The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Palatip Kaewrahan, 2023-03-14 23:32:45

วิจัย ศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

ศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

รายงานการวิจัย ศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จัดทำโดย นายนันทวัฒน์โกบุตร 634316046 นายพลาธิป แก้วระหัน 634316047 นายจรัส วังมะนาว 634316085 วิจัยเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามรายวิชาระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ เบื้องต้น หลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง พ.ศ. 2565


research report Studying the risk behaviors of students at Muban Chom Bueng Rajabhat University. make by Mr. Nantawat Kobut 634316046 Mr. Palathip Kaewrahan 634316047 Mr. Charat Wangmao 634316085 This research book is part of a study according to the course of research methodology in introductory public administration. Bachelor of Public Administration degree program Department of Public Administration Faculty of Humanities and Social Sciences Muban Chom Bueng Rajabhat University 2022


ก ชื่อเรื่องวิจัย ศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ชื่อนักศึกษา 1.นายนันทวัฒน์ โกบุตร 2.นายพลาธิป แก้วระหัน 3.นายจรัส วังมะนาว รหัสประจำตัว 1.634316046 2.634316047 3.634316085 ปริญญา ปริญญาตรี สาขาวิชา รัฐประศาสนศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.จีรพรรณ นิลทองคำ ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1.)เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่น การพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 2.)เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อทัศนคติและ พฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 3.)เพื่อศึกษาผลกระทบต่อการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึง โดยมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีพฤติกรรมชื่นชอบกิจกรรมที่มีความสนุก ความเพลิดเพลิน ความเสี่ยง ความท้าทาย ที่อาศัยการต้อสู้ด้วยกำลังและสติปัญญาเท่าที่มนุษย์พึ่งมี ซึ่งในกิจกรรมเหล่าๆนั้นก็ มักจะเกิดการมั่วสุมเกิดขึ้นเช่นการสูบบุหรี่หรือสารเสพติด การดื่มสุราหรือแอลกอฮอร์ การเล่นการพนัน อย่างแน่แท้


ก Research Title Studying the risk behaviors of students at Muban Chom Bueng Rajabhat University. Student 1.Nanthawat Kobut 2.Palathip Kaewrahan 3.Charat Wangmao Student ID 1.634316046 2.634316047 3.634316085 Degree Bachelor's degree Field of Study Public Administration Advisor Dr. Chirapan Ninthongkam Academic Year 2022 ABSTRACT The purpose of this research was to study 1.) To study alcohol consumption, smoking and gambling behaviors of Muban Chom Bueng Rajabhat University students. 2.) To study the factors influencing the attitudes and behaviors of drinking alcohol, smoking and gambling among students of Muban Chom Bueng Rajabhat University. 3.) To study the effects on drinking alcohol, smoking and gambling among students of Muban Chom Bueng Rajabhat University.humans are social creatures whose behaviors like activities that are fun. Pleasures, risks, challenges that rely on fighting with the might and intelligence that humans rely on. In those activities, there is often a combination of things such as smoking or drug abuse. Drinking alcohol or alcohol Definitely a gambl


ค กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยการศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง อำเภอ จอมบึง จังหวัดราชบุรี เป็นการศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงเพื่อ ศึกษาพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้าน จอมบึง และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการ พนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ท้ายนี้คณะทำงานขอขอบคุณท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.จีรพรรณ นิลทองคำ อาจารย์ประจำวิชา ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์เบื้องต้นสาขารัฐประศาสนศาสตร์ ที่คอยให้คำแนะนำตลอดการทำ การวิจัยขอขอบคุณสมาชิกภายในทีมที่หน้าที่ของตนเองตลอดและเสมอมา ขอขอบคุณทุกๆท่านที่มีส่วนร่วม ในการทำวิจัยเล่มนี้ที่ได้ให้ข้อมูลและความคิดเห็นในการเก็บรวบรวมข้อมูลมา ณ โอกาสนี้ คณะผู้วิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง


ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญ (ต่อ) จ บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 6 1.3 สมมติฐานของการวิจัย 6 1.4 ขอบเขตและข้อจำกัดของการวิจัย 7 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 7 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะในการวิจัย 8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 10 2.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษา 10 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 18 2.3 กรอบแนวคิดในการวิจัย 23 2.4 นิยามศัพท์ปฏิบัติการ 24 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย 26 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 26 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 27 3.3 การสร้างเครื่องมือ 28 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 28 3.5 การจัดทำและการวิเคราะห์ข้อมูล 29


จ สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 30 4.1 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 31 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรม 34 4.3 สรุปผลการทดสอบสมมติฐานของการวิจัย 37 4.4 ข้อคิดเป็น ปัญหา และข้อเสนอแนะ 38 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และ ข้อเสนอแนะ 39 5.1 สรุปผลการวิจัย 39 5.2 อภิปรายผลการวิจัย 41 5.3 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 43 บรรณานุกรม 45 ภาคผนวก 49 ประวัติผู้วิจัย 53


1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีพฤติกรรมชื่นชอบกิจกรรมที่มีความสนุก ความเพลิดเพลิน ความเสี่ยง ความท้าทาย ที่อาศัยการต้อสู้ด้วยกำลังและสติปัญญาเท่าที่มนุษย์พึ่งมี ซึ่งในกิจกรรมเหล่าๆนั้นก็มักจะเกิด การมั่วสุมเกิดขึ้นเช่นการสูบบุหรี่หรือสารเสพติด การดื่มสุราหรือแอลกอฮอร์ การเล่นการพนัน อย่างแน่แท้ พฤติกรรมการดื่มสุราของคนไทยเช่นนี้นับเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ก่อให้เกิดการสูญเสีย ต่างๆ ตามมาอย่างมากมาย แม้ว่าปัจจุบันมีพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ออกมา ประกาศใช้สถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ลดจำนวนลงพอสมควร แต่ยังมีการกระทำความผิดอยู่บ้าง (พระครูภัทรธรรมคุณ และพระมหาปัญญา ยงยิ่ง, 2564) แต่ก็ไม่น้อยในสังคม ชนบท การดื่มสุราใน สังคมไทยส่วนใหญ่จะพฤติกรรมบริโภคนิยมสังสรรค์แบบเป็นกลุ่ม ทำให้เสี่ยง ต่อการรับเชื้อของไวรัสโควิด19 ซึ่งในปัจจุบันได้ระบาดหนักไปทั่วทุกพื้นที่ นอกจากวัคซีนที่เป็น ประดุจเครื่องมือสำคัญในการปูองกันใน มนุษย์แล้ว ก็ยังพบแนวทางการรักษาหายขาดชัดเจน แม้ใน หลากหลายประเทศจะพัฒนาวัคซีนและฉีด ให้กับผู้คนในประเทศของตน แต่กลับพบว่า โควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถกลายพันธ์ บนทรัพยากรที่มีอยู่ ค่อนข้างจำกัดทั้งเทคนิคทางการวิทยาศาสตร์ เครื่องมือการแพทย์ วัคซีน ยารักษาโรคต่างๆ โดยตั้งแต่ช่วง ปลาย พ.ศ. 2562 ถึง พ.ศ. 2563 สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 หรือโคโรน่าไวรัส เกิดขึ้น อย่างรวดเร็วและรุนแรง เห็นได้ว่าจากผลกระทบสถานการณ์โควิดส่งผลกระทบตั้งแต่บุคคลากรด่านหน้า จนถึงบุคลกากรด่าน หลัง คือ ด้านศาสนกิจศาสนาพิธีก็มีความสำคัญกระทบเป็นห่วงโซ่ด้วยเช่นเดียวกัน หนึ่งในผลกระทบ ที่ใกล้กับตัวมนุษย์คือกิจกรรมที่เนื่องด้วยบุคคลจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวัด ที่พระสงฆ์เองต้องด าเนินงานศาสนกิจภายในวัดต่อไปภายใต้ความภายใต้ความเสี่ยง อีกทั้งยังพบเห็นได้ว่า เมื่อ มีการรวมตัวของหมู่ชนก็ย่อมน ามาซึ่งกิจกรรมที่บางครั้งอาจนอกเหนือไปจากศาสนาพิธีที่ควรปฏิบัติ เช่น การอยู่มั่วสุมเพื่อดื่มสุรา สูบบุหรี่ และเล่นการพนัน สร้างความเดือดร้อนต่อวัดและสร้างความ สุ่มเสื่อง ต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 เห็นได้ว่านี่คือเหตุผลกระทบที่ประเด็นสำคัญในการตั้ง ค าถามอย่าง น่าสนใจว่า วัดจะสามารถท าให้เป็นแหล่งที่สร้างภูมิคุ้มกัน โควิด-19 ปลอดจากเหล้า บุหรี่ และการพนัน ได้ อย่างไร ภายใต้ขณะที่สังคมยังคงปฏิบัติอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้มีการ เปลี่ยนแปลง และในวัดทุกๆที่ โดย ภาพรวมยังคงเห็นได้ว่ากิจกรรมหรือพิธีกรรมทางศาสนาในวัด ต่างยังคงมีกลุ่มคนอยู่รวมกันเป็นประจำ


2 ปัจจุบันการดำเนินการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใต้ยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์ ระดับชาติ และใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติภาษี สรรพสามิต พ.ศ. 2560 มีกระบวนการดำเนินงาน มีการวางแผนการจัดการองค์กรและบุคลากร ตาม แผนปฏิบัติการ รวมถึงมีการประเมินผลและติดตาม ซึ่งการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์นโยบาย แอลกอฮอล์ ระดับชาติ มีการจัดทำแผนปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์นโยบายแอลกอฮอล์ระดับชาติพ.ศ. 2560-2563 จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค เพื่อ แปลงยุทธศาสตร์ไปสู่ การปฏิบัติ โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน และนำไปให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนำไป ปฏิบัติเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยผลักดันให้มีแผนปฏิบัติการควบคุมเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ในทุก จังหวัด จึงทำให้สามารถควบคุมปริมาณผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น อย่างชัดเจนร่วมกับการ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจริงจัง การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ปรับทัศนคติ การขับเคลื่อนกลไก ในระดับพื้นที่ดึงภาคีเครือข่ายโดยเฉพาะชุมชน เข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดการปัญหา รวมถึงการจัดบริการ สุขภาพ เพิ่มการคัดกรองและดึงผู้มีปัญหาเข้าสู่ระบบ อย่างไรก็ดีการดำเนินงานของภาคีเครือข่ายงดเหล้า ในระดับชุมชน ยังต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืน จึงต้องศึกษาแนวทางเพื่อสนับสนุน ให้ภาคีเครือข่ายทุกหน่วยงานมีศักยภาพที่จะสามารถ ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (วารสารศูนย์ อนามัยที่ 9 ปีที่ 17 ฉบับที่ 1, 2566) การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัยรุ่น มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ในประเทศ ไทยพบว่า อายุของผู้ริเริ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครั้งแรกมีแนวโน้มของช่วงอายุน้อยลง กลุ่มที่ริเริ่มดื่มเป็น กลุ่มใหญ่ที่สุด คือกลุ่มเยาวชน อายุ15–19 ปี มีอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น โดยเพศชายมี อัตราการดื่มมากกว่าเพศหญิง 2 เท่าคนไทยที่อายุ15 ปีขึ้นไป ในช่วงปี2547- 2550 อัตราการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ มีแนวโน้มลดลง จากร้อยละ 32.70 เป็นร้อยละ 30.00และใน ปี 2552 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 32.00และลดลงเหลือร้อยละ 31.50 ในปี 2554 และในปี 2557 อัตราการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น เป็น ร้อยละ 32.20 จากการศึกษาการเฝ้าระวังพฤติกรรมการบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และพฤติกรรม เสี่ยงต่อสุขภาพของนักเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทย พบว่า กว่า 1 ใน 3 ของเยาวชนชาย และ 1 ใน 4 ของเยาวชนหญิง เริ่มมีประสบการณ์การดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์โดยมีอายุเฉลี่ยที่เริ่มดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ในนกั เรียนชายคืออายุ13 ปี ในนักเรียน หญิง คือ อายุ 14 ปีโดยเพศชายดื่มมากกวา่ เพศหญิง 1.6 เท่า และจากการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากรในสังคมไทย ปี พ.ศ. 2560 พบการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชากร อายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นผู้ดื่มสุราในรอบปีที่แล้วร้อยละ 28.40 สำหรับในกลุ่มเยาวชน อายุ15-19 ปี มีอัตราการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 13.60 ทั้งนี้หาก ไม่มีการแก้ไขปัญหา อย่างเหมาะสม คาดการณ์ว่าในอีก 40 ปี ข้างหน้า กลุ่มเยาวชนดังกล่าว จะเป็นนักดื่ม


3 ประจำสูงถึง ร้อยละ 67.00 ซึ่งการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้วัยรุ่นมีระดับของสติปัญญาการคิด การ รับรู้และความจำลดลงทั้งระยะสั้นและระยะยาว ความตั้งใจในการเรียนลดลง ผลการเรียนตกต่ำ เกิด อุบัติเหตุจราจร การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันส่งผลให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และ การตั้งครรภ์อัน ไม่พึงประสงค์ ผลที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ข้างต้นล้วนเป็นปัญหา เกี่ยวข้องกับ ด้านสาธารณสุข ทั้งสิ้น(วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ ปีที่ 15 ฉบับที่ 2, 2565) เมื่อพิจารณาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มเยาวชนวัยรุ่น เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยทั้งปัจจัย ภายใน ตัวบุคคล และปัจจัยภายนอกตัวบุคคล ปัจจัยภายในบุคคล ได้แก่อายุเพศ ผลการเรียน ระดับชั้น การศึกษา ความรู้เกี่ยวกับ สุรา ทัศนคติต่อการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง ส่วน ปัจจัยภายนอกตัวบุคคลได้แก่อิทธิพลจากกลุ่มเพื่อน อิทธิพลจากสื่อการดื่มของคนในครอบครัว การยอมรับ การดื่มของพ่อแม่การถูกชักชวนให้ดื่ม ลักษณะการพักอาศัย และการเข้าถึงเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ เป็นต้น และปัจจัยสำคัญในการดำเนินงานป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ที่ประสบผลสำเร็จต้องมีการมีส่วนร่วมของ ประชาชน ชุมชนในการแก้ปัญหาร่วมกัน (วารสารวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพ ปีที่ 15 ฉบับที่ 2, 2565) ประเภทสารเสพติดขององค์กรอนามัยโลก ได้ระบุ ว่าปัจจุบันทั่วโลกมีผู้สูบบุหรี่ประมาณ 1,100 ล้านคน เสียชีวิตจากโลกที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ 1 คน ในทุกๆ 6 วินาที หรือประมาณ 6 ล้านคนต่อปี โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น เป็นปีละ 8 ล้านคน ภายในปี พ.ศ.2573 และผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่เสียชีวิตจากการสูด ควันบุหรี่มือสอง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าบุหรี่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชากร 100 ล้านคน ใน รายงาน The Global Tobacco ศตวรรษที่ 20 (ค.ศ.1901-2000) และอาจเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1,000 ล้านคน ใน ศตวรรษนี้ (ค.ศ.2001-ค.ศ.2100(World Health Organization (WHO),1992) ในประเทศไทย ประชากรส่วนใหญ่สูบบุหรี่ลดลง 27.1% ในวิกฤตโควิด-19 โดย 38.4% เผยว่ากลัว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การสำรวจพฤติกรรมการซื้อ และสูบ บุหรี่ของคนไทยในช่วงโควิด-19 โดยศูนย์วิจัยและจัดการ ความรู้เพื่อ การควบคุมยาสูบ (ศจย.) ในช่วงมาตรการล็อก ดาวน์ และเคอร์ฟิว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ ไวรัสโควิด-19 ซึ่งท าให้การสำรวจในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2563 โดยแบ่งเป็น 2 ประเด็นดังนี้ 1. ผลกระทบต่อผู้สูบบุหรี่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 2.ผลกระทบต่อการซื้อ บุหรี่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งจากผลสำรวจที่ออกมา พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 72.2% ที่สูบบุหรี่ทุกวัน มีพฤติกรรมการ สูบบุหรี่เหมือนเดิม ก่อนเกิดโควิด-19 ถึง 55.3% แต่ยังพบว่า คนไทย 27.1% สูบบุหรี่ลดลง โดยให้เหตุผลต่างๆ ในการสูบ บุหรี่ ลดลงดังนี้ กลัวกระทบต่อสุขภาพ 38.4% ต้องการ ประหยัดค่าใช้จ่าย 37.2% ตั้งใจเลิกในช่วงวิกฤต 24.4% ใน ส่วนของพฤติกรรมการซื้อบุหรี่พบว่าคนไทยซื้อบุหรี่น้อยลง 30% สอดคล้องกับข้อมูลของร้านสะดวกซื้อ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่เผยว่าในมาตรการ ล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิว จากวิกฤตโควิด-19 พบยอด


4 จำหน่ายบุหรี่ในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2563 (ก่อนมีล็อกดาวน์และเคอร์ฟิว) เทียบกับ เดือนมีนาคม – เมษายน 2563 (ที่มีการออกล็อกดาวน์ และ เคอร์ฟิว) พบยอดจำหน่ายบุหรี่ลดลง 25% นอกจากนี้จาก การ สำรวจยังพบว่าในช่วงวิกฤต โค-วิด-19 พบคนสูบบุหรี่ เพิ่มขึ้น 18.1% โดยให้เหตุผลต่างๆ ดังนี้สูบมากขึ้น เพราะ เครียด18.3% สูบเพราะไม่มีอะไรทำ 14.8% ขณะที่มาตรการ ล็อกดาวน์ และเคอร์ฟิวในวิกฤตโควิด19 มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อบุหรี่เพิ่มขึ้นของคนไทยดังนี้ ซื้อบุหรี่ตุน 12.7% ซื้อครั้ง ละมากกว่า 1 ซอง 3.7% ซื้อก่อนเวลาเคอร์ฟิว (22:00 น.) 1- 2 ชม. บ่อยครั้ง 13.3% และบางครั้ง 37.5% โดยส่วนมากผู้สูบ บุหรี่ซื้อบุหรี่จากร้านสะดวกซื้อ (รณชัย คงศกนธ์,2563) โทษจากการสูบบุหรี่นอกจากจะมีผลต่อผู้สูบ โดยตรงแล้วยัง ทำให้ผู้ที่อยู่รอบๆ ข้างได้รับควันบุหรี่จากการหายใจเอาพิษจากควันบุหรี่เข้าไปด้วย แต่อีก ไม่กี่ปีข้างหน้าคนวัยทำงานนี้จะค่อยๆ ลดลงจากอัตราการเกิดที่ลดลงและการก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุอย่าง เต็มตัว ประชากรวัยทำงานมีบทบาทและ มีความสำคัญอย่างสูงต่อเศรษฐกิจช่วยขับเคลื่อนภาวะ เศรษฐกิจ ให้กับประเทศ เมื่อกลุ่มวัยทำงานยังคงมีพฤติกรรม การสูบบุหรี่ในอัตราที่สูงอยู่เช่นนี้ โอกาสเสี่ยงในการหา รายได้หรือสูญเสียอวัยวะไปบางส่วนจากโรคต่างๆ ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดต่ำลง การจ้างงาน น้อยลง สภาวการณ์ดังกล่าว นำมาซึ่งการสูญเสียกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ (ปฏิภาณ วิปัดทุม และ คณะ,2561) ปัจจุบันพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ได้มีการออก “กฎ” ฉบับใหม่มาเพื่อ เข้ามา รองรับมาตรการนี้ 2 ฉบับ คือ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ลักษณะและวิธีการในการแสดง เครื่องหมายเขตปลอด บุหรี่และเครื่องหมายเขตสูบบุหรี่ พ.ศ.2561 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การกำหนดประเภทหรือชื่อของที่ สาธารณะ สถานที่ท างานและยานพาหนะให้ส่วนหนึ่ง ส่วน ใดหรือ ทั้งหมดของสถานที่และยานพาหนะเป็นเขตปลอด บุหรี่ หรือเขตสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ พ.ศ.2561 แต่ ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวยัง ไม่ครอบคลุมถึงการห้ามสูบบุหรี่ใน รถยนต์ส่วนตัว (วศิน พิพัฒฉัตร,2562) บุหรี่เป็นอันตรายต่อผู้เสพและผู้ใกล้ชิด เนื่องจากบุหรี่มีสารเคมีหลายชนิด ทั้งที่เป็นสาร เสพติด และเป็นพิษต่อร่างกาย ก่อให้เกิดโรคมากมาย เช่น โรคถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอด โรคหัวใจ และหลอดเลือด ฯลฯ ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเป็นจำนวนมาก นำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอัน ควร ไม่เพียงแต่ผู้สูบบุหรี่จะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากการสูบ บุหรี่เอง ควันบุหรี่ในสิ่งแวดล้อมยัง ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของผู้ที่อยูรอบข้างเช่นเดียวกับผู้สูบบุหรี่เช่นกันโดยเฉพาะเด็ก นอกจากนั้นบุหรี่ ยังนำเยาวชนไปสู่พฤติกรรมเสี่ยง เช่น กินเหล้า เล่น การพนัน ใช้ยาเสพติด เที่ยวกลางคืน และมีเพศสัมพันธ์ ที่ไม่ปลอดภัย จึงนับได้วาการแพร่ระบาด ของการสูบบุหรี่ก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางด้านสาธารณสุข สังคม เศรษฐกิจ และความมันคงของ ประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับปัญหาความเจ็บป่วยและ


5 เสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้อง กับการสูบบุหรี่ ถึงปี ละ 42,000 คน องค์การอนามัยโรคและธนาคารโลกได้ ประมาณการว่าในอนาคตโรคที่เกิด จากการสูบบุหรี่หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ที่เรียกวาเป็นโรคไร้เชื่อ จะ เป็นโรคที่ก่อให้เกิดภาระโรคสูงสุด จากการรายงานสถานการณ์ด้านสังคมของประเทศไทย ปัญหาหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึง ผลกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เกี่ยวกับการเสื่อมถอยของวัฒนธรรมอันดีงาม ความก้าวหน้าของการ ติดต่อสื่อสาร และการขยายตัวของเครือข่ายสังคมออนไลน์ คือ ปัญหาการติด การพนันในกลุ่มเด็กและ เยาวชน (คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2560) ซึ่ง สอดคล้องกับผลการศึกษาของ ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน (2561) ที่เผยแพร่ผลสํารวจสถานการณ์การ พนันกลุ่มเยาวชนปี พ.ศ. 2560 ชี้ว่า เยาวชนไทยกําลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงที่จะถูกชักจูงเข้าสู่ วงจรการพนัน โดยสํารวจพบว่า เยาวชน ที่มีประสบการณ์เล่นพนัน เริ่มต้นเล่นการพนันจากหวยใต้ดิน ไพ่ และสลากกินแบ่งรัฐบาล ส่วนเหตุผลที่ชัก นําเยาวชนเข้าสู่การพนัน คือ อยากเสี่ยงโชคอยากลอง เป็นสาเหตุหลัก สาเหตุที่วัยรุ่นติดการพนันได้ง่ายมี 4 ประการ ดังนี้ 1) สื่ออินเทอร์เน็ตออนไลน์2) เพื่อน แนะนำให้ เล่น และวัยรุ่นมีแนวคิดลองเล่นดูดีกว่า 3) มีความต้องการวัตถุตามสมัยนิยมสูง และ 4) ปัญหาครอบครัว งานวิจัยด้านการแพทย์ระบุชัดเจนว่า การพนันเป็นเกมที่สามารถทำลายสมองของ เด็กและเยาวชนได้อย่าง ถาวร องค์การอนามัยโลกกำหนดให้พฤติกรรมติดการพนันเป็นความผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่ง เรียกว่า Pathological Gambling หรือ โรคติดพนัน (มธุรดา สุวรรณโพธิ์, 2557) การ พนันยังเป็นสิ่งที่สวนทางกับ หลักศีลธรรมตามคำสอนของศาสนา และอาจนำมาซึ่งผลลบต่อสังคม (Fabiansson, 2010) จากที่กล่าวข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี และการสื่อสาร เกิดเครือข่ายทางสังคมในโลกเสมือนจริงซึ่งมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ปัญหาการติดการพนันในกลุ่มเด็กและเยาวชน ได้มีความพยายามที่จะแก้ไขจาก ทั้งภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย ซึ่งแนวทางหนึ่งคือ การสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนใน สังคมให้เข้ามาร่วมมือกันป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะเยาวชนถือเป็นทุนมนุษย์ที่มีค่ามหาศาล ต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ซึ่งเจตนารมณ์ของภาครัฐกับแนวทาง ดังกล่าวปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เกี่ยวกับการกระจายอำนาจและการ สร้างการมีส่วนร่วม และการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ ในมาตรา 65 มาตรา 71 และมาตรา 78 แนว ทางการพัฒนา คือ พัฒนาศักยภาพคนวัย เรียน วัยรุ่นให้มีทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต สามารถอยู่ ร่วมกับผู้อื่นภายใต้บริบทสังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรม (คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ, 2560)


6 สถิติคดีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนกระทำความผิด ในปี 2563 เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษสูง เป็นอันดับ 1 โดยมีสาเหตุจูงใจส่วนหนึ่งมาจากการพนัน รองลงมา คือ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ โดยมีสาเหตุจูงใจส่วน หนึ่งมาจากการพนัน ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุข เสรีภาพ ชื่อเสียง และการปกครอง ตามลำดับ (กรมพินิจและ คุ้มครองเด็กและเยาวชน, 2563) จากสภาพ ปัญหาที่เกี่ยวข้องดังกล่าวนำไปสู่ผลกระทบในทางลบ ต่อเด็กและเยาวชน ซึ่งในงานวิจัยนี้จำแนกเป็น 4 ประเด็นเพื่อนำสภาพปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว มาพัฒนากฎหมายเพื่อคุ้มครองเด็ก และเยาวชนจากการ เล่นเกมออนไลน์ คือ 1) พฤติกรรมการติด เกมออนไลน์ 2) เนื้อหาเกมออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม และการจัดเร ตติ้งเกมออนไลน์ 3) การควบคุมการประกอบธุรกิจเกมออนไลน์ในประเด็นต่าง ๆ เช่น ระยะเวลาเล่น การ ระบุอายุ การขออนุญาต ผู้ปกครอง และ 4) เกมออนไลน์ที่มีลักษณะเป็นการพนันกับเกมกีฬาอีสปอร์ต จากการทั้งหมดที่กล่าวมาได้ทำให้เราได้ทราบถึงโทษของบุหรี่ สุรา และการพนัน นั้นไม่เป็นผลดีต่อ ตัวผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อยดังนั้นจึงเกิดการวิจัยศึกษาพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การเล่นการพนัน ของนักศึกษามหาวิทยาลัยหมู่บ้านจอมบึงขึ้นมา 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1 เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัย ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 1.2.2 เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่น การพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 1.2.3 เพื่อศึกษาผลกระทบต่อการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 1.3 สมมติฐานของการวิจัย 1.3.1 รูปแบบการพักอาศัยของนักศึกษาที่ต่างกัน มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การดื่มสุรา การ สูบบุหรี่ การเล่นการพนันเล่นที่แตกต่างกันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง


7 1.3.2 การรับรู้กฎหมายการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การเล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึงที่แตกต่างกัน 1.3.3 นักศึกษาที่มีความเห็นต่อระดับความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่รัฐที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อ การการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การเล่นการพนัน ที่แตกต่างกัน 1.4 ขอบเขตและข้อจำกัดของการวิจัย การศึกษาพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การเล่นการพนัน นั้นมี 4 ข้อ ขอบเขตด้านประชากร ขอบเขตด้านเนื้อหาและวิเคราะห์ขอบเขตในช่วงระยะเวลา ขอบเขตพื้นที่ในการศึกษา รายระเอียดดังนี้ 1.4.1 ขอบเขตด้านประชากร โดยเก็บข้อมูลจากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ชั้นปี ที่ 1-3 1.4.2 ขอบเขตด้านเนื้อหา การศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การ เล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยทำแบบสอบถามหลังจากดำเนินการเก็บ ข้อมูล เพื่อให้ได้แบบสอบถามที่ได้รับคำตอบที่สมบูรณ์ครบถ้วนทั้งรายละเอียดและจำนวนที่ระบุเอาไว้ 1.4.3 ขอบเขตในช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา ในการศึกษาครั้งนี้ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูล ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม พ.ศ.2566 1.4.4 ขอบเขตพื้นที่ในการศึกษารวบรวมข้อมูล ในมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เพื่อที่ ดำเนินการรวบรวมข้อมูลเเละเนื้อหาของพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การเล่นการพนัน ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 1.5.1 ได้ทราบปัจจัยที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การเล่นการพนัน ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 1.5.2 ได้มีแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การเล่นการพนันของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ในการศึกษาครั้งต่อไป


8 1.5.3 ได้ทราบข้อมูลอ้างอิงที่เป็นประโยชน์ในเชิงวิชาการในการป้องกันปัญหาและผลกระทบจาก การเล่นการพนัน การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่ของนักศึกษา 1.5.4 ได้เป็นข้อมูลเชิงนโยบายที่สามารถนำไปแก้ปัญหาการเล่นการพนัน การดื่มสุรา และ การสูบ บุหรี่ ของเยาวชนและนำไปสร้างมาตรการป้องกันการเล่นพนัน การดื่มสุรา และ การสูบบุหรี่ ผลลัพธ์ที่ เกิดขึ้นจากการเล่นการพนัน การดื่มสุรา และ การสูบบุหรี่ ของเยาวชน ของชาติ 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะในการวิจัย 1.นักศึกษา หมายถึง นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-3 ที่เคยมีประสบการณ์ ในการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และ การเล่นพนัน 2.พฤติกรรม หมายถึง การกระทำที่แสดงออกของบุคคลที่กระทำตอบสนองสิ่งกระตุ้นซึ่งการ กระทำที่แสดงออกมานั้นมีทั้งที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์พฤติกรรมหรือการแสดงออก นั้นสามารถวัด ได้ ทั้งนี้เป็นการแสดงออกที่สังเกตุได้และสังเกตุไม่ได้ 3.การดื่มสุรา หมายถึง สารที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว มีผลกระทบ ต่อกระบวนการทางจิตใจ เช่น การรับรู้ ความรู้สึก ซึ่งการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก จะทำให้เกิดความมึนเมา มึนงง สูญเสีย การทรงตัว พูดไม่ชัด และอาจถึงขั้นหมดสติได้ในที่สุด 4.การสูบบุหรี่ หมายถึง เป็นการกระทำเพื่อเผาไหม้สสารชนิดหนึ่งจนเกิดเป็นควันออกมาผ่านการ หายใจ เพื่อให้ได้รสชาติและดูดซึมเข้ากระแสเลือด โดยปกติแล้วสารดังกล่าวคือใบไม้แห้งจำพวกยาสูบที่ม้วน ไว้ในกระดาษจนเกิดเป็นวัตถุทรงกระบอกขนาดเล็ก เรียกว่า "บุหรี่" การสูบบุหรี่ถือเป็นช่องทางการรับยา ช่องทางหนึ่งเพื่อความผ่อนคลาย เนื่องจากการเผาไหม้ใบไม้แห้งทำให้ใบไม้ระเหยและนำพาตัวยาสำคัญเข้า สู่ปอด โดยสารเหล่านี้จะซึมเข้ากระแสเลือดอย่างรวดเร็วและเข้าถึงเนื้อเยื่อร่างกาย โดยแบ่งประเภทย่อยได้ อีกดังนี้ 4.1.สูบเป็นประจำ หมายถึง การสูบอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน โดยที่บางวันอาจมีธุระ หรือ เจ็บป่วยทำให้ต้องงดสูบบุหรี่ชั่วคราว 4.2 สูบนาน ๆ ครั้ง หมายถึง มีลักษณะการสูบไม่สม่ำเสมอ หรือกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนไม่ได้ หรือ ไม่ได้สูบเป็นประจำทุกวัน 4.3 ไม่สูบแต่เคยสูบ หมายถึง ปัจจุบันไม่สูบบุหรี่แต่ในอดีตเคยสูบ โดยแบ่งออกเป็น


9 4.3.1 เคยสูบเป็นประจำ หมายถึง ในอดีตเคยสูบบุหรี่อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน 4.3.2 เคยสูบนาน ๆ ครั้ง หมายถึง ในอดีตเคยสูบบุหรี่ โดยมีลักษณะการสูบไม่สม่ำเสมอ หรือ กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนไม่ได้ หรือไม่ได้สูบเป็นประจำทุกวัน 5.การพนัน หมายถึง การเล่นชนิดหนึ่งเพื่อเอาเงินหรือสิ่งอื่นใดด้วยการเสี่ยงโชค โดยการทำนาย หรือคาดเดาผลที่เกิดขึ้นในอนาคต การพนันอาจแบ่งได้หลายอย่าง เช่น การพนันในการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น เกมไพ่ เกมลูกเต๋า การพนันโดยการทำนายผลที่คาดว่าเกิดขึ้นในอนาคตเช่น การพนันออนไลน์ การแทงบอล การแทงม้า และการพนันที่ไม่มีการแข่งขันโดยขึ้นกับความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่เกิดเช่น หวย 6.ค่านิยม หมายถึง วิธีจัดรูปพฤติกรรมของมนุษย์ที่ฝังแน่นอยู่ในตัวคน และเป็นสิ่งที่เรายึดถือ ปฏิบัติกันต่อๆ มา หรืออาจหมายถึง การยอมรับนับถือและพร้อมที่จะปฏิบัติตามคุณค่าที่คนหรือกลุ่มคนที่มี อยู่ต่อสิ่งต่างๆ ซึ่งอาจเป็นวัตถุ มนุษย์ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งการกระทำด้านเศรษฐกิจ สังคม จริยธรรม และ สุนทรียภาพ โดยได้ประเมินค่าจากทัศนคติต่างๆ อย่างถี่ถ้วนและรอบคอบแล้ว 7.บุคลิกภาพ คือ บุคลิกภาพเป็นลักษณะโดยรวมของบุคคลทั้งรูปลักษณ์ทางกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญาและพฤติกรรม ซึ่งทำให้มีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล บุคลิกภาพบางอย่างก็ติดตัวมาแต่ กำเนิดและบางอย่างก็ได้รับผลจากการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสภาพแวดล้อมหรือในสังคมที่ใกล้ชิด ซึ่ง แต่ละคนมีการพัฒนาและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน บุคลิกภาพจึงมีลักษณะเป็นของเฉพาะตัว 8.สิ่งที่มากระตุ้นพฤติกรรม คือ สิ่งที่มีผลและมีอิทธิผลเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการโต้ตอบแสดง พฤติกรรมต่างๆออกมาเพื่อเป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้นๆ 9.ทัศนคติ คือ ความรู้สึก ความคิดหรือความเชื่อ และแนวโน้มที่จะแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของ บุคคล เป็นปฏิกิริยาโต้ตอบ โดยการประมาณค่าว่าชอบหรือไม่ชอบ ที่จะส่งผลกระทบต่อการตอบสนองของ บุคคลในเชิงบวกหรือเชิงลบต่อบุคคล สิ่งของ และสถานการณ์ ในสภาวะแวดล้อมของบุคคลนั้นๆ โดยที่ ทัศนคตินี้ สามารถเรียนรู้ หรือจัดการได้โดยใช้ประสบการณ์ และทัศนคตินั้นสามารถที่จะรู้ หรือถูกตีความ ได้จากสิ่งที่คนพูดออกมาอย่างไม่เป็นทางการ หรือจากการสำรวจที่เป็นทางการ หรือจากพฤติกรรมของ บุคคลเหล่านั้น 10.สถานการณ์ คือ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่ง สภาพที่เป็นอยู่ หรือสภาพที่กำลังเป็นไป


10 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงโดยศึกษาเอกสารทาง วิชาการ แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 2.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษา 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.3 กรอบแนวคิดในการวิจัย 2.4 นิยามศัพท์ปฏิบัติการ 2.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษา 2.1.1 ความหมายของพฤติกรรม พฤติกรรม หมายความถึง การแสดงและกิริยาท่าทางซึ่งสิ่งมีชีวิต ระบบหรืออัตลักษณ์ประดิษฐ์ ที่ เกิดร่วมกันกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมระบบอื่นหรือสิ่งมีชีวิตโดยรวมเช่นเดียวกับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ พฤติกรรมเป็นการตอบสนองของระบบหรือสิ่งมีชีวิตต่อสิ่งเร้าหรือการรับเข้าทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นภายใน หรือภายนอก มีสติหรือไม่มีสติระลึก ชัดเจนหรือแอบแฝง และโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ พฤติกรรม(Behavior)หมายถึง การกระทำหรือการแสดงออกของสัตว์ เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า หรือ สิ่งที่มากระตุ้น (Stimulus) อาจจะเกิดขึ้นทันทีหรือเกิดขึ้นหลังจากที่ถูกกระตุ้นมาแล้วระยะหนึ่ง สุชา จันทร์เอม (2536 : 86) สิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ มีดังนี้ 1. ความเชื่อ คือ การที่บุคคลยอมรับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ซึ่งความคิดของเราอาจจะถูกต้องหรือไม่ ถูกต้องตามความเป็นจริงก็ได้ ความเชื่อเป็นสิ่งที่หักห้ามได้ยาก และมีอิทธิพลต่อบุคคลมาก บุคคลใดมีความ เชื่อย่างใด ก็จะมีพฤติกรรมเป็นไปตามความเชื่อของเขา 2. ค่านิยม เป็นเครื่องชี้วัดแนวปฏิบัติของบุคคลว่าอะไรเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต ค่านิยมอาจมาจาก การอ่าน คำบอกเล่าหรือคิดเองก็ได้ 3. บุคลิกภาพ เป็นลักษณะของแต่ละบุคคลซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลนั้น 4. สิ่งที่มากระตุ้นพฤติกรรม (Stimulus Object) สิ่งที่มากระตุ้นพฤติกรรมนี้จะเป็นอะไรก็ได้ เช่น ความสวย ความหิว อาหาร ฯลฯ สิ่งที่กระตุ้นพฤติกรรมอย่างหนึ่งก็อาจมีพลังกระตุ้นพฤติกรรมของแต่ละ บุคคลไม่เท่ากัน


11 5. ทัศนคติ หมายถึง ความรู้สึกหรือท่าทีของบุคคลที่มีต่อบุคคล วัตถุสิ่งของ หรือสถานการณ์ต่าง ๆ เกิดจากประสบการณ์และการเรียนรู้ของบุคคล ทัศนคติ 6. สถานการณ์ หมายถึง สภาพแวดล้อมหรือสภาวะที่บุคคลกำลังจะมีพฤติกรรม พฤติกรรมเป็นกิจกรรมต่างๆ ซึ่งบุคคลแสดงออกโดยผู้อื่นอาจเห็นได้ เช่น การยิ้ม การเดิน หรือผู้อื่นอาจเห็น ได้ยากต้องใช้เครื่องมือช่วย เช่น การเต้นของหัวใจ พฤติกรรมทุกอย่างที่บุคคลแสดง ออกมานั้น มีผลมาจาก การเลือกปฏิกิริยาตอบสนองที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุดตามสถานการณ์นั้นๆ พฤติกรรมหรือการกระท าใดๆ จะ มีพื้นฐานมาจากความรู้ และทัศนคติที่คอยผลักดันให้เกิดพฤติกรรม ซึ่งแต่ละคนจะมีพฤติกรรมแตกต่างกัน ออกไป เนื่องจากได้รับความรู้จากแหล่งต่างๆไม่เท่ากัน มีการ ตีความสารที่รับมาไปคนละทิศคนละทางท าให้เกิดการเรียนรู้ และการสั่งสมประสบการณ์ในเรื่องความรู้ที่ไม่เท่ากัน 2.1.2 การดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ องค์การอนามัยโลกให้คำจำกัดความว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่าเป็นของเหลวที่มีส่วนผสม ของแอลกอฮอล์ชนิดดื่ม หรือเรียกว่า เอทานอล(ethanol) ใช้เพื่อการดื่ม ส่วนใหญ่ได้มาจากการหมักและ การกลั่น (WHO, 2001) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้คำจำกัดความว่า แอลกอฮอล์ หมายถึง สารอินทรีย์ชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นของเหลว มีกลิ่นฉุน ระเหยง่ายมีจุดเดือดที่78.58 องศาเซลเซียส มีชื่อ เต็มว่าเอทิลแอลกอฮอล์ซึ่งเกิดจากการหมักสารประกอบประเภทแป้งหรือน้ำตาลผสมยีสต์ซึ่งเรียกว่าแป้งเชื้อ หรือเชื้อหมกัเป็นองค์ประกอบสำคัญของสุราและเมรัยทุกชนิด เมื่อดื่มเข้าไปจะออกฤทธิ์ทำให้เกิดอาการมึน เมา ใช้ประโยชน์เป็นตัวทำละลายและเชื้อเพลิง เป็นต้น (ราชบัณฑิตยสถาน,2546) พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้คำจำกัดความว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมายความว่า สุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา ทั้งนี้ไม่รวมถึงยาวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยาเสพติดให้ โทษตามกฎหมายว่า ด้วยการนั้น (ราชกิจจานุเบกษา, 2551) จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ความหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หมายถึง เครื่องดื่มทุกชนิด ที่มีเอทิลแอลกอฮอล์ผสมอยู่และสามารถดื่มกินได้ทำให้เกิดอาการมึนเมา ผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ ผลเสียของการดื่มสุรา การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือสุราเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย และ สุขภาพจิต เมื่อดื่มแล้วจะทำให้เกิดผลต่อระบบประสาทอย่างเช่น เสียการทรงตัว พูดไม่ชัด และที่รุนแรงคือ หมดสติ หลังจากดื่มสุราเข้าไปปริมาณหนึ่ง ทำให้ร่างกายจิตใจและพฤติกรรมผิดปกติ ความสามารถในการ


12 ทำหน้าที่ต่าง ๆ บกพร่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับขี่ยานพาหนะก่อให้เกิดปัญหาทั้งต่อผู้ดื่มเอง ครอบครัว และสังคม ผลเสียของการดื่มสุรา การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลต่ออวัยวะหลายส่วนภายในของร่างกาย ในด้านสุขภาพเป็นสาเหตุหลักใน การเสียชีวิต ทั้งผลเสียทั้งในระยะสั้นและระยะสะสม สมองและระบบประสาท -ผลต่อสมอง มีอาการมึนเมา ง่วงนอน หลับ หมดสติ -ระบบประสาทส่วนปลาย ทำให้มีอาการชาตามปลายมือ, ปลายเท้า -ถ้าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือดื่มจนติดจะทำให้เกิดความจำเสื่อม ทำให้สมองเสื่อม เมื่อเอ็กซเรย์สมองจะพบว่าขนาดของสมองเล็กลง สูญเสียการทรงตัว เดินไม่ตรงทาง มีการเปลี่ยนแปลงทาง บุคลิกภาพ ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง บางครั้งมีอาการเศร้าซึม หรือบางครั้งจะมีอาการประสาทหลอน ระแวงว่าจะ มีคนมาทำร้าย -ระบบทางเดินอาหารและตับ กระเพาะอาหาร ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ เป็นแผลในกระเพาะ เลือดออกในกระเพาะ อาหาร เส้นเลือดดำที่หลอดอาหารโป่ง ก่อให้เกิดอาการปวดท้อง หรืออาเจียนเป็นเลือด ผลต่อตับอ่อน ทำให้ตับอ่อนอักเสบ มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง มีไข้ขึ้นสูง บางครั้งอาจทำให้เสียชีวิตได้ ผลต่อตับ เมื่อดื่มนานเข้าจะทำให้เกิดโรคตับแข็ง ซึ่งจะมีอาการอ้วกเป็นเลือด ทำให้อาจเป็นมะเร็งตับได้ -ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบหัวใจ เมื่อดื่มแอลกอฮอล์มาก ๆ จะทำให้การเต้นและการบีบตัวของหัวใจไม่ปกติ หัวใจเต้น เร็วขึ้น และขณะเดียวกันถ้าดื่มสุรามากจะขาดวิตามินบีหนึ่ง ก็จะทำให้กล้ามเนื้อของหัวใจทำงานไม่ปกติ ระบบหลอดเลือด แอลกอฮอล์จะทำให้เส้นเลือดขยายตัวและทำให้ไขมันในเลือดสูงทำให้เส้นเลือดแข็งตัว ง่าย ซึ่งจะทำให้เส้นเลือดในสมองแตกได้ง่าย ส่งผลให้เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ พิการชั่วชีวิตได้ -ระบบขับถ่ายและอวัยวะสืบพันธุ์ เมื่อดื่มจนเรื้อรังจะทำให้ความต้องการทางเพศจะลดลง และส่งผลทำให้ลูกอัณฑะมีขนาดเล็กลงได้ ในผู้หญิงตั้งครรภ์ จะทำให้เกิดการแท้งหรือคลอดบุตรเร็วกว่ากำหนด มีโอกาสทำให้เด็กที่กำลังจะเกิดมาเกิด มามีความผิดปกติได้สูง ทำให้การสร้างเซลล์ประสาทและสมอง รวมถึงหัวใจ ตา แขน ขา อวัยวะเพศของ ทารก ผิดปกติ ทารกมีน้ำหนักตัวน้อย สมองเล็กกว่าปกติ เป็นโรคสมาธิสั้น รูปหน้าผิดปกติ ดวงตา กรามมี ขนาดเล็ก ปลายจมูกพิการ -ผลต่อวงจรการนอน


13 แอลกอฮอล์จะช่วยให้หลับง่ายในช่วงแรกแต่เมื่อดื่มต่อเนื่องจะทำลายวงจรการนอนโดยตรง ทำให้ ตื่นกลางคืน และมีปัญหาการนอนไม่หลับ การดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียโดยตรงต่อปัญหาสุขภาพทางร่างกายในระบบประสาทและสมอง และ ยังเป็นสาเหตุหลักของโรคตับแข็ง ซึ่งการดื่มสุราเป็นระยะเวลานานนอกจากจะมีปัญหาสุขภาพแล้วยังส่งผล กระทบต่อชีวิตในด้านความสัมพันธภาพกับคนในครอบครัวและการงานอีกด้วย นอกจากนี้ยังส่งผลต่อสังคม ที่เรามักจะพบเห็นกับบ่อย ๆ อย่างการเมาแล้วขับ ผู้ที่มีปัญหาการติดแอลกอฮอล์หรือสุราจึงควรได้รับการ บำบัดรักษาควบคู่กับการปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด เพื่อเลิกสุราอย่างได้ผล 2.1.3 การสูบบุหรี่ บุหรี่ ผลิตมาจากใบยาสูบ ซึ่งเป็นพื้นล้มลุกชนิดหนึ่ง มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Nicatiana Tubacam พระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 ให้ความหมายของ บุหรี่ ว่าหมายถึง ยาเส้นหรือยาเส้นปรุง ไม่ว่าจะมีใบ ยาแห้งหรือยาอัดเจือปนหรือไม่ ซึ่งมวนด้วยกระดาษหรือวัสดุที่ทำขึ้นใช้แทนกระดาษ หรือใบยาแห้ง โดยเอา ยาสูบมาหั่นเป็นฝอย ๆ เรียกว่า ยาเส้น แล้วนำมามวลด้วยใบตองแห้ง ใบจาก หรือกระดาษแล้วจุดสูบ เช่นเดียวกัน พระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่พ.ศ.2535 ได้ให้ความหมายของบุหรี่ไว้ว่า บุหรี่ หมายถึง บุหรี่ซิกาแลต บุหรี่ซิกการ์ บุหรี่อื่นยาเส้น หรือยาปรุงตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบบุหรี่ หมายถึง ยาสูบที่มีลักษณะเป็นมวน ยาเส้นที่มวนสูบเองหรือยาเส้นที่ใช้กล้องยาสูบ (อรวรรณ หุ่นดี, 2542, หน้า 16) สรุปได้ว่า บุหรี่ หมายถึง ยาสูบที่มีลักษณะเป็นมวน ยาเส้นหรือยาเส้นปรุง ซิกาแลตซิการ์ ไม่ว่าจะมี ใบยาแห้งหรือยาอัดเจือปนหรือไม่ ซึ่งมวนด้วยกระดาษหรือวัตถุที่ทำขึ้นใช้แทนกระดาษหรือใบยาแห้งหรือ ยาอัดว่าด้วยกฎหมายยาสูบ ส่วนประกอบของบุหรี่ ส่วนประกอบของบุหรี่โดย อรวรรณ หุ่นดี (2542, หน้า 16)กล่าวว่า 1. ใบยาที่ใช้ทำบุหรี่ ซิกาแลต มีนิโคตินประมาณ 30 มิลลิกรัม ส่วนใบยาที่ทำยาสูบ กล้องมี 35 มิลลิกรัม และในซิการ์มีสูงถึง 100 มิลลิกรัม 2. สารประกอบอื่น ๆ เช่น น้ำตาล แป้ง ไขมัน โปรตีน ฟีนอล กรดไขมัน และแร่ธาตุ ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในดินที่ใช้การเพราะปลูกใบยา 3. กระดาษที่ใช้มวนบุหรี่ส่วนใหญ่เป็นพวกเซลลูโลส อันตรายจากบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ เพราะในบุหรี่ประกอบไปด้วยสารพิษต่างๆ มากมาย หลายชนิดและมีผลต่อสุขภาพทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม โดยกรมอนามัย (2551)มีข้อมูลสำหรับโรคที่เกิด จากบุหรี่ ดังนี้


14 1. โรคหัวใจ จากรายงานการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็น โรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าการไม่สูบบุหรี่ 2-4 เท่า หากผู้สูบบุหรี่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือมีไขมันใน เลือดสูงจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด 1.5 เท่า แต่หากผู้สูบบุหรี่เป็นโรคความดันโลหิตและไขมันใน เลือดสูงจะเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 8 เท่า ของคนทั่วไปโดยเฉลี่ยผู้ติดบุหรี่จะมีเส้นเลือดเสื่อมและเกิดการตีบตัน เร็วกว่าผู้ไม่สูบถึง 10-15 ปี องค์การอนามัยโรคระบุว่า 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของผู้ที่เสียชีวิตจากโรคเส้น เลือดหัวใจตีบเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวายจากกล้ามเนื้อตาย เฉียบพลันมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 10 เท่า โดยความเสี่ยงจะเพิ่มตามจำนวนบุหรี่ที่สูบ ภาวะหัวใจวายจาก กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันทำให้โอกาสจะมีชีวิตอยู่น้อยลงและมีปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตต่อไป ขณะนี้โรคหัวใจเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของคนไทยโดยส่วนใหญ่เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งการสูบ บุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญ ผู้สูบบุหรี่มีโอกาสหัวใจวายตายในอายุประมาณ 30-40ปีซึ่งสูงกว่าผู้ไม่สูบถึง 5 เท่า สารพิษในควันบุหรี่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดทั่วร่างกาย โดยเกิดเป็นคราบเกาะภายใน หลอดเลือดทำให้รูหลอดเลือดค่อย ๆ ตีบลง จนเกิดการตีบตันของเส้นเลือดทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้น้อยลงจึงทำให้เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบหรือโรคหัวใจขาดเลือดได้เมื่อหลอดเลือดตีบ จนมี ผลท าให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้จะเกิดอาการจุกเสียด เจ็บหน้าอก และถึงขั้นหัวใจวายได้ในที่สุด (ฝ่ายข้อมูลและเผยแพร่มูลนิธิเพื่อการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่, 2547, หน้า 13) 2. โรคมะเร็งปอด จัดเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งในชายไทยโดยเฉลี่ยผู้สูบบุหรี่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ปอดมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ 12 เท่า แต่ถ้าหากสูบบุหรี่มานาน 21-40 ปี มีโอกาสเสี่ยงมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ 30 เท่า การเลิกบุหรี่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดได้หากเลิกได้นาน 10-15 ปี จะลดอัตราเสี่ยง ของโรคมะเร็งปอดลงครึ่งหนึ่ง ผู้สูบบุหรี่จัด (มากกว่าวันละ 1 ซอง) ถ้าเริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุยังน้อยมีโอกาส เสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดและโรคภัยจากบุหรี่สูงที่สุดสารพิษในบุหรี่กับการเกิดโรคมะเร็ง บุหรี่แต่ละมวนจะมี สารก่อมะเร็งไม่ต่ำกว่า 42 ชนิดสถาบันมะเร็งของประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานว่าโรคมะเร็งทั้งหมดนั้นร้อย ละ 33ล้วนมีสาเหตุจากบุหรี่สารพิษในบุหรี่ที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ได้แก่ 2.1 สารทาร์หรือน้ำมันดิบ สารนี้ก่อการระคายเคืองเรื้อรังทำให้เกิดอาการไอถุงลมโป่งพอง 2.2 สารกัมมันตรังสีในควันบุหรี่ มีสารพลูโตเนียม 210 ที่มีรังสีแอลฟาทำให้เกิดการระคาย เคืองเรื้อรังเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง 2.3 ยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นสารตกค้างในใบยาสูบจากการพ่นสารพิษเพื่อฆ่าแมลง 3. โรคถุงลมโป่งพอง โรคถุงลมโป่งพองเป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่ทรมานและรุนแรงมาก ก่อให้เกิดทุกขเวทนาแก่ผู้ป่วย ญาติ มิตร ปกติภายในปอดประกอบด้วยถุงลมเล็กมากมาย ทำหน้าที่ แลกเปลี่ยนก๊าซโดยขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกทางลมหายใจและรับออกซิเจนเข้าสู่เลือด ควันบุหรี่และ


15 สารพิษภายในบุหรี่ให้เกิดระคายเคืองเรื้อรัง ทำลายเยื่อบุภายในหลอดลม ถุงลมมีการสลายตัวของโปรตีน ภายในทางเดินหายใจ ทำให้เยื่อบุหลอดลมหนาขึ้น หลอดลมตีบเล็กลงทำให้ต้องออกแรงมากขึ้นในการ หายใจเป็นผลให้เยื่อบุเกิดการอักเสบผนังถุงลมบวมอักเสบ เปาะแตก ฉีกขาดรวมกันเป็นถุงลมขนาดใหญ่ทำ ให้ไม่สามารถขับคาร์บอนไดออกไซด์จึงทำให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอมีอาการหอบเหนื่อย ซึ่งหาก เป็นมากจะทำให้ทำงานไม่ได้ต้องนอนพัก การ หอบเหนื่อยมาก ๆ บางครั้งต้องให้ออกซิเจนหรือใช้ เครื่องช่วยหายใจซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมาน โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่เนื้อปอดค่อย ๆ เสื่อมสมรรถภาพจากการได้รับควันบุหรี่ตามปกติแล้ว พื้นที่ในปอดจะมีถุงลมเล็ก ๆ กระจายอยู่เต็มทั่วปอดเพื่อทำหน้าที่รับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย สารไนโตรเจน ไดออกไซด์ในควันบุหรี่จะทำลายเนื้อเยื่อในปอดและถุงลมให้ฉีกขาดทีละน้อยและรวมตัวกลายเป็นถุงลมที่มี ขนาดใหญ่ขึ้นเกิดโรคถุงลมโป่งพองระยะท้าย ๆ ของโรคทำให้ผู้ป่วยทรมานมาก เนื่องจากเหนื่อยจนทำอะไร ไม่ได้ต้องอยู่กับที่และอาจต้องได้รับออกซิเจนจากถังตลอดเวลา (ฝ่ายข้อมูลและเผยแพร่ มูลนิธิรณรงค์เพื่อ การไม่สูบบุหรี่, 2547, หน้า 15) 4. โรคระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดมะเร็งของผนังช่องปาก หลอดลมและที่ไม่น่าเชื่อแต่ก็เป็นจริง ก็คือมะเร็งของตับอ่อน เนื่องจากสารพิษที่เกิดจากการสูบยาสูบนั้นสะสมในเลือดและก่อมะเร็งในตับอ่อนได้ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดโรคฝ้าขาวในปาก (Leukoplakia) ซึ่งเป็นโรคที่จะกลายเป็นมะเร็งในอนาคตได้ (Precancerous Lesion)แต่ถ้ารักษาในระยะนี้ทันก็จะหายขาดไม่เป็นมะเร็ง (ปิยะ สมานคติวัฒน์, 2545) 5. โรคฟันและเหงือก ผลต่อเหงือกและฟัน ผู้ที่สูบบุหรี่จะเกิดโรคของเหงือกและฟันมากกว่าผู้ไม่สูบ บุหรี่ทำให้ฟันมีสีเหลืองและผู้ที่สูบมานาน ๆ ฟันจะมีสีดำทำให้เกิดกลิ่นปากและฟันผุกร่อน (ศูนย์วิจัยกสิกร ไทย, 2545) 2.1.4 การพนัน ความหมายของการพนัน พจนานุกรมกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (พระวรภักดิ์พิบูลย์, 2511, หน้า 21)อธิบายความหมายของ การพนันไว้ว่า “การพนัน” หมายถึง ข้อตกลงซึ่งมีอยู่ว่าผู้ใดเข้าเล่นชนะด้วยความฉลาดไหวพริบและความชำนาญ ของตนรวมทั้งมีโชคปนอยู่ด้วยจะได้รับประโยชน์จากผู้เข้าเล่นคนอื่นที่แพ้ เช่นเล่นไพ่ เล่นถั่วโป “ขันต่อ” หมายถึง ข้อตกลงของบุคคล 2ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งยืนยันอีกฝ่ายหนึ่งปฏิเสธต่อเหตุการณ์อันใด อันหนึ่งและตกลงว่าถ้าความจริงอยู่แก่ฝ่ายใดฝ่ายนั้นเป็นผู้ชนะ เช่น ชกมวย เป็นต้น ทนายภูธร (2530, หน้า 58-64 อ้างถึงใน วิรุฬห์ หาญยืน, 2546, หน้า 7) ให้ความหมายของการ พนันว่า สัญญาที่ก่อให้เกิดการได้หรือเสียซึ่งเงินหรือทรัพย์สินโดยคู่สัญญาถือเอาผลแห่งเหตุการณ์ในอนาคต


16 อันไม่แน่นอนซึ่งคู่สัญญาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นเครื่องชี้ขาดซึ่งจะต้องประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 5ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 ต้องมีการได้หรือเสีย ถ้าไม่มีการได้หรือเสียหรือได้เสียทางเดียวหรือได้เสียกินด้วยกัน ไม่ถือว่าเป็นการพนัน เช่น นาย ก และนาย ข ตกลงกันว่าถ้านักมวยฝ่ายแดงชนะฝ่ายน้ำเงิน นาย ก จะให้ เงิน นาย ข 100 บาท ถ้านักมวยฝ่ายน้ำเงินชนะฝ่ายแดง นาย ข ไม่ต้องเสียอะไร กรณีนี้ไม่ถือเป็นการพนัน เพราะนาย ก มีแต่เสียทางเดียวส่วนนาย ข มีแต่ได้ทางเดียวเช่นกันหรือถ้านาย ก และนาย ข ตกลงกันใหม่ ว่าถ้านักมวยที่ฝ่ายตนเดิมพันเป็นฝ่ายชนะผู้แพ้พนันครั้งนี้จะต้องจ่ายค่าอาหารที่รับประทานด้วยกัน 1 มื้อ กรณีเช่นนี้ไม่ถือเป็นการพนันเช่นกัน ลักษณะที่ 2 สิ่งที่ได้เสียต้องเป็นเงินหรือทรัพย์สิน เช่น นาย ก ตกลงกับนาย ขว่าถ้าฟุตบอลไทย ชนะมาเลเซีย นาย ก จะจ่ายเงินให้นาย ข 100 บาท ถ้ามาเลเซียชนะไทย นาย ข ต้องจ่ายเงินให้นาย ก 150 บาท กรณีนี้ถือเป็นการพนันเพราะมีการได้เสียเป็นเงินแต่ถ้านาย ก และนาย ข ตกลงพนันกีฬาฟุตบอลครั้งนี้ ใหม่ว่าถ้าฝ่ายที่ตนเดิมพันชนะคนที่แพ้จะต้องช่วยถางหญ้าให้กับคนชนะ กรณีนี้ถือว่าไม่เป็นการพนันเพราะ สิ่งที่ได้เสียเป็นแรงงานไม่ใช่เงินหรือทรัพย์สิน ลักษณะที่ 3 ต้องถือเอาเหตุการณ์ในอนาคตเป็นเครื่องชี้ขาด เช่น นาย ก ตกลงกับนาย ข ว่าถ้านาย ค มีอายุครบ 30 ปี เมื่อใด นาย กจะให้เงินนาย ข100 บาท กรณีเช่นนี้ไม่ใช้การพนันเพราะผลในอนาคตเป็น สิ่งที่แน่นอน กล่าวคือ ต้องมีวันหนึ่ง นาย ค อายุครบ 30 ปีแน่นอน หรือถ้านาย ก ตกลงกับนาย ขว่า ถ้าทีม ไทยได้เหรียญทองมากที่สุดในการแข่งขันซีเกมส์นาย กจะจ่ายเงินในนาย ข100 บาท แต่ถ้าไม่ใช่ นาย ขจะ ต้องจ่ายเงินให้นาย ก100 บาทกรณีเช่นนี้ เป็นการพนันเพราะถือเอาผลการได้เหรียญทองเป็นเหตุการณ์ใน อนาคตเป็นเครื่องชี้ขาดแต่ถ้ารู้ผลการได้เหรียญทองซีเกมส์ก่อนแล้วไม่เป็นการพนันเพราะไม่ใช้เหตุการณ์ใน อนาคต ลักษณะที่ 4 คู่สัญญาต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในผลที่เสี่ยงภัยนั้น เช่น นาย ก ตกลงกับนาย ขว่า ภายใน 1 ปี ถ้าไม่ไหม้บ้านนาย ก นาย กจะให้เงินนาย ข 1,000 บาท ถ้าเกิดไฟไหม้บ้านนาย ก นาย ข จะ ให้เงินนาย ก100,000 บาท กรณีนี้ไม่เป็นการพนันเพราะคู่สัญญา คือ นาย ก มีส่วนได้ส่วนเสียในผลที่เสี่ยง ภัย คือ ถ้าไฟไหม้บ้านนาย ก นาย ก ย่อมเสียหาย ซึ่งกรณีนี้เป็นการประกันภัย ลักษณะที่ 5 ต้องมีผู้เล่นตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป คือ มีผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน (เจ้ามือ)และมีผู้ร่วมเล่น เช่น นาย ก เปิดบ่อนเล่นไพ่มีนาย ข นาย ค และนาย ง. ร่วมเล่นเอาเงินด้วย กรณีนี้ถือเป็นการพนัน จรรยา กล่าวสุนทร (2540, หน้า 33) สรุปความหมายของการพนันไว้ว่าการที่จะสรุปว่าบุคคลใด เล่นการพนันต้องพิจารณาจากบุคคล 2 ฝ่ายหรือมากกว่าตกลงกันว่าจะเอาผลของเหตุการณ์หนึ่งที่จะเกิดขึ้น


17 ในอนาคตและเป็นเหตุการณ์ที่ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นเครื่องตัดสินการได้เสียเงินหรือทรัพย์สินของมีค่าแต่ ถ้านอกเหนือจากนี้ไม่ถือว่าบุคคลนั้นเล่นการพนัน กล่าวโดยสรุป การพนัน คือ การเสี่ยงโชคโดยการทำนายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคตโดยมี ความเห็นแตกต่างกันเพื่อเอาทรัพย์สินตามที่ผู้เล่นพนันตกลงกันไว้ การพนันนั้นมีอยู่ในสังคมมนุษย์มาตั้งแต่ ดั้งเดิม แต่เป็นสิ่งที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมที่ดีงามและก่อให้เกิดปัญหาสังคม (สุริยะ พ่วง สมบัติ,2550, หน้า 20) ผลกระทบของการเล่นการพนัน ทุกคนคงจะทราบดีอยู่แล้วว่าการพนันเป็นสิ่งที่ไม่ดีงามแน่นอนไม่มีศาสดาองค์ใดศาสนาใดสั่งสอน หรือไม่มีพ่อแม่ พี่ น้อง ญาติ ครู แนะนำให้ใครเล่นการพนันแต่ก็ยังมีผู้คนมากมายทั่วโลกยังคงเล่นการพนัน กันในทางพุทธศาสนา การพนันเป็น “อบายมุข” ทางใหญ่ทางหนึ่งใน6 ทางที่นำไปสู่ความชั่ว ซึ่งท่านพระ ธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ได้สรุปโทษของการติดการพนันว่ามี6อย่าง คือ (อมร รักษาสัตย์, 2540, หน้า 33- 34) 1. เมื่อชนะย่อมก่อเวร 2. เมื่อแพ้ก็เสียดายทรัพย์ที่เสียไป 3. ทรัพย์หมดไป ๆ เห็นได้ชัด ๆ 4. เข้าที่ประชุมเขาไม่เชื่อถ้อยค า 5. เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อนฝูง 6. ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของผู้ที่จะหาคู่ครองให้ลูกเขา เพราะเห็นว่าจะเลี้ยงลูกเมียไม่ไหว จากโทษของการเล่นการพนันตามแนวทางพุทธศาสนาดังกล่าวแล้วยังมีงานวิจัยของผู้ที่ ทำการศึกษาได้ชี้ให้เห็นถึงโทษของการพนันในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้(สุวิทย์ นิ่มน้อย และคณะ , 2529 อ้างถึงใน ชูพงษ์ จารุดำรงศักดิ์, 2545, หน้า 20) การพนันเป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรมอื่น ๆ อีกหลายชนิด การพนันเป็นต้นแบบแห่งความแตกแยก การทะเลาะวิวาทและการประทุษร้ายต่อร่างกายเพราะต่างฝ่ายต่างก็ใช้เทคนิคและชั้นเชิงเพื่อเอาชนะซึ่งกัน และกัน ผู้หญิงบางคนอาจกลายเป็นผู้หญิงสำส่อนหรือเป็นโสเภณีแบบสมัครเล่นไปเพราะเสียการพนันเป็น เหตุเลยต้องคิดขายตัวเพื่อให้ได้เงินคืนมา การพนันนำผลร้ายมาสู่ครอบครัวทั้งทางตรงและทางอ้อม ในทาง ตรงก็คือในกรณีที่เล่นเสียการพนันก็คิดแก้ตัว อยากให้ได้เงินคืนมา บางคนแก้ตัวจนทรัพย์สมบัติหมดไป ครอบครัวต้องได้รับความเดือดร้อนในด้านความเป็นอยู่ ส่วนผลร้ายในทางอ้อมก็คือ ในกรณีที่บิดามารดาติด การพนันบุตรย่อมไม่ได้รับการเอาใจใส่หรือความรักใคร่อย่างเพียงพอจากบิดามารดา ขาดการอบรมเลี้ยงดู อย่างถูกต้องแก่บุตร เป็นเหตุให้เด็กหันเหไปสู่การประกอบอาชญากรรมได้ บางคนติดการพนันจนเสียการ


18 เสียงานในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ ข้าราชบางคนติดการพนันจนถึงขนาดมีการคอรัปชั่น เพื่อนำเงินไป เล่นการพนัน เป็นต้น 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กัลยาณี ศรีบุระ (2550) ได้ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ ผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ใน รูปแบบตารางแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ สถิติ t-test, F-test สถิติสหสัมพันธ์อย่างง่ายของเพียรสันและค่า ความแปรปรวน (One Way ANOVA) ผลการวิจัยพบวา ผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเพศชายมาก กวาเพศหญิง มีอายุระหว่าง 26-33 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัท/องค์การเอกชน รายได้ต่อเดือน 5,001-10,000 บาท สถานภาพโสดพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คือ ดื่มบ้างเป็น บางครั้ง ระยะเวลาในการดื่มมากกว่า 2 ปีมักจะซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ร้านขายของชำ สถานที่ดื่มคือ ผับ โอกาสในการดื่ม ช่วงงานเลี้ยงสังสรรค์ ปริมาณการดื่ม 5-6 แก้วต่อครั้ง นิยมดื่มเบียร์ ส่วนใหญ่เพื่อนเป็นผู้ ชักชวนให้ดื่มนอกจากนั้นปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า เพศ อายุ การศึกษา สถานภาพ อาชีพ และรายได้ต่างกน เป็นปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งด้าน ระยะเวลา สถานที่ ความถี่ ความสะดวกในการซื้อ ปริมาณในการดื่ม ตรายี่ห้อ สื่อโฆษณา อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 รัตติยาพร ทองมากและคณะ (2551) ได้ศึกษาเรื่อง พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาผลการวิจัยพบว่า กลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 51.7 มีอายุระหว่าง 19-21 ปี ร้อยละ30.8 ศึกษาชั้นปี ที่ 4 ร้อยละ 29.2 คณะวิทยาการจัดการร้อยละ 60.8 เป็นกลุ่มที่มีบุคคลในครอบครัวดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 59.2 และมีการดื่มกับเพื่อนและคนในครอบครัว ร้อยละ 72.5 และ 5.0 ประเภทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ นิยมดื่มมากที่สุด คือ เบียร์และสุรา ร้อยละ 60.8 และ 40.8การดื่มครั้งแรกด้วยสาเหตุเพื่อเข้าสังคม ร้อยละ 36.7 โดยมักดื่มกับเพื่อนในช่วงค่ำตามสถานบันเทิงมากที่สุด และจากการประเมินสถานการณ์การดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์พบว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบอันตรายพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงร้อย ละ 85.0 โดยสาเหตุการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ในระดับปานกลางในทุกด้าน ได้แก่ ชอบไปเที่ยวสถาน บันเทิง เพื่อผ่อนคลายสนุกสนาน เพื่อนชักชวน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้น ต้องการเป็นที่ยอมรับ จากเพื่อน งานเลี้ยงสรรค์ ดื่มในช่วงเทศกาล และสภาพแวดล้อมทางสังคมอำนวยต่อการดื่ม ยกเว้นความ เชื่อในเรื่องการดื่มบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงมีผู้ไม่เห็นด้วยน้อยที่สุด ร้อยละ 1.73


19 ประไพรัตน์ คาวินวิทย์ (2554) ได้ศึกษาเรื่องปัจจัยที่สัมพันธ์กับปริมาณการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ของนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ไคส แควร์ และ t-test ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างชายและหญิงมีสัดส่วนเท่ากันโดยมีอายุ 19 ปี มีผลการ เรียนเฉลี่ยสะสม (GPA) ระหว่าง 2.5 -3.00 พักอาศัยอยู่กับบิดามารดา และใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ในการดู หนังฟังเพลงและเล่นดนตรี มีรายได้เฉลี่ย 7,476 บาทต่อเดือนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นิยมดื่มมากที่สุดคือ สุรา โดยมีปริมาณการดื่ม 1 ขวด/กระป๋องต่อสัปดาห์ส่วนใหญ่เริ่มดื่มตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยมีสาเหตุที่ดื่มคือ เพื่อการสังสรรค์/สังคม ส่วนใหญ่ดื่มกับเพื่อนในสถานบันเทิง และในงานเลี้ยงฉลองเทศกาลต่างๆ โดยการ รับรู้ถึงผลกระทบของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วามีผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เกิดการทะเลาะ วิวาท ผิดศีลธรรม และกระทบต่อค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านการรับรู้ถึงผลกระทบของเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ทุกปัจจัยไม่มีความสัมพันธ์กับปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยผลการทดสอบ สมมติฐานพบว่ารายได้ต่อเดือน สาเหตุที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และโอกาสในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความสัมพันธ์กับปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒอ ยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สุริยะ สะเภาคำ (2559) ได้ศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติ การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยของคะแนน(Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (Standard Deviation) และสถิติเชิงวิเคราะห์ (Analysis Statistic)ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กบ พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สถิติ(Chi-square test) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 63.72 โดยมีระดับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ ในระดับปกติมากที่สุด ร้อยละ 46.69 ส่วนปัจจัยด้านเพศ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยของครอบครัวต่อ เดือน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับเพื่อนสนิทการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนในครอบครัว การ ยอมรับการดื่มของครอบครัว การเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และทัศนคติ ต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยางมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 อภินันท์ ปัญญานุภาพ (2549) ได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ของ นักศึกษาชายในสถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษา จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาชายใน สถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษา จังหวัดนครปฐม ที่กำลังศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) จำนวน 302 คน และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 86 คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 388 คน ผลการ วิเคราะห์พบว่าความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ของนักศึกษาชายอยู่ในระดับน้อยส่วนความเชื่อในความสามารถของ


20 ตนเอง แรงสนับสนุนทางสังคมและในครอบครัวสูบบุหรี่และภาวการณ์สูบบุหรี่ต่างกัน มีพฤติกรรมการ ป้องกันการสูบบุหรี่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความเชื่อในความสามารถของตนเอง และแรงสนับสนุนทางสังคมสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการป้องกันการสูบบุหรี่ของนักศึกษาชาย ได้ ร้อยละ 68.9 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ (2550) สำรวจพฤติกรรมและทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ของผู้หญิงไทย กรณีศึกษาประชาชนอายุ 15-30 ปี และกลุ่มผู้หญิงที่สูบบุหรี่ ในเขตกรุงเทพมหานครผลสำรวจในกลุ่ม ผู้หญิงที่สูบบุหรี่พบว่านอกจากตนเอง (ผู้หญิงที่สูบบุหรี่) แล้วยังมีคนในบ้านที่สูบดังนี้ ร้อยละ 34.6 มีพี่ชาย/ น้องชายสูบ ร้อยละ 32.7 มีพ่อสูบ ร้อยละ 20.0 มีลุง/ป้า/ น้า/อาสูบ ร้อยละ 10.5 มีพี่สาว/ น้องสาวสูบ ร้อยละ 8.4 มีสามี/คนรักสูบ ร้อยละ 6.2 มีปู่/ ตาสูบร้อยละ4.3 มีแม่สูบ สำหรับเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิง ตัดสินใจสูบบุหรี่ในครั้งแรกคือ ร้อยละ 51.8มีความเครียด/กลุ้มใจ/ หงุดหงิด ร้อยละ 28.4 ทดลองแล้วรู้สึก ชอบรสชาติของบุหรี่ ร้อยละ 24.8คิดว่าสูบบุหรี่ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเป็นเรื่องธรรมดาร้อยละ 21.7 เพื่อนชักชวน ให้สูบ/ สูบตามเพื่อนร้อยละ 21.0 มีเวลาว่าง ไม่รู้จะทำอะไรจึงสูบบุหรี่เป็นการฆ่าเวลา ร้อยละ 19.1 สูบ แล้วทำให้บรรยากาศการสังสรรค์มีความเพลิดเพลิน ร้อยละ 17.4 เห็นคนทั่วไปเขาสูบกันเลยสูบตามร้อยละ 12.9 ต้องการแสดงออกซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง ร้อยละ 11.0 ต้องการประชดชีวิต/ประชดสังคมเพื่อความ สะใจ ร้อยละ 10.0 ต้องการความสดชื่น/กระปรี้กระเปร่า/กระฉับกระเฉง สุภาวดี ศิริพิน (2550) ได้ศึกษา ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ของนักเรียนอาชีวะอายุ 15-20 ปีวิทยาลัย การอาชีพบางแก้วฟ้า ตำบลบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความรู้เกี่ยวกับ พิษภัยของบุหรี่ในระดับปานกลางทั้งนี้อาจเป็นเพราะในส่วนของความรู้ความเข้าใจนั้น กลุ่มตัวอย่างย่อม ได้รับการเรียนรู้จากการเรียน และจากสื่อมาพอสมควร แต่ก็ยังไม่ถึงกับมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทั้งหมด ดังนั้นสถาบันและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มกิจกรรมที่ส่งเสริมการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องที่ถูกต้อง เกี่ยวกับพิษภัยของบุหรี่ให้มากขึ้น ในส่วนของทัศนคติขอกงลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการสูบบุหรี่ในภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก ทั้งนี้เป็นเพราะการนำเสนอถึงโทษและพิษภัยของบุหรี่ทั้งจากการเรียน การสอน จากสื่อต่าง ๆ ที่ นำเสนอถึงผลเสียของการสูบบุหรี่ จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่รู้ว่าบุหรี่เป็นสิ่งไม่ดีเมื่อพิจารณาในแต่ละด้าน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาในแต่ละประเด็น พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติใน เรื่องบุหรี่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งมากที่สุด สอดคล้องกับโทษของการสูบบุหรี่ที่ว่ามะเร็งปอดจัดเป็น จัดเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งในชายไทย โดยเฉลี่ยผู้สูบบุหรี่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ ถึง 12 เท่า แต่ถ้าหากผู้สูบบุหรี่มานาน 21-40 ปี มีโอกาสเสี่ยงมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 30 เท่า ดังนั้น กลุ่ม ตัวอย่างจึงเห็นว่าทัศนคติด้านสุขภาพในเรื่องการสูบบุหรี่ส่งผลต่อการเกิดโรคมะเร็งมากที่สุด


21 สุริยะ พ่วงสมบัติ (2550) ศึกษาเรื่องการพนันฟุตบอลของนักศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเล่นพนันฟุตบอลของนักศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐศึกษาสาเหตุและ ผลกระทบที่นักศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐเล่นพนันฟุตบอล ศึกษาทัศนะ/ความคิดเห็นต่อการเล่นพนัน ฟุตบอลของนักศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐ และเพื่อเสนอแนะในการควบคุมการเล่นการพนันฟุตบอลของ นักศึกษามหาวิทยาลัยของรัฐผลการศึกษาพบว่า 1) พฤติกรรมการเล่นพนันฟุตบอล นักศึกษาเริ่มเล่นพนัน ฟุตบอลเมื่อศึกษาอยู่มัธยมศึกษาตอนปลาย โดยการชักชวนของเพื่อนและเริ่มเล่นพนันฟุตบอลในจำนวนเงิน 50-200 บาท โดยเลือกเล่นกับโต๊ะรับเล่นพนันฟุตบอลที่เป็นคนรู้จักหรือเป็นเพื่อนสนิทที่มีความน่าเชื่อถือ และใช้การติดต่อทางโทรศัพท์ซึ่งเป็นการสื่อสารที่รวดเร็ว ใช้รูปแบบและอัตราต่อรองแบบมาตรฐานที่นิยม สำหรับการติดตามชมการแข่งขันฟุตบอลทุกวันนี้เพราะรู้สึกสนุกตื่นเต้น เร้าใจ และชอบในกีฬาฟุตบอล 2) สาเหตุและผลกระทบที่เกี่ยวกับการเล่นพนันฟุตบอลนักศึกษาเห็นว่าการเล่นพนันฟุตบอลสามารถหาเงิน ใช้ได้ง่ายและมีโอกาสได้เงินมากส่วนผลกระทบต่อตนเอง บุคคลรอบข้างและมหาวิทยาลัย จากการเล่นพนัน ฟุตบอลนักศึกษาเห็นว่าทำให้เสียเงิน ต้องเป็นหนี้เสียเวลา ทำให้เกิดความเครียดและทำให้เสียการเรียน ทำ ให้มหาวิทยาลัยเสียชื่อเสียง 3) ทัศนะ/ ความคิดเห็นต่อการเล่นพนันฟุตบอล นักศึกษาเห็นว่าเป็นการผ่อน คลายเพื่อความสนุกสนานในหมู่เพื่อน การพนันฟุตบอลไม่มีการโกงเพราะแข่งขันอยู่ในสนามและการพนัน ฟุตบอลแตกต่างจากการพนันชนิดอื่น เนื่องจากการเล่นพนันบอลมีสถิติให้คาดการณ์ความเป็นไปได้สูงกว่า การพนันชนิดอื่น ส่วนทัศนะ/ ความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายการพนันและการลงโทษผู้เล่นการพนันควรมี กฎหมายลงโทษอย่างจริงจังและให้รุนแรงกว่าปัจจุบัน4) ข้อเสนอแนะในการควบคุมการเล่นพนันฟุตบอล ของนักศึกษาคือ จัดกิจกรรมรณรงค์ให้นักศึกษาเลิกเล่นพนันฟุตบอลและเสนอให้ออกกฎหมายควบคุมการ เล่นพนันฟุตบอลให้เข้มงวดและจริงจังให้มากยิ่งขึ้น เกศินี อภิรักษ์จรรยา (2553) ศึกษาเรื่องการศึกษาพฤติกรรมของผู้เล่นการพนันฟุตบอลเขตทวี วัฒนา กรุงเทพมหานครผลการศึกษาจากการตอบแบบสอบถามของกลุ่มประชากรจำนวน 50 คน พบว่า ประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 78 เป็นเพศชายมีอายุระหว่าง 21-25 ปี ร้อยละ 54 จบการศึกษาระดับชั้น มัธยมศึกษา ร้อยละ 42 สถานะภาพโสด ร้อยละ 96 ส่วนใหญ่กลุ่มประชากรจะประกอบอาชีพพนักงาน บริษัทเอกชน ร้อยละ 34 มีรายได้ตั้งแต่ 5,000-10,000 บาท ร้อยละ 56 บ้านที่พักอาศัยส่วนใหญ่จะเป็น การเช่าอยู่ ร้อยละ 48และส่วนใหญ่จะพักอยู่ในห้องแถวหรือ อพาร์ตเมนต์ ร้อยละ 40 พฤติกรรมการพนัน ฟุตบอลในเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร พบว่าประชากรส่วนใหญ่เคยเล่นการพนันชนิดอื่นนอกจากการ เล่นพนันฟุตบอล ร้อยละ 90 เล่นมานาน 1-2 ปี ร้อยละ 62เล่นฟุตบอลจำนวน 1-2ครั้ง ในกรณีที่แข่งขัน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ร้อยละ 52 ในกรณีที่แข่งขัน 7 ครั้งต่อสัปดาห์จะเล่นพนันฟุตบอลมากกว่า 3ครั้ง ร้อยละ 50 เล่นพนันฟุตบอลโดยผ่านโต๊ะบอลร้อยละ 74และชำระด้วยเงินสด ร้อยละ 98 ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยถูกโกงเงิน


22 พนันฟุตบอล ร้อยละ 70 และไม่เคยถูกจับกุมในความผิดเกี่ยวกับการเล่นพนันฟุตบอล ร้อยละ 94 ส่วนลีกที่ สนใจมากที่สุดร้อยละ 98 คือ พรีเมียร์ลีก และเล่นการพนันฟุตบอลเมื่อมีเงิน ร้อยละ 62ความคิดเห็นใน ปัญหาการพนันฟุตบอล พบว่ามีความเห็นว่าการพนันเป็นสิ่งบันเทิง ร้อยละ 34 แต่ไม่เห็นด้วยว่าการพนัน เป็นสิ่งจำเป็น ร้อยละ 66 ไม่ได้เล่นพนันฟุตบอลเพราะต้องการยึดเป็นอาชีพ ร้อยละ60 เล่นพนันฟุตบอล เพราะชอบเสี่ยง ร้อยละ 74 ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยว่าการเล่นพนันฟุตบอลทำให้มีปัญหาในการเรียน ร้อยละ 54และไม่เห็นด้วยว่าการเล่นพนันฟุตบอลทำให้งานประจำเสียหาย ร้อยละ 74แต่ร้อยละ 48ไม่เห็นด้วยว่ามี รายได้เพิ่มจากการเล่นพนันฟุตบอลและไม่เห็นด้วยว่าการเล่นพนันฟุตบอลทำให้เงินไม่พอใช้ ร้อยละ 60ไม่ เคยถูกทวงหนี้จากโต๊ะพนันบอล ร้อยละ 72 ไม่เห็นด้วยว่าต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อนำมาเล่นพนันฟุตบอล ร้อยละ 60 ไม่เคยหาเงินโดยวิธีผิดกฎหมายเพื่อนำเงินมาเล่นพนันบอล ร้อยละ 56 ส่วนใหญ่เล่นการพนันฟุตบอล เพราะอยากได้คืน ร้อยละ 52 เห็นว่าสามารถเล่นการพนันฟุตบอลได้สะดวกทุกโอกาส ร้อยละ 82 เล่นพนัน ฟุตบอลเพราะมีวิธีการเล่นที่ง่ายกว่าการพนันชนิดอื่น ร้อยละ 62 เพราะไม่ต้องเสียเวลาเหมือนการเล่นการ พนันชนิดอื่นร้อยละ 54 เห็นว่าการพนันฟุตบอลไม่ได้ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวร้อย ละ 58 และไม่เห็นด้วยว่าการพนันฟุตบอลทำให้เป็นภาระทางการเงินให้กับครอบครัวร้อยละ 62 แต่เห็นว่า การเล่นพนันฟุตบอลทำให้คนในครอบครัวไม่เคารพเชื่อถือ ร้อยละ 40 และส่วนใหญ่ ร้อยละ 54 เล่นการ พนันฟุตบอลตามกลุ่มเพื่อนและเพื่อเข้าสังคม สุทธิ วุฒิปราชญ์อำไพ (2555) ศึกษาเรื่องการอ่านหนังสือพิมพ์กีฬาที่มีผลต่อการพนันฟุตบอล ออนไลน์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงผลการวิจัยพบว่าลักษณะประชากรของนักศึกษามหาวิทยาลัย รามคำแหงที่อ่านหนังสือพิมพ์กีฬา พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 18-23 ปี นับถือศาสนาพุทธ มี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 4,001-6,000 บาท และมีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พฤติกรรมในการ อ่านหนังสือพิมพ์กีฬาส่วนใหญ่อ่านข่าวกีฬาประเภทฟุตบอลโดยอ่านวันล่ะ 1 ฉบับ อ่าน 1-2ครั้งต่อสัปดาห์ ติดตามอ่านมานาน 2-3 ปี มีวัตถุประสงค์ในการอ่านเพื่อความบันเทิง นิยมอ่านหนังสือพิมพ์กีฬาสปอร์ตพูล คอลัมน์ที่นิยมอ่านคือ วิเคราะห์วิจารณ์เกม โดยเหตุผลในการซื้อหนังสือพิมพ์กีฬาเนื่องจากให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ เนื้อหาในหนังสือพิมพ์กีฬานักศึกษาส่วนใหญ่เลือกอ่านเนื้อหาวิเคราะห์เกมการแข่งขัน ต้องการอ่าน เนื้อหาเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในวงการกีฬามากขึ้น ต้องการให้ปรับปรุงเนื้อหาด้านการวิเคราะห์เกม โดย มองว่าหนังสือพิมพ์กีฬาฉบับที่ตนเลือกอ่านต่างกับฉบับอื่นในด้านการวิเคราะห์เกมและต้องการอ่านข่าวกีฬา ทั้งในและต่างประเทศการนำเสนอของหนังสือพิมพ์กีฬาพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่ชื่นชอบรูปแบบการนำเสนอ ของหนังสือพิมพ์กีฬาสปอร์ตพูล ต้องการให้มีการพาดหัวข่าวที่เกี่ยวกับการรายงานสภาพทีมมีลักษณะการ จัดพิมพ์เป็น 4 สี ทั้งฉบับ การพาดหัวข่าวเป็นข้อความสั้น ๆ ได้ใจความ มีภาพข่าวหน้าแรกเป็นภาพนักเตะ ดาวดัง โดยเน้นสีสันของภาพนักเตะและการแข่งขัน การอ่านหนังสือพิมพ์กีฬาที่มีผลต่อการพนันฟุตบอล


23 ออนไลน์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามค าแหงพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่มองผลกระทบของหนังสือพิมพ์ กีฬาที่มีผลต่อการพนันฟุตบอลออนไลน์ อยู่ในระดับกลาง โดยมองว่าผลกระทบจากการเล่นพนันฟุตบอล ออนไลน์เป็นสิ่งผิดกฎหมายมากที่สุดรองลงมาคือ เป็นปัญหาด้านการเงินและมองว่าความสัมพันธ์กับเพื่อน บุคคลรอบข้างลดน้อยลงมีผลกระทบน้อยที่สุด 2.3 กรอบแนวความคิดในการวิจัย ใช้แนวคิดของ สุชา จันทร์เอม (2536 : 86) สิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ มีดังนี้ 1.ความเชื่อ 2. ค่านิยม 3. บุคลิกภาพ 4. สิ่งที่มากระตุ้นพฤติกรรม 5. ทัศนคติ 6. สถานการณ์ ปัจจัยส่วนบุคคล - เพศ - อายุ - ระดับการศึกษา - สถานภาพครอบครัว - รายได้ - อาชีพ อิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ - ความเชื่อ - ค่านิยม - บุคลิกภาพ - สิ่งที่มากระตุ้นพฤติกรรม - ทัศนคติ - สถานการณ์ ศึกษาพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การเล่นการ พนันของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้าน จอมบึง


24 2.4 นิยามศัพท์ปฏิบัติการ 1.นักศึกษา หมายถึง นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1-3 ที่ เคยมีประสบการณ์ ในการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และ การเล่นพนัน 2.พฤติกรรม หมายถึง การกระทำที่แสดงออกของบุคคลที่กระทำตอบสนองสิ่งกระตุ้นซึ่งการ กระทำที่ แสดงออกมานั้นมีทั้งที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์พฤติกรรมหรือการแสดงออก นั้นสามารถวัดได้ ทั้งนี้ เป็นการแสดงออกที่สังเกตุได้และสังเกตุไม่ได้ 3.การดื่มสุรา สารที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว มีผลกระทบ ต่อกระบวนการทางจิตใจ เช่น การรับรู้ ความรู้สึก ซึ่งการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก จะทำให้เกิดความมึนเมา มึนงง สูญเสียการทรงตัว พูดไม่ชัด และอาจถึงขั้นหมดสติได้ในที่สุด 4.การสูบบุหรี่ หมายถึง เป็นการกระทำเพื่อเผาไหม้สสารชนิดหนึ่งจนเกิดเป็นควันออกมาผ่านการ หายใจ เพื่อให้ได้รสชาติและดูดซึมเข้ากระแสเลือด โดยปกติแล้วสารดังกล่าวคือใบไม้แห้งจำพวกยาสูบที่ม้วน ไว้ในกระดาษจนเกิดเป็นวัตถุทรงกระบอกขนาดเล็ก เรียกว่า "บุหรี่" การสูบบุหรี่ถือเป็นช่องทางการรับยา ช่องทางหนึ่งเพื่อความผ่อนคลาย เนื่องจากการเผาไหม้ใบไม้แห้งทำให้ใบไม้ระเหยและนำพาตัวยาสำคัญเข้า สู่ปอด โดยสารเหล่านี้จะซึมเข้ากระแสเลือดอย่างรวดเร็วและเข้าถึงเนื้อเยื่อร่างกาย โดยแบ่งประเภทย่อยได้ อีกดังนี้ 4.1.สูบเป็นประจำ หมายถึง การสูบอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน โดยที่บางวันอาจมีธุระ หรือ เจ็บป่วยทำให้ต้องงดสูบบุหรี่ชั่วคราว 4.2 สูบนาน ๆ ครั้ง หมายถึง มีลักษณะการสูบไม่สม่ำเสมอ หรือกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนไม่ได้ หรือ ไม่ได้สูบเป็นประจำทุกวัน 4.3 ไม่สูบแต่เคยสูบ หมายถึง ปัจจุบันไม่สูบบุหรี่แต่ในอดีตเคยสูบ โดยแบ่งออกเป็น 4.3.1 เคยสูบเป็นประจำ หมายถึง ในอดีตเคยสูบบุหรี่อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน 4.3.2 เคยสูบนาน ๆ ครั้ง หมายถึง ในอดีตเคยสูบบุหรี่ โดยมีลักษณะการสูบไม่สม่ำเสมอ หรือกำหนด ระยะเวลาที่แน่นอนไม่ได้ หรือไม่ได้สูบเป็นประจำทุกวัน 5.การพนัน หมายถึง การเล่นชนิดหนึ่งเพื่อเอาเงินหรือสิ่งอื่นใดด้วยการเสี่ยงโชค โดยการทำนายหรือ คาดเดาผลที่เกิดขึ้นในอนาคต การพนันอาจแบ่งได้หลายอย่าง เช่น การพนันในการแข่งขัน ตัวอย่างเช่น เกม ไพ่ เกมลูกเต๋า การพนันโดยการทำนายผลที่คาดว่าเกิดขึ้นในอนาคตเช่น การแทงบอล การแทงม้า และการ พนันที่ไม่มีการแข่งขันโดยขึ้นกับความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ที่เกิดเช่น หวย 6.ค่านิยม หมายถึง วิธีจัดรูปพฤติกรรมของมนุษย์ที่ฝังแน่นอยู่ในตัวคน และเป็นสิ่งที่เรายึดถือปฏิบัติกัน ต่อๆ มา หรืออาจหมายถึง การยอมรับนับถือและพร้อมที่จะปฏิบัติตามคุณค่าที่คนหรือกลุ่มคนที่มีอยู่ต่อสิ่ง


25 ต่างๆ ซึ่งอาจเป็นวัตถุ มนุษย์ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งการกระทำด้านเศรษฐกิจ สังคม จริยธรรม และ สุนทรียภาพ โดยได้ประเมินค่าจากทัศนคติต่างๆ อย่างถี่ถ้วนและรอบคอบแล้ว 7.บุคลิกภาพ คือ บุคลิกภาพเป็นลักษณะโดยรวมของบุคคลทั้งรูปลักษณ์ทางกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และพฤติกรรม ซึ่งทำให้มีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล บุคลิกภาพบางอย่างก็ติดตัวมาแต่กำเนิดและ บางอย่างก็ได้รับผลจากการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสภาพแวดล้อมหรือในสังคมที่ใกล้ชิด ซึ่งแต่ละคนมี การพัฒนาและประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน บุคลิกภาพจึงมีลักษณะเป็นของเฉพาะตัว 8.สิ่งที่มากระตุ้นพฤติกรรม คือ สิ่งที่มีผลและมีอิทธิผลเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการโต้ตอบแสดงพฤติกรรม ต่างๆออกมาเพื่อเป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้นๆ 9.ทัศนคติ คือ ความรู้สึก ความคิดหรือความเชื่อ และแนวโน้มที่จะแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของบุคคล เป็น ปฏิกิริยาโต้ตอบ โดยการประมาณค่าว่าชอบหรือไม่ชอบ ที่จะส่งผลกระทบต่อการตอบสนองของบุคคลใน เชิงบวกหรือเชิงลบต่อบุคคล สิ่งของ และสถานการณ์ ในสภาวะแวดล้อมของบุคคลนั้นๆ โดยที่ทัศนคตินี้ สามารถเรียนรู้ หรือจัดการได้โดยใช้ประสบการณ์ และทัศนคตินั้นสามารถที่จะรู้ หรือถูกตีความได้จากสิ่งที่ คนพูดออกมาอย่างไม่เป็นทางการ หรือจากการสำรวจที่เป็นทางการ หรือจากพฤติกรรมของบุคคลเหล่านั้น 10.สถานการณ์ คือ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่ง สภาพที่เป็นอยู่ หรือสภาพที่กำลังเป็นไป


26 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยที่มุ่งการศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การเล่นการพนัน การดื่มสุรา ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงในเขตพื้นที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรีซึ่งผู้วิจัยได้แบ่ง ขั้นตอนการดำเนินงาน ดังต่อไปนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3.3 การสร้างเครื่องมือ 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.5 การจัดทำและการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เขตอำเภอจอมบึง ในปี 2565 จำนวน 363 คน (สำนักงานคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง, 2565) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ปีการศึกษา 2565 จำนวน 363 คน โดยใช้วิธีการคำนวณจำนวนกลุ่มตัวอย่างจากตารางสูตรของทาโร่ ยามาเน (Taro Tayamane, 1970) ดังนี้ = 1+2 = 3875 1+(3875(0.05) 2 ) = 3875 1+((3875)(0.0025)) = 3875 1+9.6875 = 3875 10.6875 = 363 คน


27 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาในเชิงปริมาณซึ่งได้ประยุกต์มาจากการทบทวนวรรณกรรม แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย 4 ตอนดังนี้ ตอนที่ 1 แบบสอบถามปัจจัยส่วนบุคคล เป็นข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ครอบครัว รายได้ต่อเดือน อาชีพ และระดับการศึกษา ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ การเล่นการพนัน การดื่มสุรา ลักษณะเป็น คำถามปลายปิดแบบประมาณค่า (Rating Scale) ตามแบบของลิเคอร์ท (Likert Scale) 5 ระดับ คือ 5 หมายถึง ระดับมากที่สุด 4 หมายถึง ระดับมาก 3 หมายถึง ระดับปานกลาง 2 หมายถึง ระดับน้อย 1 หมายถึง ระดับน้อยที่สุด เกณฑ์ในการแปลผลคะแนนความหมายของค่าเฉลี่ยมีดังนี้ (สุจิตรา บุณยรัตพันธ์, 2542 ) 1.00-1.49 หมายถึง ระดับการใช้งานน้อยที่สุด 1.50-2.49 หมายถึง ระดับการใช้งานน้อย 2.50-3.49 หมายถึง ระดับการใช้งานปานกลาง 3.50-4.49 หมายถึง ระดับการใช้งานมาก 4.50-5.00 หมายถึง ระดับการใช้งานมากที่สุด ตอนที่ 3 เป็นคำถามเกี่ยวกับ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ การเล่นการพนัน การดื่มสุรา ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เขตอำเภอจอมบึง ลักษณะเป็นคำถามปลายปิดแบบประมาณค่า (Rating Scale) ตามแบบของลิเคอร์ท (Likert Scale) 5 ระดับ คือ 5 หมายถึง ระดับมากที่สุด 4 หมายถึง ระดับมาก 3 หมายถึง ระดับปานกลาง 2 หมายถึง ระดับน้อย 1 หมายถึง ระดับน้อยที่สุด


28 เกณฑ์ในการแปลผลคะแนนความหมายของค่าเฉลี่ยมีดังนี้ (สุจิตรา บุณยรัตพันธ์, 2542 ) 1.00-1.49 หมายถึง ระดับการใช้งานน้อยที่สุด 1.50-2.49 หมายถึง ระดับการใช้งานน้อย 2.50-3.49 หมายถึง ระดับการใช้งานปานกลาง 3.50-4.49 หมายถึง ระดับการใช้งานมาก 4.50-5.00 หมายถึง ระดับการใช้งานมากที่สุด ตอนที่ 4 ข้อคิดเห็น ปัญหา และข้อเสนอแนะตามความรู้ความเข้าใจของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึงในเขตพื้นที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี มีลักษณะเป็นคำถามปลายเปิด สำหรับให้ผู้ตอบ แบบสอบถามเติมข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพต่อไป 3.3 การสร้างเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยสร้างกรอบที่จะศึกษาโดยมีขั้นตอนการสร้างเครื่อง มือตามลำดับ ดังนี้ 1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกรอบที่จะศึกษาตามหลักความเข้าใจ เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างเครื่องมือ 2. สร้างแบบสอบถามที่ใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยการพิจารณาประเด็นคำถาม ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการศึกษา 3. นำเครื่องมือที่สร้างขึ้นไปขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของ เนื้อหา แก้ไขปรับปรุงให้ครอบคลุมและเหมาะสมกับกรอบที่จะศึกษามากที่สุด 4. แก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่อง และให้ครอบคลุมตามแนวทางการสร้างเครื่องมือ 5. นำแบบสอบถามไปหาค่าความเชื่อมั่น 6. นำเครื่องมือที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ผู้วิจัยประสานงานผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อขออนุเคราะห์ในการดำเนินการวิจัยและรวบรวม ข้อมูล


29 2. ทำการชี้แจงรายละเอียดในการเก็บรวบรวมข้อมูลแก่ประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี 3. ผู้วิจัยแจกแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่างทุกคนด้วยตนเองโดยวิธีการสุ่มแบบตามสะดวก จำนวน 375 ชุด และนัดหมายเก็บแบบสอบถามคืน 4. ผู้วิจัยติดตามเก็บแบบสอบถามคืนจากกลุ่มตัวอย่างให้ได้แบบสอบถามคืนมา จำนวน 375 ชุด 5. นำแบบสอบถามที่เก็บรวบรวมได้มาจัดกระทำ ตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วนของการตอบ แบบสอบถามแล้วจึงนำไปทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ 3.5 การจัดทำและการวิเคราะห์ข้อมูล 1. วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามโดยการหาค่าความถี่ และร้อยละ 2. วิเคราะห์ข้อมูลการใช้สื่อออนไลน์ของประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอจอมบึง โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ̅ ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เป็นรายด้าน และรายข้อ 3. วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ของประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอจอมบึง โดยการหา ค่าเฉลี่ย ( ̅ ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เป็นรายด้าน และรายข้อ 4. วิเคราะห์ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่ออิทธิพลการใช้สื่อออนไลน์ ด้านการติดต่อสื่อสาร ด้าน การศึกษา ด้านความบันเทิงของประชาชนเขตพื้นที่อำเภอจอมบึง โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ̅ ) และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เป็นรายด้าน และรายข้อ โดยการแปล ความหมายของคะแนน ค่า t-test และค่า F-test 5. วิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์กับอิทธิพลการใช้สื่อออนไลน์ ของประชาชนเขตพื้นที่อำเภอจอมบึงโดยใช้ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (r) ใช้เกณฑ์การแปลความหมาย (สุจิ ตรา บุณยรัตพันธ์, 2542) ดังนี้ 0.90 ขึ้นไป หมายถึง มีความสัมพันธ์กันสูงมาก 0.70 - 0.89 หมายถึง มีความสัมพันธ์กันสูง 0.50 - 0.69 หมายถึง มีความสัมพันธ์กันปานกลาง 0.30 - 0.49 หมายถึง มีความสัมพันธ์กันต่ำ ต่ำกว่า 0.30 หมายถึง มีความสัมพันธ์กันต่ำมาก


30 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง ศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้วิจัยได้ตั้ง วัตถุประสงค์ไว้ 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (3) เพื่อศึกษาผลกระทบต่อ การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ในการวิจัยครั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง การกำหนดกลุ่ม ตัวอย่าง คือ นักศึกษาที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จำนวนทั้งสิ้น 363 คน โดยใช้ตาราง สูตรของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane, 1937) ในการคำนวณค่ากลุ่มตัวอย่างจากการคำนวณขนาด ประชากรจำนวน 363 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยวิจัยเป็นแบบสอบถาม จากนั้นนำแบบสอบถามที่ รวบรวมได้มาดำเนินการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อ คำนวณหาค่าสถิติสำหรับตอบวัตถุประสงค์และสมมติฐานการวิจัยให้ครบถ้วนตามที่ตั้งไว้ลำดับขั้นตอนดังนี้ 4.1 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 4.3 สรุปผลการทดสอบสมมติฐานของการวิจัย 4.4 ข้อคิดเป็น ปัญหา และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่น การพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง


31 4.1 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ในการวิจัยครั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จำนวนทั้งหมด 363 คน ซึ่งมีข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพครอบครัวการศึกษา และรายได้ เฉลี่ยต่อเดือนโดยใช้การวิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย (Average) และค่าร้อยละ (Percentage) แล้วนำเสนอ ในรูปตารางประกอบการบรรยาย ปรากฏดังตารางที่ 4.1 ถึงตารางที่ 4.5 ตารางที่ 4.1 แสดงค่าเฉลี่ย (Average) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของ ผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามเพศ เพศ จำนวน ร้อยละ เพศชาย 202 55.6 เพศหญิง 145 39.9 เพศทางเลือก 16 4.4 รวม 363 100 จากตารางที่ 4.1 พบว่ากลุ่มตัวอย่างของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบ แบบสอบถามจำแนกเพศจำนวนมากเป็นเพศชาย จำนวน 202 คนคิดเป็นร้อยละ 55.6 รองลงมาเป็นเพศ หญิง จำนวน 145 คนคิดเป็นร้อยละ 39.9 และน้อยที่สุดเป็นเพศทางเลือก จำนวน 16 คนคิดเป็นร้อยละ 4.4 ตามลำดับ ตารางที่ 4.2 แสดงค่าเฉลี่ย (Average) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถาม จำแนกตามอายุ อายุ จำนวน ร้อยละ ต่ำกว่า 18 ปี 4 1.1 20 ปี 111 30.6 21 ปี 119 32.6 22 ปี 105 28.9 23 ปีขึ้นไป 24 6.6 รวม 363 100


32 จากตารางที่ 4.2 พบว่ากลุ่มตัวอย่างของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบ แบบสอบถามจำแนกอายุจำนวนมากเป็นอายุ 21 ปี จำนวน 119 คนคิดเป็นร้อยละ 32.6 รองลงมาเป็นอายุ 20 ปี จำนวน 111 คนคิดเป็นร้อยละ 30.6 ถัดมาเป็นอายุ 22 ปี จำนวน 105 คนคิดเป็นร้อยละ 28.9 ถัดมา เป็นอายุ 23 ขึ้นไป จำนวน 24 คนคิดเป็นร้อยละ 6.6 และน้อยที่สุดเป็นอายุ ต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 1.1 ตามลำดับ ตารางที่ 4.3 แสดงค่าเฉลี่ย (Average) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถามสถานภาพครอบครัว สถานภาพครอบครัว จำนวน ร้อยละ โสด 331 91.2 สมรส/อยู่ด้วยกัน 30 8.3 หย่าร้าง/แยกกันอยู่ 2 0.6 รวม 363 100 จากตารางที่ 4.3 พบว่ากลุ่มตัวอย่างของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบ แบบสอบถามสถานภาพครอบครัวจำนวนมากเป็นโสด จำนวน 331 คนคิดเป็นร้อยละ 91.2 รองลงมาเป็น สมรส/อยู่ด้วยกัน จำนวน 30 คนคิดเป็นร้อยละ 8.3 และน้อยที่สุดเป็นหย่าร้าง/แยกกันอยู่ จำนวน 2 คนคิด เป็นร้อยละ 0.6 ตามลำดับ ตารางที่ 4.4 แสดงค่าเฉลี่ย (Average) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถามรายได้ต่อเดือน รายได้ต่อเดือน จำนวน ร้อยละ ต่ำกว่า 3,000 บาท 76 20.9 4,000 บาท 130 35.8 5,000 ขึ้นไป 157 43.3 รวม 363 100


33 จากตารางที่ 4.4 พบว่ากลุ่มตัวอย่างของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบแบบสอบถาม รายได้ต่อเดือนจำนวนมากเป็น5,000 บาทขึ้นไป จำนวน 157 คนคิดเป็นร้อยละ 43.3 รองลงมาเป็น4,000 บาท จำนวน 130 คนคิดเป็นร้อยละ 35.8 และน้อยที่สุดเป็นต่ำกว่า 3,000 บาท จำนวน 76 คนคิดเป็นร้อย ละ 20.9 ตามลำดับ ตารางที่ 4.5 แสดงค่าเฉลี่ย (Average) และค่าร้อยละ (Percentage) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบ แบบสอบถามการศึกษา การศึกษา จำนวน ร้อยละ ต่ำกว่าปริญญาตรี 12 3.3 ปริญญาตรี 350 96.4 สูงกว่าปริญญาตรี 1 0.3 รวม 363 100 จากตารางที่ 4.5 พบว่า กลุ่มตัวอย่างประชากรของ ศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบแบบสอบถามการศึกษาจำนวนมากเป็นปริญญาตรี จำนวน 350 คนคิดเป็นร้อยละ 96.4 รองลงมา เป็นต่ำกว่าปริญญาตรี จำนวน 12 คนคิดเป็นร้อยละ 3.3 และน้อยที่สุดเป็นสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.3 ตามลำดับ


34 4.2 การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงใช้การวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย (̅ ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้ว นำเสนอในรูปแบบตารางประกอบการบรรยายดังตารางที่ 4.6 ถึงตารางที่ 4.9 ตารางที่ 4.6 แสดงค่าเฉลี่ย (̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของกลุ่มตัวอย่างต่อระดับ พฤติกรรมการดื่มสุรา ลำดับที่ พฤติกรรมการดื่มสุรา ระดับพฤติกรรม (̅ ) S.D. แปลผล 1 คุณดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ่อยแค่ไหน 3.33 1.471 ปานกลาง 2 ดื่มครั้งหนึ่ง คุณดื่มปริมาณมากแค่ไหน 3.03 1.265 ปานกลาง 3 ท่านเลือกซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ละครั้ง เป็นจำนวนมากน้อยเพียงใด 2.77 1.152 ปานกลาง 4 ในช่วง1เดือนคุณเลือกซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มากน้อยเพียงใด 2.55 1.208 ปานกลาง รวม 2.12 0.930 น้อย จากตาราง 4.6 พบว่า พฤติกรรมการดื่มสุราของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยรวมอยู่ในระดับน้อย ((̅ ) = 2.12 , S.D. = 0.930) หากเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ด้าน ที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ข้อ1 ((̅ ) = 3.33 , S.D. = 1.471) รองลงมาคือ ข้อ2 ((̅ ) = 3.03 , S.D. = 1.265) ถัดมาคือ ข้อ3 ((̅ ) = 2.77 , S.D. = 1.152) และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ข้อ4 ((̅ ) = 2.55 , S.D. = 1.208) ตามลำดับ


35 ตารางที่ 4.7 แสดงค่าเฉลี่ย (̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของกลุ่มตัวอย่างต่อระดับ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ลำดับที่ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ระดับพฤติกรรม (̅ ) S.D. แปลผล 1 คุณสูบบุหรี่บ่อยแค่ไหน 2.20 1.216 น้อย 2 สูบครั้งหนึ่ง คุณสูบปริมาณมากแค่ไหน 2.13 1.165 น้อย 3 ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา หากเริ่มสูบแล้วคุณไม่ สามารถหยุดสูบได้บ่อยเพียงใด 2.14 1.168 น้อย 4 ถ้าคุณไม่ได้สูบบุหรี่ ท่านจะมีอาการกระวน กระวายมากน้อยเพียงใด 2.13 1.147 น้อย รวม 2.16 1.139 น้อย จากตาราง 4.7 พบว่า พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยรวมอยู่ในระดับน้อย ((̅ ) = 2.16 , S.D. = 1.139) หากเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ด้าน ที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ข้อ1 ((̅ ) = 2.20 , S.D. = 1.216) รองลงมาคือ ข้อ3 ((̅ ) = 2.14 , S.D. = 1.168) ถัดมาคือ ข้อ2 ((̅ ) = 2.13 , S.D. = 1.165) และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ข้อ4 ((̅ ) = 2.13 , S.D. = 1.147) ตามลำดับ


36 ตารางที่ 4.8 แสดงค่าเฉลี่ย (̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของกลุ่มตัวอย่างต่อระดับ พฤติกรรมการเล่นการพนัน ลำดับที่ พฤติกรรมการเล่นการพนัน ระดับพฤติกรรม (̅ ) S.D. แปลผล 1 คุณเล่นพนันมานานมากแค่ไหน 2.02 1.085 น้อย 2 คุณเล่นพนันบ่อยแค่ไหน 1.99 1.091 น้อย 3 ความอยากเล่นการพนันของคุณมีมากน้อย เพียงใด 2.03 1.066 น้อย 4 คุณได้รับผลดีจากการเล่นพนันมากน้อย เพียงใด 2.09 1.004 น้อย รวม 2.01 1.029 น้อย จากตาราง 4.8 พบว่า พฤติกรรมการเล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอม บึง โดยรวมอยู่ในระดับน้อย ((̅ ) = 2.01 , S.D. = 1.029) หากเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ข้อ4 ((̅ ) = 2.09 , S.D. = 1.004) รองลงมาคือ ข้อ3 ((̅ ) = 2.03 , S.D. = 1.066) ถัดมาคือ ข้อ1 ((̅ ) = 2.02 , S.D. = 1.085) และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ข้อ2 ((̅ ) = 1.99 , S.D. = 1.091) ตามลำดับ ตารางที่ 4.9 แสดงค่าเฉลี่ย (̅ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของกลุ่มตัวอย่างต่อระดับ พฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยสรุป ลำดับที่ พฤติกรรม ระดับพฤติกรรม (̅ ) S.D. แปลผล 1 พฤติกรรมการดื่มสุรา 2.12 0.930 น้อย 2 พฤติกรรมการสูบบุหรี่ 2.16 1.139 น้อย 3 พฤติกรรมการเล่นการพนัน 2.01 1.029 น้อย รวม 2.10 1.033 น้อย


37 จากตาราง 4.8 พบว่า พฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สรุปโดยรวมอยู่ในระดับน้อย ((̅ ) = 2.10 , S.D. = 1.033) หาก เรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ((̅ ) = 2.16 , S.D. = 1.139) รองลงมาคือพฤติกรรมการดื่มสุรา ((̅ ) = 2.12 , S.D. = 0.930) และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ พฤติกรรมการเล่นการพนัน ((̅ ) = 2.01 , S.D. = 1.029) ตามลำดับ 4.3 สรุปผลการทดสอบสมมติฐานของการวิจัย ผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐานการวิจัยไว้ 3 สมมติฐานซึ่งผลการวิเคราะห์สมมติฐานปรากฏดังตารางที่ 4.9 ตารางที่ 4.9 ตารางสรุปผลการทดสอบสมมติฐานของการวิจัย สมมติฐาน ผลการทดสอบ 1 รูปแบบการพักอาศัยของนักศึกษาที่ต่างกัน มี ความสัมพันธ์กับประสบการณ์การดื่มสุรา การสูบ บุหรี่ การเล่นการพนันเล่นที่แตกต่างกันของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เป็นไปตามสมมติฐาน 2 การรับรู้กฎหมายการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การ เล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ หมู่บ้านจอมบึงที่แตกต่างกัน เป็นไปตามสมมติฐาน 3 นักศึกษาที่มีความเห็นต่อระดับความเข้มงวดของ เจ้าหน้าที่รัฐที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการ การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ การเล่นการพนัน ที่ แตกต่างกัน เป็นไปตามสมมติฐาน จากตารางที่ 4.9 พบว่า การตรวจสอบสมมติฐานทั้ง 3 สมมติฐานสามาสรุปได้ดังนี้ สมมติฐานที่ 1,2 และ 3 เป็นไปตามสมมติฐานเนื่องจากการวิเคราะห์พฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบ บุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยรวม อยู่ในระดับน้อย (̅ = 2.10 , S.D. = 1.033) หากเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ พฤติกรรมการดื่มสุรา ((̅ ) = 2.12 , S.D. = 0.930) รองลงมาคือ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ((̅ ) = 2.16 , S.D. = 1.139) และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ พฤติกรรมการเล่นการพนัน ((̅ ) = 2.01 , S.D. = 1.029) ตามลำดับ


38 4.4 ข้อคิดเป็น ปัญหา และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการ พนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ปัญหาและข้อเสนอแนะ ของผู้ทำแบบสอบถามวิจัย ศึกษาพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และ การเล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง 1. การติดป้ายห้ามดื่มสุรา ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามเล่นการพนันในสถานที่ศึกษาตามบริเวณของมหาวิทยาลัย ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงให้ทั่วถึง 2. การเพิ่มกฎหรือบทลงโทษ บุคคลที่ฝ่าฝืน หรือกระทำผิดต่อมหาวิทยาลัย ให้มีความเด็ดขาดและเอา จริงกับทุกๆเรื่องที่ บุคคลนั้นที่ฝ่าฝืน 3. มหาวิทยาลัยควรจัดให้มีกิจกรรมอบรมการต่อต้านการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนัน ให้รับรู้ถึงโทษและผลเสียที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง


39 บทที่ 5 สรุปผล อภิปราย และ ข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง ศึกษาพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้วิจัยได้ตั้ง วัตถุประสงค์ไว้ 3 องค์ประกอบ (1)เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (2)เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมการดื่ม สุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (3)เพื่อศึกษา ผลกระทบต่อการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอม บึง ในการวิจัยครั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัย ราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ปีการศึกษา 2565 จำนวน 363 คน โดยใช้วิธีการคำนวณจำนวนกลุ่มตัวอย่างจาก ตารางสูตรของทาโร่ ยามาเน (Taro Tayamane, 1970) ในการคำนวณค่ากลุ่มตัวอย่างจากการคำนวณ ขนาดประชากรจำนวน 363 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยวิจัยเป็นแบบสอบถาม จากนั้นนำแบบสอบถามที่ รวบรวมได้มาดำเนินการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อ คำนวณหาค่าสถิติสำหรับตอบวัตถุประสงค์และสมมติฐานการวิจัยให้ครบถ้วนตามที่ตั้งไว้ลำดับขั้นตอนดังนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.2 อภิปรายผลการวิจัย 5.3 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 5.1 สรุปผลการวิจัย 5.1.1 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ในการวิจัยครั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จำนวน ทั้งหมด 363 คน ซึ่งมีข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพครอบครัวการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนโดยใช้การวิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย (Average) และค่าร้อยละ (Percentage) แล้วนำเสนอในรูปตารางประกอบการบรรยายดังนี้


40 ด้านเพศ พบว่ากลุ่มตัวอย่างของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกเพศจำนวนมากเป็นเพศชาย จำนวน 202 คนคิดเป็นร้อยละ 55.6 รองลงมาเป็นเพศหญิง จำนวน 145 คนคิดเป็นร้อยละ 39.9 และน้อยที่สุดเป็นเพศทางเลือก จำนวน 16 คนคิดเป็นร้อยละ 4.4 ตามลำดับ ด้านอายุพบว่ากลุ่มตัวอย่างของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกอายุจำนวนมากเป็นอายุ 21 ปี จำนวน 119 คนคิดเป็นร้อยละ 32.6 รองลงมาเป็นอายุ 20 ปี จำนวน 111 คนคิดเป็นร้อยละ 30.6 ถัดมาเป็นอายุ 22 ปี จำนวน 105 คนคิดเป็นร้อยละ 28.9 ถัดมาเป็นอายุ 23 ปี ขึ้นไป จำนวน 24 คนคิดเป็นร้อยละ 6.6 และน้อยที่สุดเป็นอายุ ต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 18 คนคิดเป็นร้อยละ 1.1 ตามลำดับ ด้านสถานะ พบว่ากลุ่มตัวอย่างของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบ แบบสอบถามสถานภาพครอบครัวจำนวนมากเป็นโสด จำนวน 331 คนคิดเป็นร้อยละ 91.2 รองลงมาเป็น สมรส/อยู่ด้วยกัน จำนวน 30 คนคิดเป็นร้อยละ 8.3 และน้อยที่สุดเป็นหย่าร้าง/แยกกันอยู่ จำนวน 2 คนคิด เป็นร้อยละ 0.6 ตามลำดับ ด้านรายได้ พบว่ากลุ่มตัวอย่างของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบแบบสอบถาม รายได้ต่อเดือนจำนวนมากเป็น5,000 บาทขึ้นไป จำนวน 157 คนคิดเป็นร้อยละ 43.3 รองลงมาเป็น4,000 บาท จำนวน 130 คนคิดเป็นร้อยละ 35.8 และน้อยที่สุดเป็นต่ำกว่า 3,000 บาท จำนวน 76 คนคิดเป็นร้อย ละ 20.9 ตามลำดับ ด้านการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างประชากรของ ศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ผู้ตอบแบบสอบถามการศึกษาจำนวนมากเป็นปริญญาตรี จำนวน 350 คนคิดเป็นร้อยละ 96.4 รองลงมา เป็นต่ำกว่าปริญญาตรี จำนวน 12 คนคิดเป็นร้อยละ 3.3 และน้อยที่สุดเป็นสูงกว่าปริญญาตรี จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 0.3 ตามลำดับ 5.1.2 การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง การวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงใช้การวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย (̅ ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้ว นำเสนอในรูปแบบตารางประกอบการบรรยาย พบว่า พฤติกรรมการดื่มสุรา ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยรวมอยู่ในระดับน้อย ((̅ ) = 2.12 , S.D. = 0.930) หากเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ข้อ1


41 ((̅ ) = 3.33 , S.D. = 1.471) รองลงมาคือ ข้อ2 ((̅ ) = 3.03 , S.D. = 1.265) ถัดมาคือ ข้อ3 ((̅ ) = 2.77 , S.D. = 1.152) และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ข้อ4 ((̅ ) = 2.55 , S.D. = 1.208) ตามลำดับ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ พบว่า พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยรวมอยู่ในระดับน้อย ((̅ ) = 2.16 , S.D. = 1.139) หากเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ด้าน ที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ข้อ1 ((̅ ) = 2.20 , S.D. = 1.216) รองลงมาคือ ข้อ3 ((̅ ) = 2.14 , S.D. = 1.168) ถัดมาคือ ข้อ2 ((̅ ) = 2.13 , S.D. = 1.165) และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ข้อ4 ((̅ ) = 2.13 , S.D. = 1.147) ตามลำดับ พฤติกรรมการเล่นการพนัน ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยรวมอยู่ในระดับ น้อย ((̅ ) = 2.01 , S.D. = 1.029) หากเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ข้อ4 ((̅ ) = 2.09 , S.D. = 1.004) รองลงมาคือ ข้อ3 ((̅ ) = 2.03 , S.D. = 1.066) ถัดมาคือ ข้อ1 ((̅ ) = 2.02 , S.D. = 1.085) และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ข้อ2 ((̅ ) = 1.99 , S.D. = 1.091) ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างต่อระดับพฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยสรุป พบว่า พฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการ พนันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง สรุปโดยรวมอยู่ในระดับน้อย ((̅ ) = 2.10 , S.D. = 1.033) หากเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ((̅ ) = 2.16 , S.D. = 1.139) รองลงมาคือพฤติกรรมการดื่มสุรา ((̅ ) = 2.12 , S.D. = 0.930) และค่าเฉลี่ย น้อยที่สุดคือ พฤติกรรมการเล่นการพนัน ((̅ ) = 2.01 , S.D. = 1.029) ตามลำดับ 5.2 อภิปรายผลการวิจัย จากการศึกษาวิจัยศึกษา พฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ซึ่งผู้ ศึกษาวิจัยได้ ดังจะอภิปรายผลได้ดังต่อไปนี้ พบว่า การตรวจสอบสมมติฐานทั้ง 3 สมมติฐานสามาสรุปได้ดังนี้ สมมติฐานที่ 1,2 และ 3 เป็นไปตามสมมติฐานเนื่องจากการวิเคราะห์พฤติกรรมการดื่มสุรา การสูบบุหรี่ และการเล่นการพนันของ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง โดยรวม อยู่ในระดับน้อย (̅ = 2.10 , S.D. = 1.033) หาก เรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ พฤติกรรมการดื่มสุรา ((̅ ) = 2.12 , S.D. = 0.930) รองลงมาคือ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ((̅ ) = 2.16 , S.D. = 1.139) และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ พฤติกรรมการเล่นการพนัน ((̅ ) = 2.01 , S.D. = 1.029) ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับ งานวิจัยของ รัตติยาพร ทองมากและคณะ (2551) ได้ศึกษาเรื่อง พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์


42 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาผลการวิจัยพบว่า กลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 51.7 มีอายุระหว่าง 19-21 ปี ร้อยละ30.8 ศึกษาชั้นปี ที่ 4 ร้อยละ 29.2 คณะวิทยาการจัดการร้อยละ 60.8 เป็นกลุ่มที่มีบุคคลในครอบครัวดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 59.2 และมีการดื่มกับเพื่อนและคนในครอบครัว ร้อยละ 72.5 และ 5.0 ประเภทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ นิยมดื่มมากที่สุด คือ เบียร์และสุรา ร้อยละ 60.8 และ 40.8การดื่มครั้งแรกด้วยสาเหตุเพื่อเข้าสังคม ร้อยละ 36.7 โดยมักดื่มกับเพื่อนในช่วงค่ำตามสถานบันเทิงมากที่สุด และจากการประเมินสถานการณ์การดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์พบว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบอันตรายพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงร้อย ละ 85.0 โดยสาเหตุการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ในระดับปานกลางในทุกด้าน ได้แก่ ชอบไปเที่ยวสถาน บันเทิง เพื่อผ่อนคลายสนุกสนาน เพื่อนชักชวน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้น ต้องการเป็นที่ยอมรับ จากเพื่อน งานเลี้ยงสรรค์ ดื่มในช่วงเทศกาล และสภาพแวดล้อมทางสังคมอำนวยต่อการดื่ม ยกเว้นความ เชื่อในเรื่องการดื่มบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงมีผู้ไม่เห็นด้วยน้อยที่สุด ร้อยละ 1.73 ประไพรัตน์ คาวินวิทย์ (2554) ได้ศึกษาเรื่องปัจจัยที่สัมพันธ์กับปริมาณการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ของนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ไคส แควร์ และ t-test ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างชายและหญิงมีสัดส่วนเท่ากันโดยมีอายุ 19 ปี มีผลการ เรียนเฉลี่ยสะสม (GPA) ระหว่าง 2.5 -3.00 พักอาศัยอยู่กับบิดามารดา และใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ในการดู หนังฟังเพลงและเล่นดนตรี มีรายได้เฉลี่ย 7,476 บาทต่อเดือนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นิยมดื่มมากที่สุดคือ สุรา โดยมีปริมาณการดื่ม 1 ขวด/กระป๋องต่อสัปดาห์ส่วนใหญ่เริ่มดื่มตั้งแต่อายุ 16 ปี โดยมีสาเหตุที่ดื่มคือ เพื่อการสังสรรค์/สังคม ส่วนใหญ่ดื่มกับเพื่อนในสถานบันเทิง และในงานเลี้ยงฉลองเทศกาลต่างๆ โดยการ รับรู้ถึงผลกระทบของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วามีผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เกิดการทะเลาะ วิวาท ผิดศีลธรรม และกระทบต่อค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านการรับรู้ถึงผลกระทบของเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ทุกปัจจัยไม่มีความสัมพันธ์กับปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยผลการทดสอบ สมมติฐานพบว่ารายได้ต่อเดือน สาเหตุที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และโอกาสในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความสัมพันธ์กับปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของนิสิตปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒอ ยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ (2550) สำรวจพฤติกรรมและทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ของผู้หญิงไทย กรณีศึกษาประชาชนอายุ 15-30 ปี และกลุ่มผู้หญิงที่สูบบุหรี่ ในเขตกรุงเทพมหานครผลสำรวจในกลุ่ม ผู้หญิงที่สูบบุหรี่พบว่านอกจากตนเอง (ผู้หญิงที่สูบบุหรี่) แล้วยังมีคนในบ้านที่สูบดังนี้ ร้อยละ 34.6 มีพี่ชาย/ น้องชายสูบ ร้อยละ 32.7 มีพ่อสูบ ร้อยละ 20.0 มีลุง/ป้า/ น้า/อาสูบ ร้อยละ 10.5 มีพี่สาว/ น้องสาวสูบ ร้อยละ 8.4 มีสามี/คนรักสูบ ร้อยละ 6.2 มีปู่/ ตาสูบร้อยละ4.3 มีแม่สูบ สำหรับเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิง


Click to View FlipBook Version