออกเสียงคำในภาษาไทยบทรอ ยกรอง
2.2 หลกั เกณฑใ นการอา นออกเสียงคำในภาษาไทย
2.3 จดุ มงุ หมายในการอานออกเสยี งคำในภาษาไทย
2.4 มารยาทในการอานออกเสียงคำในภาษาไทย
2.5 ทฤษฎกี ารอาน
2.6 เอกสารที่เกยี่ วขอ งกับจติ วิทยาที่ควรคำนงึ ในการสอนอาน
2.1 ความหมายของการอานออกเสียงคำในภาษาไทย
2.1.1 ความหมายของการอา น
การอานถือเปนเครื่องมือสำคัญในการเรียนรูของนักเรียน และคุณภาพการอานของนักเรียน
ยอมสงผลกระทบถึงคุณภาพของการจัดการศึกษา นักการศึกษาหลายทานไดใหความหมาย
ของการอาน ไวด งั น้ี
วรรณี โสมประยูร (2537, หนา 121) กลาววา การอานเปน กระบวนการทางสมองท่ีตองการ
ใชสายตาสัมผัสตัวอักษรหรือสิ่งพิมพอื่นๆ รับรูและเขาใจความหมายของคําหรือสัญลักษณ โดยแปลออกมา
เปนความหมายที่ใชสื่อความคิดและความรูระหวางผูเขียนกับผูอานใหเขาใจตรงกันและผูอานสามารถนําเอา
ความหมายน้นั ๆ ไปใชใ หเ กิดประโยชนไ ด
บันลอื พฤกษะวัน (2538 , หนา 2) ไดใ หค วามหมายของการอานไววา
1. การอานเปน การเปลงเสยี งออกมาเปน คาํ พูดโดยการผสมผสานเสยี งเพื่อใชในการออก
เสยี งใหต รงกับคําพดู
2. การอานเปนการใชค วามสามารถในผสมผสานของตัวอักษร ออกเสียงเปนคําหรือเปน
ประโยค ทำใหเ ขา ใจความหมายในการสอ่ื สารโดยการอาน
3. การอา นเปนการสือ่ ความหมายท่ีถา ยโยงความคิด ความรู จากผูเ ขียนถอื ผอู า น
4. การอา นเปนการพฒั นาความคิด โดยท่ผี อู านตอ งใชความสามารถหลายๆ ดาน เชน ใช
การสังเกต จำรูปคาํ
นพดล จันทรเพ็ญ (2539, หนา 73 ) กลา ววา การอาน เปนกระบวนการแปลความหมายของ
ตวั อกั ษรหรอื สญั ลักษณอ อกมาเปนถอยคาํ หรือความคดิ ของตนเองแลว ผอู า นกน็ ําความคิด ความเขาใจทไ่ี ดจาก
การอานน้นั ไปใชใหเ กดิ ประโยชน
เตอื นใจ กรยุ กระโทก (2543 , หนา 15) กลา ววา การอา นเปนกระบวนการแปลความหมาย
ของตัวอักษรเปนความคิดโดยอาศัยประสบการณเดิมแลวนําความคิดไปใชใหเกิดประโยชนตอไปจาก
ความหมายของการอานดังกลาวสรุปไดวา การอานเปนกระบวนการคิดที่ผูอานเกิดความเขาใจและถายทอด
ออกมาเปนถอ ยคําทม่ี คี วามหมายสื่อใหตรงกันระหวา งผูอานและผเู ขยี นเปนการแปลความหมายจากสัญลักษณ
หรือการเปลง เสียงออกมาเปนคําพูดใหตรงกบั ตวั อักษรหรือตัวอักษรที่อานเขา ใจความหมายของคาํ แลว เขาตรง
กับท่ีผเู ขยี นตอ งการโดยอาศยั ประสบการณเ ดิมทีม่ ีอยมู าเช่อื มโยงกบั ความรใู หมจนเกดิ ความเขาใจในเรื่องน้ัน
สถาบนั พัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ไดกลาววา การอานออกเสียงคำในภาษาไทยเปนศิลปะ
อยางหนึ่งที่แสดงถึงความสามารถของผูอานในการออกเสียงไดอยางถูกตอง ชัดเจน และถายทอดอารมณได
สอดคลองกบั เนอ้ื หาในบทอา น การอา นออกเสยี งคำในภาษาไทย อาจแบงตามลักษณะคำประพันธท ่ีนำมาอาน
ได ๒ ประเภท ดังนี้
2.๑.1 รอยแกว หมายถึง ขอความที่เรียบเรียงอยางสละสลวยถูกตองตามหลักภาษาแตไมกำหนด
ขอบังคับคำตามฉนั ทลักษณ
๒.1.2 รอยกรอง หมายถึง ถอยคำที่มีลักษณะบังคับในการแตง ซึ่งทำใหเกิดความไพเราะจากเสียง
สมั ผัส จงั หวะ และเสียงหนักเบาตามฉนั ทลักษณท ี่กำหนด เชน กลอน กาพย โคลง รา ย ฉนั ท เปนตน การอาน
ออกเสียงคำในภาษาไทย รอยแกวและรอยกรองมีแนวทางการอานที่แตกตางกันตามลกั ษณะของคำประพันธ
เราจงึ ควรศึกษาและฝก ฝนใหเ กดิ ความชำนาญ
2.2 หลักเกณฑใ นการอา นออกเสียงคำในภาษาไทย
2.2.๑ หลักเกณฑก ารอา นออกเสียงคำในภาษาไทย ทว่ั ไป
2.2.2 อานออกเสียงใหถกู ตองและชดั เจน
2.๒.3 อา นใหดังพอท่ีผูฟงไดยนิ ทั่วถึง
2.2.4 อานใหเปนเสยี งพูดโดยธรรมชาติ
2.2.5 รจู กั ทอดจงั หวะและหยุดหายใจเม่ือจบขอ ความตอนหนึ่ง ๆ
2.2.6 อานใหเขาลักษณะของเรื่อง เชน บทสนทนา ตองอานใหเหมือนการสนทนากัน อานคำ
บรรยาย พรรณนาความรูส ึก หรือปาฐกถาก็อา นใหเขา กบั ลักษณะของเร่ืองน้นั ๆ
2.2.7 อานออกเสียงและจงั หวะใหเปนไปตามเนื้อเร่ือง เชน ดหุ รือโกรธ ก็ทำเสยี งแข็งหรอื เร็ว ถา เปน
เรอื่ งเกยี่ วกับคร่ำครวญ ออ นวอน ตอ งอานใหถ กู ตอ ง
2.2.8 ถา เปน เร่อื งรอยกรองตองคำนึงถงึ สงิ่ ตอ ไปน้ดี วย
2.2.9 สมั ผัสครุ ลหุ ตองอานใหถกู ตอง
2.2.10 เนน คำสัมผสั และอานเอ้ือสัมผัสใน เพื่อเพม่ิ ความไพเราะ
2.2.11 อานใหถ กู ตองตามจงั หวะและทำนองนยิ ม ตามลักษณะของรอ ยกรอง
2.3 จุดมุง หมายในการอานออกเสยี งคำในภาษาไทย
2.3.๑ เพือ่ ใหอ า นออกเสียงไดถ กู ตองตามอักขรวิธี
2.3.๒ เพ่อื ใหร ูจักใชนำ้ เสยี งบอกอารมณและความรูสึกใหส อดคลอ งกบั เน้อื หาของเรือ่ งที่อาน
2.3.๓ เพอ่ื ใหเ ขา ใจเร่อื งทอี่ านไดถกู ตอ ง
2.3.๔ เพ่อื ใหผ ูอา นและผฟู งเกดิ ความเพลดิ เพลนิ
2.3.๕ เพือ่ ใหผ ูอานและผูฟง เกิดความเพลดิ เพลิน
2.4 มารยาทในการอานออกเสยี งคำในภาษาไทย
2.6.๑ การใชนำ้ เสียง คือควรพิจารณาใชน ้ำเสยี งใหสอดคลอ ง เหมาะสมกับเนื้อหา ไมควรดัดเสียงจน
ฟงไมเปนธรรมชาติ ซึ่งอาจทำความเขาใจเนื้อหาไมตรงกับเจตนาของผูอานรวมถึงการดัดเสียงจนเกินงาม ก็
อาจสรางความรำคาญแกผูฟงได
2.6.๒ มีบุคลิกภาพท่ดี ีคือการจัดระเบียบทายืน หรอื ทาน่ังใหเหมาะสมไมหลุกหลิก และไมควรยกราง
ขอ ความขึ้นมาใหผ ูฟงเห็น หรือกม หนา กม ตาอา นจนไมส นใจผูฟง
2.6.๓ ควรสังเกตปฏิกิริยาของผูฟง คือสังเกตดูวาผูฟงสามารถทำความเขาใจเรื่องราวตามผูอานทัน
หรือไม รวมถึงสังเกตวาผูฟงใหความสนใจมากนอยเพียงไร แลวจึงปรับเพิ่ม – ลดความเร็วในการอาน ลีลา
น้ำเสยี ง เปน ตน เพอ่ื ดงึ ใหผ ูฟง กลับมามสี วนรว มกบั ผูอาน
2.6.๔ ไมควรแสดงอารมณโมโห หงุดหงิด ฉุนเฉียว หรือใชถอยคำไมสุภาพ วากลาวตักเตือนเมือ่ เหน็
วาผฟู ง ไมส นใจ หรือพูดคยุ เสียงดงั หากแตค วรรูจักระงับอารมณ และอาจถามผูฟ ง เพื่อปรบั ปรุง
2.5 ทฤษฎกี ารอาน
ณรงค ทองปาน (2526, หนา 3 ) ไดกลาวถึง ความพรอมในการอานของนักเรียนวาเกิด
จากปจจัยที่สำคัญ 2 ประการ คือ ปจจัยที่เกี่ยวกับตัวเด็กและปจจัยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดลอม ประกอบดวยสิ่ง
ตอ ไปน้ี
2.5.1 ความพรอมทางดานรางกาย ไดแก ความสามารถในการมองเห็น ความสามารถ
ในการฟง การออกเสียง นอกจากนีย้ งั รวมถึงเพศดว ย
2.5.2 ความพรอมทางดานสมอง ไดแก ความสามารถในการเรียนรู ความสามารถ
ในการจําแนกความแตกตางของภาพและเสียง ความสามารถในการคิดอยางมีเหตุผลที่เกี่ยวกับ
การแกปญหาในการเรียนอาน
2.5.3 ความพรอมทางดานอารมณ การที่ครูชวยใหเด็กเกิดความอบอุนเกิดความมั่นคง
ทางอารมณจ ติ ใจจะทำใหเดก็ มคี วามสบายใจมคี วามอยากรูอยากเหน็ ซงึ่ เปน สว นหน่งึ ท่ที ำใหเดก็ เกดิ
ความพรอ มในการอา นหนังสือ
2.5.4 ความพรอมทางวิชาการ หมายถึง ความรูที่เด็กมีอยูเปนทุนเดิมอยูแลว ไดแก การรูจักภาพ
รูจักหาความสัมพันธของภาพ รูจักวิธีการอานจากซายไปขวา การรูจักคำศัพทออกเสียงไดถูกตองหรือสนใจที่
จะอานฉะนั้น การอานจะมีประสิทธิภาพดีก็เนื่องจากมีความพรอมในดานตางๆ
ทั้งความพรอมทางรางกาย อารมณ สังคม สติปญญา และวิชาการ ตลอดจนความพรอม
ทางสภาพแวดลอมจึงเปนหนาที่ที่สำคัญยิ่งของผูสอนและผูปกครองจะชวยเหลือใหผูเรียนมีพัฒนาการ
ในการอา นท่ดี ีโดยเฉพาะอยา งยง่ิ ในระดับประถมศึกษา
จากทฤษฎเี กี่ยวกับการอานจะเห็นไดวาในการสอนอานจะตองคำนึงถึงหลักการเรียนรูซึ่งเก่ียวของกับ
พฒั นาการทางดา นตางๆ เปน อยางมากในแตละวัย ดังน้ันครูผสู อนจงึ ควรจะมคี วามรูทางดานการสอนทถี่ ูกตอง
ตามพฒั นาการตา งๆ ตามวยั และสภาพแวดลอ ม การสอนอา นจงึ จะบรรลผุ ล
2.6 เอกสารทีเ่ ก่ยี วขอ งกับจติ วทิ ยาที่ควรคำนึงในการสอนอาน
การวิเคราะหดานจินตนาการและพัฒนาการเด็กรวมกับจิตวิทยาดานการอานออกเสียงของเดก็ ในแต
ละวัยตามท่ี บันลอื พฤกษะวัน (2521 ,หนา 24 -25 ,134-136) ดงั นี้
2.6.1 อายุ 6-12 ป
2.6.2 อายุ 6-7 ป สนใจนทิ านสัตวและตนไมพ ูดได
2.6.3 อายุ 8 ป สนใจเทพนิยาย สภาพการดำรงชีวิต การเลน เครื่องเลน ตาง ๆ
2.6.4 อายุ 9 ป สนใจเรือ่ งราวเกยี่ วกับชีวติ จริง สนใจเร่อื งธรรมชาตแิ ปลกๆ ใหมๆ เพิ่มข้นึ
2.6.5 อายุ 10 ป สนใจเรื่องผจญภัยเรอ่ื งตางแดน การทองเท่ียว และชีวประวตั ิบคุ คลสำคัญเด็กชาย
บางคนเรม่ิ สนใจเครื่องยนตก ลไกการประดิษฐต ํานานและนทิ านเก่ียวกับอภินหิ าร
2.6.6 อายุ 11 ป เริ่มสนใจเรอ่ื งลกึ ลบั ผสมการผจญภยั
2.6.7 อายุ 12 ป สนใจเร่ืองชวี ประวตั ิของครอบครวั ประวตั โิ รงเรยี น ทอ งถ่นิ เร่ืองที่เต็มไปดวยความ
ตืน่ เตน เดก็ ผหู ญิงจะสนใจนยิ ายแบบผูใหญมากยงิ่ ข้นึ
2.6.8 อายุ 13-18 ป
2.6.9 อายุ 13 ป เริ่มสนใจอานหนังสือที่เปนนิยายแบบผูใหญ นิยายเชิงประวัติศาสตรชีวประวัติ
บคุ คลท่ีสำคญั การโลกโผนผจญภัย
2.6.10 อายุ 14 ป สนใยสารคดีทองเที่ยวในตางแดน การดำเนินชีวิตที่มีความแตกตางดาน
วัฒนธรรมและความรูรอบตวั ตาง ๆ
2.6.11 อายุ 15 ปสนใจอานหนงั สอื เรงิ รมยท ่ยี าวข้นึ การแขง ขันตาํ นาน อทิ ธฤิ ทธิป์ าฏหิ าริยตา ง ๆ
2.6.12 อายุ 16 ป สนใจขา วคราวเหตุการณและคอลมั นเ ฉพาะเร่ือง
2.6.13 อายุ 17-18 ป สนใจเรอ่ื งราวเฉพาะประเภททต่ี นนยิ ม
ณรงค ปานทอง (2526, หนา 32-36) ไดใหหลักสำคัญในการสอนอา นตอไปนี้
1) ความพรอมของเด็ก การเรียนรูเกี่ยวกับการอานนั้นจะเกิดผลดีตอเมื่อนักเรียน
มีความพรอม ความพรอมในการอานของเด็กเกิดจากปจจัยสำคัญ 2 ประการ คือปจจัยที่เกี่ยวกับตัวเด็กและ
ปจจัยที่เกีย่ วกบั ส่งิ แวดลอ ม
2) ปจ จัยท่ีเก่ยี วกับตัวเดก็ ประกอบดวย ความพรอมทางดานรางกาย สมอง อารมณและ
ความพรอ มทางวิชาการ
3) ปจจัยเกีย่ วกบั สิง่ แวดลอ ม เชน อาชีพของบดิ ามารดา บคุ คลแวดลอ ม สภาพสงั คมที่
อาศัย การสะสมหนังสือ เพื่อนคนใกล และตัวครูผูสอนดวยการอานของเด็กจะมีประสิทธิภาพดี
ก็เนื่องจากความพรอมในดานตางๆ จึงเปนหนาที่ของครูผูสอนและผูปกครองจะชวยเหลือใหผูเรียนมี
พัฒนาการในการอานทีด่ ี
บทท่ี 3
วิธีดำเนินการ
การวิจัยครัง้ นีเ้ ปน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอานจับใจความนิทานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท ี่ 3
ดวยนวัตกรรม “วิตามินความรูสูการอานโดยใชทักษะกระบวนการ STEAM Design Process”
โรงเรียนบา นยกกระบตั ร สำนักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร ซ่ึงผูวิจยั ไดดำเนนิ การวิจัยตาม
รายละเอียดในหวั ขอ ตอไปนี้
1. ประชากรและกลมุ ตัวอยา ง
2. เครอ่ื งมือทใี่ ชในการวจิ ัย
3. ขน้ั ตอนการสรางเครอื่ งมอื
4. การเก็บรวบรวมขอ มลู
3.1 ประชากรและกลมุ ตัวอยาง
3.1.1 ประชากร
ประชากรที่ใชในการศึกษาครั้งนี้เปนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 3
โรงเรยี นบานยกกระบตั ร ประจำภาคเรยี นท่ี 1 ปการศกึ ษา 2565 ทงั้ หมดจำนวน 51 คน
3.1.2 กลุมตวั อยา ง
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3/2 โรงเรียนบานยกกระบัตร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศกึ ษาสมุทรสาคร จำนวน 25 คน ปก ารศึกษา 2565
3.2 เคร่ืองมือที่ใชในการวิจัย
3.2.1 แบบฝก ทกั ษะการอานจับใจความนทิ านโดยใชน วตั กรรม “วิตามนิ ความรสู กู ารอานของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปท ่ี 3” จำนวน 10 ชุด
3.2.2 แบบฝกทักษะการอานจับใจความนิทานโดยใชนวัตกรรม “วิตามินความรูสูการอานของ
นกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปท ี่ 3” กอนเรยี นและหลังเรียน
3. ขั้นตอนการสรางเครื่องมือ
3.3.1 แบบฝก ทักษะโดยใชวติ ามินความรสู ูการอานของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปท่ี 3 มีขั้นตอนการ
สรา งดังน้ี
3.3.2 ศึกษาเอกสารหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย เอกสารประกอบหลักสูตรสถานศึกษา
โรงเรยี นบานยกกระบตั ร พทุ ธศกั ราช 2564 ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
สาระที่ 1 การอาน มาตรฐาน ท 1.1 ใชกระบวนการอานสรางความรูและความคิดเพื่อนำไปใชตัดสินใจ
แกปญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอาน โดยวิเคราะหมาตรฐานการเรียนรูและตัวชี้วัด หนวยการ
เรยี นรู กำหนดเน้อื หา ขอบขา ยการเรยี นรู สาระสำคญั และจดุ ประสงคการเรยี นรู
1) ศกึ ษาหลักการ ทฤษฎี และเทคนิควิธีการสรางแบบฝกทกั ษะการอา น
2) กำหนดขอบเขตการสรางและพัฒนาแบบฝก การอา น จำนวน 10 แบบฝก ทกั ษะ
3) จดั ทำแผนการจดั การเรียนรปู ระกอบการใชแ บบฝก ทกั ษะการอาน จำนวน 10 แผน
3.3.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอานจับใจความนิทานของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 ดวยนวัตกรรม “วิตามินความรูสูการอานโดยใชทักษะกระบวนการ STEAM
Design Process” โดยมีแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน ผูทำวิจัยไมไดเฉลยแนวคำตอบไวใหนักเรียน
ทราบ ดงั นนั้ ผรู ายงานจึงไดนำมาทดสอบกับนักเรยี น อีกครงั้ ในการทดสอบวัดผลหลังเรียน มีขั้นตอนการสราง
ดังน้ี
1) ศึกษาทฤษฎี หลักการสรางเครื่องมือวัดผลทางการศึกษาและวิธีการสรางแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
2) ศึกษาวิเคราะหหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ 3/2 สรางตาราง
วิเคราะหหลักสูตรเพื่อกำหนดเนื้อหาสาระและพฤติกรรมท่ีตอ งการจะวัดใหสอดคลอ งกับมาตรฐานการเรียนรู
ตัวชวี้ ัด และจดุ ประสงคก ารเรยี นรมู งุ หวงั ใหเ กิดกบั ผเู รียนใชเปน กรอบในการออกขอสอบ
3) สรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอานโดยใชวิตามินความรูสูการอานของนักเรียน
ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 3/2 กอ นเรยี นและหลงั เรยี น จำนวน 10 ขอ กำหนดการใหคะแนนตอบถูกได 1 คะแนน
ตอบผดิ ได 0 คะแนน
3.4 การเกบ็ รวบรวมขอมูล
ผูทำวิจัยไดนำการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอานจับใจความนิทานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3
ดวยนวัตกรรม “วิตามินความรูสูการอานโดยใชทักษะกระบวนการ STEAM Design Process”
โรงเรียนบานยกกระบัตร สำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร จำนวน 25 คน ในภาคเรียน
ท่ี 2 ปก ารศึกษา 2564 โดยดำเนินการดงั น้ี
3.4.1 ชแี้ จงหลกั การและเหตุผล ประโยชนท่ไี ดรบั จากการเรยี นรูด วยวธิ ีการสอนโดยใชแบบฝกทักษะ
การอานโดยใชวิตามินความรูสูการอานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3 และทำความเขาใจกับนักเรียนถึง
วธิ กี ารเรียนการสอนเพอื่ ใหผลการเรียนรเู กิดประสทิ ธิภาพสูงสุด
3.4.2 ใหนักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอานโดยใชวิตามินความรูสูการอาน
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3/2 กอนเรียน จำนวน 10 ขอ คะแนนเต็ม 10 คะแนนใชเวลาในการทำ
แบบทดสอบ 30 นาที
3.4.3 ดำเนินการจดั การเรียนการสอนโดยใชวิตามินความรูสูการอานของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาป
ท่ี 3/2 โรงเรยี นบา นยกกระบัตร ตามแผนการจัดการเรียนรู โดยผูวจิ ัยรายงานจัดการเรยี นการสอนดวยตนเอง
3.4.4 หลังจากการจัดการเรียนการสอนโดยใชวติ ามินความรูสูการอานของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษา
ปที่ 3/2 โรงเรียนบานยกกระบัตร เสร็จสิ้นแลวจึงทดสอบหลังเรียนโดยใหนักเรียนทำแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธท์ิ างการเรียนการอา นโดยใชวิตามินความรูสูการอา นของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที่ 3/2
บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะหขอมลู
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์แบบฝกทักษะกอนเรียนและหลังเรียนโดยใช
วิตามินความรูสูการอานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3/2 โรงเรียนบานยกกระบัตร อำเภอเมือง
สมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร นำมาวิเคราะหหาคาเฉล่ีย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แลวเปรียบเทียบคะแนน
ความกาวหนาของนกั เรยี นแตล ะคน ดงั นี้
ตารางท่ี 1 ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนกอ นเรยี น – หลังเรยี นโดยใชวิตามนิ ความรกู ารอา นของนักเรียน
ช้นั ประถมศกึ ษาปที่ 3/2
เลขที่ ชอ่ื - นามสกลุ กอ นเรยี น หลงั เรียน ความกา วหนา สรปุ ผล
1 เด็กชายตอพงษ กรรมหาวงศ 20 คะแนน 20 คะแนน ผา น / ไมผาน
2 เด็กชายวฒุ ิพฒั น คุมคมุ 12
3 เด็กชายบญุ โชค พวกดอนเคง็ 3 15 11 ผา น
4 เดก็ ชายพุฒภิ ทั ร แกวดวงเทยี น 7 18 12 ผาน
5 เดก็ ชายอภนิ นั ท อนิ สันเทยี ะ 5 17 1 ผาน
6 เดก็ ชายทศพล สุขสาคร 7 8 4 ผาน
7 เดก็ ชายธนบดี นวลลออ 6 10 6 ผาน
8 เดก็ ชายธนวฒั น ลอยโพยม 5 11 9 ผา น
9 เดก็ ชายพงศกร ดอนมอญ 8 17 6 ผาน
10 เด็กชายศิรวิทย กลมศลิ ป 6 12 3 ผา น
11 เดก็ ชายศุภณฐั สาดแลน 8 11 8 ผา น
12 เด็กชายสิทธิกานต ดอนหลา 8 16 4 ผา น
13 เด็กชายณัฐชยั ชางคดิ 7 11 7 ผา น
14 เดก็ หญิงวินา 7 14 6 ผาน
15 เดก็ หญงิ ณัฐณชิ า ดสี วน 6 12 6 ผา น
16 เด็กหญงิ ณัฐธิดา พลสิทธ์ิ 6 12 4 ผา น
17 เดก็ หญงิ ดวงตะวนั วงษล้ีเจรญิ 8 12 3 ผา น
18 เด็กหญิงนลติ า ถนอมจติ ร 7 10 11 ผา น
19 เดก็ หญงิ เปรมมิกา ภูมชิ นะกิจ 8 19 7 ผาน
20 เดก็ หญงิ มานติ า สุนทรสุข 6 13 7 ผาน
5 12 9 ผา น
5 14 ผาน
เลขท่ี ช่อื - นามสกลุ กอนเรยี น หลงั เรียน ความกา วหนา สรปุ ผล
20 คะแนน 20 คะแนน ผาน / ไมผาน
21 เด็กหญงิ นิ่ม วงศคำจนั ทร 6 17 11 ผา น
22 เด็กหญงิ ธนพร เงินปา
23 เด็กหญิงสิริภทั ร ศาลางาม 5 11 6 ผาน
7 10 3 ผาน
24 เด็กหญงิ อรพรรณ สมเหมาะ 8 19 11 ผาน
25 เด็กชายเอกชัย ครุฑทรัพย 6 13 7 ผา น
รวม 139 292 153
เฉลีย่ 6.95
รอ ยละ 6.32 13.27 22.18
สวนเบยี่ งเบนมาตรฐาน 1.66
20.14 42.32
1.32 2.98
จากตารางที่ 1 พบวา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใชวิตามินความรูสูการอานของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปที่ 3/2 โรงเรียนบานยกกระบัตร หลังการใชแบบฝกทักษะการอานจับใจความนิทานโดยใช
วิตามินความรูสูการอาน (= 13.27, Σ = 2.98) สูงกวา กอนการใชแบบฝกทักษะการอานจับใจความ
นิทานโดยใชวติ ามินความรสู กู ารอาน (x = 6.32, Σ= 1.32) มีคะแนนความกา วหนาเฉล่ียเทา กับ 6.95 คดิ
เปนคะแนนเฉลีย่ ท่ีเพ่มิ ข้ึน รอยละ 22.18
บทท่ี 5
สรปุ ผลการวจิ ัย อภปิ รายผล และขอ เสนอแนะ
5.1 สรปุ ผลการวจิ ัย
ผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอานจับใจความนิทานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3
ดวยนวัตกรรม “วิตามินความรูสูการอานโดยใชทักษะกระบวนการ STEAM Design Process” พบวา หลัง
การใชแบบฝกการพัฒนาทักษะการอานโดยใชวิตามินความรูสูการอานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 3/2
นกั เรยี นมีผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นสูงขน้ึ
5.2 อภปิ รายผล
ผลการศึกษาคนควาในครั้งนี้ปรากฎวา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี
3/2 หลังการใชแบบฝกการพัฒนาทักษะการอานโดยใชว ิตามินความรูสูการอานของนกั เรียนชั้นประถมศึกษา
ปที่ 3/2 มีคุณภาพอยางดียิ่ง สอดคลองกับแนวความคิดของ ถวัลย มาศจรัส, 2546 : 18 แบบฝกเปนส่ือ
การเรียนการสอนทจ่ี ำเปน ตอการเรียนภาษาไทยและสามารถพัฒนากระบวนการเรียนรูกอใหเ กิดความคิดรวบ
ยอดในเนอื้ หาสาระของบทเรียนนั้นๆ ไดอยางมีประสทิ ธิภาพ
1. แบบฝกทักษะใชวิตามินความรูสูการอานของนักเรียน เปนแบบฝกที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ
ตามผลของการวเิ คราะหขอ มลู ดงั กลา ว
2. การสอนโดบใชแบบฝก ทกั ษะใชวิตามนิ ความรูสกู ารอา นของนกั เรียน ใหผูเรยี นเกดิ การเรียนรูได
อยา งเหมาะสมกบั เนอ้ื หา
3. การจัดการเรียนรูแบบฝก ทักษะใชวติ ามินความรสู กู ารอา นของนักเรยี นไดเรียงลำดับความยากงาย
ซ่งึ สอดคลองตามธรรมชาตกิ ารเรียนรู จงึ สรุปไดว าแบบฝกทักษะโดยใชว ติ ามินความรูส ูการอานของนกั เรยี นมี
ประสิทธิภาพสามารถนำไปใชใ นการจัดกิจกรรมการเรียนรูส งผลใหผ เู รยี นมีผลสัมฤทธิท์ างการเรียนรูส ูงขึ้น
5.3 ขอเสนอแนะ
การวิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝกทักษะโดยใชวิตามินความรูสูการอานของนักเรียนที่จัดการเรียนรู
ผวู ิจยั ไดท ำการสรุปแนวคิดและขอเสนอแนะเก่ียวกับประเดน็ ตอไปน้ี คือ ขอเสนอแนะเพื่อนำผลการวิจัยไปใช
และขอเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งตอไปขอเสนอแนะเพื่อนำผลการวิจัยไปใชจากขอคนพบในการวิจัยครั้งนี้
ผวู ิจัยมขี อเสนอแนะเกี่ยวกับการนำการจัดการเรียนรูโดยใชวติ ามินความรสู ูการอา นของนักเรยี นไปใชไดอยางมี
ประสิทธภิ าพ ดงั นี้
1. ขอเสนอแนะเพอื่ ผลการวจิ ัยไปใช
จากผลการวิจัยพบวา ผลการเรียนรูหลงั การจดั การเรียนรู สูงกวากอนการจดั การเรียนรู แสดงใหเห็น
วาการจัดการเรียนรูโดยใชวิตามินความรูสูการอานของนักเรียน เปนฐานเพื่อใหผูเรียนมีทักษะการอาน คิด
วิเคราะหแ ละส่ือความหมายไดดว ยวิตามิน 4 เม็ด ประกอบดว ย วิตามนิ บำรุง (ทบทวนความรูเดิม) วิตามินสั่ง
สม (ความรูความจำ) วิตามินรักษา (อานคิดวิเคราะห) วิตามินพัฒนา (อานคิดวิเคราะหเขียนสื่อความหมาย)
ตรงตามหลักสูตรแกนกลางตองรูและควรรูที่ถูกตองและมีการประเมินความสามารถการอานและการเขียนท่ี
สูงขึ้น ดงั นน้ั ควรจะมีเวลาใหน ักเรยี นไดใชในการปฏิบตั ิกจิ กรรมในแตละข้ันตอนอยางพอเพียง เพื่อใหนักเรียน
ไดฝ กทกั ษะการคดิ วเิ คราะหไ ดอยา งเต็มท่ีและมีประสทิ ธิภาพ
2. ขอเสนอแนะเพ่ือการวจิ ัยครัง้ ตอ ไป
1. ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับตัวแปรอ่ืนๆ ทม่ี คี วามสัมพนั ธกับการจัดการเรยี นรูการพัฒนาแบบฝกทักษะ
โดยใชวิตามินความรูสูการอานของนักเรียน เชน การคิดแกปญหา การคิดสรางสรรค การคิดอยาง
มวี จิ ารณญาณ
2. ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห โดยการจัดการเรียนรูแบบอื่นๆ เชน
การจัดการเรยี นรดู ว ยเทคนคิ การแกป ญหาอนาคต การจัดการเรียนรแู บบโครงงาน เปน ตน
3. ควรมีการศึกษาวิจัยเพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะหโดยใชวิตามินความรูสูการอานของ
นักเรียนวิธีการจัดการเรียนรูแบบอื่นๆ เชน การจัดการเรียนรูดวยเทคนิคการแกปญหาอนาคต การจัดการ
เรยี นรูแบบโครงงาน
ภาคผนวก
ภาพกิจกรรม
ศกึ ษาและรว มกันคดิ การจับใจความจากนทิ าน
ภาพกจิ กรรม
นกั เรียนรวมกนั วางแผนลงในใบกจิ กรรมและสรางช้นิ งาน
ภาพกิจกรรม
ใบกิจกรรม วติ ามินความรสู ูการอา น
ภาพกจิ กรรม
นำเสนอผลงานจาการจบั ใจความนทิ าน
ภาคเรยี นที� ๑ ปี การศกึ ษา ๒๕๖๕
โรงเรยี นบา้ นยกกระบตั ร
สงั กดั สํานกั งานเขตพนื� ทีก� ารศกึ ษาประถมศกึ ษาสมทุ รสาคร
สงั กดั สํานกั งานการศกึ ษาขนั� พนื� ฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ