The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

DLT-Distributed Ledger Technology

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Areeya Adispas, 2022-12-24 07:53:48

DLT

DLT-Distributed Ledger Technology

Distributed
Ledger

Technology

DDLTT

อำนวย DLT คืออะไร?

ความ Distributed Ledger Technology
คือเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์
สะดวก เอื้ อให้สมาชิกในเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูล
และทำธุรกรรมระหว่างกันโดยไม่ต้องผ่าน
หลากหลายรูปแบบ
และ ตัวกลางใดๆ


ปลอดภัย

Blockchain คืออะไร?

Blockchain คือเทคโนโลยีการประมวลผลและ
จัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์หรือที่เรียกว่า
Distributed Ledger Technology (DLT)
ซึ่งเป็นรูปแบบการบันทึกข้อมูลที่ใช้หลักการ
Cryptography ร่วมกับกลไก Consensus
โดยข้อมูลที่ถูกบันทึกในระบบ Blockchain
นั้นจะสามารถทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ยาก
ช่วยเพิ่มความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของข้อมูล

จุดกำเนิดของ Blockchain
เมื่อปี 2008 ในช่วงวิกฤตเศษฐกิจครั้งใหญ่ที่เราเรียก
ว่า Global Financial Crisis บุคคลนิรนามที่ใช้ชื่อว่า
Satoshi Nakamoto ได้ให้กำเนิดสิ่งที่เรียกว่าบิทคอยน์
ขึ้นมา โดยออกแบบให้บิทคอยน์เป็นเงินดิจิทัลสกุลแรกใน
ประวัติศาสตร์ที่ใครๆก็สามารถใช้ได้ ทุกคนสามารถถือเงิน
และโอนเงินหากันได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ เช่น
ธนาคาร และที่สำคัญ มันไม่ได้ถูกสร้างหรือควบคุมโดยรัฐ
หรือองค์กรใด ๆ

ณ วันนั้น ไม่ใช่เพียงบิทคอยน์ แต่เทคโนโลยีที่เรียกว่า
Blockchain ก็ถือกำเนิดขึ้นด้วย

https://coinman.co/2018/05/17/blockchain-101/-ที่มา

ทำไมถึงเรียกว่า
Blockchain?




Blockchain คือวิธีการเก็บข้อมูลบัญชีรูปแบบนึง
นึกภาพง่ายๆว่า พอมีธุรกรรม Transaction ใหม่ๆเข้า
มา มันก็จะถูกกองรวมๆกันไว้ พอได้จำนวนหนึ่งเราก็จะ
จัดบรรจุธุรกรรมเหล่านั้นลงกล่องบัญชี (Block) และ
ทำการปิดกล่อง พอเราปิดกล่องเสร็จ เราก็จะได้กล่อง
ใหม่หรือ Block ใหม่ขึ้นมานั้นเอง

https://coinman.co/2018/05/17/blockchain-101/-ที่มา

ลักษณะการทำงานของ
BLOCKCHAIN

BLOCKCHAIN นั้นเป็นเทคโนโลยีที่จะสามารถมาสร้างระบบที่
กระจายอำนาจความเชื่อใจของตัวกลาง ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเชื่อตัวกลาง
คนใดคนนึงอีกต่อไป หรือทำให้เราทำธุรกรรมกันแบบ PEER-TO-PEER
ได้นั้นเอง

1.) A ต้องการโอนเงิน (ส่งข้อมูล) ไปให้ B ผ่านเลขบัญชี
โดยใช้ Private key+Password และ Public Key:

ผู้ใช้ทุกคนต้องมีกุญแจสองอัน อันแรกคือ Private key ที่ถือเป็นการแสดง
ความเป็นเจ้าของของสมุดบัญชีพร้อมกับ Password ซึ่งถูกจากสร้างลายเซ็นต์
และชุดตัวเลขที่ใช้อัลกอริทึมสร้างขึ้นมาทำให้ไม่มีทางซ้ำกับเลขอื่นๆ และใช้สิ่งเหล่า
นี้มายืนยันการทำธุรกรรม ส่วนกุญแจอีกอันที่ต้องใช้คือ Public Key เปรียบ
เสมือนที่อยู่ที่ข้อมูลส่งไปถึง ทั้ง 2 อย่างจะใช้งานคู่กันแต่ต่างหน้าที่กันคือ อันนึงใช้
เข้ารหัส และอีกอันนึงใช้ในการถอดรหัส ถ้า Private Key และ Password หาย
ไป ผู้ใช้จะไม่สามารถเรียกคืนหรือทวงคืนมาได้จากโลกเสมือน หรือแม้แต่ใครหวัง
ฮุบเงินก้อนนั้นไปก็ทำไม่ได้เช่นกัน

2.) เก็บ Transaction ไว้ใน Public Ledger :

ข้อมูลการเดินบัญชี (Transaction) ถูกเริ่มต้นสร้างขึ้น รายการจะแจ้งว่า
ตัวเลขทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่จำนวนเงินที่ถูกต้องที่มีอยู่ในบัญชีของ A ถูกส่งไป
ให้บัญชีของ B ที่แสดงจำนวนเงินที่มีอยู่เช่นกัน โอนเท่าไหร่ ตัวเลขขึ้นตามนั้น ตรง
นี้ทำให้เราเห็นรายการทั้งหมดที่เป็นยอดบวกลบที่ถูกต้องทำให้เราสามารถตรวจ
สอบย้อนกลับเรื่องที่มาของเงินได้ตลอดโดยทั้งหมดในรายการนี้จะถูกเก็บไว้ใน
สมุดจดบัญชี (Public Ledger) แล้วส่งข้อมูลแบบที่ยังไม่ได้ยืนยันความถูกต้อง
(Unconfirmed Transaction) ให้ผู้ใช้ทุกคน

https://www.aware.co.th/-blockchain/- ที่มา

ลักษณะการทำงานของ
BLOCKCHAIN

3.) ยืนยันความถูกต้องโดย Miner และต้องไม่ถูกคัดค้านจากผู้ใช้ :

หลังจากที่ได้รับข้อมูล (Data) แล้วจะมีผู้ตรวจสอบมายืนยันความถูกต้อง เราเรียกคนคนนี้ว่า
Miner มาจากผู้ใช้ที่เสนอตัวเข้ามา กติกาคือใครจะเสนอตัวก็ได้ ขอให้มีหลายคนเสนอ จากนั้น Miner
ทั้งหลายจะเกิดการแข่งขันกันเป็นผู้ตรวจสอบ (โดยใช้วิธีการคำนวณค่า Hash หรือสมมุติเป็นการแก้
สมการนับล้านๆครั้ง เพื่อให้ได้ค่ายืนยันกล่อง ใครเสร็จก่อนและไม่ได้รับการคัดค้านความถูกต้องจากผู้
ใช้ทั้งหมดจะได้รับค่าตอบแทนอย่างใดอย่างหนึ่ง ในรูปแบบของรางวัล (Reward ) ของความพยายาม
หรือรับเป็น Transaction fee ตามจำนวนที่กำหนดไว้ โดยช่วงแรกจะกำหนดไว้ 50BTC และจะลด
ลงเรื่อยๆทุก 4 ปี (เรียกการลดตามระยะเวลาที่กำหนดนี้ว่า Halving) แต่ด้วยจำนวนบล็อคที่มากขึ้น
ทำให้ตอนนี้เหลือแค่ครั้งละ 25 BTC เท่านั้น (ในบาง transaction อาจไม่มีรางวัล) ตรงนี้สร้างโอกาส
ให้แก่ผู้ที่ยังไม่มีเงินในโลกดิจิทัลได้สร้างฐานะขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้ เราเลยเรียกกันว่านักขุดทอง

4.) เพิ่ม Block นั้นเข้าไปยัง Chain:

Block หรือข้อมูลการเดินบัญชีที่ได้รับการตรวจสอบแล้วและมีข้อมูลที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเป็นสิ่งที่
อ้างอิงสู่กล่องถัดไปจะถูกส่งมาต่อเพื่อร้อยเรียงกันและกันไปเรื่อยๆสภาพการเรียงตัวกันแบบกล่องนี้
มาก่อนและกล่องนี้มาหลังไม่สามารถสลับสับเปลี่ยนได้และข้อมูลที่อยู่ในกล่องจะไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้เป็นการอัพเดทข้อมูลให้กับผู้ใช้ทุกคนต่อไปตรงนี้เองคือความปลอดภัยที่ใครก็ไม่
สามารถเข้าไปทำอะไรได้ เพราะหากกล่อง C มีข้อมูลที่ผิดพลาดเข้ามา หรือมีข้อมูลส่วนใดส่วนหนึ่งที่ไม่
เกี่ยวข้องกับกล่อง B ทุกอย่างในกล่องจะถือเป็นโมฆะ (Invalid) กล่องนั้นจะไม่สามารถเกิดเป็น
ธุรกรรมที่สมบูรณ์ได้เลย และรายการที่เป็นกล่องถัดๆไปก็จะ Invalid ไปด้วย จนกว่าจะมีกล่องถัดไปที่
ถูกต้องมาต่อท้าย

5.) เงินถูกถ่ายโอนและอัพเดทข้อมูลแก่ผู้ใช้

เมื่อทุกอย่างสำเร็จตามขั้นตอน เงินจะถูกถ่ายโอนและอัพเดทข้อมูลแก่ผู้ใช้ทุกคนพร้อมกัน การ
ส่งต่อข้อมูลจากเครื่องถึงเครื่อง เรียกว่า Peer-to-peer ส่วนเงินที่ว่านี้เป็นเพียงแค่จำนวนที่ถูกระบุ
ขึ้นไม่มีเป็นสิ่งของที่จับต้องได้เป็นสินทรัพย์แบบนึงในโลกดิจิทัลที่ถูกบันทึกด้วยเทคโนโลยีเท่านั้น
นอกจากนั้นข้อมูลที่อัพเดทแก่ผู้ใช้มีความเป็น Original หมด แม้ว่าจะเป็นสำเนาก็ตาม เพราะถือเป็น
ข้อมูลเดียวกันที่ได้รับรองความถูกต้องแล้วและอยู่ในมืออยู่ในเครื่องของแต่ละคน ต่อให้เกิดเหตุการณ์
ไม่คาดฝัน เช่น หายนะต่างๆ ทั้งระเบิด ไฟไหม้ อุทกภัย ในที่ไหนซักที่ Blockchain แทบจะไม่ได้รับผลก
ระทบเลย เพราะข้อมูลถูกกระจายไว้ในเครื่องของทุกคนที่ใช้งานอย่างเท่าเทียมกันนั่นเอง

https://www.aware.co.th/-blockchain/- ที่มา

คุณสมบัติเด่นของ Blockchain

ความถูกต้องและเที่ยง เนื่องจากการเชื่อมโยง Block ปัจจุบันและ Block ก่อนหน้าด้วย Hash Function และ
ตรงของข้อมูล ทำการกระจายให้ทุก Node เก็บ ทำให้ข้อมูลที่ถูกบันทึกลงใน Blockchain แล้วไม่
สามารถแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ (Immutability) ดังนั้นหากมีความพยายาม
Data Integrity ในการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ถูกบันทึกลงใน Block แล้วจะทำให้ทราบได้ทันที
เนื่องจากข้อมูลใน Node ดังกล่าวจะมีข้อมูล ที่ต่างออกไปจาก Node อื่น ๆ ในระบบ
และไม่สามารถสร้าง Consensus กับ Node อื่นได้ ทำให้ถูกแยกออกจาก Chain หลัก

ความโปร่งใสในการเข้า เเนื่องจากทุก Node ในระบบ Blockchain จะเก็บข้อมูลเดียวกันทั้งหมด โดยไม่มี
ถึงข้อมูล Node ใด Node หนึ่งเป็นตัวกลางที่มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการ เก็บข้อมูล ดัง

Transparency นั้นการเข้าถึงข้อมูลใด ๆ จึงทำได้จาก Node ตัวเองทันที โดยไม่จำเป็นต้องร้องขอ
ข้อมูลจากตัวกลาง จึงเรียกว่าเป็นระบบที่มีความ โปร่งใสในการเข้าถึงข้อมูลสูงมาก

ความสามารถในการทำงาน เนื่องจากทุก Node ในระบบ Blockchain จะเก็บข้อมูลเดียวกันทั้งหมด จึง
ได้อย่างต่อเนื่องในระบบ สามารถทำงานทดแทนกันได้เมื่อมี Node ที่ไม่สามารถให้บริการได้ในขณะ

Availability นั้น โดยระบบจะทำการคัดลอกสำเนาข้อมูลให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกันเมื่อ
Node กลับขึ้นมาให้บริการได้อีกครั้ง

https://coinman.co/2018/05/17/blockchain-101/-ที่มา

Blockchain ที่อาจเข้ามาแทนที่
ระบบการเงินแบบดั้งเดิม



1. บันทึกแล้วจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
วิธีการทำงานของ Blockchain คืออาศัยการบันทึกข้อมูลเป็นรายการแบบ

ต่อเนื่องเป็นสาย ข้อมูลที่ได้รับการบันทึกอยู่ในสายพร้อมกับทำการเข้ารหัสใหม่
ทุกครั้งที่มีรายการข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไป อีกทั้งข้อมูลที่ถูกต้องจะได้รับการเข้า
รหัสซ้อนเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่เกิดธุรกรรม ทั้งยังกระจายสำเนาไปยังหลายๆ Node
ในระบบเพื่อยืนยันความถูกต้อง ด้วยวิธีการนี้ทำให้ Blockchain เก็บข้อมูลไว้
โดยที่ไม่มีใครสามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือแทรกแซงรายการข้อมูลที่ถูก
บันทึกไปแล้วได้ หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลจำเป็นต้องทำธุรกรรมใหม่เพิ่ม
เข้าไปเท่านั้น วิธีดังกล่าวช่วยให้ Blockchain ป้องกันการโจมตีในลักษณะ
บิดเบือนระบบเพื่ อกำหนดการทำธุรกรรมตามใจชอบได้

2. การกระจายศูนย์
อีกหนึ่งวิธีการทำงานของ Blockchain ที่โดดเด่นมากคือการใช้หลักการกระ

จายศูนย์หรือ Decentralization หลักการนี้เปิดให้ผู้ใช้มีสิทธิ์เต็มที่ในการใช้
งานระบบตามลักษณะหรือขอบเขตบริการของ Blockchain นั้นโดยไม่จำเป็น
ต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานกลางใดๆ หากอธิบายให้ง่ายคือผู้ใช้สามารถ
เก็บ Cryptocurrency, Digital Asset หรือแม้แต่ไฟล์เอกสาร และ Digital
Art ต่างๆ บน Blockchain และเข้าถึงทั้งหมดนี้ที่ไหนก็ได้เพียงแค่มี
อินเทอร์เน็ต ทั้งยังควบคุมสินทรัพย์นั้นผ่าน Private Key แนวคิดดังกล่าวเกิด
ขึ้นด้วยเทคโนโลยี Blockchain และได้ขับเคลื่อนโลกการเงินสู่แนวคิด
Decentralized Finance ซึ่งผู้ใช้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้โดยไม่
ต้องผ่านการช่วยเหลือจัดการโดยธนาคารหรือสถาบันการเงินนั่นเอง

https://www.scb10x.com/blog/blockchain-
featureshttps://coinman.co/2018/05/17/blockchain-101/-ที่มา

3. ความปลอดภัยสูงด้วยระบบที่ซับซ้อน

เมื่อพูดถึง Blockchain เรามักได้ยินคำว่าปลอดภัยสูงควบคู่กันมา
แต่มีน้อยคนที่จะรู้ถึงสาเหตุความปลอดภัยของมัน ซึ่งจริงๆ แล้ว
Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยมากที่สุดด้วยการใช้วิธี
การเข้ารหัสแบบ Cryptography ซึ่งเป็นวิธีการแปลงข้อมูลเป็นรหัส
เฉพาะผ่านการคำนวณโดยคอมพิวเตอร์ หากข้อมูลเป็นชุดเดียวกัน
ทั้งหมด รหัสที่ออกมาจะเหมือนกันทั้งหมด แต่หากข้อมูลมีการดัดแปลง
แม้เพียงส่วนเดียว รหัสทั้งหมดจะเปลี่ยนไป ดังนั้น การดัดแปลงข้อมูล
และสวมรอยเพื่อบิดเบือนธุรกรรมเข้าไปใน Blockchain จึงเป็นไปได้
ยากมาก อีกทั้งยังป้องกันการสอดส่องข้อมูลด้วยการเข้ารหัสดังกล่าว
เพราะรหัสไม่สามารถย้อนกลับเป็นข้อมูลได้โดยง่าย และมีเพียงผู้ใช้
เท่านั้นที่เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ด้วย Private Key และทำการส่งต่อ
ข้อมูลได้ด้วย Public Key

4. ความเร็วสูงแม้ทำธุรกรรมข้ามโลก
Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มที่ด้วย

การเป็นตัวเชื่ อมโยงเครือข่ายข้อมู ลดิจิทัลที่เข้าถึงได้เพียงเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
พร้อมกับมี Ecosystem ที่อำนวยความสะดวกด้านการจัดการธุรกรรมและ
ความปลอดภัยอย่างเป็นอัตโนมัติ การทำธุรกรรมบน Blockchain จึงมีข้อ
จำกัดในเรื่องของพื้นที่น้อยกว่า ยกตัวอย่างเรื่องการส่งเงินข้ามประเทศ เดิมที
เราต้องพึ่งพาตัวแทนผู้ให้บริการซึ่งอาจกินเวลาดำเนินธุรกรรมให้เราเป็นวัน แต่
หากเราส่งเงินผ่าน Blockchain ระบบจะสามารถดำเนินการเรียบร้อยใน 30
นาทีหรือเร็วกว่านั้น การสร้างกระบวนการให้เกิดความเร็วดังกล่าวถือเป็นก้าว
สำคัญของโลกการเงินซึ่งกำลังจะเปลี่ยนแปลงสู่ยุค Decentralized Finance
ในเร็ววันนี้

และข้อเท็จจริงที่สนใจอีกประการหนึ่งคือระบบสัญญาอัจฉริยะ หรือ Smart
Contract ซึ่งจะทำให้การชำระบัญชีเร็วขึ้นไม่ว่าจะเป็นสัญญาประเภทใด ซึ่งเป็น
อีกหนึ่งในประโยชน์ที่ดีที่สุดของคุณสมบัติเด่นของ Blockchain จนถึงทุกวันนี้
รวมถึงยังตัดตัวกลางหรือ Third Party ออกไปก็ช่วยให้ผู้ใช้สามารถส่งเงินได้
โดยเสียค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

https://www.scb10x.com/blog/blockchain-
featureshttps://coinman.co/2018/05/17/blockchain-101/-ที่มา

ประโยขน์

1. Ownership ความเป็นเจ้าของ จากที่เราต้องฝากเงินฝากชีวิตให้กับ
ตัวกลางเป็นคนดูแล ต้องขออนุญาติทุกครั้งไม่ว่าจะดูหรือโอนเงินในบัญชี มา
ตอนนี้ Blockchain ทำให้เราสามารถเก็บทรัพย์สินหรือเงินนี่แหละกับตัวเองได้
จริงๆ ตอนโอนก็โอนเลยแบบ Peer-to-Peer ไม่ต้องขอใคร

2. Open & Neutral ความเป็นระบบเปิดและเท่าเทียม ไม่ว่าเราจะเป็นใคร อายุ
เท่าไหร่ ทำงานอะไร ระบบไม่สนใจหรอกครับ ทุกคนมีสิทธิเข้ามาใช้อย่างเท่าเทียม
ไม่มีลำเอียงหรือสองมาตรฐาน

3. Transparency & Immutability ความโปร่งใสและข้อมูลที่เปลี่ยนแปลง
แก้ไขไม่ได้ ซึ่งข้อมูลบน Blockchain นั้นจะเชื่อถือได้โดยทุกฝ่าย เพราะเรารู้ว่า
ไม่มีบริษัทไหนหรือใครแอบเข้าไปแก้ข้อมูลย้อนหลังได้ อีกทั้งมันจะอยู่อย่างถาวร
อีกด้วย

4. Security ความปลอดภัย ถ้าเซิฟเวอร์กลางมันมีไม่กี่ที่ Hacker ก็รู้เป้าโจมตี
และทำจนว่ามันจะสำเร็จใช่ไหมละครับ แค่พลาดครั้งเดียวข้อมูลบัญชีก็อาจถูก
แก้ไขได้ แต่ถ้าเรากระจายบัญชีไปทั่วโลกหละ จะแก้ทีก็ต้องแฮคคอมพิวเตอร์นับ
ไม่ถ้วนพร้อมๆกันเลยทีเดียว ไม่งั้นก็ถูกจับได้ว่าข้อมูลผิด

5. Borderless ความไร้พรมแดน ปกติแล้วเราจำเป็นต้องพึ่งตัวกลางในแต่
ประเทศ ยกตัวอย่างเช่นการเปิดบัญชีธนาคาร แต่ระบบนี้มันไม่จำกัดประเทศ
หรือพูดง่ายๆว่ามันไม่รู้ด้วยว่าเราอยู่ที่ไหน เพียงแค่เรามีอินเตอร์เน็ท เราสามารถ
ใช้งานระบบได้ทุกเมื่ อ

6. Cut Cost ลดค่าใช้จ่าย แน่นอนว่าพอไม่มีธุรกิจตัวกลางที่มากินกำไรแล้ว ค่า
ใช้จ่ายของการทำธุรกรรมนั้นลดลงแน่นอน

https://coinman.co/2018/05/17/blockchain-101/-ที่มา


Click to View FlipBook Version