Sa konnakhon
"สกลเฮ็ด"
เยือนสกลต้องมนต์เสน่ห์
ผ้าคราม
เที่ยวเมืองผ้าครามอย่างใกล้ชิด
ด้ ว ย ข้ อ มู ล อั ด แ น่ น ค ร บ ทุ ก ย่ า ง
ชุมชน แหล่งผลิต สั มผัสวิถีชีวิต
พ รั่ ง พ ร้ อ ม ไ ป ด้ ว ย ธ ร ร ม ช า ติ เ ก ร็ ด เ ล็ ก เ ก ร็ ด น้ อ ย
ที่จะทำให้การเดินทางในสกลนครนั้นมีสี สั น
โดย เจนจิรา เหลาแหลม
วิถีคราม
คำ นำ
ห นั ง สื อ " ส ก ล เ ฮ็ ด " เ ยื อ น ส ก ล ต้ อ ง ม น ต์ เ ส น่ ห์ ผ้ า ค ร า ม
เ ล่ ม นี้ เ ป็ น ส่ ว น ห นึ่ ง ข อ ง ร า ย วิ ช า ก า ร ฝึ ก ป ร ะ ส บ ก า ร์วิ ช า ชี พ
( 0 1 0 4 4 1 7 ) ซึ่ ง จั ด ทำ ขึ้ น เ พื่ อ นำ เ ส น อ เ นื้ อ ห า เ กี่ ย ว กั บ เ เ ห ล่ ง
ชุ ม ช น ผ ลิ ต ภั ณ ฑ์ ท อ ผ้ า ค ร า ม ที่ ม า จ า ก ธ ร ร ม ช า ติ 1 0 0 %
เ พื่ อ ค ว า ม ส ะ ด ว ก ใ ห้ แ ก่ ผู้ ที่ ส น ใ จ ใ น ก า ร เ เ ส ว ง ห า แ ห ล่ ง ท่ อ ง
เ ที่ ย ว เ ชิ ง วั ฒ น ธ ร ร ม หั ต ถ ก ร ร ม ชุ ม ช น ใ น จั ง ห วั ด ส ก ล น ค ร
ผู้ จั ด ทำ ห วั ง เ ป็ น อ ย่ า ง ยิ่ ง ว่ า ข้ อ มู ล จ ะ เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ เ เ ก่
ผู้ ที่ ศึ ก ษ า ไ ม่ ม า ก ก็ น้ อ ย ห า ก เ กิ ด ข้ อ ผิ ด พ ล า ด ป ร ะ ก า ร ใ ด
ต้ อ ง ข อ อ ภั ย เ ป็ น อ ย่ า ง สู ง ไ ว้ ณ ที่ นี้
ผู้จัดทำ
นางสาวเจนจิรา เหลาแหลม
วันที่ 1 มีนาคม 2565
ผจ้าะพที่เามลืูอกไงๆมสผ่ห้ไวาดัล้สดีากดน็ใีสจสๆ้่กาเเาไลลป้นววัรนผูค้ิจัวนรีก้สเยนีวชาุ้ยยมยเสชเจีหนะสลเหกปัะ็ตลนถทีก่ไรหรนมไทปอ
Contents
ประวัติเมืองสกลนคร 2
แผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดสกลนคร 6
พัฒนาการผ้าย้อมครามสกลนคร 9
ส่องครามใต้เชิงดอย 15
เกล็ดแลนแดนอูนดง 24
สะเก็ดธรรมพันนา 30
แดงครั่งฟ้าคราม 37
ฟ้าครามจรดทราย 42
ครามไทเทิงภู 49
นครครามถ้ำเต่า 55
ฑีตานาดี 60
ครามสกล 64
Mann Craft ครามทอง 67
Indigo shop 70
1
จังหวัดสกลนคร
พระธาตุเชิงชุมคู่บ้าน พระตำหนักภูพานคู่เมือง
งามลือเลื่องหนองหาร แลตระการปราสาทผึ้ง
สวยสุดซึ้งสาวภูไท ถิ่นมั่นในพุทธธรรม
2
ยามยล...สกลนคร
ประวัติเมืองสกลนคร
สกลนครเดิม ชื่อเมืองหนองหานหลวงเเห่ง
อาณาจักรขอมโบราณ โดยขุมขอมราชบุตร
เจ้าเมืองอินทปัฐนคร ได้อพยพครอบครัวและ
บ่าวไพร่มาจากเขมร มาสร้างเมืองใหม่ที่ริม
หนองหานหลวง มีเจ้าเมืองปกครองเรื่อยมา
จนสิ้นสมัยพระเจ้าสุวรรณภิงคาระ ได้เกิด
ทุกขภัยฝนเเล้ง เกิดข้าวยากหมากแพง เจ้า
เมืองจึงได้อพยพผู้คนที่อยู่เมืองหนองหารไป
อยู่เมืองเขมรกันหมด ทำให้หนองหานกลาย
เป็นเมืองร้างอยู่ระยะหนึ่ ง เมื่อถึงพุทธ
ศตวรรษที่ 19 สกลนครอยู่ภายใต้อิทธิพลของ
อาณาจักรล้านช้าง จึงได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น
"เชียงใหม่หนองหาน" หรือเมืองสระหลวง
จากนั้นเมืองสกลนครก็อยู่ใต้การปกครอง
ของอาณาจักรล้านช้างถึงอาณาจักรสุโขทัย
จนมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา มีผู้คนมาอาศัย
อยู่กระจัดกระจายเป็นชุมชนเล็กๆ ทำมา
หากินตามริมหนองหาน และจ่ายส่วยให้เจ้า
แขนงประเทศราชศรีโคตรบอง เพื่อนำส่งให้
แก่ราชธานี
" ถึงแม้ว่าสกลนครจะเป็นเพียงจังหวัด
เล็กๆ แต่ ที่ นี่ ก็ เต็ มไปด้ วยเรื่องราว
ประวัติศาสตร์ความเป็นมาตั้งเเต่สมัย
"ก่อนประวัติศาสตร์ มาจนถึงปัจจุบัน
3
เมื่อถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์พระบามสมเด็จพระพุทธยอด ฟ้าจุฬาโลก
มหาราช ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมครอบครัวมาตั้ง
บ้านเมือง เพื่อดูแลรักษาองค์พระธาตุเชิงชุมจนมีผู้คนมากขึ้นแล้ว จึงโปรด
เกล้าฯ ให้ยกบ้านธาตุเชิงชุม เป็น "เมืองสกลทวาปี" โดยเเต่งตั้งให้อุปฮาด
เมืองกาฬสินธุ์ เป็นพระธานี เจ้าเมืองสกลทวาปีคนเเรก
ต่อมาในปี 2369 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เกิด
กบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เจ้าเมืองสกลทวาปีไม่ได้เตรียมกำลังป้องกัน
เมืองเมื่อแม่ทัพมาตรวจราชการเห็นว่าเจ้าเมืองไม่เอาใจใส่บ้านเมือง ปล่อย
ให้ข้าศึกล่วงล้ำเข้าไปถึงเมืองนครราชสีมาได้ง่าย จึงสั่งให้นำตัวไปประหาร
พร้อมกับกวาดต้อนผู้คน ในสกลทวาปีไปอยู่ที่เมืองกบินทร์ เมือง
ประจันตคาม ให้คงเหลือรักษาองค์พระธาตุเชิงชุมเเต่เพียงพวกเพี้ยศรีคอน
ชุม ตำบลธาตเชิงชุม และหมู่บ้านต่างๆ รวม 10 ตำบล เพื่อให้เป็นข้าปฏิบัติ
พระธาตุเชิงชุมเท่านั้น
4
ในสมัยต่อมาได้ราชวงศ์คำ แห่งเมืองมหาชัยกองแก้วทางฝั่ งซ้ายแม่น้ำ
โขง ได้อพยพข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ขอสร้างบ้าน
แปงเมืองขึ้นใหม่ที่เมืองสกลทวาปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ราชวงศ์คำเป็น พระยาประเทศธานี (คำ) ใน
ตำเเหน่งเจ้าเมืองสกลทวาปี เเละทรงเปลียนนามเมืองใหม่ เป็น "เมือง
สกลนคร" ตั้งเเต่นั้นมา
5
6
แผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดสกลนคร
อาณาเขต
ทิศเหนือ จรดอําเภอเฝ้าไร่ อําเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย อำเภอ
พรเจริญ อําเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ อําเภอนาทม อำเภอศรีสงคราม
จังหวัดนครพนม
ทิศตะวันออก จรดอําเภอนาหว้า อําเภอโพนสวรรค์ อําเภอเมือง
นครพนม อําเภอปลาปาก อําเภอวังยาง
อําเภอนาแก จังหวัดนครพนม
ทิศใต้ จรดอําเภอดงหลวงจังหวัดมุกดาหาร อําเภอนาคู
อําเภอเขาวง อําเภอสมเด็จ อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์
อําเภอวังสามหมอ อําเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
ทิศตะวันตก จรดอําเภอไชยวาน อําเภอหนองหาน
อําเภอทุ่งฝน อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธาน
1. ชุมชนบ้านเชิงดอย
2. ชุมชนบ้านอูนดง
3. ชุมชนบ้านพันนานคร
4. ชุมชนบ้านอากาศ
5. ชุมชนบ้านคำข่า
6.ชุมชนบ้านนางเติง
7. ชุมชนบ้านถ้ำเต่า
8. ชุมชนบ้านนาดี (แม่ฑีตา)
9. ครามสกล
10. Mann craft (ครามทอง)
7
จังหวัดสกลนครให้ความสําคัญ
ต่อนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว
เมืองรอง จึงได้กําหนดการพัฒนา
การ ท่องเที่ยวไว้ในแผนยุทธศาสตร์
จังหวัดสกลนคร ตามที่คณะทํา
งานการพัฒนาสมรรถนะองค์การ
ของจังหวัด สกลนคร กล่าวว่า
ยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่อง
เที่ยว 3 ธรรม จังหวัดสกลนคร เน้น
พัฒนาการท่องเที่ยวในทุกด้าน
เพื่อผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวใน
พื้นที่ตลอดทั้งปี จึงได้มีการส่ง
เสริมการท่องเที่ยว 3 ธรรม
การท่องเที่ยวธรรมชาติ มี
การท่องเที่ยวทางธรรมะ มีพระอริย อุทยานแห่งชาติภูพาน อุทยาน
สงฆ์ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของ แห่งชาติภูผายล อุทยานแห่งชาติ
พุทธศาสนิกชนทั่วประเทศวัดพระธาตุ ภูผาเหล็ก หนองหาร น้ําตกคํา
เชิงชุมวรวิหารมีพระธาตุเชิงชุมและ หอมและโค้งปิ้ งงู ภาพรอยสลักผา
หลวงพ่อพระองค์แสน วัดป่าสุทธาวาส สามพันปีที่ภูผายล เขื่อนน้ําพุง
มีพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตหลวงปู่ เขื่อนน้ําอูนนอกจากนั้นยังมี พระ
หลุย จันทสาโร วัดถ้ําขาม มีเทสก์เจดีย์ ตําหนักภูพานราชนิเวศน์ ซึ่งเป็นที่
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดป่าอุดมสมพร ประทับของพระบาทสมเด็จ
มีพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ฝั้ น อาจาโร วัดถ้ํา พระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศา
พวงมีสังเวชนียสถาน 4 ตําบล นุวงศ์โดย พระบาทสมเด็จ
นคร ๓ ธรรมพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์วัน อุตตโม พระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดํา
เนินจังหวัดสกลนคร
8
การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม จังหวัด
สกลนครมีชนเผ่าพื้นเมือง 6 เผ่า ได้แก่ ภูไท
ญ้อ ไทโส้ ไทกะเลิง ไทโย้ย ไทลาวอีสาน 2
เชื้อชาติ ได้แก่ คนไทยเชื้อสายจีน คนไทย
เชื้อสายเวียดนาม ซึ่งแต่ละชนเผ่าแต่ละเชื้อ
ชาติมี วัฒนธรรมที่โดดเด่น และอยู่กันด้วย
ความรัก ความสามัคคี มีประเพณีต่างๆ
อาทิ งานแห่ปราสาทผึ้ง งานนมัสการ พระ
ธาตุเชิงชุม และหลวงพ่อองค์แสน งาน
เทศกาลแห่ดาว
เเละวัฒนธรรมที่สำคัญอีกอย่างคือ
วัฒนธรรม การสวมใส่ผ้าย้อมคราม การทำผ้า
ครามที่มีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ ที่ใคร
พบเห็นก็ต้องชื่นชอบ ความเป็นธรรมชาติเเละ
วิถีชีวิตของคนที่นี่
9
พัฒนาการผ้าย้อมครามสกลนคร
ภูมิปัญญาดั้งเดิม
ผ้าย้อมครามในอดีตถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการในกา
รดําเนินชีวิตประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ของผ้า มายาวนานการทอผ้า
นับว่าเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดมาจากบรรพชนด้วยการถ่ายทอดผ่านการ
ปฏิบัติของผู้หญิง ผู้ หญิงไทยถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กผ่านการดู
การฝึกและการปฏิบัติจริง โดยมีแม่ ย่า ยาย ป้า น้า ซึ่งเป็นญาติ ผู้ใหญ่
ฝ่ายหญิง ทําหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าว หากผู้หญิงสามารถที่จะ
เรียนรู้กระบวนการทอผ้าได้แล้วก็ สามารถที่จะเปลี่ยนผ่านสภาวะจาก
เด็กมาเป็นสาว พร้อมที่จะเข้าสู่พิธีแต่งงานได้ ฝีมือในการทอผ้าเป็น
เสน่ห์ อย่างหนึ่งของผู้หญิงที่ช่วยให้ฝ่ายชายและญาติฝ่ายชายมองเห็น
คุณค่าของความเป็นกุลสตรีของผู้หญิง และ นอกจากนี้ผ้าและการทอผ้า
ยังเป็นส่วนสําคัญในพิธีกรรมต่างๆ ของผู้หญิงต้ั งแต่เกิดจนตาย
10
ก่อนที่เราจะไปทำผ้า
ย้อมครามกัน ยาสีจะพา
หลานๆ ไปรู้จักกับ
พัฒนาการของผ้าย้อม
เสียก่อนนน
https://www.scholarship.in.th/30-thai-dress-30-years-ago/
สีครามหรือสีนิล ชาวอีสานทั่วไปนิยมนําไปย้อมผ้า และมัดเป็นลาย
เรียกว่า “ผ้าย้อมคราม” แหล่งผลิตผ้าทอมือย้อมครามที่มีคุณภาพมาก
ที่สุดแห่งหนึ่ งของเอเชียคือ จังหวัดสกลนครเนื่องจากเป็นภูมิปัญญา
ท้องถิ่นที่มีการรื้อฟื้ นและถ่ายทอดให้กับชนภูไทรุ่นหลัง จนทําให้เกิด
การรับรู้เรื่องครามและผ้าย้อมครามอย่าง แพร่หลายอีกครั้งหนึ่ ง บุญ
ยงค์ เกศเทศ กล่าวถึงภูมปัญญาการผลิตเครื่องนุ่งห่มไว้ว่า วิธีการ
สืบทอดหัตถกรรมสิ่ง ทอทั้งการทอมือและการใช้เครื่องจักรรวมถึงการ
เลือกค้นหาสีธรรมชาติจากป่าวัฒนธรรมซึ่งอยู่แวดล้อมใกล้ตัวที่สุด ไม่
ว่าจะเป็นเปลือก ใบ แก่น ตลอดจนได้นํามาปรับเปลี่ยนใช้อย่างรู้คุณค่า
ว่าสีน้ําเงินได้จากต้นคราม แต่เนื่องจาก กรรมวิธีในการย้อมยุ่งยาก
ขาดแคลนวัตถุดิบ ประกอบกับสีเคมีที่มีจําหน่ายอยู่ตามท้องตลาดทําให้
ความต้องการใน การใช้สีธรรมชาติลดน้อยลงแม้ว่าจะคุณภาพดีก็ตาม
11
ยุคถดถอย
https://www.scholarship.in.th/30-thai-dress-30-years-ago/
หลังจากมีสีครามสังเคราะห์ถูกผลิตขึ้นมาใช้แทนสีครามธรรมชาติ
ในปี พ.ศ. 2440 ทําให้สีครามธรรมชาติมีการนํามาใช้น้อยลง ทั้งนี้
เนื่องจากความไม่สะดวกขาดพืชวัตถุดิบและสีครามสังเคราะห์เข้ามามี
บทบาทแทน แต่ความสะดวกดังกล่าวกลับกลายเป็นหอกข้างแคร่ทําให้
ภูมิปัญญาของการสกัดสีย้อมธรรมชาติสูญหายไป มรดกทางวัฒนธรรม
ในการใช้พืชทําสีย้อมผ้ากําลังริบหรี่สูญหาย ทั้งการสูญเสียความรู้และ
เข้าใจถึงวิถีชีวิตของการสร้างหรือ ถักทอผ้าให้เป็นอาภรณ์ของแต่ละ
ชาติพันธุ์ ช่วงเวลาหลังปี พ.ศ. 2500 ผู้หญิงอีสานบางคนก็จําเป็นต้องใช้
แรงงานของตนเองเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม หรือไม่ก็ต้องออกไปรับจ้าง
ในไร่ จึงทําให้บางคนไม่มีโอกาสที่จะทอผ้า ได้ นอกจากนี้ยังพบว่า
กระบวนการย้อมผ้าครามยุ่งยากและต้องอาศัยความอดทน เพราะสมัย
ก่อนย้อมเพื่อใช้ใน ครัวเรือนเท่านั้น แต่ปัจจุบันสามารถหาซื้อเสื้อผ้าอย่าง
อื่นมาทดแทนได้ จึงหันไปใช้อย่างใหม่ที่สะดวกกว่าลืมของเก่าที่ต้องอาศัย
ความอดทนและระยะเวลา จึงทําให้ผ้าย้อมครามหรือผ้าย้อมหม้อนิล
สูญหายไปอีก
12
https://www.scholarship.in.th/30-thai-dress-30-years-ago/
แต่องค์ความรู้ด้านครามไม่ได้หายไป ยังคงได้รับการสืบต่อเรื่องเล่ากันมา
อยู่ในความทรงจําของคนรุ่นหลัง ซึ่งขาดไปในช่วงของการทําครามในวิถี
ชีวิตของคนในอดีต เมื่อกาลเวลาผ่านไปผ้าครามมีบทบทน้อยลง เนื่องจาก
หลายเหตุผลผ้าย้อมครามย้อมแล้วได้สีและกลิ่นเฉพาะตัว หลายคนไม่ชอบ
กลิ่นของครามและสีของคราม ที่ให้สีน้ําเงินเข้มออกดําจึงเลี่ยงการสวมใส่
เสื้อผ้าที่มัดย้อมจากครามยิ่งตอกย้ําให้ผ้าย้อมครามลดบทบาทลงไป
เมื่อชาวบ้านไม่สนใจจึงละทิ้งกระบวนการทําที่ต้องปลูก ที่ต้องปั่ น ที่
ต้องย้อม ที่ต้องทอ ไปใช้เสื้อผ้าโรงงาน ราคาถูก แล้วก็มีสินค้าจากตลาดเต็ม
ไปหมด จึงกลายเป็นว่าเลิกทํากันแล้วลูกหลานก็ละเลยไม่ค่อยเห็นความ
สําคัญคุณค่าของครามก็เลยหายไป
13
ยุคฟื้ นฟู
พ.ศ. 2535 สกลนครเริ่ม https://www.matichon.co.th/publicize/news_1633861
แตกต่างจากที่อื่น เมื่อมีคนหนึ่ง
ในปี พ.ศ. 2546 โครงการ OTOP ของ
สนใจสวมใส่ผ้าย้อมคราม ใน รัฐบาลทําให้ผ้าย้อมครามเป็นที่รู้จักที่
เวลาที่ผ้าย้อมครามไมมีให้ใส่ สกลนครในฐานะเป็นสินค้า OTOP ชนิด
แล้ว หาคนทําผ้าย้อมครามได้ หนึ่ง หน่วยงานภาครัฐทั้งพัฒนาชุมชน
ยากมากแล้ว แต่ด้วยความมุ่ง อุตสาหกรรม และพาณิชย์เข้ามา
มั่นจึงทําให้ผ้าย้อมครามฟื้ นขึ้น เกี่ยวข้อง ขณะที่ยอดขายผ้า ย้อมคราม
ที่สกลนคร เเม้ในช่วงเเรกจะยัง ในตลาดกรุงเทพฯ สูงกว่าทุกๆ ชนิดของ
ไม่ได้รับความนิยม เพราะผู้คน สินค้า OTOP ปรากฏการณ์ทําให้ผู้ที่เคย
ยังคิดว่า "ผ้าสีน้ำเงินตกสี" ต่อ ช่วยแม่และยายทําผ้า ย้อมครามกลับมา
มาได้มีผู้ศึกษา เเละทดลอง หวงแหนครามจึงลองทํา และทําได้
ทำให้ทราบว่า ผ้าย้อมครามนั้น เหมือนอย่างที่เคยทํา แต่มันยังไม่สวย
ไม่ตกสี มีการเผยแพร่ความรู้ เหมือนผ้าย้อมครามที่ ขายดิบขายดี ยัง
จึงสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ ขายได้ราคาไม่ดีนัก แต่ก็มีกําลังใจจากผู้
เเก่ผู้บริโภคได้ บริโภคยิ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีฐานะทาง
สังคม ฐานะทาง เศรษฐกิจ สนับสนุน
และใช้ผ้าจากฝีมือช่างทอบ้านๆ
14
ปัจจุบัน
ปัจจุบัน มีการทําผ้าย้อมครามซึ่งเป็น
ภูมิปัญญา และเป็นวัฒนธรรมทําให้
กลายเป็นสินค้าวัฒนธรรมที่ขายได้ การ
รับรู้สินค้าทางวัฒนธรรมเรื่องผ้าคราม
ไม่ได้เกิดจากชาวบ้านเพียงอย่างเดียว
หากแต่เป็นส่วนส่งเสริม และสนับสนุน
จากภาครัฐ เช่น พัฒนาการจังหวัด
หอการค้าจังหวัด รวมถึงโรงเรียนและ
สถาบันการศึกษาที่ส่งเสริม และ
สนับสนุนให้ครู อาจารย์รวมถึงนักเรียน
ได้สวมใส่เสื้อผ้าย้อมคราม ซึ่งเป็น
ผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมวัฒนธรรม และ
ภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัด นอกจากนี้
หน่วยงานของรัฐก็สนับสนุนให้สวมใส่
เสื้อผ้าย้อมครามทุกวันศุกร์ ทําให้ผ้า
ครามอยู่ในการรับรู้และความคุ้นเคยของ
คนทั่วไป จนกลายเป็นเอกลักษณ์ และ
อัตลักษณ์ประจําจังหวัดสกลนครในที่สุด
โรงเรียนหลายแห่งได้กําหนดให้นักเรียน
สวมใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองทุกๆ วันศุกร์ เพื่อ
ส่งเสริมให้ชาวบ้านผู้ทอผ้าครามมีรายได้
อีกทั้งหน่วยงานราชการก็ยังสนับสนุนให้
ข้าราชการและพนักงานได้สวมใส่เสื้อผ้า
ย้อมคราม ทั้งในการ ปฏิบัติหน้าที่ และ
การเดินทางไปประชุมต่างๆ ซึ่งปัจจัยดัง
กล่าวก็ช่วยส่งเสริมให้ผ้าย้อมครามเป็นที่
รู้จักแพร่หลาย มากยิ่งขึ้นอีกทางหนึ่ง
ด้วย
15
ส่องครามใต้เชิงดอย
16
บ้านเชิงดอยเป็นหมู่บ้านที่มีความโดดเด่นทางด้าน เเหล่งท่องเที่ยว
ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น น้ำตก ภูเขา เเละวัด หลายคนอาจไม่รู้ว่าบ้านเชิง
ดอยยังมีเเหล่งเรียนรู้ที่เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน คือ กลุ่มแม่บ้าน
วิสาหกิจชุมชนทอผ้าฝ้ายเชิงดอย ตั้งอยู่กลางหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ มีคุณแม่
ปรารี พิมมะทา เป็นประธานกลุ่ม
ก่อนจะมาเป็นกลุ่มแม่บ้าน
วิสาหกิจชุมชนทอผ้าฝ้ายเชิงดอย
ในปัจจุบัน คุณเเม่ปรารี เล่าว่าเมื่อ
ก่อนชาวบ้านในชุมชนเชิงดอยไม่มี
ทุนทรัพย์พอที่จะซื้อเสื้อผ้าเพื่อมา
สวมใส่ ด้วยความยากจน เเละ
ชุมชนตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมาก
เเพง กลุ่มเเม่บ้านจึงรวมตัวเพื่อ
หารือ ช่วยกันหาทางออก จึงคิดว่า
จะหันมาทำผ้ามัดหมี่ย้อมครามไว้
นุ่งห่มภายในครัวเรือน เพราะ
เดิมทีการมัดหมี่ย้อมคราม เป็น
ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา
ตั้งเเต่ผู้เฒ่าผู้แก่
17
เริ่มต้นจากการซื้อเมล็ดครามมาปลูก
เเละเเจกสมาชิกไม่ได้เเจะเฉพาะสมาชิกเท่านั้น
เเต่เเจกจ่ายให้กับผู้ที่ต้องการปลูกเพื่ออนุรักษ์
อีกด้วย สถานที่สำหรับการย้อมผ้าครามคือบ้าน
ของคุณเเม่ปรารี เมื่อย้อมฝ้ายเสร็จแล้วจึงเเจก
จ่ายฝ้ายให้สมาชิกนำไปทอที่บ้านของตนเอง
นอกจากการทอผ้าจากฝ้ายที่ชาวบ้าน
ปลูกเองแล้ว คุณเเม่ปรารียังสาธิตการ
ย้อมครามให้ดู เริ่มจากการเกี่ยวครามด้วย
เคียวเกี่ยวข้าวเรียกว่าการเกี่ยวคราม ต้อง
เกี่ยวช่วงเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เมื่อไปถึง
ก็สายมากแล้ว คุณแม่ได้เกี่ยวครามมาไว้
รอ แต่คุณแม่ยังใจดีพาแวะไปชมสวน
คราม พร้อมให้ลองเกี่ยวต้นครามจนพบ
กับเเมลงครามตัวสีครามที่กำลังเกาะต้น
ครามอยู่เห็นแบบนี้รู้ได้เลยว่ากินใบคราม
เข้าไปมาก
การปลูกครามในฤดูเเล้ง จะหว่านเมล็ดครามใน
ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคมงอก
ขึ้นมา เเละปล่อยให้เจริญเติบโตประมาณ 4-5 เดือน
ขึ้นไปก็สามารถนำต้นครามมาใช้ได้
18
หลังจากได้ต้นครามมาเเล้วให้ทำการมัดเป็นก้อนๆ แช่น้ำ 1 คืน เอาต้น
ครามออกให้เหลือเเต่น้ำใส่ปูนเเดงลงไป ใช้ส้อมกวนครามจนฟองครามเป็น
สีน้ำเงิน ตอนนี้รู้สึกเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังทดลองและดูปฏิกิริยาใน
ห้องแล็บ ขณะเดียวกันก็เหมือนได้ออกกำลังกายไปด้วยจากการกวนน้ำ
คราม กวนน้ำครามไปเรื่อยๆ จนกว่าฟองจะยุบหายไปอย่างรวดเร็ว จากนั้น
ทิ้งไว้อีก 1 คืนให้เนื้อครามตกตะกอน แล้วนำเอาส่วนที่เป็นตะกอนกรอง
ด้วยผ้าคัดเฉพาะเนื้อคราม
ก่อหม้อ คือ การเตรียมน้ำย้อม ประกอบด้วยเนื้อคราม
น้ำด่าง น้ำมะขามเปียก และอื่นๆ ตามสูตรการก่อหม้อของ
แต่ละพื้นถิ่น ผสมลงในถังที่เตรียมไว้ ซึ่งเรียกว่าหม้อคราม
หรือหม้อนิล
หลังจากได้เนื้อครามแล้วต่อไป
เป็นการก่อหม้อขั้นนตอนนี้ ได้แค่ยืน
มองให้กำลังใจคุณแม่ไกลๆ ในการก่อ
หม้อนั้นต้องโจกเพื่อเติมอากาศ และ
ปล่อยทิ้งไว้จนกว่าน้ำครามจะเป็นสี
เหลืองอมเขียว ส้งเกตที่ฟองมีความ
มันเงา แสดงว่าได้น้ำครามเเล้ว เมื่อ
ได้น้ำครามหน้าที่ต่อไปคือการโจก
โดยต้องโจกทุกวันเพื่อรักษาหม้อ
คราม
19
การย้อมฝ้ายด้วยครามทำได้โดยนำฝ้ายลงไปจุ่มในหม้อคราม และยกขึ้น
เพื่อให้ได้สัมผัสอากาศ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ตื่นเต้นมากที่สุด เพราะสี
ของฝ้ายจะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีครามเข็มขึ้นเรื่อยๆ หาก
ต้องการสีครามที่เข้มมากขึ้นต้องจุ่มประมาณ 3-4 หม้อขึ้นไป
หลังจากเรียนรู้วิธีการย้อมครามตั้งเเต่การเกี่ยวต้นครามทำให้รู้ว่า
ครามเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องใส่ใจเหมือนกับความรู้สึกของคนเรา ส่วนผสม
ต้องไม่มากไปหรือน้อยไป ผ้าครามจึงเป็นผ้าที่มีคุณค่า ผ้าครามยังมีชื่อ
เรียกอีกวัน "ผ้าผิวสวย" เพราะสามารถป้องกันรังสียูวี และซึมซับเหงื่อได้ดี
ไม่ทำให้มีกลิ่นอับ
โจก คือ การตักน้ำย้อมจากหม้อแล้ว ปล่อยให้
ตกลงในหม้อเดิม 2-3 ครั้ง เพื่อเป็นการเติม
ออกซิเจนให้กับหม้อในปริมาณที่พอเหมาะ
การต่อยอดจากธรรมชาติของคนสมัยก่อทำให้เกิดเป็นภูมิปัญญาที่
สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันผ้าครามเริ่มเป็นที่นิยม สวมใส่ได้ทุกเพศทุกวัย
สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น เสื้อ กระโปรง
กระเป๋า หรือผ้าพันคอ จึงเชื่อได้ว่าผ้าครามมรดกจากภูมิปัญญาจะไม่มีวัน
เลือนหายไปอย่างเเน่นอน
20
21
22
พิธีผูกเเขนรับขวัญ เป็น
ความเชื่อโบราณของชาวบ้านที่
นี่ ว่าเวลาลูกหลานกลับบ้าน ผู้
เฒ่าผู้เเก่จะนำด้ายขาวมามัดมือ
และอวยพรให้โชคดี เดินทาง
ปลอดภัย ทำมาค้าขึ้น มีความสุข
ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
เปส็พนนุมายกไัคางปกกัรไนรงาูม้จไมบัาห้กกยา่มชงอุเหมเนเตทชล่ี่ยเนายดีนาวท๋ียย่ๆจตวจ่บาคถะ้ไงราขปๆสาอเมนเตใุลันยก้ววาสไยหยปกานหโึยล่จงนจอีีกทะกี่
23
ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญา
ลายคันไถ เป็นลวดลายที่สืบทอดมาตั้งแต่
โบราณสะท้อนให้เห็นถึงวิถีวิตของบรรพบุ
รุษที่ดํารงชีพด้วยเกษตรกรรม และยังคง
สืบสานมาจนถึงชนรุ่นหลัง โดยเล่าว่าในฤดู
ทํานามี 2 ตายายคู่หนึ่งทํา อาชีพทํานาเป็น
หลัก ทุกเช้าคุณตาจะลงไปไถนาใรทุ่งนา แต่
เช้าวันนี้คันไถที่เคยใช้ไถในทุกๆวัน ได้ หาย
ไปจึงทําให้ไม่มีคันไถไว้ใช้ไถนา ด้วยเหตุนี้จึง
ทําให้คุณยายได้นํารู ปคันไถมาเป็นลาวลาย
บนผืนผ้า ลายคันไถจึงเป็นลายมัดหมี่
โบราณที่สืบทอดกันมา
ลายงูลอย เป็นลวดลายที่คิดขึ้นโดยได้
แรงบันดาลใจจากธรรมชาติที่อยู่รอบ
ตัว
ลายหมากจับ เป็นลวดลายที่คิดขึ้น
โดยได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติที่
อยู่รอบตัว โดยคําว่า “หมากจับ” เป็น
พืชตระกูลไม้น้ํ าที่ พบเห็ นได้ ทั่ วไปตาม
หนองน้ํ าในบริเวณหมู่บ้าน
ผลิตภัณฑ์จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรผ้าฝ้ายย้อมครามบ้านเชิงดอย
ในช่วงแรกผ้าทอประเภท ผ้าขาวม้าลาย ประโด ผ้ามัดหมี่ย้อมคราม และ
พัฒนามาเป็นผ้าเมตร ผ้าซิ่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร ผ้าฝ้ายย้อมครามบ้านเชิงดอย
26/1 หมู่ 6 ตําบลนาม่อง อําเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร
เปิดบริการทุกวัน ตั้งเเต่เวลา 08:00 - 17:00 น.
09-5809-4759
แผนที่
24
เกล็ดแลนแดนอูนดง
25
อูนดง หมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ที่ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัด
สกลนคร ล้อมรอบไปด้วยภูเขา เป็นหมู่บ้านที่ดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพิง
ธรรมชาติ โดยชาวบ้านอูนดงเป็นชนเผ่าภูไทดำ กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีมากที่สุด
รองจากไทลาว มรดกทางการทอผ้าและย้อมครามที่ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น
ผ้าย้อมครามจึงเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ตกทอดมาเป็นร้อยปี เป็นเครื่องนุ่ง
ห่มของคนในชุมชนเผ่าภูไทดำ
ในอดีตกลุ่มแม่บ้านในบ้านอูน
ดง เมื่อว่างเว้นจากการทำนา จึงหัน
มาทอผ้าเป็นอาชีพเสริม เมื่อมี
พ่อค้ามาติดต่อซื้อขาย จึงคิดว่า
ภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถสร้าง
รายได้ให้เเก่คนในชุมชนได้ เเละได้
รวมตัวกันไปจดทะเบียน OTOP
ในปี พ.ศ. 2547 ปัจจุบันมีคุณเเม่สุ
นีย์ พร้อมโกมล เป็นประธานกลุ่ม
ซึ่งกลุ่มทอผ้าย้อมครามอูนดง
-หนองไชยวาลย์ มีความโดดเด่นใน
เรื่องฝ้ายเข็นมือจากธรรมชาติ
26
เมื่อพูดถึงฝ้ายเข็นมือ อาจจะนึกภาพ
ไม่ออกว่าจากดอกฝ้าย จะกลายมาเป็นฝ้าย
ที่ใช้ทอเป็นผืนผ้าได้ยังไง คุณเเม่สุนีย์จึงนำ
ดอกฝ้ายมาสาธิตให้ดูว่าวิธีการทำเส้นฝ้าย
นั้นทำอย่างไร
เริ่มต้นจากการนำปุยฝ้ายที่เก็บมานั้น
ไปผึ่งดดเพื่อไล่ความชื้นออกจากปุยฝ้าย
จากนั้ นนำปุ ยฝ้ายที่ ผึ่ งเเดดจนแห้ ง
ดีแล้ว มาอิ้ว โดยการป้อนปุยฝ้ายเข้าไป
ในลูกหีบ เเล้วหมุนๆ จะทำให้ปุยฝ้ายไร้
เมล็ดถูกแยกออก เเล้วถูกคายไว้อีกฝั่ ง
เมื่อเราอิ้วฝ้ายเสร็จเเล้ว คุณเเม่สุนีย์
บอกว่าเราต้องทำให้เส้นใยของปุยฝ้ายที่
อิ้วเเล้ว ฟองฟู เเตกเเยกออกจากกัน คือการ
ดีดฝ้าย โดยใช้กระเพียด คันดีด เเละกงดีด
วิธีการดีดฝ้าย ทำโดยการวางกะเพียดใน
แนวนอนในบริเวณลมสงัด
จากนั้ นหั นหน้ าเข้าหาปากกะเพียด
วางปุยฝ้ายปริมาณพอเหมาะในกะเพียด
มือซ้ายกํ าคั นดี ดตรงกลางให้ แน่ นวางตั ว
คันดีดขนานกับพื้น มือขวากํากงดีดให้
ปลายโผล่ด้านนิ้วก้อยเล็กน้อย ใช้กงดีด
ตรงที่โผล่พ้นกํามือเกี่ยวสายคันดีด ดึง
และ ปล่อย
27
เมื่อดีดฝ้ายเสร็จเเล้ว มาต่อกันด้วยการล้อฝ้ายให้เป็นม้วนเหมือนหลอด
เเล้วค่อยนำไปเข็น ขั้นตอนนี้ได้เเค่ยืนมองเเล้วให้กำลังใจคุณยายที่มาสาธิต
ให้ดูใกล้ๆ ในการเข็นฝ้ายนั้น เป็นขั้นตอนที่ทำให้เห็นเส้นฝ้ายอย่างชัดเจน
หลังจากเข็นฝ้ายเสร็จก็นำเส้นฝ้ายนั้นมาเปีย เพื่อที่จะทำให้เป็นต่อน
ฝ้าย เมื่อได้เป็นต่อนฝ้ายเเล้ว คุณเเม่สุนีย์บอกว่าหากจะทำเป็นมัดหมี่ ก็ต้อง
นำต่อนฝ้ายที่ได้มาคล้องใส่กงเพื่อถ่ายฝ้ายใส่อัก จากนั้นค่อยนำไปใส่ในหลัก
หมี่ เเล้วมัดตามลวดลายที่เราต้องการ
มัดหมี่ คือ การนำเชือกกล้วย หรือเชือก
ฟางมามัดตามเเบบลาย ก่อนนำไปย้อมสี
เมื้อแก้มัดแล้วนำไปทอจะได้ลวดลายต่างๆ
ตามที่มัด
28
ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา สิ่งที่ไม่เคยหายไปจากบ้าน
อูนดงฯ คือ การทอผ้าย้อมคราม ชาวบ้านในหมู่บ้านสวมใส่ผ้าครามจนกลาย
เป็นเครื่องแต่งกายประจําถิ่น แต่ละครอบครัวจะมี เอกลักษณ์เฉพาะตัว จึง
มีการนําไอเดียของแต่ละหมู่บ้านแต่ละครอบครัวมารวมกัน จากหนึ่งเป็น
สอง จากสองเป็น สาม จึงทําให้เกิดการขยายตัวรวมกันเป็นกลุ่ม ช่วยกันคิด
ช่วยกันทํา ช่วยกันต่อยอดภูมิปัญญาให้ไปได้ไกลที่สุด ทํา ให้เกิดความคิด
เกิดไอเดีย เกิดการลงมือทํา ได้เห็นรอยยิ้มของผู้คนในชุมชน จนเป็น
ผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นที่ผู้คนใน หมู่บ้านได้ร่วมสร้างขึ้นมา
29
ผลิตภัณฑ์การแปรรู ป
ลายเกล็ดเต่า ชาวบ้านเชื่อกันว่า เต่าเป็นสัตว์
ที่มีอายุยืนถึงพันปี ถือเป็นสัตว์ที่เป็นสิริมงคล
ความคิด ในการที่จะทอผ้าเป็นลายเกล็ดเต่า
(ส่วนของกระดองเต่า) จึงเกิดขึ้น เพราะเชื่อว่า
การสวมใส่ผ้าที่ทอ ลายเกล็ดเต่า จะทําให้เกิด
ความเป็นสิริมงคลแก่ผู้สวมใส
ลายน้ําสลับเกล็ดแลน เป็นลวดลายที่เกิด
จากการผสมผสานระหว่างลายน้ําและลาย
เกล็ดแลน
ลายเกล็ดแลน เป็นลวดลายที่คิดขึ้น โดยได้
แรงบันดาลใจจากธรรมชาติที่อยู่รอบตัว
แลน คือภาษาอิ สาน หมายถึง ตะกวด ลาย
เกล็ดแลนมาจากลักษณะลายเหมือนหนัง
ตะกวด เมื่อนํามาทอผ้าเล้วทําให้ เกิดลายที่
สวยงาม
ผลิตภัณฑ์จากกลุ่มทอผ้าย้อมครามอูนดง-หนองไชยวาลย์ ส่วนใหญ่เป็น
ผ้าเมตร ผ้าคลุมไหล่ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ เป็นเสื้อผ้า และเพื่อให้เข้าชุดกับ
เสื้อผ้า จึงต่อยอดพัฒนาแปรรูปเป็นกระเป๋า หมวก
กลุ่มทอผ้าย้อมครามอูนดง-หนองไชยวาลย์ ที่ 31 หมู่ 1
บ้านอูนดง ตําบลนาใน อําเภอพรรณนานิคม จังหวัด
สกลนคร
08-7653-3937
แผนที่
30
31
https://www.facebook.com/sakonnakhon/photos/?ref=page_internal&tab=album
พันนา คือ ชื่อชุมชนและตำบลใน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัด
สกลนคร นอกจากปราสาทขอมโบราณที่เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์
สำคัญชุมชนพันนายังเป็นหมู่บ้านที่ขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มอาชีพทอผ้าย้อม
สีธรรมชาติ โดดเด่นในเรื่องการย้อมสีจากธรรมชาติ ด้วยเสน่ห์ของลาย
โบราณที่สืบทอดจากบรรพบุรุ ษจึงทำให้ลายของกลุ่มมีเอกลักษณ์มีเรื่อง
ราวที่น่าค้นหา และวิถีชีวิตเเบบ "พอเพียง พอดี พออยู่ พอกิน" ยิ่งทำให้
กลุ่มนี้มีความน่าสนใจ
คุณเเม่รัชนีเล่าว่า ก่อนที่เเม่จะมาเป็น
ประธานกลุ่มทอผ้าหมู่ 12 เดิมทีก็ทอผ้า
สืบทอดกันมาตั้งเเต่บรรพบุรุษ ถึงจะไม่
ชอบเเต่ก็อยู่ในสายเลือด เมื่อประธานคน
ก่อนเสียชีวิตแม่ก็มาสืบทอด เเละไปเรียนรู้
เพิ่มเติมจากเเม่คำพูน ที่อยู่บ้านพันนาอีก
หมู่ เพื่อมาพัฒนากลุ่มของเเม่เอง
32
"ลายที่นี่เด่นเพราะมีตำนานมีสอรี่"
คุณเเม่คำพูน สุราชวงศ์ ประธานกลุ่มทอ
ผ้าย้อมสีธรรมชาติ หาลายที่เป็นเอกลักษณ์
ของกลุ่มไม่เหมือนใคร โดยพาสมาชิกค้นหา
ลายต่างๆ จากสิ่งใกล้ตัวที่เป็นมรดกตก
ทอดตั้งเเต่รุ่นปู่ย่าตายาย คือ ผ้าซิ่นที่อยู่
ตามบ้านของสมาชิกลายผ้าที่ห่อวัตถุ
โบราณในหมู่บ้าน รวมถึงรูปถ่ายของคน
สมัยก่อน
ลายปลาตองที่ปรากฎในรู ปถ่ายของ
คนสมัยก่อน บอกได้ว่าลายผ้านี้มีมานาน
เเละสืบทอดมาจากบรรพบุรุ ษจริงๆ
รูปถ่ายยายล้อม สุราชวงศ์
(คาดว่าถ่ายไว้เมื่อ พ.ศ. 2488)
เมื่อมีการประกวดลายผ้าประจำจังหวัด คุณเเม่ปรึกษากับสมาชิกทำ
อย่างไรให้ลายโดดเด่นจากเดิม จึงสรุปได้ว่าเอาลายเกล็ดแลนมาเป็นเส้นยืน
มัดหมี่ข้อห่างๆ มาผสม และใช้วิธีการทอเเบบเกล็ดเต่า แม่คำพูน ตั้งชื่อลาย
นี้ว่า "ลายหินปราสาท" ผลงานของกลุ่มถูกใจกรรมการทำให้ชนะการ
ประกวด ด้วยลายหมี่เล็กๆ ระยิบระยับเหมือนริ้วน้ำหนองหารจึงตั้งชื่อใหม่
ว่า ลายสะเก็ดธรรม และนี่ก็เป็นที่มาของลายผ้าประจำจังหวัดสกลนคร
นั่นเอง
ลายหินปราสาท ลายสะเก็ดธรรม
33
อดีตชุมชนพันนาเป็นชุมชนยากจน ครอบครัวหนึ่งมีลูกหลายคน
บ้านไหนลูกสาวเยอะต้องทอผ้าหลายผืน ทออย่างประณีตจนได้
ลวดลายที่สวยงามทำใหใช้เวลานาน จึงดัดแปลงด้วยการเอาหมี่ไป
ย้อมคราม สลับส่วนย้อมให้มีลวดลาย โดยย้อมจากเปลือกประดู่ ฝาง
มะเกลือ เข ให้มีสีเหลืองและสีเเดง เรียกหมี่ข้อ ภูมิปัญญานี้ถูก
สืบทอดกันมาจนกลายมาเป็น "ลายแม่นางคำ" อีกหนึ่งลายที่เป็น
เอกลักษณ์ของชุมชน
ด้วยความเชื่อของคนโบราณหากบ้านไหนมีลูกสาว แม่ หรือยายจะสอน
วิธีการทอผ้าเพื่อใส่ไปงานต่างๆ ถ้าทอสวยจะบ่งบอกได้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็น
คนประณีต ใจเย็น มีความเป็นกุลสตรี จะมีคนอยากได้ลูกสะใภ้ สิ่งนี้จึงทำให้
ชาวบ้านสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นงานหัตถกรรมที่มีความ
พิถีพิถันด้วยหัวใจบนผ้าทุกผืน
"นี่คือความเป็นมาที่ไม่เหมือนใคร มีเรื่องราวและความภาค
ภูมิใจ เราอาจจะไม่โดดเด่น เเต่เราค้นพบตัวเอง ค้นพบกลุ่ม ค้น
พบว่าเราต้องการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อถ่ายทอดให้ลูก
หลานหรือคนทั่วไปที่อยากได้ความรู้"
กลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ ตำบลพันนา มี
ศูนย์เรียนรู้เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาการทอผ้า
และการย้อมสีธรรมชาติ อย่างครบ
กระบวนการ พร้อมต้อนรับและให้ความรู้กับผู้
ที่สนใจเข้ามาศึกษา เเถมยังได้เรียนรู้วิถีชีวิต
วัฒนธรรมของคนพันาไปในตัวอีกอย่างที่จะได้
กลับไปแน่นอนคือรอยยิ้มของแม่ๆ โดยที่นี่หาก
สมาชิกของกลุ่มไม่สะดวกก็สามารถเอาไปทำที่
บ้านได้หรือมานั่งทอกับสมาชิกที่ศูนย์เรียนรู้
นั่งล้อมลงคุยกัน กินข้าวด้วยกัน ถ้าเหนื่อยก็
นอนพัก ศูนย์เรียนรู้จึงไม่ได้เป็นเเค่สถานที่
ผลิตและจำหน่ายผ้าย้อมสีธรรมชาติ แต่ยังเป็น
ศูนย์สร้างความสัมพันธ์ ที่เสริมพลังให้กลุ่มเข้ม
แข็งอีกด้วย
34
สีสันที่อยู่บนผืนผ้ามาจากวัตถุดิบที่มีตามชุมชน เช่น ต้นคราม จะให้สี 3
สี สีฟ้า สีน้ำเงิน กรมท่า ต้นประดู่จะให้สีเเดงอมส้ม มะขามป่า ให้สีน้ำตาล
อ่อนและเข้มต้นไหนใช้บ่อยสมาชิกจะปลูกไว้ เพื่อทดแทนกับที่ใช้ไป การเตรี
ยมสีสำหรับย้อมผ้า ทำได้โดยใช้สีที่สกัดมารวมกับวัตถุดิบอื่นๆ ยกตัวอย่าง
เช่น นำโคลนผสมกับน้ำแล้วกรองโคลนออก จากนั้นนำเปลือกมะม่วงซึ่งให้สี
เขียวไปแช่ทำให้ได้สีใหม่ คือ สีเขียวขี้ม้า หรือนำมะขามเปียกแช่กับน้ำโคลนก็
จะให้สีเเดงที่เเตกต่างจากเดิม เป็นสิ่งมหัศจรรย์จากธรรมชาติที่ทำให้เราได้
เรียนรู้ เหมือนเป็นการเรียนศิลปะไปในตัว
นอกจากประวัติศาสตร์ลาย
โบราณยัง ได้ความรู้จาก
ภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน
หลายคนอาจไม่ทราบว่าสมัย
ก่อนใช้อะไรเเทนน้ำยาปรับผ้า
นุ่ม กลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ
ตำบลพันนา ยังคงสืบทอด
ภูมิปัญญาดั้งเดิมโดยใช้เปลือก
และใบต้มหมี่มาผสมต้มกับเส้น
ฝ้ายที่ทำความสะอาดเรียบร้อย
เเล้วจะทำให้ผ้านุ่มขึ้น
35
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.2155616484507297&type=3
ชาวบ้านบอกเลยว่า ทุกกระบวนการนั้นใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ แต่
ไม่ได้ใช้ทรัพยากรตามธรรมชาติให้เกิดรายได้กับตนเองแล้วปล่อยให้
หมดไปเท่านั้นชาวบ้านยังตระหนักถึงการอนุรักษ์ ธรรมชาติ เพราะ
ธรรมชาติทำให้พวกเขามีอยู่มีกินในทุกวันนี้ ถ้าหาว่าทุกท่านอยากสัมผัส
วิถีชีวิตบ้านๆ เเบบนี้ ต้องลองมาเที่ยวที่ชุมชน หัตถกรรมสกลนครบ้าง
เเล้ว
36
ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญา
ลายขอละคร จินตนาการจากการมองดวงจันทร์
วันเพ็ญ แล้วรองเพลงจันทร์เจ้าเอ่ย "ขอเตียงตั้ง
ให้ น้องข้านอน ขอละคร ให้น้องข้าดู"
ลายขอห้า จินตนาการจากในสมัยโบราณคนไป
ทุงนา ไม่มีที่แขวนกระติ๊บข้าว จึงไปในไม้ไผ่มาทํ
าที่ แขวน แล้วเห็นเป็นรูปตะขอ และตะขอ
สามารถแขวนได้ 5 กระติ๊บ จึงเรียกว่า ลายขอห้า
ลายคลองเอื้อข้าเปีย คลองหมายถึงคลองน้ํา
ในหมู่บ้าน ในสี่เหลี่ยม หมายถึงคุ้มพี่น้องที่อยู่
รวมกันใน หมู่บ้าน
ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ ตำบลพันนา มีหลากหลายไม่
ว่าจะเป็นผ้ามัดหมี ผ้าพื้น ผ้าลาย ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ หมวก กระเป๋า เสื้อ
สำเร็จรูป ผ้ามัดหมี่
กลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติบ้านพันนานคร ที่ 80 หมู่ 12 บ้านพันนา
ตําบลพันนา อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
06-5093-9258
หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ตำบลพันนา
อำเภอสว่างเเดนดิน จังหวัดสกลนคร
เปิดบริการทุกวัน เวลา 09:00-17:00 น.
09-5169-2633, 09-2986-6224
Kumpool Suratwong
ศูนย์เรียนรู้ แผนที่กลุ่ม
37
แดงครั่งฟ้าคราม
38
https://lovesakon.com/culture
หากจะกล่าวถึงอำเภออากาศอำนวย ต้องนึกถึงชาวไทโย้ย กลุ่มชาติพันธุ์
ที่อพยพมาจากประเทศลาว มีวัฒนธรรม การใช้ชีวิต รวมถึงสำเนียงการพูด
ที่เป็นเอกลักษณ์ คือ คำสร้อยที่มีคำว่า "ฮ่อ" ต่อท้ายประโยค ปัจจุบันคนรุ่น
หลังพูดเร็วขึ้นจึงกลายเป็น "เฮาะ" ตัวอย่าง กิ๋นเข่าแล่วเฮาะ แปลว่า กินข้าว
หรือยัง ไปนำกันอยู่เฮาะ แปลว่า ไปด้วยกันไหม ดังนั้นหากได้ยิรคำว่า "เฮาะ"
ต่อท้ายประโยค ก็จะทราบได้ทันทีว่าเป็นชาวไทโย้ยอำเภออากาศอำนวย
นั่นเอง
นอกจากวัฒนธรรมเเละการใช้ชีวิตของชาติพันธ์ุไทโย้ยที่บ่งบอกว่า
นี่คืออำเภออากาศอำนวยเเล้ว อำเภอนี้ยังมีความโดดเด่นในหัตถกรรม
ผ้าทอมือที่สานต่อเเละอนุรักษ์ ผ้าย้อมสีธรรมชาติ เช่นเดียวกับกลุ่มสตรี
ทอผ้าชุมชน 2 ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2545 โดยมีคุณแม่ทองสิริ ปุกแก้ว
เป็นผู้ก่อตั้ง
คุณแม่ทองสิริเห็นว่าชาว
บ้านในชุมชนมีฝีมือในการทอผ้า
สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ โดย
เฉพาะผ้าซิ่นมัดหมี่ จึงจัดตั้ง
กลุ่มขึ้นมาและพัฒนาฝีมือ เพื่อ
ให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม จนเกิด
เป็นกลุ่มสตรีทอผ้าชุมชน 2 มา
ถึงทุกวันนี้
39
จุดเด่ นของกลุ่ มคื อสี ย้อมธรรมชาติ
วัตถุดิบที่นำมาย้อมเป็นวัตถุดิบที่ปลูก
ไว้ตามหัวไร่ปลายนา คุณแม่ทองสิริ มัก
ทดสอบสี ด้ วยการนำใบไม้หรือเปลื อก
ต้นไม้ชนิดต่างๆ มาลองย้อมดูว่าให้สี
อะไร เช่น ใบหูกวางให้สีเหลืองอ่อนเมื่อ
นำมาผสมกั บโคลนจะให้ สี เทาอมเหลื อง
เป็นต้น สีย้อมธรรมชาติที่โดดเด่นของ
กลุ่มสตรีทอผ้าชุมชน 2 คือ มะเกลือ
และครั่ง มะเกลือให้สีเทา ครั่งให้สีเเดง
หากต้ องการสี นอกเหนื อจากสี ที่ ได้ จาก
ธรรมชาติก็สามารถทำโดยนำสี
ธรรมชาติตามทฤษฎีเเม่สี มาผสมกัน
จนออกมาเป็นสีต่างๆตามต้องการ เช่น
สีเเดงจากครั่ง ผสมกับสีเหลืองจากต้น
เข กลายเป็นสีส่ม เป็นต้น
https://www.facebook.com/ThaibestLac/photos/109648857813887
การเตรียมสีย้อมจากครั่งทำได้โดยการนำ
ครั่งมาตำให้ละเอียดพอสมควรแล้วนำไปต้มโดย
มีใบส้มเสี้ยว ใบยูคาลิปตัส และใบมะขามผสมลง
ไปในหม้อต้มเป็นการเอามามอร์เเดนท์เพื่อช่วย
ให้สีติดได้ดีขึ้นในกระบวนการย้อมฝ้าย
กลุ่มสตรีทอผ้าชุมชน 2 มีการสร้างมาตรฐาน
ในกลุ่ม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมามีคุณภาะที่ดี
ถ้าได้สัมผัสผ้าของกลุ่มสตรีทอผ้าชุมชน 2 เเล้
วจะรู้สึกถึงความแตกต่าง ด้วยกระบวนการต้ม
ผ้าฝ้ายจากเปลือกเเละใบหมี่ ทำให้ผ้ามีความนุ่ม
เป็นพิเศษ ใส่สบายไม่ระคายเคือง
40
ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญา
ลายหมี่คั่นนาคขอ เป็นลวดลายที่มาจาก
วัฒนธรรมประเพณี และความเชื่อของ
บรรพบุรุษที่นับถือพญานาค ซึ่งเป็นตัวแทน
ของความศักดิ์สิทธิ์ พลังอํานาจ ถือเป็นลาย
สิริมงคลแก่ผู้ที่สวมใส่
ลายหมี่คั่นนาคเลื้อย เป็นลวดลายที่มาจาก
วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของ
บรรพบุรุ ษที่นั บถือพญานาคซึ่งเป็นตัวแทน
ของความศักดิ์สิทธิ์ พลังอํานาจ ถือเป็นลาย
สิริมงคลแก่ผู้ที่สวมใส่
ลายหมี่คั่นนาคคู่ เป็นลวดลายที่มาจาก
วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของ
บรรพบุรุษที่นับถือ พญานาคซึ่งเป็นตัวแทน
ของความศักดิ์สิทธิ์ พลังอํานาจ ถือเป็นลาย
สิริมงคลแก่ผู้ที่สวมใส่
ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มสตรีทอผ้าชุมชน 2 อยู่ภายใต้เเบรนด์ "ทองสิริ
THONGSIRI INDIGO BLUE" ด้วยเสน่ห์ของความนุ่มที่ไม่เหมือนใคร ที่มี
ความทันสมัยเเละหลากหลาย เเละยังมีชุดมัดย้อมเสื้อผ้า ตุ๊กตาผ้าเช็ดมือ
เนกไท ชุดเเซก ผ้าพันคอ กางเกง
บ้านแม่ทองสิริ (คุ้มวัดจอมแจ้ง) ร้านทองสิริผ้าคราม
เเละร้านครบเครื่องเรื่องผ้าคราม เปิดบริการทุกวัน
เวลา 08:00 - 17:00 น.
08-6239-3992
ทองสิริผ้าคราม
แผนที่
41
ผ้าย้อมครามถูกใช้เป็น
ส่ วนหนึ่ งในชีวิตประจำวัน
ของชาวสกลนคร อย่างเช่น
การนำผ้ามาประดับ ในงาน
บุญกฐิน
42
ฟ้าครามจรดทราย
43
อำเภอพรรณานอคม เป็นดินเเดนแห่ง
อารยธรรม มีศาสนสถานอยู่ท่ามกลาง
ธรรมชาติ ชาวบ้านคำข่าเป็นชนเผ่าภูไท
หรือผู้ไท ที่ในอดีตต้องปลูกฝ้ายและนำมา
ย้อมครามไว้ใช้เอง ผ้าครามจึงอยู่ควบคู่กับ
ชาวภูไทมาตั้งเเต่บรรพบุรุ ษ
กลุ่มทอผ้าฝ้ายย้อมครามบ้าคำข่า เป็นก
ลุ่มเล็กๆ เเต่มากด้วยคุณภาพและ
มาตรฐาน รวมกลุ่มกันเมื่อปี พ.ศ.2537 มี
สมาชิก 40 คน ทำผ้าฝ้ายย้อมครามออก
จำหน่ายประมาณปี พ.ศ.2547 มีคุณแม่พิร
ะ ประเสริฐก้านตง เป็นประธานกลุ่ม
44
ปัจจุบันผ้าฝ้ายย้อมครามกลับมา
นิยมอีกครั้ง ทำให้มีผ้าฝ้ายย้อมครามที่ไม่
ได้มาตรฐาน ลดต้นทุน ลดระยะเวลาใน
การทำด้วยสารเคมี เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์
จำนวนมากและใครก็สามารถเข้าถึงได้
กลุ่มทอผ้าฝ้ายย้อมครามบ้านคำข่า เป็น
อีกหนึ่ งหมู่บ้านที่ต้องการอนุรักษ์
ภูมิปั ญ ญ า แ ล ะ สิ่ ง เ เ ว ด ล้ อ ม โดยมี
มาตรฐานเป็นตัวบ่งบอกคุณภาพของ
ผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์ใน
ชุมชนที่เป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อม เเละสิ่ง
บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การันตีว่าไม่มีสาร
เคมี เป็นผ้าฝ้ายย้อมครามจากธรรมชาติ
ร้อยเปอร์เซ็นต์
45
จากงานที่ทำเฉพาะเวลาว่าง ปัจจุบัน
กลายเป็นงานประจำของคนในหมู่บ้านที่
สร้างรายได้สามารถส่งลูกเรียนหนังสือ
และใช้จ่ายในครอบครัว
การทำงานของกลุ่มจะแบ่งงานตาม
ความถนัดใครถนัดเข็นฝ้าย หรือใครที่
ถนัดปลูกฝ้าย ก็จะแบ่งหน้าที่กัน เเต่
ส่วนใหญ่ทำเป็นทุกคน คนแก่มีอายุมาก
ไม่ค่อยมีเเรงเเต่มีใจอยากทำก็นั่งเข็น
ฝ้าย คุณแม่พิระบอกว่าถ้ามาดูงานกลุ่ม
บ้านคำข่า จะเห็นทุกกระบวรการในที่
เดียวนั้นไม่ได้ "ผลผลิตที่ดีจะต้องทำอยู่
บ้านใครบ้านมัน" โดยสมาชิกของกลุ่ม
ดำเนินการเองตั้งเเต่ต้นทางจนถึงปลาย
ทางนั่นคือตั้งเเต่การปลูก จนถึงการ
แปรรู ปที่มีการพัฒนาอยู่เสมอ
นอกจากผ้าลายมัดหมี่เเล้ว ยังมีลายมัดย้อม มีผ้าบาติกซึ่งกลุ่มทอผ้า
ฝ้ายย้อมครามบ้านคำข่าพัฒนาผลิตภัณฑ์ขึ้นมา เนื่องจากเนื้อผ้าเบาบาง
พกพาง่าย ไม่ระคายเคืองทำให้เป็นที่นิยมของชมชอบครามทุกวัย การทำผ้า
บาติกนั้นไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายเพราะต้องใช้ความเเม่นยำ สม่ำเสมอ โดยมีวิธีทำ
คือการนำไปย้อมโคลนก่อน และมาหยดเทียนบาติก จากนั้นก็นำไปย้อม
ครามให้เกิดลวดลาย