The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เปิดตำนาน หลวงพ่อเขียน ภาคเรื่องเล่าอภินิหาร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

เปิดตำนาน หลวงพ่อเขียน ภาคเรื่องเล่าอภินิหาร

เปิดตำนาน หลวงพ่อเขียน ภาคเรื่องเล่าอภินิหาร

1. เรอื่ งเล่าอภินหิ าร
เรอ่ื งทายกยกั ยอกเงนิ กอ่ สรา้ งอุโบสถ

ปี พ.ศ. 2471 หลวงพ่อเขียนพร้อมด้วยทายก ทายิกา ได้ช่วยกันออกทุนทรัพย์และ
ช่วยกันหาเงินสรา้ งพระอุโบสถ กาแพงแก้ว ซุ้มประตูและเจดีย์ ทายกผู้หน่ึงเป็นผรู้ ักษาเงินและ
บัญชีได้ยักยอกเอาเงินก่อสร้างพระอุโบสถไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ได้ทาลายหลักฐานบัญชี
เดิม และทาบัญชีปลอมแปลงข้ึนมาใหม่ เมื่อหลวงพ่อเขียนให้นาเงินมาจ่ายเป็นค่าแรงงาน
ก่อสร้างให้แก่นายช่าง ทายกผู้นั้นปฏิเสธว่าเงินท่ีตนเก็บไว้นั้นได้เบิกจ่ายไปหมดบัญชีแล้ว
การก่อสร้างพระอุโบสถจึงได้หยุดชะงักลงทันทีไม่แล้วเสร็จ เมื่อชาวบ้านรู้เร่ืองก็พากันมาถาม
หลวงพ่อเขียน ๆ บอกชาวบ้านว่า “ใครมันโกงเงินสร้างโบสถ์ ไม่ว่ารายไหนก็รายน้ัน เป็นต้อง
คลานขี้คลานเยี่ยว มันจะต้องฉิบหายวายวอด ในท่ีสุดมันจะต้องถือกะลาขอทานเขากิน มันไม่
จาเริญ สักคนหรอกน่อ” อยู่ต่อมาไม่นาน ทายกผู้น้ันกับภรรยาตลอดจนลูกชายลูกสาวเจ็บไขไ้ ด้
ป่วยข้ึนมาในคราวเดียวกัน คันลูกนัยน์ตา รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ผลท่ีสุดตาบอดกันหมดทุก
คน หลานของทายกซึ่งเป็นลูกของลูกชายลูกสาวของทายกก็เกิดมาเสียนัยน์ตากันคนละข้าง
ต้องทนทุกข์ทรมานคลานขี้คลานเย่ียวดังปากหลวงพ่อเขียนว่า เงินทองท่ีมีอยู่ก็ได้ใช้รักษาตัวจน
ห ม ด ส้ิ น ข า ย ไ ร่ ข า ย น า บ้ า น ช่ อ ง เ พื่ อ น า เ งิ น ม า รั ก ษ า รั ก ษ า อ ย่ า ง ไ ร ก็ ไ ม่ หาย
ต้องสิ้นเน้ือประดาตัว ลกู หลานตอ้ งจงู ไปเท่ยี วขอทานเขากนิ
อ้ายเขยี วยกั ษก์ ดั หลวงพ่อเขยี น

เมื่อปี พ.ศ. 2477 นายทอง บ้านวังอีแร้ง ได้นาม้าตัวผู้สีเขียว ชื่ออ้ายเขียวยักษ์
รูปร่างใหญ่ ค่อนข้างดุ เจ้าของเห็นว่าเป็นอันตรายต่อเด็กเล็ก จึงได้นามาถวายหลวงพ่อเขียน
ประมาณสักหน่ึงอาทิตย์ต่อมา หลวงพ่อเขียนจูงอ้ายเขียวยักษ์ไปกนิ น้าที่สระน้า ขณะท่ีอ้ายเขียว
ยักษ์เดินนาหน้าหลวงพ่อเขียนมันได้ว่ิงหวนกลับมาชนหลวงพ่อเขียนและกัดหลวงพ่อเขียนที่
หนา้ ผาก ไหลข่ วา และท่หี น้าอก แตก่ ัดหลวงพ่อเขยี นไมเ่ ขา้ มแี ตร่ อยบุบ เขยี วชา้ หลายคนที่
อยู่ ณ ที่นั่น ได้พากันคว้าไม้ตรงเข้าจะตีอ้ายเขียวยักษ์ หลวงพ่อเขียนได้ห้ามไว้ไม่ให้ตี
พร้อมกับพูดวา่ “อ้ายเขยี วมันลองหลวงพอ่ น่อ” วันรุ่งขึน้ หลวงพ่อเขยี นได้เสกหญ้า เสกข้าวเปลอื ก
ให้มันกิน แล้วลงอักขระที่เล็บเท้าท้ังส่ีข้าง ต้ังแต่นั้นมาอ้ายเขียวยักษ์กลายเป็นม้าเชื่องสาหรับ
หลวงพ่อเขียน
มา้ หลวงพอ่ เขยี นถกู ยงิ

อา้ ยเขยี วยักษไ์ ดห้ ลดุ เชอื กไปกนิ ขา้ วในนาของทายกนวม ทายกนวมโมโหควา้ ปืนลูกยิงอ้าย
เขียวยักษ์ แต่ไม่ระคายผิวหนังอ้ายเขียวยักษ์เลย ฝ่ายนางมาภรรยาทายกนวมโมโหได้ไปยืนด่าวา่
หลวงพอ่ เขียนด้วยถอ้ ยคาหยาบคาย หลวงพอ่ เขยี นจึงบอกว่า “มึงทาเป็นดา่ กดู ีไปเถอะ ระวังปาก
มึงจะเน่า” ต่อมานางมาได้เกิดป่วยปากเน่าถึงกับล้มหมอน นอนเส่ือ หลวงพ่อเขียนสงสารจึงให้
นางขาวภรรยาตาแป๊ะหลี ไปบอกนางมาให้หาดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาหลวงพ่อเขียน นางมาได้
ปฏบิ ัติตาม ไมช่ า้ กห็ ายปว่ ย

มา้ หลวงพ่อเขยี นแบ่งกนั เองเปน็ 3 ฝงู
พ.ศ. 2477 ม้าของหลวงพ่อเขียนมีจานวนถึง 70 ตัว ในจานวนน้ีมันได้แบ่งพวก

กนั เองออกเป็น 3 ฝูง ฝูงละเกอื บจะเท่า ๆ กนั
ฝูงที่ 1 มีอ้ายเขียวยักษ์เป็นจา่ ฝูง
ฝูงท่ี 2 มีอ้ายสปี ระดู่เปน็ จา่ ฝงู
ฝงู ท่ี 3 มีอา้ ยแสงจนั ทร์เป็นจา่ ฝงู

ในฤดรู ้อน หนา้ แล้งม้าจะถกู ปล่อยใหไ้ ปหากนิ โดยหวั หนา้ ฝงู จะเป็นผนู้ าฝูงออกไปหากิน
ในถ่ินไกล ๆ แต่ละฝูงจะอยู่ห่างกันไม่เกิน 200 เมตร พอเย็นลงมันก็จะทยอยกันกลับมาวัด
เข้าคอกเองโดยไม่ตอ้ งมีคนเลย้ี ง และไล่เข้าคอก
เร่ืองทเ่ี กดิ ขน้ึ กบั นายอนิ ทร์ บญุ ต้อ ผเู้ ปน็ พเ่ี ขย

ม้าไปกินข้าวของนายอินทร์ นายอินทร์โมโหคว้ามีดหวดขว้างไปถูกขาม้าพอดี อยู่ต่อมา
ได้ 2 วัน นายอินทร์ไปหวดหญ้าท่รี ้ัวข้างบ้าน มีดหวดหลุดกระเด็นมาโดนขาตนเองอย่างไมน่ ่า
เชอ่ื ต้องมาให้หลวงพ่อเขียนทานา้ มันใส่ให้

คร้ังที่สอง ม้าไปกินข้าวของนายอินทร์อีก นายอินทร์ได้ใช้เหล็กแหลมพุ่งโดนขาหน้า
ม้า พอตกค่าลงนายอินทร์น่ังคุยกับญาติที่ระเบียงเรือน ขณะท่ีน่ังคุยอยู่งูตัวหนึ่งตกลงมาจาก
หลังคาได้กัดท่ีนิ้วก้อยเท้าของนายอินทร์ มีอาการปวด บวม แผลเน่าจนกระท้ังน้ิวก้อยหลุด
จึงไดไ้ ปกราบไหว้ขอโทษหลวงพ่อเขยี น จึงหายเป็นปกติ
เรื่องท่เี กดิ กบั นายแสน

ม้าของหลวงพ่อเขียนไปกินข้าวโพดของนายแสน นายแสนคว้ามีด ฟันถูกท้องม้าตัวเมีย
เป็นบาดแผลฉกรรจ์ ม้าพากันวิ่งกลับวัด หลวงพ่อเขียนรู้ว่าม้า ถูกฟันจึงคว้าผ้าสบงลงจากกุฏิ
เอาผา้ ชุบนา้ มันปดิ ทาบทีแ่ ผล แลว้ เอาไปคาดทอ้ งม้า มัดผา้ ทาบนา้ มันไวจ้ นแน่น จนกระท่ังแผล
หายสนิท ส่วนนายแสนอยู่ต่อมาไม่นานได้ป่วยเป็นโรคท้องมารไปไหนมาไหนไม่ได้ จึงให้ญาติ
ช่วยหามไปหาหลวงพ่อเขียนและขอขมาหลวงพ่อเขียน ไม่นานนายแสนก็หายจากโรคท้องมาร
เปน็ ทนี่ ่าอศั จรรย์อยา่ งย่งิ
เรื่องที่เกดิ กบั กานนั อทิ ธพิ ลผู้หนงึ่

อ้ายเขยี วยักษ์นาฝงู ออกหากนิ ได้พบกับเจา้ ลอยลมม้าของกานันตาบลวงั ตะกผู ู้หนง่ึ กเ็ ลยกัด
กนั ขนึ้ กานนั โมโหมากคว้าปืนลกู ซองยิงอ้ายเขยี วยกั ษ์ แต่เม่ือลั่นปนื ออกไปกระสนุ ปืนกลับถูกเจ้า
ลอยลมล้มตายในทันทีทาให้กานันโมโหมาก ยิงปืนใส่ฝูงม้าหลายนัด ม้าตายไปท้ังหมด 7 ตัว
ม้าที่เหลือจากถูกยิงตายได้พากันวิ่งกลับวัด ตัวเมียลูกอ่อนว่ิงไปตายที่หน้ากุฏิหลวงพ่อเขียน
หลวงพ่อเขยี นพูดวา่ “ใครมนั ทากบั พวกมงึ อยา่ งไร ในสามวนั เจด็ วนั มันจะตอ้ งโดนอยา่ งมงึ บา้ งจน
ได้น่อ” หลังจากเกิดเหตุสองสามวันกานันผู้นั้นไปตรวจฝายท่ีกั้นน้าท่ีบ้านทา่ โป่งในคืนวันน้ันเอง
กานนั ไดถ้ กู คนร้ายรอบยิงถงึ แกค่ วามตาย การตายของกานนั จึงเปน็ ส่ิงทน่ี า่ อศั จรรยม์ าก

มหาบญุ เหลือกบั มหาชัน้ กลับจากเทศน์ที่บ้านห้วยพกุ เดนิ หลงทาง
มหาบุญเหลือกับเจ้าอาวาสวัดชัยมงคลกับมหาช้ันเจ้าอาวาสวัดท่าฬ่อ เดินทางไปเทศน์

ด้วยกันที่บ้านห้วยพุก เมื่อเทศน์จบแล้วประมาณ 4 โมงเย็นเศษ ๆ จึงออกเดินทางจากวัด
ห้วยพกุ เดนิ ผา่ นดงผ่านป่าวกวนไปมา มาถงึ ตาบลวังตะกู ตหี นง่ึ มหาบุญเหลอื จึงชวนมหาชนั้ นอน
ค้างคืนกับหลวงพ่อเขียน เมื่อไปถึงวัดจึงไปท่ีกุฏิหลวงพ่อเขียน ปรากฏว่าประตูหน้าต่าง
ปิดหมด มหาท้ังสองจึงไม่ไปเรียกหลวงพ่อเขียนเพราะจะเป็นการรบกวนท่าน ท่านมหาช้ัน
จึงเอนตวั ลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย ทนั ใดน้นั เองหลวงพอ่ เขยี นไดพ้ ูดดว้ ยเสียงอันดังภายในห้อง
วา่ “มหาเดินหลงทางกนั มาซนิ ่อ แย่เลยหนอ พักนอนกนั เสยี ที่นี่ไมต่ ้องเกรงใจน่อ” พรอ้ มกบั เปิด
ประตูออกมา ท่ีหลวงพ่อเขียนได้ทักทั้ง ๆ ท่ีหลวงพ่อเขียนยังไม่ได้เปิดประตูออกมาพบนั้น
หลวงพ่อเขียนรู้ได้อย่างไร ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้ัน ยังความแปลกใจให้กับท่านมหาชั้นต้ังแต่
บัดน้ันจนกระทั้งถึงบัดน้ี (เร่ืองนี้เขียนตามคาบอก เล่าขอ งท่าน มหาช้ัน รุ่งอินท ร์
รา้ นมิตตแ์ ท้ ตลาดบางมูลนาก อาเภอบางมูลนาก จังหวดั พิจติ ร)
กวางหลวงพอ่ เขยี นถกู ยิง

มีผนู้ าลกู กวางมาถวายหลวงพอ่ เขยี นตัวหนึ่ง หลวงพ่อเขียนเล้ียงไว้ และเอาผ้าเหลืองผูก
คอไว้ เพื่อให้คนรู้ว่าเป็นกวางวัด เจ้ากวางเช่ืองมาก บางคร้ังมันจะหนีหลวงพ่อเขียนไปกินข้าว
และเหยียบย่าข้าวของชาวบ้านเสียหาย หลวงพ่อเขียนจึงนาไปให้อาจารย์เทิน วัดสานักขุนเณร
เลี้ยงดูแทนท่าน ก่อนท่ีนากวางไป หลวงพ่อเขียนได้พูดเปรย ๆ กับเจ้ากวางว่า “เอ็งไปอยู่กับ
อาจารย์เทนิ วดั สานกั นน่ั น่อ แล้วไมต่ ้องกลบั มาหาข้าอกี น่อ” ครนั้ เมอื่ หลวงพอ่ เขยี นให้ลกู ศิษย์นา
กวางไปให้อาจารย์เทิน วัดสานักขุนเณรแล้ว กวางไม่เคยปรากฏหรือย่างกรายมาท่ีวัดวังตะกูอีก
เลย ทง้ั ท่วี ดั สานักขนุ เณรกบั วัดวงั ตะกไู มไ่ ดอ้ ยหู่ ่างไกลกันเท่าไรนัก

เม่ือกวางไปอยู่กับอาจารย์เทินแล้ว วันหน่ึงกวางออกไปหากินไกลวัดในหมู่บ้านท่ีมันเคย
ไป ชายผู้หนึ่งนาปืนยิงกวางถูกลูกนัยน์ตากวางข้างขวาตาบอด อยู่ต่อมาไม่นานชายผู้นั้นเข้าป่า
เพือ่ ไปตดั ไม้ บงั เอิญถูกกิง่ ไมเ้ ข้าทีน่ ัยนต์ าข้างขวาถงึ กบั ตาแตกนยั น์ตาบอด เปน็ ที่นา่ อัศจรรย์
ฝนตก 5 นาทใี นงานพทุ ธาภิเษกทีว่ ดั วังตะกู

ในงานพธิ พี ทุ ธาภิเษกหล่อรูปหลวงพ่อเขยี นและสร้างเหรยี ญรูป หลวงพอ่ เขยี นนน้ั ขณะท่ี
ทาพิธีได้ประมาณ 10 นาที อยู่ ๆ ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก พระอาจารย์ต่าง ๆ ต้องหนีข้ึน
กุฏิกนั หมดเวน้ แต่หลวงพ่อเขยี นองคเ์ ดียว เขานมิ นตใ์ ห้ขึน้ กฏุ หิ ลวงพอ่ เขียนท่านบอกว่า ทา่ นขน้ึ
อี ก อ งค์หนึ่ งพิธีก็ เสีย หมด แ ละท่าน บ อ ก ว่า “ฝน มัน ตก ไม่น าน หลอ ก น่ อ มัน ตก
เพียง 5 นาที เท่าน้ันก็หาย เทวดาเขาให้ฤกษ์ดีน่อ” บรรดากรรมการทั้งหลายก็จับเวลาดู
ปรากฏว่าถึง 5 นาที ฝนหยดุ ตกขาดเม็ดเลยทีเดยี ว อาจารยป์ ระทุมได้ไปเอาผ้าไตรมาให้หลวง
พ่อเขยี นเปล่ียน เพราะคิดวา่ ผา้ ไตรหลวงพ่อเขยี นคงเปียก ปรากฏว่าผา้ ไตรหลวงพอ่ เขียนไม่ได้
เปียกเลย เปน็ ที่ น่าอัศจรรย์

เหรียญรูปหลวงพอ่ เขียนแสดงอภนิ หิ าร
ในงานพุทธาภิเษกท่ีวัดวังตะกู มีมหรสพแสดงหลายอย่าง มีโรงมหรสพหนึ่งได้นาสัตว์

ต่าง ๆ มาแสดง ปรากฏว่าหมีของเขาได้แหกกรงขังออกมาอาละวาด ผู้คนวิ่งหนีกันแตกตื่นเพราะ
ความกลัว เจ้าของใช้ไม้พองไล่ต้อน แต่หมีไม่กลัวดงั เช่นเคยกลับตรงรี่เขา้ ใส่ ทั้งตบท้ังกัด เจ้าของ
ใช้ไม้พองตีต่อสู้จนหมียอมเข้ากรง ปรากฏว่าเจ้าของซึ่งแขวนเหรียญหลวงพ่อเขียนนั้น ไม่มี
บาดแผลจากเข้ียวเล็บของหมีเลย มีแต่รอยเขี้ยวเป็นรอยบุ๋มและรอยขีดข่วนจากเล็บหมีเป็นทาง
ทั้งตวั ผู้คนทีเ่ ห็นเหตกุ ารณต์ ่างแย่งกันบูชาเหรยี ญหลวงพ่อเขยี นเปน็ การใหญ่ นับวา่ อศั จรรยย์ ิง่ นัก

วตั ถุมงคลทีผ่ ู้คนนยิ มบูชา
ที่มา : (โดยสุเทพ สอนทมิ )
ม้าของหลวงพ่อเขียนย้ายไปอยวู่ ดั สานกั ขนุ เณร
เม่ือกานันเถาว์ ทิพย์ประเสริฐ นิมนต์หลวงพ่อเขียนไปอยู่วัดสานักขุนเณรแล้ว
ม้าของหลวงพ่อเขียนทุกตัวได้พากันไปอยู่วดั สานักขุนเณรเอง โดยไม่ต้องไล่หรือผูกมัดจูงไป และ
ต้ังแต่ม้าออกจากวัดวังตะกูไปอยู่วัดสานักขนุ เณร ม้าของหลวงพ่อเขียนก็ไม่เคยมตี ัวใดกลับมาวดั
วังตะกูอกี เลย
ม้าของหลวงพ่อเขยี นพากนั ไปหาหลวงพอ่ เขียนทตี่ าบลชอนไพร
หลวงพ่อเขียนเดินทางไปวัดชอนไพร อาเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อทาพิธี
พุทธาภิเษกหล่อเคร่ืองรางของขลัง ส่วนฝูงม้าของหลวงพ่อเขียนวิ่งตามไปกันเอง โดยไม่มีผู้ใดไล่
ต้อนไป และเม่ือเสร็จงานพุทธาภิเษก หลวงพ่อเขียนได้กลับมายังวัดสานักขุนเณร เมื่อท่านมาถึง
ฝูงม้าของท่านก็ได้พากันว่ิงทยอยกลับเข้าวัด ฝูงม้าหลวงพ่อเขียนไปได้อย่างไร กลับมาได้
อยา่ งไร เป็นเร่ืองที่สร้างความฉงนสนเทห่ ใ์ หเ้ กิดขน้ึ แก่ผูร้ เู้ หน็ เป็นอยา่ งยิง่
หมคี วายของหลวงพอ่ เขยี นลงอาบนา้ ในโอง่ ของชาวบ้าน
วนั หน่ึงหมไี ดแ้ หกกรงและไปขนึ้ บา้ นของชาวบา้ นผู้หน่ึง และลงอาบน้าในโอ่งใหญ่และขึ้น
ไมไ่ ด้ มนั จงึ ดนิ้ จนโอง่ ตกลงแตกกระจาย เจา้ ของบา้ นเหน็ เข้าจงึ คว้าไม้ตีหมีหลายที เจา้ หมีไม่ต่อสู้
และวิ่งหนีกลับวัด หลวงพ่อเขียนพูดว่า “มันตีหมีกูได้น่อ โอ่งมันราคาสักเท่าไร อย่างนี้ต้องเอา
ตารวจจับดีนอ่ ” วันรุ่งข้ึน เจ้าของบ้านที่ตีหมีถูกตารวจสายตรวจจับในฐานลักลอบเล่นการพนนั
ไพต่ อง ซงึ่ เปน็ เร่ืองทแี่ ปลกเหมือนกนั

พระเนตรประธานในอโุ บสถถูกคนร้ายขโมยเอาไป
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อเขียนเดินทางไปวัดชอนไพร มีคนร้ายขโมยเอาพระเนตรพระประธาน

ในอโุ บสถไปหมดทง้ั สองขา้ ง เมอ่ื หลวงพ่อเขียนกลบั มา หลวงพอ่ เขยี นไปดพู ระพุทธรูป และท่านได้
กระทาทักษณิ วัตร 3 รอบ แล้วเดนิ ขึ้นกุฏไิ ปพร้อมกับบ่นว่า “อ้ายตาบอดมาขโมยไปได้ ไม่กลวั เวร
เลยน่อ” ต่อจากนั้นสองสามวันครูเจริญได้ยินเสียงชาวบ้านเข้าทรงอยู่ข้างบ้านคนทรงเจ้าพูด
ว่า “เจ้าสองคนไปขโมยนัยน์ตาพระในโบสถ์มาต้องเอาไปคืนเสีย” คนป่วยบอกว่า “ไม่ได้
ขโมย” คนทรงบอกว่า “ขโมยแน่ถ้าไม่เอาไปคืน เจ้าจะตาบอด” วันรุ่งขึ้น นายแสวงมีอาการ
ทุรนทุรายนัยน์ตาเร่ิมมองไม่เห็น ต่อมาอีกสองวันถึงแก่กรรมลง ส่วนเพ่ือนนายแสวงกลัวจะถูก
จบั จึงได้ทง้ิ ลูกท้ิงเมียหายสาบสูญไปในท่สี ุด
เรอ่ื งเมตตาสตั วเ์ ล้ียงจึงเปน็ เหตุใหถ้ กู สอบสวน

เนื่องจากสัตว์เล้ียงที่ชาวบ้านนามาถวายวัด หลวงพ่อเขียนก็เล้ียงไว้ จนมีจานวนมาก
สัตว์เหล่านัน้ ไปเหยียบย่ากนิ พืชผลของชาวบ้าน ได้มีชาวบ้านบางคนเขียนบัตรสนเท่หร์ อ้ งเรียนไป
ยังนายอาเภอบางมูลนาก ทางอาเภอส่งเร่ืองให้เจา้ คณะจงั หวัดพิจติ ร และทางคณะสงฆ์ได้แต่งตั้ง
กรรมการไปสอบสวน ซึ่งทางคณะสงฆ์ได้มอบหมายคณะกรรมการน้ีไปด้วยว่า ถ้าสอบสวนได้ตัว
เจ้าทุกขผ์ ูร้ ้องเรียนและเป็นความจรงิ ตามท่ีรอ้ งเรยี น ก็ให้สอบถามชาวบา้ นวา่ จะปลด หลวง
พ่อเขียนจากตาแหน่งเจ้าอาวาสและให้อาจารย์ใหญ่ ฯ พระอาวุโสวัดเดียวกันเป็น
เจ้าอาวาสแทน ชาวบา้ นจะมคี วามเห็นอย่างไรดว้ ย

เรื่องนี้เมื่อคณะกรรมการเดินทางไปถึงวัดวังตะกู ได้เรียกประชุมชาวบ้านตาบลวังตะกู
สอบหาตวั เจ้าทกุ ข์ผู้รอ้ งเรยี นก็ไม่มผี ู้ใดแสดงตัวออกมา และครัน้ สอบถามความเห็นชาวบ้านว่าจะ
ปลดหลวงพ่อเขียนจากตาแหน่งเจ้าอาวาส และให้อาจารย์ใหญ่ ฯ เป็นเจ้าอาวาสแทน ผู้ใดเห็น
ควรบ้าง พอส้ินเสียงถามก็มีเสียงสนับสนุนของชาวบ้านเป็นเอกฉันท์ไม่ปลดหลวงพ่อเขียนจาก
ตาแหน่งเจ้าอาวาส ในทีส่ ดุ เรือ่ งนี้กเ็ อาความผดิ จากหลวงพ่อเขยี นและปลดตาแหน่งหลวงพ่อเขียน
ไมไ่ ด้
เรอื่ งสามารถทายเหตกุ ารณ์ลว่ งหน้าได้ และตดิ ตอ่ สนทนากนั ทางกระแสจติ

(1) มีการนัดประชุมคณะกรรมการเพ่ือดาเนินการจัดพิธีพุทธาภิเษกข้ึน ใ น
เวลา 14.00 น. ขณะท่ีข้าพเจ้ากาลังออกเดินทางมีลมแรงและฝนทาท่าจะตกลงมามืดฟ้ามัว
ดิน ข้าพเจ้าจึงระลึกถึงหลวงพ่อเขียน อธิฐานว่าถ้าจะให้ลูกไปประชุมก็ขอให้ลมและฝน
เบา ประมาณสัก 10 – 15 นาทีต่อมา ปรากฏว่าลมเบาลง ดินฟ้าอากาศดีขึ้น จึงเดินทางไปถงึ
ตามกาหนด

(2) วันหน่งึ ภรรยาของข้าพเจา้ ปว่ ยเป็นไข้ทบั ฤดูอยา่ งแรงหลวงพอ่ เขยี นได้ข่าวก็มาเยี่ยมถึง
บ้าน และเป่าศรี ษะให้พร้อมกบั กล่าววา่ “ไม่เป็นไรน่อประเด๋ยี วกห็ าย” และใหข้ า้ พเจ้าหาลวดมา
3 – 4 เส้น จะทาพิธีมัดลวดให้ พอตอนเย็นสลากกินแบ่งออกเลขท้ายสองตัว 34 คนถูกกัน
มากมาย ข้าพเจ้าไม่มีโชคแตภ่ รรยาหายปว่ ย

(จากประสบการณข์ องคุณวเิ ชียร นนั ทนพิบลู นายกยวุ พทุ ธสิ มาคมบางมูลนาก)

อภินหิ ารตอนท่านมรณภาพแล้ว
วนั ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2515 เวลา 03.00 น. เศษ มีคนร้ายมาขโมยพระโมค

คลั ลาและพระสารีบุตร ซึ่งประดิษฐานตงั้ ไวใ้ นพระวิหารวัดวังตะกู คนรา้ ยไดล้ ักลอบหามเอาพระ
โมคคัลลาและพระสารีบุตรออกมา แต่ยังไม่พ้นเขตรั้ววัด คนร้ายจานวนหน่ึงซ่ึงเตรียมติด
เคร่ืองยนต์คอยอยู่นอกวัดรถเสียไม่ติด คนร้ายที่กาลังหามพระก็นาพระออกไปรถไม่ถูก จึงนา
พระไปซมุ่ ไว้กอ่ น แลว้ ออกไปชว่ ยกันซอ่ มรถจนถงึ ตี 5 เศษ ชาวบ้านเหน็ เขา้ คนร้ายกร็ บี หนีไป

(จากประสบการณข์ องนายใหญ่ ทพิ ยป์ ระเสริฐ ตาบลวงั ตะกู)
คณุ ธรรมทคี่ วรยดึ ถอื เปน็ แบบอย่าง

หลวงพ่อเขยี น มีคณุ ธรรมท่ีควรยดึ ถอื เปน็ แบบอยา่ ง ดังน้ี
1. หลวงพ่อเขียนเป็นคนที่ว่านอนสอนง่ายและเฉลียวฉลาด จะเห็นได้ว่าเมื่ออายุได้
12 ปี หลวงพ่อเขยี นไดข้ ออนุญาตบดิ า – มารดา ขอบรรพชาเปน็ สามเณร (พ.ศ. 2411) อยู่ที่วัด
ทุ่งเรไร ในขณะที่บรรพชาเปน็ สามเณรน้ัน ไดศ้ ึกษาอักษรสมัย ตามควรแก่การจากทา่ นอาจารย์วัด
พออา่ นออกเขยี นได้ นอกจากนีย้ ังไดศ้ ึกษาภาษาขอมควบคู่ไปกบั ภาษาไทยด้วย
2. ขยันเล่าเรียนเขียนอ่าน จะเห็นได้จากการที่หลวงพ่อเขียนขยันเล่าเรียนเขียนอ่าน
อาจารยผ์ สู้ อนจงึ ได้เปล่ยี นชอ่ื จากเสถยี รเปน็ “เขียน”
3. เมตตาสตั ว์เล้ยี ง จะเหน็ ได้ว่าเม่อื ชาวบ้านนาสตั วเ์ ลี้ยงมาถวาย หลวงพอ่ เขยี นไม่เคยขัด
ศรัทธา เล้ียงไว้จนมีจานวนมาก เช่น ม้า หมี กวาง สัตว์เหล่านี่เมื่อหลวงพ่อเขียนเล้ียงไว้จะเช่ือง
ไม่ทารา้ ยใคร


Click to View FlipBook Version
Previous Book
Fernniracha Resume
Next Book
Somludi Resume