The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรู้พื้นฐานเรื่องการอ่าน(1032)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by hathairatp95, 2021-09-14 01:07:25

ความรู้พื้นฐานเรื่องการอ่าน

ความรู้พื้นฐานเรื่องการอ่าน(1032)

ความรพู้ ้นื ฐานเรอื่ งการอ่าน

หทัยรัตน์ พลายดว้ ง

รายงานฉบับนเ้ี ป็นส่วนหนึง่ ของรายวชิ า วาทวทิ ยาสำหรบั ครู
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสรุ าษฎรธ์ านี



ความรพู้ ืน้ ฐานเรือ่ งการอา่ น

หทัยรัตน์ พลายดว้ ง
รหสั นกั ศึกษา 6401103001032

รายงานฉบบั น้เี ปน็ สว่ นหนึง่ ของรายวชิ า วาทวทิ ยาสำหรบั ครู
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564
มหาวิทยาลยั ราชภฏั สุราษฎร์ธานี



คำนำ

รายงานเล่มน้ีจัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา วาทวิทยาสำหรับครู รหัสวิชา
ETH0101 ของ หลักสูตรวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดยมี
จุดประสงค์ เพื่อศึกษาความรู้พื้นฐานเรื่องการอ่าน เนื้อหาในเอกสารเล่มนี้ ประกอบด้วย ความหมาย
ของการอ่าน ความสำคัญของการอ่าน จุดมุ่งหมายในการอ่าน ประเภทของการอ่าน ประเภทของบท
อา่ น

ในการจดั ทำรายงานประกอบส่ือการเรียนรู้ในคร้ังนี้ ผู้จดั ทำขอขอบพระคณุ อาจารย์
อัชนา ปลอดแก้ว ผู้ให้คำแนะนำและคอยชี้แนะในส่วนต่างๆของทำรายงานครั้งนี้ จนทำให้รายงาน
เล่มนี้ มีความถูกต้องและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดขอขอบพระคุณผู้เป็นเจ้าของตำราทุกเล่ มทุก
แหล่งข้อมูลทีผ่ ู้เขียนใชอ้ ้างอิง ผู้จัดทำหวังว่ารายงายเล่มน้ีนี้จะให้ความรู้ และเป็นประโยชน์แกผ่ ู้อา่ น
ทกุ ทา่ น

หทัยรตั น์ พลายดว้ ง
กันยายน 2564



สารบญั

เรื่อง หน้า
ความหมายของการอา่ น………………………………………………………………………………………………….1
ความสำคญั ของการอา่ น…………………………………………………………………………………………………1
จดุ ม่งุ หมายในการอา่ น……………………………………………………………………………………………………2
ประเภทของการอา่ น……………………………………………………………………………………………………..2
ประเภทของบทอา่ น………………………………………………………………………………………………………5
ประโยชนข์ องการอ่าน……………………………………………………………………………………………………9
บรรณานุกรม………………………………………………………………………………………………………………11

1

1. ความหมายของการอ่าน

การอ่าน หมายถึง การหาความหมายหรือทำความเข้าใจตัวอักษรและสัญลักษณ์ที่มีอยู่ใน
บทอ่าน ซึ่งผู้อ่านจะต้องใช้กระบวนการคิดเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลที่อ่านกับความรู้และประสบการณ์
เดิม การอ่านไม่ใช่การมองผ่านประโยคและย่อหน้าเท่านั้นแต่เป็นการรวบรวม การตีความและการ
ประเมินความเหน็ เหลา่ น้ัน

การอ่าน คือ กระบวนการปฏิสัมพันธ์ของผู้อ่านกับข้อความที่เขียนหรือพิมพ์ ผู้อ่านจะต้อง
ใช้กระบวนการคิดเชื่อมโยงระหว่างข้อความหรือข้อมูลที่อ่านกับความรู้และประสบการณ์เดิมเพื่อให้
สามารถเขา้ ใจความหมายทีผ่ เู้ ขียนต้องการสอื่ สารได้อยา่ งถกู ต้อง

การอ่าน หมายถึง กระบวนการที่อาศัยการทำงานของสมองที่ทำให้เข้าใจ เกิดความคิดตอ่
สิ่งที่อ่านและมีความพึงพอใจในการอ่านสามารถวิเคราะห์หาเหตุผล ข้อเท็จจริงและเรียบเรียง
จัดลำดับ เนื้อหาของเรื่องได้ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาความเข้าใจในการอ่านและเป็นประโยชน์ต่อการ
พัฒนาทกั ษะในด้านอนื่ ๆ

“อ่านออก” คือ การผสมเสียงของตัวอักษรหรือผสมคำ เพื่อมุ่งให้อ่านหนังสือได้ถูกต้อง
แตกฉาน ขยายประสบการณ์ในการอ่านคำโดยตรง

“อ่านได้” คือ การผสมผสานตัวอักษร ออกเสียงเป็นคำเป็นประโยคทำให้เกิดความเข้าใจ
ความหมายของสิ่งทีอ่ ่าน

“อ่านเป็น” คือ การใช้เทคนิคการจำ รูปคำ เข้าใจรูปประโยคแล้วสรุปเรื่องราวเข้าใจสิ่งที่
ผู้เขยี นส่ือความคดิ มายงั ผู้อ่านสามารถประเมินผลของสง่ิ ทีอ่ ่านได้

การอ่านเป็น คือ การพัฒนาความคิดที่ผู้อ่านใช้ความสามารถหลายๆด้าน ตั้งแต่การสังเกต
การจำรูปคำ การใช้ประสบการณ์เดิมมาแปลความ ตีความหรือถอดความให้เกิดความเข้าใจเรื่องที่
อ่าน

1.1 สรปุ ความหมายของการอ่าน
การอ่าน หมายถึง กระบวนการคิดเชื่อมโยงระหว่างข้อความที่อ่านกับความรู้และ
ประสบการณ์เดิม ผู้อ่านสามารถแปลความ ตีความ ขยายความและสร้างความเข้าใจถึงความหมาย
ของส่ิงท่อี ่านได้อยา่ งถกู ตอ้ ง ตลอดจนสามารถจบั ใจความสำคัญ ประเมินให้ความคิดเหน็ สิง่ ที่อ่าน

2. ความสำคัญของการอา่ น

การอา่ นเป็นทักษะสำคัญและจำเปน็ อย่างยิ่งตอ่ การดำเนินชวี ิต คือ
- การอ่านสร้างความรูแ้ ละความคดิ เพื่อนำไปใชต้ ดั สินใจแก้ปญั หาในชีวิตได้
- การอ่านยังช่วยให้ผู้เรียนเป็นผู้มีทักษะทางปัญญา สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่าง

รวดเร็วและกวา้ งขว้างยงิ่ ขน้ึ

2

- การอ่านยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ของแต่ละบุคคลและเป็นทักษะท่ี
จำเป็นสำหรบั การอยใู่ นสงั คมแห่งการเรยี นรู้

3. จุดม่งุ หมายในการอ่าน

ในกระบวนการอ่านเป็นการรับและการส่งสารโดยผ่านสื่อที่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็น
กระบวนการที่ต้องการความต่อเน่ืองและไม่ผิดพลาด เพื่อแสดงให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสารหรือ
ผู้เขียนว่าต้องการถ่ายทอดสิ่งใดไปยังผู้อ่านหรือผู้รับสาร การอ่านควรมีจุดมุ่งหมายในการอ่านเพราะ
จะทำให้อ่านไดเ้ ร็วและตรงกับความต้องการ ซึง่ ความมุง่ หมายของการอ่านมีดงั นี้

- อ่านเพื่อความรู้
ทำให้ความรู้งอกเงยขยายขอบเขตออกไปจากเดิมที่มีอยู่ ทำให้ได้รับความรู้

เก่ยี วกบั วิทยาการแขนงต่างๆเพอ่ื ประกอบอาชพี และเปน็ สมาชิกที่ดขี องสงั คม
- อ่านเพื่อใหเ้ กิดความคดิ
การอ่านส่งิ พมิ พท์ แี่ สดงทรรศนะ เช่น บทความ บทวิจารณ์ งานวจิ ยั ตา่ งๆ จะช่วย

ให้ผู้อ่านมีทรรศนะกว้างขึ้น ทำให้เข้าใจแนวคิดที่สำคัญ การจัดลำดับขั้นแนวคิดของผู้เขียน พิจารณา
เหตุผลและแรงจูงใจในการเขียนเรื่องนั้น ๆ

- อา่ นเพื่อความบันเทงิ
การอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาสาระไม่เป็นวิชาการ เช่น นวนิยาย เรื่องสั้น วรรณคดี

สารคดี จะช่วยให้ผู้อ่านเกดิ ความบนั เทิงควบคไู่ ปกบั ความรู้ ความคิด ไดผ้ อ่ นคลายอารมณ์
- อ่านเพอ่ื สนองความต้องการอ่นื ๆ
การอ่านช่วยชดเชยในสิ่งที่ไม่สมปรารถนาในชีวิตของทุกคนได้ เพราะมนุษย์ทุก

คนมีความต้องการเป็นธรรมชาติ คือ ความมั่งคั่งในชีวิต การยอมรับของคนในสังคม ความสำเร็จใน
ชวี ติ
4. ประเภทของการอา่ น

4.1 การอา่ นในใจ หรอื การอา่ นเงยี บ มีเป้าหมายเพอื่ ตนเองเป็นหลกั คอื เพ่อื พัฒนาความรู้
และสติปญั ญาของตนเอง

การอ่านในใจ คอื การแปลความหมายของตัวอกั ษรออกมาเป็นความคิดความเข้าใจ และนำ
ความคิดความเขา้ ใจนั้นไปใชอ้ กี ทอดหนง่ึ

ความมงุ่ หมายของการอ่านในใจ คือ การจบั ใจความสำคัญให้ถูกต้องและรวดเรว็
4.2 การอ่านออกเสียง คือ การเปล่งเสียงถ้อยคำและเครื่องหมายต่างๆ ที่เขียนไว้ออกมาให้
ชัดถอ้ ยชดั คำและให้เปน็ ท่เี ข้าใจแกผ่ ู้ฟงั

3

การอ่านออกเสียงเป็นกระบวนการต่อเนื่องระหว่างสายตา สมองและการเปล่งเสียง คือ
สายตาจะต้องจ้องตัวอกั ษรและเครอื่ งหมายต่างๆ ทีเ่ ขยี นไว้ สมองจะประมวลให้เปน็ ถอ้ ยคำจากน้ันจึง
เปลง่ เสียงออกมาอยา่ งสำเรจ็ รปู ซ่งึ มหี ลักการทว่ั ไปในการออกเสยี ง สรุปได้ดงั น้ี

หลกั การทว่ั ไปในการออกเสยี ง
1) ความชัดเจน หมายถึง ออกเสียงได้ชัดทั้งเสียงสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ และคำควบ
กล้ำ และอา่ นชดั เจนไดย้ นิ ทว่ั ถึง
2) ความถกู ต้อง คือ ผอู้ า่ นสามารถอา่ นออกเสียงตามหลกั อกั ขรวิธีของไทย หรอื ภาษาอ่ืนท่ี
ใชร้ วมทั้งอ่านถกู ตอ้ งตามพจนานกุ รมดว้ ย
3) ความคล่องแคล่ว หมายถึง การอ่านออกเสียงได้ต่อเนื่องไม่ติดขัดหรือเสียจังหวะ ซึ่ง
ตอ้ งมีการฝึกฝนบ่อย ๆ
4) การเว้นจังหวะวรรคตอน เป็นสิ่งที่สำคัญในการอ่านออกเสียง เพราะถ้าผู้อ่านเว้น
จังหวะหรือวรรคตอนผิดที่ เช่น หยุดเว้นวรรคกลางประโยคหรือกลางข้อความ ก็จะทำให้ผู้ฟังเข้าใจ
ความหมายคลาดเคล่ือน
ประโยชน์การแบ่งประเภทของการอา่ น
1) การอ่านออกเสยี ง

- ช่วยทำให้ผูอ้ ่านจดจำขอ้ ความทดี่ ีไวเ้ ปน็ ตวั อย่างได้
- ช่วยให้รู้จักความไพเราะของบทกวีหากอ่านเป็นทำนองเสนาะและสามารถตรวจสอบ
ได้วา่ อ่านไดถ้ ูกต้องหรอื ไม่
2) การอ่านในใจ ในชีวิตประจำวันจะใช้มากกว่าการอ่านออกเสียง เพราะต้องอ่านเพ่ือ
ประโยชน์ต่างๆ มากมาย เช่น เพ่อื ธรุ กจิ เพอ่ื การศึกษาหาความรู้ เพ่อื ความบนั เทิง
หลกั การอ่าน
1) การอ่านโดยทั่วไปต้องคำนึงถึงความถูกต้องทั้งการอ่านในระดับคำ และการอ่านข้อความ
หรอื ตวั บท
2) กลา่ วคือ ต้องคำนงึ ถึงทัง้ หลักเกณฑ์การอ่านตามอักขรวธิ ี และยงั ตอ้ งคำนึงถงึ ลีลาการอ่าน
และระดับเสียงท่เี หมาะสมกับขอ้ ความแต่ละประเภท
- การอา่ นนิทาน
- การอา่ นเร่อื งเศรา้
3) การอ่านนทิ าน มักจะใชเ้ สยี งอ่านทีไ่ พเราะ นุ่มนวล แต่ไม่ดดั เสียงจนผิดปกติ
4) การอ่านเรื่องเศร้า มักใช้น้ำเสียงแผ่วเบา เคล้าเสียงสะอื้น เน้นคำหรือความสำคัญที่เป็น
ตน้ เหตุของความทกุ ขร์ ะทมเพอ่ื สร้างอารมณร์ ่วมให้ผูฟ้ ังคล้อยตาม

4

5) อา่ นตามอกั ขรวิธีของภาษาไทย คอื การอา่ นตามวิธปี ระสมอักษร อกั ษรนำ อกั ษรควบกล้ำ
โดยเฉพาะคำที่ใช้ตัว “ร” และ “ล” ที่ต้องออกเสียงให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้รับสารไม่เกิดความสับสนใน
ความหมาย

- แปรง อา่ นเป็น แปลง
- เรอื ดรนิ้ อา่ นเป็น เลือดล้นิ
ต้องอ่านให้ชัดถ้อยชัดคำ ไม่รวมคำรวมความ เช่น “โรงพยาบาล”อ่านว่า “โรง-พะ-ยา-
บาน” ไม่ควรอ่านเป็น “โรง-บาน”
6) ต้องอา่ นออกเสียงไดต้ รงตามคำ ไมเ่ พีย้ นแปร่ง คือ
เพี้ยนพยญั ชนะ เชน่ ความ เป็น ฟาม, เงนิ เปน็ เฮิน
เพี้ยนสระ เชน่ สอง เป็น โสง, ข้าว เป็น เขา่ , เขา้
เพย้ี นวรรณยกุ ต์ เชน่ ฉัน เป็น ชั้น, ได้ เป็น ด๊าย
7) การอ่านคำที่เป็นวิสามานยนาม เช่น ชื่อและนามสกุล ชื่อสถานที่ หรือถนนต้องอ่านตาม
ช่ือเฉพาะน้ันเช่น จงั หวดั ชลบรุ ี อา่ นวา่ ชน-บุ-รี ไม่อ่านว่า ชน-ละ-บุ-รี
8) อา่ นตามอกั ขรวิธีของภาษาทน่ี ำมาใช้ คอื
- คำทมี่ าจากภาษาเขมร เชน่ ไผท (อ่านว่า ผะไท)
- คำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตมักจะมีการออกเสียงที่พลิกแพลง ไม่ตรงไปตรงมา
เหมอื นคำในภาษาไทย เช่น ตวั “ฤ” อา่ นออกเสยี งได้ 3 อยา่ ง คอื “ร”ิ “รึ” “เรอ” เช่น
ฤทธ์ิ อ่านวา่ ริท
ฤษี อ่านว่า รสึ ี
ฤกษ์ อ่านวา่ เรกิ
9) อ่านตามวิธีการประพันธ์ หรอื อ่านตามฉันทลักษณ์ คือ
การออกเสยี งตามคำรับสมั ผัสหรือความคลอ้ งจอง อา่ นตามจำนวน พยางคท์ ี่ตอ้ งการ
เชน่ “จันทร” อ่านวา่ “จนั ทระ” หรืออ่านว่า “จันทอน”
อ่านตามท่บี งั คับของคำประพนั ธ์ คือ ครุ ลหุ
เชน่ “จอน” ครุ “จะระ” ลหุ
10) การอ่านตวั เลขและเคร่อื งหมายต่างๆ
10.1) เลข 1 ทา้ ยจำนวนเลขตง้ั แต่ 2 ตำแหน่งขนึ้ ไปออกเสยี งว่า “เอ็ด”

เช่น 11 สบิ เอ็ด 101 ร้อยเอด็
10.2) เลข 1 ตน้ จำนวนเลขตงั้ แต่ 2 ตำแหนง่ ขึ้นไป ไม่อ่านออกเสยี ง “หน่ึง”

เช่น 10 สบิ 100 ร้อย 1,750 พนั เจด็ รอ้ ยห้าสบิ 160 ร้อยหกสิบ

5

10.3) ตวั เลขหลงั จดุ ทศนยิ ม อา่ นออกเสียงเรยี งกนั ไปทลี ะตัว ไม่ออกเสียงเปน็ รอ้ ยเปพ็ ัน
เชน่ 15.28 อา่ นวา่ สบิ หา้ จดุ สองแปด
2.634 อ่านว่า สองจุดหกสามส่ี

10.4) ตวั เลขแจง้ เวลา อ่านตามหลกั กั ารบอกเวลา
เช่น 08.30 อา่ นว่า แปดนาฬิกาสามสิบนาที
21.15 อา่ นวา่ ย่สี บิ เอด็ นาฬกิ าสิบหา้ นาท

10.5) ตวั เลขหลังเครื่องหมาย / ถ้าเกินจำนวน 2 หลักข้นึ ไป ออกเสียงเรยี งตวั
เช่น 21/23 ยสี่ ิบเอ็ดทับยสี่ บิ สาม
12/125 สบิ สองทบั หนงึ่ สองหา้

10.6) ฯ (ไปยาลนอ้ ย) ใชเ้ ขียนหลงั คำที่ละไว้ เวลาอา่ นต้องอ่านใหจ้ บ
เชน่ กรงุ เทพฯ กรุงเทพมหานคร
ฯพณฯ พะนะทา่ น
โปรดเกลา้ ฯ โปรดเกล้าโปรดกระหมอ่ ม

10.7) ฯลฯ (ไปยาลใหญ่)ใช้เขียนแทนคำที่ละไว้ ใช้ละตอนปลายไม่มีกำหนดนิยมออก
เสยี งว่า “และอ่ืนๆ” หรอื “เป็นตน้ ”

เช่น “ผลไมต้ า่ งๆมีทุเรยี น ลางสาด เงาะ ฯลฯ” “ผลไมต้ า่ งๆมีทเุ รียน ลางสาด เงาะ
และอน่ื ๆ”

11) การอา่ นอักษรย่อ จะต้องอ่านคำเตม็
เชน่ ม.ร.ว. หมอ่ มราชวงศ์
ม.ล. หม่อมหลวง
พล.ต.อ. พลตำรวจเอก
ผ.ว.จ. ผ้วู ่าราชการจงั หวัด
ขสมก. องค์การขนสง่ มวลชนกรุงเทพ

5. ประเภทของบทอา่ น

บทอ่านที่ใช้ในการศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้แก่ ตำรา หนังสืออ่าน ประกอบ นิตยสาร
หนังสือพิมพ์ บทความ ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต คู่มือต่างๆ ใบงาน วรรณกรรม หนังสือที่ผู้เรียน
สนใจ หนังสืออา้ งองิ

สิริวรรณ นันทจนัทูล และ ธนัวพร เสรีชยกั ลุ (2555, หนา้ 143-150)
แบง่ ประเภทการอา่ นตามรูปแบบการเขียน ดังน้ี

5.1 การอ่านสารประเภทวิชาการ คือ งานเขียนทางวิชาการที่มุ่งให้ความรู้ทางวิชาการ
อย่างเดยี วไม่ไดใ้ ห้ผลทางอารมณแ์ ก่ผอู้ า่ น ไดแ้ ก่

6

- ตำรา แบบเรยี น
- บทความทางวชิ าการ
- บทความวิจยั
5.2 การอ่านสารประเภทสารคดี คือ งานเขียนที่นำเสนอ ข้อเท็จจริงที่ผู้เขียนมุ่งแสดง
ความรู้ ความคดิ ความจรงิ และเหตุผล
สารคดีจะมีรูปแบบเป็นบทความ ความเรียง หรืองานเขียน ประเภทเรื่องเล่าจาก
ประสบการณ์
5.3 การอ่านสารประเภทบันเทิงคดี คือ งานที่เขียนขึ้นจากจินตนาการ หรือจากเรื่องจริง
มาดัดแปลงใหม่ โดยมจี ุดมุ่งหมายเพ่อื ใหผ้ ูอ้ ่านไดร้ ับความบนั เทิงเป็นสำคญั ไดแ้ ก่
- นทิ าน
- นวนิยาย เร่อื งสัน้
- รอ้ ยกรองขนาดส้นั (กวีนิพนธ)์
การจำแนกประเภทของการอา่ นในขา้ งต้นดังกล่าวเปน็ การจำแนกตามรปู แบบการเขียน
แต่หนังสือเล่มนี้จะเน้นบทอ่านที่เหมาะกับระดับอุดมศึกษา เพื่อให้นักศึกษามีความรู้
ความสามารถในการอ่านงานเขียนทางวิชาการ รูปแบบต่างๆ จึงได้นำเสนอบทอ่าน ได้แก่ บทความ
วชิ าการ บทความวิจยั สารคดี และเรอ่ื งสั้น ดังนี้
1) บทความเชงิ วชิ าการ (Academic article)
งานเขียนที่แสดงความรู้และความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์ของผู้เกี่ยวกับประเด็นร่วมสมัยทาง
วชิ าการ ในสาขาวชิ าใดวิชาหน่งึ โดยอาศัยการศึกษาคน้ ควา้ ขอ้ มูลอยา่ งเป็นระบบ
- มีหลกั ฐานขอ้ เท็จจริงอ้างอิงท่ีเชอื่ ถือได้
- มีการอา้ งองิ ทม่ี าของขอ้ มลู
- มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความรูข้ ้อเทจ็ จรงิ ความคดิ เห็นเชิงวิเคราะห์โดยมีโครงสร้าง
ทีป่ ระกอบด้วย
บทนำ ส่วนท่บี อกความมงุ่ หมายประเด็นหลกั และประเดน็ ย่อยของเรื่อง
เน้ือเรอื่ ง สว่ นที่นำเสนอความรหู้ รือความคดิ เหน็ เชิงวเิ คราะหเ์ กีย่ วกบั ประเดน็ ทางวชิ าการ
บทสรปุ สว่ นทเ่ี น้นยำ้ ความสำคัญของเรอ่ื งพร้อมท้งั สนอแนวทางในการนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
สว่ นอ้างอิง ส่วนท่แี สดงแหล่งท่ีมาของข้อมูลท่นี ำมาใช้ประกอบการเขียน
แนวในการอ่าน: เป็นการทำความเข้าใจการอภิปรายหรืออธิบาย การแสดงความคิดเห็น
ของผ้เู ขียนเปน็ ส่วนใหญ่
- อ่านแบบสำรวจเนื้อหาอย่างรวดเร็ว แล้วต้งั คำถามเกย่ี วกับเนือ้ เร่อื งท่ีอา่ น
- ตอ่ จากนัน้ อ่านโดยละเอยี ดเพ่อื ตอบคำถามของตนเอง

7

- เมอ่ื ไดค้ ำตอบใหบ้ ันทกึ ไว้เพื่อชว่ ยให้จำได้ง่ายข้นึ
- สดุ ทา้ ยเปน็ การทบทวนบนั ทกึ จากข้อความทเ่ี ขียนไว้
2) บทความวิจัย (Research article)
งานเขียนท่ีนำเสนอผลของการสังเคราะห์ข้อมูล
- ข้อมลู ที่ไดจ้ ากการศึกษาค้นคว้า เอกสาร ตำรา
- ขอ้ มลู จากแบบสอบถาม
- การสัมภาษณ์ การสังเกต การจดบันทึก
- งานวิจยั ทเี่ ก่ียวขอ้ งกับเร่อื งท่ีศึกษา
เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจและทราบถงึ ขอ้ มูลความรู้เก่ยี วกับเร่อื งนัน้ ๆ
งานเขียนบทความวจิ ยั มีวตั ถุประสงค์
- เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในแนวคิด ทฤษฎี หลักการที่เป็นองค์วามรู้ของเรื่องท่ี
ศึกษา
- ศกึ ษาข้อมลู ความรู้ปจั จบุ นั ในหวั ขอ้ ทศ่ี กึ ษา โดยมีโครงสร้างที่ประกอบดว้ ย
บทคัดย่อ : เสนอวตั ถุประสงค์ วธิ กี ารวิจัย และผลการวจิ ยั เพือ่ ให้เห็นภาพรวมทง้ั หมด
บทนำ : ส่วนที่อธิบายปัญหาและความสำคัญของการทาวิจัย การตั้งคำถามและสมมุติฐานการวิจัย
เปน็ การนาความสนใจของประเด็นที่ศึกษา
การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง : ส่วนที่ทบทวนงานแต่ละเรื่อง และจัดกลุ่มงานที่สัมพันธ์กัน
เพื่อให้ผู้อ่านเห็นขอบเขตของงาน พร้อมทั้งสรุปสาระสำคัญและขยายความคิดหลักที่เกิดขึ้นจากการ
ทบทวน
วธิ กี ารดำเนนิ การวจิ ยั : ส่วนท่อี ธบิ ายกระบวนการวจิ ยั เคร่อื งมอื และกระบวนการ
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู : การอธบิ ายสิ่งทพ่ี บในการวิจัยผลที่เกดิ ขน้ึ ตัวแปรในการทดลอง
การอธิบายและสรุป : สว่ นทแี่ สดงการอภปิ รายผลการวจิ ยั และสิง่ ท่ผี เู้ ขียนไดเ้ รยี นรู้จากการทำวิจยั
ส่วนอ้างองิ : สว่ นทีแ่ สดงแหลง่ ท่มี าของขอ้ มูลท่นี ำมาใชป้ ระกอบการเขยี น
แนวในการอา่ น :
- อ่านชื่อเรื่อง เพื่อให้ทราบลักษณะเนื้อหาของงานวิจัย จะทำให้ผู้อ่านสนใจที่จะอ่าน
บทคดั ยอ่ วา่ เก่ียวกบั ความสนใจหรอื ไม่
- อ่านผ่านๆทั้งบทความ โดยอ่านหัวข้อในแต่ละส่วน แล้วอ่านส่วนอภิปรายผล แล้ว
ย้อนกลับไปอ่านบทนำ ทก่ี ลา่ วถึงคำถามวจิ ัยสมมติฐานการวิจัย และความเป็นเหตุเป็นผลกนั
- การศึกษาการวิจัย การออกแบบการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูลการ
วเิ คราะห์ขอ้ มูล ผ้อู า่ นจะสามารถตัดสนิ ใจได้วา่ การศึกษานีเ้ ป็นการวิจยั ประเภทใด
- อ่านผลการศกึ ษา โดยอา่ นวธิ ีการและผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ตามรปู แบบของการวิจัย

8

- รายงานค่าสถิติ ผอู้ า่ นต้องมีความร้ทู างหลกั สถติ ิ และใชห้ ลกั การตคี วามเพิม่ เตมิ
- การแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น หลังจากการอ่านและวิเคราะห์ด้วยตนเองแล้ว ผู้อ่าน
ควรแลกเปลี่ยนประเด็นจากบทความวิจัยกับผู้ร่วมงาน เพื่อสร้างความเข้าใจในบทความให้มีมากขึ้น
ต่อไป
3) สารสารคดี (Non fiction)
งานเขียนที่นำเสนอเนื้อหาที่เป็นข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้ ความคิด ความ
จริง และเปน็ งานเขียนขนาดยาวทดี่ ำเนินเนื้อหาเป็นลำดบั ขน้ั ตอน มวี ัตถปุ ระสงคใ์ นการอ่าน
- เพือ่ ให้ได้สาระความร้แู ละความเพลดิ เพลนิ
- เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ และความคิดเห็นของผู้อ่านที่มีต่อเรื่องน้ันโดยมี
โครงสร้างที่ประกอบดว้ ย
บทนำ : ส่วนทบี่ อกจุดมงุ่ หมายของเรอื่ ง และเพือ่ ดงึ ความสนใจผู้อา่ น
เนือ้ เรือ่ ง : สว่ นที่นำเสนอความร้คู วามเขา้ ใจของผู้เขยี นที่มีต่อเนอ่ื ง
บทสรปุ : สว่ นทบ่ี อกสาระสำคัญของเร่ือง ซ่งึ ใช้ไดห้ ลายวธิ ี เช่น
- การทำใหผ้ ู้อา่ นเกดิ ความประทบั ใจ โดยใช้สำนวน สุภาษิตทคี่ ล้องจองกับเน้อื เรื่อง
- การใชข้ อ้ คิดหรือการนำเสนอแนะทเ่ี ป็นประโยชน์
ส่วนอา้ งองิ : ส่วนทแี่ สดงรายชื่อผ้ทู สี่ มั ภาษณ์ และแหลง่ ขอ้ มูลประกอบการเขยี น
แนวในการอา่ น :
- จับใจความสำคัญของเรื่อง โดยวิเคราะห์ความหมายของคำเพื่อหาความหมายแฝง
และขอ้ เท็จจริงทผ่ี ้เู ขียนกลา่ วถงึ แลว้ สรุปใจความตามลำดบั ความสำคัญ
- วเิ คราะหค์ วามคิดเห็นของผู้เขียน ผอู้ า่ นควรแยกแยะข้อเทจ็ จริงและ ความคิดเห็นของ
ผู้เขยี นออกจากกนั และวิเคราะหอ์ ารมณค์ วามรู้สึกของผเู้ ขยี นวา่ มีเจตนาในการเสนอสารคดที ำนองใด
- วิเคราะห์กลวิธีการเขียน พิจารณาชื่อเรื่องการวางโครงเรื่อง การดำเนินเรื่อง การเล่า
เรือ่ ง บทสัมภาษณ์ของผูเ้ กยี่ วขอ้ ง วา่ เสนอแนวคิดอะไรใหแ้ ก่ผู้อา่ นบ้าง
- วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเนื้อหา คือ พิจารณานำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงและความ
คิดเห็นสอดคลอ้ งกันหรอื ไมม่ ี การใช้ภาษาและโวหารเหมาะสมกบั เน้อื เรื่องหรอื ไม่
4) เรื่องส้นั (Short story)
งานเขียนที่แต่งเป็นเรื่องขึ้น มีขนาดสั้นและไม่ซับซ้อน ดำเนินเรื่องมีจุดมุ่งหมายเดียว มี
แนวคดิ เปน็ สาร ทผ่ี ู้เขียนตอ้ งการบอกถึงผ้อู า่ นซ่ึงตอ้ งใช้การวเิ คราะหเ์ นื้อหา มีวัตถปุ ระสงค์
- เพ่อื ใหไ้ ด้สาระความรแู้ ละความเพลิดเพลิน
- เพื่อถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจและความคิดของผู้เขียนที่มีต่อเนื่องนานๆโดยมี
โครงสรา้ งท่ีประกอบดว้ ย

9

บทนำ : สว่ นทชี่ กั จงู ให้ผอู้ า่ นสนใจ เปน็ การเปดิ เรื่องอย่างไรใหน้ ่าติดตาม
เน้ือเร่อื ง : สว่ นท่ีใช้กลวธิ ีในการนำเสนอเรอ่ื ง โดยมีองค์ประกอบดงั น้ี

- แนวคดิ ในแกน่ เรอ่ื ง (theme) คอื สาระสำคัญท่ผี เู้ ขยี นตัง้ ใจจะบอกแก่ผูอ้ ่าน
- โครงเรื่อง (plot) เค้าโครงการดำเนินเรื่องที่ผู้เขียนกำหนดขึ้น รวมทั้งพฤติกรรมตัว
ละครเหตุการณต์ า่ งๆ เพอื่ ใหด้ ำเนินเรอ่ื งมคี วามสัมพนั ธ์
- ตัวละคร (characters) ผู้แสดงบทบาทหรือพฤติกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับโครงเรื่อง
และแนวคดิ
- ฉาก (setting) คือ สถานท่ี เวลา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามเนื้อเรื่องเรื่อง ทำให้เรื่อง
สมจรงิ มากขึน้
บทสรุป : การปิดเรอื่ งอย่างไรใหผ้ อู้ า่ นประทับใจ
แนวในการอ่าน :
- ผ้อู า่ นต้องทำความเขา้ ใจกับแกน่ เรอื่ ง (theme) หมายถงึ แนวคิดสำคัญของผเู้ ขียน
- พจิ ารณาโครงเร่ือง (plot) หมายถึง การผูกเรื่องเหตกุ ารดำเนนิ ไปอยา่ งเชือ่ มโยงสมั พนั ธก์ ัน
ต้งั แต่ต้นจนจบเร่ืองซึง่ ตอ้ งสอดคล้องกับแก่นของเร่ืองอยา่ งมเี หตผุ ล
- พิจารณา ตัวละครและฉาก ของเรื่องที่จะต้องมีความสมจริงจากนั้นสังเกตการใช้สำนวน
ภาษาของผ้เู ขยี น และวิเคราะหไ์ ดว้ า่ ผอู้ ่านแฝงคตหิ รือข้อคดิ ไวอ้ ยา่ งไร
สรปุ ได้วา่ ประเภทการอ่านแบง่ เปน็
1) งานเขียนทางวิชาการ ที่มุ่งเน้นให้ความรู้ทางวิชาการอย่างเดียวไม่ได้ให้ผลทาง
อารมณ์แกผ่ ูอ้ ่าน ได้แก่ ตำรา แบบเรียน บทความทางวิชาการหรอื บทความวจิ ยั
2) การอ่านสารประเภทสารคดี คือ งานเขียนที่นำเสนอข้อเท็จจริงที่ผู้เขียนมุ่งแสดง
ความรู้ความคิดซง่ึ มีรูปแบบเปน็ บทความ ความเรียง หรืองานเขียนประเภทเรื่องเลา่ ประสบการณ์
3) การเขียนสารประเภทบันเทิงคดี คือ งานที่เขียนขึ้นจากจินตนาการหรือจากเรื่อง
จริงมาดัดแปลงใหม่ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับความบันเทิง ได้แก่ นิทาน นิยาย เรื่องสั้น และบทร้อยกรอง
ขนาดสนั้

6. ประโยชน์ของการอ่าน

สนิท สัตโยภาค (2545: 93-94) กลา่ วถงึ ประโยชน์ของการอา่ นไว้ดงั นี้
1) การอ่านช่วยให้ผู้อ่านได้รับความรู้ มีความรอบรู้ ยิ่งถ้าได้อ่านหนังสือพิมพ์ วารสาร

หรือนิตยสารอยู่เป็นประจำแล้วก็จะทำให้ผู้อ่านเป็นคนทันสมัย ทันเหตุการณ์ รู้เท่าทันความ
เปล่ียนแปลงของสงั คมและโลก

10

2) การอ่านจะช่วยพัฒนาความคิดและยกระดับสติปัญญาให้สูงขึ้น เพราะเมื่ออ่าน
มากยอ่ มรู้มากก่อให้เกิดสตปิ ญั ญาท่ีแหลมคมมีความฉลาด

3) การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญของการศึกษา เพราะไม่ว่านักเรียนนักศึกษาจะเรียน
วชิ าใด โดยอาศยั การอ่านชว่ ยในการศึกษาค้นควา้ เพมิ่ เตมิ จากการเรยี นในชน้ั เรยี นทัง้ สิน้

4) การอ่านให้มีความก้าวหน้าในอาชีพ ถ้าบุคคลใดพยายามแสวงหาความรู้
ความสามารถใสต่ นใหท้ นั สมยั และสอดคลอ้ งกับวทิ ยาการใหม่ๆอย่เู สมอ ย่อมมคี วามกา้ วหนา้ ในอาชพี
มากกว่าผู้ที่ไม่พัฒนาตนเอง และวิธีการประการหนึ่งที่จะได้ความรู้ประสบการณ์และความสามารถใน
วิทยาการใหมๆ่ คือ การอ่าน

5) การอ่านช่วยปรับปรุงบุคลิกภาพให้ดีได้ ด้วยเหตุที่หนังสือในกลุ่มเนื้อหา ซึ่ง
เสนอแนะเกี่ยวกับการวางตน การพูดจา การเข้าสังคม การแต่งกาย ตลอดจนแนะนำการปฏิบัติตน
ในทางทเี่ หมาะสม และทันสมยั มีอยมู่ ากมาย ถ้าผอู้ า่ นได้นำข้อแนะนำน้ันมาทดลองปฏิบัติตามก็จะทำ
ให้บุคลกิ ภาพเปลย่ี นแปลงไปในทางท่ีดีได้

6) การอ่านช่วยแก้ปัญหาในใจได้ เพราะปัญหาที่เราประสบในชีวิตประจำวัน อาจมี
วิธีแก้ไขในหนังสือที่อ่าน โดยอ่านแล้วนำมาประยุกต์แก้ปัญหาของเราได้ เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหา
การดูแลลูก ปัญหากฎหมาย ปญั หาเกย่ี วกบั การประกอบอาชพี

7) การอ่านทำให้เกิดการจรรโลงใจ ได้รับความเพลิดเพลินสนุกสนาน ช่วยให้จิตใจได้
พกั ผอ่ นหลังจากท่ีเครียดกบั งาน

8) การอ่านชว่ ยใหเ้ ราใช้เวลาว่างอยา่ งมคี ณุ คา่

ประโยชน์ของการอา่ น สามารถสรปุ ไดด้ งั น้ี
การอ่านถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการกระตุ้นให้คนแสวงหาความรู้ เพิ่มพูน

สตปิ ัญญาก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ และเปน็ พืน้ ฐานในการพัฒนาทักษะการพูด การฟัง การเขียน
ซึ่งผู้อ่านจะต้องรู้ และใช้วิธีอ่านที่ถูกต้อง ฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอจะทำให้มีพื้นฐาน

ในการอ่านที่ดี เกิดความชำนาญ มีความรู้กว้างขวาง และช่วยพัฒนาและแก้ปัญหาสังคม สามารถ
ดำรงชีวติ อยใู่ นสงั คมได้อยา่ งมคี วามสุข

11

บรรณานกุ รม

นพวรรณ งามรงุ่ โรจน.์ (2562). การพัฒนาทกั ษะการอา่ น. สบื ค้นเมอ่ื วนั ท่ี 29 สงิ หาคม 2564,
จาก http://www.elfhs.ssru.ac.th/nopphawan_ng/


Click to View FlipBook Version