ข้อมลู ทั่วไปของนกยงู
ขอ้ มูลจำเพำะ
นกยูงท่วั โลก มีอยู่ 2 สกลุ คือ
สกุลของนกยงู ทางทวีปเอเซยี ( Pavo )
สกลุ ของนกยูงทางทวีป แอฟริกา (Afropavo )
สกุล Pavo แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ นกยูงอินเดีย ( Indian peafowl หรือ Blue Peafowl ) มีชื่อ
วิทยาศาสตร์ว่า Pavo cristatus และ อีกชนิดหนึ่งคือ นกยูงไทย ( Green Peafowl ) สาหรับนกยูงคองโกน้ัน
นักปักษีวิทยาหลายท่านยังไม่เห็นด้วย ที่จะจัดให้เป็นนกยูงชนิดหน่ึง โดยเฉพาะคุณสุวัฒน์ สิงหพันธ์ุ หัวหน้า
ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายเพาะเล้ียง กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ซึ่งเคยไปเห็นนกยูงคองโก ตัวจริง ที่ประเทศ
อังกฤษ มีความเห็นว่า นกยูงคองโก มีลักษณะคล้ายนกยูงเท่านั้น แต่พฤติกรรม แตกต่างจาก นกยูงอินเดีย
และนกยูงไทยมาก จึงไมน่ า่ ท่ีจะจดั ใหอ้ ยูใ่ นสกุลนกยูง
รูปร่างลักษณะ นกยูงไทยจะมีขนาดร่างกายใหญ่โตกวา่ นกยูงอินเดีย และมีขายาวสมสว่ นกว่า ทั้งเพศ
ผู้ และ เพศเมยี มีหงอน เปน็ เส้นขน สีเขยี วเหลือบ ชี้ ตรงอย่บู นหัว ไม่ไดเ้ ปน็ รูปพดั อยา่ งนกยงู อินเดีย บนหวั
และที่คอเป็นขนสั้นๆ เหลือบเขียวแกมน้าเงิน , หน้าของนกยูงไทย ท้ังสองข้างมีสีฟ้า ดา และ เหลือง สวยงาม
, ขนคอ ขนหน้าอก และ ส่วนบนของหลังเป็นขนท่ีมีปลายขน ลักษณะ ป้าน กลม , ตรงกลางขน เหลือบ สีน้า
เงนิ แก่ลอ้ มรอบดว้ ยสเี ขียว และ สที องแดง และ ตรงขอบขนปกี มขี อบสีเหลือบเขียวแกมดา มองดคู ล้ายๆ กบั
เกล็ดปลา , หลัง เป็นขนสีเหลือบเขียวตรงกลาง แล้ว กลายเป็น สีทองแดง แกม ดา ไปทาง รอบ ๆ ขน ส่วน
นกยูงเพศผู้ จะมีแพนขนปิดหาง ( Train ) ยาว หลายเส้น ท่ีปลายแพนขนปิดหาง นี้ มี ดอกดวง ท่ีเรียกว่า
" แววมยรุ า " ซงึ่ ตรงกลางดวง เป็นสีนา้ เงินแกมดา อยู่ในพืน้ วงกลม เหลือบเขียว ลอ้ มรอบดว้ ย ลาย เป็นวงรูป
ไข่สีทองแดง เวลานกยงู ราแพน จึงเปรียบเหมอื นพัดขนาดใหญ่ ทมี่ ี สสี นั งดงาม ผดิ กบั หางแท้ๆ ( trail ) นนั้ มสี ี
น้าตาล ไมส่ วยงามอะไร
นกยงู ไทยเพศผู้ โตเตม็ วัย มคี วามยาวของร่างกาย 180 - 300 ซม. ปีกยาว 46 -54 ซม. ขนหาง
ยาว 40 - 47.5 ซม. แพนขนปิดหาง ยาว 140 - 160 ซม. และ แขง้ ยาว 16 -17 ซม. นกยงู เพศผู้ และ
เพศเมีย มีความแตกต่างกันบ้างเลก็ นอ้ ย คือ เพศเมยี มีขนาดร่างกายเล็กกวา่ สขี นโดยทั่วไปไมส่ ดใส เท่าตัวผู้
และ มี เดือย สน้ั กวา่ เดือย ของเพศผมู้ าก นอกจากน้นั บริเวณขนตา่ ง ๆ ของเพศเมยี มักมสี นี า้ ตาลดา หรอื สี
นา้ ตาลแดงแทรกเป็นคลื่น จึงมองเห็น เป็นลายคลื่นท่ัวท้งั ลาตวั
พฤติกรรมทั่วไป
พฤติกรรมโดยท่ัวไป ปกตินกยูงจะหากินอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดเล็ก โดยพบ ตั้งแต่ 2 - 6 ตัว สมาชิก
ส่วนใหญ่เป็นตัวเมีย และ นกท่ียังโตไม่เต็มวัย ซ่ึงมักติดตามนกตัวเมียอยู่เสมอ อันเน่ืองจาก ความสัมพันธ์ใน
สมัยท่ียังเป็น ลูกนก คอยติดตามแม่ ดังน้ัน นกยูงตัวเมียใหญ่ จึงมีบทบาทในการนา สมาชิก ออกหากิน และ
คอยดูแลฝูงให้ปลอดภัย ส่วนนกยูงตัวผู้ ที่โตเต็มวัยแล้ว นอกฤดูผสมพันธุ์ มักอยู่ร่วมหากินกับ ฝูงตัวเมียด้วย
แต่เมอื่ เขา้ ฤดผู สมพนั ธุ์ นกยูงตวั ผู้ จะแยกออกจากฝงู อยู่ตามลาพงั อยา่ งเด่นชัด
ในรอบวันหน่ึง ๆ นกยูง มีกิจกรรมเร่ิมต้ังแต่ การบินออกจากคอนไม้ลงสู่พื้นป่าเบ้ืองล่าง เพื่อหากิน
และ ดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ เร่ือย ๆไปจนเย็น โดยในช่วง ฤดูร้อน และ ฤดูฝน นกยูงจะออกหากินตามหาด
ทราย ในช่วงหลัง 06.30 น. แต่ถ้าเป็นฤดูหนาว เวลาหากิน จะเล่ือนไปช้ากว่าเดิม อีก ราวหน่ึงช่ัวโมง หรือ
ชั่วโมงครึ่ง เพราะตอนเชา้ ในฤดนู ี้ บรเิ วณเหนือลาน้าจะมีหมอกปกคลมุ อยู่หนา ไมส่ ามารถมองเห็นได้ไกล ศัตรู
ของ นกยงู เช่น เสือ ชะมด อเี หน็ อาจแอบซ่มุ รออยู่ตรงไหนก็ได้ นกยงู จึงตอ้ งรอใหแ้ ดดออกกลา้ เผาหมอกให้
จางลงเสียก่อน จึงจะลงจากคอนหากิน แต่ก็มีบางคร้ัง ที่อาจพบนกยูงบินร่อนลงสู่หาด ขณะท่ีกา ลังมี
หมอกหนา อยู่
อาหารของนกยูง การหากินของ นกยูง ตามหาดริมลาห้วย มักจะเดินตามกันอย่างช้า ๆ สลับกับการ
หยุดยืนน่ิงเฉย เป็นเวลานาน ๆ มันจะไม่ใช้เท้าคุ้ยเขี่ย หาอาหารอย่างไก่ป่า แต่จะใช้ปากจิกกิน อาหารท่ีกิน
ส่วนมากเป็น เมล็ดหญา้ และ ใบออ่ นของพชื ล้มลุกหลายชนิด เช่น กก แห้วหมู พง อ้อ ผักโขมใบหนาม ก่มุ น้า
ละว้าตีเมีย โสนดง หงอนไก่ป่า ใบบอน ฯลฯ นอกจากนี้ ยังกินแมลงชนิดต่าง ๆ ตลอดจน กบ เขียดขนาดเลก็
เชน่ กบบัว กบสีขาวดา หรือ หากเจอลกู ปลา ท่ีติดอยู่ใน แอง่ นา้ ต้ืนๆ นกยูง กจ็ ะจัดการเชน่ กัน เมอ่ื นกยูง หา
กินไปจนสุดหาด จะบินข้ามน้าไปหากินบนหาดอื่นถัดไป แต่ถ้าเป็นหาดท่ีอยู่ใกล้ และ น้าไม่ลึกนัก มันจะเดิน
ท่อง ผา่ น กระแสนา้ ไปเลย
นอกจากจะหากินตามหาด และ ท่ีราบริมน้าแล้ว นกยูง จะสลับเข้าไปหากินตามโป่งใหญ่ๆ ท่ีมักมี
แหลง่ น้าอยู่ด้วย และ ในบริเวณที่โลง่ แจง้ กลางปา่ โดยเฉพาะป่าโปร่งแถบรมิ หว้ ย ทมี่ ีพวกไผ่หนาม ไผซ่ างนวล
ไผ่ไร่ ขึ้นปะปน ซ่ึงใบ และ ขุยไฝ่ เหล่านี้เป็นอาหารอย่างดีของ นกยูง นอกจากน้ัน ไม้เถา และ พืชล้มลุก
ที่นกยูงชอบกิน เช่น เกาข้ีกา ผักเป็ด ผักคาดหมู มะเขือพวง และ ผลไทร ท่ีหล่นตามใต้ต้น ก็มีให้เลือกกินอยู่
มาก ท้งั หญา้ และ ไม้พมุ่ ท่ขี ้นึ กระจัดกระจาย ในบริเวณป่า ยงั เป็นแหลง่ กาบังอย่างดี ชว่ ยอาพราง นกยงู ให้
พ้นจากศัตรูธรรมชาติ ดังน้ัน นกยูง จึงมักแวะเข้าไปหากิน และ หลบพักผ่อน ตามที่โล่งแจ้ง กลางป่า ในเวลา
กลางวันเป็นเวลานาน ๆ อย่างไรก็ตาม การใช้พื้นท่ีหากินของ นกยูง ไม่มีแบบแผนลาดับช่วงเวลาตายตัว ว่า
จะเข้าไปหากนิ ในพ้นื ท่ี ประเภทใด ก่อน แต่ข้นึ อยู่กับโอกาส และ การหลบหลีกศตั รู
นิสัยอยา่ งหน่ึง ท่ีเป็นภัยตอ่ ตัวนกยูงเอง คือ มักมีปฏิกรยิ าต่อเสียงดังผิดปกติ เช่น เสยี งปนื เสยี งไม้หัก
ไม้ล้มดัง นกยูงจะส่งเสียงร้อง และ การส่งเสียง ร้องบนก่ิงไม้ที่จับคอนนอน ในเวลาเช้าตรู่ และ ตอนใกล้ค่า
เป็นการเปิดเผยท่ีซ่อน ให้ศัตรูผู้ล่าเห็นตัวได้โดยง่าย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ นกยูงถูกล่า โดย พราน และ ศัตรู โดย
ธรรมชาติ
การรักษาความสะอาด และ สัญชาตญาณ ระวังภัย นกยูง เป็น นกที่ค่อนข้างพิถีพิถัน ในการจัดแต่ง
ขน และ ดูแลความสะอาดอยู่เสมอ มันชอบ ไซ้ขน นอนอาบแดด และ คลุกดินฝุ่น เพื่อให้เห็บ ไร ตามตัวหมด
ไป โดยระหว่างการหากิน นกยูง อาจหยุดพักไซ้ขนปีกหาง เป็นระยะ ๆ แต่ทั่วไปแล้ว การไซ้ขน และ การจัด
แต่งขนจะทาจริงจัง หลังจากที่หากิน เรียบร้อยแล้ว การจัดแต่ง และ ไซ้ขนบริเวณคอ และ บริเวณรอบ ๆ หัว
ใหแ้ ก่กัน เม่อื ไซ้ขนเสร็จ ถา้ บริเวณนน้ั มที ่ีโล่ง ซ่ึงปลอดภัย และ แดดจดั มนั จะพากันนอนอาบแดด โดยกางปีก
ขา้ งหนง่ึ ออก คลุกพืน้ ดนิ เพ่ือผ่งึ แดดสกั 2 - 3 นาที แล้วจึงสลบั ขา้ ง หรอื ไมบ่ างตัว กอ็ าจขยบั ตัว นอนตะแคง
ข้าง แล้ว ยกปีกข้างหน่ึงช้ีขึ้นสูง หันบริเวณปีกออกรับแสง แล้วจึงสลับปีก หากอาบแดดแล้ว เห็บ ไร ยังไม่ถูก
กาจัด มันก็อาจลงนอนคลุกฝุ่นไปมา แล้วลุกข้ึนสลัดฝุ่นท้ิง การนอนคลุกฝุ่น ส่วนใหญ่ของ นกยูง มักทาใน
บรเิ วณปา่ มากกวา่ ตามหาดทรายรมิ ลาน้า เพราะ มีดินฝนุ่ ละเอียด และ แห้งกว่า
นอกจากน้ียังพบว่า นกยูงทั้งตัวผู้ และ ตัวเมีย มักระวังและรักษาหางเป็นอย่างดี ขณะที่เดินข้ามน้า
มันจะยกหางขึ้นสูงให้พ้นน้า ถ้าเป็น นกยูงตัวผู้ ท่ีมีแพนขน ปิดหาง ยาวมาก ๆ ระหว่างเดินบนหาด ก็จะ ยก
แพนหาง ให้พ้นจากพื้นเช่นกัน ยกเว้นขณะท่ีเดินช้า ๆ หรือ หยุดยืนจึงปล่อยขนหางให้ลู่ลงกับพ้ืน นกยูง ยัง
เป็นสตั ว์ ทม่ี ีสญั ชาตญาณ ระวังภยั สงู มกั หวาดระแวง และ สงสัย กับส่งิ ผดิ ปกตเิ สมอ ดังน้ัน ในการ ปรากฏตวั
ตามทโ่ี ล่ง เช่น ตามหาดทราย บรเิ วณโปง่ หรอื ท่ีโล่งแจ้งในปา่ หากไม่แนใ่ จว่า บริเวณนั้นจะปลอดภัยพอ กจ็ ะ
หลกี เล่ยี งไม่เข้าไปใช้ หรือ อาจบินไปเกาะสังเกตการณ์อย่บู นต้นไม้สูง จนแน่ใจว่าปลอดภัย จึงบินร่อนลงเขา้ ไป
ใช้พ้ืนที่น้ัน แม้แต่ขณะที่หากิน เมื่อก้มลงจิกอาหาร 2 - 3 คร้ัง มันจะยกหัวข้ึนมองรอบ ๆ คร้ังหน่ึง ทาอยู่
เชน่ นี้ สลับกนั ไป จนแนใ่ จ ก็อาจเพ่ิมจานวนครัง้ การจิกกนิ เปน็ 4 - 5 ครง้ั แลว้ จึง ยกหวั ข้นึ มอง ขณะเดยี วกัน
ถา้ มเี สยี งผิดปกติ เช่น เสียงกิ่งไมห้ กั หรือ เสยี งร้องเตอื น ของสตั ว์ปา่ อื่น ๆ ท่หี ากนิ อยูใ่ กลเ้ คียง อาทิ พวกพญา
กระรอก นกกระแตแต้แว้ด และ นกจาบคาเคราน้าเงิน ท่ีจะร้อง ทุกคร้ัง เม่ือเห็น คน หรือ เหย่ียวใหญ่ มันจะ
หยุดหากนิ แลว้ มองดูรอบ ๆ ถ้าเสียงยงั คงดงั อีก นกยูง จะวิ่งหนเี ขา้ ไปในแนวปา่ รกทบึ ทันที เพราะเป็นท่ี หลบ
ซ่อนอย่างดี เนื่องจาก ขนของนกยูง สามารถพัฒนา ให้ปรับระดับ ความเข้มของสีได้อย่างรวดเร็ว คือ ถ้าอยู่
กลางแดด สีขน จะเด่นใส แวววาว แต่ถ้ามันเดินเขา้ ในท่ีร่ม ขนสเี ขียวเหลือบน้าเงนิ สดใส จะปรบั เปน็ สีเขยี วน้า
เงินหม่น กลมกลืน ไปกับสีเขียว ของพุ่มใบ ต่าง ๆ จนสังเกตเห็นได้ยาก แต่ถ้าอันตรายอยู่ในระยะประชิดตัว
นกยูง วง่ิ หนีไมท่ นั มนั จะบนิ หนีก่อน แล้วค่อยร่อนลงสู่พืน้ ป่า วิง่ หนี หรือ อาจบนิ ขนึ้ เกาะท่ีสูงก่อนแล้วจึงร่อน
ลงวง่ิ หนี
รูปแบบ และ การส่งเสียงร้อง การส่งเสียงร้องของ นกยูง นั้น จะมีขึ้นตลอดทั้งวัน และ ดังก้องทั่วผืน
ปา่ โดยมนั จะเริ่มสง่ เสยี งรอ้ งตัง้ แต่ เช้ามดื ประมาณตี 5 และร้องถี่ข้ึนในชว่ งเวลา 06.30 - 07.30 น. กอ่ นที่
จะบินลงจากคอนหากิน ในเวลากลางวัน และ บ่าย จะได้ยินเสียงร้อง ของ นกยูงอยู่บ้าง แต่จะร้องถ่ีมาก ข้ึน
อกี ครัง้ ในชว่ งเวลาเย็น ต้งั แต่ 18.00 - 19.00 ส่วนเวลากลางคืน นกยูง จะไมส่ ง่ เสยี งร้อง นอกจากเมอ่ื ตกใจ
จะร้อง " โต้ง โฮง้ " เพียงคร้งั เดียว
เสยี งร้องของ นกยูง มีหลำยเสยี ง ซึง่ จะข้ึนกบั ลักษณะพฤตกิ รรมในช่วงน้นั ๆ คอื
เสียง " โต้ง โฮง้ โตังโฮ้ง .... " เป็นเสียงร้องทัว่ ไปของนกยูงตัวผู้ ท่ใี ชร้ ้องทง้ั วนั อนั เป็นการรอ้ ง เพ่อื ประกาศ
เขตแดนทวั่ ๆไป แตใ่ นระยะผสมพนั ธุ์ เสยี งรอ้ งดงั กลา่ ว จะเพ้ยี นตา่ งไปเล็กน้อย โดยลากเสยี งยาวมากข้นึ และ
ลงท้ายคลา้ ยเสยี งแมวร้อง ทาให้ไดย้ นิ เป็นเสยี ง " โตง้ โฮง้ โต้งโฮง้ โต้งโฮง้ เมีย้ ว "
เสยี ง " ตัก๊ ..ต๊กั " สน้ั ๆ ดงั ขึน้ เปน็ ช่วง ๆ เป็นเสยี งรอ้ งเตอื นภัย เมื่อเหน็ ศัตรู หรือ เกดิ ความสงสัย
เสียง "กอก กอก กอก ... " ติดต่อกันเป็นเวลานานเม่ือตกใจ หรือ บางคร้ังอาจร้อง " โต้งโฮ้ง " เพียงครั้ง
เดยี ว
เสียง " อ้าว อ้าว .." หรอื " อ่า ฮาก... " เปน็ เสียงนกยงู ตัวผู้ ขณะราแพนหาง หรอื ขณะลงกนิ โปง่ เพ่อื เรยี ก
หาตัวเมีย หรือ เชิญชวนให้นกตัวเมีย เข้ามาใกล้ จะได้ราแพนหางออก หรือ บางคร้ัง อาจใช้ในเวลา ต่ืนตกใจ
หนไี ปคนละทิศละทาง
เสียง " ก -รอก...ก ก-รอก...ก " รวั เบาๆ เป็นการเรียกหากัน ใหก้ ลบั มารวมฝูง หลังจากต่นื ตกใจ หนี ไปคน
ละทิศละทาง
การเลือกแหล่งท่ีนอน เมื่อถึงเวลาเย็น นกยูง ท่ีหากินอยู่ตามท้องที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นริมห้วย หรือ
ภายในบริเวณป่า ก็จะต้องหาแหล่งนอน ในบริเวณนั้น ๆเลย โดยปกติ ช่วงเวลาที่ นกยูง จะบินขึ้นคอนนอน
มักอยู่ในช่วง 18.00 - 18.30 น. แต่ถ้าเป็นฤดูหนาว จะบินข้ึนเร็วกว่าเดิม ประมาณ คร่ึงช่ัวโมง นกยูง จะ
เกาะนอนบนตน้ ไมส้ ูงใหญ่ทวั่ ไป โดยไมเ่ ลอื กชนิดของตน้ ไม้ การบนิ ข้นึ เกาะคอน จะบนิ ขน้ึ สู่ก่งิ ต่า ๆ กอ่ น ทีละ
ตวั แลว้ คอ่ ยๆ ไตไ่ ปตามปลายกิง่ โดยใช้ การบนิ หรือ กระโดด ขึ้นไปเกาะก่ิง ที่สูงขึ้นไปเรอื่ ย ๆ จนถงึ ตาแหน่ง
ประมาณเหนือกลางต้นเล็กน้อย ก็จะจับคอนนอน นอกจากนี้พบว่า นกยูง ในฝูง จะเกาะ นอน บนต้นไม้
เดียวกัน หรือ บางครั้งอาจต่างต้น แต่เป็นกลุ่มของหมู่ไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆกัน คอนไม้ใด ที่นกจับนอน หากมี
สงิ่ รบกวนทาให้มันตกใจ มันจะบนิ ออกไป หา แหลง่ นอนใหม่ แตถ่ า้ มีดแลว้ กจ็ ะนอนในบรเิ วณนน้ั เลย
พฤติกรรมในฤดูผสมพันธ์ุ
ช่วงฤดูผสมพันธุ์ ของนกยูงสีเขียว มีความผันแปร แตกต่างกันไปในประเทศต่าง ๆ สาหรับประเทศ
ไทย ยังไมท่ ราบ ชว่ งเวลาที่แน่นอน แต่เม่อื เทียบกับพม่า ทตี่ ้งั อย่ใู น ตาแหนง่ ใกล้เคียงกันแลว้ Smythies คาด
ว่า ฤดูผสมพันธุ์ จะตกอยู่ในช่วงเดือน ธันวาคม ถึง พฤษภาคม แต่สาหรับ นกยูง ในป่าห้วยขาแข้ง พบว่า ฤดู
ผสมพันธทุ์ แ่ี น่นอน อย่รู ะหว่าง เดือน พฤศจิกายน ถึง มนี าคม
ในช่วงระยะผสมพันธุ์ ความเป็นอยู่ของ นกยูง จะเปลี่ยนไปจากช่วงเวลาปกติ คือ ต้ังแต่ปลายเดือน
สิงหาคมเป็นต้นไป นกยูงตัวผู้ จะมีแพนขนปิดหาง ( train ) ซ่ึงมีลักษณะเป็น ดอกดวง สวยงาม งอก ยาว
ออกมาเรื่อย ๆ และจะยาวสุดประมาณ ต้นเดือนมกราคม บางตัวอาจยาวถึง 150 ซม. เมื่อหางยาวมากข้ึน
การร้อง ประกาศ อาณาเขต ก็จะถ่ีเกือบตลอดท้ังวัน โดยเสียงร้องจะลากยาวข้ึนกว่าเดิม และ เสียงลงท้ายดัง
คลา้ ยเสยี งแมวร้อง คอื "โตง้ โฮ้ง โต้งโฮ้ง โตง้ โฮ้ง เมยี้ ว " ขณะเดียวกนั ในระยะน้ี นกยูงตัวผู้ ก็ เร่มิ จับจองพ้ืนที่
อยู่อาศยั และ หากนิ ค่อนขา้ งคงท่ี ซ่งึ ส่วนใหญ่ เปน็ บริเวณปา่ ท่ีโลง่ และ หาดทรายรมิ ฝั่งนา้ พ้นื ทีด่ งั กล่าว อาจ
ทับ ซ้อน กับนกยูงตัวผู้อื่น ก็ได้ แต่ภายในบริเวณน้ัน นกตัวผู้แต่ละตัว จะกาหมดจุดพื้นท่ี หวงห้ามของตนไว้
เพื่อ การเกี้ยวพาราสี และ ผสมพันธุ์ ( mating territory ) โดยจะป้องกันไม่ให้นกตัวผู้ อื่น เข้ามาล้าแดน โดย
เด็ดขาด ซ่ึงได้แก่ บริเวณหาดทรายริมน้านั่นเอง ความเข้มงวด เก่ียวกับการป้องกันดินแดน จะสูงมากในช่วง
2 - 3 เดือนแรก ของ ฤดูผสมพนั ธ์ุ และ จะค่อยๆลดน้อยลงเรื่อย ๆ ไปจนถึงปลายฤดู ผสมพันธ์ุ กจ็ ะหมดไป
ในการต่อสูป้ อ้ งกนั ดนิ แดนของ นกยูงตวั ผู้ นั้น พงษ์ศักดิ์ พลเสนา เคยพบวา่ เมื่อนกยูงตัวผ้ตู วั หนึ่ง ลา้
เข้าไปใน ดินแดนของอีกตัวหน่ึง นกยูงเจ้าของ ถ่ิน จะส่งเสียงร้องเตือน บางคร้ังก็ราแพน ขนหาง ขู่ หากยังไม่
ยอมถอยออกไป ก็จะเข้าต่อสู้ โดยนกยูงเจ้าของถ่ิน จะเดินเข้าไปหาผู้บุกรุก แล้วเดินสวนไปมา บางคร้ังก็จะ
หยุด ยืนนิ่งเคียงกัน แล้ว เดินต่ออีก จากน้ันก็กระโดด เตะกัน สูงราว 2 - 3 เมตร แล้วค่อยร่อน ลงมา พร้อม
กับ เดินสวนกัน และ ตามกันอยู่เกือบ 10 นาที จึงกระโดดเตะกันอีกครั้ง การต่อสู้ ทาอยู่เช่นน้ี จนกว่าจะมี
ฝ่ายใดยอมแพ้ ถอยออกไปจากพ้ืนที่ ซึ่งเท่าที่เคยพบ ผู้บุกกรุกจะเป็นฝ่ายแพ้ และ หนีจากไป , ลักษณะ การ
ต่อสู้ของ นกยูง เช่นนี้ ดูไปก็คล้ายๆกับลีลาการแสดง โขน หรือ ลิเก ในฉากการต่อสู้ ที่ต้องมีช้ันเชิง จดจ้อง
แล้วต่อย เขา้ ปะทะกัน จากนน้ั ก็ จะแยก หา่ งไป จดจ้อง แลว้ เขา้ ปะทะกนั อกี
กำรเก้ียวพำรำสี และ กำรผสมพันธ์ุ
เม่ือฝูงนกยูงตัวเมีย หากินผ่านเข้าไปในดินแดนของ
ตัวผู้ ตัวผู้น้ัน ก็จะเข้าไป ร่วม หากินด้วย จากน้ัน จะ
แสดง การราแพนหาง เพื่อ โอ้อวดตัวเมีย ด้วยการ
เกร็ง ขนคลุมหาง หรือ แพนหาง ให้ขนานกับพ้ืน
แลว้ คอ่ ยๆ ยกข้นึ ต้ังฉากกับพืน้ พร้อมกบั คล่ีแพนหาง
ออก เป็นรูปพัด ขนาดใหญ่ สีเขียว ท่ีแต่งแต้มด้วย
แววมยรุ า สีนา้ เงินเขยี วเหลือบฟ้าอมส้ม กระจาย ทวั่
ท้ังแผ่น , กางปีกทั้งสอง ข้าง ออก พยุงลาตัว ชูคอ
ข้นึ สูงเลก็ น้อย แล้วจึงย่างก้าว เดิน หมุนตวั ไปรอบ ๆ
ตวั เมีย พลางส่งเสียงรอ้ ง บางครั้งก็สน่ั ขนหาง ให้เกดิ เสียงดังเป็นชว่ ง ๆ แล้วเอ้ียวไปมาเล็กนอ้ ย ทาให้แพนหาง
เปลยี่ นทิศทางอยา่ งรวดเรว็ จากนั้นก็หมุน ตัวกลบั หันแพนหางดา้ นหลงั ให้กับพวก นกตวั เมยี การหันส่วนต่าง
ๆ และ สั่นขนหาง นี้ จะทาสลับไปมา อยู่ตลอดเวลา เพื่อเรียกความสนใจ จากตัวเมียมากย่ิงขึ้น การราแพน
หาง ของนกยงู ตวั ผู้ จะนาน 5 -10 นาที ไปจนถึงครง่ึ ช่ัวโมง ทงั้ น้ี ขึน้ อยกู่ บั ความสนใจของตัวเมีย หากตวั เมีย
พร้อมจะ ผสมพันธุ์ ก็จะเดินเข้าใกล้ตัวผู้ และ จิกขนของตัวผู้ ตามท่ีต่าง ๆ จากน้ันจะเดินไปทางด้านหน้าตวั ผู้
พร้อมกับ ย่อตัวลงเพ่ือให้ตัวผู้ข้ึนผสมพันธ์ุ ซึ่ง นกตัวผู้ ก็จะข้ึนข่ี ตัวเมียทันที โดยมันจะใชจ้ ะงอยปาก จิกท่ีหัว
ของตัวเมีย เพื่อ กันพลัดตก และ ขณะข้ึนผสม แพนหางของนกตัวผู้จะพับลงกับพื้น โดยแพนหาง ยังคงคลี่
คลุมพ้นื อย่เู ล็กน้อย การผสมพนั ธุใ์ ช้เวลาสั้นมากประมาณ 6 -10 วินาที ซงึ่ จะได้ยินเสียงหวดี ร้อง ขึ้นครั้งหนึ่ง
คาดว่าเป็นเสียงร้องของ นกตัวผู้ ท่ีทาการผสม หลังจากเสร็จ ภารกิจ นกตัวผู้จะกระโดดลงจากหลังตัวเมีย
แล้วราแพนหางต่อ โดย หันหลังให้กับนกตัวเมียตลอดเวลา ราแพนอยู่สัก 2 - 3 นาที ก็จะพับแพนขนหางปีก
ลง ในขณะที่ นกตวั เมีย จะลุกข้นึ สะบดั เนอื้ ตัว ออกเดินหากินในบรเิ วณนั้นต่อไป
นอกจากน้ียังพบว่า ในบางครั้ง นกตัวผู้ สามารถผสมพันธ์ุได้ติดต่อกันถึง 2 คร้ัง โดยเมื่อผสมกับตัว
เมียตัวแรก เสร็จ หากตัวเมียอ่ืนเข้ามาในดินแดน ของตนอีก ตัวผู้จะเร่ิมราแพนหางใหม่ และ ดาเนินกิจกรรม
เชน่ เดียวกนั อยา่ งไรกต็ าม การเก้ียวพาราสขี องตัวผู้ บางครัง้ กไ็ ม่ประสพผล หากตัวเมยี ไม่ให้ความสนใจ และ
ไม่ยอมให้ผสมพันธ์ุ ท้ังนี้อาจเพราะนกตัวเมีย ยังไม่พร้อมที่จะผสมพันธุ์ หรือ เพราะลีลารัก ของตัวผู้ยังไม่ถึง
ระดับ ที่จะกระตุ้นความรู้สึกของตัวเมียได้ หลังจาก ผสมพันธ์ุแล้ว ตัวเมียจะเร่ิมหาพ้ืนท่ีวางไข่ ในบริเวณพ้ืน
ป่า โดยมีใบไม้ใบหญ้าเป็นวัสดุรองรัง รังท่ีสร้างไม่ค่อยมิดชิดนัก ดูคล้ายกับรังของไก่ป่า แต่กว้างกว่า มี
เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 ซม. แม่นก จะออกไข่ครั้งละ 4 - 8 ฟอง และ ใช้เวลาฟักประมาณ 27 - 30
วัน ซ่ึงการวางไข่และกกไข่น้ี จะอยู่ในระยะต้ังแต่เดือน ธันวาคม ถึง มีนาคม และในช่วงเวลาน้ี มักพบเห็นนก
ตัวเมียใหญ่แยกออกจากฝงู มาหากินตามลาพัง แล้วจะรีบกลับเข้าไปกกไข่ต่อ ในราวเดือนมกราคม เป็นต้นไป
ก็จะเริ่มพบเห็นลูกนกยูงเล็ก ๆ ออกมาหากินกับแม่ บางครั้งอาจพบเห็น นกตัวเมีย พาลูก ออกหากิน ร่วมกัน
ตามหาดทราย และ ทีร่ าบรมิ นา้ แต่ก็ไมบ่ ่อยคร้ังนัก เพราะการหากินตามที่โลง่ จะเปน็ อันตรายต่อลูกนก ทจ่ี ะ
ถูกศัตรู พวกเหย่ยี วรงุ้ หรอื เห้ยี ตะกวด จบั กิน
สาหรับนกยงู ตวั ผู้ เมอื่ ส้ินฤดผู สมพันธ์ุ ในราวเดือน มีนาคม แพนขนปดิ หาง ที่ยาวและสวยงาม จะเร่ิม
หลุดร่วงลงตามพื้นป่า และ หาดทรายท่ีมันเดินหากิน แต่จะพบมากที่สุด ตามใต้ต้นไม้ท่ีนกยูงจับคอน นอน
แพนขนปิดหางนี้ จะหลุดร่วงลงเร่ือย ๆ จนหมด ราวต้นเดือนเมษายน ซ่ึงระยะนี้ ลักษณะความแตกต่าง
ระหว่าง ตวั ผู้และตวั เมีย แทบจะมองแยกกันไม่ออกเลย
การเลือกแหล่งทารัง นกยูงตัวเมีย เป็นผู้สร้างรัง โดย ปูพื้นด้วยเส้นหญ้ายาว ใบไม้ กิ่งไม้เล็ก ๆ ในทุ่ง
หญ้า หรือ ใต้พ่มุ ไมห้ นาม รงั อาจสรา้ ง ท้ังใตพ้ ่มุ ไมซ้ ่ึงเปน็ ร่มเงา หรือ ในทุ่งโลง่ แตต่ ้องเป็นทุ่งหญา้ ชนิดต้นยาว
หรอื ในพมุ่ ไมห้ นาม ซง่ึ ตอ้ งหมอบคลานเขา้ ไป จึงจะเขา้ ถงึ รังได้
การฟักไข่ นกยูงตัวเมียเท่าน้ันที่ฟักไข่ ใช้เวลาฟักราว 26 - 28 วัน หรือไม่เกิน 30 วัน นกยูงวางไข่
ครอกละ 3 - 8 ฟอง เคยพบมากถึง 12 ฟอง แต่ส่วนใหญ่จะพบครอกละ 3 - 4 ฟอง ในแต่ละครอก จะมีไข่
อยู่ 1 - 2 ฟอง ที่ไม่ฟักออกเป็นตัว ลูกนกจะบินได้ในปีแรก ที่เกิด แต่จะยังคงหากินร่วมกับพ่อแม่ จนถึง ฤดู
ผสมพนั ธุใ์ นปีถัดไป มีรายงานวา่ ในปที สี่ อง ลกู นกที่เป็นตวั ผู้ มกั ถกู ขบั ไล่ ออกจากฝูงนกตัวเมีย เพอ่ื ให้ออกไป
หากินนอกฝูงตามลาพัง การอพยพย้ายถ่ิน นกยูงเป็นนกประจาถนิ่ แตเ่ ชอื่ วา่ มกี ารอพยพย้ายถิ่นตามแหล่งหา
กนิ ในประเทศดว้ ย
การแพร่กระจายพันธุ์ นกยูงไทย ทั้งสามสายพันธุ์ มีกระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงใต้ ของ แคว้น
อัสสัม ประเทศอินเดีย พม่า ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา มณฑลยูนนานของจีน จนถึงคาบสมุทรมาลายู และ
เกาะชวา ( ไม่ปรากฏว่าพบในสุมาตรา และ บอร์เนียว )