ประเพณีไทย
4 ภาค
นายไชยรัตน์สุจริต
กลมุ่ สาระการเรียนรู้สงั คมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรมโรงเรยี นบางกระท่มุ พทิ ย าคม
สาํ นักงานเขตพืน� ทกี� ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษาพิษณุโลกอุตรดิตถ์
คำนำ
หนังสอื อิเล็กทรอนิกส( E-Book)ชุดนี้ จัดทำขึ้นเพือ่ ใชป ระกอบการจดั การเรยี นรู
วิชาสงั คมศึกษา 1 ชัน้ มธั ยมศึกษาปท่ี 1 ในสาระหนาทพ่ี ลเมือง เรื่อง ประเพณีไทย
และสำหรับกลมุ วชิ าอ่ืนๆ หรอื ผทู สี่ นใจ
สำหรบั เน้อื หาในหนงั สอื อิเล็กทรอนกิ สเลม น้ี ประกอบดวยประเพณีของแตละ
ภาค คอื ภาคเหนอื ภาคกลาง ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือและภาคใต ซ่งึ ผูจ ดั ทำหวังวา
ผูที่ไดศ ึกษาคงไดรับประโยชนเ ปน อยางดี
นายไชยรตั น สจุ ริต
สารบญั หนา
ชื่อเร่อื ง 2
ประเพณภี าคเหนือ 3
ประเพณีย่ีเปง 4
ประเพณที านขันขา ว 5
ประเพณที านขนั ขา ว 6
ประเพณอี มุ พระดำน้ำ 7
ประเพณีปอยสางลอง(งานบวชลกู แกว) 8
ประเพณฟี อ นผีปยู า 10
ประเพณีสลากภัต 11
ประเพณภี าคกลาง 12
ประเพณตี กั บาตรดอกไม 13
ประเพณกี วนขา วทพิ ย 14
ประเพณตี กั บาตรเทโว 15
ประเพณที ำขวญั ขาว 16
ประเพณกี ำฟา 18
ประเพณีโยนบวั 19
ประเพณเี ผาเทยี นเลน ไฟ 20
ประเพณภี าคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื 21
ประเพณีแหผ ีตาโขน 22
ประเพณีแหนางแมว 23
ประเพณีบญุ เบิกฟา 24
ประเพณีบุญผะเหวด 25
งานประเพณตี ีชา งนำ้ นอง
ประเพณแี ซนโฎนตา
ประเพณีแหปราสาทผ้งึ
ประเพณบี ญุ บัง้ ไฟ
สารบัญ หนา
26
ชือ่ เรื่อง 27
ประเพณีภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ 29
ประเพณแี หเทยี นพรรษา 30
ประเพณีไหลเรือไฟ 31
ประเพณีภาคใต 32
ประเพณใี หทานไฟ 33
ประเพณสี ารทเดอื นสิบ 34
ประเพณีแหผ า ข้ึนธาตุ 35
ประเพณลี ากพระ 36
ประเพณีสวดดาน 37
ประเพณแี หน างดาน
ประเพณีกวนขา วยาคู
ประเพณยี กขนั หมากพระปฐม
ประเพณตี ักบาตรธูปเทยี น
หนา 1
ประเพณใี นภาคเหนอื
ประเพณีย่เี ปง
ประเพณที านขันขา ว
ประเพณีอุมพระดำนำ้
ประเพณปี อยสางลอง(งานบวชลกู แกว )
ประเพณีฟอนผีปูย า
ประเพณีสลากภัต
หนา 2
ประเพณียี่เปง
ประเพณีย่เี ปง เปน ประเพณลี อยกระทงตามประเพณีลา นนาทจ่ี ดั ทำขน้ึ ในวนั เพ็ญเดอื น
2 ของชาวลา นนา ยเ่ี ปง เปน ภาษาคำเมอื งในภาคเหนอื คำวา "ย่"ี แปลวา สอง และคำ
วา "เปง" ตรงกบั คำวา "เพญ็ " หรือพระจนั ทรเ ต็มดวง ซงึ่ ชาวไทยในภาคเหนือจะนบั
เดอื นทางจนั ทรคติเรว็ กวา ไทยภาคกลาง 2 เดือน ทำให เดอื นสิบสองของไทยภาค
กลาง ตรงกับเดอื นยี่ หรอื เดอื น 2 ของไทยลา นนา
ประเพณยี ่ีเปงจะเริม่ ตั้งแต วนั ข้นึ 13 คำ่ ซง่ึ ถอื วา เปน "วนั ดา" หรอื วันจาย
ของเตรยี มไปทำบญุ เลยี้ งพระที่วดั ครัน้ ถงึ วนั ขน้ึ 14 คำ่ พออุย แมอยุ และผมู ีศรัทธากจ็ ะ
พากนั ไปถอื ศลี ฟง ธรรม และทำบญุ เล้ียงพระทวี่ ดั มีการทำกระทงขนาดใหญตั้งไวท ีล่ าน
วัด ในกระทงนัน้ จะใสข องกนิ ของใช ใครจะเอาของมารวมสมทบดว ยกไ็ ดเพื่อเปนทาน
แกค นยากจน ครน้ั ถึง วนั ขนึ้ 15 คำ่ จึงนำกระทงใหญท่วี ดั และกระทงเล็ก ๆ ของ
สว นตวั ไปลอยในลำนำ้
หนา 3
ประเพณที านขันขาว
ประเพณี ทานขันขา วนี้ เปนประเพณกี ารทำบญุ เพื่ออทุ ศิ สว นกศุ ลใหแกผ วู าย
ชนมไปแลว ซง่ึ มมี าแตโบราณกาล ซง่ึ บรรพบรุ ษุ ของเราทานทำกนั สืบๆมาจนถงึ ปจจุบัน
น้ี นับเปน เวลาหลายรอ ยปทเี ดียว เปนวัฒนธรรมท่แี สดงถึงความกตัญอู ีกแบบหนง่ึ
ของชาวไทย โดยนำสำรบั กบั ขาวไปถวายวัดในวนั เทศกาลสำคัญ เชน สงกรานต
เขา พรรษาและออกพรรษา หรือทำบญุ อทุ ิศสว นกุศลในโอกาสอน่ื ๆพธิ ที านขนั ขาวน้ี คือ
เปนการทำบุญอทุ ศิ ไปใหผ ทู ่ีตายไปแลวน่ันเอง เรม่ิ ตนดว ยการจัดหาขา ว
ปลาอาหารคาวหวาน นำ้ เปลา ดอกไม ธูป เทียน ไปหาพระคุณเจา ท่ีวดั ทท่ี า นเปน
ผูทำพธิ นี ี้ไดเปน อยางดี ทานจะเปน ผูก ลา วคำอทุ ิศไปหาผูตายใชเวลาทำพธิ นี ้รี ายละ
ประมาณ ๑๕ นาที บางทจี ะมผี มู าทานขวญั ขา วน้ีถึง ๑๐-๒๐ รายพรอมกนั พธิ ีนี้จะ
มีแตเฉพาะถนิ่ ไท-ยวน เทาน้ัน โดยมากจะทำกันในวนั พระเทา น้ัน เพราะเชื่อกนั วา ญาติ
ที่ตายไปแลว นนั้ จะมารอรับขา วปลาอาหารในวนั พระเทานน้ั และจะทำกันใน
เทศกาล เชน เทศกาลวนั ข้นึ ปใ หม เทศกาลสงกรานต เทศกาลเขา พรรษา เทศกาล
ทำบุญสราท (กระยาสราท) และถิ่นไท-ยวน ยงั เช่ือกนั อีกวา ถาญาตทิ ี่ตายไปแลวนน้ั
มาแลว แตไมมใี ครทำทานขวัญขา วไปให ผทู ต่ี ายหรือญาตทิ ต่ี ายเหลา น้ี กลบั ไปจะพา
กนั รองไหรองหม เพราะความหวิ แตไ มไ ดกินระหวา งรองไหน้นั เขากจ็ ะแชงดาไปดวยใหผูท่ี
ยังอยมู ีอันเปนไปตา งๆประเพณี ทานขวญั ขาวนี้จึงถอื วา มคี วามสำคญั ตอชีวิตการเปนอยู
เหมือนกัน
หนา 4
ประเพณีอมุ พระดำน้ำ
ประเพณอี มุ พระดำนำ้ เปน ประเพณที ช่ี าวจงั หวดั เพชรบูรณ ไดร ว มมอื กันจดั ขึน้ ในวัน
แรมสิบหาคำ่ เดอื นสิบ ซง่ึ ประวตั ิความเปน มาของประเพณอี มุ พระดำนำ้ ก็คือ เมอ่ื
ประมาณ 400 ปท ผี่ านมามีชาวบานกลมุ หนง่ึ มอี าชีพหาปลาขาย และไดไ ปหาปลาทีแ่ ม
น้ำปาสักเปนประจำทุกวนั อยมู าวนั หนง่ึ ก็ไดเ กดิ เรอื่ งทไ่ี มม ีใครใหคำตอบไดว า เกดิ อะไร
ขึ้นเพราะวนั น้นั ไมมใี ครจับปลาไดส ักตวั จากนั้นก็เกดิ เหตกุ ารณประหลาดขึน้ ตรง
บริเวณ วงั มะขามแฟบ (ไมร ะกำ) ซง่ึ ปกติบรเิ วณนนี้ ำ้ จะไหลเชยี่ วมาก จู ๆ นำ้ ก็หยุดไหล
และมพี รายน้ำผุดขึ้นมาพรอ มกบั พระพุทธรปู ชาวบานจึงอัญเชญิ พระพทุ ธรปู องค
ดังกลา ว ขึน้ จากน้ำและนำไปประดิษฐานไวท ีว่ ดั ไตรภมู ิ เปน พระพทุ ธรปู คูบานคูเ มอื งของ
จงั หวัดเพชรบรู ณ จนกระทัง่ ถึงวันสารทไทยหรอื วันแรม 15 คำ่ เดอื นสบิ พระพทุ ธรปู
องคดงั กลา ว (พระพทุ ธมหาธรรมราชา) กไ็ ดห ายไปจากวัด ชาวบานจึงชวยกันตามหา
และเจอพระพทุ ธรูป อยบู รเิ วณวงั มะขามแฟบ จากนน้ั เปน ตน มา พอถงึ วนั แรม 15 ค่ำ
เดือน 10 ชาวจังหวดั เพชรบรู ณ กจ็ ะจดั งานซงึ่ เรียกวา “อมุ พระดำนำ้ ”[1] ตัง้ แตว ันที่ 19
กนั ยายน พ.ศ. 2522 เปน ตนมา
หนา 5
ประเพณีปอยสางลอง
ประเพณีปอยสา งลอง (ไทใหญ: ပႆးွ သၢငႇ် လငွ း် , ปอ ยสา งลอ ง) หรือ งานบวชลกู แกว
เพื่อทำการบรรพชาเปนสามเณรในพระพทุ ธศาสนา โดยจะพบเหน็ การจัดปอยสา งลอง
กนั มากที่จงั หวดั แมฮอ งสอน โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมือง อำเภอขุนยวม และอำเภอ
ปาย คนสว นใหญท เ่ี ขา รว มประเพณีนี้กส็ บื เชือ้ สายมาจากไทใหญ ซ่งึ ก็ไดร วมกนั สืบทอด
งานประเพณีนีม้ าเปน เวลาชา นาน ดงั ปรากฏวา หลักฐานวา ประเพณนี ม้ี มี าตงั้ แตมกี าร
สรางแปลนเมืองแมฮองสอน ซึ่งก็ไดมกี ารจดั งานอยางยิ่งใหญท กุ ๆ ป เนอ่ื งจากเปน
ประเพณีทส่ี ำคญั ทางศาสนา และเปนเอกลักษณของจงั หวัด จนกระทง่ั ในชวง
สงครามโลกครงั้ ที่ 2 ไดเ กิดความขดั แยง ในวงกวาง ครอบคลมุ ทุกทวีปและประเทศสว น
ใหญใ นโลกรวมทั้งในประเทศไทยในป พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) จนกระทงั่ สิน้ สดุ ในป
พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ในระหวางนั้นประเทศไทยไดประสบปญหาทางดา นตา งๆ ทง้ั
การเมือง เศรษฐกจิ และสังคม ทำใหประเพณปี อยสางลองถกู งดและเลกิ ไป จนกระทง่ั
เม่อื ป พ.ศ. 2525 อนั เปนปฉ ลองกรุงรัตนโกสินทรค รบ 200 ป กไ็ ดมกี ารฟน ฟแู ละจดั
งานประเพณปี อยสางลองข้นึ ทกุ ๆปจ นถึงปจจบุ ัน และประเพณีนกี้ ็ไดข ยายไปยงั จงั หวัด
ใกลเคยี ง คอื จงั หวัดเชยี งราย และจงั หวดั เชียงใหมอ กี ดว ย
หนา 6
การฟอ นผีปยู า
การฟอ นผปี ยู าเปนประเพณกี ารเล้ียงผีบรรพบุรษุ โดยมดี นตรปี ระโคมใหผไี ด
ฟอ นร า โดยจะประกอบ พิธตี ัง้ แตชว งเดอื นหา เหนือหรอื ประมาณเดือนกุมภาพนั ธไ ปจน
ยางเขา ฤดฝู น ประเพณนี ีม้ ีอยูห ลายทหี่ ลายแหง ในภาคเหนอื แตท ี่จังหวดั ล าปางมอี ยู
ชกุ ชุมจนถือเปน ประเพณเี อกลักษณข องชาวล าปาง ซ่ึงแมไมส ามารถสืบได วามคี วาม
เปนมาต้ังแตสมยั ใด แตล กั ษณะสำคญั ทม่ี องเหน็ บงบอกวามีทมี่ าจากความเชื่อความ
ศรัทธาตอผบี รรพ บรุ ุษแบบด้ังเดิมกอนศาสนาพทุ ธจะเผยแผเขา สดู ินแดนละแวกนี้
หนา 7
ประเพณีสลากภตั
สลากภตั (บาลี: สลากภตตฺ ) เปน ศพั ทในพระวนิ ยั ปฎก เปนชือ่ เรยี กวิธถี วายทาน
แกพระสงฆวธิ หี นึ่ง โดยการจับสลากเพอื่ แจกภตั ตาหารหรือปจจัยวตั ถทุ ่ีไดร บั จากผู
ศรัทธาถวาย เพอ่ื อนุเคราะหแ กผ ศู รัทธาทม่ี ีปจจัยวตั ถุจำกดั และไมส ามารถถวายแก
พระสงฆท้ังหมดได
โดยสลากภัตนับเนอื่ งในสงั ฆทานทมี่ อี านสิ งสม าก เพราะถอื วาแมจะตั้งสลากถวาย
กับพระภกิ ษุรปู ใดรูปหนงึ่ ท่ีจบั สลากได ยอ มเทา กับถวายกับพระสงฆท งั้ หมด เพราะสลาก
ท่จี ับนนั้ พระสงฆท ุกรูปในอารามนัน้ มสี ิทธิไ์ ด นอกจากนน้ั สลากภตั ยงั เปนหลักการในพระ
วนิ ยั ที่พระพุทธเจา ทรงวางไวเพ่อื สรางจิตสำนึกความเทาเทยี มกันและสรา งความเปน
อนั หนึ่งเดยี วกนั แกคณะสงฆ
ในประเทศไทย มปี ระเพณสี ลากภตั ภาคเหนือเรียกวา ประเพณีทานกว ยสลาก
ตามวัดตา ง ๆ โดยจัดในชว งเดือน 6 จนถงึ เดือน 8 ซ่ึงเปนชว งผลไมอุดมสมบรู ณ[ 3] โดยมี
การรวมตัวของคณะศรทั ธาทั้งหมูบา นนำผลไมแ ละสำรบั คาวหวานไปตั้งเปน สลากถวาย
พระภกิ ษทุ ีน่ มิ นตมาจากวดั ตา ง ๆ เปน ประเพณใี หญสำหรบั หมูบา นและวัดน้นั ๆ โดยใน
แตล ะภูมภิ าคมีรายละเอียดการจัดประเพณแี ตกตา งกันไป
หนา 8
ประเพณี ในภาคกลาง
ประเพณีตกั บาตรดอกไม
ประเพณีกวนขาวทิพย
ประเพณีตักบาตรเทโว
ประเพณีทำขวัญขา ว
ประเพณีกำฟา
ประเพณีโยนบัว
ประเพณีเผาเทียนเลนไฟ
หนา 9
ประเพณตี ักบาตรดอกไม
ประเพณีตกั บาตรดอกไมม ีตำนานมาตง้ั แตส มัยพุทธกาล โดยมเี ร่อื งเลา วา นายสุมนมาลา
การ เปนชาวเมอื งราชคฤห เขามีหนาทีน่ ำดอกมะลิไปถวายพระเจาพมิ พิสารวนั ละ 8 ทะนาน ทุก
วนั และจะไดท รัพยว ันละ 8 กหาปณะ ตอมาเชาวนั หนง่ึ ขณะทีเ่ ขากำลังถอื ดอกไมจ ะเขา ประตู
เมือง เปนเวลาที่พระพทุ ธเจา เสด็จออกบิณฑบาตพรอมดวยภกิ ษสุ งฆ เขาเห็นพระพุทธเจา แลวเกดิ
ความเล่ือมใส จงึ ถวายดอกไมดวยดอกไมท จ่ี ะนำไปถวายพระราชาโดยมีความคดิ วา แมจะตองตาย
ดวยโทษประหารก็ยอม ชาวเมืองทราบดงั น้นั จึงพาการโหร อ งสรรเสรญิ เปนอนั มาก มีเพยี งภรรยา
ของเขาทไี่ มพอใจ ภรรยาจึงนำความนั้นไปกราบทูลพระเจาพมิ พิสาร แตพระเจาพิมพิสารเปน พระ
โสดาบนั นอกจากจะไมโ กรธแลว ยงั นำความนี้กราบทูลพระพุทธเจา อีกที พระพทุ ธเจาไดกลาว
สรรเสรญิ นายสุมนมาลาการ ทำใหน ายสมุ นมาลาการไดรับของพระราชทานจากพระเจา พิมพิสาร
ถงึ 8 ชนิด คือชาง มา ทาส ทาสี เคร่อื งประดบั นารี อยางละแปด ทรพั ยอ ีก 8 พนั กหาปณะ และ
บา นสวยอีก 8 ตำบล ครนั้ กลับถงึ วัด พระอานนทไ ดกราบทูลผลบุญทีน่ ายสมุ นมาลาการจะพงึ
ไดรับ พระพุทธองคตรสั วา นายสุมนมาลาการไดส ละชวี ติ บูชาพระองคใ นครง้ั น้ีจกั ไมไ ดไ ปเกิดใน
นรกตลอดแสนกัลป
ประวัตขิ องทางจังหวัดสระบรุ ี
ไดม กี ารคน พบรอยพระพุทธบาททว่ี ัดพระพทุ ธบาทราชวรมหาวหิ าร ซ่ึงอยใู นสมยั พระเจา
ทรงธรรม และมรการกำหนดเทศกาลนมสั การรอยพระพทุ ธบาทข้นึ 2 คร้ัง ในเดอื น 3 และ เดอื น
4 ของทุกป และในชว งฤดฝู นใกลก ับวนั เขาพรรษา จะมีดอกไมท องถน่ิ ชนิดหนึ่ง ท่จี ดั อยูในกลมุ พชื
จำพวกกระชาย และขมิ้น ซงึ่ จะออกดอกในชวงเวลาดังกลา ว ซงึ่ ชาวบานท่ีพบเหน็ ดอกไมชนิดนจี้ งึ
ไดเ ก็บนำมาถวายพระสงฆ และชาวบานไดเ รียกช่ือดอกไมช นดิ น้ีวา "ดอกเขาพรรษา" ซ่ึงมาจาก
ชว งเวลาทีด่ อกไมช นิดน้ีบานในชว งเทศกาลเขา พรรษาพอดี ชาวบานไดพรอ มใจกนั นำดอก
เขาพรรษามาถวายพระสงฆ เพ่อื นำไปสกั การะรอยพระพทุ ธบาท เปนประจำทุกๆ ป
หนา 10
ประเพณีกวนขาวทิพย
พิธีกวนขา วทพิ ยจ ังหวดั พระนครศรีอยุธยาชว งเวลา วันข้นึ ๑๓-๑๔ คำ่ เดอื น ๖
พิธกี วนขาวทพิ ยไ ดย ดึ ถอื ปฏบิ ตั ิเปน ประเพณสี บื ตอกนั มาตั้งแตอ ดตี จนถงึ ปจ จบุ นั ในหมู
ของชาวพุทธทวั่ ไป เพอื่ ระลึกถึงสมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจาและเหตกุ ารณท ่ีนางสุชาดา
ไดก วนขา วทพิ ยในวนั ขนึ้ ๑๔ คำ่ แลวนำไปถวายพระพทุ ธเจากอ นทีจ่ ะตรัสรู ๑ วนั โดย
ถือวามผี ลานสิ งฆม าก ดวยเหตุนี้ชาวพทุ ธจึงพรอ มใจกันกวนขาวทพิ ย เพ่อื ถวายเปนพทุ ธ
บชู า เทิดทนู พระเกียรตคิ ุณดวยความกตญั กู ตเวทิตาธรรม ขาวทิพยมธุปายาสนเ้ี ช่อื กนั
วา เมอ่ื ทำครบถว นตามพิธีแลว จะเปน สริ มิ งคลแดผูท ำและผบู ริโภค สมควรจะเซน สรวง
เทพารกั ษ ผูทไี่ ดบรโิ ภคขา วทิพยแ ลว จะประสบโชคลาภตา งๆ นานา ปราศจาก
โรคาพยาธิ ภยั พบิ ัติ ประสบสง่ิ ทเี่ ปนมงคล
หนา 11
ประเพณีตกั บาตรเทโว
เทโวโรหณะ แปลวา การเสด็จลงจากเทวโลก (ของพระพทุ ธเจา) เปน
เหตกุ ารณตอนหนง่ึ ของพระพุทธเจา คอื ในพรรษาท่ี 7 ไดเสดจ็ ข้ึนไปจำพรรษาบน
เทวโลกคือบนสวรรคช ั้นดาวดึงสเพอื่ แสดงธรรมโปรดพทุ ธมารดา ครั้นถึงวนั มหา
ปวารณา เสด็จลงจากเทวโลกในวันขน้ึ 15 คำ่ เดอื น 11 ตำนานเลา วา พระอินทร
ทรงนมิ ิตบนั ได 3 อยา งถวาย คอื บนั ไดทอง บันไดแกว มณี บนั ไดเงนิ หัวบันได
พาดอยูท ี่ยอดเขาสเิ นรุ เชิงบันไดอยูที่ประตูเมืองสังกัสสนคร เวลาเสดจ็ ลงทรงใช
บันไดแกวมณี เหลาเทวดาลงทางบนั ไดทอง เหลา มหาพรหมลงทางบันไดเงิน
เรยี กการเสด็จครง้ั นน้ั วา เทโวโรหณะ
หนา 12
ประเพณีทำขวัญขา ว
การทำขวญั ขาว เปนประเพณีบวงสรวงแมโพสพ ผูเปน วิญญาณแหง ขาว
โดยเช่อื วา ถา ขา วมีขวญั สงิ อยปู ระจำไมห ลีกลไี้ ปไหน ตนขา วก็จะงอกงามสมบูรณ
ใหผลสงู ไมมโี รคภยั เบียดเบียน หรือเฉาตาย สวนท่เี กบ็ เก่ยี วขึ้นสูย ุงฉางแลว แม
จะจำหนา ยขายหรอื กนิ กส็ ้ินเปลอื งไปนอ ยทส่ี ดุ ชาวบานในสมัยกอ นเชอื่ กันวา แม
โพสพเปนวญิ ญาณของขาว ฉะนั้นจงึ เกิดความเคารพยำเกรง และตองการทจี่ ะ
แสดงความกตัญกู ตเวทีตอ แมโ พสพ จงึ มีการบวงสรวงบชู าแมโ พสพข้นึ
นอกจากนนั้ ชาวบานยังเช่อื วา ขา วมี "ขวญั ” สงิ สถิตอยปู ระจำไมหลีกหนไี ปไหน
การทข่ี าวมขี วัญสิงอยจู ะทำใหตนขา วงอกงามสมบูรณ ใหผลผลติ สงู และไมมี
โรคภยั เบียดเบียนหรอื เฉาแหงตาย เมอ่ื นำขา วทเ่ี ก็บเกย่ี วเสร็จแลวขึน้ สยู ุงขา ว
หรือลอมขาว หรือเรินขา ว แมวาจะนำมาจำหนา ยหรือกินก็ไมห มด หรอื สิน้ เปลอื ง
นอ ยทสี่ ุด การทำขวญั ขา วนิยมทำหลังจากเก็บเกี่ยวและขนขา วขึ้นสยู งุ ฉาง
เรียบรอ ยแลว ชาวบา นในจงั หวดั พัทลุงเชอ่ื วา การทำขวญั ขา วเปน การประกอบพิธี
เพ่อื สดดุ แี มโ พสพ เพอ่ื ความสวสั ดิมงคลและเพอ่ื แสดงความชนื่ ชมยนิ ดที ่ไี ดท ำนา
ประสบผลสำเรจ็ เกือบทุกขัน้ ตอนของการทำนา ชาวนาตองรำลึกถงึ แมโ พสพ
เร่มิ แตแรกหวานกต็ องหาวันดี พนั ธขุ าวตอ งแบง สว นจากขาวขวญั อันเปน ขวญั
แหง แมโ พสพ กอ นถอนตน กลา ไปปกดำตองขอขมา ตอนเรม่ิ ปกดำตองเชิญขวัญ
มาอยรู ากอยกู อ ขา วออกรวงสกุ อรา มตอง "รวบขาว” ผูกขวญั ไว เกบ็ เก่ียวแลว
ตองทำขวญั ขาวเปนครงั้ สำคญั และเมอ่ื จะรอ้ื ขา วลงจากกองมานวดทกุ ครง้ั ก็ตอง
ขมาลาโทษ ในทกุ ข้ันตอนทวี่ านี้ การทำขวญั เปน การแสดงออกตอ แมโ พสพอยาง
เปนพธิ รี ตี องมากท่สี ดุ
หนา 13
ประเพณีกำฟา
ประเพณีกำฟา เปน ประเพณสี ำคัญต้ังแตส มยั โบราณ ซ่ึงเก่ียวกบั วิถีชวี ติ ของ
ชาวไทยพวน ทอ่ี าศัยกระจายไปอยูในหลายภมู ภิ าค เชน ต.ไผหลวิ่ อ.ดอนพดุ จ.สระบุรี
ลพบรุ ี สิงหบ ุรี สุพรรณบรุ ี ฉะเชงิ เทรา นครนายก ปราจนี บุรี อดุ รธานี หนองคาย แพร สุ
โขทยั อุตรดิตถ และพิจติ ร เปนตนแมก ารรวมตวั ในแตล ะถิน่ ไมม ากนัก แตท ุกแหงตางก็
สามารถรกั ษาวถิ ชี วี ิต และขนบธรรมเนียมดง้ั เดมิ ไวไดอ ยางดี
กำ หมายถึง การสกั การบชู า (ภาษาพวน)กำฟา หมายถึง การสักการบูชาฟา
วนั ขนึ้ 3 คำ่ เดือน 3 เปน วนั กำฟา กอนวนั กำฟา 1 วนั คอื วนั ขึ้น 2 คำ่ เดือน 3 จะ
ถอื เปนวนั สุกดบิ แตละบา นจะทำขา วปุน หรือ ขนมจนี พรอมทง้ั นำ้ ยา และน้ำพรกิ ไว
เลีย้ งดกู นั มกี ารทำขาวหลามเผาไวในกระบอกขาวหลามออน มีการทำขา วจ่ี ขา วจีท่ ำ
โดยนำขา วเหนียวท่ีนึ่งสกุ แลวนำมาปน เปน กอ นขนาดพอเหมาะ อาจจะใสใ สหวานหรอื
ใสใสเ คม็ หรอื ไมใสใ สเลย ก็ได เสียบเขา กับไมท าโดยรอบดว ยไข แลวนำไปปงไฟจนสกุ
หอม ขา วจจี่ ะนำไปเซน ไหวผีฟา และแบงกนั กินในหมูญาติพีน่ อง พอถึงวันกำฟา ทกุ คนใน
บานจะไปทำบญุ ทวี่ ดั มกี ารใสบาตรดว ยขา วหลาม ขาวจ่ี ตกตอนบา ยจะมีการละเลน ไป
จน ถึงกลางคืน การละเลน ทีน่ ยมไดแ ก ชวงชัย มอญซอ นผา นางดง ฯลฯ
หนา 14
ประเพณรี ับบัว(โยนบัว)
ประเพณรี บั บัวเปน ประเพณเี กาแกส บิ ทอดกันมาแตโ บราณ ของชาวอำเภอบาง
พลี จังหวัดสมทุ รปราการ โดยจดั งานทกุ วันขนึ้ 14 คำ่ เดือน 11 ของทกุ ป โดยใน
สมยั กอ น อำเภอบางพลี มปี ระชาชนอาศยั อยแู บง เปน 3 กลุม คอื คนไทย คนลาว และ
คนรามญั (ชาวมอญพระประแดง) ทุกกลุมชนตางทำมาหากนิ และอยรู ว มกันอยา งอบอนุ
เสมือนญาตมิ ติ ร
ประเพณีรบั บัว เกดิ ข้นึ เพราะความมีนำ้ ใจที่ดีตอกันระหวา งคนในทองถ่ินกบั
คนมอญพระประแดงซึ่งทำนาอยูท ี่ตำบลบางแกว ในชว งออกพรรษาจะกลับไปทำบุญที่
อำเภอพระประแดง ไดเก็บดอกบวั เพือ่ บูชาพระหรือถวายแดพระสงฆแ ละฝากเพอ่ื นบาน
ในปต อมา ชาวอำเภอเมือง และชาวอำเภอพระประแดง ตา งพรอมใจกนั พายเรอื มาเกบ็
ดอกบวั ทีอ่ ำเภอบางพลแี ละถอื เปน โอกาสอนั ดใี นการนมัสการองคห ลวงพอ โต อีกทง้ั
ระยะทางระหวา งที่อำเภอพระประแดงกับอำเภอบางพลไี กลกันมาก เพอื่ ใหเกดิ ความ
สนุกสนานเพลิดเพลินเรอื แตละลำจะรองรำทำเพลงมาตลอดเสน ทาง
สำหรบั การแหห ลวงพอ โตทางน้ำในประเพณีรบั บัวที่เหน็ กันอยูทุกวันน้ี สบื เนอ่ื งจาก
พ.ศ. 2467 นางจั่นกบั พวกชาวบางพลี ไดร ว มสรา งองคป ฐมเจดีย ณ วดั บางพลใี หญใน
และจัดงานเฉลมิ ฉลองโดยแหผ า หม องคพ ระปฐมเจดยี และวิวฒั นาการมาเปนแหอ งค
หลวงพอโตจำลองอญั เชญิ ไปตามลำคลองสำโรง เพือ่ ใหป ระชาชนไดนมสั การ ดอกไมท ่ใี ช
นมัสการคอื ดอกบวั
หนา 15
ประเพณเี ผาเทียนเลนไฟ
ชาติไทยมีประเพณอี นั ดงี ามตกทอดสบื ตอกนั มาแตคร้ังโบราณกาล ตาม
หลกั ฐานทปี่ รากฏอยรู ะบุวา ในสมยั สุโขทยั มปี ระเพณที ี่นา สนใจหลายอยา ง อาทิ
ประเพณที างดา นศาสนา ชาวสโุ ขทยั เปนพทุ ธมามกะทมี่ ศี รทั ธาและเลอื่ มใสใน
พระพทุ ธศาสนาเปนอยา งย่งิ ชาวสโุ ขทยั นับแตพ ระมหากษตั รยิ จ นถึงชาวบา น
ท่ัวไปจะไปวัดทำบญุ ทำทานรกั ษาศลี อยา งเครง ครดั ไปฟงพระธรรมเทศนาทก่ี ลาง
ดงตาลในเมอื งสุโขทยั เม่อื ถงึ เทศกาลเขา พรรษาในเดือน 8 ชาวสโุ ขทยั มกี ารถอื
ศลี ทำบญุ ทำทาน กุลบุตรทม่ี ีอายุพอสมควรก็ออกบวชเปน ภิกษสุ งฆใน
พระพุทธศาสนาช่วั ระยะเวลาเขา พรรษาตามประเพณนี ยิ ม และเมอื่ ถึงเทศกาล
ออกพรรษาในเดือน 11 ก็มกี าร ทอดกฐินถวายปจ จยั เชน ถวายพนมเบ้ยี พนม
หมาก พนมดอกไม ถวายหมอนนัง่ หมอนนอน เปนตน การทอดกฐนิ นี้กวาจะ
เสร็จกใ็ ชเวลาเดอื นหนึง่ ในเทศกาลออกพรรษากม็ ีการละเลนตางๆ เชน เลน
ดอกไมไ ฟ หกคะเมน ไตล อดบว ง รำแพน เลนดนตรี ขับรอ ง เตนระบำรำฟอ น
เคร่ืองดนตรีในสมยั นน้ั มี ฆอ งวง กลองประเภทตางๆ อาทิ กลองมโหระทึก แตร
สงั ข ระฆงั กงั สดาล ฉงิ่ ฉาบ บัณเฑาะว พณิ และซอ เปน ตน
หนา 16
ประเพณี ในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื
ประเพณีแหผ ีตาโขน
ประเพณีแหน างแมว
ประเพณบี ญุ เบิกฟา
ประเพณีบญุ ผะเหวด
งานประเพณีตีชางนำ้ นอง
ประเพณีแซนโฎนตา
ประเพณีแหป ราสาทผึ้ง
ประเพณบี ุญบั้งไฟ
ประเพณีแหเ ทียนพรรษา
ประเพณีไหลเรือไฟ
หนา 17
ประเพณีแหผีตาโขน
ผีตาโขน เปนเทศกาลทจี่ ดั ข้ึนในอำเภอดานซา ย จังหวดั เลย ซงึ่ ตงั้ อยทู างภาค
อสี าน ของประเทศไทย เปนเทศกาลที่เกิดข้นึ ในเดือน 7 ซง่ึ มกั จัดมากกวา สามวันในบาง
ชว งระหวางเดือนมนี าคม และกรกฎาคม โดยจดั ขึน้ ในวนั ที่ไดร ับเลอื กใหจัดข้ึนในแตละป
โดยคนทรงประจำเมอื ง ซึ่งงานบญุ ประเพณพี ืน้ บานนีม้ ีช่ือเรยี กวา บุญหลวง โดยแบง
ออกเปนเทศกาล ผตี าโขน, ประเพณีบญุ บงั้ ไฟ และงานบญุ หลวง (หรอื บุญผะเหวด)
ผีตาโขน น้ัน เดิมมีช่ือเรยี กวา ผีตามคน เปน เทศกาลทไ่ี ดรับอทิ ธพิ ลมาจากมหา
เวสสนั ดรชาดก ชาดกในทางพระพทุ ธศาสนา ทีว่ า ถึงพระเวสสันดร และพระนางมทั รี จะ
เดนิ ทางออกจากปากลับสูเ มอื งหลวง บรรดาสตั วปา รวมถงึ ภูติผที ีอ่ าศยั อยูในปา นน้ั ได
ออกมาสงเสด็จดวยอาลยั
หนา 18
ประเพณีแหนางแมว
สังคมไทยสว นใหญเ ปน สงั คมเกษตรกรรม น้ำเปน สิ่งสำคญั ในการประกอบ
อาชีพทา ไรท า นา หากฝนไมต กตอ งตาม ฤดูกาลยอมสรางความเดือนรอนใหก ับ
ชาวไรช าวนาทั่วไป เพราะฉะนน้ั เพอื่ ใหฝนตกลงมาจะไดม นี ำ้ เพยี งพอในการทา
การ เกษตรกรรมจงึ ตอ งทาพธิ “ี แหนางแมว”ขน้ึ เพอ่ื ออนวอนขอใหฝ นตกลงมา
สรางความชุม ช่นื แกแ ผน ดินและพืน้ ที่ทำสวน ทำไร ทำนาของทุกคน ความเชอื่
เกีย่ วกบั ประเพณแี หน างแมว คนไทยมีความเชอื่ วา ฝนตกลงมาเพราะเทวดา และ
ฝนเปนของเทวดา เนอื่ งจาก เทโว แปลวา ฝน เหตทุ ่ฝี นไมต กมีหลายเหตุผลเชน
เกิดจากดินฟา อากาศเปล่ียนแปลง ประชาชนหยอนสธิ รรม เจา เมอื งหรือเจา
แผน ดินไมทรงอยูใ นทศพิธราชธรรม เปนตน สว นความเชือ่ ท่ีเกย่ี วกบั แมว คนไทย
เช่ือวาแมวเปน สัตวศ กั ดสิ์ ิทธิ์ มี อา นาจลกึ ลบั และเปนสัตวท ่ีมสี เี ดยี วกบั เมฆ คือ
แมวสสี วาด เมอ่ื นามาประกอบพิธสี ามารถเรยี กฝนใหตกลงมาได นอกจากนี ยัง
ชาวอสิ านเชอ่ื วาแมวเปน สตั วท ี่เกลยี ดฝน ถา ฝนตกคร้ังใดแมวจะรอ งทนั ที จึงถอื
เคลด็ วา ถา แมวรอ ง จะเปน เหตใุ หฝนตกจริงๆ ชาวบา นจึงรวมกนั สาดนำ้ ทำให
แมวรอ งมากทสี่ ดุ จึงจะเปนผลดี
หนา 19
ประเพณบี ุญเบกิ ฟา
งานบุญเบกิ ฟากาชาด ไดจดั ขน้ึ บรเิ วณศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม ชว งเวลา
วนั ขึ้น ๓ คำ่ เดอื น ๓ ของทกุ ๆ ป (อยรู ะหวางปลายเดือนมกราคม-ตน เดอื นกุมภาพนั ธ)
เปนงานเฉลมิ ฉลองในชว งตนฤดกู ารทำนาเพ่อื ฟนฟูและอนรุ ักษม รดกทางวฒั นธรรม ของ
อีสาน ในงานจดั ใหม ขี บวนแหบ ุญเบกิ ฟา ซ่ึงเปน เร่ืองราวเก่ียวกบั พระแมโ พสพ เรอื่ งของ
พานบายศรสี ูขวญั ตลอดจนวัฒนธรรม การละเลน ดนตรพี ้ืนบา น และพิธกี รรมตา ง ๆ
ความสำคัญ
ประเพณี บุญเบกิ ฟา เปนประเพณขี องชาวมหาสารคามท่ีประกอบขน้ึ ตามความ
เชือ่ วา เมอื่ ถึงวันขน้ึ ๓ ค่ำ เดอื น ๓ ของทกุ ๆ ป ฟาจะเรมิ่ ไขประตูฝน โดยจะมีเสียงฟา
รอง และทศิ ทฟ่ี า รอ งเปน สญั ญาณบง บอกตัวกำหนดปรมิ าณนำ้ ฝนท่จี ะตกลงมาหลอเลย้ี ง
การเกษตรในปนนั้ ๆ
หนา 20
ประเพณีบญุ ผะเหวด
"บญุ ผะเหวด" จดั อยูในฮตี ที่ 4 หรอื บุญเดือนส่ี คำวา "ผะเหวด" เปน ภาษา
อีสาน มีท่ีมาจากงานประเพณีพระเวสสนั ดรชาดกในภาษาภาคกลาง หรอื งานบุญ
มหาชาติ ท่เี ปน พระนามขององคส มั มาสัมพระพทุ ธเจาในชาติสุดทา ยกอ นทพี่ ระองคจ ะ
ประสูติเปน เจา ชายสทิ ธตั ถะและตรัสรดู วยพระองคเอง เปน ศาสดาของศาสนาพทุ ธ พระ
เวสสันดร ถอื วา เปน ชาติทีส่ ำคญั ย่งิ เนื่องจากเปน ชาติทพ่ี ระองคไ ดบำเพ็ญทานบารมอี ยา ง
ใหญหลวง
บุญผะเหวดรอ ยเอ็ด เปน งานบญุ อนั เกา แกทอี่ ยคู กู ับชาวรอ ยเอ็ดมานานกวา 100
ปแ ลว แตเพ่ิงจะไดร บั การฟน ฟูใหเ ปนประเพณปี ระจำจงั หวัดข้ึนมา ในป พ.ศ. 2534 โดย
สุพร สุภสร ผูว า ราชการจังหวัดรอ ยเอ็ดสมยั นน้ั พรอมดวยชาวรอยเอด็ ทุกคน
การจัดงานบุญผะเหวดของชาวรอยเอด็ น้ัน มีความเชื่อกันวาหากไดฟ ง เทศนบ ญุ ผะเหวด
ครบ 13 กณั ฑ จบภายในวนั เดยี วและจัดพิธีต้ังเคร่อื งคาย (บชู า) ไดถูกตอ ง อานสิ งสจะ
ดลบนั ดาลใหไปเกดิ ในศาสนาของพระศรอี ริยเมตไตร ซึ่งเปนดนิ แดนแหง ความสขุ สงบ
แตใ นทางกลบั กนั หากต้ังเคร่ืองคายไมถ ูกตอง กจ็ ะดลบนั ดาลใหเกดิ อาเพศตา ง ๆ นานา
ท้งั นก้ี ารจดั งานบญุ ผะเหวดแตล ะครง้ั เปน งานบุญสำคญั ทท่ี กุ คนในหมบู า นไดแรงรวมใจ
กันจดั ขึน้ นอกจากการฟงเทศนม หาชาตแิ ลว ประเพณีนี้ยังแฝงไวดวยความเชอ่ื หลาย
ประการเขาไวดวยกัน ท่ีสำคญั ไดแ ก ความเชอ่ื เรอื่ งพระอปุ คุต ซง่ึ เปนพระผูรักษาพธิ ีให
ดำเนินไปอยา งราบรนื่ ตงั้ แตต น จนจบ ไมมีพญามารมารบกวน
หนา 21
งานประเพณีตีชางน้ำนอง
สายนำ้ โขงสีขุนท่ีไหลเรอ่ื ย ชวงเรม่ิ ตนแหงฤดฝู น ระดบั สูงขนึ้ ใกลเตม็ ตลิง่ ใกล
เวลาทชี่ าวบา นสองฝงโขงจะมารว มใจ ลงแรง ชว ยลนุ ผลัดกนั สง เสยี งรอ งใหกำลังใจ
เหลาฝพ ายจากท่ีตางๆ ท่มี าพรอ มกนั เพอ่ื ชว งชงิ ชัยเจา แหง สายนำ้ ณ เมอื งมุกดาหาร ซง่ึ
มเี อกลกั ษณของพธิ กี าร ไมเหมอื นใครจนกลายเปน ประเพณที ี่ปฏิบตั ิสืบตอ กนั มาทกุ คร้ัง
กอนท่ีจะเรม่ิ การแขงขนั คือ ประเพณกี ารตชี า งน้ำนอง ในงานแขง เรอื ประเพณีออก
พรรษาไทย-ลาว (มกุ ดาหาร-สะวันนะเขต)
เรมิ่ ตน เอาฤกษเ อาชัย ขบวนเรอื ทเ่ี ขาแขงขันตา งมารวมตวั พรอ มกนั ณ ทา นำ้
ขบวนเรอื พายเรอื ลองตามนำ้ โขง ทุกฝพายตา งโหรอง ตกี ลอง เคาะ เกราะ เกดิ เปน
จงั หวะที่ขงึ ขัง เพอื่ ประกอบพธิ ีสักการะพระแมค งคา เทวดา พญานาค บวงสรวงสิง่
ศักดสิ์ ิทธค์ิ ูบานคเู มอื งทงั้ ทางบกทางน้ำ
จากชว งจงั หวะท่ีไมพ ายจวงลงพื้นนำ้ เมอ่ื ยกข้ึน สายนำ้ กส็ าดกระเซ็นเปนละออง
รวมกับโขลงใหญก ำลงั เลนน้ำอยางสนกุ สนาน และเกิดระลอกคลนื่ ซัดเขากระทบฝง อยา ง
ตอ เน่ือง จนมีเสียงดงั คลายเสยี งชา งรอ ง ดวยเหตุนคี้ นโบราณจึงเรยี กพธิ ีนว้ี า "พธิ ตี ี
ชา งน้ำนอง" เรื่อยมา
หนา 22
ประเพณีแซนโฎนตา
วันแซนโฎนตา หรอื วันเบณ็ ฑธ ม (วันสารทใหญ)
ประเพณีแซนโฎนตา เปน ประเพณีหน่ึงทมี่ คี วามสำคญั และปฏิบัตสิ ืบทอดตดิ ตอ กนั มา
ยาวนาน นบั เปนพัน ๆ ปของชาวเขมร ทแ่ี สดงออกถึงความกตัญูตอ ผมู พี ระคณุ
สะทอ นใหเหน็ ความรัก ความผูกพัน ความกตญั ูรคู ณุ ของสมาชกิ ในครอบครวั เครอื ญาติ
และชุมชน โดยจะประกอบพธิ กี รรมตรงกบั วันแรม ๑๔ คำ่ เดอื น ๑๐ ของทุกป ซึ่งเม่ือ
ถงึ วันน้ันลกู หลาน ญาติ พน่ี อ งทไ่ี ปประกอบอาชพี หรือต้งั ถิน่ ฐานอยทู ี่อน่ื ไมว าจะใกล
หรอื ไกลจะตอ งเดินทางกลบั มารวมญาติ เพอ่ื ทำพิธีแซนโฎนตา เปนประจำทกุ ป
แซนโฎนตาเปนภาษาเขมร แซน หมายถึง การเซน การเซนไหว การบวงสรวง โฎน
ตา หมายถงึ การทำบญุ ใหปูยา ตายาย หรือ บรรพบรุ ุษทลี่ ว งลับไปแลว ประเพณแี ซน
โฎนตา จึงหมายถงึ ประเพณีการเซนไหวผ บี รรพบุรษุ ที่นับไดว าเปนประเพณสี ำคญั ทคี่ น
ไทยเช้อื สายเขมร มกี ารสบื ทอดกันมาเปน ระยะเวลานาน นอกจากประเพณแี ซนโฏนตา
จะเปนการอุทศิ สวนกศุ ลใหแ กผ ีบรรพบรุ ุษ ปยู า ตายาย พอ แม จดุ มุงหมายรองของการ
ออกกศุ โลบายของบรรพบุรุษ คอื การแสดงถึงความกตญั ูกตเวทีของลกู หลานท่ีแสดง
ตอผูมพี ระคณุ ท่ลี วงลับไปแลว และเพอ่ื ใหล ูกหลาน ญาติมติ รจะไดม ารจู กั กันสรา งความ
สามคั คี สรา งสมั พนั ธทด่ี ตี อกนั เปนท่พี ่งึ พาอาศยั ซ่ึงกันและกัน
หนา 23
ประเพณีแหปราสาทผงึ้
ประเพณแี หป ราสาทผงึ้ จดั ขนึ้ อยา งยิง่ ใหญเ ปนประจำทุกปใ นชว งเทศกาลวนั ออก
พรรษาและถือปฏบิ ตั สิ บื ทอดกันมานาน จนกลายเปนประเพณีประจำจงั หวดั สกลนคร
จากความเช่อื ความศรัทธาผสานกับภูมิปญ ญาของชาวสกลนคร สรา งสรรคค วามวจิ ิตร
งดงามของปราสาทผ้งึ ไดอยา งตระการตาการประดษิ ฐป ราสาทผง้ึ ของชาวสกลนครนน้ั
สรางสรรคองิ ตามพทุ ธประวัตคิ รงั้ พระพทุ ธเจาทรงเสด็จลงจากสวรรคช ั้นดาวดึงสในวนั
ปวารณาออกพรรษา พระพทุ ธเจาตรสั อำลาพระอินทร เพอ่ื เสดจ็ ลงสเู มอื งมนุษย พระ
อินทรจ ึงเนรมติ บนั ไดเงนิ บันไดทอง และบันไดแกว มณใี หพระองคไดเ สดจ็ ลงมา เทวดา
มนุษย ครฑุ นาค สัตวนคร ตา งชืน่ ชมในพระบารมีของพระพุทธองคแ ละเกิดความ
เล่ือมใสในบญุ กศุ ลน้นั และเกดิ จนิ ตนาการมองเหน็ ปราสาทวมิ านสวยงามบนสรวง
สวรรค จงึ รชู ดั วาการทจ่ี ะไดไ ปอยใู นปราสาทสวยงามไดนั้น จะตอ งสรา งบุญสรา งกศุ ล
ประพฤตปิ ฏบิ ัตอิ ยใู นหลกั ธรรม
หนา 24
ประเพณีบุญบง้ั ไฟ
บุญบั้งไฟ เปน ประเพณหี นง่ึ ของภาคอีสานของประเทศไทย ตลอดจน
ประเทศลาว โดยมที ี่มาจากนทิ านพ้นื บา นเรอื่ งพญาคนั คาก เรื่องผาแดงนางไอ ซึ่ง
ในนิทานพ้นื บา นดงั กลาวไดก ลา วถึง การที่ชาวบา นไดจดั งานบญุ บ้ังไฟข้ึนเพ่อื เปน
การบูชา พญาแถน หรอื เทพวัสสกาลเทพบุตร ซึง่ ชาวบา นมีความเช่ือวา พระยา
แถนมหี นา ทคี่ อยดูแลใหฝ นตกถกู ตองตามฤดูกาล และมคี วามชนื่ ชอบไฟเปน อยา ง
มาก หากหมบู านใดไมจ ัดทำการจัดงานบญุ บ้ังไฟบชู า ฝนก็จะไมต กถูกตองตาม
ฤดูกาล อาจกอ ใหเ กิดภัยพิบัตกิ ับหมบู านได โดยทั้งนีก้ ารจดั งานประเพณีบญุ บ้ัง
ไฟ ของ จงั หวัดยโสธร ไดร ับการสนบั สนุนจากการทอ งเทยี่ วแหงประเทศไทย ใน
การประชาสมั พันธงานประเพณี เปน ทรี่ ูจ กั แกชาวไทย และตา งประเทศ นับแต ป
2523 ซ่ึง งานประเพณบี ุญบัง้ ไฟจงั หวัดยโสธร จะจดั ขน้ึ ในวนั เสาร อาทิตย
สปั ดาหท ี่สอง ของเดอื นพฤษภาคม ในทกุ ป โดยท้งั นี้ ในงานท่จี ดั ของจงั หวดั
ยโสธร ยงั มีความโดดเดน ในวนั กอนแห มกี ารประกวดกองเชียร จำนวนมาก
รวมทัง้ วันแหบง้ั ไฟ จะมีขบวนบัง้ ไฟแบบโบราณ และการรำเซง้ิ แบบโบราณ จาก
ทงั้ 9 อำเภอของจงั หวดั ยโสธร เขารวมดวย
หนา 25
ประเพณแี หเ ทยี นพรรษา
ประเพณีแหเทยี นพรรษา จังหวดั อบุ ลราชธานี เปน งานบุญประเพณที ี่ยิง่ ใหญ
ของจังหวดั มาอยา งยาวนาน ทจี่ ัดสบื ทอดตดิ ตอกนั มากวา 118 ป คะ โดยทกุ ภาคสว น
ของจงั หวัดจะสนับสนนุ ใหม ีการทำเทยี นพรรษาตลอดทงั้ เดือนกอ นจะถงึ วันเขา พรรษา
โดยจะใช ข้ผี ้งึ ในการทำเทียน ซ่งึ ในสมยั โบราณนน้ั จะนำเทียนเลม เลก็ ๆ โดยมกี ารมัด
รวมกันใหเ ปน เทยี นเลม ใหญ และจดั ขบวนนำไปถวายวดั การรวมเทยี นพรรษาเปนกลมุ น้ี
แสดงถงึ ความสามัคคีในหมูคณะนน่ั เอง
ตอ มาในการทำเทยี นนน้ั เร่มิ มีการพัฒนา โดยมกี ารแกะสลักเขามารว ม ซ่งึ จะนำ
ขีผ้ ้งึ มาหลอ เปนเทยี นเลม ใหญ จากน้นั ชางฝมือจะมาแกะสลักเปน ลวดลายสวยงามตางๆ
โดยเฉพาะลวดลายของอสี านดง้ั เดิม
หนา 26
ประเพณีไหลเรือไฟ
ประเพณไี หลเรอื ไฟเปน ประเพณีทช่ี าวนครพนม ภาคภมู ิใจ เพราะบรรพบรุ ุษ ได
ยึดถอื ปฏิบตั ิกนั มานานต้ังแตโ บราณ โดยมคี วามเชอ่ื ในประเพณีวา เน่อื งมาจากการบูชา
รอย พระพทุ ธบาทการสักการะทา วพกาพรหม การบวงสรวจพระธาตจุ ุฬามณี และการ
ระลกึ ถงึ พระคณุ ของพระแมคงคาการขอฝน การเอาไฟเผาความทกุ ข และการบชู า
พระพุทธเจา ประเพณกี ารไหลเรอื ไฟบางทเี่ รยี กวา " ลอ งเรอื ไฟ " " ลอยเรอื ไฟ " หรอื "
ปลอย เรือไฟ" ซ่งึ เปน ลกั ษณะทเ่ี รอื ไฟเคลื่อนทไ่ี ปเร่ือยๆ เรอื ไฟหรือเฮอื ไฟ หมายถงึ เรือ
ท่ที ำดวยทอ นกลว ย ไมไ ผหรอื วสั ดทุ ่ีลอยนำ้ มโี ครงสรา งเปน รูปตางๆ ตามตองการ เมอ่ื
จดุ ไฟใสโ ครงสราง เปลวไฟจะลกุ เปน รปู รางตามโครงสรา งนั้น งานประเพณีไหลเรอื ไฟ
นิยมปฏิบตั กิ นั ในเทศกาล ออกพรรษาในวนั ขนึ้ ๑๕ คำ่ เดอื น ๑๑ หรอื วนั แรม ๑ ค่ำ
เดอื น ๑๑
หนา 27
ประเพณี ในภาคใต
ประเพณีใหทานไฟ
ประเพณีสารทเดอื นสบิ
ประเพณีแหผ าข้ึนธาตุ
ประเพณีลากพระ
ประเพณีสวดดา น
ประเพณีแหนางดาน
ประเพณีกวนขา วยาคู
ประเพณียกขันหมากพระปฐม
ประเพณีตกั บาตรธปู เทียน
หนา 28
ประเพณใี หทานไฟ
กลา วถึงในขนุ ทกนกิ ายชาดก เรือ่ ง ความตระหน่ถี ี่เหนยี วของโกลยิ ะเศรษฐี ท่อี ยาก
กนิ ขนมเบื้อง แตเสยี ดายเงนิ ไมย อมซอื้ และไมอ ยากใหลูกเมยี ไดก นิ ดวย ภรรยาจงึ ทำขนม
เบื้องทบ่ี านชั้นเจ็ดใหเ ศรษฐไี ดร ับประทานโดยไมใ หผ ูใด เหน็ ขณะทส่ี องสามภี รรยากำลงั
ปรุงขนมเบ้ือง พระพทุ ธเจาประทับอยูทเ่ี ชตวันมหาวิหาร ทรงทราบดว ยญาณ จงึ โปรดให
พระโมคคลั ลานะไปแกน ิสยั ของโกลยิ ะเศรษฐี พระโมคคคั ลานะตรงไปบนตกึ ช้ันเจ็ดของ
คฤหาสนเศรษฐี เศรษฐีเขาใจวาจะมาขอขนม จงึ แสดงอาการรงั เกยี จและออกวาจาขับไล
แตพ ระโมคคคั ลานะพยายามทรมานเศรษฐอี ยนู านจนยอมละนสิ ัยตระหนี่ พระโมคคลั ลา
นะไดแ สดงธรรมเรือ่ งประโยชนข องการให จนโกลิยะเศรษฐแี ละภรรยาเกดิ ความเลอ่ื มใส
ไดน ิมนตมารับถวายอาหารทบ่ี า นตน พระโมคคัลลานะแจงใหนำไปถวายพระพุทธเจา
และพระสาวก ๕๐๐ รปู ณ เชตวันมหาวหิ าร โกลยิ ะเศรษฐแี ละภรรบาไดน ำเขา ของ
เคร่ืองปรุงไปทำขนมเบือ้ งถวายพระพทุ ธเจา และพระสาวก แตป รงุ เทา ไหรแปง ท่ีเตรยี ม
มาเพยี งเลก็ นอ ยก็ไมห มด พระพทุ ธเจา จงึ โปรดเทศนาสัง่ สอน ทัง้ สองคนเกดิ ความปต อิ ิม่
เอบิ ในการบริจาคทาน เหน็ แจงบรรลธุ รรมชั้นโสดาบนั
ชวงเวลา การใหท านไฟ สว นใหญจะปฏิบัติในชว งเดอื นย่ี เปนชว งเวลาทอี่ ากาศหนาว
เย็นท่สี ุด โดยชาวบา นจะนัดหมายไปพรอ มกันในเวลาย่ำรุง หรอื ตอนเชา มืดของวันไหน
กไ็ ด
หนา 29
ประเพณีสารทเดอื นสิบ
ชวงเวลา ระยะเวลาของการประกอบพธิ ีสารทเดือนสบิ มีข้นึ ในวนั แรม ๑ คำ่ ถงึ
แรม ๑๕ คำ่ เดือนสบิ แตว ันทช่ี าวนครศรธี รรมราชนิยมทำบญุ คือวันแรม ๑๓-๑๕ คำ่
เปน ความเชอื่ ของพทุ ธศาสนิกชนชาวนครศรธี รรมราช ท่เี ชอ่ื วา บรรพบรุ ุษอนั ไดแก ปยู า
ตายาย และญาติพ่ีนอ งทลี่ ว งลบั ไปแลว หากทำความชว่ั จะตกนรกกลายเปน เปรต ตอ งทน
ทุกขทรมานในอเวจี ตอ งอาศัยผลบุญทล่ี ูกหลานอุทศิ สวนกศุ ลใหแตล ะปมายงั ชีพ ดังน้นั
ในวนั แรม ๑ คำ่ เดอื นสิบ คนบาปทั้งหลายทเี่ รยี กวาเปรตจงึ ถูกปลอ ยตัวกลับมายังโลก
มนุษยเ พอ่ื มาขอสวนบุญจากลกู หลานญาตพิ น่ี อ ง และจะกลับไปนรกในวนั แรม ๑๕ คำ่
เดือนสิบ
ในโอกาสน้เี องลกู หลานและผยู ังมชี ีวิตอยูจงึ นำอาหารไปทำบญุ ทวี่ ดั เพอ่ื อทุ ศิ สวน
กุศลใหแ กผทู ล่ี ว งลับไปแลว เปนการแสดงความกตัญกู ตเวที
หนา 30
ประเพณีแหผ าขึน้ ธาตุ
ประเพณแี หผ าข้ึนธาตุ หมายถึง การนำผา ผืนยาวข้นึ ไปหมองคพระบรม
ธาตเุ จดยี ในวันสำคัญทางศาสนา ชาวนครไดร ว มมอื รว มใจกนั บริจาคเงนิ ตาม
กำลงั ศรทั ธานำเงินทไ่ี ดไ ปซื้อผา มาเย็บตอกันเปน แถวยาวนบั พันหลา แลวจดั เปน
ขบวนแหผา ขึ้นหมพระบรมธาตเุ จดยี ผา ที่ขึ้นไปหมองคพ ระบรมธาตุเจดยี เรยี กวา
“ผา พระบฎ” (หรอื พระบต) นิยมใชส ีขาว สีเหลือง สแี ดง สำหรับผา สขี าวนยิ ม
เขียนภาพเนอื้ หาเกี่ยวกบั พุทธประวัติตง้ั แตป ระสตู ิ เสด็จออกบรรพชา ตรัสรู ปฐม
เทศนา และปรินพิ พาน ประเพณีแหผาขึน้ ธาตุเปนเอกลักษณป ระจำเมอื ง
นครศรธี รรมราช แกน แทอ ยทู กี่ ารบชู าพระพทุ ธเจา อยา งใกลชิด โดยใชองคพ ระ
บรมธาตเุ จดยี เปนตัวแทน
หนา 31
ประเพณีลากพระ
ประเพณชี กั พระ ประเพณลี ากพระ หรอื ประเพณแี หพระ เปนประเพณี
ทางพระพทุ ธศาสนาซึ่งพบมากในภาคใตข องประเทศไทย เปน ประเพณีทีม่ กี าร
อญั เชิญพระพทุ ธรปู ออกแหร อบเมืองในวันหลงั วันออกพรรษา ถอื เปน การจำลอง
เหตกุ ารณครง้ั ทพ่ี ระพทุ ธเจาเสด็จกลบั จากสวรรคชนั้ ดาวดงึ ส โดยการอญั เชญิ
พระพทุ ธรปู ขึ้นประดษิ ฐานบนเรอื พระแลวชกั ลากไปในพื้นที่ตาง ๆ ใหช าวบาน
ไดรวมทำบุญ มกี ารแหเ รือพระ ซง่ึ มอี ยู 2 ประเภท คอื เรอื พระบก สำหรับแห
ทางบก และเรือพระนำ้ สำหรับแหท างนำ้ โดยเรือจะมีการประดบั ตกแตง อยาง
สวยงาม
หนา 32
ประเพณีสวดดาน
ประเพณีสวดดา น สะทอ นใหเห็นถึงความเจรญิ ทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรม
และความเจรญิ ทางดานภาษาของชาวนคร
ความเปนมา เนื่องในวนั พระ 8 คำ่ 15 ค่ำ ชาวเมอื งนครไปนั่งรอฟงเทศนท่ีระเบียงทีว่ ัด
พระหมาธาตุ ฯ ขณะทนี่ งั่ รอไดคดิ วา ควรทีจ่ ะทำอะไรกอนทพ่ี ระจะมา จงึ เกดิ เปน
ประเพณี สวดดา น ทไี่ ดเรียกวา สวดดานเพราะ รอบ ๆ พระระเบยี ง ทั้ง 4 ดา นขององค
พระบรมธาตุนน้ั เปน ที่ประดษิ ฐของพระพุทธรูปปน จำนวน 173 องค พระพทุ ธรปู เหลา น้ี
เรียกวา " พระดาน " เลยเรยี กการสวดหนงั สอื วา "สวดหนังสอื ทพ่ี ระดาน " แตช าว
นครนยิ มเรยี กวา "การสวดดาน "
วิธกี ารสวด หนังสอื ที่นยิ มสวดคอื หนังสือรอ ยกรอง ( ชาวนครเรียกวา " สวดหนงั สอื " )
ประเภทนทิ าน สวนใหญเปน นทิ านพืน้ เมือง กวชี าวนครใชภาษาพ้นื เมอื งของชาวนครใน
การสวด เชน เรอ่ื งสุบนิ , วนั คาร, ทนวงศ, ส่ีเสาร, กระตายทอง เปน ตน จะมกี ารสวด
เฉพาะในวิหารคดหรอื ระเบียงรอบพระธาตุเจดยี ทัง้ 4 ดาน ณ วดั พระธาตุวรหมาวิหาร
เทา น้ัน ผทู ีส่ วดจะตอ งรจู ักเนน เสยี ง เออื้ น เลน ลูกคอ นอกจากนยี้ ังมที า ทางประกอบเชน
โยกตวั เนอ่ื งจากการสวดดานจะสวดทกุ ดานของพระระเบยี ง ดังน้ันผสู วดแตล ะคน
จะตองแสดงความสามารถในการสวด เพราะหากสวดไมเ กงผฟู ง จะไปฟง อกี ดาน
หนา 33
ประเพณแี หนางดาน
“พธิ แี หนางดาน” เปน ประเพณที ีเ่ กา แกของจงั หวัดนครศรธี รรมราช ตามความ
เชอื่ ของศาสนาพราหมณ ท่ถี อื ปฏบิ ัตสิ บื ทอดกนั มาตัง้ แตครัง้ มีชุมชนพราหมณเ กดิ ขน้ึ ใน
นครศรธี รรมราช หรอื เมือ่ ราว พ.ศ.1200 โดยเปนงานประเพณที ่มี ีเพยี งแหง เดียวใน
ประเทศไทย เพอื่ บชู าเทพบรวิ ารในคตพิ ราหมณ โดยนางดานหรอื นางกระดาน เปนแผน
ไมก ระดานท่มี ขี นาดความกวางหนงึ่ ศอกและสงู สศ่ี อก แกะสลักเปน รปู เทพบริวารในคติ
ความเชอ่ื ของพราหมณ ไดแก แผนแรก คอื รปู พระอาทติ ยแ ละพระจนั ทร, แผน ทสี่ อง
คอื รปู พระแมธ รณี และแผน ที่สามคอื รูปพระนางคงคา โดยทง้ั 3 แผน จะนำมารวมใน
ขบวนแหเพื่อรอรบั เสดจ็ พระอศิ วรทเ่ี สด็จมาเยย่ี มมนษุ ยโ ลก ณ เสาชงิ ชา
เชอ่ื กนั วา การเสด็จมาเยย่ี มมนุษยโลกเพอื่ ประสาทพรใหเกิดความสงบสขุ ใหเกิด
น้ำทาอุดมสมบูรณ และชวยคมุ ครองมนุษยโ ลกใหป ลอดภยั ซึ่งตามความเชอื่ การเสดจ็ ลง
มาของพระอศิ วรจะตอ งเสด็จลงมาในเดอื นอาย ซ่ึงเปน ปใ หมของชาวพราหมณฮนิ ดู
ปจ จบุ ันประเพณีแหน างดาน กำหนดจัดขึน้ ในวันท่ี 14 เมษายนของทกุ ป
หนา 34
ประเพณกี วนขา วยาคู
‘ภาคใต’ ถอื เปนอีกหนึ่งภาคในประเทศไทยทม่ี ปี ระวตั ิศาสตรอนั ยาวนานไมแพ
ภาคอน่ื ๆ ทสี่ ำคัญยังเปนภาคท่เี ปน ถ่ินทอ่ี ยอู าศยั ของคนหลากหลายศาสนา และใน
ปจจุบันกย็ ังคงมพี ิธีกรรมสำคัญของแตล ะศาสนาใหไดเหน็ อยู อยา งเชน ‘ประเพณกี วน
ขาวยาคู’ กถ็ อื วา เปน อกี หนึ่งพธิ ีกรรมทางศาสนาพุทธทสี่ ามารถหาดูไดแคท จี่ ังหวดั
นครศรธี รรมราชเทานัน้
โดยประเพณีกวนขา วยาคู หรือทีท่ างพุทธศาสนาเรียกกันวา ‘ขาวมธุปายาสยาค’ู
ทเี่ ปน ความเช่ือเกยี่ วเนอื่ งกับพุทธประวตั ิ เปนเหตุการณตอนท่ีนางสุชาดาไดมีการถวาย
ขา วมธปุ ายาสยาคูใหพ ระพุทธเจาเสวย เม่ือพระพุทธเจา เสวยจงึ บรรลอุ ภสิ ัมโพธญิ าณ
พทุ ธศาสนกิ ชนชาวนครศรธี รรมราช จงึ มคี วามเช่อื ท่สี บื ตอ กันมาวา ขา วยาคู
เปรยี บเสมอื นกับอาหารทิพย หากผใู ดไดรบั ประทานกจ็ ะมีสมองทเี่ กดิ ปญ ญา มีอายยุ นื
ยาว ผวิ พรรณผอ งใส และเปนยาทชี่ วยขจัดโรครา ยตาง ๆ ได ทั้งยังชวยใหสำเรจ็ ทกุ
ความปรารถนา
สำหรับชวงเวลาทช่ี าวบา นจะนิยมกวนขา วยาคนู น้ั จะอยูในชว งขึ้น 13 และ 14
ค่ำเดอื น 3 ซงึ่ ถอื เปน ระยะเวลาท่ีขา วในนากำลงั ออกรวงสวย เมลด็ ขา วยงั ไมแ ก เหมาะ
แกการนำมาเปน นำ้ นมขาวสำหรบั การกวน โดยพธิ ีกรรมนจี้ ะใชวัดซ่ึงเปนศูนยร วมใจของ
ประชาชนเปน สถานทใี่ นการประกอบพธิ ี
หนา 35
ประเพณียกขนั หมากพระปฐม
ประเพณีขันหมากพระปฐม เปนการทำบุญทวั่ เมอื งนคร แตสว นมากจะมี
ในชนบท การเขยี นเรื่องน้อี าศยั เคา โครงเร่อื งจาก พอทานดำ วัดหัวอฐิ อำเภอ
เมือง จงั หวดั นครศรธี รรมราช
การยกขันหมากพระปฐม จดั ขึ้นในวดั ตาง ๆ เมื่อวัดมคี วามจำเปน ทาง
การเงิน เพอ่ื จัดสรา ง โบสถ วิหาร และกำแพงวดั เปน ตน
การยกขนั หมากพระปฐมเปน ประเพณโี ดยอาศยั เคาและแบบอยา งมาจากพระ
พุทธประวตั ิ กลา วคอื ยดึ เอาตอนอาวาทมงคลของพระเจาสทุ โธทนะและพระนาง
สริ ิมหามายาเปน แบบ จะสมมตคิ บู า วสาว 1 คู เจาบา วแทนพระเจา สุทโธทนะ
และเจาสาวแทนพระนางสริ มิ หามายา และสมมตุ ิใหผสู งู อายุเปน ญาติของแตล ะ
ฝายดวย
การจัดประเพณนี ี้จัดไดทุกฤดกู าล แตส วนใหญจะยกเวนในชว ง
เขา พรรษา 3 เดือน เพราะเปน ชว งเขา พรรษา พระสงฆท ี่อยหู า งไกลจะลำบากใน
การเดนิ ทางและเปน การขดั ตอสมณบัญญตั ิ การจัดงานก็ไมส ะดวกเพราะเปนชวง
หนา ฝน ระยะนีช้ าวนาตองทำนาดวย
หนา 36
ประเพณีตกั บาตรธูปเทยี น
ความเปนมา ประเพณตี ักบาตรธปู เทยี นเกยี่ วขอ งกับพุทธศาสนาเพราะเปน
ประเพณีถวายสังฆทานเนื่องในโอกาสเขาพรรษาคอื วันแรม 1 ค่ำ เดอื น 8 และสมยั
สุโขทยั ไดรับการสืบทอดประเพณีนีดวย ดังหลกั ฐานทปี่ รากฏในศลิ าจารกึ หลักที่ 1 วา
" ตำรับทา วศรจี ุฬาลักษณก ลา วถงึ ประเพณีในสุโขทัยวา มกี ารจุดประทีปบชู าพระ
บรมธาตพุ ระพทุ ธรปู ถวายสังฆทานเปน ประจำทุกป สังฆทานท่ีถวายมีหลายอยา งเชน
เทียนพรรษา ผาอาบนำ้ ฝนและเครือ่ งบรขิ ารอื่น ๆ เชน เสอ่ื อาสนะ ยารักษาโรค ตง่ั
เตียง และดอกไมธปู เทยี น"
แตเดิมจดั ท่ีวัดพระธาตุ ฯ เพยี งแหงเดยี ว ชวงพระสงฆจะประจำที่วัดพระธาตุ
พอถึงวนั เขา พรรษา ชาวเมืองจะนำเครื่องสงั ฆทานไปถวายพระสงฆ เมื่อถึงวันแรม 1 ค่ำ
เดือน 8 ซึ่งเปนวนั เขาพรรษา ชวงบาย เวลาประมาณ 14.00 เปนตน ไป พระสงฆจากวดั
ตาง ๆ ซ่ึงอยไู มหา งจากวัดพระมหาธาตุทง้ั ในเมอื งและนอกเมอื ง ตางมาพรอ มกันเปน
แถวยาวทหี่ นา วิหารทับเกษตร วัดพระมหาธาตุ ฯ เพื่อรอรบั บิณฑบาตรดอกไมธปู เทยี น
ดว ยยา มในแขวขวา ชาวเมอื งกน็ ำธูปเทยี นซ่ึงเตรียมไวเ ปนชอ ๆ ใสถาดถวายพระสงฆ ไป
ตามลำดบั รูปละมัด เรยี กวา " การตักบาตรธเู ทยี น "