หน่วยที่ 6 สินค้าคงเหลือ
หน่วยที่ 6 สินค้าคงเหลือ ความหมายของสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือ (Inventory) มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2562 เรื่องสินค้าคงเหลือ ให้ความหมาย ของสินค้าคงเหลือ หมายถึง สินทรัพย์ซึ่งมีลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้ 1. ถือไว้เพื่อขายตามลักษณะการประกอบธุรกิจตามปกติของกิจการ 2. อยู่ในระหว่างกระบวนการผลิตเพื่อให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อขายหรือ 3. อยู่ในรูปของวัตถุดิบ หรือวัสดุที่มีไว้เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าหรือให้บริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พ.ศ. 2554 เรื่องรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน ให้ความหมาย ของสินค้า คงเหลือ หมายถึง สินค้าสำเร็จรูป งานหรือสินค้าระหว่างทำ วัตถุดิบและวัสดุที่ใช้ในการผลิต เพื่อขายหรือ ให้บริการตามปกติของกิจการ กิจการซื้อมาขายไป ชื้อ สินค้าสําเร็จรูป ขาย (จากบุคคลภายนอก) สินค้าสําเร็จรูปคงเหลือ งบแสดงฐานะการเงิน (สินทรัพย์หมุนเวียน) งบกำไรขาดทุน (ต้นทุนขาย)
กิจการผู้ผลิตสินค้า ชื่อ วัตถุดิบ + วัสดุ กระบวนการการผลิต ขาย (จากบุคคลภายนอก) (วัตถุดิบ + วัสดุ + แรงงาน + โสหุ้ย) สินค้าสําเร็จรูป สินค้าคงเหลือ 1. สินค้าสําเร็จรูป 2. สินค้าระหว่างผลิต 3. วัตถุดิบ 4. วัสดุโรงงาน งบแสดงฐานะการเงิน งบต้นทุนผลิต → งบกำไรขาดทุน (สินทรัพย์หมุนเวียน) (ต้นทนขาย) การพิจารณารายการที่ถือเป็น สินค้าคงเหลือ การพิจารณาสินค้าคงเหลือ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับธุรกิจ เพราะสินค้าคงเหลือถือเป็น สินทรัพย์ หมุนเวียน ในงบการเงิน แสดงถึงประโยชน์เชิงเศรษฐกิจที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต เพราะสินค้า จะเปลี่ยนเป็นเงิน สดได้เนื่องจากการขาย ในขณะเดียวกันสินค้าคงเหลือปลายงวดเป็นส่วนประกอบในการ คำนวณหาต้นทุนสินค้าที่ ขายในกรณีบันทึกสินค้าแบบสิ้นงวด ฉะนั้นหากกิจการพิจารณารายการที่ถือเป็น สินค้าคงเหลือผิดพลาด ทำให้งบ แสดงฐานะการเงิน และงบกำไรขาดทุน แสดงฐานะการเงิน และผลการ ดำเนินงานคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ในการตรวจนับสินค้าคงเหลือให้พิจารณากรรมสิทธิ์ในสินค้านั้น หากกิจการมีกรรมสิทธิ์ในสินค้าคงเหลือแล้ว ไม่ว่า สินค้าจะอยู่ภายในหรือภายนอกกิจการก็ให้นับเป็นสินค้า คงเหลือของกิจการ ซึ่งพิจารณาได้ดังนี้
1. สินค้าระหว่างทาง (Goods in transit) หมายถึง สินค้าที่กิจการซื้อหรือขายไปแล้ว ณ วันสิ้นงวดบัญชี สินค้าดังกล่าวอยู่ระหว่างการขนส่งจะนับเป็นสินค้าคงเหลือหรือไม่ให้พิจารณาเงื่อนใข การขนส่ง ดังนี้ 1.1 F.O.B. Shipping Point เงื่อนไขนี้ผู้ขายจะรับผิดชอบการขนส่งถึงท่าเรือหรือเมืองท่า ต้น ทาง กรรมสิทธิ์ในสินค้าก็เป็นของผู้ซื้อตั้งแต่ท่าเรือหรือเมืองท่าต้นทาง ผู้ซื้อจึงต้องรับผิดชอบจ่ายค่า ขนส่ง เพราะกรรมสิทธิ์เป็นของผู้ซื้อแล้ว ฉะนั้นหากกิจการเป็นผู้ซื้อในเงื่อนไขนี้ถือว่าสินค้าเป็นของกิจการ ตั้งแต่สินค้าลงเรือแล้วหากสินค้าอยู่ระหว่างทางก็ให้นับรวมเป็นสินค้าคงเหลือด้วย แต่ถ้ากิจการเป็นผู้ชาย ถือว่าได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อแล้วจะไม่นับเป็นสินค้าคงเหลือ 1.2 F.O.B. Destination เงื่อนไขนี้ผู้ขายจะรับผิดชอบการขนส่งสินค้าถึงท่าเรือหรือเมืองท่า ปลายทาง กรรมสิทธิ์ในสินค้าจะเป็นของผู้ซื้อเมื่อถึงท่าเรือปลายทาง ดังนั้นสินค้าอยู่ระหว่างการขนส่งจึง ยังเป็นของผู้ชาย หากกิจการเป็นผู้ขายสินค้าตามเงื่อนไขนี้ ถ้าสินค้าอยู่ระหว่างการขนส่งให้นับรวมเป็น สินค้าคงเหลือ แต่ถ้าเป็นผู้ซื้อไม่ต้องนับเป็นสินค้าคงเหลือ 2. สินค้าฝากขาย (Consigned Goods) หมายถึง สินค้าที่กิจการส่งไปให้บุคคลอื่นขายให้ ณ วันสิ้นงวด บัญชีสินค้ายังอยู่ในมือผู้รับฝากขาย แต่กรรมสิทธิ์ในสินค้าเป็นของผู้ฝากขาย หากกิจการเป็น ผู้ฝากขาย จะนับสินค้าในมือตัวแทนขายเป็นสินค้าคงเหลือ แต่ถ้ากิจการเป็นผู้รับฝากขายจะไม่นับรวม เป้นสินค้า คงเหลือ 3. สินค้าที่แยกไว้ต่างหาก (Segregated Goods) หมายถึง สินค้าที่ผลิตขึ้นตามคำสั่งซื้อพิเศษ ของลูกค้า เมื่อทำการผลิตเสร็จแล้วจึงจัดแยกไว้ต่างหาก พร้อมที่จะส่งให้ลูกค้าทันที จึงไม่ควรตรวจนับ เป็นสินค้า คงเหลือ 4. สินค้าที่ขายตามสัญญาผ่อนชำระ (Installment Sales) หมายถึง สินค้าที่กิจการขายให้ ลูกค้าไปโดย ลูกค้าทยอยจ่ายชำระเงินค่าสินค้าเป็นงวด ๆ ในทางกฎหมายกรรมสิทธิ์ในสินค้าจะเป็น ของผู้ซื้อต่อเมื่อผู้ ซื้อชำระเงินค่าสินค้าครบถ้วนแล้ว แต่ในทางบัญชีถือว่าสินค้าอยู่ในมือผู้ซื้อและผู้ซื้อได้ ใช้ประโยชน์จาก สินค้าไปแล้ว และมีการชำระเงินงวดสม่ำเสมอ ก็ให้ถือว่าสินค้านั้นขายไปแล้ว จึงไม่ต้องนับเป็นสินค้า คงเหลือ เป็นไปตามแนวคิดของแม่บทการบัญชี เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ
5. สินค้าที่ขายโดยมีข้อตกลงพิเศษ (Special Sale Agreements) หมายถึง สินค้าที่กิจการ ขายโดยมี ข้อตกลง ดังนี้ 5.1 ซื้อกลับคืน เมื่อกิจการขายสินค้าและมีข้อตกลงจะซื้อสินค้านั้นกลับคืนมาด้วยราคาที่ ตกลงกัน ซึ่งเป็นลักษณะของการจัดหาเงินโดยใช้สินค้า โดยข้อเท็จจริงผู้ขายกู้ยืมเงินโดยใช้สินค้าเป็นหลัก ค้ำประกัน แม้ว่าสินค้าจะอยู่ในมือผู้ซื้อหรือผู้ให้กู้ แต่ความเสี่ยงในสินค้ายังอยู่กับผู้ขาย จึงให้นับรวมเป็น สินค้าคงเหลือของผู้ขาย 5.2 การขายที่มีอัตราการรับคืนสูง สินค้าประเภทนี้เป็นสินค้าที่กิจการขายเผื่อชอบโดยมีข้อตกลงกำหนด ระยะเวลากี่วันถ้าไม่พอใจยินดีคืนเงิน ฉะนั้นหากสินค้าที่ขายไปยังอยู่ในระยะเวลาการ ประกันการรับคืนถือว่ายังไม่ได้ขายให้นับรวมเป็นสินค้าคงเหลือของกิจการ ต้นทุนของสินค้าคงเหลือ ต้นทุนของสินค้าคงเหลือ หมายถึง ต้นทุนทั้งหมดในการซื้อ ต้นทุนแปลงสภาพและต้นทุนอื่น ๆ ที่ เกิดขึ้นเพื่อให้สินค้าคงเหลือนั้นอยู่ในสถานที่และอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กิจการซื้อสินค้าเพื่อขาย ต้นทุนในการซื้อ ประกอบด้วย ราคาซื้อ อากรขาเข้า และภาษีอื่น (สุทธิ จากจำนวนที่กิจการจะได้รับคืนในภายหลังจากหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษี) รวมทั้งค่าขนส่ง ค่าขนถ่ายและต้นทุนอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้มาซึ่งสินค้าสำเร็จรูป การคำนวณต้นทุนการซื้อสินค้าให้นำส่วนลดการค้า เงินที่ได้รับคืนและรายการอื่น ๆ ที่คล้ายคลึง กัน มาหักออกในการคำนวณต้นทุนในการซื้อ กิจการผลิตสินค้าเพื่อขาย ต้นทุนของสินค้าประกอบด้วย ราคาซื้อวัตถุดิบ อากรขาเข้า และ ภาษีอื่น (สุทธิจากจำนวนที่กิจการจะได้รับคืนในภายหลังจากหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษี) รวมทั้ง ค่าขนส่ง ค่าขนถ่ายและต้นทุนอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้มาซึ่งวัตถุดิบ ค่าแรงงานทางตรง และ ค่าใช้จ่ายการ ผลิตที่ปันส่วนอย่างเป็นระบบทั้งส่วนที่คงที่และผันแปร
การแสดงรายการในงบการเงิน กิจการซื้อสินค้าเพื่อขาย กิจการผลิตสินค้าเพื่อขาย งบแสดงฐานะการเงิน งบแสดงฐานะการเงิน สินทรัพย์หมุนเวียน สินทรัพย์หมุนเวียน เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด xx เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด xx เงินลงทุนชั่วคราว xx เงินลงทุนชั่วคราว xx ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น xx ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น xx สินค้าคงเหลือ xx สินค้าคงเหลือ xx สินค้าสำเร็จรูป xx สินค้าระหว่างผลิต xx วัตถุดิบคงเหลือ xx วัสดุโรงงานคงเหลือ xx xx งบต้นทุนการผลิต งบต้นทุนผลิต วัตถุดิบใช้ไป:วัตถุดิบคงเหลือต้นงวดxx xx ไม่มี บวก ซื้อ xx วัตถุดิบที่มีอยู่ทั้งสิ้น xx หัก วัตถุดิบคงเหลือปลายงวด xx xx ค่าแรงทางตรง xx ค่าโสหุ้ยการผลิต(รวมวัสดุโรงงานใช้ไป ) xx ต้นทุนการผลิตทั้งสิ้น xx บวก สินค้าระหว่างผลิตต้นงวด xx xx หัก สินค้าระหว่างผลิตปลายงวด xx ต้นทุนผลิต xx งบกำไรขาดทุน งบกำไรขาดทุน ขาย ขาย xx ต้นทุนขาย : สินค้าคงเหลือต้นงวด xx ต้นทุนขาย : สินค้าสำเร็จรูปคงเหลือต้นงวด xx บวก ซื้อสุทธิ xx บวก ต้นทุนผลิต xx สินค้าที่มีเพื่อขาย xx สินค้าสำเร็จรูปที่มีเพื่อขาย xx หัก สินค้าคงเหลือปลายงวด xx หัก สินค้าสำเร็จรูปคงเหลือปลายงวดxx ต้นทุนขาย xx *หมายเหตุ : วัสดุโรงงานจะคำนวณจาการตรวจนับของคงเหลือ
การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือมี 2 วิธี กิจการจะเลือกบันทึกบัญชีวิธีใด ขึ้นอยู่กับลักษณะ ของรายการ สินค้าและนโยบายของผู้บริหาร ไม่มีข้อกำหนดไว้แน่นอนชัดเจน สำหรับวิธีการบันทึกบัญชีทั้ง 2 วิธี มีดังนี้ 1. วิธีการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือเมื่อสิ้นงวด (Periodic inventory method) วิธีนี้จะไม่มีการบันทึกโอนสินค้าไปยังต้นทุนขายทุกครั้งที่มีการขายสินค้า ทำให้ในระหว่างงวดบัญชีจะไม่ปรากฏ บัญชีต้นทุนขายในงบทดลองหรือในสมุดบัญชีแยกประเภท แต่จะใช้วิธีการตรวจนับสินค้า ณ วันสิ้นงวด หรือวันที่ กิจการต้องการจะจัดทำงบการเงิน เมื่อทราบจำนวนสินค้าคงเหลือแล้วก็นำไปหัก จากสินค้าที่มีอยู่ทั้งสิ้น ผลต่างที่ ได้รับจะเป็นบัญชีต้นทุนขาย นำไปคำนวณกำไรขาดทุนจากการขายสินค้าได้ดังนี้ ต้นทุนขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อสุทธิ - สินค้าคงเหลือปลายงวด อย่างไรก็ตาม การบันทึกบัญชีโดยวิธีนี้จะต้องแน่ใจว่าสินค้าคงเหลือที่กิจการตรวจนับได้จะ ถูกต้องกับ ความเป็นจริงมากที่สุด มิเช่นนั้นจะทำให้การคำนวณต้นทุนขายผิดพลาดได้ ตัวอย่างที 1 บริษัท ไทยการค้า จํากัด มีรายการค้าตลอดปี ดังนี้ สินค้าคงเหลือต้นงวด 200,000 บาท สินค้าคงเหลือปลายงวด 250,000 บาท ชื้อ 700,000 บาท ค่าขนส่งเข้า 8,000 บาท ส่งคืนและส่วนลด 10,000 บาท ส่วนลดรับ 12,000 บาท การคำนวณ ต้นทุนขาย สินค้าคงเหลือต้นงวด 200,000 บาท บวก ซื้อ 700,000 บาท ค่าขนส่งเข้า 8,000 บาท 708,000 บาท หัก ส่งคืนและส่วนลด 10,000 ส่วนลดรับ 12,000 22,000 686,000 บาท สินค้าที่มีเพื่อขาย 886,000 บาท
หัก สินค้าคงเหลือปลายงวด 250,000 บาท ต้นทุนขาย 636,000 บาท ข้อสังเกต กิจการจะบันทึกบัญชีรับ-จ่ายสินค้าในบัญชีคุมสินค้าอยู่แล้วเนื่องจากกฎหมายกำหนด จัดทำ เพียงแต่ว่า เมื่อขายสินค้าจะไม่นำสินค้าที่ได้ขาย (ด้านจ่ายในบัญชีคุมสินค้า) มาคำนวณต้นทุนขาย เท่านั้น ตัวอย่างบัญชีคุมสินค้า เมื่อวันสิ้นงวดบัญชีหรือเมื่อกิจการจะจัดทำงบการเงินจะตรวจนับสินค้า และนำไปเปรียบเทียบกับยอด คงเหลือในบัญชีคุมสินค้า
การบันทึกบัญชีในสมุดรายวันทั่วไป เมื่อวันสิ้นงวด Dr. ต้นทุนขาย 636,000.- สินค้าคงเหลือปลายงวด 250,000.- ส่งคืนและส่วนลด 10,000.- ส่วนลดรับ 12,000.- Cr. สินค้าคงเหลือต้นงวด 200,000.- ชื้อ 700,000.- ค่าขนส่งเข้า 8,000.- บันทึกต้นทุนขายสินค้า 2. วิธีการบันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่อง (Perpetual inventory method) วิธีนี้ทุกครั้งที่มีการขายสินค้าจะมีการบันทึกโอนสินค้าออกไปเป็นต้นทุนขาย ไม่ต้องรอจนถึง วันสิ้นงวด เหมือนวิธีบันทึกสินค้าคงเหลือเมื่อสิ้นงวด (Periodic inventory method) ในสมุดบัญชีแยก ประเภททั่วไป และในงบกำไรขาดทุนระหว่างปีบัญชีจะปรากฏบัญชีต้นทุนขายอยู่ตลอดเวลาตามข้อเท็จจริงที่ได้ขาย สินค้าออกไป การบันทึกบัญชีโดยวิธีนี้บัญชีคุมสินค้าหรือบัตรบัญชีสินค้าจะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการ คำนวณ สินค้าคงเหลือ อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันสิ้นงวดกิจการต้องมีการตรวจนับสินค้าคงเหลือจริงเปรียบ เทียบกับจำนวน ที่คงเหลือในบัญชีสินค้า ซึ่งถ้าไม่มีข้อผิดพลาดแล้วจำนวนจะต้องเท่ากันเสมอ
ตัวอย่างบัญชีคุมสินค้า สมุดแยกประเภทตัวไป เลขที่ 125 บัญชีสินค้าคงเหลือ สินค้าคงเหลือต้นงวด xx ส่งคืนและได้ส่วนลด xx ซื้อ xx ส่วนลดรับ xx ค่าขนส่งเข้า xx ต้นทุนขาย xx รับคืนและส่วนลด xx สินค้าคงเหลือปลายงวด xx xx xx ตัวอย่างที่ 2 บริษัท ไทย จำกัด ได้ซื้อสินค้ามา 10 ชิ้น เป็นเงินเชื่อ เป็นเงิน 95,000 บาท ไป รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จ่ายค่าขนส่งไป 10,000 บาท สินค้านํารุดส่งคืน 5,000 บาท และจาย ไป 7 ชิ้น เป็นเงิน เชื่อ ราคาขายชิ้นละ 20,000 บาท รับคืน 8,000 บาท รับชำระหนี้ และให้ ส่วนลด 2,000 บาท
ให้บันทึกบัญชีโดยวิธี 1. บันทึกสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่อง (Perpetual inventory method) 2. บันทึกสินค้าคงเหลือเมื่อสิ้นงวด (Periodic inventory method) รายการค้า วิธีบันทึกสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่อง วิธีบันทึกสินค้าคงเหลือเมื่อสิ้นงวด ซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ เดบิต สินค้า 95,000 ภาษีซื้อ 6,650 เครดิต เจ้าหนี้ 101,650 เดบิต ซื้อ 95,000 ภาษีซื้อ 6,650 เครดิต เจ้าหนี้ 101,650 จ่าค่าขนส่งเข้า (ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม) เดบิต สินค้า 10,000 เครดิต เงินสด 10,000 เดบิต ค่าขนส่งเข้า 10,000 เครดิต เงินสด 10,000 ส่งคืนสินค้า เดบิต เจ้าหนี้ 5,350 เครดิต สินค้า 5,000 ภาษีซื้อ 350 เดบิต เจ้าหนี้ 5,350 เครดิต สินค้า 5,000 ภาษีซื้อ 350 ขายสินค้า เดบิต ลูกหนี้การค้า 149,800 เครดิต ขาย 140,000 ภาษีขาย 9,800 เดบิต ลูกหนี้การค้า 149,800 เครดิต ขาย 140,000 ภาษีขาย 9,800 ต้นทุนขาย เดบิต ต้นทุนขาย 70,000 เครดิต สินค้า 70,000 (95,00+10,000-5,000)/10x7 ไม่บันทึกต้นทุนขายในทันทีที่ขายแต่จะบันทึกจากการ ตรวจนับเมื่อสิ้นปีโดยคำนวณจาก =สินค้าคงเหลือต้นปี+ซื้อสุทธิ-สินค้าคงเหลือปลายปี รับคืนสินค้า รับชำระหนี้และให้ส่วนลด เดบิต รับคืนสินค้าและให้ส่วนลด 8,000 ภาษีขาย 560 เครดิต ลูกหนี้การค้า 8,560 เดบิต รับคืนสินค้าและให้ส่วนลด 8,000 ภาษีขาย 560 เครดิต ลูกหนี้การค้า 8,560 เดบิต สินค้า 8,000 เครดิต ต้นทุนขาย 8,000 - เดบิต เงินสด 139,240 ส่วนลดจ่าย 2,000 เครดิต ลูกหนี้การค้า 141,240 เดบิต เงินสด 139,240 ส่วนลดจ่าย 2,000 เครดิต ลูกหนี้การค้า 141,240 ข้อแตกต่างของบัญชีต้นทุนขายระหว่างวิธีการบันทึกสินค้าคงเหลือ เมื่อสิ้นงวดและแบบต่อเนื่อง
ตัวอย่าง วิธีบันทึกสินค้าคงเหลือเมื่อสิ้นงวด (Periodic inventory method) บริษัท ไทย จํากัด งบกำไรขาดทุน (บางส่วน) สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562 หน่วย : บาท ขาย 1,500,000 ต้นทุนขาย สินค้าคงเหลือต้นงวด 150,000 บวก ซื้อสุทธิ 850,000 สินค้าที่มีเพื่อขายทั้งสิ้น 1,000,000 หัก สินค้าคงเหลือปลายงวด (200,000) 800,000 กำไรขั้นต้น จากการตรวจนับเมื่อสิ้นงวด ตัวอย่าง วิธีบันทึกสินค้าคงเหลือแบบต่อเนื่อง (Perpetual inventory method) บริษัท ไทย จํากัด งบกำไรขาดทุน (บางส่วน) สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562 หน่วย : บาท ขาย 1,500,000 ต้นทุนขาย 800,000 กําไรขั้นต้น 700,000 จากบัญชีแยกประเภทต้นทุนขาย
การวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือ มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2562 เรื่องสินค้าคงเหลือ กำหนดการวัดมูลค่าสนๆ ลงดังนี้ สินค้า คงเหลือต้องวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า ซึ่งในการแสดงสินค้าคงเหลือในงบการเงินกิจการจะต้องคำนวณหาราคาทุนของสินค้าคงเหล เปรียบเทียบ กับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ราคาใดต่ำกว่าให้แสดงราคานั้นในงบการเงิน ต้นทุนของสินค้าคงเหลือ ในมาตรฐานฉบับดังกล่าวให้ใช้วิธีการคำนวณต้นทุนของสินค้าคงเหลือได้ 3 วิธี แต่ละวิธีมีหลัก การพิจารณาดังนี้ 1. วิธีราคาเจาะจง (Specific Identification of cost method) วิธีนี้เหมาะสำหรับสินค้า ที่ไม่อาจสับเปลี่ยนกันได้ และเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นและแยกต่างหากไว้สำหรับโครงการหนึ่งโครงการใดโดยเฉพาะ โดยไม่คำนึงว่าสินค้าดังกล่าวจะซื้อมาหรือผลิตขึ้นเอง ส่วนใหญ่ใช้กับสินค้าที่มีราคาสูงจำนวนสินค้ามีไม่มาก เช่น รถยนต์ อัญมณี ดังนั้นในการขายสินค้าแต่ละครั้งจะต้องรู้ว่าสินค้าที่ขายไปมีต้นทุนเท่าไร กิจการจะต้องบันทึก ต้นทุนขายในราคานั้น และสินค้าคงเหลือแต่ละชิ้นจะต้องรู้ว่ามีราคาทุนเท่าไรเพื่อนำไปเปรียบเทียบกับมูลค่าสุทธิที่ จะได้รับโดยนำราคาที่ต่ำกว่าแสดงในงบการเงิน ตัวอย่างที่ 3 ต่อไปนี้เป็นรายการซื้อขายสินค้าของ บริษัท นันทพร จำกัด ระหว่างเดือนมีนาคม2562 มีดังนี้ 2562 มี.ค. 1 สินค้าคงเหลือ 100 หน่วย @ 5 บาท 3 ซื้อ 150 หน่วย @ 5.50 บาท 6 ขาย 180 หน่วย @ 12 บาท 10 ซื้อ 200 หน่วย @ 6 บาท 15 ซื้อ 160 หน่วย @ 6.40 บาท 20 ขาย 180 หน่วย @ 12 บาท 25 ขาย 60 หน่วย @ 12 บาท 29 ซื้อ 100 หน่วย @ 7 บาท 30 ขาย 110 หน่วย @ 12 บาท เมื่อวันที 31 มีนาคม 2562 มีสินค้าคงหลือ 180 หน่วย
ตามตัวอย่าง สมมติว่าสินค้าคงหลือ 180 หน่วย ประกอบด้วย มี.ค. 10 จำนวน 100 หน่วย 29 จำนวน 80 หน่วย การตีราคาสินค้าคงเหลือ ดังนี้ วันที่ จำนวน (หน่วย) ราคาทุนต่อหน่วย (บาท) ราคาทุนรวม (บาท) มี.ค. 10 100 6 600 29 80 7 560 รวม 180 1,160 สินค้าคงเหลือ 180 หน่วย ราคาทุน 1,160 บาท คำนวณต้นทุนขาย = ราคาทุนสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย - สินค้าคงเหลือปลายงวด = 4,249 - 1,160 บาท = 3,089 บาท 2. วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน (Fist-in, First-out) หรือ FIFO ตามวิธีนี้ใช้ข้อสมมติฐานว่าสินค้าที่ ซื้อมาก่อน นำออกไปขายก่อน ดังนั้นสินค้าคงเหลือจะเป็นสินค้าที่ซื้อเข้ามาครั้งหลัง ๆ ตามวิธีนี้สามารถ ตีราคาตามระบบ บันทึกบัญชีคือ Periodic inventory method และ Perpetual inventory method ดังนี้ FIFO Periodic Inventory method สินค้าคงเหลือ 180 หน่วย ประกอบด้วย วันที่ จำนวน (หน่วย) ราคาทุนต่อหน่วย (บาท) ราคาทุนรวม (บาท) มี.ค.15 80 6.40 512 29 100 7.00 700 รวม 180 1,212 สินค้าคงเหลือ 180 หน่วย ราคาทุน 1,212 บาท ต้นทุนขาย = 4,249 - 1,212 = 3,037 บาท
FIFO: Perpetual inventory method การตีราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดตามวิธีนี้ต้องจัดทำ Stock card เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงการรับและการจ่าย สินค้าคงเหลือตลอดเวลา และทำให้กิจการทราบถึงบัญชีต้นทุนขายทันทีเมื่อมีการขายสินค้า FIFO: Perpetual inventory method รายการ รับ จ่าย คงเหลือ ปริมาณ ราคาทุน ต่อหน่วย จำนวนเงิน ปริมาณ ราคาทุน ต่อหน่วย จำนวน เงิน ปริมาณ ราคาทุน ต่อหน่วย จำนวน เงิน มี.ค.1ย/ม 100 5.00 500 3 ซื้อ 150 5.50 825 100 150 5.00 5.50 500 825 6 ขาย 100 80 5.00 5.50 500 440 70 5.50 385 10 ซื้อ 200 6.00 1,200 70 200 5.50 6.00 385 1,200 15 ซื้อ 160 6.40 1,024 70 200 160 5.50 6.00 6.40 385 1,200 1,024 20 ขาย 70 110 5.50 6.00 385 660 90 160 6.00 6.40 180 1,024 25 ขาย 60 6.00 360 30 160 6.00 6.40 180 1,024 29 ซื้อ 100 7.00 700 30 160 100 6.00 6.40 7.00 180 1,024 700 30 ขาย 30 80 6.00 6.40 180 512 80 100 6.40 7.00 512 700 สินค้าคงเหลือ 180 หน่วย ราคาทุนรวม 1,212 บาท ต้นทุนขาย = 500+ 440 +385 + 660 + 360 + 180 + 512 = 3,037 บาท
ข้อสังเกต การตีราคาสินค้าด้วยวิธี FIFO ในวิธี Periodic inventory method และ Perpetual inventory method จะให้ราคาทุนสินค้าคงเหลือ และต้นทุนขายเท่ากัน วิธีถัวเฉลี่ย (Average cost method) วิธีนี้ต้นทุนสินค้าคงเหลือแต่ละรายการจะกำหนด จากการถัวเฉลี่ย ต้นทุนของสินค้าที่คล้ายคลึงกัน ณ วันต้นงวดกับต้นทุนของสินค้าที่คล้ายคลึงกันที่ซื้อมา หรือผลิตขึ้นในระหว่าง งวด ซึ่งวิธีการคำนวณต้นทุนถัวเฉลี่ยอาจคำนวณเป็นงวด ๆ ไปหรือคำนวณทุกครั้งที่ได้รับสินค้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ สถานการณ์ของกิจการ ดังนั้นในการคำนวณต้นทุนถัวเฉลี่ย จึงทำได้ 2 วิธี ดังนี้ 3.1 วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted average method) เป็นวิธีที่คำนวณต้นทุน ถัวเฉลี่ยเป็นงวด ๆ ใช้เมื่อกิจการบันทึกบัญชีสินค้าแบบสิ้นงวด (Periodic inventory method) มีวิธี การคำนวณ ดังนี้ ราคาทุนถัวเฉลี่ยต่อหน่วย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อสินค้าระหว่างงวด (จำนวนเงิน) สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อสินค้าระหว่างงวด (จำนวนหน่วย) หรือ = ต้นทุนสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย จำนวนหน่ายของสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย = 4,249 710 = 598 บาท สินค้าคงเหลือปลายงวด = 180 x 5.98 = 1,076,400 บาท ต้นทุนขาย = 4.249-1,076.40 = 3,172.60 บาท 3.2 ถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving average method) เป็นวิธีคำนวณต้นทุนถัวเฉลี่ยทุกครั้ง ที่ได้รับสินค้า ใช้เมื่อ กิจการบันทึกบัญชีสินค้าแบบต่อเนื่อง (Perpetual inventory method) ทุกครั้งที่ กิจการซื้อหรือผลิตสินค้าเข้า มาใหม่จะต้องทำการถัวเฉลี่ยราคาทุนต่อหน่วยใหม่ โดยคำนวณจากต้นทุน สินค้าที่มีอยู่ทั้งหมดในวันที่ซื้อหรือผลิต สินค้าเข้ามาใหม่ หารด้วยจำนวนหน่วยของสินค้าที่มีอยู่ทั้งหมด ในวันที่ซื้อหรือผลิตสินค้าเข้ามาใหม่
สินค้าคงเหลือ 180 หน่วย ราคาทุนรวม 1,145.90 บาท ต้นทุนขาย = 954+ 1,086.30 + 362.10 + 700.70 = 3.103.10 บาท เทคนิคสำหรับการวัดมูลค่าของต้นทุน มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่องสินค้าคงเหลือ อธิบายว่า อย่างไรก็ตาม การวัดมูลค่าสินค้า คงเหลือนั้น สามารถใช้เทคนิคสำหรับการวัดมูลค่าของต้นทุนสินค้าคงเหลือ เช่น วิธีต้นทุนมาตรฐานหรือ วิธีราคาขายปลีก อาจนำมาใช้เพื่อความสะดวก หากวิธีการประมาณต้นทุนดังกล่าวให้ผลใกล้เคียงกับ ต้นทุนจริง วิธีต้นทุนมาตรฐาน (Standards costs method) กำหนดจากการใช้วัตถุดิบ วัสดุโรงงาน ค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายในการผลิต และการใช้กำลังการผลิตในระดับปกติ ต้นทุนมาตรฐานต้องมีการทบทวน อยู่เสมอและ ปรับปรุงเมื่อจำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน ต้นทุนมาตรฐานจึงเป็นต้นทุนที่ใช้สำหรับกิจการอุตสาหกรรม ที่ทำการผลิตสินค้าเพื่อขาย โดยมี การคำนวณ ต้นทุนของสินค้าต่อหน่วยไว้ล่วงหน้าอย่างมีหลักเกณฑ์ภายใต้การบริหารงานการผลิตตา ปกติ ต้นทุนของสินค้าต่อ หน่วยประกอบด้วย วัตถุดิบ ค่าแรงงานและค่าใช้จ่ายในการผลิต ดังนั้นในกรณี ที่วัตถุดิบ ค่าแรงงานหรือค่าใช้จ่าย ในการผลิตที่สูญเสียเกินปกติจึงนำมารวมเป็นต้นทุนของสินค้าไม่ได้ใช้ รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดบัญชีนั้นทันที
ตัวอย่างที่ 4 บริษัท กุหลาบแดง จำกัด ทำการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่าย โดยใช้วิธีต้นทุน มาตรฐานในการกำหนด ราคาต้นทุนของสินค้า หน่วยละ 180 บาท ในระหว่างปี ผลิตสินค้า ได้ 45,000 หน่วย ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง หน่วย ละ 183 บาท ขายสินค้าไประหว่างปี 38,500 หน่วย ให้ทำ 1. คำนวณหาสินค้าคงเหลือในวันสิ้นงวด 2. คำนวณหาต้นทุนสินค้าที่ขาย 1. คำนวณหาสินค้าคงเหลือในวันสิ้นงวด สินค้าที่ผลิตเสร็จ 45,000 หน่วย หัก ขายไปในระหว่างปี 38,500 หน่วย สินค้าคงเหลือ ณ สิ้นงวด 6,500 หน่วย สินค้าคงเหลือปลายงวดคิดเป็นเงิน = 6,500 หน่วย x 180 บาท = 1,170,000 บาท 2. คำนวณหาต้นทุนสินค้าที่ขาย สินค้าที่ผลิตเสร็จ 45,000 หน่วย x 183 บาท 8,235,000 บาท หัก สินค้าคงเหลือปลายปี (จากข้อ 1) 1.170,000 บาท ต้นทุนสินค้าที่ขาย 7,065,000 บาท สินค้าคงเหลือปลายงวด จำนวน 6,500 หน่วย หน่วยละ 180 บาท เป็นเงิน 1,170,000 บาท จะต้องนำไปเปรียบเทียบกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ เพื่อนำราคาที่ต่ำกว่าแสดง ในงบการเงิน วิธีราคาขายปลีก (Retail inventory method) มักใช้กับอุตสาหกรรมค้าปลีก เพื่อวัดมูลค่า ทุนสินค้า คงเหลือปลายงวดที่มีกำไรใกล้เคียงกันและมีการเปลี่ยนแปลงชนิดสินค้าเป็นจำนวนมากอย่าง คิดเร็ว ซึ่งในทาง ปฏิบัติไม่อาจใช้วิธีต้นทุนอื่นได้ ต้นทุนของสินค้าคงเหลือนี้สามารถคำนวณหาได้โดยใช้ ค่าขายของสินค้าหักด้วย อัตราร้อยละของกำไรขั้นต้นที่เหมาะสม อัตรากำไรขั้นต้นนี้ต้องคำนึงถึงสินค้า หรือที่มีการลดราคาให้ต่ำลงกว่า ราคาขายเดิม โดยปกติมักใช้อัตราร้อยละถั่วเฉลี่ยของแผนกขาย การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีราคาขายปลีก เมื่อกิจการซื้อสินค้ามาเพื่อขายจะกำหนดราคาไว้สองราคาคือ ราคาทุน และราคาขาย โดยราคาขายกำหนดจากราคาทุนบวกด้วยส่วนเพิ่มราคา (Markup) ดังนี้
Retail = Cost + Markup ในการคํานวณสินค้าคงเหลือตามวิธีนี้ เมื่อกิจการตรวจนับสินค้าคงเหลือ และตีราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดใน ราคาขายแล้ว จะต้องนำสินค้าคงเหลือในราคาขายคูณด้วย Cost percentage ผลลัพธ์เท่ากับราคาสินค้าคงเหลือ ปลายงวดในราคาทุน Cost percentage = สินค้าที่มีไว้เพื่อขาย (ราคาทุน) สินค้าที่มีไว้เพื่อขาย (ราคาขาย) × 100 ตัวอย่างที่ 5 สมมติกิจการกำาหนด Markup 40% Retail = Cost + Markup 100 = 60+40 เมื่อกิจการซื้อสินค้ามีราคาทุน 24,000 บาท Markup เท่ากับ 40% ต้องการทราบราคาขาย (Retail) เท่ากับเท่าใด Markup = 24,000 × 40 = 16,000 บาท 60 R = C+M = 24,000+ 16,000 = 40,000 บาท หรือกิจการกำหนดราคาขาย 40,000 บาท เมื่อ Markup เท่ากับ 40% ต้องการทราบราคาทุนเท่ากับเท่าใด R = 40,000 M = 40,000 x 40% = 16,000 บาท R = C+M 40,000 = C + 16,000 C = 40,000 - 16,000 = 24,000 บาท
กิจการที่ใช้วิธีการตีราคาสินค้าคงเหลือตามวิธีนี้คือ Department stores เพราะสินค้าคงเหลือ ของกิจการมี หลายชนิด เมื่อกิจการตีราคาก็ไม่จำเป็นต้องค้นหาราคาทุนของสินค้า เพียงแต่ดูราคาขาย ของสินค้า ก็สามารถ คำนวณหาราคาทุนของสินค้าคงเหลือได้เมื่อเทียบกับ Markup ตามตัวอย่างข้างต้น ตัวอย่างที่ 6 ต่อไปนี้เป็นการคำนวณหาสินค้าคงเหลือปลายงวดของกิจการแห่งหนึ่ง ราคาทุน ราคาขาย สินค้าคงเหลือ (ต้นงวด) 60,000 120,000 บวก ซื้อ 460,000 680,000 สินค้ามีไว้เพื่อขาย 520,000 800,000 หัก ขาย 600,000 สินค้าคงเหลือ (ปลายงวด) 200,000 Cost percentage = 520,000 x100 800,000 = 65% สินค้าคงเหลือปลายงวดในราคาทุน = 200,000 x 65% = 130,000 บาท บางครั้งกิจการสามารถคำนวณหา Cumulative markup percentage ก่อน แล้วคํานวณหา Cost percentage ดังนี้ Cumulative markup percentage = (800,000-520,000) × 100 800,000 = 35% จาก Retail = Cost + Markup 100 = Cost + 35 Cost = 100-35 = 65% การบันทึกบัญชีในสมุดรายวันทั่วไป Dr. ซื้อ 460,000 Cr. เจ้าหนี้การค้า 460,000 ซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ
Dr. ลูกหนี้การค้า 600,000.- Cr. ขาย 600,000.- ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ Dr. สินค้าคงเหลือ (130,000 - 60,000) 70,000 ต้นทุนขาย (520,000 - 130,000) 390,000- Cr. ซื้อ 460,000-. ปรับปรุงสินค้าคงเหลือ, ต้นทุนขายและโอนปิดบัญชีซื้อ ความหมายของศัพท์เกี่ยวกับราคาขายปลีก การกำหนดราคาขายไว้ครั้งแรกนั้นบางครั้งระดับราคาขายปลีกอาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เกิดจาก ความ เปลี่ยนแปลงในความต้องการในตัวสินค้าของผู้บริโภค หรือปัจจัยต่าง ๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้น ศัพท์ที่ควร ทราบมีดังนี้ 1. Original retail คือ ราคาขายที่กำหนดไว้ครั้งแรกโดยรวม Markup เอาไว้ 2. Additional markup เป็นราคาขายส่วนที่เพิ่มขึ้นภายหลังจากราคาขายที่กำหนดไว้แต่แรก 3. Markup cancellation คือ ส่วนที่ลดลงจากราคาขายส่วนที่เพิ่มขึ้นภายหลัง แต่ราคาขาย ต้องไม่ต่ำกว่า Original retail 4. Net markup เท่ากับ Additional markup หักด้วย Markup cancellation 5. Markdown คือ ราคาขายส่วนลดลงกว่าราคาขายที่กำหนดไว้ครั้งแรก 6. Markdown cancellation คือ การเพิ่มราคาขายจากส่วนที่ปรับราคาลดลงไว้แต่ต้อง ไม่เกินกว่า Original retail 7. Net markdown เท่ากับ Markdown หักด้วย Markdown cancellation
ตัวอย่างที่7 สมมติกิจการซื้อสินค้าราคาทุนเท่ากับ 500 บาท กำหนดราคาขาย 650 บาท ดังนั้น Markup เท่ากับ 150 บาท 1. ราคาขาย 650 Original retail 2. เพิ่มราคาขายจาก 650 บาท เป็น 720 บาท Additional markup = 720-650 = 70 บาท 3. ลดราคาขายจาก 720 เป็น 680 บาท Markup cancellation = 720 – 680 = 40 บาท 4. Net markup = 70-40 5. สดราคาขายจากราคา 720 บาท เป็น 600 บาท Markup cancellation = 40 บาท Markdown = 80 บาท 6. เพิ่มราคาขายจาก 600 บาท เป็น 620 บาท Markdown cancellation Markdown cancellation = 20 บาท 7. Net markdown = 80-20 = 60 8. เพิ่มราคาขายจาก 600 บาท เป็น 700 บาท Markdown cancellation = 20 บาท Additional markup = 80 บาท การนํานวณสินค้าคงเหลือตามวิธี Retail inventory method ในกรณีที่มี Markup และ Markdown โดยแยก พิจารณาการตีราคาตามวิธีราคาทุน และการตีราคาตามวิธีราคาทุนหรือราคาตลาด ที่ต่ำกว่า ดังนี้
ตัวอย่างที่ 8 บริษัท มนัทยา จํากัด ใช้วิธี Retail inventory method ในการประมาณราคา สินค้าคงเหลือ ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องในปี 2562 ราคาทุน ราคาขาย สินค้าคงเหลือ (ต้นงวด) 60,000 120,000 ซื้อ 460,000 840,000 ค่าขนส่งเข้า 40,000 Additional markup 75,000 Markup cancellation 10,000 Markdown 30,000 Markdown cancellation 5,000 ขาย 700,000 กรณีที่ 1 การตีราคาสินค้าคงเหลือในราคาทุน (Cost) ราคาทุน ราคาขาย สินค้าคงเหลือ (ต้นงวด) 60,000 120,000 บวก ซื้อ 460,000 840,000 ค่าขนส่งเข้า 40,000 Net markup (75,000 - 10,000) 65,000 หัก Net markdown (30,000 - 5,000) 25,000 สินค้าที่มีไว้เพื่อขาย 560,000 1,000,000 หัก ขาย 700,000 สินค้าคงเหลือปลายงวด 300,000 Cost percentage = 560,000× 100 1,000,000 = 56% สินค้าคงเหลือในราคาทุน = 300,000 x 56% = 168,000 บาท
กรณีที่ 2 การตีราคาสินค้าคงเหลือในราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับที่ต่ำกว่า ราคาทุน ราคาขาย สินค้าคงเหลือ (ต้นงวด) 60,000 120,000 บวก ซื้อ 460,000 840,000 ค่าขนส่งเข้า 40,000 Net markup (75,000 - 10,000) 65,000 สินค้าที่มีไว้เพื่อขาย 560,000 1,025,000 หัก ขาย 700,000 Net markdown (30,000-5,000) 25,000 สินค้าคงเหลือปลายงวด 300,000 Cost percentage = 560,000 1,025,000 × 100 = 54.63 % สินค้าคงเหลือในราคาทุน = 300,000 x 54.63 % = 163,890 บาท ข้อสังเกต การคำนวณสินค้าคงเหลือ ในกรณีที่ระดับราคาขายเปลี่ยนแปลงด้วย Markup และ การตีราคา ด้วยราคาทุนและวิธีราคาทุน หรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับที่ต่ำกว่าจะมีผลต่อการ คำนวณ Cost percentage เพราะ วิธีราคาทุนจะนํา Net markdown ไปคำนวณในสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย Markdown สำหรับวิธีราคาทุนหรือมูลค่า สุทธิที่จะได้รับที่ต่ำกว่า Net markdown จะหักจากยอดสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย ทั้งนี้เพื่อต้องการคำนวณสินค้า คงเหลือต่ำกว่าราคาทุน กรณีมีสินค้าขาดหาย ถ้าในงวดบัญชีใดมีสินค้าขาดหายให้ถือเป็นผลขาดทุน หรือให้รวมสินค้า ขาดหาย ไว้ในต้นทุนขายในงวดบัญชีนั้น
ตัวอย่างที่9 จากโจทย์ตัวอย่างที่ 8 สมมติบริษัทคาดว่ามีสินค้าขาดหายประมาณ 2% ของ ยอดขาย การคำนวณ สินค้าคงเหลือปลายงวดดังนี้ ราคาทุน ราคาขาย สินค้าคงเหลือ (ต้นงวด) 560,000 1,025,000 หัก ขาย 700,000 Net markdown 25,000 สินค้าขาดหาย (2% x 700,000) 14,000 สินค้าคงเหลือปลายงวด 286,000 บาท สินค้าคงเหลือในราคาทุน = 286,000 x 54.63% = 156,241.80 บาท ผลกระทบต่อกำไรวมจากการตีราคาตามวิธีราคาขายปลีก กรณีที่กิจการมีสินค้าหลายชนิดหรือมีแผนกขายหลายแผนก และแต่ละแผนกกิจการกำหนด Cost Percentage ไม่เท่ากัน ดังนั้นการคำนวณหาสินค้าคงเหลือจึงควรแยกออกเป็นประเภทสินค้าตามแผนกที่ขาย ตัวอย่างที่ 10 สมมติห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งมีแผนกขาย 2 แผนกและข้อมูลต่อไปนี้เป็นการคำนวณหาสินค้า คงเหลือแต่ละแผนก ดังนี้ แผนก A แผนก B รวม ราคาทุน ราคาขาย ราคาทุน ราคาขาย ราคาทุน ราคาขาย สินค้าคงเหลือต้นงวด 1,000 2,000 5,000 7,000 6,000 9,000 ชื้อสุทธิ 4,000 8,000 10,000 18,000 14,000 26,000 สินค้ามีไว้เพื่อขาย 5,000 10,000 15,000 25,000 20,000 35,000 หัก ขาย 6,000 20,000 26,000 สินค้าคงเหลือปลายงวด 4,000 5,000 9,000 Cost percentage 50% 60% 57.14% สินค้าคงเหลือ (ราคาทุน) 2,000 บาท 3,000บาท 5,142.60 บาท
จากตัวอย่างข้างต้นเห็นได้ว่า ถ้ากิจการตีราคาสินค้าคงเหลือรวมมี Cost percentage เท่ากับ 57.14% สินค้า คงเหลือปลายงวดในราคาทุนจะเท่ากับ 5,142.60 บาท แต่ถ้ากิจการแยกการตีราคาสินค้า คงเหลือแต่ละแผนกซึ่ง มี Cost percentage ไม่เท่ากัน โดยแผนก A เท่ากับ 50% และแผนก B เท่ากับ 60% สินค้าคงเหลือปลายงวดใน ราคาทุนทั้ง 2 แผนกเท่ากับ 5,000 บาท ดังนั้นถ้ากิจการตีราคาสินค้า คงเหลือรวม สินค้าคงเหลือปลายงวดใน ราคาทุนจะมียอดสูงกว่าเท่ากับ 142.60 บาท (5,142.60 - 5,000 บาท) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อกำไรรวมของกิจการ การเปรียบเทียบผลการตีราคาสินค้าแต่ละวิธีในงบการเงิน โดยใช้ผลลัพธ์แต่ละวิธีในการตีราคาสินค้าจากโจทย์ตัวอย่างที่ 3 งบกำไรขาดทุน : Periodic inventory method Specific FIFO Weighted average ขาย (530 x 12) 6,360 6,360 6,360.00 หัก ต้นทุนขาย 3.089 3,037 3.172.60 กำไรขั้นต้น 3,271 3,323 3,187.40 งบกำาไรขาดทุน : Perpetual inventory method FIFO Moving average ขาย (530 × 12 ) 6,360 6,360.00 หัก ต้นทุนขาย 3,037 3,103.10 กําไรขั้นต้น 3,323 3,256.90 การวัดมูลค่าทุนของสินค้าหรือการตีราคาสินค้า กิจการอาจเลือกใช้วิธีอื่นได้หากเห็นว่าต้นทุน ดังกล่าวให้ผล ใกล้เคียงกับต้นทุนจริง แต่อย่างไรก็ตาม การแสดงรายการสินค้าในงบการเงินต้องนำสินค้าราคาทุนมาเปรียบเทียบ กับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับที่ต่ำกว่า ดังนี้ วิธีราคาทุนตามอัตราส่วนของราคาขาย (Relative sales value method) วิธีนี้ใช้สำหรับสินค้าที่กิจการซื้อมาในราคาทุนรวมแล้วแบ่งแยกสินค้าออกขายเป็นหน่วยย่อย ๆ ดังนั้นต้องแบ่ง ราคาทุนรวมให้เป็นราคาทุนสำหรับสินค้าแต่ละหน่วย โดยใช้ราคาขายเป็นฐานในการแบ่งราคาทุน
ตัวอย่างที่11 กิจการแห่งหนึ่งชื้อทีดิน 10 ไร่ ในราคา 100,000 บาท โดยเสียค่านายหน้า 5,000 บาท และ ค่าใช้จ่ายในการโอนที่ดิน 3,000 บาท กิจการได้แบ่งที่ดินออกเป็นแปลงเล็ก ๆ และตั้งราคาขายดังนี้ กลุ่มที่ 1 จำนวน 50 แปลง ราคาขายแปลง @ 2,000 บาท กลุ่มที่ 2 จำนวน 40 แปลง ราคาขายแปลง @ 3,000 บาท กลุ่มที่ 3 จำนวน 20 แปลง ราคาขายแปลง @ 4,000 บาท สินค้าคงเหลือปลายงวด ดังนี้ กลุ่มที่ 1 จำนวน 10 แปลง กลุ่มที่ 2 จำนวน 20 แปลง กลุ่มที่ 3 จำนวน 5 แปลง การคำนวณหาราคาทุนสินค้าคงเหลือปลายงวด ดังนี้ ราคาทุนของสินค้า ราคาซื้อ 100,000 บาท บวก ค่านายหน้า 5,000 ค่าใช้จ่ายในการโอน 3,000 8,000 รวม 108,000 บาท ราคาขายรวม กลุ่มที่ 1 50x2,000 = 100,000 บาท กลุ่มที่ 2 40x3,000 = 120,000 บาท กลุ่มที่ 3 20x4,000 = 80,000 บาท 300,000 บาท การแบ่งต้นทุนให้สินค้าแต่ละกลุ่ม การคำนวณ ราคาทุนรวม (บาท) ราคาทุนต่อแปลง (บาท) กลุ่มที่ 1 100,000x108,000 = 36,000 720 300,000 กลุ่มที่ 2 120,000x108,000 = 43,200 1,080 300,000 กลุ่มที่ 3 80,000x108,000 =28,800 1,440 300,000
ราคาทุนสินค้าคงเหลือปลายงวด กลุ่มที่ 1 10x720 = 7,200 บาท กลุ่มที่ 2 20x1,080 = 21,600 บาท กลุ่มที่ 3 5x1,440 = 7,200 บาท รวม 36,000 บาท วิธีอัตรากำไรขันต้น (Gross profit method) การตีราคาสินค้าคงเหลือด้วยวิธีอัตรากำไรขั้นต้น กิจการต้องกำหนดอัตรากำไรขั้นต้นเป็นร้อยละ ของยอดขายหรือ ร้อยละของราคาทุน ซึ่งอาจพิจารณาอัตรากำไรขั้นต้นจากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมาว่า ผลการดาเนินงานของกิจการ เป็นอย่างไร การตีราคาสินค้าคงเหลือตามวิธีอัตรากำไรขั้นต้น ใช้ในกรณีดังนี้ 1. เมื่อกิจการใช้วิธีการบันทึกบัญชีแบบ Periodic inventory method และต้องการจัดทำง การเงินระหว่างกาล โดยที่กิจการไม่ต้องตรวจนับสินค้าที่มีอยู่จริง หรือเมื่อกิจการต้องการทราบราคาสินค้า คงเหลือเป็นรายสัปดาห์ (week to week) หรือรายเดือน (month to month) 2. เมื่อสินค้าคงเหลือถูกไฟไหม้ หรือถูกทำลายด้วยเหตุอื่น 3. เมื่อต้องการประมาณราคาสินค้าคงเหลือใหม่ ซึ่งเกิดจากสาเหตุเอกสารถูกไฟไหม้หรือถูก การกำหนดอัตรากำไรขั้นต้น 1. ร้อยละของยอดขาย 2. ร้อยละของราคาทุน ตัวอย่างที่ 12 ก. อัตรากำไรขั้นต้นกำหนดไว้เป็นร้อยละ 40 ของยอดขาย ขาย 100% ขาย 100% ต้นทุนขาย ? ต้นทุนขาย 60% กําไรขั้นต้น 40% กําไรขั้นต้น 40% เมื่อกำหนดอัตรากำไรขั้นต้นเป็นร้อยละของยอดขาย ดังนั้นยอดขายจะเท่ากับ100% เพราะฉะนั้น ต้นทุนขาย เท่ากับ 60%
ข. อัตรากําไรขั้นต้นกำหนดไว้เป็นร้อยละ 60 ของราคาทุน ขาย ? ขาย 160% ต้นทุนขาย 100% ต้นทุนขาย 100% กําไรขั้นต้น 60% กําไรขั้นต้น 60% เมื่อกำหนดอัตรากำไรขั้นต้นเป็นร้อยละของยอดขาย ดังนั้นต้นทุนขายจะเท่ากับ 100% เพราะฉะนั้น ยอดขาย เท่ากับ 160% การคํานวณราคาสินค้าคงเหลือ ทำได้โดยคำนวณต้นทุนขายและนำไปหักออกจากสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย ดังนี้ ขาย XX หัก กำไรขั้นต้น XX ต้นทุนขาย XX ราคาสินค้าคงเหลือปลายงวด = ต้นทุนสินค้าที่มีไว้เพื่อขาย – ต้นทุนขาย ตัวอย่างที่ 13 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2562 โกดังสินค้าของ บริษัท น้ำฝน จํากัด ได้ถูกไฟไหม้ ทำให้สินค้าคงเหลือ ได้รับความเสียหายทั้งหมด ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่รวบรวมได้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 30 มิถุนายน 2552 ดังนี้ สินค้าคงเหลือ (ต้นงวด) 200,000 บาท ชื้อสินค้า 400,000 บาท ค่าขนส่งเข้า 20,000 บาท ส่งคืนสินค้า 5,000 บาท ส่วนลดรับ 3,000 บาท ขาย 280,000 บาท ส่วนลดจ่าย 20,000 บาท รับคืนสินค้า 40,000บาท
การคํานวณหาราคาสินค้าคงเหลือ ดังนี้ 1. อัตรากำไรขั้นต้น เท่ากับ 40% ของยอดขาย คำนวณสินค้ามีไว้เพื่อขาย (บาท) สินค้าคงเหลือ (ต้นงวด) 200,000 บวก ซื้อ 400,000 ค่าขนส่งเข้า 20,000 420,000 หัก ส่งคืนสินค้า 5,000 ส่วนลดรับ 3,000 8,000 412,000 สินค้าที่มีไว้เพื่อขาย 612,000 คำนวณต้นทุนขาย ขาย 280,000 หัก รับคืนสินค้า 40,000 ส่วนลดจ่าย 20,000 60,000 ขายสุทธิ 220,000 หัก กำไรขั้นต้น 88,000 ต้นทุนขาย (220,000 × 60%) 132,000 สินค้าคงเหลือที่ถูกไฟไหม้ 480,000 จากโจทย์ตัวอย่างข้างต้น สามารถทดสอบอัตรากำไรขั้นต้นได้ดังนี้ อัตรากำไรขั้นต้น/ยอดขาย = กำไรขั้นต้น x 100 ยอดขาย = 88,000 x 100 220,000 = 40%
2. อัตรากำไรขั้นต้น เท่ากับ 60% ของราคาทุน ต้นทุนขาย = 220,000 x 100 160 = 137,500 บาท ***ราคาสินค้าคงเหลือที่ถูกไฟไหม้เท่ากับ ต้นทุนสินค้ามีไว้เพื่อขาย 612,000 บาท หัก ต้นทุนขาย 137,500 บาท สินค้าคงเหลือปลายงวดที่ถูกไฟไหม้ 474,500 บาท การทดสอบอัตรากำไรขั้นต้น ขาย (สุทธิ) 220,000 บาท หัก ต้นทุนขาย 137,500 บาท กำไรขั้นต้น 82,500 บาท อัตรากำไรขั้นต้น/ราคาทุน = 82,500 x 100 137,000 = 60% มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net Realizable Value) มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net Realizable Value) หมายถึง ราคาโดยประมาณที่คาดว่าจะขาย ได้ตามลักษณะการ ประกอบธุรกิจตามปกติ หักด้วยประมาณการต้นทุนในการผลิตสินค้านั้นให้เสร็จและ ต้นทุนที่จำเป็นต้องจ่ายไปเพื่อให้ขายสินค้านั้นได้ ต้นทุนของสินค้าคงเหลือหากเสียหาย ล้าสมัย หรือราคาขายลดลง การตีราคาสินค้าคงเหลือจาก ราคาทุนให้ เท่ากับมูลค่าสุทธิที่คาดว่าจะได้รับ สอดคล้องกับแนวคิดของแม่บทบัญชีที่ว่าสินทรัพย์ไม่ควร แสดงมูลค่าตามบัญชี ที่สูงกว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจากการขายหรือประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้ การลดมูลค่าของสินค้าคงเหลือลง ให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ พิจารณาจากสินค้าแต่ละรายการ แต่ในบางสถานการณ์ อาจจะพิจารณาจากกลุ่ม สินค้าที่ลักษณะคล้ายคลึงกันหรือมีความเกี่ยวพันกัน
ตัวอย่างที่ 14 ต่อไปนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ 3 กลุ่ม ดังนี้ A B C ราคาทุน 28,000 30,000 23,000 ราคาที่คาดว่าจะขายได้ 32,000 35,000 38,000 ต้นทุนทำต่อจนเสร็จและจำหน่าย 2,000 6,000 4,500 ราคา ราคาทุน ราคาที่คาดว่า จะขายได้ ต้นทุนทำต่อจนเสร็จ และจำหน่าย มูลค่าสุทธิที่จะ ได้รับ ราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิ ที่จะได้รับที่ต่ำกว่า A 28,000 32,000 2,000 30,000 28,000 B 30,000 35,000 6,000 29,000 29,000 C 23,000 38,000 4,500 33,000 23,000 การตีราคาสินค้าคงเหลือตามราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับสามารถเปรียบเทียบ ได้ 3 วิธี ดังนี้ 1. เปรียบเทียบแต่ละรายการ 2. เปรียบเทียบแต่ละประเภท 3. เปรียบเทียบยอดรวม ตัวอย่างที่ 15 ต่อไปนี้เป็นข้อมูลสินค้าแต่ละประเภทของกิจการแห่งหนึ่ง สินค้าประเภท A จำนวนหน่วย ราคาขายต่อหน่วย ราคาทุนต่อหน่วย ต้นทุนทำต่อจนเสร็จและ จำหน่ายต่อหน่วย ก ข ค 100 200 250 14 24 29 10 20 25 2 3 5 สินค้าประเภท จำนวนหน่วย ราคาขายต่อหน่วย ราคาทุนต่อหน่วย ต้นทุนทำต่อจนเสร็จและ จำหน่ายต่อหน่วย ง จ ฉ 200 160 180 65 70 75 50 60 70 12 15 10
กิจจการสามารถตีราคาสินค้าคงเหลือแต่ละวิธี ดังนี้ รายการสินค้า จำนวนหน่วย ราคาต่อหน่วย ราคารวม(บาท) ราคาทุนหรือมูลค่าที่ จะได้รับที่ต่ำกว่า ราคาทุน มูลค่าสุทธิ ที่จะได้รับ ราคาทุน มูลค่าสุทธิ ที่จะได้รับ เปรียบเทียบ แต่ละรายการ เปรียบเทียบ แต่ละประเภท เปรียบเทียบยอด รวม สินค้าประเภทA ก ข ค 100 200 250 10 20 25 12 21 24 1,000 4,000 6,250 11,250 1,200 4,200 6,000 11,400 1,000 4,000 6,000 11,250 สินค้าประเภทB ง จ ฉ 200 160 180 50 60 70 53 55 65 10,000 9,600 12,600 32,200 10,600 8,800 11,700 31,100 10,000 8,800 11,700 31,100 43,450 42,500 41,500 42,350 42,500 42,500 ในการวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือในงบการเงิน ณ วันสิ้นงวดบัญชี มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ กำหนดว่า สินค้าคงเหลือต้องวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่ได้รับแล้วแต่มูลค่าใด จะต่ำกว่า ตัวอย่างที่ 16 จากตัวอย่างที่ 15 หากกิจการคำนวณมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ โดยใช้วิธีเปรียบเทียบแต่ละรายการ ให้ทำ 1. การคำนวณสินค้าคงเหลือแสดงรายการในงบการเงิน 2. ปรับปรุงบัญชีในสมุดรายวันทั่วไป 1. การคำนวณสินค้าคงเหลือแสดงรายการในงบการเงิน 1.1 นำราคาทุนของสินค้ามาเปรียบเทียบกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ราคาทุน 43.450.- มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ เปรียบเทียบแต่ละรายการ 41,500.- จะต้องเลือกมูลค่าสุทธิแสดงในงบการเงิน เพราะเป็นราคาที่ต่ำกว่า 1.2 คำนวณหาผลต่างระหว่างราคาทุนกับมูลค่าสุทธิที่ต่ำกว่า แล้วนำไปปรับปรุงบัญชี เพื่อให้งบการเงินแสดงสินค้าคงเหลือในมูลค่าที่ต่ำกว่า ราคาทุน 43,450.- - มูลค่าสุทธิที่ต่ำกว่า 41,500.- ผลต่าง 1.950.- ราคาทุนสูงกว่าเกิดผลขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลง
2. ปรับปรุงบัญชีในสมุดรายวันทั่วไป 2562 ธ.ค. 31 Dr. ขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลง 1,950 Cr. ค่าเผื่อมูลค่าสินค้าลดลง 1,950 บันทึกปรับปรุงสินค้าสิ้นงวดเป็นมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ บัญชีขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลง แสดงภายใต้หัวข้อค่าใช้จ่ายในการบริหาร ในงบกำไรขาดทุน และบัญชีค่า เพื่อมูลค่าสินค้าลดลง แสดงเป็นรายการหักสินค้าคงเหลือ ในงบแสดงฐานะการเงิน การแสดงรายการ และเปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับสินค้าในงบการเงิน การแสดงในงบการเงินจะต้องเป็นไปตามประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่องกำหนด รายการย่อที่ต้องมีในงบ การเงิน พ.ศ. 2554 จากตัวอย่างที่ 16 นำรายการสินค้าคงเหลือและรายการที่เกี่ยวข้องมาแสดงรายการในงบการเงินได้ดังนี้ บริษัท ก จำกัด งบแสดงฐานะการเงิน (บางส่วน) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 และ 2561 หน่วย : บาท หมายเหตุ 2562 2561 สินทรัพย์ สินทรัพย์หมุนเวียน สินค้าคงเหลือ 2 41,500 XX บริษัท ก จํากัด งบกำาไรขาดทุน (บางส่วน) สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562 และ 2561 หน่วย : บาท หมายเหตุ 2562 2561 ค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายในการบริหาร 3 1,950 XX
บริษัท ก จํากัด หมายเหตุประกอบงบการเงิน (บางส่วน) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 และ 2561 1. สรุปนโยบายการบัญชีที่สำคัญ 1.1 กิจการวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือวิธีราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า โดยใช้ราคา ทุนวิธีเข้าก่อนออกก่อน และมูลค่าสุทธิที่จะได้รับเปรียบเทียบสินค้าแต่ละรายการ 1.2 มูลค่าของสินค้าคงเหลือที่ปรับลดลงรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายในงวดบัญชีนี้ทั้งจำนวน 2. สินค้าคงเหลือ จำนวน 41,500 บาท ประกอบด้วย สินค้าสําเร็จรูป 43,450.- หัก ค่าเพื่อมูลค่าสินค้าลดลง 1,950.- 41,500.- 3. ค่าใช้จ่ายในการบริหาร จำนวน 1950 บาท ประกอบด้วย ขาดทุนจากการตีราคาสินค้าลดลง 1,950.- หากการเปรียบเทียบราคาทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วพบว่า มูลค่าสุทธิที่จะได้รับสูงกว่าราคาทุน กิจการต้อง เลือกราคาทุนเพราะเป็นราคาที่ต่ำกว่า ซึ่งราคาทุนเป็นราคาที่กิจการบันทึกบัญชีอยู่แล้วจึงไม่ ต้องปรับปรุงบัญชี ใดๆ การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินของสินค้าคงเหลือ (Using inventory fo financial analysis) จากการแสดงข้อมูลสินค้าคงเหลือในงบการเงิน สามารถวิเคราะห์งบการเงินเพื่อวัดสภาพคล่อง ของกิจการและยัง ประเมินผลการดำเนินงานโดยนำข้อมูลในงบกำไรขาดทุนและงบแสดงฐานะการเงินมา คำนวณหาอัตราส่วน ทางการเงินดังนี้ อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory turnover) อัตราส่วนนี้จะแสดงให้เห็นว่ากิจการลงทุนในสินค้ามีประสิทธิภาพหรือไม่กล่าวคือจะเป็นอัตราส่วน ที่วัดสภาพ คล่องของสินค้าคงเหลือว่า สามารถหมุนเวียนเปลี่ยนสภาพมาเป็นเงินสดได้รวดเร็วเพียงใด และ ยังแสดงให้เห็นว่า กิจการถือสินค้าคงเหลือไว้ในระดับที่พอใจหรือไม่ เช่น ถือไว้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป อัตราที่สูง อัตราของสินค้า เป็นอัตราที่ใช้วัดจำนวนครั้งที่กิจการซื้อสินค้ามาไว้เพื่อขายระหว่างปี จะชี้ให้เห็นถึงความง่ายในการขายสินค้า ทั้งนี้ อัตราหมุนเวียนของสินค้าจะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับลักษณะ ของธุรกิจและฤดูกาลของสินค้า
อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ = ต้นทุนสินค้าขาย (Inventory turnover) สินค้าคงเหลือถัวเฉลี่ย สินค้าคงเหลือถัวเฉลี่ย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + สินค้าคงเหลือปลายงวด 2 ระยะเวลาเก็บสินค้าคงเหลือก่อนขาย = 365 (Number of day's sales inventory) อัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ ตัวอย่างที่ 17 สมมตินำข้อมูลสินค้าคงเหลือจากงบกำไรขาดทุน และงบแสดงฐานะการเงิน มาคำนวณอัตราส่วน ทางการเงิน แต่ละวิธีดังนี้ Inventory turnover Specific FIFO Weighted average = 3,089 3,037 3,172.60 = 1,160 1,212 1,076.40 = 2.66 ครั้ง/รอบ 2.51 ครั้ง/รอบ 2.95 ครั้ง/รอบ Number of days'sales inventory Specific FIFO Weighted average = 365 365 365 = 2.66 2.51 2.95 = 137 วัน 145 วัน 124 วัน จากข้อมูลข้างต้น แสดงให้เห็นถึงผลการตีราคาสินค้าคงเหลือแต่ละวิธีจะให้อัตราส่วน ทางการเงินแตกต่าง กัน โดยวิธี Weighted average จะเป็นวิธีที่ทำให้ฐานะทางการเงินของ กิจการมีสภาพคล่องดีที่สุด เพราะอัตราหมุนของสินค้ามีอัตราสูงกว่า และใช้ระยะเวลาในการ ขายสั้นที่สุดกว่าวิธีอื่น ๆ ดังนั้นการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน เพื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานและการ วัดสภาพคล่องระหว่างกิจการและคู่แข่งขัน สิ่งที่ควรระวังในการวิเคราะห์ คือ ความแตกต่าง ระหว่างนโยบายทางการบัญชีในการตีราคาสินค้า เช่น กิจการหนึ่งใช้วิธี FIFO และกิจการหนึ่ง ใช้วิธี Weighted average ผลการตีราคาสินค้าคงเหลือที่แตกต่างกันจะมีผลต่อกำไรและฐานะทางการเงินแตกต่างกัน