7 สิ่งมหัศจรรย์
ของโลก ทั้ง3ยุค
ยุคเก่า สิ่ ง ก่ อ ส ร้ า ง ที่ มี ค ว า ม ยิ่ ง ใ ห ญ่
ยุคกลาง แ ล ะ โ ด ด เ ด่ น ที่ สุ ด ใ น โ ล ก ซึ่ ง จ ะ มี
และยุคใหม่ ทั้ ง ห ม ด 7 แ ห่ ง ด้ ว ย กั น แ ล ะ มี ม า
น า น ห ล า ย ยุ ค ห ล า ย ส มั ย แ ล้ ว
ค รั บ ซึ่ ง ส่ ว น ใ ห ญ่ ส ถ า น ที่ เ ห ล่ า
นั้ น จ ะ มี เ รื่ อ ง ร า ว ที่ เ กี่ ย ว โ ย ง กั บ
ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์ สำ คั ญ ข อ ง โ ล ก อี ก
ด้ ว ย
คำนำ
หนังสือE-Book เล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิชาพลเมืองโลกในยุคดิจิตอล(100-421)
มีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมความรู้เกี่ยวกับ7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในเเต่ละยุค ไว้ในหนังสือเล่มนี้
การจัดทำหนังสือเล่มนี้ ได้ทำการค้นคว้า รวบรวมข้อมูลจากหนังสือ อินเตอร์เน็ต
และบทความต่างๆ ผู้จัดทำหนังสือหวังว่าผู้อ่านจะเกิิดประโยชน์
สารบัญ
เรื่อง หน้า
• 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคเก่า 1
- ประวัติของเเต่ละเเห่ง 2-8
• 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคกลาง 9
- ประวัติของเเต่ละเเห่ง 10-16
• 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่ 17
- ประวัติของเเต่ละเเห่ง 18-24
อ้างอิง,แหล่งที่มาของข้อมูล 25
ชื่อสมาชิกในกลุ่ม และอาจารย์ผู้สอน 26
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคเก่า
1. มหาพีระมิดแห่งกีซา (The Great Pyramid of Giza)
2. สวนลอยแห่งบาบิโลน (HANGING GARDENS OF BABYLON
3. เทวรูปซูสที่โอลิมเปี ย (The Statue of Zeus at Olympia)
4. วิหารอาร์ทิมีส (The Temple of Artemis at Ephesus)
5. สุสานแห่งฮาลิคาร์นัสซัส (Mausoleum at Halicarnassus)
6. เทวรูปโคโลสซูสแห่งเกาะโรดส์ (Colossus of Rhodes
7. ประภาคารฟาโรส แห่งอเล็กซานเดรีย (Lighthouse of Alexandria) 1
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคโบราณ มหาพีระมิดของกษัตริย์คูฟู ริมฝั่ งตะวัน
ตกของแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ มีอายุราว
มหาพีระมิดแห่งกีซา
The Great Pyramid 2,690 ปีก่อนคริสตกาล หรือเก่าแก่กว่า
of Giza นั้น เป็นสิ่งมหัศจรรย์เพียงอย่างเดียวที่
เก่าแก่ที่สุด และยังคงตั้งอยู่จนยืนยงจน
ปัจจุบันวิธีการสร้างพีระมิดแห่งกีซายังคงเป็นปริศนา ด้วย ปัจจุบัน ใช้สำหรับเป็นที่เก็บรักษาพระศพ
ความที่หินแต่ละก้อนมีน้ำหนักหลายตัน (ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดหนักถึง ฟาโรห์คูฟู (Khufu) สร้างขึ้นด้วยก้อน
200 เมตริกตัน หนักเท่าชิ้นส่วนเรือไททานิค) แต่เทคโนโลยีใน
ขณะนั้นยังไม่มีระบบปั้นจั่น ไม่รู้จักแม้กระทั่งล้อเลื่อน มีเพียง หินทรายทรงสี่เหลี่ยมประกอบกันกว่า
หลักฐานเป็นภาพแกะสลักนูนต่ำบนฝาผนังหิน ซึ่งแสดงการ 2.3 ล้านก้อน สร้างยาวนานกว่า 20 ปี
เคลื่อนย้ายเทวรูปหินขนาดใหญ่ด้วยแรงคนนับร้อยลากเข็นไป ใช้แรงงานไม่ต่ำกว่า 100,000 ชีวิต
บนแคร่ไม้ ใช้การราดน้ำเพื่อช่วยลดแรงเสียดทาน แต่นั่นยังไม่
สามารถตอบเราได้ว่าพวกเขาใช้วิธีใดลำเลียงหินขึ้นสู่บริเวณ
ก่อสร้างในระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเทียบเท่าตึก 40 ชั้นในยุค
ปัจจุบันได้ ถึงขนาดที่มีทฤษฎีว่าพีระมิดแห่งเมืองอียิปต์นั้นอาจ
จะไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์ในสมัยของอียิปต์โบราณ แต่อาจจะเป็น
ฝีมือของชาวแอตแลนติส หรือไม่ก็ มนุษย์ต่างดาว นั่นเลย
พีระมิดแห่งกีซา
มหาพีระมิดแห่งกีซา
สถานที่บนที่ราบสูงกีซาอันเป็นที่ตั้งของ หากเปรียบเทียบน้ำหนักของ พีระมิดคูฟู
มหาพีระมิดแห่งกิซาทั้งสาม ได้แก่ พีระมิด กับอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กอย่าง ตึก
เอ็มไพร์สเตท (Empire State Building)
คูฟู พีระมิดคาเฟร และพีระมิดเมนคูเร อดีตตึกระฟ้าสูงที่สุดในโลก ซึ่งมีน้ำหนัก
พร้อมกับสิ่งก่อสร้างอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น รวม 365,000 ตัน จะพบว่า พีระมิดคูฟู
มหาสฟิงซ์ พีระมิดขนาดเล็กและสุสาน มีน้ำหนักมากกว่า ตึกเอ็มไพร์สเตท ถึง
หลายแห่ง รวมทั้งซากหมู่บ้านคนงาน ประมาณ 16 เท่าครึ่ง และเมื่อเทียบกับ
ทั้งหมดสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ที่สี่ของราช อาคารไทเป 101 (Taipei 101) อาคารสูง
อาณาจักรเก่าของอียิปต์โบราณ ระหว่าง ที่สุดในโลก ณ ปี พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006)
2600 ถึง 2500 ปีก่อนคริสตกาล ตั้งอยู่ใน
กรุงเกรทเทอร์ไคโร ประเทศอียิปต์ ริมทะเล ซึ่งมีน้ำหนักรวม 700,000 เมตริกตัน
ทรายตะวันตก ประมาณ 9 กิโลเมตร (5.6 พีระมิดคูฟู ยังคงมีน้ำหนักมากกว่า
ไมล์) ทางตะวันตกของแม่น้ำไนล์ในเมืองกิ
ซา และประมาณ 13 กิโลเมตร (8 ไมล์) ทาง อาคารไทเป 101 ถึง 8 เท่าครึ่ง
ตะวันตกเฉียงใต้ของกลางกรุงไคโร
2
สวนลอยแห่งบาบิโลน
HANGING GARDENS OF BABYLON)
7 สิ่ง
มหัศจรรย์
ของโลก
ยุคโบราณ
ส ว น ล อ ย แ ห่ ง นี้ ส ร้ า ง โ ด ย พ ร ะ เ จ้ า เ น บู ค า ด เ น ส ซ า ร์ ที่ 2
ป ร ะ ม า ณ 6 0 5 - 5 6 2 ปี ก่ อ น ค ริ ส ต ก า ล ปั จ จุ บั น ไ ม่ ป ร า ก ฏ ห ลั ก
ฐ า น ห รื อ แ ม้ แ ต่ ซ า ก ป รั ก ใ ห้ เ ห็ น แ ต่ ค า ด ว่ า น่ า จ ะ อ ยู่ บ ริ เ ว ณ
เ ดี ย ว กั บ ก รุ ง บ า บิ โ ล น เ มื อ ง ม า ฮ า วี ล ป ร ะ เ ท ศ อิ รั ก มี ก า ร
บ ร ร ย า ย ถึ ง ส ว น แ ห่ ง นี้ ไ ว้ ว่ า มี พื้ น ที่ ก ว่ า 4 0 0 ต า ร า ง ฟุ ต
ส ร้ า ง สู ง ขึ้ น ไ ป เ ป็ น ชั้ น ๆ อุ ด ม ไ ป ด้ ว ย ต้ น ไ ม้ ด อ ก ไ ม้ น า น า พัน ธุ์ มี
ร ะ บ บ ชั ก ร อ ก เ พื่ อ ร ถ น้ำ ต้ น ไ ม้ จ า ก ชั้ น บ น แ ล้ ว ป ล่ อ ย ใ ห้ ไ ห ล ล ง
ต า ม ชั้ น ต่ า ง ๆ พ ร ะ เ จ้ า เ น บู ค า ด เ น ส ซ า ร์ ที่ 2 ท ร ง ใ ห้ ส ร้ า ง ไ ว้ เ พื่ อ
เ ป็ น อุ ท ย า น พัก ผ่ อ น ข อ ง พ ร ะ ม เ ห สี ข อ พ ร ะ อ ง ค์ เ พื่ อ อ บ ร เ ท า
ค ว า ม คิ ด ถึ ง บ้ า น เ กิ ด ข อ ง พ ร ะ น า ง
3
7 สิ่ ง ม หั ศ จ ร ร ย์ ข อ ง โ ล ก ยุ ค โ บ ร า ณ
เทวรูปซูสที่
โอลิมเปีย
เทวรูปซีอุส เป็นสิ่งมหัศจรรย์ยุคเก่าแก่สิ่งหนึ่งของโลก คือ สร้างขึ้น
ประมาณ 2,400 ปีก่อน ระหว่างปี ค.ศ. 53 - 111 ตามตำนานที่จารึกไว้
ได้ระบุว่าเทวรูปทำจากงาช้างสูง 58 ฟุต มีขนาดใหญ่กว่าคนปรกติถึง 8
เท่า พระหัตถ์ซ้ายทรงคทา พระหัตถ์ขวารองรับ รูปปั้ นแห่งชัยชนะ
(A small figure of Victory ) มีเครื่องประดับประดาด้วยทองคำล้วน
ชาวโรมันเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จูปีเตอร์ แต่บัดนี้ไม่มีหลักฐานให็เป็นที่ชม
ได้เพราะได้ถูกไฟเผาไหม้หมดทั้งองค์ในปี ค.ศ. 476 คงเห็นภาพใน
เหรียญตราโบราณ และจากจินตนาการที่ได้มาจากคำบอกเล่า หรือ
นิยายปรัมปราเท่านั้น แต่ความงาม ความใหญ่โตศักดิสิทธิ์ยังคงเป็นที่
ยกย่องเล่าลือมาจนถึงปัจจุบันนี้
4
วิหารอาร์ทิมิส
เป็ นวิหารสร้างด้วยหินอ่อน เลียบแบบศิลปะแบบ
กรีก เพื่อถวายเทพเจ้าร์เทมีส (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ของ
กรีก) ผู้ช่วยชาวเมืองให้พ้นจากหายนะและภัยพิบัติได้
อยู่ในเมืองอีเฟซุส บนชายฝั่ งแห่งหนึ่ง (ซึ่งปั จจุบันนี้ คือ
ประเทศตุรกี) ในรัชสมัยของกษัตริย์อเล็กซานเดอร์แห่งกรีก
จัดเป็ นวิหารที่สวยงามแห่งหนึ่งจนกลายเป็ นที่รู้จักว่า
เป็ นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคเก่า
วิหารนี้มีเนื้อที่ถึง 54,720 ตารางฟุต ตัวอาคารมีความ
กว้างถึง 400 ฟุต บริเวณโดยรอบวัดแห่งนี้กินเนื้อที่เกือบ
2 เอเคอร์ และมีเสาหินตั้งตระหง่านรอบตัวอาคาร
มากกว่า 100 เสาหิน แต่ละเสาหินมีเส้นผ่านศุนย์กลาง 6
ฟุต ความสูง 60 ฟุต หลังคาปูด้วยกระเบื้องหินอ่อน
ภายในโบสถ์เป็ นที่ประดิษฐานเทพเจ้าชื่อว่า อาร์ทิมีส หรือ
อีกชื่อหนึ่งว่า ไดอาน่า ตัววิหารเคยถูกไฟไหม้เสียหายครึ่ง
หนึ่ งแต่ได้รับการซ่อมแซมใหม่โดยกษัตริย์อเล็กซานเดอร์
5
7 สิ่งม หัศจรรย์
ของโลกยุคโ บราณ
สุ ส า น แ ห่ ง ฮ า ลิ ค า ร์ นั ส ซั ส
ตั้งอยู่ในเมืองโบดรุม (Bodrum) ประเทศตุรกี สร้างขึ้น
เมื่อ 351 ปีก่อนคริสตกาล โดยพระดำริของราชินีอาร์เท
มิเซีย (Artemisia) เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่พระสวามี
กษัตริย์มอโซลุสแห่งคาเรียที่สวรรคตเมื่อ 353 ปีก่อน
คริสตกาล ถูกทำลายโดยแผ่นดินไหว ปัจจุบันหลงเหลือ
เพียงชากปรักหักพัง และซากของรูปปั้นต่างๆ ที่ใช้
ประดับสุสาน
สุสานเก่าแก่ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้ เป็นผลงานของนาย
ช่างผู้สร้างสรรค์ทั้ง 4 คน ด้วยกัน คือ ฟิดิอัส , ชาติรัสบายฮาซีส , สโคป
ปาส และ ทิโมทิอัส สร้างด้วยหินอ่อน ในปี ค.ศ. 156 - 190 มีขนาดสูงถึง
140 ฟุต ฐานโดยรอบยาวถึง 460 ฟุต บนยอดสุดเป็นพื้นเหลี่ยม เล็กกว่า
ฐานล่าง ได้ปั้นเป็นรูปราชรถและม้า 1 ชุด กำลังวิ่ง และมีกษัตริย์พระ
มเหสียืนอยู่บนราชรถม้า ประกอบด้วยลวดลาย สวยงามมาก
6
7 สิ่งมหัศจรรย์ข อง
โลกยุคโบราณ
เ ท ว รู ป โ ค โ ล ส ซู ส
แ ห่ ง เ ก า ะ โ ร ด ส์
เทวรูปโคโลสซูส(The Colossus of Rhodes) เกาะโรดส์ ในทะเลเอ
เจียน ประเทศกรีซ เป็นรูปของเทพเจ้า เฮลิออส หรือ อพอลโล สูง
ประมาณ 32 เมตร และมีน้ำหนักประมาณ 295 ตัน หล่อด้วยทอง
สัมฤทธิ์ในท่ายืน ตัวเทวรูปตั้งอยู่บนฐานทั้งสองข้างของปากอ่าว
องค์เทวรูปยืนถ่างคร่อมปากอ่าว ให้เรือลอดไปมาได้ มีกระจกบาน
ใหญ่ติดอยู่บนอก ทำให้เรือที่แล่นออกจากอียิปต์มองเห็นได้ชัดเจน
ตั้งแต่สมัยปี 312 ก่อนคริสตกาล ชาวเกาะโรดส์ได้ตัดสินใจ
ร่วมรบกับพระเจ้าปโตเลมีแห่งอียิปต์ จากการรุกรานของชาว
แมซีโดเนียน พวกแมซีโดเนียนเข้าล้อมเกาะไว้ด้วยเรือและ
ทหาร มากมาย แต่ชาวเกาะโรดส์ก็ได้ตีกลับ และเกิดการปะทะ
กันอยู่เกือบปีจนได้รับชัยชนะ ในบรรดาผู้ที่ร่วมปกป้องเกาะ
โรดส์ก็มี ปฏิมากรผู้หนึ่งชื่อว่า ชาเรส แห่ง ลินดัส ด้วยความ
ยินดีปรีดาของชาวโรดส์ และเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการหลุดพ้น
จากชาว แมซีโดเนียน ชาร์เรส จึงได้รับมอบหมายให้สร้างรูป
ปั้นบรอนซ์มหึมาของเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์หรือ อพอลโล
7
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ
ประภาคารฟาโรสแห่ง
อเล็กซานเดรีย
ประภาคารนี้ทำด้วยหินอ่อนสีขาวสลีกลวดลาย วิจิตร
งดงาม ตั้งอยู่ริมฝั่ งทะเลเมดิเตอเรเนียน ท่าเรือของเกาะ
ฟาโรส สร้างในสมัยพระเจ้าปโตเลมีที่สองของอียิปต์ช่วงปี
270 ปีก่อนคริสตกาล ออกแบบโดยสถาปนิกชาวกรีกชื่อ
โซสตราโตส ตามหลักฐานคาดประภาคารนี้สูงถึง 440 ฟุต
หรือ 134 เมตร เพราะเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาเหล่านี้
ทำให้ประภาคารแห่งเมืองอเล็กซานเดรียนี้มีชื่อเสียง เป็น
สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแม้ว่าไม่ใช่ประภารแห่งแรกในทะเล
เมดิเตอเรเนียนแต่ก็เป็นอันที่ใหญ่ที่สุด ประภาคารนี้ได้ชื่อ
มาจากชื่อเกาะที่มันตั้งอยู่ คือฟาโรสและกลายมาเป็นชื่อ
เรียกประภาคารในภาษาต่าง ๆ
ประภาคารฟาโรสตั้งตระหง่านนำทางสัญจรของเรือเข้าสู่เมืองอเล็กซานเดรียมาเป็นเวลา
9000 ปี จนกระทั่งพวกอาหรับเข้ายึดครองเมือง ประภาคารก็ถูกรื้อทิ้งไป เล่ากันมาว่าพวก
อาหรับถูกสายลับซึ่งจักรพรรดิ แห่งคอนสแตนติโนเปิ้ ลส่งมาหลอกลวงให้ทำลายประภาคารเสีย
เพื่อไม่ให้ใช้มันเป็นประโยชน์ในการเดินเรือของพวกมุสลิม สายลับอ้างว่าข้างใต้ประภาคารมี
ขุมทรัพย์ฝังอยู่ แต่หลังจากประภาคารถูกทำลายไปแล้วพวกอาหรับถึงตระหนักว่าเสียรู้
ในช่วงนั้นกระจกขนาดใหญ่ก็หล่นร่วงลงมาและแตกละเอียดเป็นผุยผง มีบางส่วนของ
ประภาคารหลงเหลือ และส่วนนี้ก็ยังคงมีอยู่ให้เห็นจนปี ค.ศ. 1375 จนแผ่นดินไหวในเมืองอ
เล็กซานเดรียพังประภาคารชื่อดังก็ทลายลงจนสิ้นซาก 8
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ยุคกลาง
หลังจากพาไปรู้จักกับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ยุคโบราณกันแล้ว คราวนี้เราจะพาไปชมอารยธรรมที่
ใหม่ขึ้นมาอีกสักหน่อย นั่ นคือ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
ยุคกลาง (Seven Wonders of the Medieval World) ซึ่ง
มีอายุอยู่ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 5 – 16 ครับ
สำหรับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางนี้จะมีสภาพค่อนข้าง
สมบูรณ์ และยังคงอยู่มาจนยุคปัจจุบัน ต่างจากสิ่ง
มหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ส่วนใหญ่พังทลายหมดแล้ว
(ยกเว้นพีระมิดที่ยังอยู่) รวมถึงเริ่มมีความหลากหลาย
มากขึ้นในแง่ของอารยธรรม ไม่ใช่แค่ในแถบเมดิเตอเร
เนียนตะวันออกเท่านั้น อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นยุคที่มนุษย์
เริ่มรู้จักกันมากขึ้น และการเดินทางไปมาหาสู่กันก็สะดวก
มากขึ้นเรามาดูกันเลยดีกว่าว่า 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุค
กลางมีอะไรบ้าง
1. โคลอสเซียม (Colosseum) หรือ ทวิอัฒจันทร์ฟลาเวียน (Flavian Amphitheatre) ประเทศอิตาลี
2. หลุมฝั งศพแห่งอเล็กซานเดรีย (The Catacombs of Kom el Shoqafa) ประเทศอียิปต์
3. กำแพงเมืองจีน (Great Wall of China) ประเทศจีน
4. สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ประเทศอังกฤษ
5. เจดีย์กระเบื้องเคลือบ เมืองนานกิง (Porcelain Tower of Nanjing) ประเทศจีน
6. หอเอนเมืองปิ ซา (Leaning Tower of Pisa) ประเทศอิตาลี
7. ฮาเกียโซเฟี ย (Mosque of Hagia Sophia) คอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือ กรุงอีสตันบูล) ประเทศตุรกี
9
1. โคลอสเซียม (Colosseum)
หรือ ทวิอัฒจันทร์ฟลาเวียน
(Flavian Amphitheatre)
ประเทศอิตาลี
โคลอสเซียม สนามกีฬากลางแจ้งขนาดมหึมา
ตั้งตระหง่านกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลีมาตั้งแต่
ช่วงคริสตศักราชที่ 72 สร้างเสร็จในสมัยของจักร
พรรดิไททัส และกลายมาเป็นต้นแบบของสนาม
กีฬาในยุคปัจจุบัน เป็นศูนย์รวมความบันเทิงของ
ชาวโรมันในยุคนั้น และยังเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจน
ที่สุดของอาณาจักรโรม
อัฒจันทร์ถูกสร้างเป็นรูปทรงวงรี เพื่อให้ผู้ชมมี
ความรู้สึกอยู่ใกล้กับตัวนักกีฬา สร้างด้วยอิฐ และ
หินทราย วัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง
57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน
มีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขัง
ในสนามขณะเกิดฝนตก ใต้อัฒจรรย์มีห้องใต้ดิน
ที่สร้างขึ้นเพื่อขังสิงโต และนักโทษก่อนปล่อยให้
ออกมาต่อสู้กันในสนาม นอกจากนี้ยังใช้เป็น
สถานที่ประลองฝีมือของเหล่าอัศวิน และนักรบ
แกลดิเอเตอร์ (Gladiator) ในยุคนั้นด้วย
10
2. หลุมฝังศพแห่งอเล็กซานเดรีย (The
Catacombs of Kom el Shoqafa)
สุสานใต้ดินเมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศ
อียิปต์
สถานที่ฝังพระศพของกษัตริย์อียิปต์อีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ใช่
พีระมิด แต่จะอยู่ใต้ดินลึกเข้าไปในภูเขาหินทรายเป็นชั้นๆ
บางตอนมีความลึกถึง 70-80 ฟุต มีทางเดินกว้าง 3-4 ฟุต
ทางเดินจะวกไปเวียนมาเป็นระยะทางนับร้อยไมล์ สำหรับสุ
สานนี้มัถึง 3 ชั้นด้วยกัน ชั้นที่ 1 มีไว้สำหรับเตรียมการ
ปลงศพ ชั้นที่ 2 เป็นที่เก็บรักษา และชั้นที่ 3 ใช้เป็นที่รวม
ญาติเพื่อระลึกถึงผู้ตาย
ที่บรรจุดพระศพจะอยู่บนผนังอุโมงค์ที่เจาะเป็นช่องลึก
เข้าไป มีแท่นบูชาและตะเกียงดวงเล็ก ๆ แขวนไว้ และมีการ
ตกแต่งสุสานอย่างวิจิตรงดงาม แต่ทั้งนี้ยังไม่ปรากฏว่า
สุสานแห่งนี้ใครเป็นผู้สร้าง สร้างไว้ให้ผู้ใด และสร้างไว้
ตั้งแต่เมื่อไหร่ สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นในช่วงประมาณคริ
สตศตวรรษที่ 2
11
3. กำแพงเมืองจีน (Great Wall of 12
China) ประเทศจีน
หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีการพูด
ถึงเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นในนวนิยายหรือภาพยนต์หลายๆ เรื่อง
เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ สำหรับป้องกันการรุกราน
จากชนเผ่าทางตอนเหนือ เริ่มต้นสร้างประมาณปีพ.ศ.338
การก่อสร้างกินเวลายาวนานต่อมาเรื่อยๆ อีกหลายรัชสมัย
ถึงปัจจุบัน กำแพงเมืองจีนยังคงครองตำแหน่งกำแพงอิฐที่
มีความยาวที่สุดในโลก จากการสำรวจพบว่ายาวประมาณ
22,000 กิโลเมตรเลยทีเดียว ความสูงประมาณ 8-9 เมตร
ความกว้างตั้งแต่ 4.5 เมตร ถึง 7.5 เมตร เพียงพอให้ทหาร
ม้ายืนเข้าแถวเรียง 8 สบายๆ มีป้อมรักษาการทุกๆ 200
เมตร และมีระฆังแขวน เพื่อตีบอกสัญญาณเกิดเหตุไว้ประจำ
ทุกหอ รวมทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่า 20,000 หอ
4. สโตนเฮนจ์
(Stonehenge)
ประเทศอังกฤษ
หนึ่งในโบราณสถานลึกลับที่ยังคงหาคำตอบ
ที่แน่ชัดไม่ได้ ว่าใครเป็นผู้สร้าง สันนิษฐานว่า
สร้างขึ้นในช่วง 2,000 – 3,000 ปีก่อน
คริศตกาล ตั้งอยู่กลางทุ่งราบซัลลิสเบอร์รี
(Salisbury Plain) ห่างจากลอนดอนไป
เพียง 10 ไมล์ กองหินสโตนเฮนจ์ ประกอบไป
ด้วยก้อนหินทรงสูงขนาดใหญ่จำนวน 112
ก้อนวางตั้งเรียงเป็นรูปวงกลมซ้อนกันสามวง
บางก้อนล้มนอน บางก้อนวางทับซ้อนอยู่บน
ยอด วงหินรอบนอกมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง
100 ฟุต มีน้ำหนักกว่า 30 ตัน
ที่แปลกก็คือแถบนี้เป็นทุ่งราบกว้างใหญ่ ไม่มี
ร่องรอยการขนก้อนหินหนักเป็นตันมาตั้งไว้
ตรงนี้เลย แถมยังวางซ้อนกันได้ด้วย
สันนิษฐานกันว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อประกอบ
พิธีกรรมทางศาสนา หรือเพื่อใช้ดูตำแหน่ง
ดวงดาว และฤดูกาล
13
5. เจดีย์กระเบื้อง น่าจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุค
เคลือบ เมืองนานกิง กลางเพียงแห่งเดียวที่ถูกทำลายไปจน
(Porcelain Tower หมดสิ้นแล้ว ในช่วงเหตุการณ์กบฏไท่
of Nanjing) ผิงในราวคริสตศตวรรษที่ 19
ประเทศจีน ส่วนเจดีย์ที่เราเห็นในปัจจุบันเป็น
หอที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่
แทนที่แล้วในปี ค.ศ. 2010 เจดีย์กระเบื้องเคลือบเมือง
นานกิงนี้สร้างขึ้นเมื่อคริสตศตวรรษที่ 15 สมัยราชวงศ์
หมิง เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมจำนวน 9 ชั้น ความสูง
ประมาณ 79 เมตร ตัวเจดีย์สร้างด้วยอิฐและกระเบื้อง
เคลือบ ชายคาแขวนกระดิ่ง 80 ลูกโดยรอบ องค์เจดีย์
ก่ออิฐประดับกระเบื้องเคลือบ ยอดแหลมเป็นทรงกลม
ต่อขึ้นไปเคลือบทอง
14
6.หอเอนเมืองปิ ซา
(Leaning Tower of Pisa)
ประเทศอิตาลี
หอเอนเมืองปิซา อยู่บริเวณจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del
Duomo) สร้างด้วยหินอ่อนสูง 8 ชั้น น้ำหนักรวมประมาณ 14,500 ตัน
เริ่มก่อสร้างปี ค.ศ. 1173 แต่เมื่อสร้างถึงชั้นที่ 3 ฐานด้านหนึ่งของหอเริ่ม
มีการยุบตัว สถาปนิกจึงพยายามสร้างต่อโดยให้หอเอนกลับไปอีกด้านหนึ่ง
เพื่อถ่วงสมดุล แต่อีกไม่นานการก่อสร้างก็ชะงักเนื่องจากสงคราม โดยสรุป
ก็สร้างสำเร็จในปี ค.ศ.1372 (รวมส่วนของหอระฆังด้วย) สิริเวลาในการ
สร้างทั้งหมด 177 ปี
15
7. ฮาเกียโซเฟีย (Mosque of Hagia
Sophia)
คอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือ กรุงอีส
ตันบูล) ประเทศตุรกี
ฮาเกียโซเฟี ย มหาวิหารสถาปัตยกรรม
แบบไบแซนไทน์ ที่เคยเป็นโบสถ์ที่ใหญ่
ที่สุดในโลกมาเกือบพันปี ปัจจุบันนี้ยัง
คงได้รับการรักษาไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ แต่
ก่อนหน้ านั้นฮาเกียโซเฟียถูกปรับเปลี่ยนสถานะไปมามากมายตามแต่
สถานการณ์ และผู้ปกครองในแต่ละยุค ตั้งแต่ ค.ศ. 532-537 ที่นี่เป็นโบสถ์
ศูนย์กลางของนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ ต่อมาปี ค.ศ. 1453 ก็ถูกดัดแปลง
ให้เป็นสุเหร่า จนถึงปี ค.ศ. 1935 รัฐบาลตุรกีจึงได้เปลี่ยนจากสุเหร่ามาเป็น
พิพิธภัณฑ์
ฮาเกียโซเฟีย มีเนื้อที่ 700 ตารางเมต
ร มีเสาสลักอย่างงดงามถึง 108 ต้น
ประดับประดาด้วยกระจกหลากสี และ
ยอดโดมขนาดใหญ่กลางวิหาร ด้วย
ความที่เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบคริสเตียน และอิสลามนี่เองจึง
ทำให้ที่มีมีความงามในแบบที่หาชมที่อื่นไม่ได้จริงๆ
16
7 สิ่งมหัศจรรย์
ของโลกยุคใหม่
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
หรือ New 7 Wonders of the World โดยองค์กรของสวิตเซอร์แลนด์ The New Open
World Corporation (NOWC) สรุปสุดท้ายได้ประกาศเมื่อ
วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2550 ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ได้แก่สถานที่ต่างๆ ดังนี้
1. ชิเชน อิตซา Chichen Itza : เม็กซิโก
2. คริชตู เรเดงโตร์ Cristo Redentor หรือ Christ the Redeemer :
บราซิล
3. กำแพงเมืองจีน Great Wall of China : จีน
4. มาชูปิ กชู Machu Picchu : เปรู
5. นครเพตรา Petra : จอร์แดน
7. ทัชมาฮาล Taj Mahal : อินเดีย 6. โคลอสเซียม Colosseum : อิตาลี
17
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
ชิเชน อิตซา
ชิเชนอิตซา เป็นภาษามายา แปลว่า ต้นทาง
แห่งความสุขสบายของประชาชน ตั้งอยู่ทาง
ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเม็กซิโก
เป็นแหล่งโบราณคดีที่สร้างขึ้นโดยชาวมายัน
ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้า
ชิเชนอิตซา มีรูปทรงเป็นสามเหลี่ยมลดขั้นเป็นชั้นๆ ดูไปดูมาคล้ายๆ
กับพีระมิดที่อิยิปต์ แต่การสร้าง และวัสดุนั้นต่างออกไป ที่นี่มีพื้นที่ราว
6.4 ตารางกิโลเมตร วิหารที่ใหญ่สุดมีชื่อว่า วิหารแห่งนักรบ สร้างขึ้นใน
คริสต์ศตวรรษที่ 12 หลังจากสร้างวิหารเก่าแห่งชักโมล ตรงกลางสร้าง
เป็นปราสาทเหลี่ยมทึบสูงขึ้นไป ใช้เป็นที่ทำพิธีสังเวยเทพเจ้าโดยใช้เด็ก
สาวโยนลงไปถวายเทพเจ้า ณ ที่นั้น นอกจากนี้ในส่วนของพีระมิดแห่ง
เทพเจ้าคูคุลคาน ซึ่งถือเป็นพีระมิดแห่งสุดท้าย 18
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
กริชตู เรเดงโตร์
รูปปั้ นพระเยซูคริสต์ ตั้งอยู่ที่ยอด
เขากอร์โกวาดู ประเทศบราซิล
นอกจากจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความ
หมายถึงศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ ยังเป็น
สัญลักษณ์ที่ทำให้เมือง ริโอ เดอ จา
เนโร โด่งดังไปทั่วโลกอีกด้วย
รูปปั้ นพระคริสต์นี้มีความสูงถึง 38 เมตร ได้รับการออกแบบ 19
โดยเอโตร์ ดา ซิลวา กอชตา ชาวบราซิล และสร้างโดยปอล
ลันดอฟสกี ประติมากรชาวฝรั่งเศสถึง 5 ปีด้วยกัน ที่นี่ถือเป็น
อนุสาวรีย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นที่ยึด
เหนี่ยวทางจิตใจของชาวบราซิลอีกด้วย ทำให้ในแต่ละปีจะมี
นักท่องเที่ยวเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ราว 1.8 ล้านคนที
เดียว
7 สิ่งมหัสจรรย์ของโลกยุคใหม่
กำแพงเมืองจีน
กำแพงเมืองจีน นี้สร้างขึ้นจีน
สมัยสมัยราชวงศ์ฉิน เพื่อป้องกัน
การรุกรานจากชนเผ่ามองโกล
และเติร์กในอดีต และหลังจาก
นั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีก
หลายครั้งด้วยกัน มีความยาวทั้ง
สิ้นกว่า 21,196.18 กิโลเมตร
ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่ว
ประเทศ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างโดย
ฝีมือมนุษย์ที่ยาวที่สุดในโลกเท่า
ที่เคยมีมา
ความยิ่งใหญ่ และประวัติศาสตร์อันยาวนานนี่เอง ทำให้
กำแพงเมืองจีนนอกจากจะเป็น 1 ใน 7 มหัศจรรย์ของโลกแล้
ยังเป็น 1 ในมรดกโลก ที่องค์กร UNESCO คัดเลือกอีกด้วย
20
7 สิ่งมหัสจรรย์ของโลกยุคใหม่
มาชูปิกชู
เมืองสาบสูญแห่งอินคา หรือ มาชูปิกชู แห่งนี้ เป็นซากอารยธรรม
โบราณของชาวอินคา ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในประเทศเปรู อยู่สูงกว่า
ระดับน้ำทะเลถึง 2,350 เมตร ที่ตั้งของเมืองนี้ค่อนข้างกันดาร ยากที่จะ
เข้าถึง เพราะตั้งอยู่บนที่ราบสูงแอนดิส ลึกเข้าไปในป่าอเมซอน และอยู่
เหนือแม่น้ำอุรุบัมบา
หลังจากอาณาจักรอินคาล่มสลายจากการพ่ายแพ้สงครามให้กับชาว
สเปน และโรคระบาด เมืองแห่งนี้ก็ได้หายสาบสูญไปกว่า 3 ศตวรรษ และ
ได้ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวอเมริกัน ไฮแรม บิงแฮม ในปี ค.ศ.1911
นอกจากนี้ มาชูปิกชู เป็นหลักฐานที่
สำคัญของจักรวรรดิอินคา องค์กร
UNESCO จึงได้กำหนดให้ มาชูปิกชูเป็น
มรดกโลก โดยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คน
นิยมไปศึกษาประวัติศาสตร์
21
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
นครเพตรา
นครเพตรา ซ่อนตัวอย่างลึกลับใน หุบเขาวาดี มูซา หุบเขาที่ตั้งอยู่
ระหว่างทะเลสาบเดดซี กับทะเลอัคบาในประเทศจอร์แดน นครนี้ใน
สมัยโบราณนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ เป็นเมืองหลวงของชน
เผ่านาบาเชียนซึ่งเป็นชนเผ่าที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ
จอร์แดนในสมัยก่อน และถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี ซึ่งได้ถูกค้น
พบโดยนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โจฮันน์ ลุควิก เบิร์กฮาร์ท ในปี
ค.ศ. 1812
ชาวนาบาเชียนสร้างเมืองแห่งนี้โดยใช้วิธีการแกะสลักหินให้เป็น
ช่องอุโมงค์ โรงละครของเมืองแห่งนี้ซึ่งเป็นต้นแบบของโรงละคร
แบบกรีก-โรมัน ส่วนหน้าของวิหารเอล เดียร์ ซึ่งสูง 42 เมตร ใน
เมืองแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีอีกแห่งหนึ่งของสถาปัตยกรรมแบบ
กรีกโบราณ ทำให้นครเปตราได้รับลงทะเบียนจากองค์กร
UNESCO ให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2528
22
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
โคลอสเซียม
โคลอสเซียม เป็นสนามกีฬาโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะนั้น สนามกีฬา
กลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรมนี้ เริ่มสร้างขึ้นใน สมัยจักรพร
รดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส
ที่แห่งนี้มีห้องสำหรับขังทาส นักโทษ และสัตว์ดุร้าย เช่น สิงโต เสือ โดยจะ
ให้ทาสสู้กันเองจนกว่าจะเหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว หรือให้สู้กับสิงโต เพื่อ
เป็นความบันเทิงให้แก่ผู้ชม ผู้ที่รอดตายจากการต่อสู้จึงจะได้รับอิสรภาพ
โคลอสเซียม เป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐ และหินทราย วัดโดยรอบได้ประมาณ 527
เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบ
อย่างชาญฉลาด โดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้
นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก
อีกด้วย โคลอสเซียมจึงกลายเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆ ในปัจจุบัน 23
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
ทัชมาฮาล
สุสานหินอ่อน ทัชมาฮาล แห่งนี้ ผู้คน
เชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่
สวยที่สุดในโลกที่สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระ
จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมกุล ผู้มีรัก
มั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์
ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ในสวนริมฝั่ งแม่น้ำยมุนา ใน เมืองอัครา 24
ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ หลุมศพของพระนางมุมตัซ มาฮาล
ซึ่งถูกสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ศิลาแลง ประดับลวดลายเครื่อง
เพชร พลอย หิน โมราและเครื่องประดับจากมิตรประเทศ ได้
รับคำรับรองว่าสร้างขึ้นด้วยสัดส่วนที่วิจิตรและงดงามที่สุด
รวมถึงยังได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างชั้นเลิศของ
สถาปัตยกรรมมุฆัลในอินเดีย ที่นี่ต้องใช้แรงงานในการ
ก่อสร้างถึง 20,000 คน และใช้เวลาก่อสร้างถึง 20 ปี
อ้างอิง,แหล่งที่มาของข้อมูล
หนังสือ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก (เขียนโดย ชนะ กายแก้ว)
บทความของ True : https://travel.trueid.net/detail/A2QlkOkz63w
วิกิพีเดีย : https://th.wikipedia.org/wiki
รูปจาก:
https://www.google.com/search?
q=7%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B1%
E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B
8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81&rlz=1C9BKJA_enTH1007TH1007&hl=th&p
rmd=ivn&sxsrf=ALiCzsb4P2B7Ad6XGjyz8B2M-
Us9jw6yGg:1664168635386&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ved=2ahUKEwiq5e6i17H6AhUkxIsBHXBxDO
IQ_AUoAXoECAIQAQ&biw=1180&bih=701&dpr=2
รายชื่อสมาชิกในกลุ่ม
และอาจารย์ผู้สอน
อาจารย์ผู้สอน
อาจารย์ เขมินต์ธารากรณ์ บัวเพ็ชร
สมาชิกในกลุ่ม
• นาย.กฤษฎา ประมงวัฒนา 6506910053
• นาย.สุรี ฤทธิ์โต 6506910055
• นาย.พงศ์พาณิช จันทร์สว่าง 6506910015
• นาย. อารีฟี ยูโซ๊ะ 6506910020