เกร็ดความรู้เก่ียวกบั การเลย้ี งไกฟ่ ้าพญาลอ
1. ปัญหาที่พบบ่อยอย่างหน่ึงในการเลี้ยงไก่ฟ้าพญาลอหรือไก่ฟ้าอื่น ๆ คือการจิกตีกันซึ่งมักเกิดจาก
การเล้ียงรวมกันมากเกินไป การไม่ยอมรับกันกรณีเปล่ียนพ่อหรือแม่พันธุ์ที่ได้มาใหม่หรือทดแทนตัวที่ตาย
เครียดจากการขาดอาหารหรืออื่น ๆ ดังนนั้ ผูเ้ ล้ยี งตอ้ งคอยระมัดระวังเพราะหากตวั ไหนถูกจกิ ตแี ลว้ จะโดนรุมตี
จนตาย วิธีป้องกันแก้ไขคือ อย่าเลี้ยงไก่รวมกันมากเกินไปโดยเฉพาะช่วงไก่รุ่น ปกติต้องการพื้นที่ประมาณ
1-3 ตารางเมตร/ตัว ในฤดูแล้งหรือวันที่มีอากาศแห้งเกินไปควรรดน้าพื้นกรงเลี้ยงหรือให้อาหารเสริม เช่น
พวกหนอนนก หรอื ผักตา่ ง ๆเพื่อลดความเครียดในตอนบ่าย อย่าจบั ตัวผหู้ รือตัวเมยี ตวั ใดตัวหนงึ่ ใส่ไปหาตัวท่ี
อยู่ในกรงเพราะจะถูกเจ้าถิ่นกีดกันหรือเรียกท่ัวไปว่าการหวงถ่ินที่อยู่ ให้ย้ายไปจับคู่ในกรงใหม่เพื่อไม่ให้เกิด
ความรู้สกึ หวงถ่นิ เดิม จบั ตวั ทถี่ ูกตีออกทายาสมี ่วง (Gentian violet) หากแผลแตกให้ท้าความสะอาดแผล เย็บ
และทายา บางคร้ังอาจต้องฉีดยาป้องกันการอักเสบดว้ ย การขลบิ หรอื ฝนปากท่แี หลมคมของตวั ที่ชอบจิกก็พอ
ช่วยไดบ้ า้ ง
2. ไก่ฟ้าพญาลอสามารถแยกเพศได้ตั้งแต่แรกเกิด ปกติลูกไก่ฟ้าชนิดต่าง ๆ ส่วนใหญ่หลังจากฟัก
ออกมาใหม่ๆ ตวั ผูแ้ ละตวั เมียจะคล้ายกันมาก แยกเพศไดย้ าก แตส่ ้าหรับไก่ฟา้ พญาลอนัน้ สามารถแยกได้ว่าตัว
ไหนคือตัวผู้ตัวไหนคือตัวเมียโดยให้สังเกตดูท่ีใบหน้าบริเวณขอบท่ีจะเป็นหนังหน้ากาก (ตัวผู้เต็มวัยจะมีหนัง
หนา้ กากหนาใหญส่ แี ดงสด) ถ้าตัวไหนมีแผน่ หนังแรบย่ืนออกมาจะเป็นตัวผแู้ ต่ตวั ไหนไม่มจี ะเปน็ ตัวเมีย ซึ่งจาก
การศึกษาในลกู ไกฟ่ า้ พญาลอจา้ นวน 50 ตัว สามารถแยกเพศดว้ ยวิธนี ี้ไดแ้ ม่นยา้ ถึง 94% (47 ตวั ) แตห่ ากจะ
ดูให้ชัดเจนไก่ฟ้าพญาลอจะแยกเพศได้เร็วกว่าชนิดอื่น ๆ คือที่อายุประมาณ 3-4 สัปดาห์ ขนหางคู่กลางถา้ ตัว
ผจู้ ะมีสดี ้าสลับสีน้าตาลสว่ นตัวเมยี จะมีสดี า้ สลับสีขาว
3. ไก่ฟ้าพญาลอเมื่อมีอายุมาก ตัวเมียบางตัวจะมีลักษณะภายนอกคล้ายตัวผู้ ลักษณะการ
เปล่ียนแปลง คือ ปกติเป็นแม่พันธ์ุที่วางไข่ให้ลูกทุกปีแต่มาเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นไม่วางไข่ และสีขนเปลี่ยนไป
คล้ายกับตัวผู้ ซ่ึงอาจจะเหมอื นหรือคร่ึงๆกลางๆระหวา่ งตัวผ้กู ับตวั เมยี เหตผุ ลเป็นเพราะว่ารังไขข่ ้างขวาที่ปกติ
จะไม่พัฒนา เกิดการผิดปกติกลับมาท้างานผลิตฮอร์โมนทั้งเพศผู้และเพศเมีย ซึ่งปกติไก่ตัวเมียจะมีรังไข่ข้าง
ซ้ายเท่าน้ันท่ีท้างาน ดังนั้นไก่ตัวเมียจึงเกิดการเปลี่ยนลักษณะเพศซ่ึงสัตว์พวกนี้จะเป็นหมันไม่สามารถวางไข่
หรือผสมพันธไุ์ ด้
4. อายุการให้ผลผลิตของไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ฟ้าพญาลอปกติจะผสมพันธุ์และวางไข่ได้เม่ืออายุ 2 ปีข้ึน
ไป แต่จากการทดลองกระตุ้นยืดกลางวันให้นานขึ้นโดยเพิ่มความยาวแสงจากหลอดไฟดวงให้เป็น 14 ชั่วโมง
ต่อวันในเดือนตุลาคม ไก่ฟ้าพญาลอสามารถผสมพันธุ์และวางไข่ได้เร็วข้ึนในเดือนพฤศจิกายน แทนท่ีปกติจะ
ผสมพันธ์ุวางไข่เดือนมีนาคม ท้าให้ได้ลูกไก่ฟ้าเร็วข้ึน ผลท่ีตามมาคือ กลุ่มลูกไก่ฟ้าท่ีเกิดเร็วขึ้นเม่ือถึงฤดูการ
ผสมพันธุ์วางไข่ฤดูต่อไปสามารถผสมพันธุ์และวางไข่ได้ด้วยการมีอายุประมาณหนึ่งปีเศษ ในขณะที่ลูกท่ีได้ใน
ฤดูการปกติจะยังไม่สามารถผสมพันธ์ุวางไข่ได้เพราะอายุยังไม่ชนขวบ และจากงานวิจัยพบวา่ กลมุ่ พ่อแม่พันธุ์
ท่ีมีอายุระหว่าง 3-6 ปี และ อายุ 10-13 ปี มีสมรรถนะการสืบพันธุ์ไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05)
แตม่ ีแนวโน้มว่ากลุ่ม 3-6 ปี จะมีอตั ราการฟักออกดีกว่า ไกฟ่ า้ พญาลอจะเร่ิมให้ผลผลิตต้่า ตาฝา้ ฟาง แก่ตัวลง
ตัวเมียบางตัวเปลย่ี นสีขนเปน็ ตวั ผู้ และเริ่มหมดอายุขยั เมอ่ื มีอายุ 14-15 ปขี ึ้นไป
1.ไก่ฟา้ ตระกลู นกหวา้ (Argusianus)
ไก่ฟ้าชนิดนี้เป็นนกหว้าธรรมดา จัดอยู่ในตระกูล Argusianus ลักษณะทั่วไป เพศผู้จะมีสีน้าตาลปน
เทาขนปีกยาว กลางหัวมีขนเส้นยาวๆลักษณะคลา้ ยหงอน ใบหน้าและคอเป็นสฟี ้า ปากสีเหลือง ขาสีแดง ไม่มี
เดือย ขนหางคู่กลางยาวเลยเส้นอ่ืน ๆออกไปมาก ปีกมีจุดแววคล้ายแววนกยูง เพศเมียมีลักษณะคล้าย ๆ กับ
เพศผู้แต่ตัวเลก็ กว่า หางสนั้ กว่าและไมม่ ีขนหางค่กู ลางทย่ี าวเหมอื นเพศผู้ ถงึ แมจ้ ะเป็นนกทม่ี รี ูปร่างและสีสันไม่
สวยสดใสเหมือนไก่ฟ้าชนิดอ่ืน ๆ แต่ลีลาการร้าแพนของนกหว้ามีเสน่ห์ดึงดูดใจ และอาจพูดได้ว่านกหว้าเป็น
ไก่ฟ้าทีม่ ีลีลาการเก้ียวพาราสที น่ี ่าดทู ่สี ดุ ในตระกลู ไก่ฟ้าดว้ ยกนั ท้าให้ผู้พบเห็นเกดิ ความประทบั ใจ
นกหวา้
ชื่อสามัญ Great Argus
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Argusianus argus
นกหว้าเป็นนกที่มีขนาดใหญ่ไม่มีเดือย ชอบ
อาศัยอยู่ตามป่าลึกท่ีมีความทึบมาก ๆ ตั้งแต่
ระดบั น้าทะเลจนถึงระดบั ความสงู 4000 ฟุต มีนอ้ ย
มากในป่าธรรมชาติแบ่งเป็น 2 ชนิดย่อย ซึ่งมี
ลักษณะเหมอื นกนั มาก
1. Malay Great Argus มีชื่อวิทยาศาสตร์
วา่ Argusianus argus
มีอยู่ในคาบสมุทรมาเลย์เกาะสุมาตรา ตอนใต้ของประเทศไทยต้ังแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จนถึง
แหลมมลายู
2. Bornean Great Argus มีช่อื วทิ ยาศาสตรว์ ่า Argusianus argus grayi
มีในเกาะบอร์เนียว ตามป่าเชิงเขาไม่พบตามชายฝั่ง มีลักษณะเด่นน้อยกว่าชนิดแรก แต่จะมีสีสดใส
กวา่ เลก็ น้อย
นกหว้า ถูกส่งจากสิงคโปร์ ไปท่ีสวนสัตว์กรุงลอนดอนเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1872 เป็นนกท่ีชอบหา
กินอยู่ตัวเดียว นอกจากฤดูผสมพันธุเท่าน้ัน โดยตัวผู้จะท้าลานส้าหรับร้าแพน เรียกว่า "ลานนกหว้า" แล้วส่ง
เสียงร้องซ่ึงดังมากได้ยินไปไกลเพื่อเรียกตัวเมียให้มาหา นกหว้าจะร้าแพนด้วยขนปกี ไม่เหมือนนกยูงที่ร้าแพน
ด้วยหาง เม่ือผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะแยกตัวออกไปสร้างรังตามพ้ืนดินใต้ต้นไม้วางไข่คร้ังละ 2 ฟองเท่าน้ัน
ในระยะห่างกนั 2 วนั ใช้เวลาฟกั ไข่ 26 วัน ตวั ผู้โตเตม็ วยั เมอื่ อายุ 3 ปี แต่จะผลดั ขนปกี และหางไปเร่ือย ๆ จน
ยาวเตม็ ทเี่ มอื่ อายุ 6-7 ปี ตวั เมียถ้าเลี้ยงรวมกันมักจะตกี ัน
2. ไกฟ่ า้ ตระกูล Rheinartia
- นกหวา้ หงอนเวียดนาม
- นกหวา้ หงอนมาเลย์
ในธรรมชาตินกหว้าทั้งสองชนิดน้ีชอบอาศัยอยู่ในป่าลึกที่ช้ืนตามเชิงเขา และบนภูเขาตั้งแต่
ระดับน้าทะเลจนถึงระดับ 5000 ฟุต มักหากินตามล้าพังตัวเดียวในฤดูผสมพันธ์ุ เพศผู้จะท้าลานไว้คอยร้า
แพนอวดตัวเมียโดยจะท้าไว้ใต้ต้นไม้ และจะรักษาลานให้สะอาดอยู่เสมอไม่ยอมให้มีใบไม้หรือกิ่งไม้ตกอยู่เลย
แม้แต่ชิ้นเดียว และจะคอยขับไล่ตัวอ่ืน ๆ ไม่ให้ให้เข้ามาในบริเวณลานท่ีท้าเอาไว้ นกหว้าหงานจัดเป้นพวก
Polygamous คือเป็นพวกท่ีสามารถผสมพันธุกับตัวเมียได้หลายตัว แต่จะไม่จับคู่หรือคุมฝูงในธรรมชาติเป็น
นกที่บินได้เก่ง และมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่เกาะอยู่บนต้นไม้ วางไข่คร้ังละประมาณ 2-4 ฟอง ใช้เวลาฟัก
ประมาณ 25 วัน
นกหว้าหงอน
ช่ือสามญั Rheinart’s Crested Argus
ชื่อวิทยาศาสตร์ Rheinartia ocellata
นกหว้าหงอนจัดอยใู่ นตระกูล Rheinartia เป็นนกท่มี ขี นมาก ทา้ ใหด้ ูตัวใหญ่ทั้ง ๆ ที่มีน้าหนักพอๆกับ
ไก่ฟ้าโมนาล มปี ากและขาเรยี วเล็กไม่มีเดือย มีขนหาง 12 เส้น คกู่ ลางจะกว้าง และยาวท่สี ดุ จดั ว่าเปน้ นกท่ีมี
ขนหางใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นจุดเด่นของนกตระกูลน้ี ท่ัวทั้งตัวเป้นสีน้าตาล เพศผู้มีขนหงอนยาวเป็นพืด
เหมอื นก้ามะหย่จี นถึงต้นคอดส้ นหลัง เพศเมยี กม็ หี งอนแต่สั้นกว่า ขาและหางกส้ น้ั กวา่ ด้วย เพศผ้อู ายุ 3 ปี ขน
ถึงจะเต็มแต่หางจะยังสั้นในปีแรกๆและจะยาวออกทุก ๆ ปีจนยาวเต็มที่เมื่ออายุ 5-6 ปี ไก่ฟ้าตระกูลนี้
สามารถแบ่งเป็นอกี 2 ชนดิ ย่อย คอื
1. นกหวา้ หงอนเวยี ดนาม (Rheinart’s Crested Argus) มีช่อื วิทยาศาสตร์ว่า Rheinartia ocellata
มีถิ่นก้าเนิดในบริเวณตอนกลางของประเทศเวียดนามถูกน้าไปเลี้ยงท่ีฝรั่งเศสตั้งแต่ปี ค.ศ.1924 และ
เพาะเลี้ยงจนขยายพันธุ์ได้ในปีต่อ ๆ มา ปัจจุบันไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเพาะ เล้ียงอยู่เลย แต่เชื่อว่าอยู่บ้างใน
ธรรมชาติ
2. นกหว้าหงอนมาเลย์ (Malay Crested Argus) มีช่ือวิทยาศาสตร์ว่า Rheinartia ocellata
nigreseens มถี ิน่ ก้าเนิดในคาบสมุทรมาเลย์บริเวณตอนกลางของประเทศมาเลเซีย มลี กั ษณะคลา้ ยกบั นกหว้า
หงอนเวียดนามแต่ตัวเล็กกว่าเล็กน้อย ขายาวกว่า สีโดยทั่วไปเข้มกว่าจุดบนขนเป็นระเบียบมีมากกว่า
โดยเฉพาะขนหงอนสีขาวที่ด้าน หน้าเป็นสีด้ายาวถึง 85 มม. ในขณะที่ของเวียดนามยาวเพียง 60 มม. ไม่มี
ประวตั ิ การเพาะเลี้ยงในยุโรป หรือ อเมริกาเลย และปัจจบุ นั ไม่มผี ใู้ ด เพาะเลยี้ ง นอกจากสถานเี พาะเลย้ี งสัตว์
ปา่ ทางราชการของประเทศมาเลเซยี เพียงแห่งเดียว
3. ไกฟ่ ้าตระกลู Pavo
- นกยูงไทย
- นกยูงอนิ เดีย
- นกยงู ขาว
4. ไก่ฟา้ ตระกูล Afropavo
- นกยูงคองโก
นกยูงคองโกเป้นนกในตระกลู ไก่ฟา้ เพียงชนิดเดียวเทา่ น้ันในจ้านวนท้ังหมด 48 ชนิด ท่ไี มม่ ีถนิ่ ก้าเนิด
ในทวีปเอเซีย โดยมีถ่ินก้าเนิดบริเวณลุ่มแม่น้าคองโกตอนกลางของทวีปแอฟริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ.1913-1936
นกั ปักษวี ิทยาจดั ใหอ้ ยู่ในตระกลู Afropavo รปู รา่ งดเู ผนิ ๆคล้ายนกคล้ายนกยูงแต่เพศผ้หู างไม่ยาว และไม่มีจุด
แววอย่างนกยูงท่ัวไป ส่วนบนของตัวเป็นสีเขียว คอ ส่วนล่างของล้าตัว และปลายหางเป็นสีม่วงแกมด้า แต่ใน
เพศเมียส่วนที่เป็นสีม่วงจะเป็นสีน้าตาลหมด เพศผู้มีหงอนเป็นเส้นแข็งๆคล้ายขนหมูเป็นกระจกุ สีขาว และติด
กับสีขาวเป็นกระจุกสดี ้าอยูท่ างด้านหลัง ท้ังเพศผู้และเพศเมียจะมีรูปร่างปอ้ ม ๆ ความสวยงานของนกยูงชนิด
น้ีอยู่ทขี่ นสขี องมนั เทา่ น้ันเอง
นกยูงคองโก
ชอ่ื สามัญ Congo Peacock
ชอื่ วิทยาศาสตร์ Afropavo congensis
นกยูงคองโกมีข้อแตกต่างอย่างมากจากนกยูงไทยและนกูงอินเดีย ซ่ึงอยู่ในตระกูล Pavo โดยมีขนาด
ตัวเล็กกว่า ตัวผู้ไม่มีขนหางเหมือนนกยูงไทยและนกยูงอินเดีย ท้ังตัวผู้และตัวเมียจะมีรูปร่างป้อม ๆ มีหงอนท่ี
เป็นขนแขง็ ๆตง้ั ขนึ้ อย่บู นหัว ความสวยของนกยงู ชนิดนี้อยู่ท่สี ขี องขน ชอบอาศยั อยตู่ ามป่าที่มฝี นตกชุกท่ีระดับ
ความสูง 1,200-1,500 ฟุต จากระดับน้าทะเลนกยูงคองโกจัดว่าเป็นพวก Monogamous คือเป็นพวกผัว
เดยี วเมียเดียว มกั พบวา่ ออกหากนิ เป็นคู่ ชอบนอนบนต้นไมส้ ูงๆ และมักส่งเสียงร้องในเวลากลางคนื ในขณะท่ี
เกาะอยู่บนกิ่งไม้
ขอ้ สงั เกตจากการนา้ มาเพาะเลยี้ ง มันเป็นนกยงู ทเ่ี ลี้ยงใหร้ อดตายยาก และขยายพันธย์ุ ากดว้ ย เป็นนก
ที่ไม่ค่อยต่ืนคนมากนัก ตัวผู้มักจะร้าแพนบ่อยทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ฤดูผสมพันธุ์ ปกติจะว่างไข่ครั้งละ 3-4 ฟอง
ใช้เวลาฟักประมาณ 26 วัน ตัวผู้จะมีขนสวยสมบูรณ์ในปีท่ี 2 นกยูงชนิดน้ีมีผู้เพาะเลี้ยงน้อยมาก จะมีอยู่ใน
เฉพาะสวนสัตว์ใหญ่ ๆ ในต่างประเทศเท่านน้ั
5. ไกฟ่ า้ ตระกูล Tragopan
- ไกฟ่ า้ เวสเทริ ์นทราโกแพน
- ไกฟ่ ้าชาไทรท์ ราโกแพน
- ไก่ฟ้าคาบอททราโกแพน
- ไกฟ่ ้าบลิทห์ทราโกแพน
- ไกฟ่ า้ ทิมมิกทราโกแพน
ไก่ฟ้าทราโกแพนจัดอยู่ในตระกูล Tragopan ไม่มีชื่อไทยมักเรียกทับศัพท์ว่า ไก่ฟ้าทราโกแพน และมี
บางท่านเรียกว่า ไก่ฟ้าจุด ไก่ฟ้าชนิดนี้บางทีก็เรียกว่า Homed pheasant เพราะมีเนื้องอกยาวออกมาเหนือ
ตา 2 ก้อนคล้ายเขา มีเหนียงใต้คอสีแดงฟ้าซ่ึงพองเข้าออกได้เวลาเข้าคู่ผสมพันธุ์ ส่วนมากตามล้าตัวจะเป็นสี
แดงมจี ดุ ขาว หรอื น้าตาล เป็นไก่ฟา้ ทม่ี ีขนาดค่อนขา้ งใหญ่ ไกฟ่ า้ ทราโกแพนมีทั้งหมด 5 ชนดิ คอื
1. ไก่ฟา้ เวสเทริ น์ ทราโกแพน
ชอื่ สามัญ Western Tragopan
ช่ือวิทยาศาสตร์ Tragopan melanocephalus
ไก่ฟ้าเวสเทิร์นทราโกแพนเป็นชนิดท่ีหาได้ยาก
ที่สุดในตระกูลน้ี มีถิ่นก้าเนิดอยู่ในป่าลึกบนเทือกเขา
หิมาลัยด้านตะวันตก มีผู้รายงานว่ามันอยู่ใน Swat
Kohistan และ Azad Kashmir และสมยั ก่อนมันเคยมีอยู่
มากท่ี Hazara และกระจายไปทางตะวันออกของ
แคชเมียร์ จนถึง Garhwal ในอินเดีย มันอยูในป่าที่ค่อนข้างแห้งกว่าชนิดอ่ืน ท่ีระดับความสูง 8,000-
10,000 ฟุต เม่ือถึงฤดูหนาวจะหากินต่้าลงมาถึง
4,000 ฟุต หากินเป็นครอบครัวเล็ก ๆ หรือหากิน
เพียงตัวเดียวในช่วงฤดูก่อนผสมพันธุ์ และเนื่องจาก
การหากินที่ลงต่้าในฤดูหนาว มันจึงถูกชาวพื้นเมือล่า
เป็นจ้านวนมาก และเน่ืองจากการกระจายถิ่นจ้ากัด
จึงเหลือน้อยมากในธรรมชาติ และถูกจัดให้อยู่ใน
Appendix 1 ของ CITES และใน Kullu District ของ
Himachal Pradesh เรียกไก่ฟ้าน้ีเป็นภาษาพื้นเมือง
ว่า "Jujurana" ซึง่ หมายถงึ "King of Birds"
2. ไก่ฟา้ ชาไทร์ทราโกแพน
ชอ่ื สามัญ Satyr Tragopan
ช่อื วทิ ยาศาสตร์ Tragopan satyra
ไก่ฟ้าชาไทร์ทราโกแพนเป็นไก่ฟ้าทราฌโกแพนที่มีมาก และแพร่หลายท่ีสุด ทั้งในการเพาะเล้ียงและ
ในป่าธรรมชาติ มีถ่ินก้าเนิดในป่าไม้บนเขาตอนกลาง และด้านตะวันออกของเทือกเขาหิมาลัยพบจาก
Kumaon ในอินเดียไปทางตะวันออกจนถึงเนปาล สิกขิม ภูฏาน และในป่าทางด้านใต้ของ ทิเบต ไก่ฟ้าชาไทร์
ทราโกแพนชอบอยู่ตาป่าทึบที่ระดับความสูง 8,000-10,000 ฟุต และจะหากินต้่าลงมาในฤดูหนาวจนถึง
ระดับความสูง 4,000 ฟุต มันมีการกระจายถิ่นที่กว้างขวาง จึงยังคงมีอยู่มากในธรรมชาติ ถึงแม้จะถูกชาว
พื้นเมืองล่าเป็นจ้านวนมาก ปกติพวกไก่ฟ้าทราโกแพนจะท้ารัง และวางไข่บนที่สูง แต่ไก่ฟ้าชาไทร์ทราโกแพน
กลับชอบวางไข่บนพื้นดิน โดยท้ารังอยู่ใต้พุ่มไม้วางไข่ครั้งละ 2-4 ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 28 วัน ลูกไก่
แข็งแรงและพัฒนาได้เร็วมากสามารถบินขึ้นไปเกาะก่ิงไม้ได้เมื่ออายุ 2-3 วันเท่านั้น ตัวผู้จะมีสีสดใสเต็มท่ีเมอ่ื
มีอายุ 2 ปี
ไก่ฟ้าชาไทร์ทราโกแพนถูกส่งไปเลี้ยงท่ีสวนสัตว์กรงุ ลอนดอนเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1863 แต่เลี้ยงได้
ไม่ก่ีปีก็ตายหมด แต่ไปขยายพันธ์ุได้ในฝร่ังเศสในปี ค.ศ.1868 มันขยายพันธุ์ได้ยากกว่า และปรพสบ
ความส้าเร็จในการเล้ียงน้อยกว่าไก่ฟ้าทีมมีกทราโกแพน แต่มันถูกน้าเข้าอย่างสม้่าเสมอและเป็นจะนวน
มากกว่าไก่ฟ้าทราโกแพนทุกชนิด ระหว่างปี ค.ศ.1864-1882 มีการน้าเข้าไปในประเทศอังกฤษถึงประมาณ
1,200 ตัว ส่วนใหญ่ก็นา้ เขา้ ไปจากประเทศอินเดีย และระหว่างปี ค.ศ.1920-1940 ก็มีการสง่ ไปจากกัลกัต
ตาเป็นจะนวนไม่น้อยโดยชาวพื้นเมืองดักได้ในฤดูหนาว แต่ตายในระหวา่ งการขนส่งจ้านวนมาก ปัจจุบันมีการ
เลี้ยงไมม่ ากนกั ในยุโรป และอเมรกิ า แต่มีมากในเบลเย่ียมซ่งึ ท่นี ่ันประสบความสา้ เรจ็ ในการเพาะเล้ียงดีมาก
3. ไก่ฟ้าคาบอททราโกแพน
ช่ือสามัญ Cabot’s Tragopan
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Tragopan caboti
ไก่ฟ้าคาบอททราโกแพนเป็นไก่ฟ้าที่มีสีสันน้อยสุดในกลุ่มทราโกแพนและในธรรมชาติเป็นชนิดที่อยู่
ทางด้านตะวันออกสดุ ของกลุ่มดว้ ย พบเฉพาะในป่าบนภูเขาทางดา้ นตะวันออกเฉยี งใต้ของจนี ในจงั หวดั ฟูเก๋ียน
และกวางตุ้ง ชอบอยู่ท่ามกลางดงไม้ที่ระดับความสูง 3,000-5,000 ฟุต ซ่ึงนับว่าต้่าท่ีสุดในจ้าพวกเดียวกัน
มันเป็นนกที่อยู่กับต้นไม้มากกว่าไก่ฟ้าทุกชนิด และมักจะหากินอยู่ระหว่าง กิ่งไม้เป็นประจ้า มีผู้เคยพบว่ามัน
วางไข่บนตน้ ไม้สงู บนรังเกา่ ของกระรอก
มันถูกกล่าวถึงต้ังแต่ปี ค.ศ.1857
แต่ไม่มีไก่ฟ้าที่มีชีวิตไปถึงยุโรปเลยจนถึงปี
ค.ศ.1882 จึงมกี ารเลีย้ งกนั และขยายพันธุ์ได้
จนมีการเลี้ยงกันทั่วไป ถึงแม้มันจะเลี้ยงง่าย
แ ต่ ก็ อ า ยุ ส้ั น ก ว่ า ช นิ ด อื่ น ๆ ก่ อ น ปี
ค.ศ.1914 มันเป็นไก่ราคาถูกท่ีสุดในกลุ่มท
ราโกแพนในฝรั่งเศส และก็เหมือนชนิดอื่นท่ี
พอหลังสงครามก็หายาก มีการน้าเข้าจากจีน
อีกในปี ค.ศ.1920 และส่งไปท่ีอเมริกาเหนือ
ด้วย ในปี ค.ศ.1960 ไก่ฟ้าจ้านวนหน่ึงถูกส่ง
จากฮ่องกงไปในอังกฤษและมีการเพาะเลี้ยงขยายพันธ์ุได้ จนมีการกระจายไปท่ีอเมริกา เยอรมัน และ เบล
เยี่ยม เน่ืองจากมันมีสีท่ีสดใสน้อยกว่าชนิดอ่ืน จึงไม่ค่อยเป็นท่ีนิยมในหมู่นักเพาะเล้ียงมากนัก แต่มันนับว่า
เป็นทราโกแพนท่ีเช่ืองท่ีสุด และสุภาพที่สุดในจ้านวนท้ังหมด 5 ชนิด ในกรงเล้ียงมันใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บน
ต้นไม้ แต่ตัวเมียกลับท้ารงั และวางไข่ใตพ้ ุ่มไม้บนพ้ืนดนิ เพราะมีการกระจายถิ่นจา้ กัดมากและการอยู่ระดบั ตา่้
ท้าให้มันถูกล่าได้ง่าย ท้าให้มันมีจ้านวนน้อยลง และในการเพาะเลี้ยงก็มีจ้านวนน้อยมาก มันจึงถูกจัดให้เป็น
ไก่ฟ้าอกี ชนดิ หนึง่ ที่ใกล้จะสูญพนั ธ์ุ
๔. ไก่ฟา้ บลิทหท์ ราโกแพน
ช่ือสามัญ Blyth’s Tragopan
ชือ่ วิทยาศาสตร์ Tragopan blythi blythi
เป็นพวกทราโกแพนอีกชนิดหน่งึ ท่มี ีนอ้ ยหาไดย้ ากทั้งในธรรมชาตแิ ละในการIพาะเลีย้ ง จงึ ถกู จดั ใหเ้ ปน็ ไก่ฟ้าอีก
ชนดิ หน่ึงทีใ่ กลจ้ ะสญู พันธุ์ มีถิน่ ก้าเนดิ บนภเู ขาของอสั สัม และด้านตะวันตกเฉียงเหนือของพม่าทางตอนใต้ของ
เทือกเขาพรหมบุตร และนาจาไปทางตะวันออกถึงพม่าตอนเหนือ และไปทางตะวนั ออกเฉยี งใตจ้ นถงึ เขามณีปุ
ระ และ Chin Hills ชอบอยู่ในป่าที่ทึบและ ชื้นกว่าพวกแซทไทร์ ที่ระดับความสูง 6,000-
9,000 ฟตุ ชอบอยตู่ ามต้นไม้ มนี สิ ยั สนั โดษและเปน็ นกประจ้าถิ่น ขีอ้ าย และระมัดระวงั ตัวมาก พบ
เห็นตัวได้ยาก เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้จะส่งเสียงร้องและจะเริ่มร้าแพนเรียกความสนใจจากตัวเมีย
มนั แขง็ แรงและอดทนเหมือนแซทไทร์ แตไ่ ข่ไม่ดกเทา่ ชอบไข่ในตะกร้าที่แขวนไว้สูง ถกู กล่าวถึงเปน็ ครงั้ แรกใน
ค.ศ.1870 และตัวผู้ตัวหน่ึงถูกส่งจากอัสสัมไปเล้ียงท่ีสวนสัตว์ กรุงลอนดอนในปีเดียวกัน แต่อยู่ได้ 6 เดือน
ก็ตาย W.Jamrach น้าเข้าไปอีกในปี ค.ศ.1882 จนมีการเพาะเล้ียงกันหลายแห่ง แต่ต่อมาก็ตายหมด และ
ไม่มีไก่ฟ้าชนิดน้ีเข้าไปในยุโรปหรืออเมริกาเลย จนถึงปี ค.ศ.1932 ท้ังอังกฤษและฝรั่งเศสจึงได้มาเลี้ยงอีก
และขยายพันธ์ุได้ในเวลาต่อ มา จนมีการกระจายไปเลี้ยงอีกหลายแห่งในยุโรป ญ่ีปุ่น และอเมริกา ปัจจุบันมี
รายงานว่า มีเลี้ยงกันท่ีสวนสัตว์เล็ก ๆ ที่ Kohima ในนากาแลนด์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียเพียง
แห่งเดียวเท่านั้น มีชนิดย่อยอีกชนิดหนึ่งคือ Molesworth’s Tragopan (T.b.molesworthi) ซ่ึงพบทาง
ตะวนั ออกสุดของภฐู าน และรู้จกั กันเพียงไก่ท่ีถกู สตฟั ไว้เพยี ง 2 ตัวเท่านนั้
6. ไก่ฟา้ ตระกูล Gallus
- ไก่ปา่ แดง
- ไก่ปา่ เขยี ว
- ไก่ปา่ เทา
- ไกป่ า่ ศรีลงั กา
- ไกป่ า่ ตุ้มหขู าว
- ไก่ป่าต้มุ หแู ดง
ไก่ป่าจัดอยู่ในตระกูล Gallus มีลักษณะท่ีส้าคัญผิดกับไก่ฟ้าอื่น ๆ ตรงที่บนหัวมีหงอนเนื้อไม่ใช่หงอน
ที่เป็นขน มีเหนียงเป็นเนื้อห้อยลงมาจากโคนปาก และคางท่ีเป็นหนังเกล้ียงๆไม่มีขน เพศผู้มีขนวสวยงาม ขน
หางตงั้ เรยี งกนั เปน็ สนั สงู 14-16 เส้น เสน้ กลางยาว ปลายแหลมและอ่อนโค้ง แข้งมเี ดือยข้างละอนั เพศเมียมี
ขนาดเล็กกว่า ขนไม่สวยงาม สีไม่ฉูดฉาด หงอนและเหนียงเล็ก แข้งไม่มีเดือย ไก่ป่ามีท้ังหมด 4 ชนิดและถ้า
รวมชนิดย่อยแลว้ จะมที ัง้ หมด 8 ชนิดยอ่ ย คือ
1. ไก่ปา่ แดง
ชอ่ื สามัญ Red Junglefowl
ชือ่ วิทยาศาสตร์ Gallus gallus
ไก่ปา่ แดงแบ่งเปน็ ชนดิ ยอ่ ยได้ 5 ชนดิ ไดแ้ ก่
1.1 ไก่ป่าตุ้มหูขาว หรือไก่ป่าอีสาน (Cochin-Chinese red junglefowl) มีช่ือวิทยาศาสตร์ว่า
Gallus gallusgallus มีตุ้มหสู ขี าว โคนหางมีปุยขนสีขาว พบทัว่ ๆ ไปทางภาคอีสาน และภาคตะวันออกตั้งแต่
ระยองเลยี บชายแดนเขมร ไปจนถงึ อบุ ลราชธานี
1.2 ไก่ป่าตุ้มหูแดง หรือไก่ป่าแดงพันธ์ุพม่า (Burmese Red Junglefowl) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
Gallus gallus spadiceus มีลักษณะเหมือนชนิดแรก แต่มีตุ้มหูสีแดง ในประเทศไทยมีทางภาคใต้
ภาคตะวันตกเรื่อยไปถึงภาคเหนอื ของประเทศไทย นอกน้ันมีในประเทศพม่าและสมุ าตราตอนเหนือ
1.3 Tonkinese Red Junglefowl มีช่ือวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus jabouillei มีสร้อยคอสีแดง
หงอนและตุ้มหูแดง มีในเวียดนามเหนือ จีนใต้ และเกาะไหหล้า
1.4 Indian Red Junglefowl มชี ือ่ วทิ ยาศาสตร์ว่า Gallus gallus murghi มีสรอ้ ยคอสีเหลือง ตุม้ หู
ขาว พบทางเหนือและตะวนั ออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย และบรเิ วณตอนใตเ้ ชิงเขาหิมาลยั
1.5 Java Red Junglefowl มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus bankiva มีสร้อยคอท่ีปลายทู่
จนกลมมนผิดจากไก่ป่าชนิดอนื่ ๆ มใี นเกาะสมุ าตรา ตอนใตข้ องเกาะชวาและบาหลี
ไก่ป่าชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบ หรือป่าผสมป่าไผ่ ต้ังแต่ระดับน้าทะเลจนถึงระดับ 6,000 ฟุต ชอบหากิน
เวลาเช้าตรู่ และตอนเยน็ ผสมพันธุ์ประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม วางไข่ครัง้ ละประมาณ 5-6 ฟอง
ใชเ้ วลาฟักไข่ 19-21 วนั ในชว่ งฤดูฝนตัวผู้จะผลดั ขนและหยดุ ขนั
2. ไกป่ ่าเขียว
ชื่อสามัญ Green Junglefowl
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Gallus varius
ไก่ป่าเขียวเป็นไก่ป่าชนิดเดียวท่ีหงอนไม่มีจักร และมีเหนียงใต้คางเพียงแผ่นเดียว ต่างจากไก่ป่าชนิด
อื่น ๆ และเน่ืองจากหงอนและเหนียงมีหลายสี จึงมีบางคนเรียกว่า ไก่ป่าเจ็ดสี มีถิ่นก้าเนิดอยู่ในเกาะชวาและ
บริเวณเกาะใกล้เคียงเท่าน้ัน ชอบอาศัยอยู่บริเวณป่าต้่าใกล้ชายฝั่งทะเล ชอบป่าที่แห้งโดยเฉพาะที่มีโขดหิน
และมีต้นไมข้ นึ้ แซมไม่ไกลจากทงุ่ นา และสวนของชาวพ้ืนเมืองมีพบบา้ งแต่จา้ นวนนอ้ ยที่อยใุ่ นปา่ ลึกจากชายฝั่ง
และจะพบทางตะวันตกของเกาะชวามากกวา่ ทางดา้ นตะวันออก ซงึ่ ทางดา้ นตะวันตกจะพบไกป่ ่าแดงชนิดย่อย
Gallus gallus bankiva อยู่มากกว่า ปกติจะหลบอยู่ตามพุ่มไม้และป่าไผ่ จะออกมาหากินเฉพาะตอนเช้าตรู่
และตอนพลบค้า่ เทา่ นน้ั
ไก่ป่าชนิดน้ีไม่ค่อยตื่นคน เป็นไกป่ ่าที่ไม่คุมฝูงเหมือนไก่ป่าแดง ปกตจิ ะหากนิ ตวั เดียวหรือหากินเป็นคู่
หรือเป็นครัวเล็ก ๆ ฤดูผสมพันธุ์ประมาณเดือนมิถุนายน ถึง เดือนพฤศจิกายน วางไข่คร้ังละประมาณ 6-10
ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 21 วัน ในการเพาะเล้ียงนั้นจะวางไข่ประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม
และจะใหไ้ ข่จ้านวนมากกว่าไก่ป่าชนดิ อืน่ ๆ ตวั ผู้จะมสี เี ตม็ และโตเตม็ วยั เม่ืออายุ 1 ปี
ไก่ปา่ เขยี วไมผ่ ลัดขนในฤดฝู นเหมือนไก่ป่าแดง มกี ารน้ามาเพาะเล้ียงนานแลว้ โดยชาวพนื้ เมืองน้ามาผสม
กับไก่ตัวเมยี พน้ื บ้าน ลูกผสมท่ีไดเ้ รียกวา่ "Bekissar"
7. ไกฟ่ า้ ตระกลู Crossoptilon
- ไก่ฟ้าหู สขี าว
- ไกฟ่ า้ หู สีนา้ ตาล
- ไก่ฟา้ หู สนี า้ เงิน
ไก่ฟ้าตระกูล Crossoptilon เรียกตามค้าศัพท์ภาษาอังกฤษว่า ไก่ฟ้าหู เพราะไก่ฟ้าในตระกูลนี้มีขน
คลุมหูยาวโค้งข้ึนไปข้างๆตัว ที่หน้ามีสีแดง แข้งแดง เพศผู้และเพศเมียมีสีเหมือนกันมากแต่เพศผู้จะมีเดื อย
แหลมยาว จัดอยู่ในตระกลู Crossoptilon มี 3 ชนิด คอื
1. ไกฟ่ า้ หสู -ี ขาว
ชอ่ื สามญั White Eared Pheasant
ชือ่ วิทยาศาสตร์ Crossoptilon crossoptilon
ไก่ฟ้าหูคู่แรกถูกส่งไปท่ีอังกฤษเม่ือปี ค.ศ.1891 แต่ขายพันธุ์ไม่ได้ ต่อมาจึงได้มีการส่ังเข้าไปเลี้ยงอีก
หลายคร้งั จนปจั จุบนั มีการเพาะเลยี้ งกนั พอสมควร ไก่ฟา้ หู สีขาว วางไขค่ รั้งละประมาณ 4-7 ฟอง ใช้เวลาฟัก
ไข่ประมาณ 24-25 วัน ไก่ฟ้าหู-สีขาวเป้นไก่ฟ้าหูชนิดเดียวที่แผงขนหูไม่ยื่นออกไปเหนือคอ มีถิ่นก้าเนิดใน
ประเทศจีน และทิเบต เป็นนกประจ้าถน่ิ สามารถแบง่ เปน็ 5 ชนิดยอ่ ย ดังนี้
1.1 Szechuan White Eared-Pheasant (Crossoptilon crossoptilon) พ บ ท่ี ร ะ ดั บ ค ว า ม สู ง
10,000 ฟุต จนถึงระดับท่ีมีหิมะปกคลุมบนภูเขาทางด้านตะวันออกของเสฉวน และส่วนที่ติดกับด้าน
ตะวนั ออกเฉียงใต้ของทเิ บต เป็นไกฟ่ ้าทีม่ กี ารเพาะเล้ยี งมากที่สุดในจ้านวนชนดิ ย่อยทั้งหมด
1.2 Yunnan White Eared-Pheasant (Crossoptilon crossoptilon lichiangense) พ บ ท า ง
ตะวันตกเฉียงเหนือของยูนานที่ระดับความสูง 12,000-14,000 ฟุต ลักษณะเหมือนชนิดแรก แต่ปีกเป็นสี
เทาออ่ น
1.3 Tibetan White Eared-Pheasant (Crossoptilon crossoptilon drouyni) พบทางฝ่ังเหนือ
ของแมน่ ้าโขง และแมน่ ้าสาละวนิ ตอนบน ตา่ งจาก2ชนดิ แรกตรงท่ีปกี เป็นสขี าว
1.4 Dolan’s White Eared-Pheasant (Crossoptilon crossoptilon dolani) พบทางตอนใต้ของ
Kokonor สขี องขนทว่ั ไปเป็นสีเทาออ่ น ไมอ่ อกขาวเหมอื น 3 ชนิดแรก
1.5 Harman’s White Eared-Pheasant (Crossoptilon crossoptilon harmani) พ บ ท า ง
ตะวนั ออกเฉียงใตข้ องธิเบต และทางเหนอื ของภูเขาหมิ าลยั สเี หมือนชนิดที่ 4 แตส่ ่วนท่เี ปน็ สีเทาจะเขม้ กวา่
2. ไก่ฟา้ หู-สีนา้ ตาล
ชอ่ื สามญั Brown Eared Pheasant
ชื่อวิทยาศาสตร์ Crossoptilon mantchuricum
ไก่ฟ้าหู-สีน้าตาล มีถิ่นก้าเนิดบนภูเขา
ทางดา้ นตะวนั ตกของจนี และไมป่ รากฏว่ามีใน
แมนจูเรียอย่างท่เี ข้าใจกัน จนเรยี กไก่ฟ้าชนิดน้ี
ว่า Manchurian Eared Pheasant มาระยะ
หนึ่งในประเทศจีนเรียกไก่ฟ้าชนิดนี้ว่า Hoki
ซึ่งช่ือน้ีก็เป็นท่ีรู้จักกันในยุโรปด้วย พบมากใน
บรเิ วณภเู ขาทางด้านเหนอื ของซานสี ซง่ึ ยังเปน็
ส ภ า พ ป่ า ท่ี ส ม บู ร ณ์ ถู ก ศึ ก ษ า ค รั้ ง แ ร ก โ ด ย
Pere David ซ่ึงพบมันบนภูเขาทางเหนือของ
กรุงปักกิ่งในปี ค.ศ.1862 และไก่ฟ้าหู-สี
น้าตาลทีมีชีวิตถูกส่งจากปักกิ่งไปฝร่ังเศสครั้ง
แรกในปี ค.ศ.1864 จากตวั ผู้เพยี งหน่ึงตัวและตวั เมียสองตัวในครั้งแรกน้ันสามารถขายพันธ์ุได้ถึงสองร้อยกว่า
ตัวในปี ค.ศ.1869 และจากนนั้ ก็มีการเพาะเลยี้ งกันอย่างแพรห่ ลายท่วั ยโุ รป โดยไม่ปรากฏวา่ มีการสั่งไก่ฟ้าหู-
สีน้าตาลเข้าไปอีกเลย ซ่งหมายความว่า ไก่ฟ้าที่เล้ียงกันทั้งยุโรปและอเมริกาก็มาจากพันธุ์ท่ีเพาะได้ในฝรั่งเศส
ทงั้ สน้ิ จนปจั จบุ นั นีม้ กี ารเพาะเล้ยี งกนั ทวั่ โลก แต่อาจเนอ่ื งจากมกี ารผสมพนั ธุในระบบเลือดชดิ มานาน ทา้ ใหไ้ ข่
ไม่คอ่ ยมเี ช้ือและบางทีตวั ผู้ก็ไม่มเี ดือยหรือบางทีตัวเมียกลบั มีเดือย เป็นต้น
8. ไก่ฟ้าตระกูล Lophophoprus
ไก่ฟ้าหิมาลายัน อยูใ่ นทเิ บตและเนปาล
9. ไก่ฟา้ ตระกลู Pucrasia
Migado Pheasants (ไก่ฟา้ ใต้หวัน)
10. ไกฟ่ า้ ตระกูล Syrmaticus
ไก่ฟ้ารีฟ มถี ิน่ ก้าเนดิ ในจนี
11. ไก่ฟา้ ตระกลู Ithaginis
ไก่ฟ้าสเี ลือดมีถ่ินก้าเนิด ในจีน ทิเบตและเนปาล
12. ไกฟ่ ้าตระกูล Chrysolophus
ไก่ฟ้าโกลเดน
13. ไกฟ่ ้าตระกูล Catreus
ไก่ฟ้าเชียร์ Catreus wallichii
14. ไก่ฟ้าตระกลู Phasianus
ไก่ฟ้าเขียวและไก่ฟา้ คอแหวนมีถ่นิ ท่ีอย่ใู นญี่ป่นุ
15. ไก่ฟ้าตระกูล Lophura
ไก่ฟ้าตระกูลนี้จัดเป็นพวกที่มีรูปร่างคล้ายไก่จัดอยู่ในตระกูล Lophura ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่มีไก่ฟ้าถึง
10 ชนิด ถ้ารวมชนิดย่อยแล้วจะมีทั้งหมด 36 ชนิดย่อย เป็นไก่ฟ้าที่มีผู้นิยมเพาะเล้ียงกันมาก ไก่ฟ้าของไทย
สว่ นใหญก่ ็จะอยู่ในตระกูลน้ี
1. ไกฟ่ ้าไรห้ งอน
ชื่อสามัญ Crestless Fireback
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Lophura erythrophthalma
ไก่ฟ้าไร้หงอนเปน็ ไก่ฟ้าทแี่ ปลกจากไก่ฟา้ อื่น ๆ ตรงท่มี ีขนหางส้ันสเ้ี หลือง ตัวเมียมเี ดือยแหลมเหมือน
ตวั ผู้ ไกฟ่ ้าชนดิ นม้ี ี 2 ชนิดย่อย
1.1 ช่ือสามัญ The Malay Cresstless Fireback ชื่อวิทยาศาสตร์ Lophura eyrthrophthalma
erythropthelma มีถิ่นก้าเนิดในป่าต้่าเขตร้อนของคาบสมุทรมาเลย์และคาบสมุทรสุมาตราตะวันตก
มักจะพบหากินเป็นฝูงเล็ก ๆ 5-6 ตัว โดยมีตัวผู้คุมฝูงเพียงตัวเดียว บางครั้งก็เข้ามาหากินใกล้แหล่งเพาะปลูก
และตามแหล่งน้า ถูกค้นพบคร้ังแรกในปี ค. ศ.1822 มีการเพาะเล้ียงท่ีกรุงปารีสปีค.ศ. 1872
ในการเพาะเล้ียงไก่ฟ้าชนิดน้ีขยายพันธุ์ได้ดีในท่ี ๆ มีอากาศอบอุ่น เล้ียงไม่ค่อยได้ผลในที่ ๆ มีอากาศหนาว
ในฤดูผสมพันธุ์จะวางไข่ถึง 3 ชดุ ชดุ ละ 3-6 ฟอง ใชเ้ วลาฟักไข่ 24 วนั ลกู ไก่แขง็ แรงเล้ียงง่ายตวั ผูจ้ ะเหมือน
ไก่โตเตม็ วยั เมือ่ มอี ายเุ พียง 4 เดอื นเท่านั้น แต่จะผสมพันธุไ์ ด้เมื่ออายุ 2 ปี
1.2 ช่ื อ ส า มั ญ Bomean Crestless Fireback ชื่ อ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ Lophura erythrophthama
pyronota มีถิ่นก้าเนิดอยู่ทางตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว มีรายงานเก่ียวกับพฤติกรรมของพวกมันน้อยมาก
เข้าใจว่าเหมือนกับชนิดแรก ถูกค้นพบหลังจากชนิดแรกไม่นาน ถูกส่งไปเล้ียงท่ีกรุงลอนดอน ในปี ค.ศ.1870
และมีรายงานวา่ มีเพียงไมก่ ี่ตัวในปี ค.ศ.1880-1882 ปจั จุบันไมป่ รากฏวา่ มผี ู้ใดเพาะเลี้ยงอยเู่ ลย
2. ไกฟ่ า้ หนา้ เขยี ว
ชอ่ื สามัญ Cressted Fireback Pheasants
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Lophura ignita rufa
ไก่ฟา้ กลุ่มนี้แบง่ ออกเป็น 4 ชนิดย่อย
2.1ไก่ฟ้าหน้าเขียว ชื่อสามัญ Vieillot’s Crested Fireback ชื่อวิทยาศาสตร์ Lophora ignita rofa
พบในป่าต้ังแต่ตอนใต้ของเทิอกเขาตะนาวศรี แหลมมลายู และเกาะสุมาตรา ในประเทศไทยมีเฉพาะภาคใต้
เลยคอคอดกระลงไป และเคยพบในป่าทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นไก่ฟ้าทีมีขานดใหญ่ที่สุ ดใน
ตระกูล Lophura ด้วยกัน และมีลักษณะเด่นต่างจากไก่ฟ้าชนิดอ่ืนคือมีหนังหน้ากากสีฟ้าคราม ตัวผู้มีจะงอย
ปากสีขาวขนุ่ ขนหงอนเป็นพุ่มสีดา้ คอ ลา้ ตัว หน้าอกมสี ีน้าเงินเข้ม บริเวณหลังตอนท้ายและตะโพกมีสีเหลือง
แกมแดง ขนหางคู่กลางมีสีขาว ล้าตัวด้านข้างมีลายสีขาว แข้งสีแดงมีเดือยข้างละ 1 เดือย ตัวเมียพุ่มหงอนสี
น้าตาลเข้ม ลา้ ตัวดา้ นบน ปีก และหาง มสี ีน้าตาลแกมแดง ใต้คอ และหน้าอกมสี นี ้าตาลอ่อนและท้องมีเกล็ดสี
ขาวและดา้ แขง้ และน้วี เท้าสีแดงไม่มีเดอื ย ฤดูผสมพันธ์ุ
16. ไกฟ่ ้าตระกูล Polyplectron
นกแว่นสเี ทา ในภาคใต้ของไทย พม่าและ
มาเลเซีย
ขอขอบคุณข้อมลู จาก T PHAPHOOM
http://2013.gun.in.th/index.php?topic=19968.0